กรกฏาคม 2559

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
30
31
 
 
All Blog
--- ภ า ว ะ ทั้ ง 7 ข อ ง นั ก วิ่ ง ---






ภ า ว ะ ทั้ ง 7 ข อ ง นั ก วิ่ ง

ตลอดสามปีที่ผ่านมา
สังเกตตัวเองว่า มีช่วงอาการในการดำเนินไปแต่ละช่วงการวิ่ง ไม่เหมือนกัน



1.ช่วงติดวิ่ง
ช่วงนี้จะชอบออกไปวิ่งมาก วิ่งเเล้วรู้สึกดีเยี่ยม ไปสนามวันละสองครั้งเช้ากับเย็น จิตใจจดจ่อจะไปแต่สนามวิ่ง ชอบซื้อเสื้อผ้าเเละรองเท้าวิ่งเสมอ




2. ช่วงตื่นเหรียญ
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ อยากไปออกรายการวิ่งเพราะอยากได้เหรียญ บางทีนั่งรถไปวิ่งไกลๆ เพราะอยากได้เหรียญเเค่นั้น!!






3.ช่วงติดเพื่อน
ช่วงนี้จะมองงานวิ่งเป็นเหมือนราวกับงานปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง เริ่มมีสังคม งานไหนที่เพื่อนๆไปเยอะไม่ยอมกันคะ
งานนี้ไม่มีฉัน-ไม่ได้นะโว้ย ต้องมีๆๆๆ 555





4.ช่วงมือลั่น
ระยะหลัง การรับสมัครจะเปิดเผื่อไว้หลายเดือน นักวิ่งหลายๆคนจะเป็นภาวะมือลั่น โดยเฉพาะรายการใหญ่ฉันเองก็เป็น เพราะจะสมัครเต็มเร็วมาก บางทีเผลอสมัครโดยไม่หยั้งคิด ถึงเวลาซ้อม สภาพร่างกายต่างๆ มือลั่นเลยกลายเป็นภาวะไม่รู้สึกตัวอยู่ช่วงหนึ่ง คือสมัครไปก่อน ใกล้ๆถ้าไม่ไปหรือติดธุระ ค่อยขายBIB แต่พอใกล้เเข่งลงระยะเต็มไว้ติดๆกันเเทบทุกอาทิตย์เลย ร่างกรอบมาก






5.ช่วงข้ามขีดจำกัด
พอเราวิ่งได้มากขึ้น ก็เริ่มลำพองใจมากขึ้น ลงระยะที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะอยากทลายขีดจำกัดตัวเอง ข้ามมาเทรล ข้ามมาเล่นไตรกีฬา






6.ช่วงบุญเก่า
ช่วงนี้ถ้าเป็นผลไม้ คือ สุดงอมเต็มที่ ซ้อมไม่กี่มาน้อย แต่ยังลงรายการต่างๆไว้เช่นเดิม ใช้ต้นทุนเดิมที่ทำได้เเข่งไปแค่จบ





7.ช่วงเสพดราม่า
ระยะหลังวงการวิ่งไม่ต่างจากวงการมายา คือมากไปด้วยผู้คน ต่างที่มา ต่างความคิด
ช่วงนี้แต่ละอาทิตย์ฉันกลับไม่ค่อยวิ่ง วรรณกรรมไม่อ่าน ละครไม่ติด แต่จะรออ่านข่าวความดราม่าราวกับข่าวEntertainment tonigth ในเเต่ละอาทิตย์ในเพจ
ยุคนี้ รู้สึกแค่ใส่ชุดวิ่ง เซลฟี่ มีรูปไว้อัพเฟซ แล้วก็เขียนรีวิวรัวๆไม่ต้องใช้ฝีเท้า ก็กลายเป็นนักวิ่งเเล้วจ้าาา

ปุจฉา: เพื่อนๆอยู่ในช่วงไหนกัน?
Cr : Yutthapong Gul-oung







::
::





ต้องขออนุญาตและขอบคุณเจ้าของความคิดนี้ผ่านทางบล็อกแกงค์ไว้เลยที่นำข้อความมาแปะไว้ที่นี่ ให้เครดิตผู้เขียนสเตตัสนี้นะคะ ที่คัดลอกมาเพราะ ช อ บ ม า ก และกำลังอยากตอบคำถามที่เขาทิ้งท้ายไว้ในฐานะนักวิ่งคนหนึ่ง

อ่านแล้วอมยิ้มเลยค่ะเพราะตรงกับใจมาก แถมเรียงตามลำดับได้ดั่งใจอีกต่างหาก ช่างรู้ใจนักวิ่งมือใหม่แนวหลังที่มีหลายสมญานาม ไม่ว่าจะ นักวิ่งแนวหลัง /นักวิ่งเก็บเต็นท์ /นักวิ่งหนีรถพยาบาล /นักวิ่งหนี sweeper / นักวิ่งสายโหลด สายอุปกรณ์ นักวิ่งขาจร ฯลฯ อะไรก็ตามที่ไม่ใช่แนวหน้าฝีเท้าดี


เราเองยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่าจะมาถึงตรงนี้ได้

เมื่อเริ่มแรกนั้น เราเข้าฟิตเนสเพราะสุขภาพแย่มาก นั่งลงแล้วอาการบ้านหมุนจนลุกขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ปฎิวัติตัวเองละก็ ชีวิตจะเป็นอย่างไรนะ ผอมซีด เดินทางไปไหนไกล ๆ จะมีอาการเมารถ กว่าจะเข้าที่ ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาปกติก็ต้องพักหลายวัน กินอาหารได้ไม่มาก ไม่อร่อย ชอบกาแฟ ดื่มแทนข้าว ไม่เคยกินข้าวเช้ามานานแล้ว

เมื่อไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น กินอาหารได้มากขึ้น สดชื่นและสนุก ตอนนั้นไม่เคยคิดเรื่องวิ่งจนกระทั่งนักเขียนคนโปรดเป็นนักวิ่งมาราธอน นึกไม่ออกว่าเขาวิ่งไปได้ยังไง ในใจเราต่อต้านการวิ่งมากเพราะเหนื่อย ไม่ชอบกิจกรรมการวิ่งนี้เลย คิดอย่างเดียวเมื่อครูสั่งให้วิ่งเพราะถูกลงโทษ ไม่เคยวิ่งอย่างสมัครใจนอกจากซ้อมเพื่อสอบแต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ปิดใจ


หลังจากยกเวทมาสักพัก เริ่มเดินบนลู่วิ่ง speed 4 วันละ 20 นาที ไม่เคยดูหรอกว่าเดินได้วันละกี่กิโล ผ่านไปเป็นปี ร่างกายเริ่มเข้าที่เข้าทาง ลองเดิน speed 6 บ้าง เดินทนมากขึ้น บางวัน 30-40 นาที แต่มากสุดคือ 50 นาทีและลองหัดวิ่งบนลู่วิ่ง speed 7-8 แต่เหนื่อยแสนสาหัส พยายามวิ่ง ๆ เดิน ๆ ให้ถึง 3 กิโล วันไหนถึง 5 กิโลก็ฟุ้งไปนาน ชื่นชมตัวเองอยู่อย่างนั้น

กลับบ้านอ่านหนังสือเรื่อง เย็นวันเสาร์-เช้าวันอาทิตย์ของ คามิน คมนีย์ ก็ตื่นตะลึง หนังสือเล่มนี้เหมือนโลกใบใหม่ ไม่เคยรู้มาก่อนมา เขาวิ่งกันขนาดนี้เลยหรือ รู้สึกคึกคักอยากออกวิ่งบ้าง มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะได้ออกไปวิ่งทางถนนเหมือนเขาบ้าง

โอกาสแทบไม่มี เพราะไม่สามาารถจัดเวลาอะไรได้ เลิกงานสองทุ่มก็กลับบ้าน ตอนเช้าก็รีบมาทำงานแล้วเราจะไปวิ่งข้างทางได้อย่างไร ไหนจะรถ ไหนจะหมาตามตรอกซอกซอย ดูช่างเป็นอุปสรรคไปเสียทุกอย่าง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกสาวบอกว่า พ่อเพื่อนจัดงานวิ่งมินิมาราธอน (PEA ) อยากชวนพ่อแม่ไปวิ่งด้วย ฉันเพิ่งวิ่งได้แค่ 5 กิโลเอง แล้วอีก 5 กิโลนี่จะไหวเหรอ 10 กิโลนี่ไกลมากเหลือเกิน

แต่เราต้องมีครั้งแรกกันทั้งนั้น เราลงวิ่งด้วยกันทั้งครอบครัว เจอรุ่นน้องนักวิ่ง เธอให้กำลังใจอยู่เสมอว่า ค่อย ๆ ไป เราทำได้ ฉันก็คิดแบบนั้น แอบหวั่นใจเหมือนกันว่า จะถึงที่หมายเหรอ ...และแล้ว ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เริ่มชอบและอยากซ้อมใหม่ให้ดีขึ้น ไม่อยากเชื่อว่าจะวิ่งได้ ไม่รู้ว่ามันจะสนุกบนความเหนื่อยยากได้ เสน่ห์ของการวิ่งอยู่ตรงไหนกัน ยังหาคำตอบที่ตรงกับใจไม่ได้สักที แต่การวิ่ง 10 กิโลแรกครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตัวเอง ยิ่งกว่าการไปฟิตเนสเสียอีกเพราะเริ่มคิดไปไกลกว่านั้น อยากวิ่งฮาล์ฟและมาราธอนสักครั้งในชีวิต






หลังจากอ่านภาวะทั้ง 7 ของนักวิ่งข้างต้นก็เลยนึกสนุกอยากตอบคำถามว่า เราไปถึงไหนแล้วนะ

ภาวะที่ 1 :: ติดวิ่ง

ใช่...เราเริ่มสนุก เริ่มซ้อม สนใจเรื่องรองเท้าแม้จะรู้มาแล้วว่า มีนักวิ่งเท้าเปล่าแต่ก็อยากใส่รองเท้าวิ่งมากกว่า เริ่มสนใจรองเท้ามาใส่วิ่งแทนคู่แรกที่ใช้ไปฟิตเนส จนมาเจอสเก็ตเชอร์ลดราคา ลองใส่แล้วชอบ เบาและนุ่มเท้ามาก จึงรักรองเท้าคู่นี้และใส่วิ่งมินิมาราธอนทั้งปี แต่ฉันยังซ้อมวิ่งบนสายพานมาตลอดทั้งปีเช่นกัน แต่หลังจากปีแรกผ่านไป เริ่มมองรองเท้าเพิ่มขึ้น เป็นทั้งแรงจูงใจและกิเลสที่ตัดยากเสียจริง ราคาไม่ใช่เล่น ๆ ด้วยสิ




เข้าภาวะที่ 2 คือ :: ตื่นเหรียญ

มันอาจดูตลกขบขันสำหรับคนที่ยังไม่เคยวิ่งตามงาน เรายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเราอยากได้เหรียญที่ระลึกจากงานวิ่ง ไม่ว่าเหรียญไหนก็ทำให้เราภาคภูมิใจเมื่อนึกถึงเพราะเราต้องฝึกซ้อม ต้องตื่นเช้าเพื่อซ้อมยาว ๆ ต้องต่อสู้กับความเหนื่อยยาก สู้กับภาวะภายในของตัวเอง เรายอมเหนื่อยเพื่อแลกมันมา ด้วยหยาดเหงื่อของเราเอง เหรียญจึงมีคุณค่าสำหรับเรา ต่อให้ผ่านเวลาไปกี่ปีต่อกี่ปี คุณค่ามันยังคงขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ถึงมันจะเก่า ขึ้นสนิม ทองลอก ไม่สวยงาม แต่มันยังสวยงามอยู่ในใจเราเมื่อคิดถึงวันเวลาเหล่านี้

นอกจากนี้ การเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อวิ่งนั้น ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา รู้จักเส้นทางและเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น กลายเป็นการเดินทางที่มีทั้งวิ่ง กิน เที่ยวเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัว





ภาวะที่ 3 :: ช่วงติดเพื่อน

อันนี้อาจข้ามไป เพราะไม่ติดเพื่อน นอกจากติดเรื่องเวลาของคู่วิ่งเท่านั้น เขาว่างเราก็ได้ไป เขาประชุมก็ข้ามไป ไม่ซีเรียสอะไร ว่างเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้นแต่ซ้อมอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิม




ภาวะที่ 4 :: ช่วงมือลั่น

ปกติ งานวิ่งใกล้บ้าน เราไม่ต้องสมัครออนไลน์ล่วงหน้า ว่างก็ไปเลย ซื้อบัตรหน้างาน ติด BIB และวิ่งได้เลย

แต่ช่วงหลัง งานวิ่งบูมมาก รายการไหนที่มีการรีวิวดี ๆ นักวิ่งพูดถึงเยอะ ๆ หรือสนามวิ่งติดอันดับท็อปไฟว์ที่นักวิ่งควรได้ไปวิ่งผ่านเฟซบุ๊ก ทำให้การสมัครยากขึ้นและยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีผู้คนสนใจการออกกำลังกายด้วยการวิ่งมากขึ้นทุกปี เป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่าจะไปว่าเขาวิ่งเพราะแฟชั่นเหมือนเคยได้อ่านกระทู้หนึ่งที่ตั้งขึ้นมา ไม่ว่าใครจะสนใจประเดี๋ยวประด๋าว ก็ยังน่ายินดีเพราะไม่ง่ายนักที่คนเราจะสละเวลามาทำอะไรเหนื่อยยากและสร้างวินัยใหม่ให้ตัวเอง สำหรับคนที่มีวินัยสั่งสมมาแต่เด็กแล้ว การวิ่งยิ่งทำให้วินัยนั้นเข้มแข็งขึ้นอีกได้ไม่ยาก ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดี

อาการมือลั่นนั้น เราไม่ถึงขนาดนั้น ไม่ลงอุตลุต แต่จะพยายามลงรายการที่ชอบจริง ๆ สักสองรายการ เผื่อเวลาซ้อมให้ดี เพียงแต่ว่า หากมีรายการน่าสนใจระหว่างทาง ถ้าสมัครได้ก็ไป ไม่ได้ไม่เป็นไร

ภาวะนี้ อาจจะเข้าข่าย แต่ไม่ลงเยอะอยู่ดี กลัวกรอบเพราะแก่ ประมาณตัวแล้วคงไม่รอดแน่ ๆ




ภาวะที่ 5 :: ช่วงข้ามขีดจำกัด

อันนี้เป็นบ้าง เพราะเมื่อวิ่งมินิมาราธอนมาทั้งปี เริ่มมีใจอยากลองฮาล์ฟมาราธอนดูบ้าง คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เรื่องใจถึงนั้นมาจากร่างกายที่ซ้อมอย่างต่อเนื่องด้วย เมื่อเป้าหมายใหม่เกิดขึ้น การฝึกซ้อมก็ต้องเป็นแบบใหม่ เราไม่เคยคิดว่า ใจถึงก็ไปถึง มันอาจจะใช่ แต่อาจจะบาดเจ็บได้หากไม่ศึกษาเรื่องการฝึกซ้อม มันจำเป็นมากที่ต้องมีการฝึกซ้อมที่ดีและถูกต้อง รวมถึงการกิน การพักผ่อน เท่ากับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบใหม่ นอนเร็ว ตื่นเช้าเพื่อจะซ้อม มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการวิ่งมากมายหลายสำนัก เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและน่าเรียนรู้ไม่สิ้นสุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเรียนรู้อะไรเพื่อมาปรับใช้กับตัวเองนั้น ต้องมีศิลปะในการเลือกมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองเช่นกันเพราะเราไม่สามารถลองได้ทุกวิธี

จากนี้ก็เริ่มขยับไปลองวิ่งเทรลบ้าง ไตรกีฬาบ้าง ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละคน เราต่างหล่อเลี้ยงความรู้สึกอยากวิ่ง อยากซ้อม สนุกสนานกับวิธีออกกำลังกายและหาสิ่งใหม่ ๆ ท้าทายชีวิตทำกัน ฉันเห็นดีด้วย สุขภาพใจไม่เฉื่อย ร่างกายก็ปรับไปตามเป้าหมายใหม่ในแต่ละครั้ง น่าสนใจและสนับสนุนทุกความรู้สึกแบบนี้ ขอเพียงเขาสนใจใฝ่ฟังสภาพของร่างกายอยู่เสมอว่าพร้อมหรือไม่





ภาวะที่ 6 :: ช่วงใช้บุญเก่า

อ่านแล้วพอเข้าใจ ว่าคืออะไร แต่ฉันเพิ่งวิ่ง ร่างกายไม่แกร่งพอจะเอาบุญเก่าจากที่ไหน ลงงานวิ่งเมื่อไรก็พยายามซ้อมให้เต็มที่จะได้วิ่งได้และจบแบบไม่เจ็บ ทำให้ดีที่สุดทุกครั้งไป แต่คิดว่าอีกไม่นานจะเข้าใจลึกซึ้ง หากยังวิ่งอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ






ภาวะที่ 7 :: ช่วงเสพดราม่า

อ่านแล้วขำมาก คนเขียนช่างเขียน แล้วมันก็จริงนะ เพราะตั้งแต่เริ่มซ้อมวิ่งจริงจัง ละครหลังข่าวงดทุกเรื่อง จากคนที่ติดละครทุกเรื่องกลับกลายเป็นบอดสนิท ใครพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้มีละครเรื่องอะไรบ้าง

ที่เปลี่ยนไปสำหรับตัวเองอย่างมากคือ อ่านหนังสือได้น้อยลง หนังสือหนึ่งเล่มอ่านมากกว่าหนึ่งวัน และไม่มีเวลาพอที่จะเขียนบันทึกการอ่านอย่างสม่ำเสมอเหมือนที่เคยทำมา

ส่วนเรื่องที่ติดตามอ่านประจำคือเรื่องเกร็ดความรู้เรื่องวิ่งที่ครูดินนำมาฝาก ติดตามยูทูปการสอนของครูดิน(เพราะเราไม่มีโอกาสได้ไปฝึกกับครูดินที่สนามเหมือนคนอื่น)

นอกจากนี้ตามอ่านเรื่องโภชนาการในเพจของคุณเอิ้น เธออยู่ต่างประเทศและให้ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการและการเทรนนิ่งมากมายเหลือเกิน

ฉันติดตามเพจของคุณป็อก ที่นี่เป็นแรงบันดาลใจให้นักวิ่งหน้าใหม่และมีประสบการณ์ต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟัง แบ่งปันกันไป มีดราม่าบ้างอย่างเรื่องนักวิ่งผี เป็นต้น หลากหลายทัศนะคติแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่าน เราเคารพกติกาเพราะเราอยู่ในสังคมแต่ก็ไม่เรียกร้อหรือปรารถนาให้คนอื่นมาคิดแบบเรา เพียงแต่อะไรที่ไม่น่าทำ เราจะไม่ทำก็เท่านั้น

สุดท้ายคือหาหนังสือเกี่ยวกับการวิ่งของนักเขียนคนโปรดมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก อ่านงานของนักวิ่งคนอื่น อยากรู้ว่าเขาคิดอย่างไร อ่านงานของนักวิ่งสาวคนเก่ง อ่านหนังสือวิ่งของคุณกฤตย์ ทองคง ซึ่งแต่ละเล่มให้ความรู้และประสบการณ์หลายอย่างที่เป็นประโยชน์กับผู้อ่านมาก



สรุปคร่าว ๆ ก็คือ ฉันมีครบทุกสภาวะ แต่รายละเอียดอาจไม่เหมือนทั้งหมด เข้าใจอารมณ์ของนักวิ่ง และสถาปนาตัวเองเป็นนักวิ่งเนื่องจากเราสร้างวินัยด้วยการออกวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอ มีเป้าหมายเล็ก ๆ ของเราโดยไม่เปรียบเทียบกับใครให้ไม่สบายใจเพราะเป้าหมายในการวิ่งของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องดูถูกตัวเองที่วิ่งช้าหรือไม่เก่งหรือเข้าเส้นเป็นคนสุดท้าย

ความงามของการวิ่งมาราธอนคือ
การทำให้ทุกคนเป็นผู้ชนะ


ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
29 กรกฎาคม 2559




























Create Date : 29 กรกฎาคม 2559
Last Update : 29 กรกฎาคม 2559 13:45:23 น.
Counter : 61 Pageviews.

1 comments
  
สวัสดีค่า คุณภู ^^
อ่านมารอบนึงในเฟซที่คุณภูบันทึก
ยังคิดว่าเข้าถึงนักวิ่งมาก แต่ละช่วงที่บอกมาก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
นุ่นไม่ถนัดวิ่งเลยค่ะ
เคยโดนเกณฑ์ไปวิ่งตอนมัธยมปลาย แทบตายรู้สึกไม่ไหว
คงเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายค่ะ
ก็เลยรู้ตัวว่าแย่มาก ><

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ ค่า

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
อุ้มสี Fanclub Blog ดู Blog
ไวน์กับสายน้ำ Diarist ดู Blog
กะว่าก๋า Literature Blog ดู Blog
สาวไกด์ใจซื่อ Travel Blog ดู Blog
toor36 Cartoon Blog ดู Blog
kae+aoe Parenting Blog ดู Blog
ฟ้าใสวันใหม่ Home & Garden Blog ดู Blog
Mitsubachi Food Blog ดู Blog
ภูเพยีย Sports Blog ดู Blog
ทองกาญจนา Travel Blog ดู Blog

โดย: lovereason วันที่: 30 กรกฎาคม 2559 เวลา:0:44:51 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]