|
|
|
ไปหาคุณหมอฝากครรภ์จ้า
หลังจากที่ทำการตรวจสอบแน่ชัดว่าสองขีดแล้ว ก็ถึงวาระของการพบคุณหมอเพื่อฝากครรภ์ดูแลเจ้าตัวน้อย ไปที่ไปคือ 23/11/09 ขอรับ
และตามนโยบายไปไหนทั้งครอบครัว สามชีวิต และอีกหนึ่งหน่วยในท้อง เล่าเรื่องฝากครรภ์ก่อน สิ่งที่ไปหาหมอแล้วหมอจะดำเนินการกับเราก็คือ
1. ซักถามประวัติการมาของประจำเดือนว่ามาวันสุดท้ายเมื่อใดเพื่อดูอายุครรภ์ ก็สรุปได้ว่าประมาณ 6 สัปดาห์ 2. ทำการตรวจปัสสาวะ ครวจเลือด โดยไม่ต้องอดอาหารมาก่อนเหมือนกับการตรวจสุขภาพ
แต่คราวนี้ คุณหมอยังไม่ตรวจในข้อสอง เพราะเห็นว่าครรภ์ยังอ่อน และเคยท้องมาแล้ว ซ้ำก่อนปล่อยให้ท้องก็ตรวจสุขภาพ ตรวจเลือดกับคุณหมอทั้งพ่อและแม่มาแล้ว เลยไม่ห่วงมาก และอีกปัจจัยสำคัญคือ วันนี้เอาเจ้าตัวยุ่ง ตัวยุ้ง ไปด้วย ซึ่งเพิ่งฉีดวัคซีนจากแผนกเด็กมาสด ๆ ร้อน ๆ
เข้ามาก็ไม่มองหน้าคุณหมอเลยท่อง 1- 100 อยู่เพราะเอาให้ครบจะได้เอาพาสเตอร์ยาที่ปิดแผลฉีดยาออกจากก้น หมดถึงกับขำกลิ้ง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะให้ครบถึง 100
หลังจากการนับเลขของน้องยุ้งสิ้นสุด คุณหมอก็แจกแจงยาที่ให้มาประกอบด้วย 3 ตัวคือ 1. โฟลิค 2. ยาบำรุง 3. ยาแก้เวียนหัว
ท้องนี้แพ้แลยต้องกินยา ยาแก้เวียนหัวเนี่ยกินแล้วสุดยอด สามารถหลับคาโต๊ะได้เลย
พร้อมกันนี้คุณหมอก็แนะนำวิธีการปฎิบัติตัวไม่ให้แพ้มาก คืออย่าปล่อยท้องว่าง ทานน้อย แต่บ่อย เช้าตื่นให้ทานขนมปังกรอบนิดหน่อย ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ไว้ แนะนำการปฎิบัติตัวเล็กน้อย เล็กน้อยจริง ๆ งานเนี่ย เพราะสนใจเจ้ายุ้งมากกว่า 5555
แล้วหมอนัดอีกครั้ง วันที่ 7 ธ.ค. 52 ชวนเจ้ายุ้งด้วยมาดูน้องกัน เดี๋ยวหมอให้ดูน้อง มาดูหมอคุยกับยุ้งกันหนุกดี
คุณหมอ : มาดูน้องด้วยนะวันที่ 7 วันหยุดพอดีไม่ต้องไปโรงเรียน ยุ้งฉาง : น้องตัวเท่าเนี่ยเหรอ ทำมือสองมือประกบกัน คุณหมอ : อ๊าย เล็กกว่านั้นมากตอนเนี่ยตัวเท่าเนี่ยเอง
หมอวาดรูปจุดสองจุดให้ดู
ยุ้งฉาง : เล็กมาก (ทำหน้างงซะเต็มประดา) คุณหมอ : วันเนี่ยมองไม่เห็นน้องได้ยินแต่เสียงหัวใจวันที่เจ็ดมาดูกันนะ
ยุ้งฉาง : พยักหน้างึกงัก เพราะยังงงกับขนาดของน้องว่าคนหรือมด แถมแม่ท้องใหญ่ซะขนาดนั้น 5555555555
พบกันใหม่วันที่เจ็ด แล้วเดี๋ยวให้น้องยุ้งรายงานต่อ
| Create Date : 25 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 30 พฤศจิกายน 2552 17:34:11 น. |
| |
|
|
|
|
ยุ้งฉางจะมีน้องครับ (บันทึกคุณแม่ ตอน 1)
หลังจากแม่พยายามมา 1 ปีเต็ม ผมก็จะมีน้องแล้วครับ
สูตรเดิมเหมือนตอนผมเลย แม่ให้ป้าแม่บ้านที่ออฟฟิศ ป้านุ้ยคนฉวย
ไปซื้อที่เทสต์มาเพราะเมนไม่มาหลายวัน บวกกับแม่เวียนหัว อาเจียน
และอยากของเปรี้ยว เหมือนในละครแป๊บเลย อิอิตอนยุ้งฉางแม่ไม่เป็นอย่างนี้
เลยครับ ไม่มีแพ้อย่างนี้เลย และผลปรากฏว่า

2 ขีดคร้าบ แล้วเดี๋ยวมาติดตามถารกิจคุณแม่กันว่า จะทำเช่นไรกันต่อไปครับ
| Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 16 พฤศจิกายน 2552 15:14:40 น. |
| |
|
|
|
|
โรงเรียนอนุบาลของยุ้งฉาง (ประสบการณ์ไปโรงเรียนวันแรก)
เมื่อถึงวัยที่ต้องส่งเจ้าตัวยุ่งไปโรงเรียน นั้นคือเมื่ออายุครบสามขวบ ถามว่าเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดว่าถึงวัยที่จะเข้าเรียนได้แล้ว สิ่งที่จะใช้ในการตัดสินโดยทั่วไปที่ใช้พิจารณาก็คือ 1.อายุ ปกติเด็กเมื่อย่างก้าวอายุสามขวบ เขาจะเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่ง รอบตัวมากกว่าตัวเอง ต้องการเพื่อนต้องการสังคม จึงควรให้เข้าได้ ไปโรงเรียนเพราะการอยู่บ้านอาจจะได้พบปะผู้คนไม่มากโดยเฉพาะ สังคมเมืองที่บ้านใกล้เรือนเคียงในตอนกลางวันผู้คนให้พบเห็นและ เจอะเจอน้อยเหลือเกิน แต่หากไปไวกว่านี้ เคยไปนั่งสัมมนามา ได้ข้อสรุปจากอาจารย์ที่มาบรรยายว่า เด็กที่อายุต่ำกว่าสามขวบยังเป็น วัยที่เปราะบางและต้องการความปลอดภัยสูง ความปลอดภัยนี้คือความ ปลอดภัยทางด้านจิตใจ จึงยังควรอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองอย่าง ใกล้ชิด เพื่อให้เขาเติบโตต่อไปภายใต้รากฐานที่มั่นคง 2.ความเหมาะสมที่เกิดจากตัวเด็ก เด็กแต่ละคนศักยภาพต่างกัน บางคนแข็งแกร่งตั้งแต่เด็ก บางคนอาจจะโยเยติดแม่มากน้อยต่างกันแล้วแต่วิธีการดูแลของ ครอบครัว เด็กที่เก่งอาจพร้อมไปโรงเรียนได้เร็วกว่าสามขวบ ในด้านจิตใจ แต่หากอยากให้ไปโรงเรียนเหรือเตรียมอนุบาล สิ่งที่ผู้ปกครองควรเตรียมให้ลูกของตนเอง คือความสามารถใน การช่วยเหลือตัวเอง ใส่เสื้อ ใส่รองเท้า กินข้าว บอกเรื่องปวดหนักปวดเบาได้ ถามว่าทำไมต้องเป็นเช่นนี้ เพราะ มันเป็นจุด เริ่มต้นที่จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง แต่บางคนถ้า โตมากับพี่ที่ห่างกันเพียง 1 ปี อย่างนี้ไปโรงเรียนได้เพราะทิ้งไว ้ที่บ้านจะรู้สึกว่าโดนทิ้ง ไปพร้อมกันจะดีกว่า 3.ความเหมานะสมของสภาพแวดล้อม บางครอบครัวที่มีปู่ย่า ตายาย ลุงป้าน้าอา ช่วยเลี้ยงก็สบายไป เปราะหนึ่ง แต่ถ้าในทางกลับกันหากไม่มี ทางเลือกที่เหมาะสมก็คง เลือกเกณฑ์จากสองข้อข้างต้นไม่ได้ อย่างนี้ก็คงต้องเลือกสถานรับเลี้ยง ที่เหมาะสมกันต่อไป
ยุ้งฉางเข้าเรียนตอนสามขวบเต็มจะออกเกิน ๆ ไปด้วยซ้ำเพราะ ว่าที่บ้านมีอากงอาม่า ดูแลอย่างใกล้ชิด และปกติยุ้งฉางพูดมาก ร่าเริง กะไว้ว่าถ้าไปโรงเรียน เขาสบายแน่ แต่ปรากฏว่า เฮ้อ เล่นเอาเหนื่อย เสียทั้งเหงื่อและน้ำตาทั้งแม่และลูก
31 มีนาคม 2551 ยุ้งฉางไปโรงเรียนเป็นวันแรกโรงเรียนอนุญาตให้แม ่อยู่เป็นเพื่อนลูกสามวัน ที่โรงเรียนไปก็เริ่มรู้เลยว่าลูกเราแย่แน่เพราะยุ้งฉาง ไม่เคยฝึกระเบียบวินัยอยู่นิ่งไม่เป็นแต่โรงเรียน ก็ต้องฝึกส่วนนี้ เลยดูขัดอกขัดใจเขามาก
วันที่สองลองปล่อยให้อยู่เอง แต่แม่ก็แอบอยู่ในโรงเรียน ให้ยามของ โรงเรียนตามถ่ายวีดีโอให้ เพราะแม่ต้องแอบลูก คิดไปก็ขำ แต่ไม่ได้มีแม่คนเดียวนะที่แอบอย่างนี้มีอีกเพียบ แอบมองลูกร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้ตาแดงกันหมด
วันที่สามนี่แม่ใจแข็ง ปล่อยลูกเข้าห้องไปเลยแล้วเดินออกมาเสียงร้อง ไห้เรียกแม่แอน มันกวนใจเหลือเกิน เฮ้อ ไม่ได้ร้องคนเดียวหรอกนะยุ้งฉาง แม่แอนก็ร้องไห้
วันต่อ ๆ มา ยุ้งฉางจะเอานิ้วมาเกี่ยวก้อยกับแม่แอนและเขย่าพร้อมบอกว่า สัญญาว่า จะไม่ไปโรงเรียน พูดประโยคทุก 15-20 นาที และห้ามทุกคนพูดถึงโรงเรียน เฮ้อ กลุ้มใจ
แต่ทุกเช้ายุ้งฉางก็ยอมแต่งตัวและออกมากับแม่เพื่อไปโรงเรียน แล้วประโยคของลูกก็เปลี่ยนไปว่า สัญญาว่าจะอยู่เฝ้ายุ้งฉางที่โรงเรียนนะแม่. (คงอยากไปแต่อยากให้แม่อยู่ด้วย 55555555) แล้วประโยคล่าสุดที่เปลี่ยนใหม่ก็คือ "ยุ้งฉางจะให้แม่เป็นคุณครู แล้วเปิด โรงเรียนเอง" เฮ้อมันง่ายอย่างนั้นก็ดีซิค่ะคุณลูก
และแล้ววันนี้ที่รอคอย ก็มาถึง วันที่ 21 มีนาคม 2551 ยุ้งฉางพูดถึงครูที่โรงเรียนเองแล้วให้แม่ซื้อของไปฝากครูเพราะ ครูใจดียิ้มให้ยุ้งฉาง พรุ่งนี้ยุ้งฉางจะมาโรงเรียนอีก ดีใจจังค่ะ
วันที่ 22 เมษายน 2551 มาส่งยุ้งฉางโรงเรียนมีงอแงเล็กน้อย เพราะบอกว่าไม่อยากเรียนว่ายน้ำ เพราะไม่ชอบน้ำลึก แต่สิ่งที่แปลก ที่แม่เห็นก็คือ ยุ้งฉางวิ่งไปหาครูสวัสดี แล้วร่าเริง เดินขึ้นห้องโบกมือลา แม่โดยไม่ร้องไห้เลย อืมม์ มันสุขใจหน่ะบอกไม่ถูกเลย
ได้คุยกับครูได้ความว่ายุ้งฉางเวลาอยู่ในห้องยกมือเล่าเรื่องเอง คุยเก่งมาก ทานข้าวเองได้เยอะด้วย
ทั้งหลายทั้งปวงต้องขอบคุณครู ๆ ที่น่ารัก ทุกคน โดยเฉพาะครูปลา ครูอ้อ ครูดวง และครูเจี๊ยบ แห่งโรงเรียนอนุบาลเปล่งประสิทธิ์สีลมค่ะ
| Create Date : 22 เมษายน 2551 |
| Last Update : 4 มิถุนายน 2552 15:14:00 น. |
| |
|
|
|
|
ทำไมไม่ใส่ถุงมือถุงเท้า
ทำไมไม่ใส่ถุงมือถุงเท้า
คำถามยอดฮิตที่แม่ผมต้องเจอครับ ก็คือคำถาม ตามหัวข้อเลยครับ ทำไมไม่ใส่ถงมือถุงเท้าให้ลูก บางครั้งแม่ผมก็ยิ้ม บางครั้งก็ตอบ แต่ส่วนมากจะ ยิ้มมากกว่า เพราะส่วนใหญ่คำถามเป็นคำถามที่ ไม่ต้องการคำตอบแต่เป็นการสั่งให้ปฏิบัติแม่ผม ดื้อจะตายยิ้มก็ดีแล้วครับ ผมอธิบายเองดีกว่าว่า สาเหตุที่ไม่ใส่ให้ไม่ใช่ไม่รู้หรือว่าประหยัด แต่ว่า ร่างกายเด็กอย่างผมจะระบายความร้อนได้ที่ ศรีษะ แผ่นหลัง มือและเท้านี่หล่ะครับ แล้วอากาศเมืองไทย ร้อนตับแทบแตก (ว้ายไม่สุภาพ) มาใส่ถุงมือถุงเท้า ให้ผมอยู่ได้ ทางที่ดีให้ร่างกายผมสบายๆ ใส่เสื้อผ้า บาง ๆ ก็พอ สำหรับอากาศอย่างบ้านเรา หรือถ้าจะ ไปไหนต่อไหนก็พกถุงมือถุงเท้าไปด้วยถ้าแอร์เย็น มากค่อยใส่ให้นะครับ แต่ถ้าไม่แน่ใจก็ดูได้หัวเปียก นั่นหล่ะครับ ถอดทิ้งได้เลยครับ เป็นการด่วน เพราะอาการของผมต่อไปก็คือผื่นจะขึ้นเต็ม เลยครับสงสารพวกผมเถอะครับ แต่อย่าลืมตัดเล็บ ผมบ่อย ๆ นิดนะครับเดี๋ยวผมเผลอข่วนหน้าตัวเอง ครับ แต่ตอนนี้ผมเป็นหนุ่มน้อยแล้วใส่รองเท้าได้ แล้วครับ เพราะถ้าเดินเล่นอยู่เหยียบอึเข้าหละ เศร้ากันทั้งบ้านเลยครับพี่น้อง หนุ่มแล้วก็ใส่รองเท้าแล้วครับ
| Create Date : 15 มิถุนายน 2550 |
| Last Update : 15 มิถุนายน 2550 15:57:17 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|