"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
Group Blog
 
All Blogs
 

นิทาน ตะ-หลาด-ลัก-ทรัพย์ โดย ปรัชญา

ประสพการณ์ กับชีวิตนักลงทุน


ไม่แปลกเลยที่คนแต่ละยุคแต่ละสมัย
ในแต่ละปี แต่ละเดือน แต่ละวัน
จะพบปะกับเรื่องราวมากมาย ในสังคม

ย้อนอดีต ถอยหลังไปประมาณยี่สิบปีก่อน
ในความทรงจำที่พล่ามัว ของชายคนหนึ่ง
ในสังคมบ้านนอก(ต่างจังหวัด)
หัวเมืองเล็กๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในมุมหนึ่งของห้อง วีไอพี ของโลกการลงทุน
เซียนหุ้นต่างอำเภอ แต่มีวงเงินเล่นหุ้นนับหลายร้อยล้าน

การเล่นหุ้นเป็นประสพการณ์ใหม่ที่ทุกคนต้องการ
สร้างความร่ำรวย บนความผันผวนของราคาหุ้น
ความโลภ
อยากรวย
ความเสี่ยง
ความรู้ต่างๆ

เมื่ออ่อนประสพการณ์
ก็ต้องการเรียนรู้และลองปฏิบัติ ตามแต่โอกาสและจังหวะเวลา
แหล่งที่ได้มามีเพียงหนังสือพิมพ์ และบทวิเคราะห์คำแนะนำจากโบรกเกอร์
คอมฯเครื่องละแสนกว่าบาทพร้อมสอนดูโปรแกรมกราฟ
ก็ยังซื้อ (คิดว่าไม่แพงมันคงคืนทุนและทำกำไรได้ในไม่ช้า)
สมัยก่อนไม่มีเวปบอร์ดไม่มีอินเตอร์เน็ต(ความเร็วสูง+ความเร็วต่ำ)
อย่างดีตอนกลางคืนก็มีเพียง เทเลเทค
เป็นคลื่นสัณญานที่ส่งมากับ TVช่อง5
ให้ตรวจดูราคาปิดของหุ้น น้ำมัน ทองคำ
ยังไม่มีเซ็ทเทรด


เปรียบคนเล่นหุ้นสมัยก่อน ก็เหมือน ตาบอดคลำช้าง

เปรียบมาร์...เหมือนสุนัขนำทางคนตาบอด ลากไปจูงกันไป


โดยมาร์เองก็ไม่มีพื้นฐานความรู้อะไรเลย
รู้เพียงนโยบาย + คำสั่ง จากผอ. และความจริงใจ
(ที่แท้เสแสร้งอยากได้%ค่าคอม)
มีเปเปอร์(โพย) ที่แฟ็กซ์มาจากบริษัท
บอกชื่อหุ้น บอกราคา ว่าควรซื้อเท่าไหร่ และขายเท่าไหร่

ซื้อได้ถูก ขายได้แพง มีกำไร

(ก็ดีใจไปกับลูกค้า)

สมัยก่อนที่ได้รับบทเรียนจากมาร์
เมื่อเวลาหุ้นลง

หลักการ วิชาการ กลยุทธ บทเรียน

หลักการ
เมื่อเวลาหุ้นตกในยุคสมัยก่อน บรรดากูรู นักวิเคราะห์
ต่างหาวิธีการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น เพื่อลูกค้าจะได้ยืนหยัด
เป็นลูกค้าที่ดียามมีเงิน
(เป็นลูกค้าที่เลวเวลาหมดเงินติดหุ้น)

วิชาการที่บรรดาบริษัทพัฒนาการมาสู้กับภาวะตลาดซึ่งผลันผวน
ตอนครั้งแรก แรก
ก็จะได้รับคำแนะนำ ถึง วิธีการถัวเฉลี่ย
เมื่อหุ้นตกมาได้ระดับหนึ่งก็ให้ลูกค้าเข้าซื้อเฉลี่ยต้นทุน
เผื่อมีโอกาสเด้งเท่าทุน หรืออาจได้แถม กำไร มาสักหน่อยก็จะได้ออกตัว
บรรดาอาเสี่ย อาซ้อ อาซิ้ม อาเจ่ก ทั้งหลายก็ถัวกันจนเงินหมดหน้าตัก

เมื่อลูกค้าหมดเงิน แต่ใจยังสู้
เมื่อเข้าปรึกษากับมาร์ หรือ ผอ.ห้องค้า
คำแนะนำที่ได้มา แบบเงินต่อเงิน
คือเอาบัญชีหุ้นเงินสด มาเปิดเพิ่มเป็นบัญชีมาร์จิ้น
เพื่อซื้อหุ้นที่กำลังไหลลง

บางคนไม่เล่นมาร์จิ้น เล่นซื้อกันแค่เท่าที่มีเงินสด
ก็ได้คาถาประจำใจกับบ้าน

ไม่ขาย ไม่ขาดทุน

แล้วคำว่าบัญชีไม่เคลื่อนไหวที่ทาง กอลอตอ ผู้จัดการตลาดชอบเอ่ยถึง
แต่ไม่เคยพูดตรงๆว่า..ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวน่ะมันติดหุ้นหมดเงิน
ถ้าเป็นหุ้นดี มีเงินปันผล
นักลงทุนก็คงนำเอาเงินที่ได้รับมาซื้อหุ้นต่อ
บัญชีเหล่านั้นก็จะมีการเคลื่อนไหว

เพื่อนกันเคยพูดว่า...
เข้าตลาดเล่นหุ้นอยากรวย
เริ่มต้นเป็นนักเก็งกำไร(ไม่เก็งขาดทุน)
พอติดหุ้นนิดหน่อยปีครึ่งปีก็บอกเป็นนักลงทุน
พอติดหุ้นหลายๆปีก็บอกพวกเพื่อนว่าเป็นวิ
แล้วถามผมว่าคุณเป็นอะไร......(ว๊ะ)

หลังจากเปิดบัญชีมาร์จิ้นรับหุ้นกันได้สักระยะ
แต่หุ้นเจ้ากรรมที่ ฝาหรั่งเน็ทเซลล์ก็ยังไม่เด้งขึ้นให้ได้กำไร


มาตรการความหวังดี (แต่ประสงค์เงิน)
ก็มีออกมา จากที่เคยแนะนำว่า...ให้ซื้อถัวเฉลี่ย

มาตรการใหม่ หวังดีเหมือนเดิมนั่นล่ะ
ก็มีออกมา ให้เล่นหุ้นช๊อตอะเกนพอท์ต


คือหลังจากการเรียนรู้เล่นหุ้นขาขึ้นแล้ว
ก็ควรมาฝึกวิทยายุทธเล่นหุ้นขาลงให้เป็น
โดยการช๊อตแล้วช้อน ช๊อตขายเพื่อซื้อกลับ
ในราคาที่ถูกกว่า
ได้หุ้นกลับคืนเท่าเดิม แต่ได้รับเงินทอน
บรรดานักลงทุนก็ปฎิบัติตาม เพราะคนสมัยก่อน
ไม่มีที่ไหนสอนวิชาการลงทุน
ไม่มีเวปบอร์ดหุ้น ให้ปรับทุกข์ หรือปรึกษาเรื่องต่างๆ
เมื่อมาร์หรือนักวิเคราะห์แนะนำอะไรมาก็ทำตามนั้น
ยกย่องเขาอีกต่างหาก เรียกอาจารย์ก็มี(ทั้งที่ทั้งปีทั้งชาติก็ไม่เคยพูดกัน)
ทำตามกันไป โดยลืมเรื่องค่าคอมมิตชั่นการซื้อขาย
ว่าต้องเสียมากน้อยเท่าไหร่.....

เล่นเอามัน

อายเพื่อน กลัวเขาจะรู้ว่าติดหุ้นหมดเงิน
ทำตัวจนไม่เป็น (ทั้งที่อกกัดหนอง)

เหตุการต่างๆก็ดำเนินเรื่อยมา
จนถึงจุดจุดหนึ่งก็เริ่มสุกงอม
เมื่อเวลาวงเงินเต็ม หลักทรัพย์ด้อยค่า
มาร์กับ ผอ-ออ ก็เริ่มเชิญมาบอกว่า...
นี่คุณปัญหามีอย่างนี้1-2-3-4
สรุปคุณต้องหาหลักทรัพย์มาวางเพิ่มไม่งั้นจะถูกฟอสเซลล์

ลูกค้าก็เริ่มต้องไปหาญาติหรือคนใกล้ตัว(อาจเป็นมอสระเอีย)
หาตั๋วสัญญาใช้เงินมาวางค้ำ
หาโฉนดที่ดิน และอื่นมาวางค้ำบัญชีมาร์จิ้น
เหตการก็ยังคงดำเนินต่อไปแบบไม่มีข้อยุติ

สืบเนื่องจากเหตุการณ์การปล่อยบัญชีมาร์จิ้น
แบบเหวี่ยงแห โดยไม่มีการกำกับดูแล
และพิจารณาให้ดี-รอบครอบ
เหตุการณ์ต่างๆในยุคนั้นเริ่มบานปลาย

จนต้องจดจารึก เป็นประวัติศาสตร์ของ...

ตลาด-ลัก-ทรัพย์

เมื่อวันหนึ่งมีชายไทย ถือปืนพกเข้าไปในอาคารตลาดขอพบกับผู้จัดการตลาด
เพื่อขอความเป็นธรรม
ในยุคตลาด เสรี
เนื่องจากชายคนดังกล่าว ถูกบริษัทโบรกเกอร์ฟ้องร้อง
ดำเนินคดีชั้นศาลพระภูมิ(ศาลสถิตย์ยุติธรรม)
เรื่องบัญชีมาร์จิ้น
ชายคนดังกล่าวถูกโบรกเกอร์จับหุ้นที่อยู่ในพอท์ต
ขายจนหมดยังไม่คุ้มมูลหนี้ เลยต้องฟ้องร้องดำเนินคดีบังคับหนี้
ชายคนดังกล่าวเรียกร้องให้ทางตลาดยกเลิกบัญชีมาร์จิ้น
และบอกด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า...

ลูก-เมีย ญาติพี่น้อง ครอบครัว ได้แตกแยก

ด้วยเรื่องหุ้น หากไม่มีการยกเลิกจะเดือดร้อนกันหมดประเทศ
ผลกระทบจะตกทอดถึงคนเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้น
ประมาณ2แสนครอบครัว

แต่เนื่องจากความเครียด เหตการบังคับ
ปืนที่จ่อคอ เกิดลั่นไกขึ้นมา
ทำให้เสียงปืนนัดนั้นเป้น เสียงปืนนัดแรกที่ส่งเสียงดัง
ให้ผู้จัดการตลาดได้ออกมาฟัง

และต่อจากนั้นมาก็มีมาตรการสารพัดวิธีในการแก้ปัญหา

เป็นการก้าวสู่ตลาดยุคใหม่

เพิ่มคำว่า...วิสัยทัศน์
มาเกือบพร้อมกับคำว่าCEO

กาลเวลาต่อมา
ได้เกิดพัฒนาการ จัดตั้งกองทุน
เป็นการระดมทุนจากประชาชนเพื่อลงทุนในหุ้น

มีบริษัทจัดการ
โดยมีพนักงานแบ๊งค์ เป็นพนักงานขายตรง
เจาะขายลูกค้าสินเชื่อ ลูกค้าเงินออม
โดยได้%ในการขาย โดยได้ทำยอดการขายของแต่ละสาขา
และพนักงานขายก็ไม่ได้รับการอบรม หรือมีความรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นแม้แต่น้อย
หลอกประชาชน และมีหนังสือชี้ชวนในการซื้อกองทุน
ไปพูดแบบไม่มีหลักการ บอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราสูงกว่าเงินฝาก
แต่คนขายไม่รู้เรื่องความเสี่ยง ไม่รู้ว่ากองทุนจะบริหารขาดทุนก็ได้
เป็นการลงทุนที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น
ลูกค้าของแบ๊งค์ก็ซื้อแบบไม่รู้(ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน)
พนักงานขายก็ขายทำยอดแบบไม่รู้อันตราย

จนถึงเวลาตกต่ำสุดสุด ของ...ตลาดหุ้นไทย

เลยมีผู้เขียนตำนานบทใหม่

ลุงช่วย
เป็นคนหนึ่งที่ซื้อกองทุนหุ้น หมดเนื้อหมดตัว
กับการเก็บออมเงินมาตลอดชีวิตการทำงาน
หวังสบายมีเงินเก็บไว้กิน ไว้ใช้จ่ายในเวลาหลังเกษียณ
แต่เงินทั้งหมด ก็หมดไปกับการซื้อกองทุน
ลุงช่วยเรียกร้อง ประท้วง มาหลายปี

แล้วความอดทน-อดกลั้น ก็มีจุดจำกัด

วันหนึ่ง ที่หน้าแบ๊งค์
ลุงช่วย ป่าวประกาศให้นักหนังสือพิมพ์-วิทยุ-โทรทัศน์
ให้ไปทำข่าว การประท้วง

วันนั้นลุงช่วย เอาอึ(ขี้)มาราดตัวเอง
หน้าแบ๊งค์ที่ขายกองทุนให้เพื่อการลงทุน
พร้อมกับเดินเข้าไปในที่ทำการ
วันรุ่งขึ้น ลุงช่วยก็ตกเป็นอาหารจานด่วนของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในยุคนั้น

ตัดประเด็น กลับมา

พนักงานแบ๊งค์ขาย กองทุน ให้ลุงช่วยผิดไหม?
คุณลุงช่วย ซื้อกองทุนเพราะไว้เนื้อเชื่อใจคนทำงานแบ๊งค์ผิดไหม?

ตอบแบบเป็นกลาง
คนซื้อไม่ผิด และ คนขายก็ไม่ผิด

แล้วใครตกเป็นแพะรับบาป

...ต้องยกให้คนที่เถียงไม่ได้ เรื่องมันถึงจะจบ แล้วใคร?




มันผิดที่ระบบต่าง โว๊ย...


(การซื้อกองทุน เท่ากับนำเอาเงินไปฝากเขาเล่นหุ้น ผู้จัดการกองทุนเป็น
ผู้บริหารจัดการ หากลงทุนซื้อ-ขายหุ้น มีกำไร ก็ได้เงินเดือนบวกโบนัส
ผู้บริหารจัดการ หากลงทุนซื้อ-ขายหุ้น ขาดทุน ก็ได้เงินเดือนบวกโบนัส
ได้ทั้งขึ้นทั้งลง ประชาชนที่ลงเงินจะเป็นอย่างไรลองคิดกันเอาเอง)

การลงทุนมีความเสี่ยง

สอนแมงเม่า เป้นนักลงทุน

บัญญัติศัพท์ คำว่า......แมงเม่า
ในพจนานุกรม ตลาด-ลัก-ทรัพย์ไทย
ผมเองก็ไม่รู้จะไปค้นหาได้จากที่ไหน
ว่าใครเป็นต้นคิดประดิษฐ์คำพูดนี้ออกมา

ผมเองก็เคยถูกเรียก ตอนเล่นหุ้นใหม่ๆ
เคยให้หลายคนอธิบาย พอได้ใจความว่า...
แมงเม่าเขาเปรียบเทียบให้ใกล้เคียง กับ ตัวปลวกออกปีก
มาบินเล่นไฟ ก่อนที่ฝนจะตก มันบินร่าเริง ตื่นเต้น เร้าใจ หลงสีแสง
คิดว่าพบสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของแมลง
กว่าจะรู้ตัว เพราะลืมตัวไป
ก็บินจนเรี่ยวแรงหมด ตกเป็นอาหารของจิ้งจก+ติ๊กแก
หรือเขียด+อึ่งอ่าง เป็นอาหารหล่อเลี้ยงเหล่าสัตว์ในโลก
ถ้าตกน้ำก็ตกเป็นเหยื่อปู ปลา กุ้ง หอย

ตลาดหลักทรัพย์ในยุคคิงคอง น่าจะเรียกแมงเม่าได้เต็มปากเต็มคำ
เขาจุดไฟแนนท์ ล่อแมงเม่า และในจำนวนแมงเม่านับหมื่นนับแสน
ก็มีผมรวมอยู่ด้วย เป็นเดย์เทรด เป็นนักเก็งกำไร 1 นาที หรือ1วัน
ตามแต่โอกาส+จังหว่ะ+วัดดวง กับเจ้ามือกันอย่างสนุกสนาน
เกิดมาในชาตินี้ คงไม่มีความสุขครั้งไหนที่ยิ่งใหญ่เท่ากับ
การเข้าทำเงินมากมาย แบบง่าย-ง่าย จาก...ตลาดหุ้น
ใครใจถึง+ฝีมือ+เงินเยอะ + จับหุ้นถูกตัว
ก็รับกันเนื้อๆ สร้างความรวยแบบง่ายๆ

จนบางครั้งยังถามเพื่อนนักเล่นหุ้นร่วมห้องค้าว่า...
เฮ้ย...พวกเราเล่นหุ้นกันได้ทุกคน แล้วใครมันเสียวะ
สมัยนั้นทางตลาดไม่มีการแยกแยะ
ระบบการซื้อขายหลัง ปิดตลาดเหมือนสมัยนี้

ที่พอตกเย็นตลาดปิด ก็มีเปเปอร์บอกแยกกลุ่ม

นักลงทุนต่างชาติ.......ซื้อ...........ขาย..........
นักลงทุนสถาบัน.........ซื้อ..........ขาย...........
นักลงทุนรายย่อย.........ซื้อ..........ขาย..........

อยากเรียกว่ามวยวัด(วัดดวง)
ไม่มีลายแทงให้เดา ให้ดู ลุยลูกเดียว ว่างั้นมั่ง

ซื้อขายหุ้น ที่น่าจะกำไรดีที่สุดสำหรับผมน่าจะเป็นหุ้นกระสอบทอง
และตัวที่เจ๊งแบบลากเลือดในอก น่าจะเป็นจีเอฟ

ทำไมถึงเป็นจีเอฟ

ก็ห้องค้าของเขาอยู่ใกล้บ้าน
เขาจะตั้งแบ๊งค์สำนักงานใหญ่ที่ภาคอีสาน
มีหนังสือเวียนถึงร้านค้า สถานศึกษาต่าง เชิญร่วมลงทุน
โดยการซื้อหุ้นที่กำลังจะออกมา หุ้นในตลาดก็วิ่งขึ้นไปรอการเพิ่มทุน
แต่โทษทีครับ
ฝันสลายหายไป แบบทั้งเจ็บทั้งคัน
เมื่อวิกฤตการเงินในรัฐบาลที่มีนายกผู้เดินทางมาไกลหลายพันไมล์
และปัจจุบันก็ยังเป็นการทำเวรทำกรรม จองล้างจองผลาญไม่หยุด
เมื่อพนักงานที่ได้รับวงเงินซื้อขายหุ้นติดหนี้บริษัท
ต้องขึ้นศาลคดียังไม่สิ้นสุดในพอศอ2548
หลักทรัพย์ทีดิน และอื่นๆ ที่่ลูกค้า+พนักงาน+ญาติค้ำประกัน
ไปกู้เงินโดนยึด ยังไม่ได้ขายทอดตลาด
มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย รับหน้าเสื่อดำเนินการติดตามมาตลอด

หลังจากเล่นไฟ และ บิ๊กกะจิ๊ด ปิดบริษัทเงินทุน
สุดท้ายหุ้นบริษัทเหล่านี้ ก็มีมูลค่าเท่ากับ 0
เบิกใบหุ้นมาได้ก็อย่างดีแค่เป็นกระดาษพับถุงใส่กล้วยปิ้งตามตลาด

หลังจากนักลงทุนทุกคน ไม่ได้ศึกษาอะไรเลย
รู้เพียงว่า หุ้นเป็นแค่ตัวแทนของการเล่นได้-เสีย
มันสมมุตหุ้นเหมือนหวย ที่จะมีคนเข้ามาแทง

เจ้ามือแทงขึ้น
ฝาหรั่งแทงลง
รายย่อย เฮ. ..เฮ ...เฮ ตามแห่

อะไรที่ได้มาง่ายๆ ก็จากกันไปแบบง่ายๆนั่นล่ะ

แล้วบรรดาศัพท์ต่างๆที่นักวิเคราะห์เอ่ยถึงคำว่า...
พีอี พีบีวี
ก็เริ่มมีเน้นให้เห็นคุณค่า
โดยนำมานับว่า..เป็นการค้นหาหุ้นพื้นฐาน
หรือเริ่มจะเน้น ให้นักลงทุนมีทางเลือกแบบทางเดินเส้นขนาน
ลงทุนระยะยาว หรือ ระยะสั้น

การปั่นหุ้น
มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ที่เป็นคดีตัวอย่างมีเพียงหนึ่งคดี
แต่ผู้ต้องข้อกล่าวหากับ ชื่อ สอง

เขียนถึง...การปั่นหุ้น
ทุบหุ้น ลากหุ้น ตบหุ้น เทหุ้น ทิ้งหุ้น

อ่านกี่ครั้งกี่หน มันก็มาอีหรอบเดิมนั่นหล่ะ
ซ้ำๆซากๆน่าเบี่ย..ซะงั้น

ก่อนจะปั่นหุ้น เจ้ามือ
ก็ต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์
เก็บหุ้นกันก่อน ให้ได้จำนวนเพื่อคุ้มค่ากับการลงทุน
รอว่าการเก็บ ก็ต้องหาวิธีการมาเขย่าหุ้นก่อน


ลากขึ้นให้คนสนใจ
ให้คนถือครองหุ้นหันมามอง เอ๊ยหุ้น....ไปแร้ววว ไปแล้ว

ทุบหุ้นให้คนสนใจอีก
ทิ้งกันทีละหลายสเต็บ (บางครั้งมองเหมือนหมดสภาพ)
ปล่อยข่าวร้าย จากห้องค้าหนึ่งไปห้องค้าหนึ่งเป็นข่าวลือ
ให้คนถือหุ้นตัวนั้น เกิดการ เสียดาย
รู้งี้ ตรูขายตอนราคาสูงสุดสุด
รู้งี้ ตรูจะมารับกลับตอนมันแดงๆนี่ล่ะ
บวกลบคูณหาร ตรูรับเละ
พอเห็นมันไหลลง บางคนถอดใจก็ขายทิ้ง

เพื่อไปหาหุ้นที่มีอนาคตดีกว่าตัวที่ถือ

หลังจากพวกร่วมมือกันทุบลง (จนน่าพอใจ)
ก็เริ่มตั้งรับ ไม่ให้หลุดราคานั้นๆ
และค่อยขยับดันหุ้นขึ้น วันละนิดละหน่อย
เก็บหุ้นเรื่อยๆบางครั้งต้องใช้เวลาหลายวัน

หลังจากการเก็บหุ้น และทุบเสร็จ
ก็มาถึงตอนลากหุ้น หรือเรียกตามภาษาคอหุ้นลุ้นโชคว่า...
สร้างราคา
ในมือของกลุ่มคน กลุ่มนี้ได้หุ้นมาในจำนวนที่ต้องการแล้ว
ก็เริ่ม ตั้งขายเอง
และให้พวกตัวเองไล่เคาะซื้อกันขึ้นไป
ซื้อกันแบบมีวอลุ่มหนาแน่น ถ้าจะให้คนเข้ามาร่วมแจม
ก็ควรติดTOP10 ของตะหลาด

เฉลี่ยบต้นทุน บวก-ลบ-คูณหาร
ว่าทำกันมาแรมเดือนจะได้กำไรเท่าไหร่ก็ขาย
พร้อมปล่อยข่าวดี ข่าวลือ บางเจ้ามือเก็บหุ้นได้พอ
แล้วให้เด็กเขียนบทวิเคราะห์ให้เวปบอร์ด
หนังสือพิมพ์ ทีวี เป็นข้อมูลพื้นฐานจ่ายแจกฟรีอีก ประมาณนั้น

เวลาขายก็จะมีคนมาช่วยรับด้วยความโลภ
เห็นพฤกติกรรม เจ้าหุ้นตัวนี้
เวลาลงแล้วมันเด้งขึ้นเคยได้เป็นกอรปเป็นกำ
ของเคยกินเคยใช้บริการ
หากเจ้ามือตบสั่งลาครั้งสุดท้ายเข้าไปรับก็เก็บไว้
ไม่ขาย ไม่ขาดทุนเหมือนเดิม

แต่ถ้าไม่อยากมีปัญหาเหมือนเฮียสอง
ควรจะตกลงกับเจ้าของบ้านให้เรียบร้อย
จะได้ไม่เกิดปัญหา ไปขึ้นโรงขึ้นศาล
เสียงเวลา เสียเงิน เสียอารมณ์

>>>นักเก็งกำไร (นักลงทุนระยะสั้น)
>>>นักลงทุนVI (นักลงทุนระยะยาว)
>>>นักวิเคราะห ์(เซียนข้างกระดานหุ้น)

ล้วนต้องอาศัยซึ่งกันและกันตลอดมา+ตลอดไป


หลังจากการเก็งกำไร แบบเป็นร่ำเป็นสันสร้างสีสันต์ให้ตลาดหุ้น
หลายคนร่ำรวยจนเป็นนักลงทุนรายใหญ่มีพอท์ตเป็นพันล้าน

นักเก็งกำไร (นักลงทุนระยะสั้น)

ตามแต่จะมีผู้เรียกขานกันไปต่างๆ
บางคนเรียก นักช๊อปปิ้ง
บางคนเรียก อาหารจานด่วน
บางคนเรียก พวกมือไว-ใจเร็ว
บางคนเรียก เจ้าอารมณ์
บางคนเรียก แมงเม่า

หลายคนที่คิดจะเข้ามาลงทุนในหุ้น
มีความรู้สึกว่า เป็นเรื่องง่าย(ใครๆก็ทำได้)
การซื้อถูก-ขายแพง เล่นไม่ยาก

แต่ในความเป็นจริง ตะ-หลาด-ลัก-ทรัพย์
เป็นเรื่อง..อะไร ที่เข้าใจยาก ลึกลับ-ซับซ้อน
แฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิง กลยุทธ
ลูกเล่น ลูกชน รวมความหลากหลาย

แต่น่าเข้ามาสัมผัส เพื่อการค้นหา
ทุกคนต่างเดินต่างเส้นทาง ที่เดินเข้ามา
แต่จุดหมายปลายทางน่าจะเป็นอย่างเดียวกัน คือ....

การเข้ามาเก็งกำไร ต้องมีหลายสิ่งหลายอย่าง
ต้องมีเหตุผล มีความสามารถน่าจะเรียกได้ว่าต้องพิเศษ
ต้องดูอารมณ์ตลาดออก (จิตวิทยามวลชน)
ต้องมีเครื่องมือแบบเข็มทิศ (คือดูกราฟ อ่านกำหนดจุดเป้าหมาย)
ต้องมีข่าวสารที่แม่นยำ (ซื้อก่อนและพยายามขายก่อน)
ต้องดูวอลุ่มเป็น รู้จังหว่ะ (น่าจะมีฝีมือ มั๊ก มัก)
ต้องมีเคล็ดลับ (เคล็ดลับเลยเปิดเผยไม่ได้)
ไม่ใช่เล่นทุกวันแต่จะเล่นเฉพาะวัน.......(ต้องดูออก)
และอื่นๆ ที่ผู้รู้ ผู้ใช้คนเดียวได้ผลเลยไม่ยอมบอกต่อ

ในสังคมนั้น นักเก็งกำไร ไม่มีวันตาย
มีตัวตายตัวแทนเสมอมา ทุกยุคทุกสมัย
ไม่ใช่ว่าผู้เขียนจะเรียนรู้ได้มาหมด หาไม่เลย
ทุกวันนี้ก็ยังไม่พบสูตรสำเร็จ
ใครเก่ง กรุณาชี้แนะ แนะนำ ส่งเสริมด้วยนะครับ

อยากได้1ใน10
ของคุณหมอฟัน หรือเสี่ยปู่


----------------------------------------------------------------------------
เคยเขียนถึงครั้งก่อนเก็บมารวมกัน


การเล่นเก็งกำไร

ควรใช้เครื่องคิดเลข แบบF4 ทศนิยม4ตำแหน่ง

สมมุติซื้อหุ้น A มา 1,000,000หุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท

=1,000,000x1=1,000,000บาท
เสียค่าธรรมเนียม 0.25% =2,500บาท+ค่าภาษี175บาท รวม2,675บาท
เป็นต้นทุนในการฐื้อหุ้น=1,002,675บาท

และได้ขายหุ้น A ออกไป ได้ราคา 1.02บาท(หนึ่งบาทสองสตางค์)
=1,000,000x1.02บาท = 1,020,000บาท
เสียค่าธรรมเนียม 0.25% = 2,550บาท+ค่าภาษี178.50บาท รวม2,728.50บาท

ต้องเอาเงินได้จากการขายตั้ง 1,020,000บาท
ลบด้วย 2,728.50บาท
รับสุทธิ 1,017,271.50บาท

สรุป ลงทุน1,000,000บาท +ค่าธรรมเนียม 1,002,675บาท
ขายได้เงิน 1,020,000บาท - ค่าธรรมเนียมจ่ายคงเหลือ 1,017,271.50บาท

นำเอามา 1,017,271.50บาท
ลบด้วย 1,002,675บาท

เท่ากับกำไรคงเหลือ 14,596.50บาท

ไม่รู้ว่าเขียนอย่างนี้จะมีคนอ่านเข้าใจหรือเปล่า

ตัดมาแป่ะ จาก...พันทิบ

//www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I3507978/I3507978.html




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2548    
Last Update : 22 สิงหาคม 2548 14:36:38 น.
Counter : 794 Pageviews.  

เรื่องราวของ Volume กับ Value และ การประยุกต์ใช้ โดย เล่งฮู้ชง แห่ง 212 cafe.com

คาราวะท่านเจ้าสำนัก M Bill และจอมยุทธ์ทุกท่าน

สหายเปิดสำนักทั้งที ไม่มีบทความได้อย่างไร ฝากยุทธ์ไว้ในแผ่นดินสักบท

หลายท่านคิดในใจแล้วว่าทำไมวิทยายุทธ์อันนี้จึงง่ายปานนี้ ซึ่งก็ง่ายจริง ๆ
แต่ที่ตัดสินใจนำมาเขียนไว้ เพราะว่าหลายท่านพื้นฐานยังไม่แน่น

เหตุเกิดในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผู้น้อยยังงัวเงีย อยู่เพราะเพิ่งตื่นนอน
ได้มีโทรศัพท์ของจอมยุทธ์หนุ่มแดนไกล โทรเข้ามาและขอคำชี้แนะเรื่องส่วนตัว
เกี่ยวกับหุ้นว่าควรจะเข้าซื้อได้หรือยัง เขาบอกว่า “ เมื่อวานมีโวลุ่มเข้ามาเกือบสองหมื่นล้านบาท
ท่านอาจารย์เล่ง ฯ ช่วยแนะนำที ” (เรียกเราเป็นอาจารย์เสียด้วย เอาล่ะอาจารย์ก็อาจารย์
เคยได้ยินแต่อาจารย์ใบ้หวย เราลองเป็นอาจารย์ใบ้หุ้นแล้วกัน) ผู้น้อยตอบกลับไปว่า “
ท่านต้องฟังโอวาทเสียก่อน แล้วเราจึงจะให้คำแนะนำท่าน จากนั้นผู้น้อยก็ร่ายยาว ”

พื้นฐานของท่านต้องปรับใหม่ เอาขั้นต้นก่อน Volume กับ Value เนี่ยนะ ต้องแยกกันให้ออก
เวลาใครพูดมาต้องเห็นภาพออก พยายามคิดแล้วสร้างมโนภาพ ที่ท่านกล่าวว่า “ เมื่อวานมี Volume
เข้ามาเกือบสองหมื่นล้านบาท “ นั้นผิด ต้องกล่าวว่า “ เมื่อวานมี Value เข้ามาเกือบสองหมื่นล้านบาท “


Volume คือ จำนวนหุ้นที่ซื้อขายกันในวันนั้น ส่วน Value คือจำนวนเงินที่เกิดจากการซื้อขาย หรือ
กล่าวอย่างง่าย ๆ ว่า Volume คือปริมาณของหุ้นที่ซื้อขาย และ Value คือ มูลค่าการซื้อขายของหุ้น
มีความสัมพันธ์กันดังนี้

Value = ผลรวมของผลคูณของราคา (Price) หุ้นกับจำนวนหุ้น (Volume) ที่ตกลงซื้อขายในแต่ละครั้ง

แล้วเจ้าตัว Value มันจะสะท้อนภาพของตลาด ได้ดีกว่า Volume เพราะว่า
หากจะเปรียบเทียบกันต้องทำให้อยู่ในหน่วยที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเสียก่อน เพราะ Value
เทียบออกมามีหน่วยเป็น บาท ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกัน ส่วน Volume เป็นจำนวนหุ้นของตัวมันเอง
ซึ่งการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นแต่ละตัวมีจำนวนของหุ้นแตกต่างกัน ดังนั้นมันคนละมาตรฐาน
ถ้างงมาดู ตัวอย่าง

ถ้าเรากล่าวว่า ซื้อหุ้น JAS หนึ่งล้านหุ้น และหุ้น PTT หนึ่งล้านหุ้น จะไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้
เพราะเป็นคนละมาตรฐาน แต่ละตัวมันมี Market Cap ต่างกัน (แม้จะบอกว่า หนึ่งล้านหุ้น แต่เป็นหุ้นคนละตัว)
หากกล่าวว่าซื้อหุ้น JAS หนึ่งล้านบาท และซื้อ PTT หนึ่งล้านบาท อันนี้เทียบกันได้ คือ
เงินหนึ่งล้านบาท

ดังนั้น Value แสดงถึงปริมาณเงินทุนที่หมุนเวียนเข้าสู่ตลาดในแต่ละวัน
มันสะท้อนศักยภาพความเป็นจริงได้ดีกว่า Volume เช่น ในวันหนึ่ง มี Volume การซื้อขาย 5,000 ล้านหุ้น
แต่เป็นหุ้นที่มีราคาต่ำเสียส่วนใหญ่ ดังนั้น Value การซื้อขายรวมก็ย่อมน้อย หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
คงพูดลำบากว่า ตลาดมีศักยภาพสูง ในทางกลับกัน หากมี Volume การซื้อขายเพียง 1,000 ล้านหุ้น
แต่เป็นการซื้อขายของหุ้นราคาสูงเกือบทั้งหมด ดังนั้น Value การซื้อขายหุ้นย่อมต้องสูงแน่นอน

และแล้วผู้น้อย ก็ถามต่อ ท่านจอมยุทธ์หนุ่ม ว่า “ มึนหรือยัง จะเอา Volume และ Value ที่พิสดาร
กว่านี้มั๊ย ” เขาบอกว่า “ไม่มึน ชอบ ๆ ไม่มีใครมาสอนแบบนี้ เอาอีก ” ดังนั้นผู้น้อยจึงร่ายยาวต่อ


เอาล่ะ เรามาดูภาพรวมของตลาด ในที่นี้ หมายถึง Volume, Value ของ SET แนวคิดเก้ากระบี่เดียวดาย
การฝึกต้องมองให้ทะลุถึงแก่น จะทำให้มองเห็นจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ เราจักต้องมองให้ลึกมากกว่าคนอื่น
เมื่อเรานำเอา Value ตั้งหารด้วย Volume เราจะได้ “ราคาเฉลี่ยของ SET ” (ไม่ใช่ตัวดัชนีของ SET
นะครับ) ซึ่งสามารถใช้เป็นค่าบอกแนวโน้มของตลาดได้อย่างคร่าว ๆ ยกตัวอย่าง

ในระยะที่ตลาดหุ้นกำลังเริ่มเป็นกระทิง เม็ดเงินจากหลาย ๆ แหล่งเริ่มไหลเข้ามา หุ้นที่มีราคาสูง หุ้น
Blue Ship ถูกมองว่าเป็นหุ้นดีที่กองทุนต่าง ๆ เก็บกัน ดังนั้น ทำให้ค่า “ ราคาเฉลี่ยของ SET ” มีค่าสูง
(Value มาก Volume น้อย) แต่เมื่อเข้าสู่ระยะปลายของตลาดกระทิง หุ้นที่มีราคาปานกลาง หุ้นราคาต่ำ
กลับเป็นที่สนใจ (เพราะหุ้น Blue Ship ราคาพุ่งไปไกลแล้ว เลยหันมาเล่นหุ้นที่ราคายังพุ่งไม่ไกล)
ดังนั้น ทำให้ค่า “ ราคาเฉลี่ยของ SET ” มีค่าลดต่ำลงมา (Value ปานกลาง, น้อย Volume มาก)

ค่า “ ราคาเฉลี่ยของ SET ” หากว่าเรานำมาวาดเป็นเส้นกราฟจะทำให้เห็นแนวโน้มโดยรวมได้
หากใช้ประกอบกับเส้นค่าเฉลี่ยจะทำให้เกิดความแม่นยำมากยิ่งขึ้นถึงการดูสภาพการเปลี่ยนแนวโน้มของตลาด

เอาล่ะพอที่จะมึนหอมปากหอมคอ ที่ท่านถามว่าจะเข้าตัวไหน
ขอตอบว่าอย่างนี้แล้วกันเพื่อหลีกเลี่ยงการปั่นหุ้น หากเล่นระยะกลาง ถ้า Value เข้ามาให้เน้นเล่น
Finance ถ้าดูลึกลงไปว่าเป็นเม็ดเงินจากภายนอก ไม่ใช่เม็ดเงินภายใน ให้เล่นพวกหุ้นนำตลาด พื้นฐานดี
และ Market Cap ใหญ่ พวกนี้กองทุนฝรั่งชอบ หากชอบแบบเสี่ยง ๆ เล่นสั้นต้องมีวิทยายุทธ์มากกว่านี้
ถึงขั้นจับได้ว่าวันนี้เม็ดเงินไหลไปทางไหน เข้าหุ้นตัวไหน เข้ามากเข้าน้อย เข้าจริง หรือเข้าหลอก
มองภาพตลาดตอนนี้เป็นอย่างไร ต้องฝึกฝน วิชาเรียนทันกันได้ หลังจากนั้นต้องฝึกใจ ให้หนักแน่น
เรื่องจิตใจสำคัญพอ ๆ กับแนวคิด และวิทยายุทธ์ แล้วจะเข้าใจว่า “ สูงสุดสู่สามัญ ” นั้นเป็นอย่างไร




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2548    
Last Update : 5 สิงหาคม 2548 16:33:12 น.
Counter : 7420 Pageviews.  

จุดดี จุดด้อย ของอัตราส่วนทางการเงิน โดย invisible hand

พอดีมีเพื่อนท่านหนึ่งถามในกระทู้ข้างล่างและเป็นคำถามที่ดีและเป็นเรื่องที่อยากจะเขียนมาซักพักแล้วแต่ไม่ค่อยมีเวลา คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ มือใหม่ที่สนใจลงทุนแบบ Vi นะครับ

P/E
P/BV
PEG
Discount cash flow
Net free cash flow
Net Asset Value
1. มีจุดดีและจุดด้อยอย่างไร
2. เหมาะที่จะประยุกต์ใช้กับบริษัทในแต่ละอุตสาหกรรมใดอย่างไร
ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ


เป็นคำถามที่ดีครับ

P/E ข้อดีคือวิเคราะห์ไม่ยาก ข้อเสียคือ การใช้ P/E อาจพลาดได้เพราะบริษัทอาจจะมีรายได้หรือรายจ่ายรายการพิเศษแต่ก็แก้ไม่ยากด้วยการตัดออก ข้อเสียอีกอย่างคือ P/E ไม่ได้สะท้อนนโยบายทางบัญชีที่ต่างกันเช่น ค่าเสื่อมราคา รวมทั้งไม่ได้สะท้อนถึง Capital expenditure cycle เช่น หุ้นที่เพิ่งตั้งโรงงานกับหุ้นอีกตัวที่เครื่องจักรกำลังหมดอายุไม่ควรมี P/E เท่ากันครับ รวมทั้งไม่ได้สะท้อนถึงหนี้และเงินสดในมือบริษัท บริษัทที่มีเงินสดเหลือเฟือกับบริษัทที่หนี้ท่วม หากปัจจัยที่เหลือเหมือนกันหมดก็ไม่ควร P/E เท่ากันครับ

P/BV ข้อดีคือเป็นตัวบอก downside risk ของหุ้นว่ามีแค่ไหน หุ้นที่ P/BV ต่ำๆ ก็มีความปลอดภัยในการลงทุนสูงกว่าหุ้นที่ P/BV สูงมากๆ แต่ข้อเสียคือ P/BV ไม่ได้บอกถึงความสามารถในการทำกำไร หรือ ROE ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของผู้บริหารและวัฒนธรรมที่ดีหรือแย่ขององค์กร รวมทั้ง BV ไม่ได้สะท้อนถึงสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น แบรนด์เนม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสินค้า หรือลิขสิทธ์ต่างๆ ได้ รวมทั้ง P/BV เป็นการมองอดีต ไม่ได้มองถึงอนาคต ยกตัวอย่างเช่น มีชายคนนึงได้เงินมา 50 ล้าน แต่ใช้เงินฟุ่มเฟือยและไม่พยายามที่จะหาเงินเพิ่ม ใน 5 ปีข้างหน้าชายคนนี้อาจจะจนกได้ ในทางตรงกันข้าม ชายคนหนึ่งมีหนี้ที่ต้องแบกรับให้ครอบครับ 10 ล้าน แต่หากเป็นคนที่มีความรู้ มีความมานะพยายาม มีความใฝ่ดี ซื่อสัตย์ ใน 5 ปีข้างหน้าก็อาจจะเป็นเศรษฐีได้ ดังนั้น คุณจะซื้อหุ้นที่ BV สูงๆ แต่นับวันมีแต่แย่ลงหรือ P/BV สมเหตุสมผลหรือมีอนาคตล่ะครับ

PEG เป็นการวัดว่า P/E ของหุ้นตัวนั้นต่ำหรือสูงไปโดยพิจารณาประกอบกับการเติบโต ข้อดีคือใช้ง่าย ข้อเสียคือการ forecast growth ก็เป็นสิ่งที่ทำยากและโอกาสผิดสูง รวมทั้งการใช้ PEG ไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของหุ้น หุ้น 2 ตัวที่ growth เท่ากัน ตัวที่เสี่ยงมากกว่าควรมี P/E ต่ำกว่าครับ

Discount cash flow เป็นการวิเคราะห์ที่น่าจะดีที่สุด เพราะเป็นการปิดจุดด้อยของทุกๆ valuation เนื่องจากเป็นการประมาณการกระแสเงินสดในปัจจุบันและอนาคต และหักด้วยหนี้ซึ่งหมายถึงการพิจารณาอดีต ดังนั้นจะชดเชยข้อด้อยต่างๆ ของวิธี valuation ที่เอ่ยมาแล้วทั้งนั้น ได้แก่

- ใช้ free cash flow ดังนั้นนโยบายค่าเสื่อมราคาไม่มีผล และมีการนำรายจ่ายในการลงทุนมาหักออกด้วย
- มีการบวกด้วยเงินสด เงินลงทุนและหักด้วยหนี้ในตอนท้าย เป็นการสะท้อนถึงอดีตด้วย
- มูลค่ากิจการขึ้นกับกระแสเงินสดในอนาคต และมูลค่า terminate value ดังนั้นอนาคตมีความสำคัญไม่น้อยกว่าอดีต
- การทำ discount cash flow ใช้ discount rate มากน้อยตามความเสี่ยง ดังนั้นมีการนำความเสี่ยงของธุรกิจมาคิดด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆ หากมีครอบครัวหนึ่ง สมมุติหัวโบราณหน่อยนะครับ มีลูกสาวคนหนึ่งและมีชายมาสู่ขอหลายคน และพ่อแม่เป็นคนตัดสินใจเลือกลูกเขยให้ลูกสาวของตนเอง สมมุติว่าลูกเขยทุกคนมีนิสัยดีใกล้เคียงกัน พ่อแม่หลายคนอาจจะเลือกคนที่คิดว่าน่าจะดูแลลูกสาวได้ดีที่สุด คือน่าจะเงินให้มีความเป็นอยู่ที่สบาย อาจจะเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างจะวัตถุนิยมนะครับแต่คิดว่าเข้าใจง่ายสุด

หากพ่อแม่พิจารณาเลือกลูกเขยจากสินทรัพย์ปัจจุบันเป็นหลักโดยที่ไม่ได้สนใจความสามารถของลูกเคยที่จะมีผลต่อรายได้ในอนาคตหรือนิสัยการใช้จ่ายที่จะสะท้อนการใช้จ่ายในอนาคต แสดงว่าพ่อแม่คู่นั้นวิเคราะห์โดยใช้ P/BV เป็นหลัก

แต่หากพ่อแม่พิจารณาโดยดูรายได้ในปัจจุบันของลูกเขยเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้พิจารณาถึงสินทรัพย์หรือหนี้สินในอนาคต หรือระยะเวลาการหารายได้ หรือความเสี่ยงของงานที่ลูกเขยทำ หรือนิสัยที่อาจจทำให้เสียรายได้ในอนาคต เช่น รายได้เดือนละ 5 แสนแต่มีหนี้ที่ต้องจ่ายถึง 15 ล้าน รายได้ของลูกเขยเดือนละ 5 แสนบาท แต่มีอาชีพเป็นนักกีฬาที่มีระยะเวลาการได้เงินเดือนสูงไม่นานนัก หรือเงินเดือนสูงมากแต่อาชีพที่ต้องมีความเสี่ยงสูง หรือรายได้สูงแต่ชอบเล่นการพนัน แสดงว่าพ่อแม่คู่นี้วิเคราะห์โดยใช้ P/E เป็นหลัก

หากพ่อแม่พิจารณาทุกองค์ประกอบรวมกัน คือสินทรัพย์หรือหนี้สินในปัจจุบัน รายได้ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ระยะเวลาการหารายได้ ความเสี่ยงของงานที่ทำ ก็แสดงว่าพ่อแม่คู่นี้วิเคราะห์โดยใช้ Discount cash flow เป็นหลักครับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการวิเคราะห์แบบ discount cash flow จะไม่มีวันพลาดนะครับ เพราะการใช้ discount cash flow คือการทำนายอนาคต ซึ่งต้องอาศัยสมมุติฐานหลายอย่างมาก ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวธุรกิจและตัวบริษัทมากในระดับหนึ่ง และข้อมูลปลีกย่อยหลายอย่างเช่น อายุเครื่องจักร ภาระการลงทุนในอนาคต รวมทั้งควรจะมีการประเมิน corporate governance ของหุ้นด้วย ดังนั้นการมองอะไรที่ยาวๆ ก็มีโอกาสผิดสูงครับ

ดังนั้นผมจึงไม่ได้ยึดติดการ valuation method อะไรเป็นหลักครับ อาจจะยึด dcf มากที่สุดแต่ก็จะพิจารณาถึง P/E P/BV EV/EBITDA ประกอบด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาผู้บริหารครับ หากทุก valuation ดีหมด แต่ผู้บริหารผมทราบว่า corporate governance แย่ ผมอาจจะต้องขอซื้อหุ้นตัวนี้ที่ discount มากๆ หรือไม่ซื้อเลยก็ได้ครับ เพราะอาจจะมีอะไรที่เป็นการ destroy value ของหุ้นได้ในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากผู้บริหารดีมาก ผมก็ยอมจ่าย premium ครับ ซึ่งการ value ผู้บริหารเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและจำเป็นต้องอาศัยการอ่านและติดตามข้อมูลเป็นอย่างมากครับ




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2548    
Last Update : 2 สิงหาคม 2548 13:14:19 น.
Counter : 1089 Pageviews.  

บินก่อนผ่อนทีหลัง โดย ดร.นิเวศน์

บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากมีกำไรหรือผลการดำเนินงานดีขึ้น อย่างน่าประทับใจ บางบริษัทมีการคาดการณ์กันว่ากำไรกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาสูงมาก และดูเหมือนว่าจะวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไม่อาจจะหยุดได้ วิเคราะห์ดูแล้วค่า PE หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับผลกำไรก็ดูยังต่ำอยู่ แม้ว่าค่า PB หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีจะสูงลิ่ว ถามว่าหุ้นแบบนี้น่าเข้าไปลงทุนไหม ?

คำตอบของผมก็คือ เราต้องดูว่ากำไรที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติหรือไม่ถ้าเป็นกำไรที่เกิดขึ้นจากรายการพิเศษเช่นเป็นรายได้ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้ ค่า PE ที่ดูว่าจะต่ำนั้นไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ เพราะรายได้เหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในอนาคตรายได้เหล่านี้จะหายไป กำไรจะลดลงมาก ค่า PE ก็จะกระโดดสูงขึ้น จากหุ้นราคาถูกก็จะกลายเป็นหุ้นราคาแพงในชั่วข้ามคืน

ถ้ากำไรที่เกิดขึ้นเป็นกำไรที่เกิดจากการดำเนินงานปกติสิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ต่อไปก็คือ กำไรนั้นจะยังสามารถยืนอยู่ได้ในปีต่อ ๆ ไป และตลอดไปได้หรือไม่ถ้าคำตอบก็คือใช่ นั่นหมายความว่าเราได้พบกับหุ้นโตเร็วหรือหุ้น Growth Stock ซึ่งเป็นหุ้นที่น่าสนใจและน่าพิจารณาลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่กำลังคึกคักอย่างในปัจจุบัน
แต่หุ้นจำนวนมากที่เราเห็นนั้นกำไรที่พุ่งขึ้นอาจจะไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนเนื่องจากธุรกิจที่บริษัททำอยู่นั้นมีลักษณะเป็นสินค้าหรือบริการที่เป็นโภคภัณฑ์ ซึ่งราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ผันผวนมากทำให้บางช่วงบริษัทมีกำไรมากในขณะที่บางช่วงกลับขาดทุนและแน่นอน ช่วงที่ราคาสินค้าหรือบริการขึ้นสูง บริษัทก็จะมีกำไรมาก ค่า PE ก็จะดูต่ำลง การเจริญเติบโตดูเผิน ๆ เหมือนจะสูงลิ่ว หุ้นก็วิ่งเหมือนติดจรวด ทุกอย่างดูดีไปหมดและคำยืนยันคำสุดท้ายก็มาถึง นั่นก็คือโบรกเกอร์ต่างก็แนะนำให้ซื้อหุ้นตัวนั้น
การซื้อหุ้นในลักษณะดังกล่าวนั้นผมคงไม่ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงแค่ไหนเพราะกำไรที่เติบโตขึ้นมากนั้นเกิดจากราคาสินค้าหรือบริการที่สูงขึ้นเนื่องจากการขาดแคลนในตลาดซึ่งมักจะเกิดขึ้นชั่วคราว ไม่ช้าก็เร็ว ผู้ผลิตหรือให้บริการทั้งที่มีอยู่เดิมและรายใหม่ก็จะทุ่มผลิตสินค้าเข้ามาขายในตลาดซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าลดลงอย่างรวดเร็ว และกำไรที่เคยสูงลิ่วก็จะลดต่ำลงสู่ระดับปกติ หรือในกรณีที่เลวร้ายก็ถึงกับขาดทุนและนั่นก็คือจุดจบของหุ้นซึ่งวิ่งสูงเกินไปในวันที่ทุกอย่างกำลังดูสดใส

พฤติกรรมของกิจการและราคาหุ้นที่มีกำไรดีหรือนักลงทุนมีความสุขจากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปในช่วงแรก แต่แล้วต้องมารับภาระกำไรตก ราคาหุ้นดิ่งและเป็นทุกข์ในตอนหลังนี้ ดูไปก็คล้าย ๆ กับการซื้อสินค้าเงินผ่อนที่ผู้ซื้อมีความสุขจากการได้ใช้สินค้าก่อน จนลืมไปว่าภาระการผ่อนในอนาคตนั้น อาจจะสร้างความสุขให้มากกว่า ถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่ายก็คือนี่คือพฤติกรรม “บินก่อนผ่อนทีหลัง”
หุ้นที่เข้าข่ายบินก่อนผ่อนทีหลังมีหลากหลายสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มได้อย่างน้อย 3 – 4 กลุ่มดังต่อไปนี้
กลุ่มแรก็คือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าการเกษตร เช่น กุ้ง ไก่ ปลา ยาง ฯลฯ ซึ่งราคามักจะขึ้น ๆ ลง ๆ ค่อนข้างเร็วและคาดการณ์ค่อนข้างยาก เพราะสินค้าเกษตรมีองค์ประกอบที่มากระทบมากมาย ทั้งที่เป็นเรื่องของลมฟ้าอากาศและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เรื่องของสารเคมี หรือยาป้องกันโรคสัตว์ ข้อจำกัดด้านการค้า เป็นต้น ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเกษตรหรืออาหารที่เป็นประเภทบินก่อนผ่อนที่หลังจึงจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวสารที่ฉับไวมากและอาจเป็นความสามารถเฉพาะตัว

กลุ่มที่สองคือสินค้าหรือบริการที่เป็นอุตสาหกรรมประเภทโภคภัณฑ์ เช่นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับปิโตเคมี หรือบริการ เช่นการขนส่งทางทะเลซึ่งกลุ่มนี้จะแตกต่างจากสินค้าเกษตรในแง่ที่ว่าองค์ประกอบที่เข้ามากระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่เรื่องของกำลังการผลิตที่ขาดแคลนและทำให้สินค้าหรือบริการไม่เพียงพอ ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน การที่ผู้ผลิตเดิมหรือรายใหม่จะเข้ามาขายในตลาดก็มักจะทำไม่ได้ทันทีเนื่องจากต้องใช้เวลาขยายหรือสร้างโรงงานใหม่หรือต้องใช้เวลาต่อเรือนานนับปี ดังนั้นราคาสินค้าหรือบริการมักจะคงระดับสูงอยู่เป็นช่วง และเมื่อกำลังการผลิตใหม่ออกมา ราคาสินค้าก็จะลดลง ซึ่งบางทีก็มากจนทำให้ผู้ผลิตขาดทุนกันอย่างหนักนานนับปีเช่นเดียวกันกลายเป็นวัฏจักรที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

กลุ่มสุดท้ายที่จะพูดถึงนี้ อาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่มบินก่อนผ่อนทีหลังจริง ๆ แต่เป็นกลุ่มผู้ให้บริการแทนที่จะเป็นผู้รับบริการนั่นก็คือ ผู้ที่ให้ซื้อสินค้าเงินผ่อนซึ่งรวมไปถึงบริษัทเช่าซื้อ ลิสซิ่ง และสถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้ทั้งหลาย
การที่ผมรวมเอากลุ่มสุดท้ายเข้ามานั้น เนื่องจากธุรกิจการปล่อยเงินกู้นั้นเป็นธุรกิจที่คนปล่อยสามารถทำกำไรในวันแรกแน่นอน แต่อนาคตอาจจะขาดทุนได้ ถ้าปล่อยเงินกู้มิได้ทำอย่างระมัดระวังพอ และเกิดหนี้เสียมากกว่าที่คิดไว้ดังนั้นการวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มนี้จึงต้องดูว่าบริษัทกำลังเล่น “บินก่อนผ่อนทีหลัง” หรือเปล่า

นักลงทุนหลายคนบอกว่า ตราบใดที่ราคาสินค้าหรือบริการยังสูงอยู่หรือกำไรยังเติบโตขึ้น การลงทุนในหุ้น “บินก่อนผ่อนทีหลัง” ก็น่าจะปลอดภัยเขามองว่าวัฎจักรยังเป็น “ขาขึ้น” อย่างน้อย “อีก 2 – 3 ปี” กว่าที่จะเป็น “ขาลง” วิธีการแบบนี้ผมเองยอมรับว่า ไม่มีความสามารถที่จะคาดการณ์สำหรับผมแล้ว ถ้าซื้อหุ้นไม่กล้าถือห้าปี ห้านาทีก็ไม่กล้าถือ




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2548    
Last Update : 2 สิงหาคม 2548 13:01:58 น.
Counter : 337 Pageviews.  

อืม เพิ่งเข้าใจ VI ชัดๆจากบทความนี้ โดย weekest

ได้ e-mail เมื่อเช้านี้เองครับ
เห็นน่าสนใจดี เลยเอามาฝากกันครับ
Aoccdrnig to a rscheearch at Cmabrigde Uinervtisy, it deosn't mttaer in
waht oredr the ltteers in a wrod are, the olny iprmoetnt tihng is taht

the frist and lsat ltteer be at the rghit pclae.

The rset can be a total mses and you can sitll raed it wouthit porbelm.

Tihs is bcuseae the huamn mnid deos not raed ervey lteter by istlef,

but the wrod as a wlohe.



Amzanig huh?

จากคุณ : weekest - [ 25 ก.ย. 46 10:01:19 ]


โห สุดยอดครับนี่ ใครเป็นคนคิดนี่ ช่างเข้าใจจิตวิทยา
ลึกซึ้ง

แปลได้ว่า ไม่ต้องสนใจอะไร ระหว่างทาง รอเป้าหมาย
800 จุด
นั่งตีขิมรอบนกำแพงแบบขงเบ้ง เลยได้หรือเปล่าครับ

จากคุณ : adrenaline - [ 25 ก.ย. 46 10:37:05 ]


เพื่อให้ได้บรรยากาศต้องลงชื่อแบบนี้

จากคุณ : adernalnie (adrenaline) - [ 25 ก.ย. 46 11:05:53 ]


ข้อความข้างบนหมายถึงว่า ถึงเขียนสลับกันยังไง
ผู้คนก้รับรู้ใจความได้อยู่ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดในการ
เขียนอยู่ตรงตัวแรกกับสุดท้ายของคำ ที่เหลือสลับยังไง
การรับรู้ก็ยังให้ความหมายที่ถูกต้องได้อยู่ เพราะมนุษย์
จะสนใจภาพโดยรวม โดยยอมตัดรายละเอียดปลีกย่อยได้

เหมือนนักลงทุนแบบ VI เขาไม่สนใจการทำกำไรระหว่างวัน
เพียงแค่สนใจปัจจัยพื้นฐาน ความเป้นไปได้ มูลค่าสมเหตุสมผลของหุ้น ก็ตัดสินใจซื้อ โดยไม่สนว่าในข่วงสั้นๆ จะตก แกว่ง
ไม่ต้องคอยเฝ้า กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่เกิดอาการขายหมู

และในที่สุดก็ได้ราคาครับ ตัวอย่าง ผมมีเพื่อนคนนึงเล่นหุ้น
ไม่ทุกวันเหมือนผม ตั้งนานมาแล้ว เขาถือแค่
AMATA กับ TRU (ซึ่งสมัยก่อนก็ต๊อกๆแต็กๆ)

เวลาผ่านไปนับกำไร มันมากกว่ากว่าผมซึ่งเข้าตัวนี้
ออกตัวนั้นอีก นี่แหละครับ

จากคุณ : adernalnie (adrenaline) - [ 25 ก.ย. 46 11:18:16 ]


ปรัชญาการลงทุนชั้นสูง

สุดยอดครับ

จากคุณ : popo \-_-/ - [ 25 ก.ย. 46 11:51:55 ]


แปลเป็นไทย ให้ได้ "อถรรรส" คงยาก "เราพะ" ภาษาไทย เป็นคำโดด
รูปแบบการ "เยีขน" ก็วางแบบสั้นๆเป็นการเอาคำโดดมา "ปสะรม" กันเป็นคำใหม่เป็นส่วนใหญ่ ถ้าใช้แบบฝรั่งก็จะเป็นแบบนี้ -

"ขคุบอณ ครับ"
แก้ไขเมื่อ 25 ก.ย. 46 12:00:50

จากคุณ : Daosaddha - [ 25 ก.ย. 46 11:57:43 ]


ขอบคุณครับคุณวีคเกสท์
สรุปแล้ว หุ้น=ความสุขที่คุณงาบได้ ถ้ารู้จักรอ
คุณดาวศรัทธานี่เข้าข่ายเซียนเรื่องภาษา

จากคุณ : คลาย เครียด - [ 25 ก.ย. 46 14:41:49 ]


บบแ นี้ มผ ต้งอ อร อย่งา เดีวย สิ คบัร
5555555

จากคุณ : aeaw - [ 25 ก.ย. 46 23:35:50 ]


เซียน aeaw แสดงให้เห็นการคิดนอกกรอบอย่างเยี่ยมยอด
การสลับคำไทยเป็นคำๆ โดยไม่เอาตามฝรั่งที่คงคำต้นคำท้ายไว้ เพราะคำไทยจำกัดด้วยคำโดดและรูปแบบสระเฉพาะ ไม่ใช่การใช้แต่อักษรอย่างฝรั่ง
ก็น่าจะเดาคำได้อย่างมีอรรถรส

เยี่ยมครับ

จากคุณ : Daosaddha - [ 26 ก.ย. 46 09:35:39 ]


เพิ่งไปเจอในข่าวย้อนหลังเลยมาแปะต้นตอให้ดูครับ

Posted Thursday, September 18, 2003




The paomnnehil pweor of the hmuan mnid

Aoccdrnig to a rscheearch at Cmabrigde Uinervtisy, it deosn't mttaer in waht oredr the ltteers in a wrod are, the olny iprmoetnt tihng is taht the frist and lsat ltteer be at the rghit pclae.

The rset can be a total mses and you can sitll raed it wouthit porbelm.

Tihs is bcuseae the huamn mnid deos not raed ervey lteter by istlef, but the wrod as a wlohe. amzanig huh?

thks johsau.



จากคุณ : Daosaddha - [ 29 ก.ย. 46 14:51:47 ]




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2548    
Last Update : 2 สิงหาคม 2548 12:31:26 น.
Counter : 426 Pageviews.  

1  2  

หมากเขียว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]




สวัสดีครับทุกท่าน...ผมหมากเขียวแห่งสินธร...จาก Head of Prop Trade สู่ Private Trader อิสรภาพที่รอคอย



สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2553 โดย หมากเขียว™ ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ หรือคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความที่เขียนโดยข้าพเจ้านอกจากจะได้รับอนุญาต

Copyright © 2010.All rights reserved. These articles and photos may not be copied, printed or reproduced in any way without prior written permission of Mhakkeaw™.
Friends' blogs
[Add หมากเขียว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.