All Blog
--- วิ่ ง เ ก็ บ ร ะ ย ะ เ ดื อ น พ ฤ ษ ภ า ค ม 2 5 6 0 ---
























เดินเพซ 11 -- 3 กิโล
จ๊อกกิ้ง 3 กิโล
ทักทายเฉาก๊วย เป็นมิตรกันแล้ว ไม่น่าเชื่อ
อากาศร้อนมากแม้ฝนเพิ่งตกไปเมื่อวาน
แต่จุกเพราะอิ่มจัด วิ่งไม่ค่อยไหว เอวัง

ขอแนะนำเพื่อนใหม่รอบสระ
ผมชื่อเฉาก๊วยครับ
1 พฤษภาคม 2560















ฉลองให้กับการอ่านหนังสือแปลที่ถูกใจผู้อ่านอย่างฉันมากที่สุดในรอบต้นปีนี้

อูเว ชายวัย 59 ผู้รักความยุติธรรม ซื่อตรง ทำงานหนักและศรัทธาในโลกที่ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด เขารักพ่อของเขามาก รักศักดิ์ศรี รักเมีย รักความเป๊ะ เขาตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่แปดขวบว่า ชีวิตนี้จะไม่ขับรถอะไรทั้งนั้นนอกจากซาบ (ยิ่งรู้ที่มาของปณิธานนี้ ยิ่งซาบซึ้ง)

เขามีคำถามมากมายกับวิถีชีวิตกับโลกยุคใหม่ ที่เราฟังแล้วสะดุ้ง

อูเวทำให้ฉันยิ้มได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ สะเทือนใจจนบอกไม่ถูก ใครต่อใครด่า ดูแคลน เหยียดหยามเขา ทำร้ายเขา แต่อูเวไม่ทำร้ายใคร หลายอย่างในตัวเขาที่เราต้องเคารพ คนทั้่วไปเรียกเขาว่า มองคนในแง่ร้าย เป็นพวกต่อต้านสังคม ว่าเขาไม่มีทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เปล่าหรอก คนรุ่นเขาไม่ได้ถูกเตรียมความพร้อมกับโลกปัจจุบัน โลกที่ทุกคนโม้กันสนั่นว่าได้ทำนั่นทำนี่ แม้ว่าสิ่งที่พูดถึงจะไม่มีค่าพอที่จะลงมือทำอักต่อไปแล้ว และวิถีชีวิตใหม่ที่สามารถใช้เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ สิ่งต่าง ๆ จะเหลือคุณค่าอะไรอีก มนุษย์จะเหลือคุณค่าอะไรอีก และจู่ ๆ เขาก็กลายเป็นคนรุ่นเก่าไป ฯลฯ จนเกิดความรู้สึกเข้าอกเข้าใจมนุษย์ลุงขี้หงุดหงิดคนนี้อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

เขาเสียดสีโลกอย่างชาญฉลาดด้วยภาษาเรียบง่ายและเปี่ยมเสน่ห์

การทำความเข้าใจผู้ชายอย่างอูเวนั้น ต้องเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า เขาเป็นคนที่อยู่ผิดยุค เป็นคนที่ต้องการอะไรไม่กี่อย่างในชีวิต

ขอยกให้เป็นหนังสือแปลในดวงใจอีกเล่มที่จะอยู่ในใจฉันอีกนาน

A Man called OVE
ขอบคุณค่ะ

::

วันนี้วิ่งได้แค่นี้ ร้อนตับแล่บ
ลากขาไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวป่วย

เก็บระยะไป 8 กิโล
2 พฤษภาคม 2560





















ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะชื่อผู้แปลท่านนี้ค่ะ คุณนันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ เล่มก่อนหน้านี้คือเรื่อง อ ย่ า ไ ป ไ ห น หรือ Don't Move เป็นเรื่องเกี่ยวกับศัลยแพทย์ฝีมือดีที่กำลังเผชิญวิกฤตชีวิตอีกครั้งเมื่อลูกสาวประสบอุบัติเหตุรุนแรง ช่วงนี้ที่เขาคิดถึงความหลังเก่า ๆ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยมีชู้รักที่รักมากเสียจนเกือบจะตัดสินใจทิ้งภรรยาและลูกสาวไป

นอกจากอ่านหนังสือแล้ว ฉันยังมีโอกาสไปไล่ดูหนังในยูทูปอีกด้วย ....เพเนโลปี้ ครูซ เล่นเป็นอิตาเลีย นักแสดงหญิงชาวสเปนคนนี้ธรรมดาเสียที่ไหน เธอถอดออกมาจากหนังสือเลย เห็นท่าเดินแล้วใช่..ฉันชอบศัลยแพทย์คนนี้มั้ยนะถ้าเป็นเธอ แล้วฉันจะเชื่อเขาดีหรือเปล่านะตอนที่เขาบอกรัก ฉันจะเชื่อมั้ยตอนที่จะจากกันแล้วเขาบอกว่า ชีวิตนี้เขาขาดฉันไม่ได้ ใช่..เขารักเธอ แม่หญ้าแพรก เจ้าของรองเท้าคัทชูสีไวน์คู่นั้น.. แม้ว่าเขาจะมีภรรยาและลูกแล้วก็ตาม

แต่ทุกอย่างก็เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตทั้งคู่เท่านั้น

ฉันชอบการบรรยายในหนังสือ ส่วนของหนังก็ดีมาก เพลงเพราะ และ...เศร้า

แต่เล่มนี้ แ ว่ น ต า ก ร อ บ ท อ ง เป็นเรื่องราวของนายแพทย์อีกเช่นกัน เขาคือ อาตอส ฟาดิกาติ ผู้มาจากเวนิส มาตั้งคลินิกที่แฟร์รารา ความโดดเด่นเฉพาะของหมอนั่นคือ แว่นตากรอบทองคู่นั้นซึ่งแวววาวน่ามองภายใต้สรีระที่อ้วนตุ๊ต๊ะแต่ดูไม่น่ารำคาญ

คลินิกของหมอโอ่อ่า สะอาด ตัวเขาก็สุภาพและมีมารยาทและการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่หวังประโยชน์และมีจิตเมตตาต่อผู้อื่นพอควรต่อผู้ป่วยที่ยากจน

หมอฟาดิกาติมีชีวิตลับเหมือน เฟดริก มาริช ในเรื่อง Dr. Jekyll and Mr. Hyde แต่ใครล่ะ ที่ไม่มีความลับ

หมอจะดำดิ่งเวลาพูดถึงดนตรี อุปรากรในทริสทาน ดื่มด่ำในค่ำคืน ยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้มกับสิ่งเหล่านี้

ความประพฤติอันไร้ที่ติช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกยอมรับความต่างนั้น

ทุกคนสงสัยว่าหมอวัย 40 เพียบพร้อมทุกอย่างแต่ทำไมไม่ยอมมีครอบครัว มีเหตุผลอะไรที่ไม่แต่งงาน

เรื่องก็เริ่มตรงนี้ เพราะเรื่องนี้จะเล่าโดยชายหนุ่มอีกคน ต่างวัยกับหมอ เขาอายุแค่ 20 เป็นชาวอิตาเลียน เชื้อสายยิว และคุณหมอฟาดิกาติที่ทุกคนที่บอกว่ายอมรับเขาแต่ก็อย่างว่าแหละ เป็นสังคมผู้ดีที่ปากว่าตาขยิบ เมื่อความลับของหมอไม่เป็นความลับอีกต่อไปเพราะรู้ว่าหมอมีรสนิยมรักร่วมเพศ

'... เพื่อนเอ๋ย ถ้าเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นแล้วทำให้คุณเป็นมนุษย์มากขึ้น คุณจะปฏิเสธมันทำไม ต่อต้านมันทำไม...'

ท่ามกลางกระแสการต่อต้านยิวในอิตาลีซึ่งมุสโสลินีรับมาจากฮิตเลอร์ก่อนโศกนาฏกรรมอันป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทั้งคู่ต้องเผชิญความโดดเดี่ยวอันเป็นบทลงทัณฑ์ของความต่าง พวกเขาจะตัดสินชะตากรรมไปในทางทิศใด จะตอบโต้หรือยอมเป็นเหยื่ออันน่าสังเวช

เศร้านะ แต่ก็ละเลียดอ่านจนจบ

::

วันนี้วิ่งสั้น ๆ แต่พยายามจะวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
เพซ 6.2 ได้ 3 กิโลพอดี

3 พฤษภาคม 2560


















































วันนี้เจอน้องบี หมาของหมอพลอย
มาวิ่งเล่นเป็นเพื่อนยามเช้า

เก็บระยะได้ 16 กิโล 2 ชั่วโมง
6 พฤษภาคม 2560

::
หมายเหตุ

เช้านี้ไม่ทันได้ดู Breaking 2 ไนกี้
มาราธอน 2 ชั่วโมง
เอลิอุด คิปโซเก้ คือ ตัวแทนของมนุษย์ทั้งโลก
ตัวแทนของทุกคนที่รู้จักความพยายาม
( ซ้อม 3 ปีหลายพันกิโลเพื่อจะวิ่ง 2 ชั่วโมงให้ดีที่สุด)
พอผ่านการซ้อมทุ่มเทมาแล้ว เขาวิ่งนิ่งสุดใน 3 คนเลย
แต่เราก็ชอบทีมเพซเซอร์มากเลยนะ
ถึงวันนี้จะยังทำไม่สำเร็จ
แต่นี่คือความมหัศจรรย์ของมนุษย์



















e n o u g h
07052017















วิ่งพอแระ
วันนี้เหนื่อยโฮกกกกกกกกกก
8 พฤษภาคม 2560

เดี๋ยวเจอกันนะฮะลุงทอม 😘


::





ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าจะเริ่มบันทึกถึงหนังสือเล่มนี้ตรงไหนก่อนหรือจะเป็นประโยคไหนดี ยิ่งอ่านก็ยิ่งอัดอั้นตันใจ น้ำตาคลอเบ้าจนเอ่อล้นไปทุกบททุกตอน แต่ก็วางหนังสือลงไม่ได้ ลุ้นชะตากรรมของตัวละครที่มีเลือดเนื้อและชีวิตเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ภาวนาอย่าให้เขาทำร้ายจริงอยากปากว่าแต่คำภาวนากลืนหายไปกับพายุความโหดเหี้ยม มีทางไหนที่ทาสผืวดำจะพบอิสระ เสรีภาพและความสุขเหมือนคนอื่นเสียที


'...พวกนิโกรไม่มีความรู้สึกเหมือนพวกผิวขาวในเรื่องที่ต้องพลัดพรากจากผัวเมียหรือลูกหรอกครับเพราะการพลัดพรากจากกันเป็นของธรรมดาเสียแล้วสำหรับฅนพวกนี้...'


อ่านแค่ประโยคนี้ก็จุกอก เราจะพบกับเหตุการณ์พลัดพรากครั้งแล้วครั้งเล่ากับทาสผิวดำ เศร้าจนร้องไห้ไม่ออก ความทุกข์โศกเหมือนตอกติดตัวทาสนิโกรไปทุกหนทุกแห่งจนกว่าจะไปพบกับพระเจ้า ด้วยความเชื่อในพระคัมภีร์และเชื่อในความรักที่มีต่อพระองค์

เปิดฉากแรก มิสเตอร์เชลบีจำต้องขายลุงทอมและแฮรี(ลูกชายของทาสสาวผิวดำ)ให้มิสเตอร์ฮาเลย์ด้วยปัญหาทางการเงินเสียแล้ว

ครอบครัวเชลบีเป็นครอบครัวที่ดีครอบครัวหนึ่งที่เคนทักกี้ มีเมตตากรุณาและเอาใจใส่ต่อพวกทาสของตนอย่างดี พวกทาสของเขาได้รับความสะดวกสบายใจทุกอย่าง เพราะเหตุนี้เอง มิสเตอร์เชลบีจึงได้จับจ่ายใช้สอยอย่างมากมายเกินตัว จนกระทั่งเป็นหนี้สินแทบสิ้นเนื้อประดาตัว มิสเตอร์เชลบีเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการขายทาสที่ดีที่สุด ซื่อสัตย์ที่สุดให้แก่พ่อค้าทาส ซึ่งนั่นคือลุงทอม ผู้มีรูปร่างใหญ่โต ไหล่กว้าง ล่ำสันแข็งแรง ซื่อสัตย์ สง่าผ่าเผยและอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุดก่อนที่มิสซิสเชลบีจะทราบภายหลัง เธอไม่เห็นด้วยและเศร้าเสียใจเพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณดวงหนึ่งมีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติ้ทั้งโลก แต่ยามคับขัน ก็ต้องยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาคนส่วนใหญ่ไว้และสัญญาว่าจะรีบหาเงินไปไถ่ลุงทอมคืนให้ได้ คุณยอร์ช ลูกชายของครอบครัวเชลบีรักลุงทอมมาก เขาโกรธพ่อแม่ที่ขายลุงทอมไป

ลุงทอมต้องพลัดพรากจากภรรยาและลูก ๆ แต่เมื่อนายตัดสินใจแบบนี้แล้ว ก็จำต้องไปเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณนาย แม้ไม่รู้หนทางข้างหน้าว่าจะได้ไปอยู่กับนายเช่นไร ใครต่อใครเล่าขานว่าการถูกขายไปทางใต้เพื่อไปทำไร่ฝ้ายนั้น ลำบากมากและไม่มีใครได้กลับมาอีกเลย กฎหมายใหม่ก้ห้ามไม่ให้เราให้อาหารและน้ำท่าแก่ทาสนิโกรที่เดินผ่านบ้านเขา ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า กฎหมายเหล่านี้จะออกโดยชาวคริสเตียน

ส่วนเอลิเซียนั้น พอทราบว่านายขายลูกชายของเธอให้แก่พ่อค้าทาสไปพร้อมกับลุงทอม เธอจึงพาลูกชายหนีคืนนั้น แม้จะต้องไปตายเอาดาบหน้าก็ตาม แต่โลกไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด มุมสวยงามดี ๆ ยังมีให้เห็นประปรายตลอดทั้งเรื่อง อย่างเช่น จอน เขาซื้อที่ดินที่รัฐโอไฮโอไว้และมีทาสนิโกรมากมายสำหรับทาสจะได้มีที่ทำมาหากิน

สามีของเอลิเซียเองก็เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี เอางานเอาการ อ่านหนังสือได้ ทำงานดีและซื่อสัตย์ บุคลิกภาพโดดเด่นกว่านายจ้างจนขัดหูขัดตา ถูกกดไปทำงานหนักและถูกทารุณกรรม เขาแอบมาบอกลาเอลิเซียครั้งสุดท้ายก่อนหนีไป ความฝันของเขาคือจะไปแคนาดาและจะกลับมารับเธอไปด้วย




เกิดคำถามขึ้นในใจตลอดเวลาว่า
พ่อค้าทาสทำไมถึงใจคอโหดร้ายเหลือเกิน
แล้วใครเล่าทำให้เกิดพ่อค้าทาสเหล่านี้
ใครเล่าควรจะถูกติถูกโทษมากที่สุด
พวกที่บอกว่าตัวเองเป็นผู้ดีหรือพ่อค้าทาสเอง
เพราะตัวพ่อค้าทาสคิดว่านี่คืออาชีพที่สุจริต อาชีพที่เลี้ยงชีพ


แต่จะพูดอะไรออกไปก็เท่านั้น พ่อค้าทาสเลือดเย็น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ผัวเมียถูกพรากจากกันด้วยจิตใจแตกสลาย ผู้มีกำลังกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอ สิ่งเหล่านี้เป็นของธรรมดาที่ผู้คนพบเห็นเป็นสามัญ


ใจระโหยไปกับลุงทอมในช่วงที่ฮาเลย์ซื้อตัวไปและเดินทางโดยเรือ ลุงทอมคิดถึงลูกเมียแต่เขียนหนังสือไม่เป็นและไม่รู้จะติดต่ออย่างไร เขาเป็นตัวแทนของทาสอีกหลาย ๆ คนที่เมื่อถูกซื้อแล้ว ชีวิตก็ล่องลอยไป ไม่รู้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน ทุกนายจ้างก็พูดเหมือนกันว่า
จะไปไถ่ตัวกลับ แต่ก็เป็นคำปลอบประโลมใจที่ดีที่สุดในยามนั้น และแทบจะไม่มีใครทำตามที่พูดได้เลย


เราพอจะได้หายใจหายคอได้ก็ช่วงที่ลุงทอมเจออีวา (อีแวนเจอรีน เซนต์แคล) สาวน้อยรูปร่างบางระหง แบบบาง กิริยาท่าทางเป็นผู้ดีมีตระกูล ดวงตาสีฟ้าคล้ายเทพธิดาในความฝัน จิตใจดีราวกับนางฟ้าจากสวรรค์ที่ทำให้คนรอบข้างมีความสุข เธอรักทาสในบ้านของเธอทุกคน และเธอขอให้พ่อซื้อลุงทอมต่อจากฮาเลย์

นับเป็นช่วงเวลาที่ดีอีกครั้งหนึ่งที่ลุงทอมได้มีชีวิตในปกครองของออกัสติน เซนต์แคล พ่อของอีวา เขาเลี้ยงทาสไว้มากมายและมีเมตตาต่อทาสที่นี่ เขาปกครองทาสปราศจากการเฆี่ยนตี เขาปรารถนาจะให้ทุกหนทุกแห่งเลิกทาส แต่ก็ไม่ได้ผลักดันมันอย่างเต็มแรงเสียที

ระหว่างที่ลุงทอมอยู่ที่บ้านของเซนต์แคลนั้น มิตรภาพระหว่างลุงทอมกับอีวาแน่นแฟ้นและมั่นคงมากขึ้นทุกวัน อีวาช่างงดงาม ละเอียดอ่อน เธอเป็นสิ่งประเสริฐจากสรวงสวรรค์ เธอเป็นที่รักของทุกคน เธอเป็นสาวน้อยที่คิดและมองอะไรลึกซึ้ง อยากสอนหนังสือให้ทาส เพราะอยากให้พวกเขาสามารถอ่านพระคัมภีร์เองได้ เธอเชื่อว่า พวกเขาก็ต้องการคัมภีร์ เธอพยายามบอกพ่อเธอเสมอว่า ทำไมพ่อไม่ชักชวนให้ใครต่อใครเลิกทาส นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระเจ้าใช้เด็กเล็ก ๆ เป็นผู้สอนผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ให้คิดและรู้สึก

ตัวเซนต์แคลเองเป็นคนที่มีธรรมชาติละเอียดอ่อนและสามารถเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาได้ดียิ่งกว่าพวกที่เป็นคริสเตียนแต่เพียงในนาม แต่เขาไม่เชื่อศาสนาอย่างจริงจัง เขาเพียงยึดอุดมคติที่ว่า การที่เราจะไม่ทำสิ่งหนึ่งเสียเลยดีกว่าทำสิ่งนั้นอย่างบกพร่อง


เซนต์แคลพยายามจัดเตรียมร่างเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อจะปลดปล่อยลุงทอมให้เป็นอิสระ ลุงทอมดีใจมากจนเซนต์แคลร์ใจหายว่า ทำไมลุงทอมจึงดีใจขนาดนี้ อยู่บ้านเขาไม่มีความสุขหรือไร ทำไมถึงอยากกลับบ้านนักหนา

'คุณเป็นนายที่แสนใจดี แต่ผมชอบมีเสื้อผ้าถูก ๆ มีบ้านที่ยากจนและทุกสิ่งทุกอย่างเลว ๆ แต่เป็นของ ๆ ผม เองมากยิ่งกว่าจะมีสิ่งที่ดีที่สุด แต่สิ่งนั้นเป็นของฅนอื่น ๆ ...'


เซนต์แคลร์มักจะซื้อทาสเด็กผิวดำมาเลี้ยงดูที่บ้าน ท็อบสีเป็นตัวอย่างหนึ่งของเด็กผิวดำที่มาเขย่าหัวใจโอฟีเลีย(ญาติหญิงของเซนต์แคล)ที่มาช่วยดูแลอีวาเพราะแม่ของอีวานั้นเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา จากที่เธอเกือบหมดใจในการสอนเด็กผิวดำคนนี้ในคราวแรก เธอได้เร่งขอเอกสารจากเซนต์แคลให้มอบเด็กคนนี้ให้เธอดูแลและทำเอกสารให้ลุงทอมได้เป็นอิสระ

แต่ทุกอย่างก็ไม่ทันการ ลุงทอมถูกเลหลังอีกครั้ง ถูกเก็บไปโรงเก็บสินค้าทาสเพื่อขายทอดตลาดทาส ต่อมน้ำตาแตกอีกครั้งเพราะเขาต้องเจอกับนายจ้างที่โหดร้ายที่สุด


มีคำกล่าวว่า วิธีลงโทษมนุษย์อย่างร้ายแรงที่สุดคือการแขวนคอ
แต่ชีวิตแห่งการเป็นทาสนี้สิยิ่งกว่าถูกแขวนคอหลายพันเท่า



แม้จะสะเทือนใจ น้ำตาตื้นอยู่เกือบตลอดเวลา แต่คำบรรยาย ความงาม ความหวังของลุงทอมที่มีต่อพระเจ้าทำให้จิตใจหนักแน่นขึ้นมา




นี่เป็นเพียงบทเรียนบทหนึ่งในประวัติการณ์ของมนุษยชาติที่น่าศึกษาและจดจำ ทำให้คนตื่นตัวในเรื่องมนุษยธรรม หลั่งน้ำตาด้วยเวทนาปรานีทาสผิวดำ เป็นหนังสือที่เชิญชวนให้มนุษย์มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและมีความเห็นไม่ต่างกันคือเลิกทาสเสียเถอะ มันเป็นความอัปยศอดสูที่สุดในโลก

นอกเหนือจากความขัดแย้งเรื่องทาสผิวดำในอเมริกาแล้ว ยังบันดาลผลให้มีการเลิกทาสหลายแห่งในโลกอีกด้วย รวมไปถึงการกดขี่ ข่มเหง ทุก ๆ เชื้อชาติและทุก ๆ สัญชาติ ไม่ใช่แต่เพียงนิโกรในอเมริกาเท่านั้น

ให้ระลึกไว้เสมอว่า พวกเขามีชีวิต มีความรู้สึกและมีเลือดเนื้อเหมือนเราโดยสมบูรณ์










บันทึกการอ่าน กระท่อมน้อยของลุงทอม
ีUNCLE TOM'S CABIN
แฮเรียต บีชเช่อร์ สโตว์ : เขียน
อ.สนิทวงศ์ : แปล



ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
9 พฤษภาคม 2560











walking 😝
10052017








บั น ทึ ก ก า ร อ่ า น
A Man called OVE : ช า ย ชื่ อ อู เ ว
Fredrik Backman เขียน : ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี แปล





เปิดฉากหนังสือด้วยการที่อูเวไปขอซื้อไอแพดที่ร้านและซักถามเกี่ยวกับการใช้ไอแพดต่าง ๆ นานาจนคนขายชักสีหน้า รำคาญตาแก่นี่มากและรู้สึกเสียเวลาทำมาหากินที่ต้องอธิบายเรื่องที่ชาวโลกรู้กันไปทั่ว แต่เราเพียงสงสัยว่า เขานึกยังไงหนอมาหาซื้อไอแพดที่ว่านี่ ...


อูเว ชายวัย 59 ปี มนุษย์ผู้จงรักภักดีกับรถซาบและปณิธานว่าจะขับรถซาบอย่างเดียวตลอดชีวิต เขาตั้งปณิธานว่าจะเป็นเหมือนพ่อ ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่รู้จักการยืดหยุ่นที่สุดในโลก เป็นผู้มีคำถามมากมายกับวิถีชีวิตกับโลกยุคใหม่ ที่เราฟังแล้วสะดุ้ง บางอย่างก็หลุดโลก บางอย่างก็ขำ ๆ อย่างเช่น




❀ เขาไม่เข้าใจคนที่ตื่นสายแล้วอ้างว่านาฬิกาไม่ปลุก เกิดมาเขาไม่เคยมีนาฬิกาปลุก



❀ เขาค่อนแคะว่าคนสมัยนี้ไม่รู้จักวิธีเขียนหนังสือด้วยปากกาอีกต่อไป แล้วต่อไปโลกจะเป็นอย่างไรถ้ามนุษย์ไม่รู้จักแม้แต่วิธีต้มกาแฟและจับปากกา




❀ เขาปิดเครื่องทำความร้อน หม้อต้มกาแฟและไฟทุกดวงในบ้าน เอาน้ำมันชะโลมเคาเตอร์ไม้ในห้องครัวถึงแม้ว่าอิเกียบอกว่าไม้ชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องชะโลมน้ำมันก็ตาม


❀ เขาสบถ..ไอ้เวรพวกนี้เป็นเหมือนกันหมด ถีบราคาที่พักอาศัยให้สูงขึ้นสำหรับคนที่ทำมาหากินสุจริต ราวกับว่าบ้านจัดสรรแห่งนี้เป็นที่พักสำหรับชนชั้นสูง



❀ เขาผ่อนบ้านจนไม่มีหนี้สิน และมองว่าพวกขี้โอ่สวมเสื้อผ้าราคาแพงไม่มีทางพูดอย่างนี้ได้เพราะทุกวันนี้ทุกอย่างซื้อด้วยเงินกู้




❀ อูเวจ่ายเงินค่าบ้านครบ และปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เขาไปทำงาน ไม่เคยลาป่วยแม้แต่วันเดียว... ทุกวันนี้เอะอะก็ต้องพึ่งคอมพิวเตอร์ เอะอะก็วิ่งโร่หาที่ปรึกษา เต็มไปด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เที่ยวคลับเต้นระบำเปลื้องผ้า แอบทำสัญญาเช่าอพาร์ตเมนท์กันใต้โต๊ะ หลบเลี่ยงภาษีและเอาเงินส่วนต่างมาแบ่งกัน ไม่มีใครอยากทำงาน ทั้งประเทศมีแต่คนที่อยากนั่งกินมื้อเที่ยงไปตลอดทั้งวัน


❀ อูเวมองผู้ชายขี้โอ่กำลังวิ่งจ๊อกกิ้งด้วยความรู้สึกขัดหูขัดตา ...สิ่งที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมคนเราถึงทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนักหนา ทุกคนจะยิ้มหน้าระรื่นราวกับว่าการวิ่งครั้งนี้จะช่วยรักษาถุงลมโป่งพองให้กับตนเอง



❀ นักจ๊อกกิ้งทุกคนทำสีหน้าแบบนั้น ไม่ว่าจะเดินเร็ว ๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ มันเป็นวิธีที่ผู้ชายวัยสี่สิบบอกกับโลกนี้ว่า เขาไร้น้ำยาจนไม่รู้ว่าอะไรถูกต้องเหมาะควร ทุกคนแต่งตัวเหมือนนักยิมนาสติกจากโรมาเนียวัยสิบสี่ หรือทีมแข่งเลื่อนหิมะในกีฬาโอลิมปิก จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องทำแบบนั้น กะอีแค่ออกมาลากขาอย่างไร้จุดหมายในละแวกบ้านเป็นเวลาสี่สิบห้านาที



❀ บ้านของอูเวและภรรยา จะมีกล่องอเนกประสงค์ ซึ่งคนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีของพวกนี้ติดบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นของไร้สาระมากกว่า เช่น รองเท้ายี่สิบคู่ ไม่เคยรู้ว่าวางช้อนใส่รองเท้าไว้ตรงไหน ทุกบ้านจะมีเตาไมโครเวฟกับทีวีจอแบน




❀ คนพวกนั้นทั้งเล่นอินเทอร์เน็ตและจิบเอสเปรสโซ เราจะหาความรับผิดชอบอะไรจากคนแบบนั้นได้



❀ เขาสงสัยว่าทำไมเพื่อนบ้านต่างชาติจึงไม่สอบใบขับขี่รถยนต์ คนที่ขับได้แค่หุ่นยนต์พาหนะจากญี่ปุ่นแต่ขับรถจริง ๆ ไม่เป็น ยังสมควรจะได้ใบขับขี่ไหม



❀ เรดาร์ถอยหลังเซ็นเซอร์จอดรถ กล้องติดรถ ของเส็งเคร็งพรรค์นั้น ใครก็ตามที่ต้องพึ่งของพวกนี้ กะอีแค่ถอยรถพ่วง ไม่สมควรสะเออะมาถอยมันตั้งแต่แรก


❀ ไอ้พวกขี้โอ่ที่อายุแค่สามสิบเอ็ด วัน ๆ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ และดื่มกาแฟแบบที่คนธรรมดาดื่มกันไม่ได้ ใช้ชีวิตในวงสังคมที่ไม่มีใครรู้วิธีถอยรถพ่วงเข้าจอด และยังมีหน้ามาบอกว่า เขาไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป



❀ แรก ๆ ที่อูเวเข้ามาอยู่ทีนี่มีบ้านจัดสรรเพียงหกหลัง ทุกวันนี้มีเป็นร้อย แน่นอนว่าทุกหลังต้องกู้เงินมาซื้อ คนสมัยนี้ใช้ชีวิตแบบนี้ ซื้อของด้วยเงินเชื่อ ขับรถพลังงานไฟฟ้า ต้องตามช่างมากะอีแค่เปลี่ยนหลอดไฟ ปูพื้นบ้านด้วยกระดานสำเร็จรูป ใช้เตาผิงไฟฟ้า นั่นคือวิถีของคนปัจจุบัน




❀ เขาไม่เข้าใจคนที่ตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงวันเกษียณเลยจริง ๆ มีเหตุผลอะไรที่คนเราจะเฝ้ารอทั้งชีวิตให้ถึงวันที่ตนเองจะกลายเป็นคนไร้ค่า ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างไร้จุดหมาย กลายเป็นภาระของสังคม คนแบบไหนกันที่ปรารถนาสิ่งเหล่านี้


❀ อูเวมองบรรดาเสื้อโค้ทของภรรยาที่แขวนอยู่บนตะขอตัวอื่น ๆ อย่างครุ่นคิด นึกสงสัยว่าทำไมมนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจึงมีเสื้อโค้ทเยอะแยะขนาดนี้



❀ อูเวไม่ได้ไม่ชอบคนอ้วน เปล่าเลย ใครอยากมีรูปร่างแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น เขาแค่ไม่เข้าใจคนพวกนี้ นึกไม่ออกว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไร คนเราจะกินอะไรเข้าไปได้สักแค่ไหน และต้องทำอย่างไรจึงเปลี่ยนแปลงตนเองให้มีรูปร่างใหญ่กว่าเดิมเป็นสองเท่าแบบนั้นได้ เขาคิดว่าสิ่งนี้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจมหาศาล





❀ คนเราไม่ควรทำอะไรสักอย่างเพื่อเหรียญรางวัล ใบประกาศเกียรติคุณหรือการลูบหลังแสดงความขอบคุณแต่ควรทำเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำ
ฯลฯ


ลุงแกปากร้ายเอาการเหมือนกันนะ แต่นั่นแหละ มารู้จักลุงคนนี้ไปด้วยกันค่ะ







❀❀❀




พ่อของอูเวทำงานการรถไฟ เขาประสบอุบัติเหตุ โดนรถไฟพุ่งชน ขณะยืนอยู่บนรางรถไฟ ของที่พ่อให้ไว้ดูต่างหน้าคือรถซาบ บ้านโทรม ๆ หนึ่งหลัง นาฬิกาข้อมือบุบ ๆ เรือนเก่า

ที่มาของรถซาบ ๙๒ เก่าบุโรทั่ง เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ผลิตโดยบริษัทซาบ เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า เครื่องยนต์วางเฉียงไปด้านข้างและส่งเสียงดังเหมือนเครื่องบดกาแฟ

รถของผู้อำนวยการรถไฟคันนี้ยับเยินจนเกินจะซ่อมได้ เขาถามพ่อของอูเวว่า จะจัดการมันอย่างไรดี พ่อของอูเวพูดหนักแน่นว่าซ่อมได้ จบคำพูดนั้น ผอ.ก็ยกรถให้กับพ่อของอูเวซ่อมไว้ใช้ตั้งแต่นั้นมา

อูเวไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนเปี่ยมล้นไปด้วยความภูมิใจเท่ากับพ่อของเขาในคืนนั้น เมื่ออูเวอายุแปดขวบ เขาตั้งปณิธานแน่วแน่ในคืนเดียวกันนั้นว่า ชีวิตนี้จะไม่ขับรถอะไรทั้งนั้นนอกจากรถซาบ อูเวตัดสินใจที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ให้เหมือนพ่อมากที่สุด

อูเวสวมนาฬิกาบุบ ๆ เรือนเก่าซึ่งเคยเป็นของพ่อ พ่อได้รับมันมาจากพ่อของแกตอนอายุสิบเก้า จากนั้นส่งต่อมายังอูเวอีกทอดตอนอายุสิบหก หลังจากพ่อลาโลกนี้ไปได้ไม่กี่วัน เขาเลิกมีความสุข เลิกไปโบสถ์และต่อว่าว่า พระเจ้าองค์นี้ไม่เอาไหน

วันที่พ่อตาย อูเวไปที่แผนกรับเงินเพื่อรับเงินเดือนของพ่อ และเอาส่วนที่เกินมาคืนโดยอ้างว่า พ่อเขาตายวันที่ 16 แต่กลับจ่ายให้พ่อเขาทั้งเดือน เขารับส่วนที่เหลือนั่นไม่ได้

ผอ. ไม่มีทางเลือกจึงเสนอให้เขามาทำงานแทนพ่อให้ครบเดือน เพื่อจะมีสิทธิ์ในเงินเดือนนั้นโดยสมบูรณ์ อูเวยอมรับข้อเสนอ ลาโรงเรียนมาทำงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลับไปเรียนต่อและทำงานที่การรถไฟอีกห้าปี

การที่พ่อแม่ของอูเวจากไปกะทันหัน เขาต้องคิดเรื่องการเลี้ยงชีพตัวเองหลังจากที่เขาสำนึกในความถูกต้องและหน้าที่ตอนพ่อตาย




นับแต่พ่อจากไป อูเวจำแนกคนประเภทต่าง ๆ ได้แก่ คนที่ทำในสิ่งที่ควรทำ คนที่ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ เขาพูดน้อยลงและลงมือทำ

'พอคนเราไม่พูดมาก โอกาสที่จะพ่นอะไรหมา ๆ ออกจากปากก็หมดไป'

วันหนึ่ง เขามีปัญหากับทอม ทอมกล่าวหาว่าเขาขโมยเงิน โยนโทษใส่ทั้งที่เขาไม่ได้ทำแต่เขากลับปิดปากเงียบเพราะยึดถือแบบอย่างจากพ่อที่ว่า เขาไม่ใช่คนที่เอาเรื่องของคนอื่นมาโพนทะนา การนิ่งเงียบครั้งนี้ ทำให้ผอ.จำต้องไล่เขาออกจากงาน

ความเสียใจของอูเวไม่ได้อยู่ที่ใครจะว่าเขาอย่างไร แต่เป็นเรื่องที่เขาสูญเสียงานที่พ่อเขารัก

เขาพูดอะไรยาว ๆ ครั้งสุดท้ายก่อนก้าวออกจากงานว่า

'ค น เ ร า ต้ อ ง ดู ที่ ก า ร ก ร ะ ทำ
ไ ม่ ใ ช่ ที่ คำ พู ด '


ทำให้ผอ.นึกถึงคุณธรรมของพ่อกับอูเว ตอนนั้นอูเวอายุเพียงเก้าขวบ เขาเก็บกระเป๋าตังค์ผู้โดยสารบนรถไฟได้และไม่เคยปริปากว่าทอมเลย 'เราไม่ใช่คนที่จะเที่ยวเอาเรื่องของคนอื่นไปโพนทะนา'เขาคืนเงินที่เก็บได้และ ผอ. ก็เชื่อว่า เขาคงไม่มาเสียคนอะไรตอนนี้ เขาจึงได้กลับเข้าไปทำงานอีกครั้ง ราวกับว่า ทุกเส้นทางจะนำไปสู่จุดหมายที่ถูกกำหนดไว้กับเราก่อนหน้านั้นแล้ว



อูเวแทบไม่มีเพื่อนแต่ก็ไม่มีศัตรู



ในมุมมองของอูเว เขาคิดว่ามันไม่ถูกต้องที่คนเราใช้ชีวิตตามแนวคิดว่า ทุกอย่างสามารถถูกแทนที่ได้ ราวกับความจงรักภักดีไม่มีค่าอะไรเลยอย่างนั้น

ทุกวันนี้ผู้คนเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้กันเป็นว่าเล่น และทักษะในการดูแลรักษาสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ได้นาน ๆ ก็หมดความจำเป็นไป คุณภาพน่ะรึ แทบไม่มีใครสน ...ทุกวันนี้การงานทุกอย่างแม้แต่สร้างบ้านสักหลังก็ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ ราวกับว่าเราไม่มีทางสร้างบ้านเองได้ จนกว่าที่ปรึกษาที่ใส่เสื้อเชิ้ตรัดติ้วจะหาวิธีเปิดแล็บท็อปให้ได้ก่อน คนสมัยก่อนสร้างโคลอสเซี่ยมกับพีรามิดที่เมืองกิซาด้วยวิธีนี้กันหรืออย่างไร มนุษย์สร้างหอไอเฟลได้ตั้งแต่ปี ๑๘๘๙ แต่ทุกวันนี้กลับไม่มีปัญญาร่างแบบบ้านชั้นเดียวจนกว่าจะขอตัวออกไปชาร์จโทรศัพท์มือถือ

นี่คือโลกที่เรากลายเป็นคนตกยุคก่อนที่จะสิ้นอายุขัยของเราจริง ๆ คนทั้งประเทศพร้อมใจกันลุกขึ้นปรบมือสรรเสริญข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้อย่างถูกต้องเหมาะควรอีกต่อไป เฉลิมฉลองให้กับความดาด ๆ แกน ๆ กันอย่างออกนอกหน้า

โลกสมัยใหม่ที่ไม่มีใครเปลี่ยนยางรถยนต์เองได้ หรือต่อสวิตช์สำหรับหรี่ไฟ ปูกระเบื้อง ฉาบผนัง กรอกเอกสารยื่นภาษี องค์ความรู้เหล่านี้หมดความสำคัญลง เขายังเชื่ออีกว่าคนเราจะกลายเป็นผู้ชายเต็มตัวได้ก็ต่อเมื่อมีรถเป็นของตัวเอง


บ้านของพ่ออูเวกำลังจะถูกเวนคืนจากเทศบาล พ่อของเขาชำนาญแต่ซ่อมเครื่องยนต์ แต่ไม่ใช่บ้าน สภาพบ้านซอมซ่อ ไม่ต่างกับอูเวสักเท่าไหร่ พวกใส่สูทชอบที่อาศัยในละแวกที่มีพวกใส่สูทเหมือนกัน

ในที่สุด เขาไม่ยอมขายบ้านให้เทศบาล แต่จะซ่อมมัน !!

ทันที่เรื่องการซ่อมบ้านกระจายข่าวออกไป เพื่อนคนงานอาวุโสก็แวะเวียนมาถามไถ่ สอนวิธีคำนวณ สาธิตวิธีวัดระยะและให้กล่องเครื่องมือที่ผ่านการใช้งานมาแล้วแก่เขา บ้านของเขาค่อยเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างช้า ๆ น็อตถูกขันลงไปทีละตัว ๆ กระดานปูพื้นถูกใส่ไปทีละแผ่น ๆ แน่นอนไม่มีใครเห็น

'มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะต้องมาเห็น
งานที่เสร็จสมบูรณ์และมีคุณภาพ
นับเป็นรางวัลในตัวของมันเองอยู่แล้ว ...'

เขาค้นพบว่า เขาชอบบ้าน เหตุผลหลักอาจเพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้ สามารถคำนวณเป็นตัวเลขและวาดลงบนแผ่นกระดาษ มันจะไม่รั่วถ้าเราทำทุกอย่างอย่างให้รัดกุม ไม่พังถ้าเราวางรากฐานได้อย่างถูกต้อง บ้านเป็นสิ่งที่เที่ยงตรง พวกมันจะให้ในสิ่งที่เราสมควรจะได้ น่าเศร้าที่มนุษย์ไม่ใช่อย่างนั้น


เราภูมิใจไปกับอูเวอยู่ได้ไม่นาน ในที่สุด บ้านเขาถูกลอบวางเพลิง เสียน้ำตาให้กับอูเว สงสารเขา เกลียดคนใจดำทั้งหลาย บ้านวอดวาย ทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนตัวของเขาเพื่อระลึกถึง อูเวนอนในรถซาบหลายคืน สุดท้ายก็ไม่มีใครมารับผิดชอบและเขาจำต้องเซ็นเอกสารที่ทางเทศบาลอ้างว่าที่ดินตรงนี้จะต้องถูกพัฒนาและก่อสร้างอาคารใหม่ ๆ อีกหลายหลังและซื้อที่ดินของเขาในราคาตลาด เขาไม่มีทางเลือก ทุกคนย่ำยีเขาทั้งทางกายและใจ



อาจเป็นเพราะทอมคอยใส่ร้ายเขา อาจจะเพราะโดนคนขายประกันกำมะลอมาหลอก หรือพวกคนใส่เชิ้ตขาวข่มขู่ หรือไม่ก็ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาทดสอบความอดทนจนเกินขีดจำกัดของมนุษย์คนหนึ่ง


เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต เราทุกคนต้องตัดสินใจว่าอยากเป็นคนแบบไหน จะเป็นคนที่ยอมให้ใครต่อใครมาเหยียบย่ำหรือเปล่า และถ้าเราไม่เคยรู้เรื่องราวในช่วงเวลานั้นของคนนั้นมาก่อน เราจะไม่มีทางรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย




อูเวอยากลองเป็นทหาร แต่ไม่ผ่านการตรวจร่างกาย หมอบอกว่าเขาเป็นโรคหัวใจพิการมาแต่กำเนิด เขาพยายามให้ทบทวนคำสั่งของหมอ แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ทำให้เขาต้องกลับไปทำงานเป็นพนักงานกะกลางคืนที่ทำการรถไฟ แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนี้ พรหมลิขิตมีจริง ชีวิตอูเวที่ใคร ๆ ว่ามีแค่ดำกับขาวจนกระทั่งเจอภรรยา เธอคือสีสัน เป็นสีสันทั้งหมดของชีวิตที่เขามีอยู่


เขาได้แต่งงานกับหญิงจิตใจดีคนหนึ่ง เธอกับเรือนผมสีน้ำตาลแดง ดวงตาสีฟ้าและเสียงหัวเราะอันเปี่ยมชีวิตชีวา ซอนยาทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาท่ามกลางโลกที่โหดร้ายกับอูเว

อูเวเรียนรู้ว่า ผู้หญิงไม่เคยเดินตรงตามแผน ไม่ว่าจะพยายามขีดเส้นให้ชัดเจนแค่ไหนก็ตาม ภรรยาของเขามาทำให้โลกของอูเวสมดุลขึ้นในความรู้สึกของเรา แม้จะเปลี่ยนอูเวไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ต้องเป็นแบบที่อูเวเป็น เธอจะเลือกทางตามความรู้สึก ช้า ๆ ก็ได้

มีสามสิ่งที่ซอนยารักอย่างไม่มีเงื่อนไขนั่นคือ หนังสือ พ่อของเธอและแมว

เธอเป็นคนสวย มองโลกในแง่บวกมาก ๆ ทุกคนเสียดายที่เธอเลือกอูเว แต่อูเวในสายตาของเธอคือ เขาไม่ใช่คนอมทุกข์ รุ่มร่ามหรืออารมณ์ร้อน เขาคือดอกไม้สีชมพูที่ออกจะเยิน ๆ ช่อนั้นในคืนที่เธอกับเขามีนัดกันมื้อแรก เขาคือสูทสีน้ำตาลตัวเก่าของพ่อที่ดูจะคับไปหน่อยโดยเฉพาะตรงไหล่ที่ดูห่อเหี่ยว เขามีศรัทธาในบางอย่างอย่างแรงกล้า นั่นคือ ความยุติธรรม ซื่อตรง ทำงานหนัก และศรัทธาในโลกที่ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด


ซอนยารู้ดีว่าเธอจะหาผู้ชายแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไป

ว่ากันว่า ความผิดพลาดทำให้เราได้บุรุษที่ดีที่สุด พวกเขามักจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้น และจะกลายเป็นคนดียิ่งกว่าถ้าเขาไม่เคยผิดพลาดอะไรเลย


ตลอดเวลาสี่สิบปีที่อูเวใช้ชีวิตคู่กับซอนยานั้น เธอสอนนักเรียนนับพันที่มีปัญหาในการเรียนรู้ให้อ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้ เธอสอนให้เด็ก ๆ อ่านผลงานของเช็คสเปียร์ แต่ไม่เคยเคี่ยวเข็ญให้อูเวอ่านแม้แต่เรื่องเดียว แต่อูเวก็ทำชั้นหนังสือให้เธอสวยงามที่สุดในห้องนั่งเล่นของพวกเขา


อูเวไม่ใคร่จะชอบแมว มักว่ากันว่า คนที่ไม่ชอบแมวเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจ

พ่อของซอนยากับอูเวผูกสัมพันธ์กันผ่านการซ่อมเครื่องยนต์

เออร์เนสต์เป็นแมวโรงนาที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก ตอนเด็ก ๆ ซอนยาคิดว่ามันเป็นลูกม้า เธอตั้งชื่อให้มันตามเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์
ซอนยารักเออร์เนสต์แบบไม่มีเงื่อนไข อูเวก็ไม่เคยพูดให้ร้ายในสิ่งที่เธอรัก การได้รับความรักจากเธอ ในขณะที่คนรอบข้างไม่เข้าใจว่ามันมีอะไรคู่ควรนั้นเป็นอย่างไร

อูเวรักษาระยะห่างกับเออร์เนสต์และพ่อของซอนยา เรื่องใด ๆ ในโลกล้วนเป็นเช่นนี้ เหลือช่องว่างให้กันบ้างจะได้ไม่อึดอัด

วันหนึ่งเออร์เนสต์เกิดอุบัติเหตุจนตาย ซอนยาเสียใจมาก และคำพูดที่ซาบซึ้งมากของอูเวหลังจากคำขอของเธอเมื่อเธอบอกว่า

' คุณต้องรักฉันให้มากกว่าเดิมสองเท่าแล้วละ'

อูเวจำต้องโกหกเธอเป็นครั้งที่สองและเป็นครั้งสุดท้ายว่า จะรักเธอแบบนั้น แม้ในใจรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาไม่สามารถรักเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีกแล้ว


หลังจากนี้ไม่นาน ซอนยาพาอูเวไปเที่ยวกับทัวร์ที่สเปน ซอนยากำลังท้อง แต่รถทัวร์ประสบอุบัติเหตุจนเธอเสียลูกในท้องและตัวเธอก็ต้องทำกายภาพบำบัด นั่งวีลแชร์ อูเวโกรธบริษัททัวร์แทบคลั่งที่ไม่มีใครรับผิดชอบกับเหตุการณ์ประมาทครั้งนี้ เจ็บปวดใจที่ไม่มีใครไยดี

อูเวฟ้องร้อง เขียนคำร้องเรีัยนไปที่หนังสือพิมพ์ เขาสาดพวกมันด้วยความพยาบาทที่เอ่อล้นของพ่อคนหนึ่งที่โดนปล้นจนหมดตัว แต่ทุกที่ที่เขาไปร้องเรียน อูเวจะโดนชายเชิ้ตขาวยิ้มหน้าระรื่น พวกที่ไม่มีใครสามารถต่อกรกับพวกมัน ไม่ใช่เพราะอำนาจรัฐอยู่ข้างพวกมัน แต่พวกมันคืออำนาจรัฐ

พวกเชิ้ตขาวเป็นพวกเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ สายตาว่างเปล่า คอยบดขยี้คนธรรมดา ก่อนจะฉีกพวกเขาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


การทำความเข้าใจผู้ชายอย่างอูเวนั้น เราต้องเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า เขาเป็นพวกที่เกิดผิดยุค คนที่ต้องการอะไรไม่กี่อย่างในชีวิต

ซอนยามองเห็นทุกอย่าง ปล่่อยให้เขาระบายออกไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็จบลงเมื่อซอนยาบอกเขาอย่างอ่อนโยนว่า 'พ อ เ ถ อ ะ อู เ ว ที่ รั ก ข อ ง ฉั น '

ซอนยาสมัครไปสอนหนังสือในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงว่าเลวร้ายที่สุด เด็กพวกนั้นเกินเยียวยา และนี่ไม่ใช่การศึกษาแต่คือการเอาของเสียมาเก็บไว้เป็นที่เป็นทางเท่านั้น


แ ม้ ใ ค ร จ ะ ว่ า อ ย่ า ง ไ ร
ซ อ น ย า รู้ ว่ า เ ธ อ สู้ เ พื่ อ อ ะ ไ ร
เ ธ อ สู้ เ พื่ อ สิ่ ง ดี ง า ม
เ พื่ อ ลู ก ที่ เ ธ อ ไ ม่ เ ค ย มี
แ ล ะ อู เ ว ก็ สู้ เ พื่ อ เ ธ อ

ซอนยาเป็นผู้หญิงที่งดงามที่สุด เธอเล่าถึงเด็กป่วนที่ถูกลากเข้ามาในห้องแต่เขาสามารถท่องบทกวียุคนี่ร้อยปีได้อย่างฉะฉาน เธอสอนให้เด็ก ๆ ของเธออ่านเช็คสเปียร์ เธอทำให้เด็ก ๆ เหล่านั้นเห็นคุณค่าในตัวเอง คุณค่าที่เจ้าตัวก็มองไม่เห็น ผลลัพธ์ที่เธอได้จากนี้ไม่เคยสูญเปล่า

การเอาชนะพวกคนในเชิ้่ตขาวนั้นเป็นไปได้ยาก
การเอาชนะโรคร้ายอย่างมะเร็งยิ่งเป็นไปไม่ได้
ซอนยาป่วยเป็นมะเร็ง

ซอนยาป่วยจนต้องกลับมารักษาตัวที่บ้าน เธอเขียนจดหมายถึงลูกศิษย์ เกือบทุกคนมาเยี่ยมเธอไม่ว่างเว้น พระเจ้าได้พรากลูกไปจากเธอ แต่พระเจ้าก็ชดเชยเธอด้วยเด็กเป็นพัน ๆ คน เธออยู่อีกเพียงสี่ปีก็ตาย

สีสันในชีวิตของอูเวจางหายไป คงเหลือแต่สีขาวกับสีดำอีกครั้ง

ความตายนับเป็นสิ่งแปลก คนเราอยู่มาทั้งชีวิตราวกับไม่คิดว่ามันมีอยู่จริง

อูเวไม่ได้ตายไปด้วยตอนที่ซอนยาจากไป เขาแค่หยุดมีชีวิตเท่านั้น

ความโศกเศร้าก็นับเป็นสิ่งแปลกเช่นกัน

อูเวคิดถึงซอนยา เขาคิดว่าเธอต้องชอบครอบครัวชาวต่างชาติท้องโย้ที่สติไม่สมประกอบนี้แน่ เขาคิดถึงเสียงหัวเราะของซอนยามาก จนเขาวางแผนฆ่าตัวตาย...






เรื่องราวในเล่มนี้ มีครบรส ทั้งยิ้ม ส่ายหัว หัวเราะและร้องไห้ไปกับเขาในวันที่ไม่มีทั้งงานและคนรักเหลืออยู่อีกต่อไป ทั้งซาบซึ้งในความรักและชิงชังการเอารัดเอาเปรียบจากคนกลุ่มหนึ่งที่น่ารังเกียจในสังคม ชอบน้ำเสียงประชดประชันไม่ชวนรำคาญ เปรียบเปรยด้วยถ้อยคำที่ชาญฉลาด เปี่ยมเสน่ห์ อารมณ์ขันลุ่มลึกจนเราต้องนิ่งฟัง เขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ที่แบกภาระอันหนักอึ้งในแต่ละวันในชีวิตประจำวัน มองเผิน ๆ ก็เหมือนเขาเป็นคนขวางโลก ขวานผ่าซาก ปากตรงกับใจ เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปเสียหมด แต่หากลองฟังสิ่งที่เขาพูดจริง ๆ ก็มีแง่ให้คิดมากมายและจริง ฉันรักอูเวและซอนยามาก


หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องด้วยการที่มนุษย์สุดโต่งอย่างอูเวไปซื้อไอแพดที่ร้าน และเจอความหงุดหงิดจากคนขายเพราะอูเวทำให้พวกเขาเสียเวลาและต้องอธิบายอะไรก็ไม่รู้ให้คนหลงยุคคนนี้ฟัง แต่เรื่องมาเฉลยภายหลังว่า อูเวซื้อไอแพดนี้เพราะอะไร คุณจะยิ้ม น้ำตาซึมและรู้สึกได้ไม่ต่างกับฉันแน่นอน








❀❀❀

ขอให้มีความสุขทุกท่านนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
3 พฤษภาคม 2560


















ครั้งแรกจะวิ่งอินเทอร์วัล 400x 11 รอบ
แต่สภาพร่างกายไม่พร้อม
(เป็นผู้ชายหลายคน)

วิ่งเก็บระยะไปก่อนละกัน กิกิ
11052017

















เดินเพซ 11
เคยช้าแบบนี้ตอนเดินเทรลที่เขาใหญ่
แต่วันนี้คนละอาการ เราเดินเอากำลังเพราะเตรียมตัววิ่งยาว 18 กิโล
ในเช้าวันอาทิตย์

12 พฤษภาคม 2560

















เช้าวันอาทิตย์ที่ 14 ไม่ได้ซ้อมวิ่ง 18 กิโลตามโปรแกรม
เพราะต้องไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลกะทันหัน อาการพ่อหนักขนาดใส่เครื่องช่วยหายใจ
ทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อนออกไป แต่ก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องที่ต้องทำตรงหน้า
ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เราอายุครึ่งร้อยแล้ว พ่อแม่เราก็ต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา
บ้านไหนก็ต้องเผชิญอาการเจ็บป่วยของคนที่รักและต้องดูแลคนที่เรารักกันทั้งนั้น
ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในแต่ละวัน

ฉันหันหลังให้พ่อเหมือนคนใจดำ พ่ออาการยังทรงอยู่ เราทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้
จ้างพยาบาลพิเศษเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าของคนดูแล
ทุกคนต้องกลับมาทำงาน ฉันก็ต้องมาทำงาน
ปล่อยให้พ่ออยู่ในมือของแพทย์ที่โรงพยาบาลและคู่ชีวิตของเขา


เมื่อวาน ฉันเหนื่อย ปวดหัวหนึบเพราะพักผ่อนไม่พอ
ฝนตกหนักทั้งวัน อากาศเปลี่ยนแปลง ปรับใจและทำหน้าทีให้ดี

เข้าบ้านราว ๆ หกโมงเย็น ฝนหยุด อากาศดี
ไม่เห็นหมอกฝนฟูฟ่องคลุมดอยสีน้ำเงินหน้าบ้านมาพักใหญ่ ๆ แล้ว
รู้สึกเหมือนใจโปร่งสบายไปกับหมอกฝนนั่น
ฉันเปลี่ยนชุด ออกมาวิ่งรอบสระหน้าบ้าน วันนี้วิ่งคนเดียว
คาดว่า ทุกคนกะอารมณ์ฝนไม่ถูก ฝนตกหนักทั้งวันนี่นา


ฉันวิเคราะห์การวิ่งของตัวเองในครั้งหลัง ๆ หรือทั้งปีที่ผ่านมา
สังเกตได้ว่า วิ่งเพซช้าลงและเร่งฝีเท้าไม่ได้ นั่นเพราะเมื่อเราตั้งเป้าหมายจะวิ่งยาว
เราจะต้องเกลี่ยกำลังงานเพื่อจะได้วิ่งให้ครบระยะและไม่บาดเจ็บ

ทำให้สปีดฝีเท้าไม่ได้ ที่เห็นว่าวิ่งช้าลงนั้น เนื่องจาก ฉันอ่านบันทึกการฝึกซ้อมเมื่อสองปีที่ผ่านมาในแต่ละวัน ในระยะเดียวกัน แต่ฉันทำเวลาได้ดีกว่าปีนี้เยอะ

คนที่วิ่ง จะพอเข้าใจว่า เวลาห่างกันเพียงนาที สองนาที การวิ่งจะไม่เหมือนเดิม
แต่จะกลับไปสปีดให้เร็วขึ้น ก็อาจจะวิ่งไม่ถึง ลังเลเหมือนกัน
จึงเข้าใจคำว่า ปเ้าหมายกระเทย ของนักวิ่งท่านหนึ่งเขียนไว้
นั่นเพราะเรามีเป้าหมายในระยะวิ่งไม่เหมือนกัน
เมื่อวิ่งระยะยาว ก็ต้องฝึกซ้อมต่างกับวิ่งระยะสั้น

คาดว่า ปีหน้า อาจจะขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครูดิน
เพื่อจะได้ปูพื้นฐานการวิ่งใหม่ทั้งหมด โฟกัสทางใดทางหนึ่ง
จะวิ่งระยะสั้นอย่างเดียวหรือระยะมาราธอนอย่างเดียว
จะได้ฝึกดริลและสตรายด์ การยืดหยุ่นร่างกาย ความแข็งแกร่ง
อยากเริ่มใหม่ทั้งหมด อยากเรียนรู้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


แต่เย็นนี้ วิ่งสบาย ๆ ไม่ถึงเพซ 7 เพราะตั้งใจจะฟื้นกำลัง
ออกเหงื่อเพื่อจะได้นอนหลับ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน
พักเต็มตา จะได้มรฃีแรงคิดเรื่องอื่น ๆ ต่อ



17 พฤษภาคม 2560















วิ่งตั้งแต่ห้าโมงครึ่ง แดดร้อนมาก
อยากวิ่งยาวให้ถึง 18 กิโล แต่มืดเกินไป กลัว
วันนี้วิ่งเพซ 7:06 ยังมีกำลังวิ่งต่อไปอีกได้
เลยจบแค่ 14 กิโลแทน

18 พฤษภาคม 2560

















Create Date : 05 พฤษภาคม 2560
Last Update : 19 พฤษภาคม 2560 9:34:27 น.
Counter : 188 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- วิ่ ง เ ก็ บ ร ะ ย ะ เ ดื อ น เ ม ษ า ย น 2 5 6 0 ---

Some days
it's not about speed of miles.
It's just therapy.














Your legs are not giving out.
Your head is giving up.

วิ่งฉลองลูก ๆ จบ ม.6 ค่ะ
::

งานนี้วิ่งเส้นทางหางดง
ไม่มีแบ่งรุ่น ไม่มีถ้วยรางวัล ไม่มีเหรียญรางวัลนอกจากถ้วยที่ระลึกพระพิฆคเณศวรสำหรับทุกคนที่วิ่งเข้าเส้นชัย

เส้นทางสวยงามมาก จะเห็นดอกไม้สวยข้างทาง โดยเฉพาะเหลืองปรีดิยาธร ทางขึ้นเนินลงเนิน วิ่งสนุกทุกคน

ศรีเมืองปงมินิมาราธอน
26 มีนาคม 2560























How i feel when
i get NEW running SHOES.

เพื่อนใหม่
ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไป

::
ฉันคุ้นกับนิวตั้นมากแล้วล่ะ ตอนนี้มีสองคู่
นิวตั้น โมชั่นคู่สีชมพูนั้น ฉันใส่วิ่งระยะมาราธอน ยังไม่สร้างปัญหาให้ฉันสักสนาม

คู่นี้ใช้วิ่งระยะสั้น สัก 10 - 15 กิโลเมตร รู้สึกเบาเท้า เวลาวิ่งไม่ได้กังวลกับมันมากนัก

27 มีนาคม 2560























Running is a Gift.

ไม่ได้ออกวิ่งเลยตั้งแต่จบมาราธอนที่เขาค้อ
โปรแกรมให้พัก ก็ต้องพัก
ช่วงพักก็กิน นอนและอ่านหนังสือ
ไม่มีอาการบาดเจ็บแต่เพลีย
เหนื่อยจากการเดินทางมากกว่าวิ่งจริงเสียอีก

อากาศช่วงนี้ไม่ร้อนเหมือนปีที่แล้ว

28 มีนาคม 2560























I can't go out tonight.
I have a long run tomorrow.
::
พระอาทิตย์ตกที่สระน้ำหน้าบ้าน
เย็นนี้มีคนมาออกกำลังกายหน้าสระน้ำ รวมแล้ว 12 คน ได้ทักทายกันตามประสาคนบ้านใกล้เรือนเคียง ส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุเกือบทั้งหมด อายุ 50 ขึ้นไปทั้งนั้น ดูเขามีความสุขกัน เราก็ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของสระอย่างไรไม่รู้นะ ต้องคอยมาเช็คชื่อสมาชิกคนรักสุขภาพทุกวันว่า วันนี้มีใครมาบ้าง แต่ตัวเองกลับเล่นกับหมา เวลาวิ่งของฉันคือสองทุ่มนี่นา เดี๋ยวคู่วิ่งจะเหงา :)

29 มีนาคม 2560



















It's my soul that keeps me running.
My body told me to quit a couple of miles ago.

วันนี้วิ่งดี :)

24 มีนาคม 2560






















Just run.

ยืดเส้นยืดสาย
3 กิโลพอแล้วนะวันนี้ :)




















Finished..
5 km
30 mins
pace 6'03

ถ้าวิ่งมินิ ฯ จะอยู่ในชั่วโมงมั้ยนะ























เช้านี้..ขึ้นดอยสันจุ๊
เจอหมอกหนา อากาศหนาวและฝนปรอย
แต่โชคดีที่เจอหมาไม้ น่ารักมาก

เย็นนี้วิ่งฉลองความโชคดีกันสักหน่อย
ไหน ๆ อากาศก็ไม่ร้อนด้วย

เก็บระยะไป 10 กิโล/1:16 /เพซ 7 กว่า ๆ

I run to burn off the CRAZY.
2 เมษายน 2560























เดินรอบสระเป็นเพื่อนป้า 1 ชั่วโมง
น่าจะราว ๆ 2 กิโลนิด ๆ
30 มีนาคม 2560


















Even bad run
is
better than
NO
run.

ทักทายคุณดำเกิงหน่อย
ดูเขาเป็นมิตรมาก

คืนนี้ลมแรง รีบกลับบ้านก่อน
แค่นี้ล่ะ
3 เมษายน 2560

















One day i won't be able to do this.
Today is not that day.

วิ่งรอบสระหน้าบ้าน
กลัวฝนตกหลังสองทุ่ม

4 เมษายน 2560
























Rise and Run.

ตื่นเช้าเหมือนปกติ แต่อากาศเข้า้ดือนเมษายังหนาวอยู่ ราวกับฤดูหนาวที่กลางคืนยาวนาน
ฟ้ายังไม่สว่าง เจ้าถิ่นยังครองพื้นที่ ทำให้เราเองไม่แน่ใจว่า หากวิ่งแบ้ว มันตะวิ่งไล่งับเราหรือเปล่า

แต่ความกลัวแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
หมาทำให้เราไม่อยากวิ่งจริง ๆ

แต่ตัดสินใจแล้ว เปลี่ยนชุดนอนมาใส่ชุดจ็อกกิ้ง หรือไม่ก็เดิน

แต่แล้วก็ได้แต่วิ่ง ๆ เดิน ๆ
วิ่งไปก็คอยดูหลังตลอด ไม่อยากโดนหมากัดตอนแก่อีก

จำต้องตัดใจหยุดวิ่ง เพราะเจ้าถิ่นมาออกันมากกว่าปกติ

ช่างเถอะ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น
พรุ่งนี้ขับฟีโน่ไปวิ่งยาวที่เทศบาลดีกว่า

7 เมษายน 2560






















ในสวนสงบ
มีแต่นักวิ่งไม่ประสีประสาขาประจำเท่านั้น
ที่คิดว่า แค่เอาเหงื่อออกก็จะตายช้าลง

มาแต็ง ปาจ

::
เย็นนี้วิ่งรอบสระหน้าบ้านคนเดียว
ท่ามกลางอากาศร้อนมาก
น้ำในสระน้ำหน้าบ้านกำลังงวด วันสองวันนี้ คงลงไปเดินเล่นในสระนี้ได้ ได้ยินเสียงตามสายทั้งเช้าและเย็น พ่อหลวงขอให้ชาวบ้านช่วยกันประหยัดน้ำ เป็นการประหยัดเพราะไม่มีน้ำจะใช้เสียมากกว่า

แต่โชคดีอย่างหนึ่งคือที่บ้านฉันมีแต่ต้นไม้ใหญ่ แทบจะเป็นบ้านหลังเดียวในซอยที่ปลูกต้นไม้และปล่อยสูงจนท่วมหลังคา ต้นไม้อดน้ำได้จนผ่านฤดูแล้งนี้ ภาวนาอย่างเดียวว่าอย่าเจอพายุฤดูร้อนเท่านั้น เพราะหอบต้นไม้รัก ๆ ของฉันไปหลายต้นแล้ว

เก็บระยะไป 10 กิโล
10 เมษายน 2560



















Some days
it's not about speed of miles.
It's just therapy.
::

วิ่งตามหลังคนในครอบครัว
วิ่งตามพระจันทร์เย็นใจ
11 เมษายน 2560






















วิ่งตากฝนแต่เช้า
เริ่มตกปรอย ๆ จนหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ได้แค่นี้แหละจ้ะ

16 เมษายน 2569























วิ่งตากฝนแต่เช้า
เริ่มตกปรอย ๆ จนหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ได้แค่นี้แหละจ้ะ

16 เมษายน 2569

























·
Always make time to run.
Get outside,
feel Alive.
::

วันนี้อากาศแจ่มใส
แดดดี แดดดำ คนทางนี้เรียกแดดเจ็บ
เจ็บจริง ๆ เพราะแสบหน้ามากหลังวิ่ง

วันนี้สมาชิกทยอยมากันแล้ว
ทั้งท่านรองฯเซมเบ้ ป้านง พ่อน้องเตย คุณนายสีชมพู ลุงคำ ลุงแว่น ลุงบ๊อบและฉัน

วันนี้ฉันวิ่งเก็บระยะไป 5 กิโล
เจ็บท้องน้อยมาหลายวัน ครั้งแรกหาสาเหตุไม่ได้ ปกติวิ่งมาราธอนก็ไม่เคยเจ็บท้องน้อย

กว่าจะรู้สาเหตุที่แท้จริงก็เมื่อกี๊
ตอนอุ้มอองออลุก เพราะวันนี้ยกเขาไม่ไหว ล้มทับกัน เลยนึกออก

แต่ที่นึกไม่ออกคือ จะทำอย่างไรหลังจากนี้
เราจะช่วยยกเขาพาเดินยังไงไม่ให้ตัวเองเจ็บอย่างนี้

::
18 เมษายน 2560


























Mission Possible
::
วันนี้ฝนตกทั้งวัน คิดว่าคงได้วิ่งบนลู่วิ่งในบ้านแล้ว

ความจริงไม่เดือดร้อนอะไรเรื่องฝนตกหรอก ชอบด้วยซ้ำ อากาศเย็นสบาย ต้นไม้ยิ้มชื่น

ชาวไร่ชาวสวนก็ชอบ เขายิ้มแย้มแจ่มใสเพราะลิ้นจี่ ลำไยได้กินน้ำบ้าง ไม่แล้งน้ำเหมือนปีที่แล้ว

ฝนหยุดตกตอนห้าโมงพอดี เราก็จับรองเท้าออกวิ่งรอบสระน้ำหน้าบ้านเช่นกัน
แดดใส ยิ่งอยู่คนเดียว คาดว่าคนอื่นควไม่ออกบ้านเพราะเดาใจฝนไม่ถูก

เราก็วิ่งไปเรื่อย ๆ คุมเพซ 7 กำลังสบายจนจบ 10 กิโลดังที่ตั้งใจไว้

ลิ้นจี่ต้นติดรั้วหน้าบ้านออกลูกแล้ว
17 เมษายน 2560
















Take time to do what makes your soul happy.
::
อากาศร้อนจัด
ก็จัดไปสักหน่อย

19 เมษายน 2560
























Laughter is timeless,
Imagination has no age,
Dreams are forever.

We age not by years,
but by stories.

::

Celebrated Running
on my first 50th years old.

Happy Birhthday to ME.

Fill your Life with
never ending LOVE.

Happy to All my friends.

Big Thanks
Poopayia
23042017

❤️























Just Run
24042017

::

ท่าไม้ตายของละครไทยคือนางเอกสะดุดแล้วตกอยู่ในอ้อมกอดของพระเอก หรือไม่ก็วิ่งไล่จับกันแล้วดันหกล้มหันหน้าใส่กันจนปากแทบจะประกบกัน สองท่านี้จะต้องมีสตั้นท์ 2 วิฯ จากนั้นก็ทำเอียงอายแยกจากกัน ส่วนคนดูที่บ้านก็จิกหมอนจิกผ้าห่มกันไปสิ แต่เทคนิคนี้ใช้ไม่ได้บนลู่วิ่งไฟฟ้าหรอกนะ ล้มเป็นลมหมดสติก็อายเด็ก ๆ เสียเปล่า
ๆ แบบว่าวิ่งไปก็คิดฟุ้งฝันไป ไหน ๆ ตอนหลับไม่ค่อยฝัน ครั้นยามตื่นไม่เคยมีฝันสิน่าตกใจกว่า บางทีฝันว่าเขียนอะไรโรแมนติกสักเรื่องให้คิขุสะระตะสรณังธีมพี่หนวดพบรักที่ฟิตเนสสักเล่ม เอ่อ..ฉันไม่ติดละครนะ เพียงแต่ดูแล้วก็ลุกขึ้นไปต้มมาม่าและเทปลากระป๋องจิบไวน์แดงตามพี่เขมและแม่หนูเล็กเท่านั้นเอง
.
อากาศร้อนทำให้เพี้ยนได้นิดหน่อย
.
อากาศร้อนมาก ถึงอาบน้ำก่อนไปออกกำลังกายแต่ก็ร้อนเพราะฟิตเนสไม่ได้ติดแอร์ เครื่องวิ่งสี่เครื่อง ต้องรอเพราะคนใช้ทุกเครื่อง เครื่องไหนว่างเราก็จะใช้เครื่องนั้น เลือกหรือจับจองไม่ได้นอกจากไปเร็วกว่าคนอื่น
.
ลู่วิ่งใหม่สองเครื่องวางชิดหน้าต่าง แรก ๆ ก็อยากวิ่งเครื่องใหม่เพราะดูแล้วเหมือนพื้นติดสปริง แต่วิ่งสองสามครั้งก็ไม่ค่อยอยากแล้วเพราะพัดลมไปไม่ถึง หนึ่งชั่วโมงอาจไม่สนุกเท่าที่ควรยกเว้นหน้าหนาว
.
เมื่อวานนี้วิ่งคู่กับพี่น้อย คนนี้สาวอึด วิ่งสปีด 10 ยาว ๆ จนถึง 6 กิโล 40 นาทีเองน่าชวนไปมินิมาราธอนมากเลย เพราะเราวิ่ง ๆ เดิน ๆ 6 กิโลเหมือนกันแต่หนึ่งชั่วโมงเต็ม ร้อนมากกว่าเหนื่อย เจ๊น้อยชมว่าฉันอึดมากที่อยู่ได้ถึงชั่วโมง ฉันก็บอกตามตรงว่า แรงบันดาลใจจากการกินจนเอวกลมต่างหากที่เป็นแรงส่งให้อึดมากกว่า บางคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน การเผาผลาญเขาดีจริง ๆ
.
เมื่อวานคุยกับเทรนเนอร์ก่อนกลับเพราะคนเริ่มเบาบางบ้างแล้ว ถามถึงผลการประกวดชายงามเมื่อสงกรานต์ที่ผ่าน เขาไปเบ่งกล้ามโชว์ซิกแพ็คที่พัทยา โชว์กระดองปูที่แผ่นหลัง ถ่ายรูปมาหล่อน้อยกว่าคนอื่นเพราะยืนหลังค่อม

::

บันทึกการวิ่งบนสายพาน
24 เมษายน 2014























วิ่งจิ๊บจิ๊บ
25042017












































เมื่อวานวิ่งหลังสองทุ่มที่โรงพยาบาล
อากาศเย็น ลมเย็น วิ่งสบาย
แต่เขาจะวิ่งกันสามกิโล
ก็ว่าตามกัน
เย็นนี้ วิ่งรอบสระน้ำหน้าบ้านคนเดียว
แดดร้อนมากถึงมากที่สุด
ใช่บัฟปิดหน้า หมาเห่าอีก (ฮ่วย)
อากาศอวม ฟ้าอึมครึม คล้ายฝนจะตก
แต่ไม่ตก
ร้อนไม่ทุเลา
แม้ตะวันจะลับเหลี่ยมเขา
มีการฝึกซ้อมบางอย่างที่จะต้องทำ
แต่การลงมือทำคือคำเฉลย
วิ่งเก็บระยะ
26042017-- 3 กิโล
27042017-- 8 กิโล

































ตอนเย็น กำลังจะออกวิ่งรอบสระ แต่ได้เดินคุยกับท่านรองฯแทน
เราคุยกันเรื่องการบริโภคต่าง ๆ เพราะเขาสงสัยว่า
เราออกกำลังกายประจำ ทำไมเรายังอ้วนอยู่

เรารู้ว่า การบริโภคของเราเป็นลบ ขาดวินัย
นึกอยากกินอะไรก็กิน กินเยอะ ชอบขนมหวาน ติดกาแฟ
กินขนมเรื่อยเปื่อยทั้งวัน ค่อนข้างรู้ตัวเองดี

ท่านรองฯเล่าให้ฟังว่า
เช้ามาเขาจะกินโอวันตินใส่น้ำผึ้ง กล้วยสองผล
ราว ๆ เก้าโมงเช้ากินข้าว แต่เคยกินร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ลดเหลือเพียงแปดสิบ
และตบท้ายด้วยผลไม้ทุกมื้อ

แตงโมมีทุกฤดู ก็จะกินแตงโมได้ตลอด
คุยกันเรื่องแตงโม ปอกกินเลยก็ไม่อร่อย ต้องกินตอนเย็น ๆ
หากว่า วันไหนไปกินข้าวนอกบ้านแล้วไม่มีผลไม้หลังอาหาร
เขาจะอมลูกอมแทน

ต่างกับเรามาก เพราะเช้ามาก็ดื่มกาแฟเลย ขนมหวานพร้อม
กินด้วยความเคยชิน ทั้งที่ไม่รู้ว่าได้ประโยชน์อะไรจากกาแฟ
หลายเรื่องที่เราทำโดยไม่คิดถึงประโยชน์ของมันสักเท่าไหร่
หลายครั้งที่ชีวิตไม่เคยถามถึงสาระสำคัญ ทั้งที่รู้ หรือชีวิตเราไร้สาระ
เราจะเอาชนะกิเลสตรงนี้ก็ได้ แต่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยิ่งยวด
ซึ่งตัวเราต่างหากที่ไม่ยอมจะเลิก อยากเก็บความสุขเล็ก ๆ ในการใช้ชีวิตบ้าง
แล้วก็ต้องยอมรับผล อย่าโอดครวญ เพราะทุกอย่างเกิดแต่เหตุทั้งสิ้น

แต่เราเข้าใจในความหวังดีและเจตนาดีของเขา
ดีใจที่เขาเล่าเรื่องการใช้ชีวิตเล็ก ๆ ให้เราฟัง
เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัวพอสมควร แต่แลกเปลี่ยนกันได้
ปกติเราก็ไม่เคยคุยกัน เห็นก็ยกมือไหว้ ทักทายกันธรรมดา

พูดถึงเรื่องเด็กสมัยนี้ พวกเขาอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ
ยุคสมัยเปลี่ยนไป เด็กสมัยนี้ไม่สนเรื่องกิน นอนเป็นเวลา
อ่านหนังสือก็ต้องไปหาอ่านตามร้านกาแฟที่เปิดตลอดทั้งคืน
ไม่อ่านที่ห้องหรือที่บ้าน

นอนไม่เป็นเวลา อ่านหนังสือจนถึงเช้าและตื่นนอนบ่าย
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนไป โดยที่ไม่รู้ว่า
เรานอนชดเชยหรือทดแทนไม่ได้ เสียสุขภาพ

ถามเรื่องคณะที่เลือกเรียน ก็อาจจะเรียนเหมือนลูกของท่านรองฯ
ทราบเรื่องค่าเทอมแล้วก็ต้องทำใจ แพงจนไม่อยากจะพูดอะไรแล้ว
นึกถึงลูกคนจน หากสอบติดมหาวิทยาลัย จะเอาค่าเทอมที่ไหนมาจ่าย
อย่าว่าแต่ระดับหมาวิทยาลัยเลย ระดับม.1-6 เนี่ย เรียนฟรีได้แล้ว
สงสารตาสีตาสา อยากให้เขาได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน
โชคดีที่เราเกิดนาน สมัยนั้นค่าหน่วยกิตถูกมาก ไม่งั้นพ่อแม่คงร้องไห้
เราเองก็คงไม่มีโอกาสมาถึงวันนี้ ไม่รู้จะไปใช้แรงงานที่โรงงานไหน

เราคุยกันสัพเพเหระ คุยแม้กระทั่งเรื่องการเปอดเทอมแบบอาเซี่ยน
ทำไมต้องอาเซี่ยนขนาดนั้น ปรับไปเพื่ออะไร ไม่เข้าใจ


หนึ่งชั่วโมงกับการเดินรอบสระผ่านไปอย่างรวดเร็ว
อาจจะเพราะมีเรื่องที่มัมพันธ์กันโดยเฉพาะเรื่องการเรียนและลูก ๆ
ดูแล้ว เราเดินกันเพซ 10 กว่า ๆ เพราะหนึ่งชั่วโมงยังเดินไม่ถึงหกกิโล

แต่ค่ำคืน เราวิ่งด้วยกันทั้งครอบครัว
เขาบอกแล้วว่า วันนี้จะวิ่งอินเทอร์วัล 10 นาที
สามคนพ่อลูก วิ่งเร็วมาก
ฉันหอบจนตัวโยน เพราะวอร์มไน้อย
ไม่ได้วอร์มเลยมากกว่า จู่ ๆ ก็สปีด ไม่มีทางที่ร่างกายจะทำได้
ไม่งั้นเขาจะมีการสอนเรื่องการ ดริลและสตรายด์ไปทำไม








จบเดือนเมษายนที่พยายามออกวิ่งเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ก่อนจะซ้อมวิ่งตามโปรแกรม
เป้าหมายทำให้เราเดินได้ตรงทางขึ้น

30 เมษายน 2560





บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
















Create Date : 29 เมษายน 2560
Last Update : 1 พฤษภาคม 2560 8:40:18 น.
Counter : 193 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
--- นั ก วิ่ ง ส า ย พ า น สู่ นั ก วิ่ ง ส า ย ม า ร า ธ อ น ---


















ถึงรู้จักอัลตร้ามาราธอนแล้ว
แต่วิ่ง ๆ เดิน ๆ วันละ 5-6 กิโลนั้น
เป้าหมายใกล้สุด จริงสุดคือ
มินิมาราธอน ..

3 เมษายน 2014





::
::

วันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว ฉันยังอยู่ที่ฟิตเนสและเดิน ๆ วิ่ง ๆ บนสายพานอยู่เลย เพิ่งเริ่มอยากวิ่งจริงจังและตั้งเป้าหมายพอเอื้อมถึงคือผ่านมินิมาราธอน

เราลงวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกงาน PEA เมื่อ พฤศจิกายน 2013 ตื่นเต้น สนุกสนานและเหนื่อยมาก

แต่ปี 2014 เป็นปีที่แย่มาก ๆ เพราะเป็นโรคกระเพาะตั้งแต่ต้นปี หลังจากวิ่งจบมินิฯเหรียญแรกไม่ทันไร ฉันก็ป่วยอย่างต่อเนื่อง จนซูบไป อย่าว่าแต่ซ้อมเลย แค่ลุกเดินได้ ทำงานได้วันต่อวันก็วิเศษมากแล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงเลย ฉันพลาดงานวิ่งที่แม่เหียะไปแต่ก็ได้แต่นั่งเชียร์พ่อลูกที่เส้นฟินิช

แต่อีกเดือนต่อมาอยากวิ่งงานสิงห์สงกรานต์ที่ห้วยตึงเฒ่ามาก ทั้งที่ป่วยและไม่เคยซ้อมเลย หวังว่าวิ่งด้วยใจจะไปได้ ฝืนใจวิ่งงานนี้จนจบแต่เจ็บมาอีกสี่เดือนเต็ม ๆ เข็ดมาก สัญญากับตัวเองว่า จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว เจ็บสะโพก ก้าวขาแทบไม่ไหว วันไหนนั่งยอง ๆ สองขาก็ไม่สามารถยันตัวลุกขึ้นได้ ขาไม่มีแรง บทเรียนแรกสำหรับการไม่ซ้อมและเอาแต่ใจไปวิ่ง

หลังจากสี่เดือนแสนทรมาน เริ่มดูแลตัวเองใหม่ ซ้อมใหม่เพื่อลงวิ่งมินิมาราธอนงานเชียงใหม่มาราธอนปลายปี เป็นวันที่น่าจดจำเพราะเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่วิ่ง 10 กิโลโดยไม่เดินเลย



ปี 2015 เราซ้อมวิ่งทั้งปี ลงวิ่งงานเฉลี่ยเดือนละครั้ง รวม 11 ครั้ง เพราะปลายปี เราวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรก



ปี 2016 เรายังสนุกกับการวิ่งเต็มเปี่ยม และคิดอยากมีมาราธอนครั้งแรกสักครั้ง ตั้งใจว่า อีก 2 ปีข้างหน้าก่อน ปีนี้จะซ้อมมินิมาราธอนให้เข้าฝัก

ปราฏว่า CMU Marathon จัดครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เราตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่า ขอลงที่นี่ที่แรก อยากมีมาราธอนแรกที่มหาวิทยาลัยของเราจัด

เราผ่านมาราธอนแรกที่นี่อย่างสวยงามและน่าประทับใจมาก

ปีนี้ทั้งปี เราผ่านฮาล์ฟมาราธอน 3 งาน / มาราธอน 3 งาน / และมินิมาราธอนอีก 5 งาน เป็น A Year of Marathon สมกับที่เราตั้งเป้าหมายไว้แต่ต้นปี






ปี 2017 นับเป็นปีที่สี่ของการวิ่ง

เราเพิ่งเก็บ มินิมาราธอนไป 3 งาน / ฮาล์ฟมาราธอนไป 2 งาน และอีก 1 มาราธอน

จากนี้ยังไม่ลงงานไหน แต่วิ่งเก็บระยะไปเรื่อย ๆ

ตั้งใจว่า จะวิ่งมาราธอนในสนามที่อยากวิ่งปีละหนึ่งหรือสองครั้ง และจะวิ่งไปเรื่อย ๆ ตามกำลัง
ซ้อมให้กำลังอยู่ตัวเพราะลงวิ่งในวันที่ใจและกายพร้อมนั้น จะเป็นวันที่วิ่งได้ดีและสนุกมาก :)





#whenpoopayiaruns
3 เมษายน 2017












Create Date : 04 เมษายน 2560
Last Update : 4 เมษายน 2560 10:40:53 น.
Counter : 193 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ศ รี เ มื อ ง ป ง มิ นิ ม า ร า ธ อ น 2 0 1 7 ---
























คนที่บ้านชวนไปวิ่งงาน วิ่งพิชิตศรีเมืองปงมินิมาราธอน ครั้งที่ 1
จัดที่สนามกีฬากลางเทศบาลตำบลบ้านปง
ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่
วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม 2560

งานนี้รับสมัครจำนวนจำกัด ไม่มีการแบ่งรุ่นอายุ
สำหรับผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกท่านจะได้รับถ้วยผู้พิชิต
เงินรางวัลโอเวอร์ออล1-10 ชาย-หญิง



เราไม่รู้หรอกว่า ทางวิ่งเส้นนี้เป็นอย่างไรเพราะไม่ได้สำรวจเส้นทางก่อนวิ่งเหมือนตอนไปเขาค้อ แต่ดูจากกราฟเส้นทางแล้วเป็นทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ น่าจะเหมือนวิ่งขึ้นดอยสุเทพ ด้วยระยะทางไป-กลับระยะมินืมาราธอนประมาณ 12 กิโล ไม่มีเวลาคัทออฟ คิดว่าน่าสนุก จึงชวนลูก ๆ ไปวิ่งด้วยกัน งานนี้ไม่มีเหรียญให้ แต่จะได้ถ้วยพระพิฆคเณศวรเป็นที่ระลึกทุกคน



ฉันกับสามีเพิ่งวิ่งมาราธอนที่เขาค้อไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วและพักการซ้อมเต็มที่หนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆ จากนั้น สัปดาห์ที่สองก็วิ่งเหยาะ ๆ เพียงยืดเส้นยืดสายวันจันทร์เพียง 7 กิโลและวันพุธ 5 กิโล เพียงสองวัน ดูสภาพร่างกายโดยรวมก็ดี ไม่มีอาการบาดเจ็บ ไม่ปวดขา เข่าหรือกล้ามเนื้อใด ๆ คิดว่า วันอาทิตย์น่าจะวิ่งขึ้นเนินชันไปได้เรื่อย ๆ ระยะทาง 6 กิโลก่อนกลับตัว คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เป็นห่วงแต่ลูกสาวว่าเขาจะไหวหรือไม่เพราะไม่ใช่ทางเรียบ แต่เขาจ็อกกิ้งบ้าง น่าจะไปได้เหมือนขึ้นดอยสุเทพ เราบอกลูกว่า ค่อย ๆ ไป พ่อแม่จะวิ่งเป็นเพื่อน วิ่งสนุก ๆ ด้วยกัน


เราไม่ค่อยกังวลว่าจะวิ่งจบหรือไม่ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่กังวลมาก เพราะระยะทางสิบกิโล ไม่ใช่ใกล้ ๆ หากใครเคยวิ่งก็พอจะนึกออกว่า มันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไป

เรามีต้นทุนการวิ่งมาบ้างแล้ว แต่เราก็เตรียมตัวก่อนวิ่งเหมือนเดิม

ก่อนวิ่งหนึ่งวัน เป็นวันพักของครอบครัว ตั้งแต่ลูกสอบเสร็จ ก็เพิ่งได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน อย่างน้อยก็อยากกินอะไรด้วยกัน เราเลือก HOT POT เป็นบุฟเฟ่ต์นานาชนิด เราอยากกินซุปน้ำใสกับซุปต้มยำมันกุ้ง เขาให้เวลาในการกินชั่วโมงครึ่ง ซึ่งปกติเราไม่ชอบกินอะไรแบบบุฟเฟ่ต์ ดูมันมากมายและเหนื่อยที่จะกิน อาหารลานตามาก เรากินได้ไม่กี่อย่างหรอกแล้วก็ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเอาโน่นเอานี่ ดีที่กินกับลูก ลูกจะคอยบริการ แต่พวกเธอก็กินไม่เก่งเหมือนก่อน

เราถามแค่ว่า อยากกินมั้ย ไม่ต้องคิดว่าจะกินคุ้มหรือเปล่าหรอก กินเท่าที่เรากินได้ แม่กินมาครั้งนึง แม่ว่าอร่อยดี ลูก ๆ พยักหน้า


เรากินอาหารเสร็จ ไปช้อปปิ้งร้านหนังสือกัน พอได้หนังสือติดไม้ติดมือกลับบ้าน

ฉันรีบเข้านอนแต่วัน ลูก ๆ กับสามีนอนดึกกว่าฉัน อย่างฉัน สองทุ่มก็ง่วงมากแล้ว ยิ่งรู้ว่าจะวิ่งพรุ่งนี้เช้า ไม่ว่าระยะไหนก็ขอนอนเต็มที่ก่อนล่ะ ไม่งั้นไม่มีแรงหรือเป็นเพราะมีอายุมากขึ้น กำลังวังชาไม่เหมือนตอนเป็นสาว ๆ


ฉันหลับสนิทจนเช้าตีสี่ ตื่นมาอาบน้ำอาบท่าอย่างรวดเร็วทั้งสี่ชีวิต เตรียมตัวกินขนมปังปิ้งและนมรองท้องก่อนวิ่ง เราไปถึงหน้าโรงเรียนบ้านปงราว ๆ ตีห้า เดินซับบรรยากาศเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง มีเวลาพอที่จะวอร์มร่างกายด้วยสายตา กายและใจ เป็นการเตรียมพร้อมไปในตัว ฉันไม่รู้หรอกว่า ลูกรู้สึกอย่างไร เธอไม่ค่อยแสดงออก ไม่ขี้บ่น ไม่ดูกระวนกระวาย ไม่กังวลว่าจะวิ่งถึงหรือไม่ แต่พ่อของเธอบอกว่า ค่อย ๆ ไปเพราะเป็นทางขึ้นเนิน พ่อจะวิ่งชะลอรอ ไปด้วยกัน

ระหว่างที่รอที่จุดสตาร์ท ได้ยินพี่นักวิ่งคนนึง เธอบอกว่า งานนี้ไม่แยกรุ่น ไม่งั้นเธอต้องได้ถ้วยรุ่น 60 ปีขึ้นไปแน่นอน เธอได้ถ้วยแทบทุกงานเพราะไม่ค่อยมีผู้หญิงมาวิ่ง

ฉันจะอายุยืนจนถึงรุ่น 60 ปีขึ้นไปหรือเปล่านะ เพราะอีกสิบปีข้างหน้า ร่างกายฉันน่าจะเข้าที่เข้าทางกว่านี้ สำคัญที่ว่า ฉันจะรักษาความรักความชอบในการวิ่งไปได้อีกสักกี่ปี ว่ากันว่า คนเราทำในสิ่งที่รักแล้วก็เลิกทำในสิ่งที่รักเช่นเดียวกัน

ส่วนสามีบอกลูกว่า พ่อคงไม่มีปัญญาได้สักถ้วยแน่ เพราะพวกคนเก่งก็ต้องแก่ไปพร้อมกับพ่อ ยกเว้นพ่อจะอายุยืนถึง 90 อาจได้ถ้วยเพราะคนอื่นไม่สามารถวิ่งได้แล้ว

หลังจากได้ยินเสียงแตรลมปล่อยตัวแล้ว สองสาวก็วิ่งทะลุไปก่อนเลย เราก็อมยิ้ม เพราะเราจะค่อย ๆ ไปเหมือนเดิม ค่อย ๆ เร่งฝีเท้าช่วงครึ่งหลัง เราไม่กังวลนัก เพราะระยะนี้ไม่ไกลเกินไป แต่ก็ไม่ใกล้ ระวังรถราผ่านไปมาเพราะเป็นทางชัน ขึ้น ๆ ลง ๆ รถต้องใช้แรงส่งและทางลงก็ต้องเบรก เรากลัวทางโค้งแคบ ๆ มาก (เคยวิ่งเส้นทางสันกำแพงขึ้นดอยสามหงก เคยกลัวมากตอนวิ่งลงโค้งแคบแล้วมีรถพ่วงตามหลังมา กลัวรถเข้าโค้งไม่หมดและเก็บเราไปด้วย)

หลายครั้งที่เราบอกว่าวิ่งสบาย ๆ นั้น เรายังวิ่งสุดกำลังอยู่ดี ต้องมีสมาธิกับการวิ่งเหมือนเดิม ใจสบายขึ้นเพราะกำลังอยู่ตัว หากซ้อมมาดีก็จะรู้เองว่า วิ่งสนุกเป็นอย่างไร

เหมือนกินอาหารเมืองที่เขาบอกว่าอร่อยนั่นเพราะเรากินเป็น การกินเป็นกับกินได้ ไม่เหมือนกัน

การกินเป็น จะรู้ว่า รสชาติที่อร่อยนั้นเป็นอย่างไร การวิ่งเป็นก็เป็นแบบนั้น ไม่ใช่แค่วิ่งได้ เพราะกว่าคน ๆ หนึ่งจะวิ่งเป็นต้องผ่านการเตรียมตัวในการซ้อม เตรียมตัวก่อนลงวิ่ง โปรแกรมการฝึกซ้อมแบบค่อยเป็นค่อยไป รู้จักรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างการวิ่ง ฝึกแม้กระทั่งท่าวิ่ง การหายใจ การแกว่งแขน การมองไปข้างหน้า การจิบน้ำ วอร์มอัพ คูลดาวน์ เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้น ถึงกระนั้น การเรียนรู้เหมือนไม่มีวันหมด มีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย การวิ่งมีศาสตร์ซ่อนเร้นและท้าทายให้เราอยากลอง อยากรู้อยู่ไม่จบสิ้น

ระยะทาง 6 กิโลแรก เป็นเนินขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ไม่หนักหนาสาหัส ฟังคนนั้นคนนี้คุยกันสนุกสนาน หรือเพราะงานนี้ไม่มีการแข่งขัน ไม่แบ่งรุ่น ทุกคนเลยสบายใจ เว้นแต่ขาแรงที่เขาสนุกกับการวัดกำลังตัวเองว่าจะเป็นหนึ่งในสิบคนแรกหรือเปล่า หากฉันเก่ง ฉันก็อยากลองดูสักตั้งเหมือนกัน

ฉันชอบทางวิ่ง มีเหลืองปรีดิยาธรสองข้างทางเป็นระยะ ๆ ฉันวิ่งสนุกมาก ไม่กังวลเรื่องขึ้นเขา แอบอมยิ้มให้ตัวเองเมื่อนึกถึงความยากลำบากตอนวิ่งขึ้นเขาค้อ เหนื่อยกว่านี้มาก พอเราผ่านอะไรยาก ๆ ได้ มันทำให้ภาวะภายในของเราแกร่งขึ้น ทั้งกายและใจ เราไม่หวั่นไหวหรือหวาดหวั่นต่อความยากลำบากอีกแล้ว อย่างน้อยก็ลดทอนความวิตกกังวลลงได้บ้าง ไม่หลีกหนี พร้อมเผชิญสิ่งยาก ๆ ตรงหน้า คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เราต้องมีคือการมีน้ำอดน้ำทน ไม่ยอมแพ้อุปสรรคนานา การวิ่งขึ้นเขาก็เหมือนกับการใช้ชีวิตในช่วงแรกเริ่มเช่นกัน

เราผ่านจุดกลับตัวก่อนและรอสองสาว

เธอไม่เดิน ๆ วิ่ง ๆ หรืองอแงอย่างที่เราเผื่อใจไว้ ความที่เราไม่รู้จักลูกดีพอหรือเรากลัวลูกเจ็บจนเกินไป แต่ไม่ใช่ ทางชันแบบนี้ สองสาวยังจ็อกกิ้งคู่กันมาเรื่อย ๆ เหนื่อยแต่เธอก็ไม่เดิน ไม่มีทีท่าว่าอย่างไร พ่อเธอเรียกถ่ายรูป เธอยิ้มให้กล้อง เป็นเหมือนทุกครั้ง รอยยิ้มแบบนี้ ฉันคุ้นมาก เราสัมผัสรอยยิ้มของลูกในแต่ละช่วงของชีวิต

เราวิ่งตามหลังกันไปเรื่อย ๆ

หลังจุดกลับตัวเป็นทางลงเหมือนวิ่งลงดอยสุเทพ ไม่ต้องใช้แรงมากก็จริงแต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะฉันเจอเพื่อนนักวิ่งที่บาดเจ็บตอนวิ่งลงที่เขาค้อ เขาพลาด กล้ามเนื้อด้านหลังของต้นขาอักเสบกะทันหัน ถึงกับต้องพับบิ๊บใส่กระเป๋ากลับบ้านเลย แต่คิดว่าเขาคิดถูกแล้ว รักษาตัวและพักให้หายก่อน อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้แต่ต้องไม่ดันทุรังทำร้ายหรือซ้ำเติมให้มันแย่ลงอีก อย่าเสียดายที่ัวันนี้วิ่งไม่จบ โอกาสหน้ายังมี ฉันบอกเขาในใจและบอกตัวเองด้วย เผื่อสักวันจะเกิดการผิดพลาดในสิ่งที่เราได้ระวังแล้วเช่นกัน


เช้านี้ เราสี่คนวิ่งตาม ๆ กันจนเข้าเส้นชัย ได้ถ้วยพระพิฆคเณศวรเป็นที่ระลึกทุกคน มีแตงโมให้กินจนจุใจ ข้าวต้มเครื่องก็อร่อยมาก มีให้กินเหลือเฟือ แต่เราก็กินได้แค่พอท้อง


งานนี้ไม่มีเสื้อแจก เราจึงนัดกันใส่เสื้อ CMU Marathon 2016 กัน สามีฉันบอกว่า งานนี้เสมือนวิ่งฉลองเรียนจบ ม.6 ของลูก ๆ

ไม่ว่าจะวิ่งเพื่ออะไรก็ตาม แต่ดีใจที่วันนี้เราวิ่งด้วยกันอีกครั้ง


ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
26 มีนาคม 2560















Create Date : 27 มีนาคม 2560
Last Update : 28 มีนาคม 2560 6:50:40 น.
Counter : 204 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- Run Less Run Faster ---























นอกจากขโมยเวลาตัวเองยามเช้าสักสองชั่วโมงในวันเสาร์หรืออาทิตย์แล้ว หลังสองทุ่มคือเวลาทองของฉันเพื่อจะวิ่ง

วิ่งแล้วบันทึกความรู้สึกแต่ละวันและแค่เล่าสู่กันฟัง มิบังอาจชวนเพื่อนมาเหนื่อยด้วยกัน แต่จะตื่นเต้นทุกทีที่มีเพื่อนจับรองเท้าออกวิ่ง รู้สึกมีเพื่อน

เมื่อคืน อากาศร้อน ไม่มีลมโชยมาสักวูบ เป็นคืนที่เหงื่อออกมากจนแสบตา คอแห้งผากเพราะอากาศนั่นเอง แต่ยังคงวิ่งทำเวลา

เป้าหมายของฉันคือทำเวลาให้ดีกว่าเดิม จาก 8 กิโล 49 นาที ก็ขอลดลงสักสองหรือสามนาทีซึ่งต้องวิ่งเพซ 6 ต่อเนื่อง ใจก็คิดว่าคืนนี้วิ่งดีกว่าเมื่อวาน แต่ไม่ใช่ กลับช้าไปหนึ่งนาที ก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่ที่ดีคือ ไม่เหนื่อย หัวใจเต้นปกติ


ฉันตั้งใจจะลองวิ่งแบบ Run Less Run Faster เป็นการวิ่งน้อยลง แต่ทำให้เร็วขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่าจะจริงหรือเปล่า โค้ชนักวิ่งบางคนบอกว่า บางคนยิ่งวิ่งยิ่งเละ PR (personal record ) ไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ ฉันเผลอพยักหน้าช้า ช้าาาาาา เกือบเชื่อ บางเรื่องไม่ต้องรีบเชื่อก็ได้ ที่ไม่เชื่อเพราะยังไม่ได้ลองอย่างต่อเนื่องเลย ขอทำจริงจังก่อนจึงจะพยักหน้าแบบเชื่อหมดใจ

วิ่งเสร็จก็กลับมาอ่านเกร็ดความคิดบนก้าววิ่งของมูราคามิอีกครั้งและที่ลิสต์ไว้ในบางช่วง ทึ่งที่เขาเอางานวิ่งกับงานเขียนนิยายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้ มันลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันหมายถึงเฉพาะเล่มนี้นะ แต่นิยายเล่มอื่นนั้นอาจจะเกี่ยวเนื่องจากการมีสุขภาพดีของเขา การงานและชีวิตคือการวิ่งระยะไกลระยะยาวที่ไม่มีเนื้อหาของการวิ่งรวมถึงการอ่านที่ทรงพลัง

การวิ่งของฉันยังพึ่งอุปกรณ์บางอย่างเป็นแรงจูงใจนอกจากเรื่องของใจ เมื่อวาน ฉันเห็นคนโพสต์ขายนาฬิกา Garmin ราคา 8 พันบาท มือสองไม่นาน
คนที่บ้านฉันก็เห็น ฉันเชื่อว่าเขารู้ว่าฉันคิดอะไร....




#whenpoopayiaruns
#ayearofrunning
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
#ภูพเยีย
24032016


















อ่านบันทึกเก่า วันนี้ปีที่แล้ว ฉันยังไม่เคยใช้นาฬิกาจับเวลา นอกจากแอพพลิเคชั่นจากมือถือ ฉันเพิ่งใช้ตอนปลายปีที่แล้ว เป็นอุปกรณ์ในการวิ่งที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากรองเท้าคู่เก่ง

เมื่อวานเย็น ตัดสินใจจ็อกกิ้งรอบสระน้ำหน้าบ้านซึ่งมีระยะทางที่สั้นมาก เพียง 200 เมตรต่อรอบเท่านั้น ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศเพราะครั้งแรกตั้งใจจะวิ่งบนสายพานในบ้าน

วันนี้เป็นวันที่สองที่วิ่งแทนการเดินเล่นกับลุงคำเหมือนทุกครั้ง ทุกคนงงกันพอสมควรเพราะคิดไม่ถึงว่า ฉันจะวิ่งได้

ทุกเย็น ขาประจำที่มาเดินออกกำลังกายรอบสระจะมีลุงคำ ลุงหว่าง ป้านง ลุงบ๊อบกับพี่เหน่ สองแม่ลูก น้องส้ม เซมเบ้และท่านรองฯ

น้องส้มจะแซวฉันทุกเย็นเวลาฉันเข้าบ้านและพาอองออเดินเล่น เธอจะหยอกล้อว่า คนมาออกกำลังกายหน้าบ้านฉันทุกวันแต่เจ้าของบ้านเหมือนใกล้เกลือกินด่างแท้ ๆ

ด้วยที่ผ่านมานั้น ไม่มีใครรู้เลยว่า ฉันวิ่งและซ้อมวิ่งมาโดยตลอด เพียงแต่เวลาซ้อมวิ่ง คือช่วงเวลาที่ปิดร้านแล้วและไปวิ่งที่โรงพยาบาล

ยิ่งกว่านั้น ใครคงคิดไม่ถึงว่า คนอย่างฉันจะสามารถวิ่งตามงานวิ่งได้ด้วย เพราะฉันไม่เคยเล่าเรื่องเหล่านี้กับใคร นาน ๆ ทีจะมีคนทักฉันที่ร้านเพราะเขาเห็นภาพวิ่งของฉันที่เฟซบุ๊กของน้องที่ไปวิ่งด้วยกัน

แต่หลังจากนี้ พวกเขาอาจจะได้เห็นฉันที่หน้าสระน้ำมากขึ้น เพราะฉันคิดว่า การวิ่งสั้น ๆ เพียง 5-10 กิโล ก็พอไหว ไม่น่าจะเวียนหัว ไม่ต้องเดินทางไปไหน ยิ่งช่วงเช้าจะไม่มีใครมาวิ่งเลยนอกจากลุงหว่าง

อากาศเดือนมีนาคม ตอนเช้าจะเย็น ราว ๆ 17 องศา เสียแต่หมอกควันเท่านั้น รู้สึกอึดอัดและแสบตา แต่คาดว่า ฉันคงวิ่งจนอยู่ตัวบ้างแล้ว นึกถึงตอนเริ่มต้นวิ่งใหม่ ๆ จะวิ่งไม่ได้เลย อย่าว่าแต่มินิมาราธอน แค่รอบสระ 200 เมตร ฉันก็วิ่งไม่รอบ

เมื่อวาน ตอนจบการจ็อกกิ้งที่ 5 กิโล ฉันเดินคูลดาวน์รอบสระ เป็นจังหวะที่ท่านรองฯกำลังคูลดาวน์พอดี ลูกสาวและลูกชายของเขาเป็นรุ่นพี่สาธิต ม.ช. ของบู๊บุ๋น เราคุยกันเรื่องลูก

น้องไนท์ ลูกสาวคนโตของเขาเรียนคณะทันตแพทย์ ปี 4 แล้ว เป็นคณะที่น้องบู๊อยากเรียนมาก แต่ยังสอบไม่ได้ ถามไถ่ก็ทราบว่า น้องยอมทิ้งคณะเภสัชฯและทันตแพทย์ที่ ม.น. เพื่อสอบให้ได้ที่เชียงใหม่ ยอมเสียเวลาสองปีเพื่อติวหนังสือและสอบใหม่ ส่วนน้องเนมเรียนเศรษศาสตร์ ม.ช. เรียนดีมากแต่ไม่สอบแพทย์เพราะไม่ชอบ

ฉันไม่แน่ใจว่า น้องบู๊อยากจะเรียนหมอฟันอยู่หรือเปล่า เรายินดีจะให้เขาว่างเพื่ออ่านหนังสือสอบใหม่ได้ แต่ไม่สามารถส่งเรียนภาคเอกชนได้ ค่าเล่าเรียนแพงเกินกำลังความสามารถของพ่อแม่ คิดว่าเราชัดเจนกับลูกตรงนี้ คิดว่าเขาเข้าใจถึงแม้ใครจะคิดแทนเราว่า ลงทุนให้ลูกอีกสักไม่ถึงสิบล้าน น่าจะทำได้ อันนั้นก็ปล่อยให้คนอื่นคิดไป เราอายุมากเกินกว่าจะอยากเป็นหนี้สินมากมายขนาดนั้น การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น เราเพียงอยากให้ลูกมีสังคม มีเพื่อน เรียนรู้ด้านวิชาการและการอยู่ร่วมกับคนอื่น

ท่านรองฯถามเราว่า ปกติเราไปวิ่งที่ไหน อย่างไร เราก็ว่า เราซ้อมวิ่งหลังเลิกงาน วิ่งในโรงพยาบาลเพราะปลอดรถ เราไม่กล้าจะวิ่งไปเรื่อย ๆ ข้างถนนยามค่ำคืน คิดถึงเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด และเพิ่งไปลองวิ่งที่เทศบาลเมื่อคืนก่อน ระยะทางรอบละ 600 เมตรเท่ากับที่โรงพยาบาลแต่มีไฟสว่างไสวตลอดระยะ ฉันแฮปปี้ที่มันใกล้บ้าน ส่วนวิ่งยาว ก็อาทิตย์ละครั้ง อาจจะไปวิ่งที่เส้น รพช. ระยะทางยาว 10 กิโล ไปกลับก็ได้ระยะซ้อมพอดี

เราต่างเห็นตรงกันเรื่องความปลอดภัย เพียงแค่ออกมาวิ่งได้ทุกวันก็ดีแล้ว บ้านของท่านรองฯก็ถัดจากบ้านฉันไปอีกซอยหนึ่ง เขาก็เดินมาจากบ้านเหมือนกัน วิ่งเสร็จก็เดินคูลดาวน์กลับบ้าน ส่วนฉันก็เล่นกับหมาในบ้านต่อ แต่เบื่อหมารอบสระมาก ทำให้เสียงจังหวะการวิ่ง ต้องวิ่งระวังหลังตลอดเพราะมันมาเงียบ แปลกใจว่า มันไม่ได้กลิ่นหมาจากตัวฉันบ้างหรือไร หรือน่องฉันมันน่างับมากก็ไม่รู้ เมื่อวานก็ไม่วายโดนไล่ตอนสองร้อยเมตรสุดท้าย เมื่อไหร่เราจะคุ้นกันเสียทีนะ



เก็บระยะไป 5 กิโล
[คืนนี้รอดูรายการเดอะ แมสก์ ซิงเกอร์รอบแชมป์ชนแชมป์
ปกติฉันจะไม่รอดูหรอก เพราะฉันออกไปซ้อมวิ่งแล้ว]

ภูพเยีย
23 มีนาคม 2560
















Create Date : 24 มีนาคม 2560
Last Update : 24 มีนาคม 2560 8:28:03 น.
Counter : 214 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]