เมษายน 2559

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
28
29
30
 
--- ก า แ ฟ ป้ า ห ม า แ ม ว ---



1.
::
::
นึกถึงสมัยเด็ก บ้านเรามุงหลังคาสังกะสี มันน่าจะร้อนมากนะแต่เรากลับจำเวลาที่ฝนตกและได้ยินเม็ดฝนกระทบกับหลังคา หรือช่วงที่มีลมพายุเข้าทำเอาเสาอากาศทีวีล้มเหมือนฮอตก แต่ไม่จำความรู้สึกที่ว่าร้อน น่าจะร้อนแต่ไม่เคยบ่นร้อนแทนคำทักทายมากเหมือนตอนนี้
.
จากบ้านเช่ามาอยู่บ้านญาติ ก็รู้ร้อนรู้หนาว ร้อนเรื่องอื่นที่ไม่ใช่อากาศร้อนเพราะเราไม่ชอบอยู่บ้านคนอื่น แต่ต้องจำยอมเพราะแม่ไม่สามารถพาเราไปอยู่ที่ไหนได้ในตอนนั้น เรื่องดี ๆ ที่พอจำได้คือเลี้ยงหมาของลุงที่ชื่อเตียวเสี้ยนกับตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะโดนรถชนตายไปก่อน เหลือเตียวเสี้ยนตัวเดียว เธอเป็นหมาสงบเสงี่ยมเจียมตัว เราไม่เคยอาบน้ำให้เตียวเสี้ยนเลยนอกจากหาเห็บให้ ไม่เคยใส่เสื้อผ้าให้ยามหนาว ไม่เคยบอกรักหมาหรือไม่สนใจหมาสักเท่าไหร่ ก่อนนี้เราเลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน ไม่ได้เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน (ตอนนั้นคิดได้แค่นั้นจริง ๆ ) แต่ก็หาเห็บให้มันทุกวัน วิธีสามัญในการกำจัดเห็บคือบี้ด้วยเล็บที่หัวแม่โป้ง ถ้าเห็บอ้วน ๆ บางทีเราก็บี้เพราะมันจะมีตัวเล็ก ๆ ออกมาเยอะ เราจะเอาไฟไล่ฆ่ามัน ดูหฤหรรษ์หฤโหด หรือบางทีก็เอาเทียนมาสตาฟเห็บอ้วนไว้เป็นฟอสซิล โหดใช่เล่นนะเรา(เผลอชมตัวเอง)
.
สิบกว่าปีที่ผ่านมาเพิ่งเคยเลี้ยงหมา เคยถอดใจไปครั้งหนึ่งกับหมาสองตัวแรก เราเลี้ยงหมาพันทางเพราะคิดว่าเราไม่เหมาะกับหมามีชื่อมีสกุลรุนชาติกับเขาหรอก อยากเลี้ยงหมาเมืองธรรมดา ๆ สองตัวที่เขาให้ก็ไม่ได้สืบถามเรื่องดีเอ็นเอ มันเป็นหมาประหลาด มีความเป็นนักล่าอยู่ในสายเลือดหรือเปล่าไม่แน่ใจ ตัวเตี้ย ขาสั้น หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ ไม่น่ามีพิษมีภัยกับใคร
.
เราปรามาสมันเกินไป อยู่ไม่กี่วัน มันก็สำแดงอิทธิฤทธิ์ให้รู้ มันอวดศักดาด้วยการกัดไก่ของป้ามาโชว์ความสามารถเราได้ทุกวันเพราะแรก ๆ นั้น ฉันเลี้ยงแบบให้หมาได้ท่องโลก เรียนรู้ถูกผิดด้วยตัวเองโดยลืมคิดไปว่ามันคือหมา และมันก็ทำตามสัญชาตญาณหมา ไม่เห่าแต่กัดจริง กินจริง กินไม่พอ กัดเอาซากไก่มาหมกไว้ข้างต้นโกศลไว้อีก ทำนิสัยเหมือนอะไรสักอย่างที่กินไม่พอยังโลภหามาไว้ ตัวก็นิดเดียวแต่พิษสงเยอะ
.
จากนั้น เราขังไว้ในบ้าน คิดว่าบริเวณบ้านพอมีที่ทางให้วิ่งเล่น เจ้าสองตัวก็วิ่งซ่านไปทั่วบ้าน วิ่งขึ้นระเบียงนอนบนเก้าอี้รับแขกทุกตัว เปรอะไปหมด นอกจากนี้ยังเอาหัวดำลงไปดูปลาทองที่ฉันเลี้ยงไว้รอบระเบียง ดูไม่พอ เอาหน้ามุดชวนปลาออกมาเล่นนอกอ่างน้ำด้วย จนต้องเลิกเลี้ยงปลา ณ บัดนั้น
.
ตอนนั้นบ้านไม่ได้กั้นรั้ว เพราะไม่คิดว่าจะเลี้ยงสัตว์ เขาวิ่งได้รอบบ้าน กัดเสื้อผ้าที่ตากอยู่ กัดทุกอย่างที่แขวนไว้ ชุดชั้นใน กางเกงในแยกไม่ได้นี่ว่าอันไหนกัดได้หรือไม่ได้ กัดทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำโทษได้อย่างไรเขาเป็นหมาเด็ก ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แม่ยังไม่ได้สอนนี่ว่าห้ามกัดอะไรบ้าง ถึงตอนนี้ฉันนึกไม่ออกว่า เขารักหมาได้ยังไง ไม่เห็นภาพที่จะเรียกหมาว่าลูกได้เลย รู้สึกเครียดมากแต่ไม่รู้จะปรึกษาใคร จะคืนเจ้าของเก่าที่เอามาให้ก็เกรงใจเขา จะเอาไปปล่อยก็กลัวบาป จะกำราบหมาดื้อยังไง ไม่รู้สูตร ดูตามันแล้วยังดื้อได้อีก จะฆ่ามันรึก็ไม่กินหมา เอ๊ย ไม่ใช่ พูดเล่นนนน
.
พอดื้อมาก เราก็เอาโซ่มาคล้องไว้และมัดไว้กับโต๊ะ เขาร้องเหมือนโดนเชือด คุณป้าข้างบ้านอาจเข้าใจผิดว่าบ้านเราเป็นโรงฆ่าสัตว์ หมาสองตัวโหยหวนจนคุณป้าขี่รถมาบอกเราที่ทำงาน ฉันก็ต้องไปปลดปล่อยอิสรภาพให้มันอีกรอบ เต็มที่เลยลูกเอ๊ย ข้าวปุ้น ข้าวจี่ !! ชื่อที่ตั้งไว้ก็แสนจะน่ารัก เฮ้อออ
.
จากนั้นยิ่งเศร้ามากเพราะใครต่อใครเล่าถึงความน่ารักของหมา ฉันหลับตานึกถึงหมาของตัวเองที่บ้านแล้วอยากจะกลั้นใจตาย รู้สึกเหนื่อยกับวีรกรรมของเจ้าหมาเมืองสองตัวนั่น อยากบอกว่าเข็ดมาก ไม่รู้จะตบะแตกเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะมองเห็นความน่ารักของเจ้าสองตัวนี้เมื่อไหร่
.
กลับบ้านก็เห็นพี่แกขุดดินไปหลายหลุม คิดว่าไม่ได้ขุดไว้ฝังตัวมันเองในอนาคตหรอกนะ แต่มันขุดดินที่ต้นไม้ ขุดจนเห็นราก สงสัยมากว่าชาติที่แล้วแกเคยเป็นตุ่นหรืออ้นมาสิงร่าง ฉันจะเลี้ยงหมาที่ไม่รักต้นไม้ได้อย่างไรกันนะ
.
ถึงเวลากินก็กินเร็วเหมือนจะไปแข่งขันกินเร็วที่ไหน กินไม่รู้จักอิ่ม กินไม่มีมารยาท(หรือต้องกินให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนฮึ) รีบกินอาหารในชามของตัวให้หมดและไปแย่งของเพื่อน นี่ฉันพูดถึงหมาหรือว่าอะไรกันเนี่ย...เราต้องอยู่ร่วมกันอีกนานแค่ไหนนะ ข้าวปุ้น ข้าวจี่ นึกอยากกินเนื้อหมาขึ้นมาทันใด
.


2.




ข้าวปุ้น ข้าวจี่โตและแข็งแรง แต่เป็นหมาเตี้ย สูงแค่เข่าฉัน คิดเองเถอะว่าสูงแค่ไหน เรายังไม่รักกัน ข้าวปุ้นข้าวจี่ยังกินดุดันทั้งคู่ นับวันก็เห็นแต่ความไม่สบายใจและตัดสินใจผิดที่เลี้ยงหมาสองตัวนี้

แม่และป้า ๆ มาเที่ยวบ้าน สองหน่อก็โชว์วีรกรรมจนป้า ๆ เห็นใจฉัน เราขอคนมาช่วยเอาไม้ล้อมต้นไม้กันเจ้าสองตัวมาขุด ตากผ้าก็ตากเฉพาะบนราวสูง ๆ คอยเฝ้าและรีบลากราวตากผ้ามาไว้ในบ้าน ส่วนไก่ที่ข้างบ้านเลี้ยงก็ภาวนาว่าอย่าบินเข้ามาในรั้วเราเพราะจะไม่รอดชีวิตกลับไป

หมาก็คือหมา เขาเป็นแบบนั้น อบรมก็ไม่ได้ อยู่กันไป จนกระทั่งวันหนึ่ง เราไม่ได้คล้องโซ่เขาตอนเอารถออกบ้าน สองหน่อวิ่งจู๊ดออกบ้านไป วิ่งไปคนละทางเหมือนคู่แฝดเราตอนพานั่งในล้อวงหัดเดิน เราขับรถตามหาเขาและรอเขากลับบ้าน

พยายามนึกถึงความดีของหมาคู่นี้ นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แต่เราก็ไปขอให้เขาประกาศตามหาหมาเรา หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เป็นเดือน และเราก็เริ่มปล่อยวาง ในความที่บอกว่าปล่อยวางนั้น ฉันเศร้าจริงหรือฉันสบายใจกันแน่ มันเกิดขึ้นทั้งสองอย่างคือ เจอก็ดี ไม่เจอก็ดี เขาคงเอาตัวรอดได้ แต่ก็เพียรถามตามบ้านในซอยว่ามีใครเห็นหมาสองตัวของเราหรือเปล่า หมาเตี้ย ๆ ตัน ๆ สีน้ำตาล

แต่มีคนปลอบใจฉันว่า มันอาจจะโดนจับไปสังเวยจระเข้แล้วก็ได้(แถวบ้านมีฟาร์มจระเข้ใหญ่ใกล้บ้าน) มันได้ไปเกิดใหม่เป็นหมาน่ารักและมีคนรักเยอะ ๆ

ไม่รู้สิ เป็นตายร้ายดีอย่างไรจนป่านนี้เราก็ไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า ต่อไปนี้ เราจะไม่เลี้ยงหมาอีกแล้ว ไม่เด็ดขาด...
::
'ข้าวปุ้น ข้าวจี่'
#กาแฟป้าหมาแมว




Create Date : 27 เมษายน 2559
Last Update : 27 เมษายน 2559 11:41:11 น.
Counter : 168 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]