All Blog
--- 5 0 ---






















Laughter is timeless,
Imagination has no age,
Dreams are forever.

We age not by years,
but by stories.

::

Celebrated Running
on my first 50th years old.

Happy Birhthday to ME.

Fill your Life with
never ending LOVE.

Happy to All my friends.

Big Thanks
Poopayia
23042017














Create Date : 23 เมษายน 2560
Last Update : 23 เมษายน 2560 17:13:16 น.
Counter : 26 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- 4 9 เ ป็ น วั น สุ ด ท้ า ย ---

























บันทึก 49 ปีเป็นวันสุดท้าย

เวลาไม่เคยคอยใคร ยังคงเดินไปอย่างแน่วแน่และมั่นคง
ชีวิตฉันมีกี่ภาคกันแน่


::

25 ปีแรกของชีวิตที่ไร้เดียงสา
ทำอะไรได้อย่างมั่นใจไร้ความสงสัย
เศร้า ทุกข์ สุข สนุกสนาน เบิกบานใจ
รัก ชอบ เกลียด สิ่งใด คนใด ก็แสดงออกได้ตรงไปตรงมา
ทำอะไรไม่กลัวผิด พลั้งไปก็ไม่ค่อยจะรู้สึกรู้สา ทำให้ใครบาดเจ็บบ้างก็ไม่รู้ ไม่จำ
ยึดมั่นถือมั่น ถือตนเป็นใหญ่ กล้าได้กล้าเสีย จริงจัง จริงใจ
พูดจาขวานผ่าซาก ไม่เกรงใจคนที่ไม่เกรงใจเรา
ซื่อสัตย์กับความรักและมิตรภาพอย่างเหลือล้นจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

โชคดีมากที่ความสัมพันธ์ฉันมิตรยืนยาว
ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า มันจะลึกซึ้ง ผูกพัน ยาวนาน

เป็น 25 ปีแรกที่ลองผิดลองถูก
ใช้ชีวิตนอกกรอบ วิ่งวนในวงอโคจร เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างกับเพื่อน ๆ
และคนรอบข้างที่ไว้วางใจได้

ทำงานใต้ระบบการทำงานแบบครอบครัว
ต่อสู้ แก่งแย่งชิงดี แบ่งพรรคแบ่งพวก เป็นที่รักที่ชังของใคร
กระทบกระทั่ง ทะเลาะเบาะแว้ง กดดันสารพัด
ร้องไห้วันแล้ววันเล่า ไม่เข้าใจชีวิตหรืออะไรทั้งนั้น
ก็ผ่านมาได้หมด พร้อมมิตรภาพและความรักของเพื่อนที่รักเราและจริงใจ
คอยด่า คอยสอน เป็นเพื่อน ให้กำลังใจ
ทะนุถนอมความรู้สึกด้วยความเข้าอกเข้าใจกับทุกเรื่องราวตรงหน้า
มีผู้ใหญ่ใจดีที่ให้ความรักและเมตตามาโดยตลอด







25 ปีครั้งที่สอง


ออกจากการงานประจำที่ทำมาเกือบสิบปี
เริ่มสร้างฐานของครอบครัว เริ่มมีธุรกิจเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง
รับผิดชอบทุกอย่างเอง
จากเคยเป็นลูกน้อง ก็กลายมาเป็นเจ้านายตัวเอง
ไม่มีวันนั้นคงมาไม่ถึงวันนี้


ตรงนี้ใจสงบขึ้น ไม่ร้อนรนกระวนกระวาย อยู่สงบ
ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนหรือต้องแย่งชิงอะไรกับใครต่อไปอีกแล้ว
ไม่โหยหาชีวิตแบบเดิม ๆ ที่ได้กิน ดื่ม เที่ยว เฮฮากับเพื่อนฝูง
แบบหามรุ่งหามค่ำ อิ่มตัวกับเรื่องพวกนี้ที่ใช้เวลากว่าสิบปี
ไม่เคยเสียดายเวลาที่ผ่านไป
ทุกช่วงเวลามีค่ามาก มีอะไรให้ระลึกถึง
หล่อหลอมเราให้มีก้าวใหม่และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจขึ้น



ใจสงบเสงี่ยมขึ้น
ไม่แสดงความคิดเห็นอะไรที่ทำร้ายคนอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ชอบการประนีประนอมมากกว่าการแตกหัก
ใครไม่รักก็ไม่ว่าอะไร จะไม่พูดจาทำร้ายใคร
อาจสะดุดความสัมพันธ์กับบางใคร
รู้สึกเสียใจแม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติ



เมื่อโตขึ้น ก็จะเป็นผู้รับฟังมากขึ้น
หลีกเลี่ยงการเบียดเบียนผู้อื่นทั้งกาย วาจา ใจ


เมื่อวาน สะดุดคำถามของลูก ๆ ที่ว่า
คนอายุ 33 เขาเป็นแบบนี้ทุกคนหรือแม่

เธอชอบศิลปินหน้ากากจิงโจ้
เขาเคยตกอยู่ในภาวะขาลง มีชื่อเสียมากกว่าชื่อเสียง มีแฟนคลับน้อย
ทั้งที่เขาร้องเพลงได้ดีมาก แต่ความสามารถโดนกลบกับไปกับข่าวลบ
จนกระทั่ง ทุกคนเห็นความสามารถที่แท้จริงภายใต้หน้ากากจิงโจ้
ทึ่งในพลังเสียงและความสามารถในการร้องเพลงของเขา
โดยที่ไม่รู้เลยว่าเขาคือใคร

เขาเป็นเอนเทอร์เทนเนอร์คนหนึ่งบนเวที
ร่าเริง แจ่มใส มีความเป็นเด็กและเป็นธรรมชาติ
ลูกสาวคลั่งไคล้ หลงใหลในตัวศิลปิน แต่กังขาในเรื่องความไม่เป็นผู้ใหญ่

ฉันเข้าใจ
ฉันได้แต่บอกว่า ตอนแม่อายุ 33 แม่ต้องเลี้ยงลูก ดูแลกิจการของครอบครัว ไม่มีเวลาคิดถึงคนอื่น มีแต่เรื่องตัวเอง ดูแลลูกก็ทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้ว เป็นหน้าที่และความรักในสิ่งที่เลือกทำตรงหน้า แม่พอใจที่ตัวเองเป็นแบบนี้และชื่นชมการทำงานของคนอื่นในฐานะศิลปินเพราะคือการงานอย่างหนึ่งที่เราทำแบบเขาไม่ได้ แล้วลูกชอบเขาตรงไหน

เธอเล่าว่า ช่วงที่เขาไม่มีแฟนคลับมาเกือบสิบปีนั้น บางทีออกคอนเสิร์ต มีคนดูเพียง 5 คน แต่เขาก็ร้องเพลงและเต้นเต็มที่ เล่นกับคนดูเต็มที่ ไม่มีครั้งไหนที่เขาเต้นและร้องไม่เต็มที่เลย บางคอนเสิร์ตก็ไม่มีใครเลย น่าสงสารทั้งที่เสียงดีมาก เขาร้องเพลงเพราะมาก ใคร ๆ ก็รู้จักเพลงแต่ไม่ค่อยเท่าไรกับตัวศิลปิน

ฉันเลยพอเข้าใจว่าลูกชอบหน้ากากจิงโจ้เพราะอะไร

เขาอาจจะเรียนไม่เก่งเหมือนศิลปินนักร้องที่เรียนสูง ความรู้ความสามารถไม่รอบด้านเหมือนศิลปินบางคน แต่คนอื่นก็ไม่มีในสิ่งที่เขามี ต่างคนมีดีไปคนละอย่าง เขายังทำหน้าที่ของเขาในภาวะที่ซบเซา รับผิดชอบงานการได้ก็ดีแล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่า ใครจะดังหรือดับ ทำเหตุให้ดีในปัจจุบันไว้ก่อน ไม่ต้องคำนึงถึงผล น่าจะดีที่สุดในการใช้ชีวิตให้ดีในแต่ละวัน

เรื่องของหน้ากากจิงโจ้ ทำให้คิดถึงเรื่องการเขียนหนังสือของตัวเอง

ในช่วงชีวิต 25 ปีครั้งที่สองนี้ ฉันเริ่มเขียนกลอนและเขียนต่อเนื่องมาเป็นเวลาสิบปี
หัดเขียนร้อยแก้วตั้งแต่ ก ไก่ ตัวโย้เย้จนตั้งตรงขึ้น พออ่านได้ ไม่เลวร้ายนัก
เขียนหนังสือในแบบที่ตนเองชอบอ่าน ซื่อสัตย์ต่อวิธีคิดและใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง
สื่อสารผ่านตัวหนังสือ จากการกระทำและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
โง่ได้เท่าที่ตัวเองจะโง่ เป็นได้เท่าที่ตัวเองจะเป็น

มีความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด เมื่อมีหนังสือเล่มแรก


มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ คอยให้กำลังใจตั้งแต่เริ่มเขียนจนเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง
มีบรรณาธิการอย่างคุณโดม วุฒิชัยที่คอยเอาใจใส่ แนะนำ ดูแลเรื่องงานเขียนให้เข้าที่เข้าทางอย่างใส่ใจและใจเย็น

ยิ่งไปกว่านั้นคือคุณขจรฤทธิ์ รักษา กรุณาอ่านงานเขียน ให้คำแนะนำเป็นระยะ ๆ ระหว่างเขียนบันทึกและให้เกียรติเขียนคำนิยมที่ยาวเหยียดอย่างที่ตัวเองก็นึกไม่ถึงมาก่อน นำความปลาบปลื้มและประทับใจทุกครั้งที่หยิบหนังสือขึ้นมาหรือมอบให้ใคร แม้ว่าจะเป็นเล่มเดียวและอาจจะเป็นเล่มสุดท้ายของฉัน แต่ฉันก็ไม่เคยคิดจะเลิกเขียนหนังสือเลยนับแต่นั้นมา อาจมีล้าบ้าง แต่การเขียนให้หลายสิ่งหลายอย่างกับชีวิตไม่น้อยไปกว่าการอ่านที่เทียบเท่ากับลมหายใจของชีวิต


ช่วงชีวิตที่สองนี้ มีความรู้สึกมั่นคงทางใจมากขึ้น กายใจแข็งแรงมากขึ้นกว่าช่วง 25 ปีแรก

ฉันเริ่มมีกิจกรรมใหม่เพิ่มเข้ามาคือการออกกำลังกายที่ควบคู่ไปกับการงานปัจจุบัน
ครอบครัวเราหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เด็ก ๆ เติบโตและใส่ใจเรื่องการเรียนมาก ไม่มีอะไรให้หนักใจ เราให้กำลังใจลูกเต็มที่เมื่อถึงเวลาต้องสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทุกอย่างเป็นไปตามลำดับชีวิต มีอุปสรรคบ้างแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ฉันคิดไม่ถึงว่า ชีวิตจะเดินทางไกลถึงวันนี้ เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งภายนอกและภายในตัวเอง เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้ดี ไม่กังวลเรื่องภายหน้าจนเกินไป ไม่ทุกข์ล่วงหน้า ไม่หาเหตุให้ทุกข์ซ้ำซาก จากคนที่ทุกข์ง่าย หายยากก็รู้จักวางอะไรได้บ้าง ค่อย ๆ ฝึกฝนกันไป รู้ตัวเร็วและปล่อยไปเร็วเช่นกัน และรู้ว่าแม้แต่ความสุขก็ต้องใช้ปัญญา

อยากโกรธ เกลียดคนให้น้อยลง เพราะไม่ว่ารัก เกลียด ชอบ ทุกข์ สุขทุกอารมณ์นั้น เกิดที่เรา เรารู้อยู่คนเดียว แบกคนเดียว อยากเป็นคนเป็นแบบไหนก็เลือกเอา

ความสุข ความมั่นคงในจิตใจในทุกวันนี้ ขอยกความดีทั้งหมดให้ผู้อยู่เบื้องหลังคือทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะสามี

เขาทำให้ฉันกล้า แกร่ง มีความสุข สบายใจ ให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันรัก สนับสนุนทุกอย่างที่ฉันชอบ คอยข่วยเหลือ เติมเต็มชีวิตที่ขาดพร่องในวัยเด็กให้ฉัน เข้าใจในสิ่งที่ฉันคิดและเป็นอยู่ ให้อิสระ ให้เกียรติและไว้วางใจฉันเสมอมา

เขาดูแลฉันและลูก ๆ เป็นอย่างดีตั้งแต่วันแรกจนวันนี้
ขอบคุณชีวิตที่มีเขาเคียงข้างเสมอมา


พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่ฉันจะเริ่มชีวิต 25 ครั้งที่ 3

ฉันอยากขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉัน
ให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องดีและไม่ดี ทุกอย่างเป็นบทเรียนทุกวัน
หากเคยล่วงเกินใครด้วยคำพูดหรือทางใดทางหนึ่งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ได้โปรดอภัยให้ด้วย เพราะคิดว่าน่าจะเป็นการสื่อสารที่ผิดจากเจตนารมณ์ที่แท้จริง

ฉันอยากรักษาความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับมาให้คงอยู่
แม้ว่าบางความสัมพันธ์หรือมิตรภาพกับบางใครไม่มีการเดินทางต่อไปก็ตาม
ก็จะระลึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่เราเคยมีร่วมกัน

ไม่คิดว่า ชีวิตจะเดินทางมาถึงอายุที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5
รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของสังขาร โดยเฉพาะสายตาที่แย่ลงทุกวัน

เนื่องในวันดีอีกวันหนึ่ง
ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคน มีสุขภาพ กายใจ สมบูรณ์แข็งแรง
มีชีวิตที่ดีและมีความสุขกับทางที่เลือก มีความรักเป็นพื้นฐาน
มีธรรมะควบคู่กับการดำเนินชีวิต

ลาก่อน 49 ปี

ด้วยรัก
ภูพเยีย




Create Date : 22 เมษายน 2560
Last Update : 22 เมษายน 2560 20:17:36 น.
Counter : 65 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
--- a little everyday : ของขวัญสำหรับเดือนเกิดของตัวเองปีนี้---














Sky above me
Earth below me
Fire within me
::
ความสุขของคนชอบเขียนบันทึก
เพียงแค่มันทำให้เราสนุก
ช่วยเยียวยาจิตใจ
ทำให้ฉันได้หลงใหล
ทำให้ได้ชีวิตชีวากลับคืนมา
การเขียนช่วยผ่อนคลายจากการงานประจำวัน
แค่ได้เขียนทุกวันอย่างมีความสุข
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
::
R U N















R U N

ฉันบันทึกความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง
จากวันแรกที่เริ่มวิ่งจนวันนี้ที่ยังวิ่งอยู่
ฉันบันทึกอะไร
ถ้าไม่ใช่ภาวะด้านใน
มีโลกอีกใบซ่อนในตัวเอง
(ฉันสร้างโลกกี่ใบแล้วนะ)
ไม่หรอก ฉันทำได้ทีละอย่าง
ชอบอะไรก็ให้เวลา ทำความรู้จัก
มีความสุข
และอยู่กับมันนาน ๆ















ค่อย ๆ แก้ไขไป
ทำให้ดีเท่าที่มันจะดีได้

ประโยชน์ที่ได้จากการบันทึก
อย่างแรกคือเป็นประโยชน์ต่อตัวเองมาก
เห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีที่ผ่านไป
หลายอย่างลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
ดีใจที่เขียนบันทึกทุกวัน
มีความสุขมาก

::
บันทึกนักวิ่งแนวหลัง












หนังสือทำมือ
บันทึกการออกำลังกาย
ตั้งแต่วิ่งบนสายพาน
สู่ สนามมาราธอน

















ถึงรู้จักอัลตร้ามาราธอนแล้ว
แต่วิ่ง ๆ เดิน ๆ วันละ 5-6 กิโลนั้น
เป้าหมายใกล้สุด จริงสุดคือ
มินิมาราธอน ..

3 เมษายน 2014

::
::

วันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว ฉันยังอยู่ที่ฟิตเนสและเดิน ๆ วิ่ง ๆ บนสายพานอยู่เลย เพิ่งเริ่มอยากวิ่งจริงจังและตั้งเป้าหมายพอเอื้อมถึงคือผ่านมินิมาราธอน

เราลงวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกงาน PEA เมื่อ พฤศจิกายน 2013 ตื่นเต้น สนุกสนานและเหนื่อยมาก

แต่ปี 2014 เป็นปีที่แย่มาก ๆ เพราะเป็นโรคกระเพาะตั้งแต่ต้นปี หลังจากวิ่งจบมินิฯเหรียญแรกไม่ทันไร ฉันก็ป่วยอย่างต่อเนื่อง จนซูบไป อย่าว่าแต่ซ้อมเลย แค่ลุกเดินได้ ทำงานได้วันต่อวันก็วิเศษมากแล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงเลย ฉันพลาดงานวิ่งที่แม่เหียะไปแต่ก็ได้แต่นั่งเชียร์พ่อลูกที่เส้นฟินิช

แต่อีกเดือนต่อมาอยากวิ่งงานสิงห์สงกรานต์ที่ห้วยตึงเฒ่ามาก ทั้งที่ป่วยและไม่เคยซ้อมเลย หวังว่าวิ่งด้วยใจจะไปได้ ฝืนใจวิ่งงานนี้จนจบแต่เจ็บมาอีกสี่เดือนเต็ม ๆ เข็ดมาก สัญญากับตัวเองว่า จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว เจ็บสะโพก ก้าวขาแทบไม่ไหว วันไหนนั่งยอง ๆ สองขาก็ไม่สามารถยันตัวลุกขึ้นได้ ขาไม่มีแรง บทเรียนแรกสำหรับการไม่ซ้อมและเอาแต่ใจไปวิ่ง

หลังจากสี่เดือนแสนทรมาน เริ่มดูแลตัวเองใหม่ ซ้อมใหม่เพื่อลงวิ่งมินิมาราธอนงานเชียงใหม่มาราธอนปลายปี เป็นวันที่น่าจดจำเพราะเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่วิ่ง 10 กิโลโดยไม่เดินเลย

ปี 2015 เราซ้อมวิ่งทั้งปี ลงวิ่งงานเฉลี่ยเดือนละครั้ง รวม 11 ครั้ง เพราะปลายปี เราวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรก

ปี 2016 เรายังสนุกกับการวิ่งเต็มเปี่ยม และคิดอยากมีมาราธอนครั้งแรกสักครั้ง ตั้งใจว่า อีก 2 ปีข้างหน้าก่อน ปีนี้จะซ้อมมินิมาราธอนให้เข้าฝัก

ปราฏว่า CMU Marathon จัดครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เราตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่า ขอลงที่นี่ที่แรก อยากมีมาราธอนแรกที่มหาวิทยาลัยของเราจัด

เราผ่านมาราธอนแรกที่นี่อย่างสวยงามและน่าประทับใจมาก

ปีนี้ทั้งปี เราผ่านฮาล์ฟมาราธอน 3 งาน / มาราธอน 3 งาน / และมินิมาราธอนอีก 5 งาน เป็น A Year of Marathon สมกับที่เราตั้งเป้าหมายไว้แต่ต้นปี

ปี 2017 นับเป็นปีที่สี่ของการวิ่ง

เราเพิ่งเก็บ มินิมาราธอนไป 3 งาน / ฮาล์ฟมาราธอนไป 2 งาน และอีก 1 มาราธอน

จากนี้ยังไม่ลงงานไหน แต่วิ่งเก็บระยะไปเรื่อย ๆ

ตั้งใจว่า จะวิ่งมาราธอนในสนามที่อยากวิ่งปีละหนึ่งหรือสองครั้ง และจะวิ่งไปเรื่อย ๆ ตามกำลัง
ซ้อมให้กำลังอยู่ตัวเพราะลงวิ่งในวันที่ใจและกายพร้อมนั้น จะเป็นวันที่วิ่งได้ดีและสนุกมาก :)

#whenpoopayiaruns
3 เมษายน 2017


















Create Date : 21 เมษายน 2560
Last Update : 21 เมษายน 2560 14:17:47 น.
Counter : 67 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- พ ลั ง วิ เ ศ ษ ข อ ง ค น ธ ร ร ม ด า : อลิซาเบธ กิลเบิร์ต ---














น่ากลัว น่ากลัว น่ากลัว
ความกลัวอะไรบ้างที่ปิดกั้นคุณจากการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์




คุณกลัวว่าตัวเองจะไม่มีพรสวรรค์
คุณกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ ถูกวิจารณ์ ถูกล้อเลียน ถูกเข้าใจผิดหรือที่แย่ที่สุดคือ ไม่มีใครสนใจในสิ่งที่คุณทำเลย
คุณกลัวว่าจะไม่มีตลาดรองรับความคิดสร้างสรรค์ในแบบของคุณ เพราะฉะนั้น มันไม่มีค่าพอที่จะทำ
คุณกลัวว่าจะมีคนอื่นเคยทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคุณมาแล้ว
คุณกลัวว่าทุกคนเคยทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคุณ
คุณกลัวว่าจะมีใครขโมยความคิดของคุณไป ซ่อนมันไว้ในมุมมืดตลอดกาลยังจะปลอดภัยเสียกว่า
คุณกลัวว่าจะไม่มีใครจริงจังกับสิ่งที่คุณทำ
คุณกลัวว่าผลงานของคุณไม่ดีพอที่จะเปลี่ยนชีวิตใคร ไม่ว่าทางความคิด ทางอารมณ์หรือทางศิลปะ
คุณกลัวว่าความฝันของคุณจะเป็นเรื่องน่าอาย
คุณกลัวว่าวันหนึ่งเมื่อคุณมองย้อนกลับมาคุณจะพบว่า การพยายามใช้ชีวิตสร้างสรรค์เป็นเรื่องเสียเวลา เสียเงินและยังเปล่าประโยชน์อีกด้วย
คุณกลัวว่าตัวเองจะมีความตั้งใจไม่มากพอ
คุณกลัวว่าจะไม่มีทางที่เหมาะสม ไม่มีเงินพอ ไม่มีเวลาพอสำหรับจดจ่อกับการคิดค้นหรือสำรวจสิ่งใหม่ ๆ
คุณกลัวคนอื่นจะมองว่าคุณเป็นคนน่าเบื่อ โง่ แค่อยากเป็นศิลปินหรือหลงตัวเอง
คุณกลัวว่าคนรอบตัวและเพื่อนร่วมงานจะมองคุณเปลี่ยนไป ถ้าคุณแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา
คุณกลัวว่าด้านมืดที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในตัวคุณจะปรากฏออกมา และคุณก็ไม่อยากรู้จักมัน
คุณกลัวว่าผลงานใหม่ของคุณจะไม่ดีเท่าผลงานเดิมที่เคยทำไว้
คุณกลัวว่าตัวเองจะไม่เคยสร้างผลงานดี ๆ ออกมาเลยด้วยซ้ำ
คุณกลัวว่าคุณแก่เกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่
คุณกลัวเพราะคุณเคยมีช่วงชีวิตที่ดีมากมาก่อน และชีวิตคุณคงไม่ดีไปกว่านั้นอีกแล้ว
คุณกลัวเพราะคุณไม่เคยมีช่วงชีวิตที่ดีเลย แล้วจะพยายามไปเพื่ออะไร
คุณกลัวว่าจะทำสำเร็จได้ครั้งเดียวแล้วก็ดับ
คุณกลัวว่าจะไม่มีวันทำสำเร็จเลย...
::
::
พลังวิเศษของคนธรรมดา
อลิซาเบธ กิลเบิร์ต
(ผู้สร้างผลงานโด่งดังอย่าง Eat Pray Love)















Create Date : 21 เมษายน 2560
Last Update : 21 เมษายน 2560 10:52:13 น.
Counter : 70 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- เ ล่ น กั บ โ ล กไ ก ล บ้ า น : กิจการ ช่วยชูวงศ์ ---













บริสตอลอยู่ตรงไหนของอังกฤษ ชาตินี้อาจไม่ได้ไปเห็นหรือสัมผัสพื้นที่ตรงนั้นด้วยตัวเอง แต่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เลือกเมืองท่าบริสตอล ประเทศอังกฤษเป็นฉากหลังของการเดินทางด้วยหัวใจ เลือกที่จะหยุดอยู่ ณ สถานที่นี้ แล้วหยิบยกสิ่งต่าง ๆ ที่น่าสนใจรอบ ๆ ตัวมาบอกเล่า


หนังสือเล่มนี้ “เล่นกับโลกไกลบ้าน”ของ กิจการ ช่วยชูวงศ์ เป็นงานเขียนสารคดีเชิงบันทึก จะว่าคล้ายสารคดีท่องเที่ยวก็เรียกได้เหมือนกัน เพราะผู้เขียนพาเราเดินทางไปด้วยกันกับสายตาและความคิด เป็นความเรียงประกอบภาพถ่ายที่สวยงาม ที่ข้าพเจ้าชอบเล่มนี้เพราะภาษาที่ใช้ง่ายและงดงามผ่านทัศนะคติด้านดีต่อชีวิตและสังคม มองเห็นความสวยงามของสรรพสิ่งและลงลึกในรายละเอียดได้น่ารักน่าอ่าน ภาพและเรื่องราวในหนังสือนี้เกิดขึ้นที่เมือง บริสตอล ประเทศอังกฤษ บรรยากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ วันส่วนใหญ่ที่นั่นครึ้มฟ้าครึ้มฝนแสดงอารมณ์หม่นอยู่เสมอ ถ้าเป็นคนคงโดนค่อนขอดไปบ้างล่ะว่า จะร้องไห้อะไรกันทั้งปี


ถนนไวท์เลดี้ส์นั้นเป็นถนนที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคุ้นเคย ถือเป็นถนนที่ผู้เขียนถือเป็นเพื่อน

“..บางวันมอมแมมทั้งสาย เพราะฝนเทลงมาให้เลอะฝุ่นเลอะโคลน บางวันเป็นเหมือนฉากละคร เล่นเรื่องสวรรค์ ดอกไม้ใบไม้สวยแข่งกันวันที่แดดใส ซอยเล็ก ๆ บางซอยมีร้านขายต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ใบ กระถางสวย ๆ เมล็ดพันธุ์ดอกไม้ใบไม้ใส่ซองสีสดเรียง…

วันฝนกระหน่ำผ่านเลยไปแล้ว เหลือแต่เมฆอ้วนก้อนใหญ่ มองไปที่ห้องนั้น ที่ประดับโคมไฟสว่างสวยอีกที ที่พึ่งทางใจนั้น ที่เดียวก็อาจจะพอแล้วครับ สว่าง สงบ สดชื่น ท่ามกลางเรื่องราวกวนตากวนใจ ถ้ามีสองสามห้องที่เปิดไฟสว่างอย่างห้องนี้ อาคารทึม ๆ ฟ้าหม่น ๆ อาจไม่ได้สวยที่กลางใจเราเท่านี้ …”


ชอบความอ่อนโยนของเขาแทรกซึมในภาษาเขียน ซึมรอยยิ้มไปด้วยในแต่ละบท

“ วันนี้ผมเห็นรองเท้าหนังคู่เล็ก ๆ วางขายอยู่ จิ๋ว..จนทึ่งว่าเท้าเจ้าของนั้นจะเล็กยิ่งกว่านี้ขนาดไหน ขนาดมองจากข้างนอก ดูพื้น ดูโครงสร้างรองเท้า พลิกซ้ายพลิกขวาก็ว่าเล็กแล้ว ดูวัสดุบุข้างในยิ่งแล้วใหญ่ ผ้าที่บุฟูกินที่ข้างใน แปลว่าเท้าที่จะสวมใส่ก็นิดเดียวเท่านั้น

หนังแท้นะครับ ตัดเย็บด้วยหนังนุ่ม พื้นอย่างดี สงสัยว่าทำไมต้องให้ดีขนาดนั้น เด็กเท้าเล็กขนาดนี้ไม่น่าจะเดินได้ ใส่แล้วคงไม่ได้ทำอะไร เท้าเล็กเพียงนี้ ตัวก็คงเท่า ๆ ลูกหมา วันหนึ่ง ๆ คงนอนเป็นส่วนใหญ่

ความคิดของผมนั้นไม่ตรงกับความจริงครับ อย่างน้อยก็ความจริงที่บริสตอลนี่
เด็ก ๆ ที่นี่เดินกันตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ไม่ใช่แค่เดินในบ้านเสียด้วย ออกมาท่องโลกกันเลย รองเท้าเด็กที่เล็กจนดูเหมือนจะเป็นพวงกุญแจนั้นเป็นรองเท้าเพื่อใช้งานจริง
ชีวิตที่นี่ การเดินเป็นเรื่องปกติ…”

ขอขอบคุณการเดินทางด้วยใจในตัวหนังสือของผู้เขียนสร้างบรรยากาศพร้อมรอยยิ้มให้เรามองโลกไกลบ้านของเขาอย่างมีความสุขและไม่ลืมที่จะมองโลกใกล้ตัวของเรา
แด่การอ่านค่ะ

แนวรุกสำคัญของโลกการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ขอบคุณมากค่ะ
ภูเพยีย
๑๗ เมษายน ๒๕๕๕

















Create Date : 20 เมษายน 2560
Last Update : 20 เมษายน 2560 8:25:56 น.
Counter : 86 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]