"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
Group Blog
 
All Blogs
 

Trader's Diary: Model Trade - M ตัวแรกของแนวคิด 3M พฤหัสที่ 4 มี.ค.53

วันนี้ผมตื่นมาวิ่งตามปกติ จัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ออกมาทำธุระแถวๆ บ้าน ประมาณ 9 โมง ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการสาขา เขาโทรมาบอกว่าให้ผมโอนเงินเข้ามาวางหลักประกันในการเล่นอนุพันธ์ได้เลยและสามารถเริ่มเทรดได้ในวันพรุ่งนี้ แต่หากจะรีบเทรดก็จะให้ทาง สนง.ใหญ่ขึ้นหน้า front ให้แล้วเทรดผ่าน dealer ไปก่อน และได้ขอโทษขอโพยถึงความล่าช้าในการเปิดบัญชีเนื่องจากติดปัญหาบางประการ ผมจึงบอกว่าไม่เป็นไร และไม่ได้รีบร้อนเทรดเท่าไหร่เนื่องจากเสียรอบไปแล้วรอบใหญ่ คงต้องรอสัญญาณของเครื่องมือและจังหวะในการเทรด ให้การเปิดบัญชีซื้อขายเป็นไปตามขั้นตอนปกติไป

ทำธุระเสร็จ ผมแวะไปที่ธนาคารเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ จากนั้นจึงเดินทางไปที่สาขานำใบ pay in ให้กับมาร์ฯ ที่ดูแลบัญชีของผมเพื่อส่งแฟกซ์ไปให้กับ สนง.ใหญ่ ถึงแม้ว่าจะยังเทรดไม่ได้แต่ผมก็เข้ามาเชคข่าวตามอินเทอร์เนต อ่านหนังสือพิมพ์ ทำไฟล์คำนวณโมเดล และดูกราฟ ตามวินัยที่ผมปฏิบัติมาตลอด ซึ่งผมให้ความสำคัญมากกับ Most Discipline อันเป็นตัว M สุดท้ายในแนวคิดการเทรดของผม นั่นคือ 3M

3M ประกอบด้วย Model Trade, Money Management และ Most Discipline ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดถึง M ตัวแรก นั่นคือ Model Trade ที่ผมใช้ว่าคืออะไร

หลังจากดูกราฟเสร็จ ผมมานั่งเขียน blog เพื่อบันทึก Trader’s Diary กว่าจะเสร็จก็ราวๆ เที่ยง วันนี้แฟนของผมเข้ามาเยี่ยมชมห้องเทรดและสาขาที่ผมนั่ง เรานั่งเล่นกันอยู่พักนึงจึงออกไปทานอาหารเที่ยงกัน แวะซื้อของและเดินเล่นพักผ่อน จากนั้นกลับมาทานอาหารเย็นกันที่บ้านของแฟนผม ก่อนที่ผมจะกลับบ้านไปนั่งเล่นเกมส์กับหลานๆ (ลูกพี่ชายของผมเอง) ที่วันนี้เรามีนัดเล่นเกมส์กันที่ห้องนอนของผม พอ 4 ทุ่ม พี่ชายผมก็มารับเด็กๆ ไปนอน วันนี้ผมค่อนข้างรีแลกซ์ครับ

กลับมาคุยกันเรื่อง Model Trade กันดีกว่า…..

Model Trade ในความหมายของผม คือ ตัวแบบที่เป็นระบบที่เราใช้ยึดถือปฏิบัติเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการเทรด ซึ่งเป็นการช่วยลดหรือตัดอารมณ์ที่นำมาใช้ในการเทรดให้ลดลงหรือหมดไป

Model Trade ของผม ประกอบด้วย เครื่องมือทางเทคนิค จิตวิทยาการลงทุน การวิเคราะห์พฤติกรรมของคนในตลาด การวิเคราะห์ Fund Flow การวิเคราะห์ข่าว ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดผสมผสานกันเกิดจากประสบการณ์การลงทุนที่สะสมมาหลายปี

วันนี้ผมจะพูดถึงเครื่องมือทางเทคนิคก่อนเรื่องอื่นๆ ครับ การใช้เครื่องมือทางเทคนิคของผมใช้แบบ Template มาตรฐาน หรือใช้เครื่องมือตามที่โปรแกรมปกติให้มา ไม่ได้ดัดแปลงใดๆ ทั้งสิ้น โดยผมจะใช้เครื่องมือทางเทคนิคที่สร้างเป็นระบบ หรือ System Trade นำมาทำการทดสอบทางสถิติ หรือ Backtesting ย้อนหลังอย่างต่ำ 10 เพื่อคำนวณหาค่าสองค่าที่สำคัญมากในการนำ System Trade มาใช้ นั่นคือ Win-Lose Ratio และ Reward-Risk Ratio เพื่อนำมาเปรียบเทียบกันว่าควรจะใช้ระบบใดในการเทรดในแต่ละช่วงเวลา สถานการณ์ Time Frame ฯลฯ

การทำ Backtesting สำคัญมาก สำคัญถึงขนาดว่ามันเป็น “จุดเป็นจุดตาย” ของการใช้ระบบนั้นๆ เลยทีเดียว และที่สำคัญ “คุณ” ซึ่งเป็นคนจะนำ “ระบบ” ไปใช้ ต้อง “ทดสอบเอง” มิฉะนั้น คุณไม่มีทางเชื่อมั่นในระบบของคุณว่าดีเพียงใด หากเพียงแต่ฟังตามๆ กันมา

คุณจำเป็นต้องรู้ทุกๆ เรื่องเกี่ยวกับระบบของคุณว่า มันมีจุดแข็ง จุดอ่อน อย่างไร ช่วงใดระบบเกิด Drawdown หรือความสามารถในการทำกำไรลดลง และจะใช้ระบบใดเข้ามาช่วยเสริม

เมื่อคุณทดสอบ และ “เชื่อมั่น” ในระบบของคุณแล้ว คุณก็ต้องปฏิบัติตามอย่างมีวินัย มิใช่ว่าไปเจอช่วงระบบเกิด Drawdown ขึ้น ก็ละทิ้งความเชื่อมั่นนั้นไป และไม่ปฏิบัติตาม มันก็ไร้ประโยชน์ที่อุตสาห์สร้างระบบและทดสอบกันมาครับ

ระบบการเทรด หรือ System Trade ของผม มีหลายระบบใช้ผสมผสานกันเพื่อกระจายความเสี่ยง และใช้การบริหารเงินหน้าตัก หรือ Money Management เข้ามาช่วยร่วมด้วย ผมตั้งชื่อระบบของผมให้จำง่ายและเป็นหมวดหมู่ดังนี้ MK 101, MK 102, MK 103, MK 104, MK 105, MK 120 และ MK 205

MK นั้น ท่านคงเดาได้ไม่ยากว่าย่อมาจาก “Mhakkeaw” นามแฝงของผมนั่นเอง

MK 1xx เป็นระบบที่ใช้กับ SET 50 Index Futures ส่วน

MK 2xx เป็นระบบที่ใช้กับ Gold Futures

โดยเริ่มแรกในการออกมาเป็นเทรดเดอร์อิสระนั้น ผมจะเทรดสองตราสารนี้ก่อนครับ

MK 120 เป็นระบบที่ไม่ได้สร้างขึ้นจากเครื่องมือทางเทคนิค แต่สร้างจากเครื่องมืออื่นซึ่งผมไม่สามารถเปิดเผยได้ต้องขออภัย ระบบนี้ให้ Win-Lose Ratio หลังจากหักต้นทุนต่างๆ พวกค่าคอมฯ และ Vat ออกแล้ว อยู่ที่ 34 : 66 นั่นคือเล่น 100 ครั้ง กำไร 34 ครั้ง และขาดทุน 66 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ System Trade ส่วน Reward-Risk Ratio อยู่ที่ 3.51 : 1 นั่นคือเวลากำไรจะได้ 3.51 เท่าจากการขาดทุน ซึ่งค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ

MK 101 – MK 105 เป็นระบบที่สร้างขึ้นจากเครื่องมือทางเทคนิคเพียงแค่เครื่องมือเดียว แต่ต่าง Time Frame ไล่จาก Time Frame ระยะยาว ไปจนถึงระยะสั้น ที่ผมทดสอบย้อนหลังมา 10 ปีแล้วพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในแต่ละ Time Frame ระบบนี้ให้ Win-Lose Ratio 35 : 66 และ Reward-Risk Ratio อยู่ที่ 3 : 1

ซึ่ง MK 101 – 105 นั้น เป็นระบบที่เป็นลักษณะ Trend Following จึงมีจุดอ่อนเมื่อตลาดเกิดไซด์เวย์ ในทางปฏิบัติ ผมจึงหาเครื่องมือทางเทคนิคอื่นมาใช้ช่วยในการกรองช่วงที่ตลาดไม่มี Trend หรือตลาดไซด์เวย์ออกไป จุดอ่อนอีกข้อนึงของเครื่องมือ Trend Following โดยเฉพาะ Time Frame ระยะสั้น มักจะเกิด Drawdown ช่วง 4 เดือนแรกของปี ซึ่งจากประสบการณ์และการคาดเดา คาดว่าน่าจะเกิดจากแรง Momemtum ของทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย รายใหญ่ในตลาดสู้กัน ทำให้เครื่องมือ Trend Following เกิด Drawdown ขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปีครับ

MK 205 เป็นระบบล่าสุดที่ผมทำขึ้นมาเพื่อใช้กับ Gold Futures พบว่าให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ใกล้เคียงกับ MK 100 และที่น่าสนใจมากคือ ไม่เกิด Drawdown ในช่วง 4 เดือนแรกของปี ถึงแม้จะเป็นเครื่องมือ Trend Following ใน Time Frame ระยะสั้นก็ตาม

การใช้ระบบของผม จะนำ Money Management ซึ่งเป็น M ตัวที่สอง เข้ามาช่วยร่วมด้วย หากระบบใดให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่า เงินหน้าตักที่ใช้ในการเล่นก็จะลดลงตามไปด้วย หรือช่วงใดที่เรารู้ว่าระบบนั้นน่าจะเกิด Drawdown เราก็โยกเงินหน้าตักไปไว้กับระบบที่ไม่เกิด Drawdown หรือช่วงใดที่เรารู้ว่าระบบนั้นได้เกิด Drawdown ติดๆ กันไปแล้วเช่น 5-7 ไม้ ไม้หลังจากนั้นมันน่าจะกลับมาทำกำไรได้แล้ว เราก็โยกเงินหน้าตักมาไว้ใช้กับระบบดังกล่าวเป็นต้น

อีกทั้งการใช้ระบบของผม หากไปสอดคล้องกับกระบวนการคิดวิเคราะห์ตามโมเดลเทรดซึ่งประกอบด้วย จิตวิทยาการลงทุน การวิเคราะห์พฤติกรรมของคนในตลาด การวิเคราะห์ Fund Flow การวิเคราะห์ข่าว ฯลฯ ด้วยแล้ว ผมจะยิ่งมั่นใจในระบบนั้นมากขึ้น แต่หากกระบวนการคิดมันขัดกันกับระบบ ซึ่งระบบมันอาจจะผิดจาก Drawdown หรือ ผมอาจจะวิเคราะห์ผิด แต่ความผิดพลาดของระบบจากการเกิด Drawdown ผมได้ทำการ Backtesting มาแล้วถึง 10 ปี ดังนั้นผมจึงเชื่อ “ระบบ” เป็นหลักครับ

เรื่องของ Model Trade ของผม ผมสามารถบอกคร่าวๆ ได้เพียงเท่านี้ครับ

วันนี้ผมเขียนค่อนข้างยาวมาก หวังว่าคงจะไม่เบื่อกันครับ


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 05 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 13:58:49 น.
Counter : 1210 Pageviews.  

Trader's Diary: อย่านำกำไรของคนอื่น มาทำให้เราเครียด เสียดาย หงุดหงิด พุธที่ 3 มี.ค.53

วันนี้ผมวิ่งได้นานขึ้นกว่าวันแรก ร่างกายเริ่มปรับสภาพได้พอสมควร ความปวดขาและน่องน้อยลง ตลอดเวลาการวิ่ง 30 นาที ผมหยุดพัก 1 ครั้ง เทียบกับวันแรก ผมหยุดพัก 2 ครั้งแล้ว ผมค่อนข้างพอใจ พรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป ผมจะค่อยๆ เพิ่มสเตปการวิ่งให้เร็วขึ้น โดยปกติแล้ว 30 นาที ผมจะวิ่งได้ประมาณ 3.5-4 กิโล แต่สองวันแรก ผมวิ่งได้ 1.5 กิโล กับ 2 กิโลเมตร ตามลำดับครับ การวิ่งจ๊อกกิ้งของผมเป็นการวิ่งบนพื้นจริงในบรรยากาศจริง ไม่ได้วิ่งบนสายพานครับ

ช่วงเช้าผมออกมาทำธุระหลายที่ ไปที่กรมขนส่งทางบกเพื่อจองหมายเลขทะเบียนใหม่ เพื่อไว้ใช้กับรถคันปัจจุบันที่ผมจะทำการขายออกไป เพราะต้องการตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยออกเนื่องจากรถยุโรป เมื่อมีอายุการใช้งานนานขึ้น ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ค่อนข้างแพงมากครับ กลับมาเล่นรถญี่ปุ่นเครื่องเล็กๆ สบายใจ สบายกระเป๋ากว่า ในภาวะที่ต้องระมัดระวังเรื่องกระแสเงินสดเข้าออกในช่วงลาออกจากงานมา

ผมจะนำทะเบียนเดิมซึ่งเป็นทะเบียนตัวอักษรสวย มาใช้กับรถคันใหม่ป้ายแดงที่ผมกำลังจะซื้อในสุดสัปดาห์นี้ โดยตั้งใจว่าจะซื้อเงินสดครับ ซึ่งน่าจะเหลือเงิน pocket money มาส่วนนึงด้วยใช้ในการแต่งรถ ฮิฮิ

การจองทะเบียนรถเดี๋ยวนี้สะดวกสบายมาก ผมใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็เสร็จแล้วครับ จากนั้นเดินทางไปทำธุระแถวที่ทำงานเดิม และแวะไปเอาของที่ผมลืมไว้ที่อดีตห้องทำงาน โดยอาศัยไหว้วานอดีตน้องในทีมช่วยนำลงมาให้

จากนั้นผมแวะเข้ามาที่สาขาเพื่อเชคความเรียบร้อยของระบบคอมพิวเตอร์ทั้ง 4 ตัวของผม ระบบสมบูรณ์แบบพร้อมใช้งานแล้ว เหลือเพียงแต่บัญชีซื้อขายเท่านั้นที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ ก็คงต้องรอต่อไป แต่ผมก็ไม่ได้รีบร้อนเนื่องจากรอบที่ผ่านมา ผมเสียรอบไปแล้วประมาณ 30 จุด คิดเป็นเงินที่ผมใช้เล่นก็หลายบาทอยู่ครับ แต่เทรดเดอร์มืออาชีพ ต้องระลึกในใจเสมอว่า

“อย่านำกำไรของคนอื่น มาทำให้เราเครียด เสียดาย หงุดหงิด จากการที่เราไม่ได้เข้าไปเล่นในรอบนั้นๆ เพราะมันไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด มีแต่ทำให้เสียสุขภาพจิต เกมส์ๆ นั้นมันจบไปแล้ว เราต้องหาจังหวะเพื่อเริ่มเล่นเกมส์ใหม่ และลืมเกมส์เก่าๆ ไปซะ”

ผมลืมเล่าไปว่า เมื่อวานผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนเทรดเดอร์ชาวอเมริกันของผม เขาชื่อ เบน ฮอฟแมน ซึ่งอดีตเคยเป็น Prop Trader ให้กับบริษัทที่สิงคโปร์ ปัจจุบันเป็นเทรดเดอร์อิสระและนั่งเทรดอยู่ในเมืองไทย เนื่องจากหลงรักสาวไทย อิอิ ผมรู้จัก เบน จากเพื่อนเทรดเดอร์ชาวอเมริกันของผมอีกทีนึง เขาคือ เบรดี้ แบทเมอร์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของผมในทีม Prop Trade เป็นคนแนะนำให้รู้จักครับ ตอนนี้เขาเป็น Private Trader เช่นกัน และบินกลับไปนั่งเทรดที่อเมริกาแล้ว ปีนึงจะบินมาเที่ยวเมืองไทยยาวๆ ซัก 1 ครั้งเป็นอย่างต่ำ

ผมมีเรื่องเกี่ยวกับ เบรดี้ ซึ่งผมประทับใจอยากเล่าให้ฟัง วันนึงเมื่อ 4 ปี ที่แล้ว ผมเคยถามเบรดี้ เพราะต้องการรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ๆ ผมถามเขาว่า “เบรดี้ คำว่า ขายหมู กับ เสียดาย ในภาษาอังกฤษพูดว่าอย่างไร” ผมอธิบายความหมายของคำว่า “ขายหมู” กับ “เสียดาย” ให้เบรดี้ฟังด้วย เบรดี้ตอบว่า

“ในพจนานุกรมของ Expert Trader ไม่มีคำว่า ขายหมู หรือ เสียดาย เพราะเทรดเดอร์ได้ขายทำกำไรเก็บเงินเข้ากระเป๋าไปแล้ว นั่นคือเกมส์จบไปแล้ว ไร้ประโยชน์ที่จะไปคำนึงถึงกำไรของคนอี่น เรามาตั้งต้นหาจังหวะเล่นเกมส์ใหม่ดีกว่า”

เป็นคำพูดที่พูดสดๆ และคมมากสำหรับผม เวลา 1 ปี ที่ได้ร่วมงานกับเบรดี้ ผมได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอย่างมากจากเทรดเดอร์อาชีพผู้นี้

กลับมาเรื่องของ เบน ฮอฟแมน ดีกว่า เบนโทรมาหาผม เนื่องจากหลายวันก่อนผมคุยกับเบรดี้ ถึงเรื่องการเทรด FX เพราะผมกำลังเริ่มศึกษาและสนใจพอสมควร ต้องการความรู้จากเทรดเดอร์อาชีพที่เทรด FX เบรดี้จึงให้เบอร์โทรของผมกับเบน เนื่องจากเบรดี้ไม่ค่อยได้เล่น FX เท่าไหร่ เขามักจะเล่นพวก Index Futures และ Commoditiy มากกว่า ผมคุยรายละเอียดกับเบนถึงความสนใจของผม และ platform ตัวที่ผมเข้าไปศึกษาอยู่ แต่เบนใช้ platform อีกตัวนึง ผมจึงให้เบนช่วยส่งอีเมลมาให้ผมศึกษาดูหน่อย เพราะผมต้องการเปรียบเทียบพวกความสะดวกในการใช้งาน และความน่าเชื่อถือของการโอนเงินเข้าออกนอกประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงพอสมควรครับ


ตอนเย็นผมได้รับโทรศัพท์อีกสายนึง เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของผมที่ MS.Finance จุฬาฯ เขาได้อ่าน blog ของผม และสนใจอยากไปทำบุญกับพระอาจารย์ท่านนึงที่ผมนับถือ ผมจึงบอกว่าหากจะไปทำบุญและกราบพระอารย์ก็จะโทรไปชวน

อีกสายนึง เพื่อนของผมซึ่งปัจจุบันเป็นผู้จัดการกองทุนของ บลจ.แห่งนึง โทรมาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะกันถึงสภาพตลาด การเมือง ฯลฯ ประมาณ 15 นาทีก็วางสาย

ช่วงบ่ายผมออกไปทำธุระต่อจนถึงพลบค่ำ วันนี้ผมค่อนข้างเพลียมากครับ เดินทางไปทำธุระหลายที่ อากาศร้อนมากๆ เลย...... กรุงเทพฯ

พรุ่งนี้ผมจะเล่าถึงโมเดลเทรดที่ผมใช้ครับ

"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 04 มีนาคม 2553    
Last Update : 4 มีนาคม 2553 15:16:18 น.
Counter : 600 Pageviews.  

Trader's Diary: วันแรกกับการเป็น "เทรดเดอร์อิสระ" อังคารที่ 2 มี.ค.53

วันนี้เป็นวันแรกของผมในการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการเป็น “เทรดเดอร์อิสระ” หรือ “Private Trader” มีชีวิตกินอยู่และกระแสเงินสดจากการเทรดเพียงเท่านั้น

ผมตื่นเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นซึ่งเป็นเวลาเดิมกับที่ผมตื่นเมื่อยังทำงานประจำอยู่ ผมพาเจ้าลูกชายสุดรัก “น้องจีโน่” สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนมาเข้าห้องน้ำขับถ่าย และเริ่มต้นทำในสิ่งที่ผมอยากทำมาหลายปี นั่นคือการตื่นแต่เช้ามา “วิ่งจ๊อกกิ้ง” ซึ่งผมไม่เคยได้ทำหลังจากมาใช้ชีวิต “ลูกจ้าง”

การวิ่งจ๊อกกิ้งนอกจากจะทำให้สุขภาพกายแข็งแรงแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างอื่นที่ผมกล่าวไว้ในคราวก่อนว่า สามารถทำให้เกิดการ “หยั่งรู้” ภาษาอังกฤษเท่าที่ค้นเจอใช้คำว่า “Extraordinary Perception” หลายคนคงสงสัยว่า แล้วการวิ่งจ๊อกกิ้ง มันไปเกี่ยวอะไรกับกระบวนการทำให้เกิดการ “หยั่งรู้”
ถ้าให้ผมอธิบาย ผมก็จะอธิบายเท่าที่ผมเข้าใจเองซึ่งเกิดจากการปฏิบัติ ถูกหรือผิดไม่ทราบได้เพราะเป็น “ปัจจัตตัง” ต้องปฏิบัติเองถึงจะ “รู้เฉพาะตน” ได้

การวิ่งจ๊อกกิ้งของผม ผมจะวิ่งแบบเป็นระบบเพื่อให้ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอกัน ซึ่งเป็นหลักการของการวิ่งจ๊อกกิ้ง เพราะจะทำให้วิ่งได้อึดและทนนานกว่าการวิ่งแบบไม่เป็นระบบ ทุกๆ จังหวะของเท้าที่ก้าวผมจะนับ 1 ถึง 4 และหายใจเข้าหนึ่งครั้ง ดังนี้ ….1-2-3-4 หายใจเข้า-ออก 1-2-3-4 หายใจเข้า-ออก (จังหวะที่หายใจเข้าออก จะเร็วมากประมาณ 1 วินาที) เมื่อวิ่งจ๊อกกิ้งแล้วหายใจเป็นระบบแบบนี้จะวิ่งได้นานมาก จะล้าก็เพียงแต่ขาและน่องเท่านั้นที่จะเป็นตัวสั่งการให้หยุดพัก เมื่อหยุดพัก “ห้ามหยุดวิ่งทันที” ต้องเดินเร็วต่อไปและหายใจเป็นระบบแบบนี้ต่อไปอีกสัก 2-3 นาที เพื่อเป็นการวอร์มดาวน์ มิฉะนั้นท่านอาจหน้ามืดได้ครับ

เมื่อสามารถวิ่งเป็นระบบได้คล่องแล้ว หากท่านกำหนดใจจดจ่อกับการนับอย่างเป็นจังหวะและหายใจเข้าออกข้างต้น ใจของท่านจะสงบซึ่งนั่นก็คือการทำ “สมาธิ” รูปแบบหนึ่งเป็นการกำหนดจิตให้นิ่งจากกายที่เคลื่อนไหว ถือว่าเป็น “กายานุสติ” ได้อย่างนึง

การทำสมาธินั้นมีหลายวิธีมากซึ่งการทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบนิ่งในขั้นต้นเรียกว่า “สมถะสมาธิ” ซึ่งต่างจากวิปัสสนากรรมฐาน อันมีสติปัฏฐาน 4 เป็นฐาน ซึ่งเป็นขั้นปลายเพื่อเข้าสู่การขจัดกิเลสที่อยู่ในตัวเราให้ออกไป

ถ้าเปรียบเทียบ จิตของมนุษย์ซึ่งยังไม่ได้ผ่านการฝึกปฏิบัติมานั้นมีกิเลสอยู่ทุกคน เปรียบเสมือนน้ำในแม่น้ำลำคลองที่ขุ่นสกปรกประกอบด้วยฝุ่นละอองและเชื้อโรคนานาชนิด

ต่อมาเมื่อจิตของมนุษย์ได้ผ่านการฝึกปฏิบัติ “สมถะสมาธิ” จนนิ่งดีแล้ว เปรียบเสมือนการน้ำสารส้มมาแกว่งในน้ำคลอง จนฝุ่นตกตะกอนไปที่ก้นแก้ว น้ำจะใสปิ๊ง ซึ่งเหมือนจะสะอาด แต่จริงๆ แล้วยังไม่สะอาด ยังมีฝุ่นและเชื้อโรคในน้ำอยู่ หรือยังมีกิเลศในจิตอยู่ ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติในสมถะสมาธิจนบางคนได้ อภิญญา 5 อาทิเช่น 1.แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆได้ 2.ตาทิพย์ 3.หูทิพย์ 4.กำหนดใจผู้อื่น และ 5.ระลึกชาติ แต่ถ้าไม่สามารถตามจิตตัวเองได้ทัน ก็จะหลงระเริงกับอภิญญาที่ได้จนไม่สามารถขจัดกิเลสในจิตออกไปได้ และไม่สามารถขึ้นไปถึงอภิญญาที่ 6 อันได้แก่ การกำจัดอาสวะให้สิ้นไปได้
ซึ่งการปฎิบัติสมาธิเพื่อให้จิตนิ่งและในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการขจัดกิเลสออกไปจากจิตนั้นเรียกว่า “วิปัสสนากรรมฐาน” อันมีสติปัฏฐาน 4 เป็นที่ตั้งนั่นคือ กายานุสติ, เวทนานุสติ, จิตตานุสติ และ ธรรมมานุสติ เปรียบเสมือนเมื่อน้ำตกตะกอนแล้ว ให้ค่อยๆ กรองฝุ่นที่ตกตะกอนนั้นออกไปจากก้นแก้วและทำการฆ่าเชื้อโรคที่มีอยู่ในน้ำจนหมดสิ้น ซึ่งแต่ละระดับของการขจัดกิเลสนั้น มีอยู่ 4 ขั้น นั่นคือ โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล และอรหันตผล

กลับมาเรื่องการวิ่งจ๊อกกิ้ง ซึ่งหากเรานำจิตไปจับการนับและจังหวะหายใจ มันก็คือการปฏิบัติ “สมถะสมาธิ” แบบหนึ่ง บ่อยครั้งที่เวลาผมคิดอะไรไม่ออก หรือต้องการความคิดใหม่ๆ มักจะเกิดการ “ปิ๊ง” ขึ้นมาในขณะที่วิ่งจ๊อกกิ้งอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการ “หยั่งรู้” เอง ซึ่งตอนแรกผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่พอได้เริ่มปฏิบัตินั่งสมาธิ และศึกษาธรรมะ ก็ทำให้เข้าใจว่า เมื่อทำให้จิตนิ่งในระดับหนึ่ง จิตจะเกิดสมาธิและเกิดพลังบางอย่างที่เราไม่เคยคิดว่าจะเกิดได้นั่นเอง

การนั่งสมาธิเป็นเรื่องที่สนุกมาก ไว้วันหลังผมจะเล่าให้ฟังอีกครับ

ผมตั้งเวลาวิ่งไว้ 30 นาที วันนี้ผมวิ่งได้น้อยเพราะปวดน่องและขามากเนื่องจากไม่ได้วิ่งมานานแล้ว คงต้องค่อยๆ เริ่มทีละนิด ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ผมเดินทางไปที่สาขา ทานอาหารเช้า และขึ้นไปนั่งรอผู้จัดการสาขาเพื่อนำทางไปห้องลูกค้า VIP ซึ่งคอมพิวเตอร์ของผมได้เดินทางมาถึงแล้วเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา

ห้องเทรดของผมค่อนข้างใหญ่พอสมควร น่าจะนั่งได้ราวๆ 3 คน ผมจัดข้าวของที่จำเป็นให้เข้าที่เข้าทางรวมทั้งพระพุทธรูปปางสมาธิ 1 องค์เพื่อเป็นสิริมงคลและเหมาะกับการนั่งสมาธิต่อหน้าพระพุทธรูป ระบบคอมพิวเตอร์ของผมวันนี้ยังไม่สมบูรณ์ เข้าอินเทอร์เนตไม่ได้และไฟล์ Excel ที่เขียนแมโครไว้มีปัญหาอีกทั้งบัญชีที่ใช้ซื้อขายก็ยังไม่สามารถซื้อขายได้ครับ

หลังจากผมดูข้อมูลสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับการเทรดทางอินเทอร์เนต และอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ 1 ฉบับ และหนังสือพิมพ์หุ้นอีก 1 ฉบับ ตามวินัยที่ผมปฏิบัติมาตลอดหลายปีเสร็จแล้ว ก็ตามเรื่องปัญหาคอมพิวเตอร์ที่พบและเรื่องบัญชีซื้อขายซึ่งคาดว่าพรุ่งนี้น่าจะเสร็จสิ้น จากนั้นผมเดินทางออกมาทำธุระส่วนตัวข้างนอกและไม่ได้เข้าไปที่สาขาอีก

พรุ่งนี้ผมคงไม่ได้เข้าไปที่สาขาเนื่องจากต้องไปทำธุระอีกหลายที่ ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจออกมาเป็น “เทรดเดอร์อิสระ” ธุระอย่างนึงที่ต้องไปทำคือการขอทะเบียนรถเพื่อใช้เปลี่ยนกับทะเบียนเลขสวยเดิมที่ผมจะเอามาเก็บไว้ เพราะผมวางแผนไว้ว่าจะขายรถปลายๆ เดือนนี้ ที่ตัดสินใจขายรถ เนื่องจากรถปัจจุบันที่ใช้เป็น “รถยุโรป” ซึ่งผมได้มาจากผลตอบแทนที่ผมทำงานในฐานะ Prop Trader ซึ่งเมื่อผมตัดสินใจออกมาเป็นเทรดเดอร์อิสระแล้ว ผมจำเป็นต้องตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก การขับรถยุโรปถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยมาก ค่าดูแลรักษาแพงมากหากเทียบกับรถญี่ปุ่น 2 คันที่ผมเคยใช้ รถยุโรปดีอยู่สามอย่างคือเรื่องสมรรถนะของเครื่อง ความปลอดภัย และความหรูหรา เท่าที่ขับมาเป็นรถที่ขับดีมาก แต่อย่างไรผมกลับชอบรถญี่ปุ่นมากกว่า

ผมตั้งใจว่าจะกลับไปขับรถญี่ปุ่น ใช้เครื่องขนาดเล็กหน่อยเพื่อประหยัดน้ำมัน เมื่อสามารถมีกระแสเงินสดที่มากพอแล้ว ค่อยขยับขยายไปเล่นเครื่องที่ใหญ่ขึ้นต่อไปครับ

วันนี้พอเท่านี้ก่อน ค่อยมาต่อพรุ่งนี้ครับ

"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 02 มีนาคม 2553    
Last Update : 16 มีนาคม 2553 15:24:00 น.
Counter : 2062 Pageviews.  

Trader's Diary: วันสุดท้ายของชีวิต "ลูกจ้าง" ศุกร์ที่ 26 ก.พ.53

วันนี้ผมมาถึงที่ทำงานแต่เช้า เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ผมจะมาที่นี่ในฐานะของ “ลูกจ้าง” ต่อไปสถานะของผมจะเปลี่ยนไป กลายไปเป็น “ลูกค้า VIP” ของที่แห่งนี้ แต่ผมไม่ได้นั่งที่สำนักงานใหญ่ ผมเลือกไปนั่งที่สาขาใกล้ๆ บ้าน เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

ผมเดินไปทานอาหารเช้าที่ร้านต้มเลือดหมูเจ้าอร่อย เจ้านี้ผมชอบมาก น้ำซุปเค้ากลมกล่อมมากๆ ผมเป็นคนชอบตระเวนกินและถ่ายรูปร้านอาหารอร่อยๆ ร้านนี้ก็เป็นร้านนึงที่ “เยี่ยม” ไว้ว่างๆ จะเพิ่มหมวด “หมากเขียวชวนชิม” ไว้ใน blog ของผมด้วยคงจะดี

ทานเสร็จแล้ว ผมสั่งใส่ถุงกลับบ้าน 3 ถุง ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะนำไปถวายอาหารเช้าให้กับพระอาจารย์สายปฏิบัติท่านนึงที่ผมเคารพนับถือ ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ลงมาทำธุระที่กรุงเทพฯ และจำวัดที่บ้านหลังหนึ่งที่มีโยมท่านหนึ่งถวายให้ท่านพำนักชั่วคราว พระอาจารย์ท่านนี้ คุณจักรกฤษณ์ หังสพฤกษ์ เพื่อนร่วมรุ่นของผมที่ MS.Finance จุฬาฯ ปัจจุบันดูแลลูกค้าในส่วนสินเชื่อก่อสร้างให้กับ ธ.กรุงศรีอยุธยา เป็นผู้แนะนำให้

ราคาอาหาร 125 บาท พอดีเจ้าของร้านไม่มีเหรียญห้ามาทอนให้ เจ้าของจึงบอกว่า “เดี๋ยวค่อยเอามาให้วันหลังนะ” เพราะผมมาทานบ่อย ผมจึงบอกไปว่า “ผมคงไม่ได้มาทานแล้วครับ เพราะลาออกแล้ว ไม่สะดวกมาช่วงเช้า” เจ้าของใจดีจึงยกประโยชน์ให้ผมบอกว่า “งั้นผมให้ละกัน 5 บาท” ว่าแล้วก็ยิ้มล่ำลาผมในฐานะลูกค้าประจำ ผมจึงยื่นถุงต้มเลือดหมูให้เขาและบอกว่า “เอาขึ้นจบพี่ ผมจะนำไปถวายพระจะได้บุญร่วมกัน” เป็นการล่ำลาอย่างเป็นมิตรของลูกค้ากับเจ้าของร้าน อย่างไรก็ตาม ผมจะต้องกลับมากินอีกแน่ๆ ครับร้านนี้เพราะอร่อยสุดๆ

กลับมาที่โต๊ะ เชคข่าวสารต่างๆ และอัพเดทโปรแกรมคำนวณที่ผมใช้ในการเทรดทุกโมเดลแล้ว ก็มาจัดการกับภาระส่วนตัวทั้งเรื่องของการยื่นแบบภาษี และการทำเอกสารลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ทำไว้กับบริษัท รวมทั้งเซ็นรับรองเอกสารการนำทรัพย์สินของบริษัทมาคืนอาทิเช่น บัตรประจำตัวพนักงาน บัตรเทรดเดอร์ของตลาดฯ เครื่องใช้สำนักงาน ฯลฯ

งานทั้งหมดผมได้มอบหมายให้น้องคนนึงในทีมเป็นผู้ประสานงานแทนไปก่อนที่ทางผู้บริหารจะพิจารณาผู้ที่มีความสามารถจากภายนอกมาทำงานแทนผม ช่วงนี้ผมจึงว่างงานมากๆ

วันนี้ทาง IT จะมาย้ายคอมฯ ของผมทั้งชุดไปไว้ที่สาขาในช่วงบ่ายๆ เพื่อให้เสร็จทันตอนเย็นเพราะหลายคนจะเดินทางไปต่างจังหวัดเนื่องจาก long weekend



ช่วงบ่ายผมตั้งใจว่าจะส่งอีเมลขอบคุณและเซย์ good bye กับเพื่อนร่วมงานของผมทุกๆ คน รวมทั้งการเดินสายขอบคุณเพื่อนร่วมงานและผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนงานของผมเป็นอย่างดี

เป็นการล่ำลาด้วยมิตรไมตรี และเก็บความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน

ลาก่อน....กับชีวิตลูกจ้าง.....ลาก่อน....บริษัทที่ดีบริษัทหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสได้เข้ามาทำงาน....ขอบคุณทีมผู้บริหารที่ไว้ใจให้ผมทำงาน.....ขอบคุณอดีตลูกทีมและลูกทีมในปัจจุบัน ผมรู้สึกภูมิใจในตัวพวกคุณมากที่สามารถเป็นทีมที่มีศักยภาพสามารถทำเงินให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล และจะเป็นกำลังสำคัญแผนกหนึ่งในอนาคตของธุรกิจหลักทรัพย์แน่ๆ โดยไม่ต้องสงสัยในภาวการณ์แข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงแบบนี้

คอยพบกับผมกับสถานะใหม่ “เทรดเดอร์อิสระ” ในสัปดาห์หน้า


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2553 12:12:15 น.
Counter : 827 Pageviews.  

Trader's Diary: ก่อนจะมาเป็น "หมากเขียว"

เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์กว่าๆ เท่านั้น ผมก็จะได้ออกมาเป็น Private Trader เสียที ดังที่แจ้งให้ทราบแล้วว่าใบลาออกของผมมีผลในวันที่ 1 มี.ค.53 และจะเริ่มบันทึกความทรงจำการเทรดของผมหลังจากนั้น

การบันทึกจะมีการระบุราคาที่ผมใช้เข้าออกในแต่ละสถานะไว้ให้ดูชัดเจน อาจจะมีภาพประกอบให้ดูด้วยเพื่อให้ทราบว่าผมไม่ได้โม้ 555

อีกทั้งจะมีการบันทึกแนวคิดการลงทุน ประสบการณ์ แนวคิดการดำเนินชีวิต ฯลฯ ลงไปด้วยครับ

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ผมอยากจะเกริ่นนำถึงประวัติของผม "หมากเขียว แห่งสินธร" ให้ฟังคร่าวๆ ว่า ผมมาเดินบนเส้นทางของเทรดเดอร์ได้อย่างไร

ผมโชคดีที่มีคุณพ่อสนใจการเล่นหุ้น ตั้งแต่เด็กๆ เวลาปิดเทอม ว่างๆ คุณพ่อจะพาผมไปห้องค้าอยู่บ่อยๆ ภาพของมาร์ฯ วิ่งไปเคาะกระดานไวท์บอร์ดที่ตีเป็นตารางเพื่อส่งคำสั่งซื้อขาย เสียง ป๊อกๆๆๆๆ เสียงเอ๊ะ อะ โวยวาย เป็นภาพที่ติดตาของเด็กน้อยคนนึง มันช่างดูสนุกสนานเสียนี่กระไร

มันเป็นช่วงยุคก่อนที่ระบบคอมพิวเตอร์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งคำสั่งซื้อขาย ถ้าผมจำไม่ผิด ในปี พ.ศ.2535 เป็นปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้นำระบบการซื้อขายผ่านคอมพิวเตอร์ เพื่อนำมาใช้ทดแทนระบบ Floor Trading เหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่จริงๆ ผมว่าการมี Floor Trading มันเป็นสีสันและบรรยากาศของเทรดเดอร์อย่างแท้จริง จะเห็นว่าอเมริกาเองก็ยังอนุรักษ์วิธีการส่งคำสั่งซื้อขายแบบนี้อยู่เช่นเดียวกัน

ผมโชคดีที่ได้เริ่มต้นเล่นหุ้นได้ไว ปีแรกของการลงทุนของผมคือปี 2539 ก่อนไทยจะประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและวิกฤติต้มยำกุ้ง 1 ปี สาเหตุที่เข้ามาในปีนั้นเนื่องจากตลาดมันปรับตัวลงมาเยอะจาก 1,800 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,400 จุด ใครๆ ก็คิดเวลาเป็นช่วงเวลาทองแห่งการช๊อบปิ้ง

การลงทุนของผมช่วงแรกเป็นการทำ Paper Trading หรือ การซื้อขายจำลองผ่านกระดาษ ซึ่งเป็นกระดาษจริงๆ เพราะโปรแกรม Excel ในสมัยนั้นผมยังใช้ไม่ค่อยเป็นเลย

เริ่มแรกคุณพ่อผมตั้งใจให้ลองทำ Paper ซัก 1 ปี แต่เอาเข้าจริงๆ ตลาดมันไม่ได้ลงมาแล้วดีดขึ้นอย่างที่คาดไว้เมื่อปี 2539 เนื่องจากเกิดวิกฤติเศษฐกิจขึ้น ผมจึงต้องทำ Paper อยู่ 3 ปี โดยกลยุทธ์ที่ผมใช้คือ VI ตามแบบคุณพ่อ ดูกิจการและงบการเงินซึ่งคุณพ่อผมค่อนข้างถนัดมากเนื่องจากท่านทำธุรกิจส่วนตัว การมองบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนจึงมองแบบเจ้าของกิจการ และสอนให้ผมมองแบบนั้นด้วย

ปีที่ 2 ของการทำ Paper ราคาหุ้นถูกมากๆ ตลาดลงมาถึงจุดต่ำสุดประมาณ 200 จุด ในปีที่ 3 พอร์ท Paper ผมกำไรมาก จนคุณพ่ออนุญาตให้นำเงินเก็บมาลงทุนได้

ช่วงนั้นผมเล่น VI อย่างเดียว กลุ่มที่ทำกำไรให้ผมอย่างมหาศาลเลยคือกลุ่มก่อสร้าง ปูน นี่ได้เยอะมาก นักลงทุนต้นแบบคงจะไม่พ้นคุณพ่อของผม และอีกคนที่ดังมากในสมัยนั้น และสมัยนี้ดังคับฟ้าคือ อ.นิเวศ เหมวชิรวรากร

ตอนนั้นผมไม่สนใจการวิเคราะห์เทคนิคเลย ออกจะแอนตี้ด้วยซ้ำไปว่ามันจะเชื่อถือได้อย่างไร มันคือการ "มั่ว" แบบมีหลักการเหมือนกับหลัก "สถิติ" โดยทั่วๆ ไป ที่นำข้อมูลในอดีตและนำมาพยากรณ์ในอนาคต เป็นการ expected ไปในอนาคต

แต่ผมลืมไปว่า การวิเคราะห์พื้นฐานและเล่น VI มันก็คือการนำข้อมูลผลประกอบการในอดีตมาทำนายแนวโน้มบริษัทในอนาคตเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าพูดถึงการ expected มันก็ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นเทคนิคมันก็น่าจะทำเงินได้ถ้าเราศึกษามันอย่างจริงจัง

บุคคลแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ คุณเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ปัจจุบันเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ผมจำได้ว่าวันนึงของปี 2545 คุณเจริญมาออกรายการเกี่ยวกับหุ้นช่องนึง และทำการวิเคราะห์เทคนิคสดจากโทรศัพท์จากผู้ชมทางบ้าน ท่านลากหุ้นตัวนึงด้วยแพทเทิร์นธงและวิเคราะห์ว่าน่าจะBreak แพทเทิร์นและขึ้นไปได้ ผมก็ตามดูว่าจะเป็นจริงดังนั้นไหม ปรากฎเป้าที่ให้ไว้มันเป๊ะๆ เลย ผมก็เลยเริ่มศึกษาทางเทคนิคนับแต่นั้นอย่างจริงจัง

การศึกษาของผม ผมอาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองจากตำราและประสบการณ์ ไม่เคยไปลงคอร์สอบรมจากที่ใดๆ มาก่อน จะมีบ้างที่ไปตามงานสัมมนาหุ้นต่างๆ ก็ได้ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์เทคนิคมาเพิ่มเติมอยู่เสมอๆ

ตำราเล่มแรกที่ผมอ่านคือของ อ.สุรชัย ไชยรังสินันท์ ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง ถือว่าเป็นอาจารย์ทางเทคนิคของผมคนแรก หนังสือเล่มนี้ คุณสมเจตน์ เตชะอินทราวงศ์ เพื่อนร่วมรุ่นของผมที่ MS.Finance จุฬาฯ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการกองทุน ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ เป็นผู้แนะนำให้อ่าน

อีกคนนึงที่ผมชอบไปร่วมงานสัมมนา คือ อ.วันชัย ธัญญศิริ นักวิเคราะห์จาก บล.กิมเอ็ง

หนังสืออีกเล่มที่ผมชอบมากคือของ John J. Murphy: Technical Analysis of The Futures Market เล่มนี้ผมถือว่าเป็น Bible สำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิคเลยทีเดียวเขียนได้ละเอียดบอกที่มาที่ไป และใช้ภาษาที่อ่านทำความเข้าใจได้ง่ายมาก

ปี 2547 ผมเริ่มเข้ามาในพันทิปโดยใช้ล๊อกอินว่า "หมากเขียว" ที่มาของชื่อนี้คือ

1.ผมต้องการการตรงกันข้ามของคำสองคำ "หมาก" เมื่อพูดถึงมักจะนึกเป็นสีแดงๆ เลยเอาคำตรงข้ามกับแดงคือ "เขียว" เข้ามารวมไว้

2.คำว่า "หมาก" ต้องการสื่อถึงการ "วางหมาก" ใน "กระดานหุ้น" และวางหมากให้ประสบความสำเร็จนั่นคือ "การวางหมากให้เขียว" นั่นเอง

จึงเป็นที่มาของชื่อล๊อกอิน "หมากเขียว"

ที่แปลกก็คือ ชื่อนี้เกิดขึ้นมาตอนที่ผมกำลังวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่ จู่ๆ ก็ปิ๊งขึ้นมาซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังในวันหลังว่า การวิ่งจ๊อกกิ้งมันก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้ และทำให้เราเกิดการ "หยั่งรู้" อะไรใหม่ๆ ได้เหมือนการนั่งสมาธิเช่นเดียวกัน

แรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มเขียนบทความในปี 2548 และจัดทำ blog รวมบทความแห่งนี้ มาจากพี่ที่ผมเคารพในสินธร นั่นคือเฮีย คลาย เครียด หรือ เฮีย Endophine เจ้าสำนัก Temple Boxing นั่นเอง เฮียให้การสนับสนุนการเขียนและถ่ายทอดความรู้ผมมาโดยตลอด จะบอกว่าได้เฮียนี่แหละเป็นคนทำให้ผมได้เกิดในสินธร 5555 ถ้าเฮียไม่โปรโมตให้ ในสินธรก็คงจะไม่รู้จักและไม่ยอมรับผมแน่นอน ขอบคุณมากครับเฮีย

ในปี 2549 ดังที่บอกไว้ในกระทู้ที่แล้ว ผมได้ร่วมงานกับ บล.แห่งหนึ่งในฐานะ Prop Trader ผมจึงหยุดการเขียนและเข้าร่วมการโพสใดๆ ในพันทิปนับแต่นั้นมา

และผมได้ไต่เต้าขึ้นมาจนได้เป็นผู้บริหารในตำแหน่ง AVP ช่วงชีวิตนึงในการทำงาน ได้ก่อตั้งแผนกและได้คุม Prop Trade ทั้งทีมให้กับ บล.แห่งหนึ่งซึ่งมีโมเดลทางธุรกิจที่ดีมากๆ ผมถือว่าเป็นเกียรติในชีวิตของผมแล้วที่จะได้จบชีวิตการทำงานในฐานะ "ลูกจ้าง" กับที่แห่งนี้

ถ้าถามว่าผมเป็นนักลงทุนประเภทใด

VI ผมเคยเป็นมาแล้ว 6 ปี
VSOP ผมเคยเป็นมาแล้ว 4 ปี
VS ผมเป็นมาแล้วและกำลังเป็นอยู่ได้ 4 ปี

คงต้องบอกว่า เมื่อผมตัดสินใจออกมาเป็น Private Trader เต็มตัว ผมคงเลือกเส้นทางของการเป็น VS หรือ Value Speculator แล้วล่ะครับแต่ผมไม่ใช่ Day Trader ผมเป็น Trend Follower เวลากินกินคำโตๆ หน่อย กินคำเล็กๆ บ้างก็มี แต่ไม่ใช่ Day Trader แน่ๆ ครับ และสินค้าที่ผมสนใจจะเล่นนั้น คงไม่ใช่ "หุ้น" อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นพวก "ตราสารความเสี่ยงสูง" ทั้งหลาย นั่นคือ Futures โดยจะเริ่มที่ TFEX ก่อน อีก 2 ตัวที่สนใจมากคือ Forex โดยจะเน้นไปที่ USJPY เป็นหลัก และตลาดยาง TOCOM เนื่องจากผมไม่ต้องการเทรดตอนกลางคืน เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนและอยู่กับครอบครัวมากกว่าครับ ไม่ใช่เวลา "ทำเงิน"

นั่นคือประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของ "หมากเขียว แห่งสินธร" นับตั้งแต่ 1 มี.ค.53 เป็นต้นไป คอยติดตามบันทึกความทรงจำที่ไม่ได้มีแค่การเทรดแต่จะรวมไปถึงแนวคิดการลงทุน ประสบการณ์ แนวคิดการดำเนินชีวิต ฯลฯ ได้ที่นี่ครับ

"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2553 9:10:38 น.
Counter : 2743 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมากเขียว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]




สวัสดีครับทุกท่าน...ผมหมากเขียวแห่งสินธร...จาก Head of Prop Trade สู่ Private Trader อิสรภาพที่รอคอย



สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2553 โดย หมากเขียว™ ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ หรือคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความที่เขียนโดยข้าพเจ้านอกจากจะได้รับอนุญาต

Copyright © 2010.All rights reserved. These articles and photos may not be copied, printed or reproduced in any way without prior written permission of Mhakkeaw™.
Friends' blogs
[Add หมากเขียว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.