All Blog
--- วั น นี้ ซ้ อ ม วิ่ ง ร ะ ย ะ ฮ า ล์ ฟ ม า ร า ธ อ น ---







อาทิตย์ที่แล้วตื่นสายมาก ตัดสินใจออกวิ่งกันตอนเจ็ดโมงกว่า เจอแดดใสยามสายเข้าเต็ม ๆ เราวิ่งเล่นเกือบสองชั่วโมง กลับมาบ้านถึงรู้ตัวว่าหน้าไหม้เกรียม แต่ตอนนั้นสนุกสนานกับการถ่ายภาพสวนของชาวไร่แถวนี้ 'ข อ ง ดี ที่ ไ ช ย ป ร า ก า ร ' มีสารพัดสารพันอย่าง

แต่อาทิตย์นี้ เราตั้งใจจะซ้อมวิ่งยาว ความจริงฉันไม่พร้อมจะซ้อมวิ่งยาวสักเท่าไหร่เพราะระบบการเต้นของหัวใจยังไม่ดีนัก ดีอย่างเดียวที่ไม่ป่วยเหมือนเดือนที่แล้ว

การป่วยครั้งนั้นสอนอะไรไปไม่น้อย ทั้งที่เรากินยาและพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่อาการป่วยไข้ไม่ทุเลาลงเลย ความกังวลที่ทับถมใจมากคืออยากวิ่งนั่นเอง ถึงที่สุดแล้วเราก็ไปตามใจอยากเราไม่ได้เพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ใจอย่างเดียว ทำอะไรไม่ได้หรอก ฝืนก็ไม่ไหว ต้องทำใจอย่างเดียว แอบคิดถึงคนที่เขาวิ่งไม่ได้อีกแล้ว เขาคงรู้สึกแย่เหมือนกันในคราวแรก แต่เมื่อปรับใจได้ เขาก็รู้ว่า ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาทำได้ดีไม่แพ้เรื่องวิ่ง เผลอ ๆ ดีกว่าด้วยซ้ำ คนเก่งนี่เก่งทุกอย่าง เก่งรอบด้านเลยนะ ตรงข้ามกับที่เราเคยท่องจำมาตลอดว่า 'อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่าเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล ' เพราะในความเป็นจริงนั้น ศาสตร์ทุกศาสตร์เชื่อมโยงกันจนแทบจะแยกไม่ออก ฉันยังระลึกถึงนักวิ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันออกวิ่งคนนี้อยู่เสมอ


เช้านี้ เราตื่นตีสาม ฉันยังไม่ค่อยชินกับการตื่นเช้าแบบนี้มานานพอควร หรือความกระตือรือร้นลดน้อยลงไป เหมือนเจอปีศาจความขี้เกียจเข้าสิงอีกรอบ โยกโย้และอยากนอนต่อ ตื่นแล้วก็ยังมานอนไหลตรงโซฟาก่อนไปนั่งหลับตาเคี้ยวถั่วแระและมันนึ่งรองท้องและงดกาแฟก่อนวิ่ง


เราออกบ้านราว ๆ ตีสามครึ่งและใช้เวลาอุ่นร่างกายพอสมควรก่อนเริ่มวิ่งจริงตอนตี 4


เช้า ๆ อากาศดี พยายามตั้งสมาธิและค่อย ๆ ไปเพราะวันนี้ยังต้องใช้เวลาตรงนี้อีกนาน เดาไม่ได้ว่าจะวิ่งได้แค่ไหน จะทำสำเร็จสมความตั้งใจหรือไม่ จะเหนื่อยจนแน่นหน้าอกหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ฉันฟังเสียงร่างกายมากขึ้น คอยไถ่ถามด้วยความใส่ใจ ทะนุถนอมทุกส่วนของร่างกาย ถึงไม่สามารถวิ่งไกล ๆ ได้ แค่วิ่งได้ก็ยังดี อย่างน้อยก็หมั่นทบทวนเสมอ ๆ ว่าเราวิ่งเพื่ออะไร เราสามารถเปลี่ยนแปลงเป้าหมายได้เสมอ ขอให้เราทำแต่ละอย่างให้สุดความสามารถของเราก่อน จะได้ไม่ค้างคาใจ

ระหว่างวิ่งก็เหมือนกัน ฉันเคยตั้งใจว่าถ้าวิ่งถึงระยะมินิมาราธอนจนข้ามเส้นชัยได้แล้ว ฉันอยากจะวิ่งรวดเดียวโดยไม่หยุดเดินเพราะไหน ๆ ก็จะเป็นนักวิ่ง ก็ไม่ควรเดิน

หรือตอนฝึกซ้อมเพื่อไปวิ่งระยะฮาล์ฟ ก็ตั้งใจอีกว่า จะไม่เดินเช่นกัน ดูเป็นการกดดันโดยใช่เหตุนะ เมื่อตั้งเป้าหมาย เราจะได้ฝึกซ้อมให้ร่างกายอดทนได้นาน เหนื่อยก็จ็อกกิ้งช้า ๆ พอหายใจเข้าที่ก็เร่งตัวเองต่อไป

เมื่อลงวิ่งระยะมาราธอนก็เช่นกัน เราเดาเหตุการณ์ข้างหน้าไม่ได้ยิ่งกว่าว่า เราจะวิ่งจบหรือเปล่า ไม่ทราบว่าจะเจออุปสรรคระหว่างทางอย่างไรบ้าง วิ่งมาราธอนเหมือนการใช้ชีวิตที่มีเป้าหมายเหมือนกันนะ มันไม่ไกลเกินฝันนักแต่ไม่รู้อุปสรรคข้างหน้าเราจะฝ่าไปได้หรือไม่

วิ่งระยะไกลนี้ ฉันเคยคิดว่า อยากจะวิ่งตลอดเส้นทางโดยไม่เดินอีกเช่นกัน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันทำไม่ได้หรอก มันเหนื่อยจนต้องเดิน ยิ่งหลังกิโลที่ 35 ไม่มีปีศาจไหนมารังควานหรอก ขาไปไม่ไหวแม้ใจอยากจะจบ แต่ฉันวิ่งอย่างต่อเนื่องไม่ไหว จะเป็นวิ่งสลับเดินไปเรื่อย ๆ

แล้วใครบอกล่ะว่า เป็นนักวิ่งแล้วห้ามเดิน

เราจะตั้งข้อแม้ให้รัดคอเราไปทำไม

นักวิ่งเก่ง ๆ เขาทำได้เพราะปีกการบ้านเขาหนักหนากว่าเรามาก ขณะที่เราซ้อมไม่ถึง แรงน้อยแล้วยังคิดจะทรมานตัวเองอีก ทำไปทำไมกันนะ ไม่สงสารตัวเองหรอกหรือ เดินบ้างก็ได้ถ้ามันเหนื่อย บนสนามชีวิตก็แบบนั้น เหนื่อยยังต้องพัก หายเหนื่อยก็ไปต่อ เราไปถึงเป้าหมายเหมือนกันแต่ต่างกันที่ระยะเวลา เราชื่นชมพวกเขาได้และเราสามารถยินดีกับสิ่งที่เราทำได้ด้วย มันแค่นั้นจริง ๆ


วันนี้เราวิ่งกันไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดพักนอกจากแวะจิบน้ำทุกสามกิโล ซ้อมก็เหมือนวิ่งจริง เราพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนลงสนามจริง ไม่งั้นจะเหนื่อยฟรี โชคดีที่ร่างกายพร้อมพอจะวิ่งยาวได้ เราวิ่งกันจนจบระยะฮาล์ฟมาราธอนตามที่ตั้งใจ แต่วัดระดับการเต้นของหัวใจ ยังอยู่ในโซนที่ 5 อยู่ ทำให้ความกังวลกลับมาเยือนอีกรอบ ทั้งที่ไม่เหนื่อยนะ แปลกใจมาก !!



ฉันบันทึกความเป็นไปในแต่ละวันเพื่อจะดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง อย่างวันนี้ปีที่แล้ว ฉันกำลังเข้าโปรแกรมซ้อมวิ่งฮาล์ฟของครูดิน ฉันทำสำเร็จเกินครึ่ง วิ่งเพซ 6 กว่า ๆ ถึง 7 ให้คะแนนความมีวินัยดีแต่ความแข็งแกร่งของร่างกายไม่ผ่าน

แต่ปีนี้วิ่งช้ากว่าปีที่แล้วเยอะเลย สาเหตุคือป่วยและแก่




ปีที่แล้ว ฉันใช้แอพพลิเคชั่นจับเวลาวิ่ง พอให้รู้คร่าว ๆ เท่านั้น หรือบ่อยครั้งที่ฉันนับรอบสนามเอา ลืมไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้สมาธิอย่างหนึ่ง

ปีนี้ใช้นาฬิกาจับเวลา จับการเต้นของหัวใจ ใช้ได้สารพัดอย่าง แต่กลับกังวล กดดันตัวเองแท้ ๆ แทนที่จะใช้ประโยชน์กับมันให้สนุกสนานเต็มที่ หาเพื่อนฝูง ชาเลนจ์กัน แต่ก็เกิดเชื่อมันมากเกินไปและกลัว ฉันยังไม่เข้าขากับนาฬิกาแต่ก็หวังว่าจะพยายามใช้มันให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องทดลองด้วยตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หาจุดเด่น จุดด้อยของมันให้ได้


หรือเพราะสุขภาพร่างกายของฉันปีนี้ดูแย่กว่าปีที่แล้ว ป่วยตั้งแต่ต้นปีมาเลยทีเดียว เลือดจะไปลมจะมาของชีวิตก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยเลข 5 ในปีหน้านี้ ได้แต่หวังว่า มันเป็นธรรมชาติของวัยทอง สังขารเสื่อมสภาพจนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ เชื่อว่าอย่างนั้น



หลังจากวิ่งเสร็จ กลับบ้านมาดูแลหมาป่วย ต้องพาเขาเดินทุกเช้า ขืนปล่อยให้เขานอนทับขาตัวเอง ขาจะลีบไปทุกวัน แต่ทำใจไว้หมดแล้วว่า เขาคงจะเดินไม่ได้ในไม่ช้า เราจึงต้องรักษาร่างกายให้ดี สุขภาพแข็งแรงสมวัย อย่างน้อยก็ได้ดูแลสิ่งมีชีวิตในบ้านให้ดีที่สุดเพราะเขาคือสมาชิกของครอบครัวที่เรารักและผูกพันมาก





ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
6 พฤศจิกายน 2559
















Create Date : 06 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2559 8:08:50 น.
Counter : 211 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- จ็ อ ก กิ้ ง ย า ม ส า ย ที่ เ ส้ น ท า ง ส า ย ร พ ช . ---














เช้านี้ตื่นสายไปหน่อย (เพราะเพิ่งกลับจากเชียงใหม่เมื่อคืน เลยนอนดึกกว่าปกติ) กว่าจะวอร์มและเริ่มวิ่งก็เจ็ดโมงกว่า แดดจ้า ฟ้าใส หน้าไหม้เกรียมกันเลย 555

วิ่งไป ถ่ายรูปเล่นไป สำรวจเส้นทาง รพช.

คู่วิ่งเก็บภาพตลอดเส้นทาง เขาอธิบายให้ฟังหมดทั้งสองข้างทางแล้วว่า 'มีอะไรที่ไชยปราการ' แต่ฉันลืม เอาไว้รอเขาเล่าให้ฟังดีกว่า ไม่ถนัด

ฉันสนใจแต่เรื่องนก เช้านี้เจอ นกอุ้มบาตร เกาะตรงเพิงพักหลายตัว นกจาบคาเล็กเต็มทุ่ง โฉบไปมา แต่ที่สวยงามมากคือนกกะรางหัวขวาน ขาไปเจอสามตัวกำลังบิน ขากลับเจออีกตัว กำลังบินเช่นกัน ปีกลายสวยมาก

นกอพยพอย่างอีเสือสีน้ำตาลก็เต็มสายไฟ เสียงร้องเหมือนปืนกล ไม่ต้องแหงนดูก็รู้ นอกจากนี้ก็แซงแซว นกขี้หมา นกกะเต็นอกขาว ปีกสีฟ้า ตัวใหญ่มาก แค่ออกมาวิ่งดูนกก็คุ้มแล้ว

ช่วงนี้เห็นดอกมันฝรั่งสีขาวสวย แต่ไม่กล้าดมดอก กลัวยาฆ่าแมลง เขาว่ากลิ่นหอมอ่อน ระหว่างทางก็มีไร่ข้าวโพด โรงวัวนม สวนละมุดอินเดีย ไร่กระเทียม สวนกล้วย สวนยาง สวนผักชี สวนใบคึ่นช่าย ผักสลัด เสาวรส ฯลฯ จำได้แค่นี้ สมองน้อย เมมโมรี่มีน้อย
มีร้านชำสักสิบกว่าร้าน ก็มีบ้านแหนโง้ม บ้านถ้ำตับเตา บ้านกิ่วจำปี พกเงินไปหน่อยเผื่ออุดหนุนน้ำเย็น ๆ แต่เราพกไปหนึ่งขวดพอได้จิบเพราะวิ่งไม่มาก

ฉันวิ่งช้าเหมือนเคย เพซ 7-8 เพราะวิ่งแล้วก็อยากถ่ายดอกไม้ เช้านี้ฉันวิ่งเพซหอยทากอย่างนี้แหละ ไปเรื่อย ๆ ได้ 12 กิโลกว่า ใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่ง แต่สบายใจขึ้นเพราะอยากเช็คฮาร์เรตโซนว่าปกติดีหรือยัง จากที่เคยขึ้นถึงโซน 5 ตลอดการวิ่งซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่ทั้งที่เรารู้สึกว่าไม่เป็นอะไร ประมาทมากไปก็ไม่ดี เชื่อนาฬิกามากไปก็ไปต่อไม่ได้
เราวิ่งมาถึงด่านผาหงส์แล้วจึงวิ่งกลับ อุปสรรคเล็ก ๆ คือหมาเฝ้าสวนนั่นแหละ แต่ไม่น่ากลัวเท่าวิ่งตามซอยซึ่งเป็นชุมชน อันนั้นเหมือนไปเที่ยวงานวัด ตีตั๋วเข้าบ้านผีสิงและเจอผีตลอดทาง กลัวหมามากกว่ากลัวเหนื่อย ยังไม่มีคาถาไล่หมาที่เจ๋งเด็ดและรับประกันได้
วิ่งเสร็จก็กินก๋วยเตี๋ยวควาย เป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นลุงหนานที่บ้านกิ่วจำปี ลุงหนานคุยเก่งมาก ๆๆๆๆๆ เอาไว้ใครมาหาจะพาไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ฟังเพลิน กินไป ฮาไป คืนกำไรให้ลูกค้า คนอารมณ์ดีนี่เขาว่าอายุยืนนะ

กลับบ้านมาเล่นกับหมา คลุกข้าวให้หมากินในวันหยุดแทนอาหารเม็ดหนึ่งวัน
ฉันก็มาทำงาน คนที่บ้านเตรียมตัวไปเชียงใหม่(อีกรอบ)เพื่อร่วมฟังพระสวดอภิธรรมบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ

จบกิจกรรมภาคเช้าของฉัน
ขอให้มีความสุขทุกท่านนะคะ


ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
30 ตุลาคม 2559













Create Date : 06 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2559 8:29:59 น.
Counter : 138 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ฮ า ร์ ต เ ร ต โ ซ น สู ง ---





เชื่อว่า เราอาจจะมีเชื้อธาตุของความมีวินัยอยู่ในตัวแบบไม่รู้ตัวมาก่อน เพราะไม่ว่าจะขี้เกียจแค่ไหนแต่หากปักใจว่าจะทำตามเป้าหมาย เราก็จะทำให้ถึงที่สุดก่อนจะรามือหรือตอบว่าทำไม่ได้หรือไม่เหมาะกับเรา การวิ่งก็เช่นเดียวกัน เพื่อให้วิ่งได้ดี นักวิ่งต้องมีวินัย จากไม่มีวินัยก็ต้องสร้าง จากที่มีอยู่แล้วก็อาจจะกระชับขึ้น ถ้าเรามีวินัยดี ดูแลตัวเองได้ องค์ความรู้อื่นที่เรารับมาก็จะเป็นประโยชน์ ไม่รู้ว่าฉันเข้าใจตรงนี้ถูกต้องหรือเปล่า เพราะทุกอย่างคือการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

คืนนี้วอร์มจนเข้าที่เหมือนเดิมก่อนออกวิ่ง อยากเช็คให้แน่ใจอีกครั้งเรื่องฮาร์ตเรตโซนที่พุ่งสูงผิดปกติ สูงถึงโซน 5 หมายความว่า หัวใจเต้นแรงและเร็วระดับ 90-100% ที่ใช้ความเร็วสูงนั้นของฉันมันสูงเกินไป เขามักจะวัดการเต้นของหัวใจในระยะเวลาสั้น ๆ วิ่งสั้นและไม่ควรเกิน 5 นาที แต่ของฉัน วิ่งยาวและช้า สีแดงเถือกบนโซน 5 ตลอดการวิ่ง มันอันตรายมากสำหรับนักวิ่งสปีดเต่า มันใช่เหรอ ????


จากการซ้อมวิ่งเป็นประจำโดยไม่มีนาฬิกาจับเวลา เราประเมินตัวเองได้ระดับหนึ่ง หากเหนื่อยจัด เราจะแน่นหน้าอกมากเหมือนร่างกายต้องการออกซิเจน วิ่งไป ๆ หน้ามืดตาลายจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น นึกถึงอาการในงานวิ่งเทรลที่เขาใหญ่ ล้มทั้งยืนก็เป็นมาแล้ว ไม่มีแรงจะดูดน้ำจากเป้น้ำ ไม่มีแรงแม้จะดูดเจลและกลืน ท้อทุกย่างก้าวหลังกิโลที่ 16 หรือแทบจะหันหลังกลับเมื่อเห็นจุดเช็คพ้อยต์ที่สูงชันในกิโลที่ 23

ขยับตัวได้ไม่มากเพราะตะคริวจะขึ้น ผ่านมาได้เพราะกำลังใจจากคนข้าง ๆ และน้องที่วิ่งขากะเผลกที่ตามติดจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน เธอวิ่งคนเดียว เป็นนักวิ่งหญิงที่ฉันคิดถึงอยู่เรื่อย ๆ ชื่นชมใจน้องมาก เพราะถ้าฉันวิ่งตามลำพังอย่างนี้อาจขึ้นรถพยาบาลไปนานแล้ว

คืนนี้จ็อกกิ้งตามปกติ คุยกันเรื่องผลสอบของลูก แม้ไม่มีผลในใช้สอบโควต้าหรือใด ๆ เราก็เห็นความตั้งใจของลูกอย่างสม่ำเสมอ ภูมิใจที่ลูกรู้จักทำหน้าที่ของตัวเองและรักการเรียน อนาคตเป็นเรื่องของวันหน้า ทำแต่ละวันให้ดี

ฉันไม่ได้ซ้อมวิ่งมานานพอควร ก่อนลงเทรลเขาใหญ่ ป่วยหนัก พอผ่านเทรลก็ต้องพักอีกสองอาทิตย์ ระหว่างนั้นจ็อกกิ้งวันละ 6 กิโลเท่านั้นแต่ฮาร์เรตโซนอยู่ที่เลข 5 ทุกครั้ง มันผิดปกติ...

ยอมรับว่าวิตกกังวล การฟื้นตัวอาจจะช้ากว่าปีที่แล้วก็จริง แต่ไม่ย่ำแย่ขนาดนั้น

สำหรับคืนนนี้ วิ่งไปก็บอกคนข้าง ๆ ไปว่า ไม่เหนื่อยจริง ๆ นะ คุยได้สบาย ร่างกายพร้อม น่าจะเข้าที่แล้ว พร้อมจะซ้อมวิ่งยาวอีกครั้ง

อยากเชื่อตัวเองมากกว่านาฬิกาที่เช็คร่างกายขณะวิ่ง
นาฬิกาอาจผิดพลาดได้

ไม่แน่ใจว่า นี่คือความประมาทหรือเปล่า
แต่ถ้าเราเชื่อมันเกินไป เราจะแหยง
หากกลัวมากไปก็จะทำให้เราไม่ทำอะไรหรือเลิกวิ่งไป

เหมือนการวาดภาพ เราเชื่อว่าทุกคนวาดได้เพราะเรายังวาดได้
ความเชื่อว่าทำได้มีเสน่ห์มาก

เสน่ห์ที่เรามักประเมินตัวเองต่ำกว่าความสามารถที่เรามีอยู่จริง
มันทำให้เราไม่มีโอกาสเห็นตัวเองในแบบใหม่ โลกใบใหม่


ย้อนคิดไปสมัยทำงาน เราเรียน เราท่องจำจนขึ้นใจว่า
จิวเวลรี่ที่ดีประกอบไปด้วย 4 C
คือ Cut Clear Carat และ clarity
การเช็คทุกอย่างต้องผ่านเครื่องมือก็จริงเพื่อออกใบรับรอง
แต่อีกหนึ่ง C ที่ขาดไม่ได้คือ Common Sense

การวิ่งก็น่าจะเหมือนกัน เครื่องมือเป็นตัวช่วยที่ดี
อย่าปักใจจมกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนไปต่อไม่ได้
ฟังเสียงตัวเองและหมั่นฟังเสียงร่างกายของเราอยู่เสมอ




ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
24 ตุลาคม 2559













Create Date : 25 ตุลาคม 2559
Last Update : 26 ตุลาคม 2559 9:17:05 น.
Counter : 221 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- บั น ทึ ก เ ท ร ล นี้ ไ ม่ มี ด ร า ม่ า : Khaoyai Trail Marathon 2016 ---


















งานวิ่งเทรลเขาใหญ่มาราธอนครั้งนี้ เราเตรียมตัวเตรียมใจจะไปตั้งแต่ก่อนสมัครแล้ว นอกจากหาเวลาว่างได้ ดูพละกำลังและเวลาคัทออฟ เราซ้อมดี ๆ ก็น่าจะวิ่งจบ ทางวิ่งเทรลเขาใหญ่สวยมาก อ่านรีวิวมานานและอยากลองดูสักครั้ง เราอยากมีเทรลมาราธอนครั้งแรก ว่าแต่ว่า เราจะเลือกลงสนามไหนเท่านั้น สมัครวิ่งแล้วก็ตั้งใจซ้อมเพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บในการลงสนามจริง


ระหว่างนี้ เราซ้อมอย่างต่อเนื่อง ลองวิ่งในทุกสภาพ ลองซ้อมวิ่งกลางฝนปรอยแต่ไม่ค่อยดีกับสุขภาพเท่าไหร่แม้เราจะมองข้ามฝนในฤดูฝนว่าเลี่ยงไม่ได้ และไม่อยากให้ฝนคืออุปสรรคในการซ้อมวิ่ง แต่ร่างกายเราไม่พร้อมรับมือกับฝน ฉันเริ่มอาการไม่ค่อยดี


เราไม่มีโค้ช แต่เราใช้โปรแกรมซ้อมไนกี้ พยายามปรับตัวให้ใกล้กับตารางวิ่งมากที่สุด ก่อนหน้านี้ที่ซ้อมวิ่งไปฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกนั้น ใช้ตารางฝึกซ้อม 47 วันของครูดิน เราทำได้เพียง 70 % เพราะตอนนั้นเพิ่งวิ่งมินิมาราธอนได้และเพิ่งจะเริ่มเข้าที่เท่านั้น เริ่มไม่วิ่ง ๆ เดิน ๆ บ้างแล้ว มีเป้าหมายเล็ก ๆ สำหรับนักวิ่งแนวหลังคือ อยากทำเวลาให้ได้ 1 ชั่วโมงสำหรับมินิมราธอน เป็นเป้าหมายเล็ก ๆ แต่ความจริงนั้น ยิ่งใหญ่มากเนื่องจากฉันวิ่งช้า เป็นนักวิ่งเพซ 7 นั่นหมายถึง จะจบมินิมาราธอนด้วยเวลา 1:10 ชั่วโมงเป็นส่วนใหญ่ การเร่งฝีเท้าให้ได้ขึ้นมาสักนาที สองนาที ไม่ง่ายเลย แต่เป็นเป้าหมายที่ดีอย่างหนึ่ง ทำให้ได้พยายามมากขึ้น แต่ก็ไม่กดดันตัวเอง ทำไม่ได้ก็เอาใหม่ทุกครั้งเท่านั้น


พอเริ่มเข้าโปรแกรมมาราธอน เราจะมีวิ่งยาวทุกอาทิตย์ ก่อนลงสนามจริง เราควรซ้อมวิ่งให้ถึง 30 หรือ 35 กิโลสักสองครั้ง หรือไม่ก็ซ้อมวิ่งยาวสักสามชั่วโมง

ฉันประเมินตัวเองได้ว่า มีความตั้งใจดี วินัยสูง มีเป้าหมายที่ไม่สูงจนทำร้ายทำลายตัวเองจนเกินไป แต่สภาพร่างกายนั้น ไม่แข็งแรงมากนัก เราเรียนรู้มาว่า มาราธอนนั้นไม่มีทางลัด ทางลัดก็คือทางตรง ทางตรงทางเดียวคือซ้อม และการซ้อมไปมาราธอนนั้น คนอื่นอาจไม่นานนัก แต่เราต้องผ่านหนึ่งปีเพื่อเตรียมพร้อมร่างกายก่อน ไม่งั้นจะเจ็บและอาจไม่ได้วิ่งอีกนาน ๆ เหมือนที่เราตั้งใจว่าจะบรรจุการวิ่งไปพร้อมกับการดำเนินชีวิตของเรา


เราสองคนมักจะซ้อมด้วยกันหลังสองทุ่มเป็นต้นไป ซ้อมมากสุดคือ 12-15 กิโล แต่จะไม่มากกว่านั้น ส่วนการซ้อมวิ่งยาว จะซ้อมเช้าวันเสาร์หรือเช้าวันอาทิตย์ จะฝึกตื่นตีสองมานั่งกินอาหาร และวอร์มก่อนซ้อมวิ่งตอนตีสาม เราผ่านฤดูหนาวที่หนาวเหน็บมาแล้วในการซ้อมไปมาราธอนแรก แต่ความมุ่งมั่นและตั้งใจของเราสูงมาก กระนั้น บางวันฉันถึงกับถอดใจ วิ่งมาราธอนต้องฝึกซ้อมขนาดนี้เลยเหรอ บางวันท้อ บ่นกับตัวเองว่า ทำไมเราต้องเหนื่อยขนาดนี้ แต่คนที่ไม่บ่นเลยคือสามี ไม่เคยบ่นท้อ เบื่อ ทั้งที่เขาเหมือนแบกภาระคือฉันอีกคนคือฉันที่บางวันก็ไม่ไหว ลุกไม่ไหว เขาจะใจเย็นและรอเราเสมอ


แม้ระหว่างซ้อม ฉันวิ่งช้า ตามเขาไม่ทัน เขาจะชะลอรอ หรือบางทีก็คอยกระตุ้นให้พยายาม -- เกือบถึงแล้ว -- พยายามอย่าเดิน มันจะก้าวไม่ออก -- ดีแล้ว ๆ ไหวมั้ย ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ทำให้มีแรงมากกว่าบ่นว่าให้ฉันท้อ บางวันฉันเหนื่อยจนจะอ้วก แต่ไม่ได้ยินเขาบ่นเหนื่อยตลอดการวิ่ง จนกระทั่งวิ่งจบและได้ยินเขาพูดว่า วันนี้วิ่งไม่ออก เกือบแย่ตั้งแต่กิโลที่สาม หายใจไม่ทันและหิวมาก

ฉันตกใจ นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีอารมณ์แบบนี้ด้วย แต่เขาไม่เคยพูดอะไรออกมาระหว่างซ้อมเลย ช่วงเวลาที่เรายืดเหยียดร่างกายหลังซ้อมวิ่ง ฉันจะมีความสุขทุกครั้งที่ผ่านการซ้อมได้ในแต่ละครั้ง ความสุขจะเกิดขึ้นในแต่ละขณะ แต่ละวัน ความทุกข์ทรมานอยู่กับเราไม่นาน มาแล้วก็ผ่านไป ยิ้มได้เมื่อผ่านอุปสรรคไปได้ในแต่ละครั้ง เป็นอย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


แต่การซ้อมไปเทรลมาราธอนครั้งนี้มีอุปสรรค...

อุปสรรคที่ว่านี่คือ ฉันไอ ไอจนเจ็บหน้าอกและท้องน้อย ไอจนนอนไม่ได้ นอนไม่หลับ หลังจากไอผ่านไปหนึ่งอาทิตย์เริ่มมีอาการเจ็บคอ กลืนน้ำลายแทบไม่ได้ ทุกครั้เงที่กลืนเหมือนกลืนมีดโกนลงไป จากนั้นก็ครั่นเนื้อครั่นตัว เช้าวันที่ต้องซ้อมยาว 30 กิโลนั้น ลุกไม่ขึ้น ปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ตื่นสายเกือบหกโมงเช้าทุกวัน ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น แถมเจ็บหัว อาการเจ็บหัวนี่มันไม่เหมือนปวดหัวนะ มันเจ็บจี๊ด ๆ และเจ็บลึกเหมือนเข็มปักหัวสักพันเล่มเกือบตลอดเวลา


พอป่วย ความคิดเริ่มฟุ้งซ่าน ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน ไม่เคยบรรจุเรื่องการป่วยไว้ในตารางซ้อมวิ่งเลย ไม่มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีวันป่วยและป่วยนานขนาดนี้ เพราะเมื่อต้นเดือนนั้น มีรอบเดือน ได้แต่คิดว่า วันแข่งเทรลนั้นตรงกับรอบเดือน วิ่งยาวขนาดนั้นจะเกิดปัญหา จะกินยาเลื่อนประจำเดือนวันไหน ฉันต้องพร้อมเรื่องนี้เพราะเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้วิ่งไม่ได้ แต่เคยวิ่งระหว่างมีรอบเดือนมาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่เป็นสนามมินิมาราธอน ซึ่งวิ่งไม่นานนัก


ฉันกังวลสิ่งที่มาไม่ถึง อยากวิ่งงานใหญ่แต่ไม่ได้ซ้อมเพราะป่วย พยายามกินยาและพักผ่อนมาก ๆ อยากหายทัน ความอยากโน่นอยากนี่ทำให้ใจเป็นทุกข์ ไม่ยอมปล่อยวาง


คิ ด ไ ด้ แ ต่ ทำ ไ ม่ ไ ด้


ความป่วยไข้ครั้งนี้ ถือเป็นป่วยครั้งใหญ่อีกครั้งในชีวิต อาการไอที่ไม่ค่อยบรรเทาแม้จะระมัดระวังเรื่องการกินอาหาร ได้รับยาที่จำเป็นและพักผ่อนอย่างมาก แต่ปวดกล้ามเนื้อและมีไข้รุม ๆ ตลอดเวลา เรายังต้องทำงานทั้งวัน สามีไปประชุมทั้งอาทิตย์ เป็นการทำงานที่ทรมานมาก หน้าตาไม่แจ่มใส พูดจากับลูกค้าน้อย ยิ้มน้อยลง อธิบายน้อยลงเพราะอาการไอที่คอยขัดคอขัดขวางการทำงาน ลูกค้าส่วนใหญ่เห็นใจและเข้าใจ ฉันได้แต่สำนึกและขอบคุณสั้น ๆ แต่ใจยังผูกติดกับการวิ่งปลายเดือนตุลาอยู่


ระหว่างนี้ มีงานหนังสือที่ต้องรับผิดชอบ รับปากจะทำงานแล้วก็อยากทำให้สุดความสามารถที่มี แต่ไม่เคยบอกเขาว่าเราป่วย งานล่าช้าออกไปไม่ได้ด้วย เศร้าใจที่สุขภาพไม่ดีเลย แต่ยังพยายามทำงานจนเสร็จทันเวลา


วางงานก็สบายใจขึ้น แต่ยังกังวลว่าจะหายไม่ทันวิ่ง


ผ่านมาอีกหนึ่งอาทิตย์ ก็ยังซ้อมวิ่งไม่ได้ เช้ามายืนโงนเงน ปวดหัว ต้องพยายามกินอาหารแต่เช้าเพื่อจะได้กินยาและไปทำงาน ยาเหมือนจะหมดฤทธิ์ทุกสามชั่วโมง กว่าจะรับยามื้อใหม่ก็ต้องรออีกหนึ่งชั่วโมง เป็นการรอคอยที่ทรมานมาก กอปรกับการไอที่เจ็บไปทั้งตัว เพื่อนโทรฯมาก็ตกใจเพราะเสียงเราเปลี่ยน และเราไม่พร้อมคุยอะไรทั้งนั้น มีไม่กี่คนที่รับรู้ว่าเราป่วยมาก เราบ่นให้เพื่อนฟังว่า จะลงแข่งอยู่แล้ว เสียดายที่อุตส่าห์ซ้อมมา คงลงวิ่งไม่ได้แน่ (ปากพูดแบบนั้น แต่ใจตั้งความหวังว่าฉันจะหายทัน)

เพื่อนเลยบอกว่า เอาสุขภาพเราเป็นหลัก งานวิ่งก็รอปีหน้าไป ตัดใจไปเลย
ถึงตอนนี้คิดได้หรือยังว่า ภาวะที่เราปกติน่ะดีที่สุด
เวลาที่เราปกติดีก็อย่าไปคิดอะไรให้ใจเป็นทุกข์
ได้กินอิ่ม นอนหลับ ชีวิตก็แค่นี้จริง ๆ
ฉันได้แต่พยักหน้า แต่ยังมีความหวังอยู่เรื่อย ๆ


อาทิตย์ที่สองที่เริ่มป่วย มีการชงเกลือแร่กินวันละสี่ซอง ตอนกิน รู้สึกสดชื่น เหมือนฟื้นไข้ แต่สักพักก็ไม่มีเรี่ยวแรง อยากนอนอย่างเดียว เริ่มคิดได้และบอกคู่วิ่งว่า ฉันตัดใจแล้ว จะไปเอาเสื้อวิ่งและ BIB จะเชียร์เธอที่เส้นชัยดีกว่า

สามีบอกว่า หายทันอยู่แล้ว อีกสองอาทิตย์ น่าจะดีขึ้น เขาเพียรถามทุกวัน แต่อาการไม่ดีขึ้นจริง ๆ


อาทิตย์สุดท้าย มีการวิ่งมินิมาราธอน สามีลงงานวิ่งให้เป็นการวอร์มก่อนลงสนามใหญ่ ฉันได้แต่หวังว่า ถ้าตื่นตอนเช้าและยืนตรง ๆ ได้ ฉันจะพยายามวิ่งไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน ปรากฎว่า เช้านั้น ฉันลุกไม่ได้ นอนน้ำตาไหล วิ่งไม่ได้จริง ๆ และทำใจได้แล้วว่า จะไม่ลงวิ่งเทรลที่เขาใหญ่แน่นอน


สามีไม่ว่าอะไร แต่เขาจัดเสื้อผ้า ชุดวิ่งของฉันลงกระเป๋าให้หมด เตรียมรองเท้าวิ่งเทรลให้ฉัน เป้น้ำและอุปกรณ์วิ่งเทรลจนครบ ฉันได้แต่นั่งมองเงียบ ๆ ภาวนาในใจ ขอแค่ยืนได้ ฉันจะไปด้วย วิ่งได้แค่ไหนก็แค่นั้น อาจจะเป็นงานแรกที่ DNF จริง ๆ แล้ว ชีวิตเราจะเอาอะไรนักหนา ไปไม่ถึงก็ต้องหยุด ยังไงเราก็รักตัวเองมากที่สุดอยู่แล้ว คิดแบบนี้รู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด



ก่อนเดินทางไปโคราช ฉันยังป้อแป้และเหนื่อยหอบอยู่เพราะไม่ได้นอนเนื่องจากการไอ แต่เลิกพูดอะไรอีกต่อไป สามีบอกว่า จะพาวิ่ง วิ่งไม่ได้ก็เดินเอา ถ้าคิดว่าไปได้มันก็ได้


ฉันไม่เคยไม่มั่นใจตัวเองแบบนี้ ร่างกายมี 20 % หัวใจก็มีแค่ 20% ยามป่วยไข้ หัวใจมันห่อเหี่ยวไปหมด วิ่งมาราธอนนี่มันต้องใจเกินร้อยแม้การซ้อมจะไม่เต็มร้อยก็ตาม แต่ไม่ควรวิ่งดิบเด็ดขาด เจ็บมาแล้วไม่คุ้ม ยิ่งเอ็นร้อยหวายขาดนี่ เลิกพูดเรื่องวิ่งไปเลย


ฉันยังกินยาลดไข้ แก้ไอ แก้เจ็บคอ กินน้ำเกลือตามปกติ ไม่ฟูมฟายอะไรแล้ว ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่คิดเรื่องหายป่วย หายไอ แค่ไหนแค่นั้น


----




เราถึงบ้านแม่เช้าวันศุกร์ที่ 30 กันยายน ถึงบ้านก็กินข้าวเหนียว ไก่ย่าง ปลาร้าบองสับสุกที่แม่เตรียมแล้ว แม่เห็นฉันไอไม่หยุด ก็เป็นห่วง แต่ก็บอกแม่ว่า ไม่เป็นอะไรหรอก อากาศเปลี่ยน ใคร ๆ ก็ป่วย แต่ไอนี่มันหายยากที่สุด กินยาแล้ว เดี๋ยวก็หาย แต่อาการที่พูดกับความเป็นจริงมันขัดแย้ง ฉันไอจนจะสำลักข้าวหลายครั้ง จากนั้นฉันก็ขอนอนพัก เพราะเดินทางมาทั้งคืน สามีน่าจะเหนื่อยกว่าฉันอีก แต่ไม่เคยได้ยินเขาคร่ำครวญอะไร


เรานอนพัก หลับไปสักงีบ ตื่นมาก็อาบน้ำออกบ้านไปหาอะไรกินกับแม่ นาน ๆ ทีกลับบ้านก็อยากพาแม่กินข้าวอร่อย ๆ

แมวบ้านแม่ยังเยอะมากเหมือนเดิม ตายไปหลายครอกแล้วก็มีมาใหม่หลายครอก ตัวรัก ๆ ของแม่อย่างแม่บัวชมพูและแม่หางขอดยังอยู่ จิ้งจกของแม่ พอเป็นหนุ่มก็หายไป แม่ว่าคงไปติดสาวที่ไหน ไม่รู้จะจำทางมาบ้านยายได้หรือเปล่า แม่อุ้มเสือลายสุดหล่อมาให้ดู ขนเขาสีน้ำตาลทอง มีลายบนหน้าผากสีน้ำตาลเข้ม ขามีลายเป็นบั้งยาวทั้งสองขาหน้า ดูหล่อเข้มมาก แต่เสือลายระแวงฉัน ดิ้นขลุกขลักจากอกแม่เพราะกลัวฉันเข้าใกล้เขา เขาหล่อจริง ๆ ตาสวยมาก สักครู่ แม่เรียกให้ดู เจ้าหล่อสุดซอย แม่ตั้งชื่อให้เขาแบบนั้น ลูกของเจ้าหล่อเต็มซอย มันเดินเข้าเดินออกไปทุกบ้าน ตัวไหนมีลูกก็มาทิ้งไว้ให้แม่เลี้ยง มันจีบสาวและทำลูกสาวบ้านยายท้องไปไม่รู้กี่ครอกแล้ว ถามแม่หลายทีเรื่องพาแมวไปทำหมัน แต่พูดไปก็ไม่ทัน มาทีไรก็มีแม่แมวตั้งท้อง วันนี้ก็เห็นแมวท้องอีกตัว แม่ว่าเดี๋ยวต้องเตรียมเป็นหมอตำแยช่วยแมวคลอดลูกอีก แม่เพลินกับชีวิตแบบนี้จริง ๆ ฉันเห็นแม่ทำโน่นนี่ไม่หยุดหย่อน ล้างบ้าน กวาดบ้าน เทอาหารให้แมว เรียกแมวเหมือนเช็คชื่อนักเรียน รดน้ำตั้งแต่ฉันมาถึงบ้าน รดจนจะเที่ยง คุยกับแมวสารพัดเรื่อง ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนตอนเล่านิทานให้หลานแฝดฟัง ฉันนอนฟังเพลิน ๆ จนแม่มาเห็นฉันนอนยิ้มอยู่ แม่เลยเล่าว่า ตอนที่มาหาหลาน ๆ ที่เชียงใหม่ ต้องเล่านิทานให้แฝดฟัง เล่าจนไม่มีอะไรจะเล่า เรื่องเก่าเล่าจนแฝดต่อเรื่องกันได้ จำได้แล้วก็ยังขอให้ยายเล่าซ้ำอีก พอบอกว่าหมดเรื่องแล้วก็ยังบอกให้ยายแต่งเรื่องอะไรก็ได้ ชอบฟังยายเล่านิทาน หลานยายชอบฟังนิทานมากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

แม่ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนแม่ไปหาน่ะ น้องบู๊คลานมากราบยายที่ตักเลย ขอยายให้อยู่จนถึงวันเกิดเขาได้ไหม บอกพ่อไปเลื่อนตั๋วยายกลับบ้านได้หรือเปล่า อยากให้ยายอยู่ฉลองวันเกิดพวกเขาก่อน ยายก็ยินดี แต่เรื่องนี้ฉันจำไม่ได้

แม่จะพูดถึงหลาน ๆ บ่อย แต่ก็ดูแลแมวจนไม่ได้ไปไหน แม่ว่า แม่คุยไลน์กันตลอด ถามเขาแล้วว่า ทำไมครั้งนี้ไม่มาหายาย ไหน ๆ พ่อกับแม่ก็มาแล้ว เขาบอกว่า เขาอ่านหนังสือไม่ทัน ทำตารางอ่านหนังสือสอบแล้ว แต่สัญญาว่า สอบเสร็จจะนั่งรถมาหายายเลย


ฉันโตมาแบบไม่รู้จักยายเพราะท่านเสียตั้งแต่ก่อนฉันเกิดแล้ว แต่พอรู้จักแม่เลี้ยงของแม่ และเราก็ไม่เคยอยู่กับยายซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของแม่เหมือนกัน ฉันว่าลูกของฉันโชคดีที่เติบโตมาท่ามกลางความรักจากคนในครอบครัวและสนิทกับยายมาก ทุกครั้งที่ยายมาหา เขาจะหอบหมอนไปนอนเป็นเพื่อนยายเสมอ


ฉันมาหาแม่ครั้งนี้ แม่ยกเลิกนัดกับเพื่อนแม่หมด ฉันนอนฟังแม่คุยกับป้า ๆ น้า ๆ อยู่ เลยรีบบอกแม่ว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเข้าปากช่องแล้วนะ จะไปวิ่ง แม่ไปไหนก็ไป ไม่ต้องยกเลิกนัดเพื่อนหรอก วันอาทิตย์วิ่งเสร็จจะกลับมานอนกับแม่อีกวัน แม่งงนิดหน่อย เพราะฉันไม่ได้บอกรายละเอียดล่วงหน้าว่ามาทำอะไร แต่ก็รีบโทรฯบอกเพื่อนฝูงแม่ว่า ตกลงจะไปเที่ยวสระบุรีด้วย เพื่อน ๆ แม่ดีใจกันใหญ่ ฉันก็ดีใจเพราะแม่เป็นที่รักของเพื่อนฝูง งานไหนขาดแม่คงกร่อยนะเพราะแม่คุยเก่ง

ปีนี้แม่แก่ไปเยอะ หลังงอ สุขภาพฟันก็ไม่ค่อยดี แต่ที่แย่สุดคือเรื่องหู ย้ำแม่หลายครั้งแล้วว่าให้ไปโรงพยาบาลมหาราช เพราะเขามีเครื่องช่วยฟัง เราจะคุยกับแม่ไปคนละเรื่องละทาง คราวนี้ฉันขำไม่ออก เพราะรู้สึกอาการหนักกว่าทุกครั้ง แม่ควรมีหูฟังและต้องใช้เมื่อไปไหนมาไหน มันจำเป็นมาก

ข้าวของเครื่องใช้ที่บ้านแม่ก็เยอะเกินความจำเป็น บอกแม่ว่า รองเท้าน่ะ เอาไปบริจาคให้หมดเลย อย่ารอจนหนังรองเท้าแข็ง หมดอายุ ให้ใครต้องรีบให้ตอนรองเท้าใช้ได้อยู่ อย่าให้ตอนที่นึกอยากจะโละของทิ้ง มันไม่มีค่า มีลูกหลานที่ไหนก็เรียกเขามาเอาไปใช้ได้เลยนะแม่ อย่าเก็บไว้แบบนี้ เสื้อผ้าในกล่องพลาสติกเหมือนกัน รีบให้หลาน ๆ เพื่อนแม่ที่ทำงานอยู่ มีแต่ของดี ๆ แต่ผ่านไปนานกว่านี้ ไม่มีใครอยากได้แล้วเพราะมันตกยุค ไม่งั้นก็เหมารถไปบริจาคเลยอย่ารอจนเป็นของทิ้ง

แม่ได้ยินถี่ถ้วนหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ฉันถามแม่อีกครั้งว่า เมื่อกี๊แม่ได้ยินที่พูดหรือเปล่า แม่บอกว่า ได้ยิน แม่กำลังนึกถึงคนที่จะให้อยู่ ฉันถามแม่ว่า แม่เสียดายหรือเปล่า แม่บอกว่า ไม่เสียดายแต่ไม่ได้คิดตรงนี้ คิดแต่เก็บไว้ให้ลูกหลาน เลยรีบบอกว่า ลูกหลานไม่เอา แม่เอาให้คนอื่นเถอะ เราไม่ได้ใช้เสื้อผ้าแบบนี้ทำงาน

แล้วอีกเรื่องที่ต้องขออนุญาตจัดการคือ เก็บเครื่องสำอางและยาเก่าแม่ทิ้ง หลายอย่างหมดอายุ แม่คงมองสลากไม่เห็น ของใหม่ของเก่าก็ดูไม่ออก หลายอย่างก็แช่ตู้เย็นจนหมดอายุ ต้องไล่เช็คให้แม่กัน

บางเรื่องเราก็ไม่อยากก้าวก่ายมาก แต่ก็เป็นห่วง แม่อยู่คนเดียว การกินอยู่บางอย่างแม่ก็ไม่รู้ แม่แก่ลงไปเยอะ ไม่รู้เมื่อไรจะอยากมาอยู่กับเรา นี่ยังโชคดีอีกเรื่องที่เลิกขับรถเองแล้ว มีเบอร์โทรฯรถตุ๊กตุ๊กเจ้าประจำ มารับไปซื้อของและรอมาส่งเวลาไปซื้ออาหารแมวและของกินกลับบ้าน แม่ใช้ชีวิตโสดจนชิน ชินกับการอยู่คนเดียว มีความสุขง่าย ๆ กับเรื่องรอบตัว แต่แม่อาจจะลืมไปว่า สุขภาพโดยรวมแม่ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทุกคนได้แต่เป็นห่วง แต่เราก็กลับมาเยี่ยมแม่บ่อย ๆ ไม่ได้ นอกจากต้องตามไลน์แม่ทุกเช้า ทุกวัน



--




สายวันเสาร์ ( 1 ตุลาคม ) ฉันเข้าปากช่อง เพื่อไปรับ BIB สำหรับวิ่งเทรลในเช้าวันอาทิตย์ จนถึงป่านนี้ยังลังเลว่าจะวิ่งอยู่หรือเปล่า หรือแค่รับเสื้อก็กลับ อาการไข้ก็ไม่ทุเลา แต่กินยา ponstan เพราะใกล้รอบเดือนเต็มที ตาพร่าและหาโฟกัสไม่ได้ อันนี้เราต้องรู้จักตัวเองมากกว่าใคร


เรามาถึงงาน 11 โมง การรับเสื้อและบิ๊บ(BIB)ไม่ยุ่งยาก อากาศร้อนอบอ้าวเหมือนฝนจะตก งานนี้ดูไพรเวท ไม่ค่อยเห็นคนโพสต์คึกคักแม้แต่เจ้าของงานเองก็ตาม กว่าจะได้เห็นเสื้อวิ่งก็วันรับเสื้อ ไม่มีการโพสต์ให้ตื่นเต้นบนเฟซบุ๊ก นอกจากเหรียญ


งานนี้รู้จักนักวิ่งชั้นนำของเชียงใหม่หนึ่งคน เธอมากับเพื่อนรุ่นพี่ เราพักคนละที่ วันนี้เธอนั่งรถประจำทางไปเที่ยวอุทยานเขาใหญ่ ความเกรงใจจึงทำให้เธอไม่ยอมรบกวนเรา ทั้งที่เราพร้อมและเต็มใจมาก แต่ก็นัดกันว่า เช้าวันวิ่งจะมารับไปงานด้วยกัน เพราะทางออกจากโรงแรมเธอไกลและเปลี่ยวมาก ไปด้วยกันมันอุ่นใจและเราสะดวกมากด้วย

ฉันห่วงแต่เรื่องกินกับนอน อยากนอนอย่างเดียวเพราะไม่มีเรี่ยวแรง อยากหาอะไรกินให้เต็มกระเพาะ กินตุนไว้ อยากวิ่งได้สักครึ่งทางก็ยังดีแล้วค่อยนั่งรถพยาบาลออกมารอรับสามีและคุณหมอนักวิ่งคนเก่งของเชียงใหม่ที่เส้นชัยแทน


บ่ายสอง ฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา เราเข้าที่พักแต่ฉันนอนไม่หลับเพราะเหม็นกลิ่นชื้นในห้องพัก ออกมานั่งอ่านหนังสือ กินกาแฟของโรงแรม ชงได้อร่อย ถูกใจมาก อ่านไปจนห้าโมงเย็น สั่งพิซซ่ากินและจะไปหาเพื่อนนักวิ่งที่โรงแรม นัดหมายเวลาตอนเช้าวันอาทิตย์ งานนี้อยากออกเช้าเพราะพระองค์ภาฯทรงเสด็จเป็นการส่วนพระองค์มาร่วมวิ่งในงานนี้ด้วย เกรงเรื่องหาที่จอดรถเท่านั้น เราไปเช้าจะได้หาที่จอดรถ ไม่งั้นจะฉุกละหุก ยิ่งฝนตกก็จะยุ่งยากได้


นอกจากได้เจอคุณหมอนักวิ่งคนเก่งแล้ว เพื่อนรุ่นพี่อีกสองคนของคุณหมอก็มาร่วมวิ่งด้วย แต่เธอวิ่ง 3.5 k แบบสนุก ๆ แต่เมื่อคุยกันแล้วก็ทึ่งมาก พี่พวงเพชรเคยเป็นนักวิ่งมาราธอนด้วย แต่เลิกวิ่งเมื่อปี 2539 เพราะประสบอุบัติเหตุรถชนจนดามเหล็กที่หลัง บาดเจ็บสาหัสจนไม่คิดว่าจะกลับมาเดินได้อีกแล้ว

พี่เล่าว่า พี่วิ่งตั้งแต่ไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่มีสื่อใด ๆ สนับสนุนเรื่องวิ่งนัก สมัยนั้นมีแต่นักวิ่งฝีเท้าดี ๆ พี่ฝันว่าอยากได้ถ้วยรางวัลงานกรุงเทพมาราธอน และบอกตัวเองว่า ถ้าได้ถ้วยรายการใหญ่นี้ก็จะพอแล้ว ในที่สุดก็ติดถ้วยรางวัลที่ 3 ถ้วยใหญ่และหนักมาก ขัดถ้วยทีนี่มันเป็นวาวเลย เลยขออนุญาตถามพี่ว่า พี่วิ่งมาราธอนกี่ชั่วโมงคะ เธอว่า สามชั่วโมงกว่า ฉันร้องเสียงหลงออกมาเลย หู...พี่ สุดยอดมาก ๆ เลยค่ะ นักวิ่งเพซ 3 เพซ 4 เลยนะเนี่ย ฝีเท้าไม่ธรรมดา พี่พวงเพชรตัวเล็กกว่าฉันอีก พี่บอกว่าตอนนั้นฝึกซ้อมวันละสามชั่วโมงหลังสี่โมงเย็น ซ้อมเอง ไม่มีโค้ช ไม่มีชมรม พยายามฝึกความเร็ว อีด ทน ขึ้นทีละน้อย เราก็ว่า เราพยายามเหมือนกัน แต่ซ้อมวิ่งหลังสองทุ่ม เวลาอื่นไม่มีแล้ว พี่ก็แนะนำว่า ถ้าวิ่งหลังสองทุ่ม อย่าวิ่งนานกว่าชั่วโมงหรือซ้อมวิ่งยาว เสี่ยงต่อการไหลตายได้ เราพยักหน้า เข้าใจได้ เพราะหลังซ้อมวิ่งเราหลับเป็นตายทุกครั้ง


หมอถามฉันว่า ตกลงพี่จะวิ่งหรือเปล่า ฉันบอกว่า วิ่งนะ แต่ได้แค่ไหนแค่นั้น งานนี้เขามีรถพยาบาลทุกจุดน่ะ พี่จะไปเท่าที่ไปได้ เปลี่ยนลง 21 k ก็ไม่ทันแล้ว อาจจะเป็นงานแรกที่ DNF แต่ก็อยากวิ่งไปให้ถึงที่สุด อยากเห็นเส้นทาง นี่ถ้าสภาพร่างกายพร้อมแต่ซ้อมไม่ถึง ยังเชื่อมั่นว่าตัวเองวิ่งจบแน่ ๆ แต่งานนี้งานแรกที่ป่วยมาก ฉันบอกพี่พวงเพชรเลยว่า พี่รอหนูนะ เดี๋ยวจะออกมารอรับคุณหมอกับสามีฉันด้วยกัน อย่างน้อยฉันก็อยากให้สามีฉันเข้าเส้นเป็นฟินิชเชอร์งานเทรลนี้มาก

พอคิดแบบนี้ได้ ใจก็เบาขึ้นเยอะ



เราขอลากลับ ทั้งที่อยากคุยเรื่องวิ่งกับพี่เขาอีก มีอะไรน่าสนใจที่อยากถามพี่เขามากเลย แน่ล่ะ...มาถึงวันนี้แล้ว ฉันไม่เคยถามตัวเองว่า วิ่งไปทำไม สนใจเรื่องวิ่งอย่างไรมากกว่า เสียดายที่ไม่มีเวลาพอจะได้คุยเรื่องวิ่งมากกว่านี้ อยู่กับคนเก่ง ๆ แล้วมีความสุขนะ ได้ยิน ได้รู้อะไรใหม่ ๆ เสมอ


เรานัดกันตีสี่ครึ่ง เพื่อจะได้เข้าถึงจุดปล่อยตัวไม่ไกลนัก ไม่อยากฉุกละหุก เราควรจะมีเวลาซึมซับบรรยากาศของงานวิ่งก่อนวิ่งจริงสักชั่วโมง


คืนนี้เราเตรียมชุดไว้ให้พร้อม เลิกคิดแล้วว่าว่าจะไม่วิ่ง ขอให้นอนหลับสนิท ตื่นมากินอาหารเช้าและทำธุระให้เสร็จก่อนวิ่งจริง


ตื่นเต้นมากกว่าทุกครั้งที่จะวิ่ง เพราะมันคือเทรลมาราธอนแรกของเราทั้งคู่



---




เช้าวันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม

เราตื่นตีสี่ อาบน้ำอาบท่า เตรียมข้าวเหนียวไก่ย่างไว้กินให้อิ่มท้อง แต่ปรากฏว่า กินอะไรไม่ลง พยายามกินขนมปัง แต่พยายามเคี้ยวกว่าจะหมดแผ่น กลืนแทบไม่ลง หรืออิ่มข้าวกะเพราหมู ไข่ดาวเมื่อวานเย็นก็ไม่รู้ เราแต่งตัวพร้อมและจะแวะไปรับคุณหมอและพี่อีกสองคน เราถึงหน้างานตามเวลาของเรา มีที่จอดรถเหลือสองที่ โชคดีจริง ฉิวเฉียดกับการหาที่จอดรถไม่ได้

ที่ลานหน้างานปล่อยตัวนักวิ่ง หญ้าฉ่ำน้ำมาก เฉอะแฉะ พยายามหาที่เหยียบแห้ง ๆ ก็หาแทบไม่ได้ ฝนตกหนักมากเมื่อเย็นวาน เช้านี้มีฝนปรอย

นักวิ่งทยอยกันมาแล้ว เดินขวักไขว่เต็มลานหน้าจุดปล่อยตัว ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกตามอัธยาศัย เราไม่ได้วอร์มยืดเหยียดร่างกาย ฉันแบกเป้น้ำเกือบกิโล หนักมาก นี่ครั้งแรกที่ต้องแบกเป้น้ำเอง ทุกทีจะวิ่งตัวเปล่า งานเทรลนี้เขาบังคับ ต้องทำตามกฎ ความจริงก็เพื่อตัวเองนะ ร่างกายขาดน้ำไม่ได้เวลาวิ่งไกล ๆ


เช้านี้ ใจไม่พร้อม กายไม่พร้อม แต่สามีดูเขานิ่ง ๆ ฉันอุ่นใจเสมอที่ไปกับเขา เขาบอกแต่แรกแล้วว่า วิ่งไปด้วยกัน

ปกติ เมื่อวิ่งมินิมาราธอนหรือฮาล์ฟมาราธอน เราจะต่างคนต่างวิ่ง ไม่ต้องรอกันเพราะเราวิ่งกันคนละเพซ ยังไงฉันก็วิ่งจนถึงเส้นชัยอยู่ดีแม้จะช้าหน่อย แต่วิ่งยาว ๆ แบบนี้ ในภาวะนี้ ถ้าไม่มีเขา ฉันจะไม่ลงให้เป็นภาระใครหรอก


เราไปกินปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ ฉันพยายามเคี้ยวปาท่องโก๋ให้ละเอียด อยากให้มีอาหารในท้องบ้าง กลัวเป็นลมเพราะหิว เคยวิ่งท้องว่างและหิว วิ่งไม่สนุกเลย


ใกล้เวลาปล่อยตัวแล้ว เจอคุณหมอ ได้แต่อวยพรให้ได้เวลาดี ๆ และได้ถ้วยกลับบ้าน เรายืนข้าง ๆ นักวิ่งหญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีแดง เธอถามว่า พร้อมหรือยัง ฉันพยักหน้ายิ้ม ๆ เธอถามอีกว่า นี่เป็นเทรลที่เท่าไหร่แล้วคะ ฉันว่า ครั้งแรก เธอตาโตเลย แต่ก็พูดต่อว่า มันต้องมีครั้งแรกแหละนะ นี่เธอเพิ่งผ่านโคลัมเบียเทรลมา ( 50 k ) ฉันตาโตกว่า เก่งจังเลยค่ะ เธอยิ้ม ๆ และบอกว่า แม่ยังบ่นเลยว่า เดี๋ยวนี้ผู้หญิงมันบ้าวิ่งมากขึ้นนะ แต่ก่อนงานไหนแทบไม่มีผู้หญิงเลย เราเลยหัวเราะกัน ก็จริงนะ ผู้หญิงมาวิ่งกันเยอะขึ้นแต่เทียบสัดส่วนก็น้อยกว่าผู้ชายอยู่ดี

หันไปทางไหน ก็ดูเขามืออาชีพทั้งนั้น แต่เรายืนตรงนี้แล้ว ไม่คิดกลัวอะไร งานวิ่งคือการแข่งกับตัวเอง ไปตามกำลังของใครของมัน วิ่งมาราธอนเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ในตัวมันเอง หันไปทางไหนมีแต่รอยยิ้มและให้กำลังใจกัน อวยพรให้กันและกันโชคดี ทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แม้ว่าการแข่งขันแต่ละครั้งจะมีที่หนึ่ง สอง สาม และมีถ้วยรางวัล มันก็เป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนหน้ากันรับรางวัล ต่างคนต่างมีเป้าหมายไปคนละอย่าง แต่เชื่ออย่างหนึ่งว่า เมื่อถึงเส้นชัย ต่างมีเรื่องเล่าของความสนุก ความสุขระหว่างทางไม่เหมือนกัน ฉันเองแม้ไม่เคยไปถึงจุดสูงสุดนั้น แต่ฉันสัมผัสความสุขเหล่านั้นได้


เสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น ต้องเอาจริงแล้วสินะ ตืนเต้น ๆ ๆ ๆ !!


อากาศยามเช้าเต็มไปด้วยหมอกฝนที่หมาดชื้นปกคลุมไปทั่งผืนป่า เราทยอยวิ่งตามเขาออกไป ฉันวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังสามี ใจยังตื่นเต้นไม่หาย ฉันจะไปได้สักกี่กิโลนะ


ทางช่วงแรกยังดีอยู่ เป็นดินปนกรวด อากาศเย็น รอบตัวสวยงาม เสียงรองเท้ากระทบพื้นเบา ๆ เป็นจังหวะเร้าใจ ฉันไม่มีความกดดันจากนักวิ่งคนใดขณะวิ่ง ฉันไม่เคยหันไปมองคนข้างหลัง ไม่มองไกลจนสุดตา มองแค่ไหล่คนข้าง ๆ เพราะเขาไปช้า ๆ ในจังหวะที่ฉันไม่ทรมาน ไม่มีใครรู้หรอกว่า นักวิ่งคนไหนพร้อมหรือไม่พร้อม เราเองก็ไม่กล้าถามใครว่า พร้อมมั้ยหรืออยากจบเวลาเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าทุกคนจะพยายามทำจนเต็มกำลังตัวเอง แล้วมันจำเป็นมั้ยที่ต้องบอกใครว่าเราเพิ่งฟื้นไข้และไม่ได้ซ้อมมา บอกไปเพื่อ...


หลังกิโลที่หก เริ่มขึ้นดอย ฉันตกน้ำตั้งแต่กิโลที่สอง ความที่ขาสั้น ก้าวไม่ข้าม ถ้าวิ่งกระโดดไกลอาจจะข้ามแต่ไม่เซฟแรง ปล่อยเท้าจมน้ำไปเถิด จากนั้นเท้าก็ดังส็อกแส็ก ๆ แหม มันเย็นดีจัง แต่ใจไม่ต้องการจริง ๆ เลย เมื่อไรมันจะแห้งละเนี่ย


ทางหลังจากนี้เริ่มเข้าสู่โคลน ฉันยังไม่สนุกกับการที่จะรองเท้าเปื้อนแต่มันเลี่ยงไม่ได้ แรก ๆ ยังวิ่งหาหญ้า ไม่ได้ไปหาหญ้ามากินหรอกนะ แต่หาหญ้าเพื่อหนีโคลน ตอนที่รองเท้าลงโคลนมันเหมือนมีมือใหญ่คอยดึงเท้าไม่ให้ก้าวต่อได้ ไหนจะทรงตัว อย่าพยายามล้มเชียว ไม่มีใครสงสารหรอก นอกจากเชียร์ให้ลุกเองให้ได้ เชื่อว่าทางข้างหน้าคงไม่มีน้ำตกให้ล้างตัวแน่ ๆ


ทางชันขึ้น พร้อมกับโคลนที่ไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง อย่าให้โคลนดีดใส่หน้าก็แล้วกันเพราะนักวิ่งข้างหน้าเรา เขาก็ระวังตัวไม่ให้ล้มเหมือนกันแต่คงไม่ทันคิดว่าใครวิ่งตามมาหรือจะดีดโคลนใส่ใคร เอาน่า ไปเร็วกว่านี้ก็ไม่ได้ ขืนวิ่งมีสิทธิ์ล้ม ล้มแล้วคงนอนดิ้นเป็นควายน้อยเล่นโคลนแน่เลย เจอโคลนบ่อยเข้า ๆ ชักชอบ (สัญชาตญาณเบื้องลึกเริ่มเผยให้รู้ตัวแล้วสินะ)


ที่ว่าชอบเพราะเราไปเร็วไม่ได้ เหมือนมีกำลังใจว่า เห็นคนอื่นผจญโคลนเหมือนเราอยู่ โลกของการวิ่งเทรลนี้ไม่เหงาจนเกินไป


ฉันดูเวลาวิ่ง 58 นาทีแรกเพิ่งได้ 7 กิโลอยู่เลย ที่ช้าเพราะโคลนดูดนี่แหละ ขาก็ยกแทบไม่ขึ้น กินแรงเราไปเยอะเหมือนกัน แต่พอพ้นโคลนไปสักระยะหนึ่ง ก็เจอโคลนยกใหญ่อีกเป็นทางยาว เรื่องกลัวเปื้อนน่ะลืมไปแล้ว มันเลอะจนไม่รู้จะพูดยังไง ไม่มีเวลาจะคิดเรื่องนั้น จะหาหญ้าเพื่อรูดโคลนออกจากรองเท้าก็ไม่มีเวลาอีก จะกระทืบเท้าแรงก็เสียพลังงาน ฉันเซฟพลังงานมากที่สุดยามนี้


เราวิ่งมาถึงจุดที่สาม มีกล้วยหอมให้กิน น้ำเกลือแร่ชงจาง ๆ และน้ำเปล่าเย็น ๆ ดูจะมีแรงขึ้น แต่ฉันไม่ค่อยมีแรง อยากกินน้ำเกลือแร่แบบเข้มข้นก็กินไม่ได้เพราะมันจะซับน้ำที่มีในตัวเรามากกว่าได้ชดเชยน้ำจากเสียเหงื่อ


วิ่งถึงกิโลที่ 12 แล้ว เห็นนักวิ่ง 21 k เริ่มรับสายข้อมือเพื่อกลับตัว อยากจะกลับไปกับเขาจริง ๆ เหรียญเหริยญไม่อยากได้แล้ว ฉันมาไกลกว่าที่คิดแล้วนะเนี่ย


เรายังต้องตรงขึ้นดอยต่อไป เริ่มเห็นเพื่อนร่วมทางไป 42 k ชัดบ้างแล้ว


กล้วยที่หยิบติดมือมาเพื่อเติมพลังก็กลืนไม่ค่อยลง เหนื่อยเหลือเกิน พยายามกัดคำสั้น ๆ วิ่งไป ก้มหน้าก้มตากลืนให้มันลงท้อง แต่กินไม่ถึงครึ่งลูก มันกลืนไม่ลง

วิ่งถึงกิโลที่ 15 แล้ว เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงพอดี ฉันบอกสามีแล้วว่า ฉันไปไม่ไหว ตาเริ่มสอดส่ายหารถพยาบาล ไม่ไหวจริง ๆ นี่ก็มาไกลเกินที่ตั้งใจแต่แรกแล้ว แต่ถ้าลง 21 k ฉันคิดว่า ฉันคงลากสังขารจนจบเองได้ แต่นี่ 42 กิโล คงไม่ถึง มันไกลเกินไป นี่ยังไม่ถึงจุดเช็คพ้อยต์เลย ฉันเดินไม่ไหวแล้ว หันไปบอกสามีว่า ไปก่อนเถอะ เขาก็ว่า ไปด้วยกันนี่แหละ เดี๋ยวหลงอีก


เราเดินฝ่าถนนอีกเกือบกิโล แดดร้อนมาก ก่อนที่เข้าป่าเผชิญกับอะไรไม่รู้ข้างหน้า ไม่อยากคิดเลย

เขาบอกว่า พยายามจ็อกกิ้งสักครั้งละ 500 เมตร ฉันก็พยายามนะ แต่เริ่มตาลาย ลมออกหูแล้ว มันอื้ออึงไปทั้งสองข้าง เจ็บอกจนร้าวไปทั้งตัว หายใจไม่ทั่วท้องเป็นแบบนี้นี่เอง ฉันทนวิ่งจนถึงกิโลที่ 16 จากนั้นก็บอกสามีว่า จะเป็นลม ตาฉันลอยและยืนไม่มั่นแล้ว เขาประคองให้นั่งลง บอกให้เงยหน้า หายใจลึก ๆ แต่ฉันลงไปนอนแล้ว เขาถามหายาดมที่ฉันเตรียมมา มันอยู่ในเป้หลัง เขาให้จิบน้ำ มันจิบไม่เข้า เริ่มมีนักวิ่งตามและถามเอายาดมให้ สามีฉันขอบคุณไป บอกว่ามีแล้วครับ คนนั้นคนนี้ก็ถามเอาขนมให้ สามีก็บอกว่ามีครับ ขอบคุณครับ แต่ฉันจะไม่ไปแล้ว เป็นอีกครั้งที่ไล่เขาไป ความป่วยมันก็คือความป่วย เพิ่งฟื้นไข้ ได้แค่นี้ก็โอเคมากแล้ว ฉันมองทางไม่เห็นแล้ว หูอื้ออยู่เลย


นั่งสักพัก เริ่มเห็นน้องนักวิ่งหญิงคนหนึ่ง เดินลากขามาคนเดียว เรายิ้มให้กันนิดนึง น้องเดินลากขากะเผลก ๆ นำเราไปแล้ว

สามีฉันบอกว่า เดี๋ยวถึงจุดเช็คพ้อยต์แล้ว แต่ในใจฉันคิดว่า อย่ามาหลอกให้ยากเลย ประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้ฉันดูเส้นทางเป็นแล้ว จุดเช็คพ้อยต์มันอยู่กิโลที่ 23 โน่น ฉันวิ่งมาสองชั่วโมงแล้ว แรงไม่เหลือเลย อีกตั้ง 7 กิโลทางโคลนแบบนี้ ฉันไม่เห็นความงามสองข้างทางแล้ว


เขาไม่ต่อล้อต่อเถียง พาลุกขึ้นและเริ่มจูงมือเดินแล้ว ฉันแทบจะหลับตาเดิน ๆ วิ่ง ๆ เลย ดูดเจลเพิ่มพลังงานแทบไม่ขึ้น ที่พยายามกินเจลเพื่อจะได้มีแรงลุกได้ แต่ดูดไปอึกนึงก็เดินถือซองเจล หมดสภาพมาก ๆ สามีมาดึงซองเจลออกจากมือและเก็บไว้ในกระเป๋าเป้น้ำด้านหน้าให้

เขาลากฉันไปสักพัก พอพ้นเนินยาวก็ปล่อยมือ ฉันพยายามจ็อกกิ้งต่อ กิโลที่ 18 เจอคุณหมอกลับตัวมาแล้ว ได้แต่ เย้ เย้ ตะโกน ปรบมือและเชียร์หมอเสียงดัง โชคดีนะคะหมอ ))))

จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่ภวังค์ สามีฉันพาคุยไปเรื่อย ๆ จะถึงเช็คพ้อยต์แล้ว เอาหน่อย ๆ เวลาดีแล้วนี่ ยังไงก็ทันเช็คพ้อยต์อยู่แล้ว


การวิ่งระยะไกลขนาดนี้ ห้ามคิดถึงทางข้างหน้าว่าเหลือเท่าไหร่ ยิ่งไปไม่ถึงจุดกลับตัวด้วยนั้น มันทำให้ท้อและหมดลมเอาดื้อ ๆ เพราะที่ผ่านมาเมื่อกี๊น่ะ โคตรโคลน เราจะต้องกลับเส้นทางนี้อีก เมื่อกี๊เจอเทพรัชชี่แล้ว เสียงหล่อ ๆ ของเขายังก้องหูฉัน สู้ ๆ ครับ และยิ้มฟันขาว เป็นสาวก็คงกรี๊ดเขาหรอกนะ คนอะไรเก่งและทัศนคติต่อชีวิตโคตรดีเลย ความเก่งทำให้ความหล่อของเขาเพิ่มมากขึ้น แต่ยามนี้แม้จะเป็นขวัญใจฉัน เขายังช่วยอะไรฉันไม่ได้เลย มาให้ชื่นใจแว๊บเดียวแล้วก็จากไปเหมือนสายลม เหลือแต่มือใหญ่ ๆ ที่เป็นของจริงและไม่ทิ้งฉันคนนี้แหละ


เราถึงกิโลที่ 22 แล้ว เริ่มเห็นหน้านักวิ่งชัดเจนทุกคน เขาปรบมือให้เราสู้ ๆ ฉันยิ้มได้ตลอดทางนั่นแหละ ฉันมาไกลกว่าที่ตั้งใจแต่แรกแล้ว มาถึงตรงนี้ ฉันไม่ถอยแล้ว ขอเดินได้ก็ไปได้

นักวิ่งที่กลับตัวแล้ว บอกเราว่า เดี๋ยวมีน้ำเย็นเจี๊ยบเลยครับ อดทนอีกนิดเดียว

บางคนก็ว่า มีเสต็กรอที่จุดกลับตัวครับ ไปนั่งบุฟเฟ่ต์ให้อิ่มแล้วมาวิ่งกันต่อนะครับ

มีขาไก่ครับ น่องใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลย ไปให้ถึงนะครับ

ออมแรงหน่อยนะครับ ทางชันก่อนไปเช็คพ้อยต์สูงมาก อาจหมดแรงได้

สู้ ๆ ครับ เก่งมากครับ ฯลฯ


ล้วนแล้วแต่ทำให้ใจฟู แต่ไม่กล้าหันไปดูเลยว่า เราเป็นคนสุดท้ายหรือยัง ???


พอผ่านโค้ง เลี้ยวซ้าย มองบน เห็นจุดกลับตัว นึกในใจ จะขึ้นไปเช็คพ้อยต์อะไรบนนั้น ยังทรมานเราไม่พอรึนี่ ก่อนจะเดินถนนทางชันประมาณ 60 องศาขี้นไปเลย ก่อนไปยังต้องย่ำโคลนแฉะ ๆ อีกยกนะ คิดไปก็ขำจริง ๆ เลย ผ่านไปได้นี่ จะนึกถึงแต่ละช่วงได้ชัดเจนเลย


เราเดินขึ้นไปเช็คพ้อยต์นะเพราะไม่มีแรงวิ่งแล้ว ไปเหยียบแป้นเช็คพ้อยต์ให้มันติ๊ด ติ๊ด เสียงมันกิ๊งเข้าไปในหัวใจ นี่มาครึ่งทางแล้วนะ 23 กิโลแล้วนะ (ให้กำลังใจตัวเองสุด ๆ )

ฉันนั่งถอดรองเท้า เอากรวดเล็ก ๆ ออก แทบจะยกตัวไม่ขึ้น กินน้ำเย็น ๆ แล้วก็ลงทางถนนชัน ๆ นี่เลย จ็อกกิ้งไม่ได้ ตะคริวจะขึ้น โคลนดูดพลังไปหมดแล้ว


เจอน้องชุดดำคนสวย เดินลากขามาแล้ว ปรบมือให้น้อง เก่งมากเลยค่ะ


พูดไม่ทันจบ ฝนเทลงมา หาเสื้อกันฝนมาใส่ นี่เทวดายังทดสอบความถึกทนของฉันไม่หนำใจหรือนี่ อยากลองใจอะไรกับฉันอีก


งานนี้โคลนจริง เปียกจริง เจอตัวตนที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวเอง (เจอข้าพเจ้าอีกหลายข้าพเจ้าที่วุ่นวาย ถกเถียงกันอยู่ในตัวข้าพเจ้า) ถึงกระนั้นยังแอบยิ้มให้ตัวเองตลอดเวลา ฉันไม่บ้าหรอก ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไร ถึงมันจะทรหดแต่ก็รักชีวิตตัวเองมากกว่า ฉันมีคนที่ฉันรักและรักฉันมากมายในชีวิต ฉันวิ่งกับคนที่ฉันรักอีกต่างหาก ฉันไม่ได้คิดสั้นจนเอาชีวิตมาทิ้งกับความสุขส่วนตัวขนาดนี้หรอก ฉันนึกถึงพ่อแม่ น้อง ๆ และลูก ๆ หลาน ๆ คิดถึงอะไรดี ๆ อีกมากมาย ฉันมาสนุก ๆ เพียงแต่ร่างกายไม่พร้อมเท่านั้น


น้องนักวิ่งชุดดำขากะเผลก สวมเสื้อกันฝนสีขาว จ็อกกิ้งนำหน้าเราไปแล้ว



ตอนนี้เริ่มเห็นคนที่ยังไม่เข้าไปเช็คพ้อยต์กำลังทยอยสวนทางกับเรา เรายิ้มให้กัน เราผ่านเส้นทางเหล่านั้นมาเหมือนกันแล้ว เหลือแต่ว่าเราจะพาตัวเองเข้าเส้นชัยได้หรือไม่ ฉันบอกเพื่อนนักวิ่งว่า ไปด้วยกันนะคะ เช็คพ้อยต์แล้วไปด้วยกัน นักวิ่งที่ยังไม่เช็คพ้อยต์ส่วนใหญ่มาคนเดียว


ถึงการวิ่งจะต้องวิ่งด้วยตัวเองนั้น แต่การวิ่งตามลำพังนี่ มันเหงานะ ยิ่งเจอภาวะเหนื่อยสุด ๆ แล้วไม่มีใครข้าง ๆ เดินผ่านป่าตามลำพัง เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตอนวิ่งมาราธอนบนทางถนนครั้งแรกนั้น ฉันไม่รู้สึก รู้แต่เหนื่อย แต่อารมณ์เหงา โดดเดี่ยว ต้องการใครข้าง ๆ นี่ไม่มีเลยนั่นเพราะเรามีเพื่อนวิ่ง มีเพื่อนคุย คอยให้กำลังใจกันตลอดทาง แต่หากมาคนเดียว ฉันคงต้องเกาะไหล่ใครสักคนที่วิ่งเพซใกล้เคียงกันและพยายามตามเขาให้ทัน


ฉันเคยต่อสู้เพียงลำพังตอนหลงป่าเมื่อเทรลเขาประทับช้างมาครั้งนึงแล้ว คราวนั้นรู้เลยว่าหลงทางนั้นไม่สนุก เริ่มแรกที่หลงทางนั้น งงไปหมด เสียกำลังใจ ท้อและไม่อยากไปต่อ

หลงทางทำให้เสียเวลา เสียกำลังใจ กว่าจะรู้ตัวและตั้งสติ ก็ยังไม่สายเกินไป แต่ใครจะรู้เล่าว่าประวัติศาสตร์ยังคงซ้ำรอยได้อีก การหลงทางครั้งที่แล้วให้บทเรียนอะไรมาบ้าง ฉันยังหลงทางตอนวิ่งที่ดอยสามหงกอีก หลงถึงสองครั้งในงานเดียวกันนี้ หลงไปคนเดียวก็แทบถอดใจแล้ว เจอคุณป้านุ่งซิ่นขี่จักรยานมา จนต้องกลั้นใจถามป้าว่า ทางไปน่ำพุสันกำแพงอีกไกลมั้ย ป้าบอกว่า น้องเลยมาเกือบกิดลแล้ว ย้อนกลับไปตรงทางแยกนะ ใจน่ะอยากจะขี่จักรยานป้ากลับไปตรงทางแยกนั่น อยากให้ป้าขี่ไปส่งด้วยซ้ำ มันหมดแรงที่ต้องย้อนกลับไปตามลำพัง ประสบการณ์การหลงครั้งที่สองนี้ทำให้สติมาเร็วขึ้น แต่แรงก็หมดไปเยอะ พอกลับมาเข้าเส้นทาง เจอน้องคนสวยคนสุดท้ายของงานพากันวิ่งเข้าเส้นด้วยกัน แต่เรายังเป็นสองคนที่พากันหลงทางไปอีก ฉันเป็นคนทิศเสีย หลงทางได้ตลอด หลงมาจนแก่ มันกลับตัวยากเหมือนกันนะ ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว จะไปโทษทีมจัดงานก็ใช่เรื่อง เราไม่สนใจเรื่องเส้นทางเอง



วกกลับที่เขาใหญ่เทรล --- การวิ่งขากลับนี่ คำนวณเวลาแล้วก็น่าจะทันคัทออฟนะ ถ้าไม่เจอเหตุสุดวิสัยกลางทาง


ระหว่างนี้เราเจอจักรยานเสือภูเขาซึ่งเป็นทีม sweeper คอยดูแลว่าใครต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า อยากขึ้นรถ ATV หรือยัง ถอดใจหรือยัง เขามีมารยาทมาก ไม่มีใครมาบั่นทอนกำลังใจหรือเรียกขึ้นรถ นอกจากเชียร์ให้เราสู้ ๆ ต่อไป


ขากลับนั้น หลับตาก็นึกทางออกว่า จะต้องเจออะไร ต้องไปจุดที่ไม่อยากเจอ แต่เหมือนทางชีวิตนั่นแหละ มันเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเผชิญกันซึ่ง ๆ หน้า เราจะประคับประคองตัวเราให้ผ่านจุด ๆ นั้นไปได้อย่างไร


หลังกิโลที่ 25 เวลาเราแทบไม่เหลือให้เอ้อระเหยแล้ว ทางธรรมดาพอจะกะเวลาได้ แต่ทางไม่ธรรมดากับคนไม่พร้อมนี่ ยากมาก

สามีฉันจูงมือเดินทุกระยะที่ต้องขึ้นเขา ซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก ฉันจะเอาอะไรไปเหงาหรือเศร้า ชีวิตนี้ฉันยังต้องการอะไรกว่านี้อีก เราใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมาสามสิบกว่าปีแล้ว ถึงความมั่นคงไม่มีจริงในโลก แต่เขาทำให้ฉันมั่นคงขึ้น ยืนได้ด้วยพลังใจจากเขา ไม่เคยกลัวหรือหวาดหวั่นสิ่งใด มันคือความอบอุ่นและมั่นคงในใจอย่างบอกไม่ถูก


หลังจากกิโลที่ 25 แล้ว คือการเดินมาราธอน ฉันหูอื้อ ตาลาย แน่นหน้าอก ที่ทำได้คือหายใจยาว ๆ และพยายามเดินตลอดโดยไม่หยุดเลย ไม่มีข้อแม้ ไม่งอแงไร้สาระ ไม่อยากให้เขาลำบากใจเพราะเขาพาผ่านจุดที่ฉันคิดไม่ถึงมาแล้ว จากนี้คือมุ่งสู่ปลายทางของเรา


สามีฉันชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดถึงลูก อยากให้ลูกมาเห็นทางแบบนี้ในเวลาปกติ ทางสวยมาก ต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่นมาก เราคุยเรื่องลูกจะได้เรียนอะไรนะ อนาคตมีเสน่ห์ตรงนี้ หากเรารู้อนาคตแล้ว ชีวิตคงไม่เหลืออะไรให้น่าพิศวง

เราเห็นผีเสื้อป่าหลังฝนตก ตัวใหญ่ ปีกสวยอัศจรรย์ ตัวสีดำใหญ่มากกำลังจีบกัน มีสีดำอีกหลายตัวที่มีปีกสีน้ำเงินเข้มกลางตัว บินว่อนผ่านหน้าเรา บ้างบินล้อมตัวเรา คนที่วิ่งเร็ว ๆ น่ะไม่ได้เห็นความงามของผีเสื้อเหล่านี้ในเวลานี้หรอก เขาจะอิจฉาฉันมั้ยนะที่ได้เห็นผีเสื้อเต็มป่าเลย แต่ป่านนี้ พวกเขาได้กลับไปอาบน้ำนอนกันแล้วล่ะ เหลือแต่เราที่ยังมีเวลาได้ชื่นชมทางเทรล เสียดายแต่ว่า ไม่สามารถหยุดเก็บภาพหรือนอนลงกับพื้นตอนผีเสื้อกินดินโป่ง เพราะหากล้มตัวลงไปถ่ายผีเสื้อ อาจลุกไม่ขึ้นและคงโดนรถเก็บตรงนี้แน่ ๆ



เราเดินอย่างทำเวลา ต้องฮึดเป็นระยะ จ็อกกิ้งผ่านทางถนนร้อน ๆ นั่น ช่วงนี้สมาธิสูงมากเพราะข้อพลิกไม่ได้ ฝนหยุดแล้ว ต้องมาเดินตากแดดต่อ จะควักเอาปลอกแขนมาใส่ก็ไม่มีปัญญาจะทำ แสบไหล่มากเพราะเสื้อแขนกุดตัวนี้ แขนเว้ามาก ช่างมันเถอะ ขาก็เป็นป๊อกกี้ไปแล้ว ดีที่ไม่โดนใบหญ้าบาด ดีที่ไม่คัน ใส่ขาสั้นมันสะดวกเวลาวิ่งมาก



เราเจอน้องผู้ชายที่เคยมาเทรลนี้ครั้งที่แล้ว เขาบอกเราว่า ครั้งที่แล้วเขา DNF ครั้งนี้ตั้งใจมาแก้คืนให้ได้ ไม่คิดว่าเราจะตามเขาทัน เขายังยิ้มได้อยู่


เจอกลุ่มนักวิ่งมากันสามคน หนึ่งหญิง สองชาย ผู้หญิงวิ่งเก่ง เราจะเกาะกลุ่มนี้ไป จนกระทั่งผู้ชายตัวสูงบอกให้เพื่อนล่วงหน้าไปก่อนพราะตะคริวขึ้นทั้งสองขา เขาใช้ไม้ช่วยเดินแล้ว


เรายังเร่งเวลาให้ทันคัทออฟอยู่ น้องชุดดำตามหลังเรามาไม่ไกลนัก ตอนนี้ กรวดเต็มรองเท้าเลย ฉันบอกสามีว่า ถ้าถึงสะพานแล้ว ขอถอดรองเท้าเอากรวดออกก่อนเพราะมันบาดอุ้งเท้า เจ็บจนรู้ว่าความเจ็บนั้นวิ่งผ่านเส้นประสาทตรงไหนถึงตรงไหน


นี่คือความไม่พร้อมในการวิ่งเทรล ฉันไม่ได้ซื้อผ้าหุ้มรองเท้ากันกรวดเข้า คิดว่ากลับไปจะหาซื้อไว้ เผื่อสนามหน้าจะได้ไม่มีปัญหาตรงนี้ บางทีมีคนเขียนเรื่องเหล่านี้ให้เราเรียนลัดแล้ว แต่เราต้องโง่เองก่อนถึงจะจดจำเป็นประสบการณ์ส่วนตัว


เราถึงสะพานแล้ว เจอนักวิ่งกลุ่มข้างหน้า เป็นเด็กหนุ่มสามคน ยังสนุกกับการถ่ายรูป แต่หลังจากนั้น เขาวิ่งไปจนไม่เห็นหลังเลยทั้งหมด


ฉันถอดรองเท้าออก กำลังจะพลิกข้อเท้าเพื่อถอดถุงเท้า ตะคริวขึ้นข้อเท้าทันที สามีฉันรีบมางัดเท้าขึ้น ทำให้ถอดถุงเท้าไม่ได้ เหลือกรวดเล็ก ๆ ในถุงเท้าที่ต้องปล่อยให้มันรบกวนต่อไป ฉันพยายามผูกรองเท้าและขยับตัวให้ช้าลงกว่านี้


กิโลที่ 38 แล้วตอนนี้ น้องชุดดำขากะเผลกมาทันเราแล้ว เธอถามว่า ต้องการอะไรมั้ย เราได้แต่ยิ้มขอบคุณ บอกว่าล่วงหน้าไปเลย เดี๋ยวพี่ตามไป

เพื่อนนักวิ่งที่เป็นตะคริวเมื่อกี๊แซงเราไปอีกแล้ว

น้องที่ DNF ครั้งที่แล้วก็นำเราไปแล้ว ฉันผูกรองเท้าแล้ว ก็รีบจ้ำเหมือนกัน



ไปสักกิโล เจอนักวิ่งชาย นอนอยู่ข้างทาง ท่าทางเจ็บปวดพอควร คงตะคริวขึ้น แต่เขามากับเพื่อนหญิง เราหยุดถามว่า ต้องการอะไรหรือเปล่า เขาบอกว่า ยังไปไม่ได้ ไปก่อนเลยครับ ...



ไปอีกห้าร้อยเมตร เจอน้อง DNF รอบที่แล้วนั่งข้างทาง ถอดรองเท้าอยู่ เรายิ้มให้กัน เขาบอกว่า พี่ไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวตามไป


เข้ากิโลที่ 39 เหมือนไม่เหลือใครแล้ว นอกจากเรา น้องขากะเผลกและพี่ที่เป็นตะคริว !!


ตอนนี้ฝนเทลงมาเหมือนฟ้ารั่ว สามีฉันไม่ใส่เสื้อกันฝนแล้ว ฝนตกจนถนนแดง น้ำไหลหลากมาก ไม่มีการหลบเส้นทาง ผ่านน้ำตรงไหนก็ย่ำตรงนั้น ขออย่างเดียวอย่าเป็นหลุมบ่อจนเท้าพลิกก็พอ ไม่กลัวเปียก ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น หันไปข้างหลัง น้องยังลากขาตามมา

สามีฉันยังจูงมือฉันเดินต่อ ฝนหนาวก็ไม่เท่ามืออุ่น ๆ ของเขา ฉันรู้สึกเลยว่า เพื่อนนักวิ่งที่มาคนเดียวนั้น ขอมีเพื่อนสักคนเดินมาด้วยกัน จุดหมายเดียวกัน ยังไงก็ถึง แต่ทางแบบนี้หากเดินคนเดียวมันยากมาก ฉันทึ่งน้องชุดดำคนนี้แหละ สวยและแกร่งมาก ชื่นชมเธอมาตลอดทาง



สักพัก เห็นรถ ATV ผ่านหน้าเราไป เก็บนักวิ่งไปหลายคนแล้ว เห็นน้องที่บอกว่าเคย DNF ที่สนามนี้ครั้งที่แล้วนั่งอยู่บนรถ ATV นั่นอีกครั้ง เห็นผู้หญิงร่างใหญ่ ๆ ตอนที่เรากลับลงมาจากเช็คพ้อยต์ เห็นผู้ชายอีกสองคนอยู่บนนั้น และอีกหลาย ๆ คนที่สวนทางตอนเราลงมาจากจุดเช็คพ้อยต์ เขาหายไปไหนกันหมด
ฉันนึกถึงนักวิ่งคู่หนึ่งที่คุณผู้ชายนอนอยู่ น่าจะตะคริว ภาวนาให้เขาตามเรามาจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน


กิโลเมตรที่ 40 เห็นรถพยาบาลอยู่ข้างทาง เปิดไฟหน้าและที่ปัดน้ำฝน ฉันโบกมือไปทักทาย ฉันเริ่มชินกับการเป็นนักวิ่งแนวหลังแล้วสินะ


สามีฉันเดินสงบมาก เขาจูงมือฉันและมั่นคงมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาบอกว่าไปด้วยกันและไม่ชักสีหน้าใส่เหมือนตอนที่ฉันวิ่งมาราธอนแรก ตอนนั้นฉันพร้อมทั้งร่างกายและใจ เราเกิดขลุกขลักระหว่างทางเรื่องกางเกงรัดกล้ามที่รัดพุงจนฉันหายใจไม่ออก บางทีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ระหว่างทางชีวิต มีหงุดหงิดใส่กันเพราะทางไกลและเหนื่อยพอ ๆ กันแต่ฉันเข้าใจมากว่า เขาอยากกระตุ้นให้ฉันไปต่อและรำคาญที่ฉันง๊องแง๊ง มันเหนื่อยมาก เหนื่อยเหลือเกิน

แต่งานนี้ ฉันเป็นคนป่วยที่เพิ่งฟื้นไข้และยืนได้ เป้าหมายของเราเปลี่ยนไปด้วย มาเส้นทางโหด เราก็ไม่ต้องไปทุกข์ร้อนอะไรกับมัน มาราธอนคือความสวยงามอย่างหนึ่งของชีวิต เป็นเส้นทางที่เราประเมินได้แต่ต้นแล้วว่าเราต้องเจอ มันท้าทาย เราควรสนุกไปกับมัน ถ้าไม่มีโคลนก็คงธรรมดา ถ้าไม่มีแดดเผาจนเกรียม เนื้อตัวคงไม่แห้ง เมื่อเจอฝน ก็เดินฝ่าฝนไปให้นึกถึงเพลง เรามีเรา มันใช่มาก ๆ ฉันบอกสามีเลยว่า เพลงนี้ฟังตอนนี้มันใช่เลย เขาก็หัวเราะไปด้วย ฝ่าฝนยามนี้ก็สนุกดี โชคดีที่ไม่ช็อคเพราะอากาศเย็นมาก ฉันเจ็บหัวใจไปทั่วแผ่นอกด้านหน้าและหลังแล้ว ร่างกายต้องการออกซิเจนมาก หูอื้อ ตาลายแต่ก็ยังมีความสุขเพราะจะถึงเส้นชัยแล้ว


การเตรียมใจว่าจะต้องเจออะไร มันก็ดีไปอย่าง ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าไปด้วยดี ไม่เอื่อยเฉื่อยจนเกินไป เดินจมโคลนก็จริงแต่ก็ฝันถึงดวงดาวสว่างไสว ฝนตกตกไป เดี๋ยวมันก็ต้องหยุด ทำอะไรยังคงความมุ่งมั่นและทำให้สุดความสามารถเหมือนเดิม จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

มาราธอนนี้ฉันประทับใจมากกว่าครั้งแรกบนทางถนนเสียอีก ไม่มีดราม่าเหมือนกัน ฉันไม่ชอบดราม่า ถ้าฉันลงวิ่งคือต้องซ้อมก่อน งานนี้มีเรื่องคาดไม่ถึงคือการป่วยแบบไม่รู้จักหายก่อนลงวิ่งจริงที่คอยทดสอบใจอยู่ตลอดเวลา รบกวนใจเพราะตัดใจไม่ลง เรียนรู้เรื่องการไม่ปล่อยวางว่ามันทุกข์ยังไง คิดว่าที่ผ่านมาราธอนมาได้เพราะร่างกายรับรู้มาตลอดก่อนหน้านั้นว่าต้องเจอสนามโหด เราซ้อมสม่ำเสมอด้วย สิ่งเหล่านี้ช่วยไม่ให้บาดเจ็บ เราจบแบบไม่เจ็บทั้งคู่ ได้ชื่นชมความสวยงาม หลายต่อหลายคนได้เห็นสองเฒ่าเดินจูงมือกันเกือบตลอดเส้นทางหลังกิโลที่ 25 สนุกไปกับความหฤโหดของโคตรโคลน สะใจจริง ๆ ไม่ได้วิ่งก็คงเสียดาย

จบการแข่งขัน ฉันขอกอดน้องชุดดำที่เดินขากะเผลกเข้าเส้นตามหลังเรามา ชื่นชมน้องมาก ๆ ประทับใจและดีใจที่ได้เจอน้องในงานนี้ เราได้แสดงความยินดีกับน้องและล่ำลากันตรงนั้น น้องยกมือไหว้ น่ารักมาก หวังว่าจะได้เจอกันสนามหน้า นับถือเรื่องใจแกร่งของเธอ เก่งมากจริง ๆ ขอให้น้องหายไว ๆ นะคะ



ปอลอ --- ข้อความฝากถึงเพื่อนนักวิ่งทุกคน

'ใครที่เห็นป้าลุงเดินจูงมือกันตลอด 25 กิโลหลังก็อย่าได้หมั่นไส้หรือรำคาญตาเลย ป้าป่วยจริง ๆ อายุปูนนี้ไม่ต้องสวีทออกอากาศก็ได้ เรายังรักกันตามปกติ

แม้งานนี้จบไปแล้วแต่ด้วยความที่ป้าเป็นคนตื้นตันใจกับการแสดงออกจริงจังของลุง งานนี้ป้ารักลุงมากขึ้นกว่าเดิม อบอุ่นใจมากกว่าเดิม มีความมั่นคงในหัวใจมากขึ้นกว่าวันแรกที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน วันนั้นยังไม่รู้ทางยิ่งกว่านี้ ไม่ว่าลุงจะพาไปทางไหน ป้าก็ไม่เคยหวาดหวั่นที่จะไปกับลุงเลย'





ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนที่ได้เจอในวันนี้นะคะ ประทับใจมากค่ะ




ออกจากงาน หาอะไรกินก่อนตรงดิ่งกลับบ้าน
ใส่เสื้อฟินิชเชอร์ไปบ้านด้วย เห่อซะ :)

พอถึงบ้านก็ถามแม่ว่า เสื้อสวยมั้ยแม่
สวย ซื้อที่ไหนมาหนิ
ไปวิ่งมา
วิ่งที่ไหน
เขาใหญ่
วิ่งกี่กิโล
42
ห๊า ...สี่สิบสองกิโล วิ่งมาแล้วหนิ
ใช่แม่ ไปวิ่งเอาเสื้อตัวนี้กะเหรียญนี่แหละแม่ เหรียญสวยมั้ยแม่
สวย สวย ... แล้วทำไมถึงได้วิ่ง
สมัครไง ใครสมัครก็ได้
เสียเงินมั้ย
1,200
ห๊า วิ่งยังเสียเงินอีกเหรอ
ช่ายยยย เสียเงินเพื่อจะเอาเหรียญกับเสื้อนี่แหละแม่ ภูมิใจ๊ ภูมิใจ 555



กลับบ้านดอยครั้งนี้ จะตั้งใจซ้อมให้มากขึ้นค่ะ




ขอบคุณค่ะ
บันทึกเทรลนี้ไม่มีดราม่า
Khaoyai Trail Marathon 2016
2 ตุลาคม 2559





























Create Date : 05 ตุลาคม 2559
Last Update : 5 ตุลาคม 2559 13:24:21 น.
Counter : 188 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- จ ง วิ่ ง เ พื่ อ ก า ร พั ฒ น า ---












การวิ่ง จงวิ่งเพื่อการพัฒนา
ไม่ใช่วิ่งเพื่อให้น่าประทับใจในสนามซ้อมกับผู้พบเห็น
ไม่ใช่วิ่งเพื่อให้บาดเจ็บ
การฝึกทุกครั้งต้องเป็นไปเพื่อจำลองงานหนัก
ที่คล้าย ๆ กับในวันจริงแบบทยอย ๆ เข้มข้น
ให้ร่างกายรับได้ ไม่ฮวบฮาบ
ครั้งแล้วครั้งเล่า
เพื่อให้ทำได้อีกครั้งในวันจริง
ไม่ใช่กระหน่ำโบยตีร่างกาย

การวิ่งด้วยทัศนคติที่ใจจดจ่ออยู่กับสมรภูมิภายใน
ไม่ใช่ภายนอกนั้น
ช่วยให้การวิ่งดีขึ้นทั้งทางด้านสนุกสนานและการแข่งขัน

กฤตย์ ทองคง
::
::


เช้านี้ตื่นตี 3 เพื่อซ้อมวิ่งยาว 2 ชั่วโมง
งานวิ่งที่จะถึงเร็ว ๆ นี้ คู่วิ่งบอกว่า วิ่งด้วยกัน
(ปกติ วิ่งมินิฯหรือฮาล์ฟ เราต่างคนต่างวิ่ง เพราะเราวิ่งคนละเพซ)
ฉันดีใจนะ เพราะมีเพซเซอร์ ลากฉันไปด้วย

แต่มันก็มีความกดดันนิด ๆ เพราะเราจะอ้อยสร้อยหรือขี้เกียจ ๆ ไม่ได้
ต้องเกาะติดเขาตลอด ไม่ให้หล่นร่วงไปไกล
บ่น ๆ เบื่อ ๆ ก็ต้องลากฉันไปให้ถึงเส้นชัย

งานวิ่งเทรล เป็นอะไรที่เดาไม่ได้ ไม่รู้เส้นทาง
ไม่รู้สภาพพื้นราบหรือชันอย่างไร อากาศจะร้อนหรือสลับฝน
เราต้องพร้อมจึงต้องซ้อมเพราะหลังกิโลที่ 30 ขึ้นไปต้องใช้ใจ

คำว่าใช้ใจ 90% ร่างกาย 10% ในการวิ่งมาราธอนนั้น จริงค่ะ..
แต่หมายถึงผ่านการฝึกซ้อมมาปานกลางถึงหนักอย่างสมดุล
โดยไม่ใช่ฝึกหนักแบบสมบูรณ์แบบและไม่ใช่การวิ่งดิบแน่นอน
(วิ่งดิบคือ ไม่ซ้อมอะไรเลย)

หากไม่ซ้อมให้ร่างกายรับรู้ว่าจะเจอสภาพที่จะหนักหนาสาหัส
ย่อมมีผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจ ที่สำคัญอาจบาดเจ็บได้
เราจึงต้องซ้อมสม่ำเสมอ
วันนี้วิ่งยาวแต่วิ่งเบา ๆ 15 กิโล




สุข
สดชื่น
กลับมาจิบกาแฟ
เดี๋ยวค่อยไปทำงาน
สุขสันต์วันอาทิตย์
ขอให้มีความสุขทุกท่านค่ะ
ภูพเยีย
4 กันยายน 2559
::
::
::
สรุปหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา
อาทิตย์ที่แล้ว(28 aug ) ตื่นตี 4 เพื่อซ้อมวิ่งแบบ LSD
(Long Slow Distance) (เรียกสั้น ๆ ว่าวิ่งยาว สร้างความอึดทนต่อระยะทางที่แสนไกล )3 ชั่วโมง ได้ 20 กิโล
.
จันทร์ (29 aug)-- วิ่งคลายกรดแลคติก 8 กิโล เพซ 8
อังคาร (30 aug)-- วิ่ง 10 กิโล เพซ 8
พุธ(31aug) -- พัก ดู i can see your voice แต่ดูไม่จบ จนป่านนี้ก็ไม่ทราบว่าพี่เท่งได้นักร้องเสียงเพราะหรือเสียงเพี้ยน
พฤหัส (1 sep)-- วิ่ง ๆ เดิน ๆ บนลู่วิ่ง 1 ชั่วโมง ได้ 7 กิโล
ศุกร์(2 sep)-- วิ่ง ๆ เดิน ๆ บนลู่วิ่ง 1 ชั่วโมง 8 กิโล
เสาร์(3 sep)-- พัก นอนตั้งแต่สองทุ่มเพราะต้องตื่นตี3 เพื่อซ้อมวิ่งเช้าวันอาทิตย์
อาทิตย์(4 sep)-- คือเช้านี้
ตื่นตี 3 มานั่งกินข้าว ดื่มน้ำหนึ่งแก้ว เตรียมวอร์มก่อนวิ่ง
มีฝนปรอย ๆ แต่ไม่ใช่อุปสรรค พอวิ่งได้ ไม่น่าจะป่วย
ตั้งใจจะซ้อม LSD 2 ชั่วโมง จบที่ 15 กิโล
ดูฮาร์ทเรต ไม่สูง ปกติดี








Create Date : 04 กันยายน 2559
Last Update : 6 กันยายน 2559 11:03:58 น.
Counter : 73 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

BlogGang Popular Award#12



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]