ข้อคิดเตือนใจ เกี่ยวกับเรื่อง "

คนเราทุกคนมีความกลัวอยู่ในจิตใจ เป็นเพราะความไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่นกลัวความมืด กลัวอนาคตหรือแม้แต่กลัวจะไปในที่ๆไม่เคยไปเหล่านี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เรากำหนดรู้จะได้มีสติเกิดปัญญาหลุดพ้นจากความกลัว ให้เรามีการเตรียมตัวให้ดีด้วยการตั้งมั่นอยู่ในความดี เพราะบุญบารมีจะคุ้มครองเรา ขอเพียงแต่เรามี ขันติ วิริยะ หิริโอตตัปปะ เมตตา อุเปกขาเป็นต้น
ดังมีนิทานของจีนเรื่องหนึ่ง ว่า
ในชนบทห่างไกลแห่งหนึ่ง มีชาวนาครอบครัวหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย สามี ภรรยา และบุตรสาว ทั้งสามนั้นช่วยกันทำนาในที่ดินของตนใกล้เชิงเขา อันเป็นที่ตั้งของวัด วัดหนึ่ง ด้วยฐานะที่ยากจน แต่ก็ยังมั่นใส่บาตรพระทุกวัน และมักได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระวัดนั่น ทั้งในเวลา เช้าและเย็น ก็ทำใจให้สงบได้พอควร พอใจในสภาพความเป็นอยู่ของตน จึงไม่ทุกข์ร้อนอะไร จนลูกสาวโต อายุได้ สิบหก สิบเจ็ด จะเป็นด้วยบุญบารมี หรือวาสนา ก็สุดประมาณ ทำให้นางมีใบหน้าที่งดงาม ผ่องใส และเป็นที่ชื่นชมของคนที่ได้พบเห็น
และแล้วในวันหนึ่ง หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว และสามีภรรยานั้น ได้ให้เงินบุตรสาว ห้าอีแปะ เพื่อไปซื้อสิ่งที่ชอบ นางจึงคิดว่าจะแบ่งเงินสักสองอีแปะไปทำบุญที่วัด ที่เหลือจะเก็บไว้ ด้วยจิตใจที่ดีงามแห่งการเสียสละเพื่อบูรณะวัด เมื่อไปถึงวัด ก็เข้าไปกราบพระ และแจ้งความจำนงให้พระในวัดทราบ พระจึงไปรายงานเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสได้ออกมารับเงินสองอีแปะนั้น และทำการกล่าวอนุโมทนาด้วยตนเอง นางได้ตั้งความปรารถนาให้ชีวิตมีแต่ความสุข เท่านั้น
เวลาผ่านไปร่วมปี ก็มีราชโอการจาก ฮ่องเต้ ให้นางเข้าวังไปเป็นพระสนม ทำให้นางทุกข์ใจมาก ด้วยว่านางเป็นคนป่า คนเขา ไม่เคยออกไปไกลจากหมู่บ้าน และไม่เคยจากพ่อแม่ไปที่ไหน กลัวไปทุกอย่าง ยิ่งมีข่าวว่าฮ่องเต้ สามารถสั่งประหารชีวิตใครก็ได้ ที่ขัดใจ นางยิ่งแทบ เสียสติ ด้วยความกลัว พ่อแม่ของนาง ได้แต่ปลอบใจว่า “ลูกเอย เจ้าจงทำใจดีๆ ไว้ ขอเพียงจิตใจเราดีงาม มองผู้อื่นอย่างมิตร ไม่คิดร้ายใครๆ รู้จักให้อภัย เอื้อเฟื้อเพื่อแพร่ บุญกุศลจะคุ้มครองลูกเองนะ” นางก็ได้แต่ทำใจยอมรับ แม้ยังมีความกลัวอยู่ บ้าง และในที่สุด วันที่ราชสำนักส่งคนมารับ ก็มาถึง นางร้องไห้คร่ำครวญ ปานจะขาดใจที่ต้องจากพ่อแม่ไป
เวลาผ่านไปสองปี นางได้เดินทางกลับมาบ้าน ในตำแหน่งพระสนมเอก เป็นที่โปรดปานของฮ่องเต้เป้นอย่างมาก ด้วยนางไม่ใช่งามแต่ใบหนจิตใจยังงดงามอีกด้วย และการมาครั้งนี้ก็หวังจะมา เพื่อกราบพ่อแม่ และทำบุญที่วัด นางได้เตรียมเงินมาร้อยชั่ง พร้อมสิ่งของต่างๆมากมาย เมื่อมาถึงวัด ก็แจ้งให้พระทราบ พระที่วัดก็ไปรายงานเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสก็ออกมา และสั่งให้พระรูปหนึ่งขึ้นรับแทน พร้อมกล่าวอนุโมทนา
เมื่อนางเห็นเช่นนั้น ก็มีความสงสัยมาก จึงถามเจ้าอาวาสว่า” ทำไมคราวที่แล้ว เงินแค่สองอีแปะ ท่านยังรับเอง คราวนี้ เงินตั้งร้อยชั่ง ทำไมท่านถึงไม่รับ”
เจ้าอาวาสก็บอกว่า”สภาวธรรมมันต่างกันไป ตอนนั้น เจ้าทำบุญด้วยจิตใจที่ดีงาม แต่ตอนนี้เจ้ามาทำเพื่อหวังให้ ได้สมบัติอื่นๆอันยิ่งกว่า มั่นคงกว่า และเพื่อแสดงสิ่งที่ตนมี(อวด)”

ถ้าทุกท่านนำธรรมะของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ อยู่ด้วยกันด้วยจิตเมตตามีน้ำใจต่อกัน เอื้อเฟื้อเพื่อแผ่ ให้อภัยกัน น้ำใจก็จะศักดิ์สิทธิ์กว่าน้ำมนต์ หวังให้ทุกท่านหลุดพ้นจากความกลัวทำทุกอย่างให้ดีที่สุดด้วยปัญญา
เมื่อเราทำทุกอย่างดีที่สุดแล้วอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราต้องทำใจของเราให้ยอมรับที่เรียกว่าปลงให้ได้
ตอนเราเกิดเราก็กำมือมาแน่น เพื่อจะมาไข้วคว้าทุกอย่าง แต่ตอนตายเราก็แบมือให้เห็นว่าไม่ได้เอาอะไรไป ฉะนั้นเมื่อเรามีชีวิตอยู่จงรู้จักกำและแบมือด้วยปัญญา ว่าเมื่อใดควรกำเมื่อใดควรแบ
พระพูทธเจ้าถึงสอนเรื่องทาน เรื่องเมตตา การให้ยังเป็นเสบียงสมบัติไว้ในชาติหน้าถ้าใครจะเกิดอีก แต่จำเป็นไหมที่เราใส่บาตรพระแล้วต้องรอให้พระขึ้น "ยถา วาริ......"ให้แล้วจึงกวดน้ำ ขอตอบว่าไม่จำเป็นเพราะเราสามารถกวดน้ำเองได้เพียงตั้งใจให้ดีระลึกบุญกุศลที่ทำอุทิศให้ใครบุญนั้นย่อมสำเร็จได้ แต่ก็จะขอให้คำกวดน้ำของพระเจ้าพิมพิศาลไว้เป็นตัวอย่างดังนี้"อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย" แปล "ขอผลบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขๆเถิด เหตุการณืนี้เกิดขึ้นในคราวที่มีเปรตซึ่งเป็นญาติของพระเจ้าพิมพิศาลมาร้องขอส่วนบุญ แต่พระเจ้าพิมพิศาลทำบุญแล้วไม่ได้ตั้งใจอุทิศส่วนบุญนั้นให้กับญาติ พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ใช้การกวดน้ำเพื่อน้อมนำจิตส่งไปดังนี้ ก็ขอให้ทำอะไรด้วยความรู้ไม่ใช้ทำเพราะงมงายนี้เป็นหลักการของพระพุทธศาสนา
เรื่องการให้พรก็เหมือนกัน ถ้าเราเป็นผู้ทำดีไว้แล้วยังไงๆมันก็ต้องได้มา ส่วนพระที่ให้พรก็อวดอุตตริเพราะเป็นจริงอย่างที่กล่าวหรือเปล่าก็ไม่รู้เพียงแค่ประจบให้ญาติโยมดีใจเท่านั้นหวังจะได้อีก พระพุทธเจ้าถึงให้เราทำดีบ่อยๆเพื่อสร้างบารมี เมื่อรู้อย่างนี้พิจารณาดูว่าควรทำกับพระอย่างไหนจะใส่กับพระ(หรือโล้นห่มเหลือง)อย่างนี้หรือไม่ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม จึงเกิดรัตนไตยขึ้นมา และสอนให้พระแสดงธรรมเพื่อเตือนสติญาติโยม เมื่อพระแสดงธรรมก็เป็นการเตือนสติตัวเองด้วย พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า "อัตตนา โจทยัต ตานัง"เป็นต้นมีใจความว่า จงเตือนตนด้วยตน จงหมั่นพิจารณาซึ่งตนนั้นและดี เจริญพร


Create Date : 25 ธันวาคม 2553
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2554 11:14:27 น. 0 comments
Counter : 611 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

น้ำหวานจ้า
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




Color Codes ป้ามด
AmazingCounters.com
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
25 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add น้ำหวานจ้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.