บทที่ 47 จุดเปลี่ยนชีวิต
หลังจากที่วิทส่งเล่มปริญญานิพนธ์ให้กรรมการ และรอเวลาสอบอยู่นั้น เขามีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ฮีธ และบอกแกไว้ว่า "ถ้าสอบผ่านปริญญาโท ก็อยากจะทำปริญญาเอกต่อที่นี่ และถ้าเป็นไปได้อยากทำต่อจากงานเดิม" ซึ่ง ดร.ฮีธ ก็ยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ...

วิทมีเหตุผล 3-4 ประการที่ตัดสินใจไปแบบนั้น ซึ่งข้อแรกก็คือต้องการพิสูจน์ตัวเองโดยการหายีนที่ทำไ่ม่สำเร็จตอนป.โทให้ได้ ...

และเนื่องจากงานส่วนนั้นไม่ได้ผล อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสองคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ต้องเขียนลงไปในปริญญานิพนธ์ จึงนำมาสู่เหตุผลข้อสอง ซึ่งก็คือเขามีพื้นฐานทางเทคนิคของงานนี้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ...

ส่วนข้อสามคือเขามีความสนิทสนมคุ้นเคยกับนักวิจัยในกลุ่มนี้แล้ว และเข้าำกันได้ดีพอสมควรจึงไม่ต้องไปปรับตัวในที่แห่งใหม่ ...

และเหตุผลสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุด คือเขาและอาจารย์ที่ปรึกษาเข้าำกันได้ และไม่เคยมีปัญหากันใหญ่โต ... ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญถึงขนาดที่ทำให้นักศึกษาป.เอกหลายคนยอมทิ้งงานที่ทำไปแล้ว และไปเริ่มต้นใหม่กับอาจารย์คนอื่น หรือไม่ก็ลาออกไปกลางคัน หรือมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับอาจารย์ตอนแ้ก้เล่มวิทยานิพนธ์ในขั้นสุดท้าย ... ซึ่งเมื่อวิทประเมินจาก ดร.แมทธิว และ ดร.ฮีธ ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอย่างแน่นอน

********************************************************************************

ถึงแม้ว่าวิทได้ทุนมาเรียนโท-เอก แต่เมื่อวิทสอบผ่านปริญญาโทแล้ว ก็เริ่มเกิดความไม่แน่ใจว่าทางที่จะเดินต่อไปเป็นทางที่ถูกต้องหรือไม่สำำหรับตัวเอง ...

ถ้าเขาเลือกที่จะไม่เรียนต่อป.เอก ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีก 3-4 ปี และกลับไปทำงานใช้ทุนเป็นเวลา 2 เท่าของเวลาที่เรียนไป คือ 4 ปี แล้วหลังจากนั้นเขาก็สามารถเลือกทางเดินที่เหมาะสมสำหรับตัวเองได้ ซึ่งอาจจะเป็นการกลับมาเรียนต่อเอก หรือเบนสายไปทำงานอย่างอื่นเลยก็ได้ ...

แต่ถ้าตัดสินใจเรียนต่อไปจนจบ ก็จะต้องกลับไปทำงานใช้ทุนเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งถ้ามองในแง่หนึ่งก็เป็นข้อดี เพราะเป็นการยืนยันว่าจะีมีงานประจำรออยู่อย่างแน่นอนในอนาคต ... แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้างานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ การทนอยู่กับสิ่งนั้นเป็นเวลา 10 ปี คงเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต

วิทมีเวลาให้ตัดสินใจไม่นานนัก เพราะถ้าจะไม่เรียนต่อก็ต้องรีบแจ้งเจ้าของทุนทราบ ก่อนเริ่มปีการศึกษาถัดไป และต้องบากหน้าไปขอโทษอาจารย์ที่ปรึกษาที่เปลี่ยนใจแล้ว ... ท่ามกลางความสับสน วิทโทรศัพท์กลับไปปรึกษาเพื่อนสนิทสมัยเีรียนป.ตรีที่เชียงใหม่ และได้คำตอบว่า ...

"แกคิดดูใ้ห้ดีๆนะ ... ทุนเรียนนอกไม่ใช่ได้กันง่ายๆ ... แกมีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆ แล้วอยู่ๆจะทิ้งมันไปแบบนั้นเหรอ"

และเมื่อโทรกลับไปปรึกษากับทางบ้านก็ได้คำตอบทำนองเดียวกัน ...

"เป็นอะไรอยู่ๆจะมาเลิกกลางคัน ทำใจเย็นๆดีกว่า"

สุรปว่าทุกคนไม่เข้าใจว่าจุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตของเขา และที่แย่ไปกว่านั้นคือเขาก็ไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง ... และเมื่อไปถามเพื่อนที่ทำงานในสถาบันก็ได้คำตอบที่ว่า ...

"มันเป็นเรื่องอนาคตของนาย ซึ่งจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง"

ดังนั้นแล้ว วิทจึงไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย และปล่อยให้ชีวิตของตัวเองไหลไปตามแผนที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก และไม่แน่ว่าอาจจะต้องก้มหน้าก้มตาทนไปกับการทำงานที่ไม่ชอบหลังจากนั้นไปอีกกว่า 10 ปี ... แต่ใครเล่าจะล่วงรู้อนาคตได้ ...

********************************************************************************

ในปีการศึกษาใหม่นี้ มีนักศึกษาป.เอกปี 1 ในวัยหนุ่ม-สา่วมาิเริ่มงานที่สถาบันวิจัยแห่งนี้พร้อมๆกันราว 8-9 คน กระจายไปตามแผนกต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเพียงปีละ 1-2 คนเท่านั้น จึงทำให้ในปีนี้สถาบันดูคึกคักเป็นพิเศษ ... แต่สิ่งแย่ๆที่เกิดขึ้นก็คือ มหา'ลัยนี้เปลี่ยนระบบใหม่ คือบังคับให้นักศึกษาโปรแกรม ป.เอก ทุกคนลงทะเบียนเริ่มต้นในหลักสูตร M.Phil. (Master of Philosophy) ซึ่งเทียบได้กับปริญญาโทเท่านั้น แล้วค่อยพิจารณาปรับเป็นหลักสูตรป.เอก (Ph.D.) หลังจากส่งรายงานความก้าวหน้าปีแรกและมีผลงานเป็นที่น่าพอใจ ... โดยไม่สนใจว่านักศึกษาเหล่านั้นจะจบปริญญาโท (M.Sc. หรือ Master of Science) มาแล้ว แม้ว่าจะเป็นปริญญาที่ได้จากมหา'ลัยแ่ห่งนี้เองก็ตาม

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผลงานในปีแรกยังไม่เพียงพอ ก็จะต้องอยู่ในโปรแกรมนั้นต่อไป และอาจจะได้ปรับเป็นนักศึกษาป.เอกเมื่อส่งรายงานปลายปีที่ 2 ... แต่ถ้าถึงเวลานั้นแล้วยังไม่สมควรได้ปรับ ก็มีสิทธิเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อขอจบ M.Phil. แทน และเลิกไปแค่นั้น ...

ในกลุ่มวิจัยนี้มีนักศึกษาป.เอกเข้ามาใหม่อีก 4 คน ... หนึ่งในนั้นคือ "มาเรีย" สาวร่างเล็ก บุคลิกคล่องแคล่ว เข้ากับคนง่าย จากประเทศสเปน ซึ่งจะกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของวิทในเวลาต่อมา ...

สงวนลิขสิทธิ์บทความ ห้ามเผยแพร่ ทำซ้ำ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร



Create Date : 27 มีนาคม 2553
Last Update : 28 มีนาคม 2553 14:59:40 น.
Counter : 242 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Historicus
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณพ่อลูกสอง (ตัว)
"Have mercy, O Lord, and strengthen all broken wings." Kahlil Gibran

free counters



Waltz in B minor, Op. 69, No. 2 by Frédéric Chopin
มีนาคม 2553

 
1
2
3
5
8
9
11
12
14
17
18
19
23
25
29
 
 
All Blog