กรกฏาคม 2557

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
แค่ไปตรวจตา ใครจะนึกว่าเป็นมะเร็ง
วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายนเป็นวันที่หมอนัดแม่ไปหาหมอเพื่อฟังผลตรวจ ก่อนหน้านี้ประมาณ 4 เดือนก่อนแม่มีอาการตามัว เห็นเป็นเงาตรงกลางตา และก็มัวมากขึ้นเรื่อยๆแต่ว่าวันที่ไปหาหมอที่เจริญกรุงประชารักษ์ แม่เดินไม่ไหว เหนื่อย หายใจหอบต้องนั่งรถเข็นมาหาหมอ แม่บอกว่า เดินออกมาจากซอยบ้านอยู่ดีดีขาพับลงไปเดินต่อไปไม่ไหว เข้าไปตรวจที่เวชปฏิบัติ หมอให้ไปเจาะเลือด เอ็กซเรย์ปอดตรวจวัดคลื่นหัวใจ แล้วรอรับผล ใช้เวลาพอสมควร ขณะที่ฟังผล คุณหมอก็บอกว่ารู้มั้ยว่าร่างกายขาดโพแทสเซียม มันเกิดจากการที่แม่ซื้อยาลดความดันมากินเองเพราะเคยไปหาหมอที่นึงแล้วได้ยานี้มา หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปหาหมออีกซื้อยากินเองตลอด หมอบอกว่าร่างกายมีการขับปัสสาวะ แล้วก็มีอาการเบาหวานด้วยแม่ก็เถียงว่าไม่เป็น เพราะว่าไปตรวจที่สถานีอนามัยใกล้บ้านเค้าบอกว่าไม่เป็นก็กลายเป็นว่าวันนั้นไม่ได้หาหมอตา เพราะต้องรักษาโรคเบาหวานก่อนโรงพยาบาลนี้ก็เปิดแค่ครึ่งวันด้วย

ต่อมาหลังจากที่รักษาระดับเบาหวานได้แล้วก็ไปหาหมอตาที่เจริญกรุงประชารักษ์อีกแต่ทางโรงพยาบาลก็ส่งเรื่องให้ไปตรวจที่โรงบาลมเหสักข์ที่มีบัตรทองอยู่พอได้ไปตรวจ คนเยอะมาก หมอคิดว่าเป็นต้อกระจก ต้องผ่าตัด ให้ไปวัดสายตาที่ศิริราชจำได้ว่าวันที่ไปวัดสายตาเป็นวันแรงงาน 1 พ.ค. แล้วก็กลับไปมเหสักข์อีกทีทีนี้กลับไปเอาผลตรวจไปให้ หมอวัดซ้ำอีกครั้งแล้วบอกว่า มีรอยเลือดออกในตาความดันตาสูง เหมือนว่าไม่ได้เป็นต้อกระจกอย่างเดียว อาจมีต้อเนื้อหรือจอประสาทตาลอกร่วมด้วย หมอจึงออกใบส่งตัวให้ไปรักษาที่ศิริราช

หลังจากที่ไปศิริราชทำการหยอดยาขยายม่านตา แล้วก็ตรวจทุกอย่างเท่าที่ตรวจได้ได้ตรวจอัลตร้าซาวน์ตาด้วย ผลออกมาคือ จอประสาทตาไม่ได้ลอกแต่มีก้อนเนื้ออยู่ระหว่างจอประสาทตา ไม่แน่ใจว่าก้อนเนื้อนี้มาจากไหน เกิดขึ้นมาได้ยังไงอาจารย์หมอจึงแนะนำให้ไปหาหมอชื่อ อาจารย์ดวงเนตร ที่โรงพยาบาลรามาแม่ไปตรวจตามที่ออกใบส่งตัว เรื่องไม่ได้จบแค่หาหมอตา หมอส่งตัวให้ไปทำ CTSCAN และเข้าอุโมงค์ตรวจทั้งตัว ดังนั้นเมื่อใช้สิทธิบัตรทองจึงต้องส่งใบนัดไปให้โรงบาลมเหสักข์ให้ออกใบส่งตัวไปทางรามาปรากฎว่าทางมเหสักข์ไม่ยอมออกใบส่งตัวให้ เพราะบอกว่าเป็นโรคที่ตา ทำไมต้องทำ CTSCAN พ่อก็ให้หมอทางรามามาคุยก็ยังไม่ได้เรี่อง แม่ถอดใจอยากจะไปรักษาที่โรงบาลเทียนฟ้า ไม่รู้ฝังใจอะไรกับเทียนฟ้า แต่พอแม่ไปที่เทียนฟ้าทางโรงพยาบาลบอกว่า ที่นี่เป็นโรงบาลเล็กๆ เครื่องมือไม่พร้อมการรักษาต้องเสียเงินประมาณ 19,000 บาท และยังไม่รู้ว่าจะรักษาได้รึเปล่าแม่จึงบอกว่า จะไม่รักษาแล้ว ปล่อยไปตามเวรตามกรรม แต่พอวันที่ 21 มิถุนาพยาบาลเครื่องอุโมงค์โทรมาบอกแม่ว่าให้ไปตรวจ พ่อก็บอกว่าไปตรวจไม่ได้ ไม่มีเงินเค้าเลยบอกว่าให้มาหาหมอแล้วกันตามนัดวันที่ 23 มิถุนา หลังจากวันที่ 23 แม่ก็ต้องนอนที่โรงบาลเลย

วันแรกที่แม่นอนรามาแม่ต้องอยู่ต้องพิเศษ เพราะว่าห้องธรรมดาเต็ม พยาบาลบอกว่าเสียค่าใช้จ่ายวันละ 1500บาทนอนได้แค่วันเดียว เพราะวันรุ่งขึ้นมีห้องธรรมดาว่างก็ย้ายมาห้องพิเศษเยี่ยมได้ทั้งคืน มีเตียงเฝ้าคนไข้ด้วย ส่วนห้องธรรมดา เข้าเยี่ยมได้ตอน 11.00– 20.00 น. แม่นอนอยู่แผนกตา หู คอ จมูก แม่ต้องตรวจหลายอย่าง ตรวจทั้งตัวจนแม่ท้อ ร้องไห้ อยากกลับบ้าน ไม่รักษาแล้ว วันที่ 25 มิถุนา เป็นวันที่เหมือนโลกล่มสลายหลังจากลงจาก BTS สาวรีย์ พ่อมารับที่บน sky walk พ่อตัวร้อนมากบอกเราว่า พ่อไม่อยากโกหกนะ แต่หมอบอกว่าแม่เป็นเนื้อร้าย เราหน้าเสียเรายังพยายามคิดว่า เนื้อร้ายมันไม่ใช่มะเร็งใช่มั้ย มันต้องไม่ใช่สิเราไปถึงโรงบาลแม่กำลังนั่งซึมๆ แล้วบอกว่า ตอนเย็นแม่กำลังกินข้าวอยู่นักเรียนหมอก็เดินมาบอกว่า เนี่ย เนื้อร้ายมันกระจายไปทั่วร่างกายแล้วต้องใช้เคมีบำบัด แม่ร้องไห้เพราะกลัวผมร่วง หัวล้าน เราโกรธมาก หมออยู่ดีๆก็มาบอกคนไข้ได้ยังไง ทำไมไม่ปรึกษากันก่อน สุดท้ายเราเข้าไปคุยกับหมอหมอบอกว่ามันคือมะเร็งจริงๆ แต่ยังบอกระยะไม่ได้ ต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเราพยายามกลั้นน้ำตา ปลอบใจแม่ เราจะไม่ร้องไห้ต่อหน้าแม่ แม่ร้องไห้แล้วเราจะร้องตามแม่ทำไม ตอนนี้แม่ต้องการกำลังใจอย่างมาก แต่พอเราออกมาจากห้องเราก็ร้องไห้อย่างหนัก ร้องไห้ตลอดทางที่กลับบ้าน คิดซ้ำไปซ้ำมาเราอายุเพียงเท่านี้ ยังแค่ 20 กว่าๆ เอง แม่ก็เพิ่งอายุ 62 ทำไมแม่จะต้องมาจากเราไปเร็วอย่างนี้แม่เค้าเพิ่งเลิกขายของยังไม่ถึงปีเลย จะมาตายแล้วเหรอ ยังไม่ได้สบายเลยคิดนู่นคิดนี่ไม่หยุด ร้องไห้ตาบวม วันรุ่งขึ้นก็เลยลาหยุดครึ่งวันแต่ก็ยังไปทำงาน

หมอได้ตัดชิ้นเนื้อที่คอของแม่ออกไปตรวจแล้วก็สรุปว่าเป็นเนื้อร้ายที่กระจายมาจากตับ กระจายไปยังปอดสองจุด ที่คอที่สมองก้อนเล็กๆ 1 จุด ที่กระดูก แม่ได้ออกจากโรงพยาบาลวันที่5 ก.ค. รวมวันที่อยู่โรงบาลทั้งหมด 13 วันค่าใช้จ่าย 93,000 บาท แต่ใช้สิทธิ์บัตรทอง เหลือ 1200 บาท เรารู้สึกขอบคุณระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจริงๆ เราไม่ใช่คนร่ำรวย เราเป็นลูกคนเดียวทำงานหาเงินคนเดียว ถ้าเราต้องจ่ายเอง อาจจะต้องไปขอกู้หนี้ยืมสินเค้าแม่ได้ออกจากโรงบาลโดยมีข้อตกลงว่า ต้องมารับเคมีบำบัดตลอด 4 เดือนให้ทั้งหมด 6 ครั้ง โดยให้ครั้งแรกวันที่ 4 ก.ค. ระหว่างที่ให้แม่ไม่มีอาการคลื่นไส้เพียงแต่ว่าหมอให้ดื่มน้ำมากๆ แม่เข้าห้องน้ำเป็นสิบครั้ง

ตลอดเวลาที่แม่อยู่โรงพยาบาลพ่อไปหาทุกวัน ซื้อข้าว ซื้อน้ำให้ นวดให้ สระผมให้ เราไม่เคยเห็นภาพแบบนี้เลยปกติแม่จะต้องเป็นคนดูแลพ่อ ตอนที่แม่ยังไม่ได้เป็นอะไร พ่อชอบออกไปจากบ้านตอนค่ำๆแล้วก็กลับบ้านตอนเช้า กลับบ้านมาก็จะหาข้าวกิน ถ้าแม่ไม่ได้เตรียมไว้ก็จะโวยวายตอนนี้พ่อคงคิดได้ ว่าต้องดูแลแม่ โรคทีเป็นก็ไม่ใช่เล็กๆ น้อยๆต้องดูแลอย่างใกล้ชิด




Create Date : 17 กรกฎาคม 2557
Last Update : 17 กรกฎาคม 2557 15:57:56 น.
Counter : 397 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ร่มแห่งความหวัง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



หมูน้อยๆ