บทที่ 16 ไปเที่ยวลอนดอน (i)
ในช่วงสัปดาห์ท้ายๆของการเรียนก่อนที่จะถึงวันหยุดยาว วิทใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในหอสมุดเพื่อเตรียมโน้ตย่อเนื้อหาของสองวิชาที่จะต้องสอบ ... ส่วนอาหารการกินก็ฝากท้องไว้กับร้านอาหารของมหา'ลัย ...

ที่หอพักเจมส์กับทอมยังทักเขาตามปกติเวลาสวนกันในทางเดิน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากกว่านั้น ส่วนราณีก็กลายเป็นคนแปลกหน้าไปเสียแล้ว ...

********************************************************************************

วันหนึ่งขณะที่วิทกำลังง่วนอยู่กับการค้นเนื้อหาในหนังสือและจดโน้ตย่ออยู่ในชั้นใต้ดินของหอสมุด ... วิทเห็นเงาของคนๆหนึ่งมายืนอยู่ที่ด้านตรงข้ามของโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นมองนิดหนึ่ง

"ขอโทษนะ ... ตรงนี้มีคนนั่งมั้ย?" คนที่พูดประโยคนั้นคือทอมนั่นเอง

"ไม่มีหรอก" วิทตอบได้แค่นั้น

"ขอนั่งด้วยได้หรือเปล่า?"

"ได้สิ"

แล้วทอมก็จัดแจงวางเอกสาร หนังสือ สมุดโน้ต ที่ฝั่งตรงข้ามของวิท แล้วก็นั่งทำงานไปเงียบๆ ... ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันอยู่พักใหญ่ แต่บรรยากาศวันนี้ไม่ได้อึดอัดเหมือนเย็นวันนั้นที่ทะเลสาบ หรือแม้แต่เวลาิเดินสวนกันที่หอพัก ... จนกระทั่ง ...

"จะบ่ายโมงแล้ว เดี๋ยวเรากลับไปหาอะไรกินที่หอ ... นายจะไปด้วยกันมั้ย?" ทอมถามขึ้น

"ไม่ละ ... เรากินในร้านแถวนี้ดีกว่า จะได้กลับมาทำงานต่อ"

"ที่ผ่านๆมานายกินอาหารแถวนี้ตลอดเลยเหรอ?"

"อือ ... เราไม่อยากเข้าไปทำอาหารในครัวแล้วหละ ... กินอย่างนี้ก็สะดวกดี"

ทอมพยักหน้าเข้าใจ พลางเก็บของ "เรามีเรียนช่วงบ่าย คงไม่กลับมาแล้ว ... แล้วเจอกันนะ" ทอมลุกขึ้้นเตรียมตัวจะเดินออกไป แต่เหมือนนึกขึ้นได้เลยบอกว่า "พรุ่งนี้เราจะไปจองตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน ... นายจะไปจองด้วยกันมั้ย?"

"เอาสิ จองที่ไหนล่ะ"

"ที่ร้านท่องเที่ยวที่ตึุกองค์กรนักศึกษา ... เจอกัน 10 โมงเช้าเป็นไง"

"ได้สิ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน"

********************************************************************************

วันรุ่งขึ้นทั้งสองจึงไปเจอกันที่ร้านเล็กๆที่อยู่ด้านหนึ่งของอาคารองค์กรนักศึกษา ร้านนี้เป็นเหมือนบริษัทท่องเที่ยวรับจองตั๋วต่างๆทั้งรถโคช รถไฟ และเครื่องบิน รวมทั้งขายโปรแกรมทัวร์่อีกด้วย ...

ตามโปรแกรมที่ตกลงกันไว้ก็คือ ทอมจะเดินทางกลัับไปก่อนตั้งแต่ปิดเทอมวันแรก โดยนั่งรถโคชไปสนามบินที่ลอนดอน แล้วขึ้นเครื่องต่อไปเบอร์ิลิน ... หลังจากนั้นทอมและครอบครัวจะใช้เวลาช่วงคริสต์มาสที่บ้านตากับยายของทอมที่โปแลนด์ และกลับมาบ้านอีกทีหลังวันปีใหม่ ซึ่งตอนนั้นวิทก็จะบินไปเบอร์ลินและไปพักอยู่ที่นั่นรวมแล้วราวๆ 10 วัน ... ส่วนเวลากลับก็จะขึ้นรถไฟจากเบอร์ลินไป Hamburg แล้วกลับมาอังกฤษทางเรือเฟอร์รี่

"ทำไมซับซ้อนจัง" วิทสงสัย

"นายจะได้เดินทางครบทุกอย่างไงล่ะ ทั้งรถโคช เครื่องบิน รถราง รถไฟ แล้วก็เรือ"

"รถราง?"

"เวลาเที่ยวในเบอร์ลินก็นั่งรถราง"

"นายเข้าใจคิดเนอะ" วิทชักรู้สึกตื่นเต้นกับการท่องเที่ยวครั้งนี้แล้ว

ในวันนั้นนอกจากจองตั๋วรถโคชไปสนามบินกับตั๋วเครื่องบิน สำหรับที่จะเิดินทางในเดือนมกราคมแล้ว วิทยังจองตั๋วรถโคชไป-กลับลอนดอนในวันที่ทอมจะเดินทางกลับด้วย ทอมทำหน้างง

"อ๋อ เราจะเข้าไปเที่ยวลอนดอนวันนั้นพอดี นายจะได้มีเพื่อนนั่งรถไง" วิทเฉลย ... แต่ไอเดียเที่ยวลอนดอนนี้เพิ่งคิดได้ตอนนั้นเอง

"ดีเหมือนกัน" ทอมยิ้มสนับสนุน

********************************************************************************

วันศุกร์ของสัปดาห์ที่ 12 เป็นวันสุดท้ายของการเรียน ซึ่งจะอยู่ในช่วงกลางเืดือนธันวาคมพอดี ... หลังจากนั้นก็จะหยุด 4 สัปดาห์ โดยจะกินเวลาช่วง 2 สัปดาห์ปลายเดือนธันวาคมและ 2 สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม ... แต่นักศึกษาที่เป็นคนอังกฤษส่วนใหญ่ก็จะกลับบ้านตั้งแต่เย็นวันศุกร์นี้ หรือบางคนอาจจะกลับไปก่อนหน้านั้นเนื่องจากบางวิชาอาจปิดคอร์สไปตั้งแต่สัปดาห์ที่ 11 แล้ว ... ส่วนนักศึกษาที่มาจากยุโรปก็จะกลับในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่มาถึง ...

ในเย็นวันศุกร์นั้น วิทได้ยินเสียงราณีเจื้อยแจ้วมาจากในครัวขณะที่วิทเิิดินผ่านเพื่อไปอาบน้ำ คงมีการร่ำลากันเพราะทอมและเจมส์จะกลับบ้านในวันเสาร์รุ่งขึ้น และคนผิวดำบางคนที่ถึงแม้จะำไม่ได้กลับบ้านที่แอฟริกา ก็มีแผนไปหาเพื่อนที่เมืองอื่นและถือโอกาสเที่ยวแถวนั้นไปในตัว ...

เช้าวันรุ่งขึ้นวิทและทอมนัดเจอกันที่ป้ายรถเมล์ในมหา'ลัยเพื่อไปขึ้นรถโคชที่ท่ารถในเมือง ... รถโคชใช้เวลาเดินทางนานกว่ารถไฟ แต่ก็ออกตรงเวลา และถึงปลายทางตามเวลาที่กำหนด ... เมื่อรถมาจอดเทียบชานชลาที่สถานีวิคตอเรียในลอนดอน ทอมต้องไปต่อรถโคชอีกคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลกันเพื่อนั่งต่อไปยังสนามบินฮีทโธรว์ ... ขณะที่ทอมนั่งอยู่บนรถรอเวลารถออกส่วนวิทยืนอยู่ที่ชานชลาด้านล่าง ทอมโบกมือให้เหมือนจะบอกว่าไม่ต้องรอหรอกเดี๋ยวรถก็ออกแล้ว วิทพยักหน้า ก่อนจะโบกมือให้ บอกกับตัวเองว่า "แล้วเจอกันนะที่เบอร์ลิน" แล้วค่อยๆเดินออกจากชานชลาไป ...

********************************************************************************

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่วิทเข้ามาลอนดอน ถ้าไม่นับวันแรกสุดที่วิทเข้ามาที่นี่ตอนที่บินมาจากเมืองไทยเมื่อเกือบ 3 เดือนก่อน ... คราวนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศจริงๆของลอนดอนซะที ...

"แตน" เป็นเพื่อนของวิทที่ย้อนประวัติไปได้ยาวนาน ... เขาและแตนเป็นคนจังหวัดเดียวกัน เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันอยู่ 2 ปีตอนประถมต้น และมาเรียนห้องเดียวกันตอนม.ปลายในโรงเรียนประจำจังหวัด และยังไปเรียนคณะเดียวกันที่มอเิชิงดอยอีก 4 ปี ... พอจบตรีต่างก็ได้ทุนมาเรียนต่อโทที่ประเทศอังกฤษอีก แต่คราวนี้อยู่กันคนละเมือง แตนได้เรียนที่ U ชื่อดังใจกลางลอนดอน ส่วนเขาเรียนที่ U ชื่อไม่คุ้นเคย ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษ ...

แตนมารอวิทอยู่ใกล้ๆเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของสถานี ตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ ท่าทางดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่าแก่

"หิวหรือยัง" แตนถามขึ้น

"ก็นิดหน่อย ... จะกินอะไรกันดี"

"ไปกินเป็ดย่างร้าน Four seasons กันดีกว่า" แตนเสนอ

ว่าแล้วก็พาเดินลัดเลาะออกมาจากสถานีรถโคช ไปทางสถานีรถไฟวิคตอเรียที่อยู่ติดกันซึ่งเป็นรถไฟสายใต้ ในที่สุดก็มาหยุดที่สถานีรถใต้ิดินชื่อเดียวกัน ... แล้วแตนก็ให้วิทไปซื้อตั๋วที่ตู้หยอดเหรียญ เป็นตั๋ววันสำหรับโซน 1 และ 2 ซึ่งก็จะครอบคลุมย่านใจกลางเมืองที่เป็นที่ท่องเที่ยวทั้งหมดของลอนดอน

สถานีรถใต้ดินของลอนดอนอยู่ลึกลงไปใต้ดินค่อนข้างมาก บางสถานีต้องลงบันไดเลื่อนสูงเท่าตึก 3 ชั้นกว่าจะถึงชานชลา ซึ่งค่อนข้างเก่าและอับ แต่รถก็มาค่อนข้างถี่จึงไม่ต้องรอนานเท่าไหร่ ...

จากสถานีวิคตอเรีย แตนพาวิทนั่งสาย Circle line ไปอีก 5-6 สถานี และไปขึ้นที่สถานี Bayswater ... เมื่อออกมาจากสถานี เ้ิดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงร้าน Four seasons ... ร้่านนี้เป็นร้านที่มีชื่อเสียงในบรรดาคนไทยว่ามีเป็ดย่างที่อร่อยที่สุด (ในโลก) แต่ดูจากภายนอกก็เป็นร้านอาหารจีนธรรมดาไม่ต่างจากร้านอาหารจีนทั่วๆไป และไม่ใช่ภัตตาคาร 5 ดาวสุดหรูแต่อย่างใด ...

เวลานั้นเป็นเวลาใกล้เที่ยง ร้านนี้จึงมีคนนั่งค่อนข้างมาก แต่ก็ยังพอมีโต๊ะว่างอยู่บ้างที่เป็นโต๊ะใหญ่แบบนั่งได้ 6-8 คน ... เมื่อทั้งสองเิข้าไปในร้าน พนักงานจึงให้นั่งที่โต๊ะใหญ่ตัวหนึ่งที่ว่างอยู่ ... วิทงง แต่แตนทำหน้าปกติ แล้วก็หยิบเมนูขึ้นมาอ่าน

"เราไม่เคยมาร้านนี้ ... เธอสั่งก็แล้วกัน" วิทสรุป

แตนพยักหน้า แล้วก็เริ่มสั่งอาหารกับบริกร ... เธอสั่งชาร้อน เป็ดย่าง ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าใส่ซอสถั่วดำ เป็นภาษาอังกฤษ ... แล้วก็ ...

"ข้าวผัดปลาเค็ม" เป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ

บริกรสาวทำหน้างง "Sorry?"

วิทสงสัยว่ารายการนี้อยู่หน้าไหนของเมนู แต่ก็พยายามจะช่วยอธิบาย "Fried rice with ... salted ..."

แต่แตนกลับชี้ไปที่พนักงานอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ซึ่งแต่งตัวต่างไปจากบริกรทั่วๆไปและดูมีอายุมากกว่า เดาว่าน่าจะเป็นผู้จัดการร้านหรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งก็รีบเดินเข้ามาเมื่อเห็นว่าโต๊ะนี้มีปัญหา

"Can we have 'ข้่าวผัดปลาเค็ม', please?" แตนสั่งอีกรอบกับเจ๊คนดังกล่าว

"โอ ... ข้าวผัดปลาเค็ม" เจ๊ทวนรายการเป็นสำเนียงจีน แต่ดูท่าทีก็เข้าใจว่าคืออะไร "ได้แน่นอน"

"รายการนี้มีในเมนูด้วยเหรอ" วิทถามเมื่อทั้งเจ๊และบริกรเดินไปจากโต๊ะแล้ว

"ไม่มีหรอก ... แต่คนไทยชอบสั่ง สั่งทีไรก็ได้ทุกที ... แต่ต้องสั่งกับเจ๊คนเดียวนะ คนอื่นไม่รู้เรื่อง" แตนอธิบาย

"สั่งเป็นภาษาไทยเนี่ยนะ" วิทขำ

ระหว่างนั้นทั้งสองก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยระหว่างรออาหาร และแล้วบริกรก็พาคนที่เข้ามาใหม่อีก 3 คนเดินมาที่โต๊ะเดียวกันนี้และให้นั่งรวมกัน

วิททำท่าเหมือนจะคุยต่อ แต่แตนส่งสายตาบอกให้เงียบ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ ...

ชายวัยกลางคนหนึ่งใน 3 คนที่มาใหม่เป็นคนสั่งอาหารกับบริกรด้วยสำเนียงแปร่งๆ ... เมื่อสั่งเสร็จบริกรยังไม่ทันจะเดินไปพ้นโต๊ะก็เริ่มบ่นออกมาดังๆ "เนี่ยมันแย่ ต้องมานั่งรวมกับคนอื่น เอาเงินมาจ่ายนะไม่ได้กินฟรี" ทั้งสามคนนี้เป็นคนไทย แต่ชายคนนั้นดูกร่างที่สุด นึกว่าเงินตัวเองใหญ่ที่สุด ...และคงคิดว่าอีกสองคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยเป็นคนจีนหรืออะไร จึงพูดได้เต็มที่ "น่าจะเรียกเจ้าของร้านมาว่า ฯลฯ" ลุงแกยังโชว์พาวต่อไป "เดี๋ยวตอนกลับถ้าคิดเงินผิดมีเรื่องแน่ ฯลฯ" ...

วิทเพิ่งเข้าใจว่าทำไมเวลาคนไทยในลอนดอนถึงเตือนเพื่อนฝูง คนรู้จัก ให้เงียบเวลาไปเจอคนไทยคนอื่น ... ก็เพราะคนไทยบางคนชอบวางก้าม โชว์ความอนารยะออกมา เลยทำให้คนดีๆไม่อยากถูกเหมารวมไปด้วย

เิป็ดย่างที่อร่อยที่สุด จะอร่อยที่สุดหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ แต่การกินอาหารกับเพื่อนเก่ามื้อนั้น เป็นการกินที่เงียบเชียบที่สุด ... ปล่อยให้ลุงนั่งอวดเพื่อนร่วมโต๊ะถึงสถานที่ที่แกเคยไปมาในอังกฤษ พูดเรื่องนู้นเรื่องนี้ผิดบ้างถูกบ้างไปตามเรื่อง ... เมื่อทั้งสองกินอาหารเสร็จและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากร้าน พอพ้นหน้าร้านมาได้ 2-3 ก้าว ก็มองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมาพร้อมๆกันโดยไม่ได้นัดหมาย

สงวนลิขสิทธิ์บทความ ห้ามเผยแพร่ ทำซ้ำ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร



Create Date : 25 ตุลาคม 2552
Last Update : 25 ตุลาคม 2552 12:36:37 น.
Counter : 258 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Historicus
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณพ่อลูกสอง (ตัว)
"Have mercy, O Lord, and strengthen all broken wings." Kahlil Gibran

free counters



Waltz in B minor, Op. 69, No. 2 by Frédéric Chopin
ตุลาคม 2552

 
 
 
 
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
26
27
28
30
31
 
All Blog