All Blog
Singapore : พาลูกแบกเป้เรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยวแบบประหยัด



ช่วงเปิดเทอมเมษายนที่ผ่านมา ครอบครัวเกาลัดมีทริปตอนหยุดสงกรานต์ และลาพักผ่อนเพิ่มอีกนิด ก็ได้เที่ยวยาว ๆ สิงคโปร์ - ยะโฮร์บาห์รู - ปีนัง - กัวลาลัมเปอร์ สำหรับรีวิวในตอนนี้ เป็นการเดินทางจากดอนเมืองไปสิงคโปร์ ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย

ที่พัก
เราพักกันที่ Hote 81 Rocher ที่พักเล็ก ๆ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Rocher เพียงไปกี่ก้าว เดินทางไปมาสะดวกมาก จองผ่าน expedia

การเดินทาง 
ใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก

บัตรต่างๆ 
Universal Singapore,SEA Aquarium, Cable car ไปเกาะเซ็นโทซ่า ซื้อผ่านเอเยนต์ในไทย คือ Asiatravel และบางส่วนจาก Singapore Fanclub

วันที่ 8 เมษายน 2559

เดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปสนามบินสิงคโปร์ เวลา 18.20 - 21.40 น. ลงเครื่องจากแอร์แอร์เชียที่Terminal 1 เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเดินไปตามป้ายSkytrain to T2&T3 เพื่อนั่งรถไฟฟรี ไปต่อ MRT เข้าเมือง จากนั้นสังเกตป้ายTrainto Cityเดินไปตามป้าย จะเจอตู้จำหน่ายบัตรMRT    ซื้อตั๋วจาก MRT สถานี Changi Airport ไป สถานี Rochor(DT13)  ออก Exit B สถานีห่างจากโรงแรมแค่ 250 เมตร 


วันที่ 9 เมษายน 2559

Museum & Marina Bay

   เดินจากโรงแรมไปแค่ 1 กิโลเมตร ก็จะถึง National Museum ofSingapore  จากนั้นเดินไปเที่ยวเล่น ซื้อของฝากแถวแยกบูกิส แล้วกลับเข้าพักโรงแรม ตอนเย็นไปดูน้ำพุแสงสีเสัยงที่มาริน่าเบย์ด้วยรถไฟฟ้า แล้วกลับมากินติ่มซำร้านดังใกล้โรงแรม

การแสดง แสง สีเสียง และ น้ำพุมีชื่อว่า Wonder Full – Light & Water Spectacular เป็นโชว์ที่จัดแสดงบริเวณตึกMarinaBay Sands

การแสดงนี้จะมีอยู่ด้วยกัน2 อย่าง

การแสดงน้ำพุยิงภาพ ตัวอักษร เรื่องราว ทาง video projectors ออกมาที่ม่านละอองน้ำเป็นภาพ 3 มิติมีดนตรีประกอบการแสดง

การแสดงแสงสีที่ตัวตึกMarina Bay Sands และยิงแสงเลเซอร์ที่ดาดฟ้ารูปเรือมีดนตรีประกอบการแสดง

เวลาในการแสดงโชว์Wonder Full – Light & WaterSpectacular

วันอาทิตย์ – พฤหัสบดี : 20:00 น., 21:30 น. วันศุกร์, เสาร์ : 20:00 น., 21:30 น., 23:00 น.

ระยะเวลาการแสดง15 นาทีสามารถชมได้ฟรี ทั้งสองการแสดงนี้มีขึ้นในเวลาเดียวกัน ใน 1 รอบแต่การชมแต่ละการแสดงจะอยู่คนละตำแหน่งกัน คงต้องเลือกดูอย่างใดอย่างหนึ่งถ้าอยากจะดูทั้ง 2 อย่างก็ต้องแบ่งเป็น 2 รอบ เช่นสองทุ่มชมการแสดงน้ำพุ สามทุ่มครึ่งชมการแสดงแสงสี

สถานที่ชมการแสดง

การแสดงน้ำพุชมได้ที่ข้างร้าน Louis Vuitton ที่อยู่ริมน้ำ ข้างๆ ตึก Marina Bay Sands

การแสดงแสงสีที่ตัวตึก Marina Bay Sands ชมได้ที่ริมน้ำข้างๆMerlion ไปจนถึงทางเดินข้างๆโรงแรม One Fullerton


การเดินทาง

  • ชมการแสดงยิงไฟที่ตัวตึก Marina Bay Sands

ต้องไปดูฝั่ง Merlion ให้นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี City Hall แล้วเดินผ่านทางเดินใต้ดิน CityLink Mall มาโผล่ที่ใต้โรงละครEsplanade เดินออกจากโรงละคร ข้ามสะพานมายังฝั่ง Merlionเลือกที่นั่งบริเวณข้างๆ Merlion ไปจนถึงทางเดินข้างโรงแรมOne Fullerton

  • ชมการแสดงน้ำพุข้างร้าน Louis Vuitton ที่ตึก Marina Bay Sands

นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Bayfront ทางออกเดียวกับตึก Marina Bay Sands แล้วเดินต่อมายังริมน้ำข้างร้าน Louis Vuitton

http://www.emagtravel.com/archive/wonder-full-show-marina-bay-sands.html



วันที่ 10 เมษายน 2559

Universal Studio - SEA Aquarium
ใช้บริการ MRT ไปลงสถานี HarbourFront พอไปถึงสถานี HarbourFront (NE1/CC29) เราสามารถเดินทางข้ามไปเกาะเซ็นโตซ่าเพื่อไป Universal StudiosSingapore และ Resort World Sentosa ได้หลายวิธี

1)เดินทางโดย SentosaExpress --> ขึ้นไปชั้น 3 ของห้าง VivoCity ซึ่งอยู่ติดกันกับสถานี HarbourFront ต้องเสียค่าเข้าเกาะเซ็นโตซ่า3 เหรียญสิงคโปร์ค่ะ แล้วก็ให้ลงสถานีแรกของเกาะเลยชื่อ Waterfront Stationซึ่งอยู่ติดกับ Universal Studios Singapore เลย

2)ขึ้นรถเมล์ของ ResortWorld Sentosa จากหน้าห้าง VivoCity เป็นรถเมล์เบอร์RWS8 เสียค่าเข้าเกาะ 2 เหรียญสิงคโปร์

3)Boardwalk -->ใครมีแรงเหลือเยอะหน่อยก็เลือกวิธีนี้เลยคือเดินไปเรื่อยๆชมวิวไป ถ่ายรูปไป เดี๋ยวเดียวก็ถึง แถมเสียค่าเข้าเกาะแค่ 1 เหรียญสิงคโปร์

4)Cable Car --> ซึ่งจะเสียค่าบริการเที่ยวละ24 เหรียญสิงคโปร์ สำหรับผู้ใหญ่และ 14 เหรียญสิงคโปร์สำหรับเด็กซึ่งได้รวมค่าเข้าเกาะไปแล้วในราคานี้

ข้อมูลจากhttp://www.siamxcite.com/answer_view.php?id_ques=1513

ครอบครัวเราลงสถานี Habour Front เตรียมตัวไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ ใช้ทางออก Exit ช่อง B เดินตามป้ายไปทาง Harbour Front Centre


วันที่ 11 เมษายน 2559

นั่งรถบัสจากสถานี Queen Street Bus Terminal เดินจากโรงแรมไปนิดเดียว (ใกล้มาก) ไปที่ยะโฮร์บาห์รู


วันแรก

ในการเดินทางพากันนั่งเครื่องบินไฟลท์ค่ำ กว่าจะถึงก็ดึก แต่ว่ารถไฟฟ้ายังเปิดให้บริการ เราก็เลยสามารถเดินทางจากสถานีสนามบินชางฮีไปยังสถานี Rocher ใกล้โรงแรม Hotel 81 Rocher ได้เลย


วันที่สอง

ด้วยความที่เมื่อคืนนอนดึก วันนี้ทุกคนพากันอ่อนเพลียเล็กน้อย จึงตกลงกันว่าจะพากันเที่ยวแบบเบาๆ พอ เดี๋ยวเด็กน้อยจะเหนื่อยเกินไป ก็ได้พากันเดินไปตามแผนที่จาก google map เพื่อไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาาติสิงคโปร์ แวะกินอาหารตามศูนย์อาหารระหว่างทาง ซึ่งมีให้เลือกหลายแห่ง



หน้าโรงแรมที่เราพัก






ถึงพิพิธภัณฑ์แล้ว









ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก





ราคาค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์





















พาเด็กๆ เข้าไปเรียนรู้  การเข้าชมพิพิธภัณฑ์เผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ สำหรับการเข้าชมแบบละเอียด 3 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ ด้านในมีกิจกรรมสนุก ๆ เด็ก ๆ เข้าชมได้ไม่เบื่อ ซึ่งลูกชายบอกว่าชอบที่นี่

เดินในพิพิธภัณฑ์เหนื่อยแล้ว พากันเดินต่อไปจนถึงแยกบูกิส ซึ่งมีห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร และแหล่งร้านของฝาก ซึ่งอยู่ในซอยเล็กๆ ประมาณร้านตามสยามสแควร์ ในกรุงเทพ ฯ ซึ่งก็มีพวกชอคโกแลต ของฝาก อะไรต่าง ๆ ราคาถูกน่าซื้อดี

ทุกคนพากันเหนื่อยล้าปวดเมื่อย ฝนก็ตกไปพักหนึ่งแล้วก็หยุด พากันเดินจากบูกิส กลับไปโรงแรมซึ่งไม่ไกลกันเลย 

ช่วงเย็น นัดกันสี่ห้าโมงเย็น เพื่อจะไปดูแสงสีเสียงที่มาริน่าเบย์  แต่ว่าหลานสาวคงจะเพลียเลยหลับยาว  เราจึงไปกันแค่สามคนพ่อแม่ลูก











ขากลับนั่ง MRT ไปสถานี Rocher แล้วเดินไปกินอาหารที่ร้านติ่มซำเจ้าดังก่อนกลับโรงแรม









จากนั้นไปร้านน้ำเต้าหู้ ที่เคยอ่านเจอในรีวิวต่าง ๆ อยู่ระหว่างทางเดินจากร้านติ่มซำกลับโรงแรม









วันที่สาม


กินอาหารเช้าที่ร้านในสถานี Rocher




















วันนี้ทุกคนเตรียมใจไว้แล้วว่าคงจะร้อนและเหนื่อยกว่าเมื่อวาน เพราะเมษายนที่สิงคโปร์อากาศร้อนมาก ๆ พากันลง MRT ไปสถานี Habour Front เตรียมตัวไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ ใช้ทางออก Exit ช่อง B เดินตามป้ายไปทาง Harbour Front Centre  ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะหาเจอ เพราะว่าเราไปผิดที่ ดันไปตรงที่จะขึ้นรถไฟฟ้าสาย Sentosa Express

แต่ในที่สุดก็ได้พากันขึ้นกระเช้าข้ามทะเลไปเกาะเซ็นโตซ่าจนได้










ภาพจากมุมสูงเห็นสวนน้ำด้วยค่ะ





ก่อนอื่นก็ต้องไปถ่ายกับสัญลักษณ์ของ Universal Studio








เราซื้อบัตรจริงมาจากไทย ทำให้ประหยัดเวลาได้เยอะ ในการที่ไม่ต้องต่อคิวรออซื้อบัตร ทั้งบัตรกระเช้า บัตรเข้าชมต่างๆ 








ถ่ายรูปบ้าง ชมโชว์บ้าง เข้าไปเล่นเครื่องเล่นกันบ้าง ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะวนครบทั่ว ๆ สวนสนุก






























S.E.A. Aquarium หรือชื่อเต็มๆ ว่า South East Asia Aquarium ตั้งอยู่ในโซนของMarine Life Park ในResort World  Sentosa เดินจาก UniversalStudios Singapore ตามป้ายไปนิดเดียว 























ขากลับ ไปแวะร้านติ่มซำเจ้าเดิมอีกรอบ



วันสุดท้าย













เดิน  300 เมตรจากโรงแรมไป Queen Street Bus Terminal ซื้อบัตรรถ Causeway Link Express  สีเหลือง ใช้เวลาประมาณ2 ชั่วโมง ผ่านด่าน  Woodland  ข้ามประเทศ  (อย่าลืมนำสัมภาระทุกใบลงจากรถติดตัวไปด้วยทุกครั้ง) เมื่อผ่านด่านแล้วเดินลงไปที่ JBSentral เพื่อเช็คอินเข้าโรงแรม


อ่านรีวิว Hotel 81 Rocher ได้ที่หมวดโรงแรม ที่พักต่างแดน http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moonwatcher&month=22-05-2016&group=15&gblog=16




Create Date : 22 พฤษภาคม 2559
Last Update : 22 พฤษภาคม 2559 17:29:59 น.
Counter : 24 Pageviews.
0 comment
มิงกาลาบา มัณฑะเลย์ พิลอูลวิน แบกเป้เที่ยวเองแบบง่าย ๆ




ปิดเทอมแล้ว ได้เวลาพาลูกตะลอนเที่ยว มัณฑะเลย์เป็นเมืองหนึ่งที่เรายังไม่เคยไป
ประจวบพอดีกับมีโปรโมชั่นตั๋วของสายการบินแอร์เอเชีย
และเว็บไซต์ Traveloka ก็ได้แจกโค้ดลดราคาตั๋วเครื่องบินอีกรอบ
และได้ส่วนลดที่พักจากเว็บไซต์จองโรงแรม cheaptickets.com
และ orbitz.com จึงได้เกิดทริปท่องเที่ยวแบบประหยัดนี้ขึ้น

วันแรก : เที่ยวพิลอูลวิน
วันที่สอง : เที่ยวมัณฑะเลย์
วันที่สาม : เที่ยวมิงกุน มัณฑะเลย์
วันที่สี่ : เดินทางกลับ

ทริปนี้ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน เดินทางมีนาคม 2559 ได้เที่ยวจริงประมาณ 2.5 วัน

การเตรียมตัวก่อนเดินทาง

แลกเงิน

แลกที่ร้าน Superrich โดยใช้ 8,000 บาทไทยแลกเป็นจั๊ดพม่า
และแลก USD สำรองไว้อีกจำนวนหนึ่ง สำหรับสองคนแม่ลูก

โรงแรม

จองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์จองโรงแรม
โดยพิลอูลวิน พักที่ Royal Green Hotel, Pyin Oo Lwin
และมัณฑะเลย์ พักที่ Taw Win Myanmar Hotel, Mandalay

ยาสามัญต่างๆ
พวกยาแก้ท้องเสีย แก้ไข้ แก้ท้องอืด พลาสเตอร์ปิดแผล

ของใช้ที่ควรติดตัวไปด้วย หมวก ครีมและแว่นกันแดด ทิชชูเปียก

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ค่าตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียและที่พักราคาโปรโมชั่น ค่าเดินทาง
ค่าอาหารและอื่น ๆ ประมาณ 7,000++ บาทต่อคน

ประมาณการค่าใช้จ่าย :
ตั๋วเครื่องบินไปกลับเฉลี่ยคนละสองพันบาท
ค่ากินเที่ยวเฉลี่ยคนละสี่พันกว่าบาท
ค่าโรงแรมเฉลี่ยคนละพันบาท

เราแม่ลูกเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับที่ตัวเมืองพิลอูลวิน และตัวเมืองมัณฑะเลย์

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกขับมอเตอร์ไซค์ด้วยตัวเองที่พิลอูลวิน
สามารถใช้บริการ Moto Taxi หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
หรือ เช่ารถม้าชมเมือง ได้ค่ะ สามารถสอบถามโรงแรมที่ตนเองเข้าพัก
หรือสอบถามที่ร้านต่าง ๆ ย่านหอนาฬิกา

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกขับมอเตอร์ไซค์ด้วยตัวเองที่มัณฑะเลย์
สามารถใช้บริการ Moto Taxi หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
หรือ เหมารถสองแถว หรือ TAXI นำเที่ยวได้ค่ะ
สามารถสอบถามโรงแรมที่ตนเองเข้าพัก
หรือตามสี่แยกต่าง ๆ จะมีรถรับจ้างจอดอยู่
ราคาแล้วระยะทางหรือจุดท่องเที่ยวที่กำหนด

สำหรับท่านที่อ่านในรีวิวบล็อกแกงค์ไม่ถนัด
ลองอ่านกระทู้ในพันทิป http://pantip.com/topic/35006870
น่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่จะอ่านง่ายกว่าค่ะ


ประมาณการอัตราแลกเปลี่ยนเงินไทย – พม่า
100 จ๊าด = 3 บาท
500 จ๊าด = 15 บาท
1,000 จ๊าด = 30-31 บาท
1,500 จ๊าด = 45  บาท
2,000 จ๊าด = 60 บาท
3,000 จ๊าด = 90 บาท 
4,000 จ๊าด = 120 บาท
5,000 จ๊าด = 150 บาท 
6,000 จ๊าด = 180 บาท
7,000 จ๊าด = 210 บาท 
8,000 จ๊าด = 240 บาท
9,000 จ๊าด = 270 บาท
10,000 จ๊าด = 300-310  บาท
15,000 จ๊าด = 450  บาท
20,000 จ๊าด = 600 บาท
40,000 จ๊าด =  1,200 บาท
50,000 จ๊าด = 1,500 บาท
100, 000 จ๊าด = 3,000 บาท


แผนการท่องเที่ยว

วันแรก : เที่ยวพิลอูลวิน
    Depart from DMK at 10.55 am and arrive in MDL 
    at 12.50am
-  Private Taxi from  Mandalay Airport  to Pyin Oo Lwin  
   [เมืองเมเมียว (Maymeo) หรือ พิน อูลวิน (Pyin oo Lwin) 
     คือเมืองเดียวกัน]
    Check in at Royal Green Hotel, Pyin Oo Lwin  
    Pyin Oo Lwin  Tour
วันที่สอง : เที่ยวมัณฑะเลย์ วันที่สาม : เที่ยวมัณฑะเลย์
วันที่สี่    : เดินทางกลับ





เราพากันนั่งรออย่างเกียจคร้าน เนื่องจากไปถึงสนามบินก่อนเวลาเยอะ 
การฆ่าเวลาก่อนขึ้นเครื่องบินที่ดีที่สุดก็คือพากันดำดิ่งลงไปในโลกโซเชี่ยล 
ท่องเน็ต อ่านกระทู้ อ่านข่าวไปเรื่อย ๆ

จากสนามบินดอนเมืองเดินทางไปถึงสนามบินมัณฑะเลย์12.50 น. 
เมื่อผ่าน ตม. ก็ได้มุ่งหน้าไปที่เคาน์เตอร์ทัวร์ในสนามบินหาเช่ารถแท็กซี่
ไปส่งที่โรงแรมในเมืองพิลอูลวิน ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศที่ไม่ไกลจากมัณฑะเลย์มากนัก 
ร้านแรกคิดราคา 45 USD เราต่อรองได้ที่ราคา 40,000 จั๊ด ประมาณ 1,200 บาท ไทย 
ซึ่งก็ตรงกับราคาที่หาข้อมูลมา







เรื่องซิมโทรศัพท์เอาไว้ท่องเน็ตสามารถซื้อซิมและเติมเงินได้ที่สนามบิน 
เพื่อนแนะนำซิม Telenor บอกว่าสัญญานครอบคลุมกว่า 
ส่วนที่เราข้อมูลมาเป็น Ooredoo มีรีวิวไว้ว่าเน็ตแรง 
ราคาก็ประมาณใกล้เคียงกับของบ้านเราและประเทศเพื่อนบ้านอื่น  
คือ 300++ แต่เราไม่ได้ใช้บริการ 
เพราะกะว่าแค่ใช้ไวไฟของโรงแรมก็เพียงพอแล้ว





จากมัณฑะเลย์เดินทางไป พิล อูล วิน สามารถไปได้หลายแบบ 
รถโดยสาร 
เดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า 5,000 จ๊าด  (150 บาท) 
รถแท็กซี่แชร์ 
เดินทางจากในตัวเมืองมัณฑะเลย์ เดินทาง 2.30 ชั่วโมง 7,000 จ๊าด(210 บาท)  
รถไฟ เดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง  
ส่วนรถเหมาจากสนามบินไป "พิล อูล วิน"   คิดเป็นเงินไทย 1,200 บาท (40USD)   
ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2.30 ชม.  
(ต่อราคาให้ได้ 40,000 จ๊าด = 1,200 บาท) แบบนี้สะดวกและประหยัดเวลาสุด



รถเหมาจากสนามบินเป็นรถใหม่ คันใหญ่ นั่งสบาย 
น้องคนขับก็สุภาพ อัธยาศัยดี  เส้นทางจากมัณฑะเลย์ไปพิลอูลวิน  
คดเคี้ยวไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามไหล่เขา ชวนเวียนหัวอยู่ไม่น้อย 
ส่วนเกาลัดนั่งรถไม่นานก็นอนหลับสนิทตลอดทาง





ทิวทัศน์และวิถีชีวิตผู้คนสองข้างทางแปลกหูแปลกตาไม่ใช่น้อย 
จึงนั่งมองด้วยความเพลินเพลินไปเรื่อย ๆ 
คนขับขอแวะพักกินข้าวกลางทางสักแป๊บหนึ่งก็ไปต่อ 
เนื่องจากเป็นทางขึ้นเรา รถขับไปได้ช้าๆ ถนนบางช่วงกำลังทำทาง 
จึงใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมงครึ่งจึงไปถึงที่พัก 
จากข้อมูลที่อ่านมาพิลอูลวิน ตั้งอยู่ในรัฐฉานของพม่า 
ห่างจากมัณฑะเลย์เพียง 60 กิโลเมตร





รีวิวจากผู้ใช้บริการที่ปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ 
ให้คำชมเชยเรื่องการบริการและห้องพักของโรงแรมที่จะพักคืนนี้ 
รวมทั้งราคาที่เหมาะสม 
เมื่อถึงโรงแรม Royal Green ได้เข้าไปเช็คอิน 
พร้อมทั้งสอบถามราคารถเช่าและข้อมูลอื่นๆ จากเจ้าหน้าที่ของโรงแรม 
ก็ได้สัมผัสถึงความกระตือรือร้นและความใส่ใจที่จะให้บริการได้ทันที 
ซึ่งเป็นเช่นนี้ตลอดการเข้าพักที่นี่





ห้องพักใหม่ สะอาดดี มีกาต้มน้ำ ชา กาแฟ 
น้ำดื่มฟรีให้ด้วย มีไวไฟฟรีใช้ในห้องพักได้







ระยะทางจากโรงแรมไปหอนาฬิกาหรือชื่อทางการคือ Purcell Tower 
ประมาณ 1.3 กม. ที่จริงก็สามารถ  เดินเล่นไปได้ไม่ไกลมาก 
ตามทางผ่านจะมีจุดแวะชมและถ่ายภาพที่เห็นตามรีวิวในพันทิป 
โดยเฉพาะโบสถ์อาคาร สีแดง และ City Hall ตึกสีเหลืองสวย






เข้าห้องพัก เก็บของ จัดของ พักผ่อน เช็คไลน์ อีเมล์ (และทำงาน)
 สักประมาณหนึ่งแล้ว ก็พร้อมที่จะออกเที่ยว 

สอบถามค่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์ มีบริการรับส่งที่โรงแรม 
ราคาเกียร์อัตโนมัติอยู่ที่ชั่วโมงละ3,000จั๊ด  เราจึงตกลงเช่า 3 ชั่วโมง 
เวลารับรถ 15.45น. คืนรถ 18.45 น.



National Landmarks Garden เป็นที่เที่ยวที่จำลองสถานที่เที่ยวสำคัญๆ
ของพม่ามาไว้ที่นี่ประมาณเมืองจำลองบ้านเราค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ
 ราคาผู้ใหญ่ 4 USD จ่ายเป็นจั๊ดที่ 4,800 จั๊ดทั้งสองคน 

ฝั่งตรงข้ามกันเป็นสวนพฤกษศาสตร์กันดอว์จี 
(National Kandawgyi Botanical Gardens) 
เวลาเปิดปิด คือ 8.00 – 18.00 น. ทั้งสองแห่ง








สะพานกื้ด หรือ โกเต็ค เวียดัค (Gokteik Viaduct) 
เป็นทางรถไฟสายตะวันออก ตั้งอยู่ในรัฐฉานระหว่างเมืองพิลอูลวินและหล่าโชว
 เป็นทางรถไฟยาวที่สุดและเก่าที่สุดของพม่า มีอายุมากกว่า 100 ปี 
มีความสูงจากพื้นดินจากจุดที่ต่ำประมาณ 102 เมตร 
ในระยะทางยาว 689 เมตร จึงเป็นสะพานรถไฟที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก














    หลังจากเดินเที่ยวทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย และหิว เริ่มใกล้ค่ำแล้ว 
ถึงเวลาหาของกินใส่ท้อง จึงพร้อมใจกันมุ่งหน้าไปที่ตลาดใกล้หอนาฬิกา 
เผื่อจะมีอะไรประทังความหิวได้บ้าง











มองเห็นผัก ผลไม้ ของสดแล้วก็ต้องร้องโฮโฮ !!  
แต่ที่อยากซื้อก็ไม่ได้ถ่ายมา เพราะเกรงใจผู้คนที่เดินสวนกันอยู่ 
เห็นสตอเบอรี่สด ๆ น่าซื้อมาก 
ด้านข้างตลาดเป็นร้านอาหารเรียงรายติด ๆ กัน 













    ขับมอเตอร์ไซค์วนหาหอนาฬิกา  ไปเจอร้านเบเกอรี่ December 
อยู่ตรงใกล้ๆ หอนาฬิกานั่นแหละค่ะ ดีใจกันมาก 
รีบจอดรถเดินตรงเข้าไปสั่งของกินทันที


































สำหรับรถที่เราเดินทางกลับไปมัณฑะเลย์วันนี้  
ได้แจ้งกับทางโรงแรมว่าต้องการใช้บริการรถแชร์แท็กซี่เพื่อกลับมัณฑะเลย์ 
ในเวลา 9.00 น.  ทางโรงแรมก็จัดหาให้ และคิดราคาเท่ากับที่เราได้หาข้อมูลไว้ 
คือ คนละ 6,000 จ๊าดสำหรับที่นั่งเบาะหลัง รถมารับตรงตามเวลานัด


 ขากลับเป็นเส้นทางลงเขาเน้น ๆ เรานั่งดูสองข้างทางไปเรื่อย เพลิน ๆ 
ในหัวคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องงานที่ได้คุยไลน์ค้างไว้ตอนก่อนออกเดินทาง 
ส่วนลูกชายหลับสนิทไปแล้ว  ระหว่างทางรถได้จอดให้น้องที่นั่งเบาะหน้า
ด้านข้างคนขับแวะอ้วกข้างทาง ใช้เวลาเร็วกว่าขามา สักประมาณ 11.00 น. 
รถก็ไปส่งที่หน้าโรงแรม Taw Win  Myanmar 
อากาศที่มัณฑะเลย์นั้นร้อนอบอ้าวเกินบรรยาย



















ด้วยความเกียจคร้าน แต่เพราะเสียดายเวลาเที่ยว 
จึงจำเป็นต้องตากแดดเปรี้ยงเที่ยวกันต่อไป แผนเดิม คือ 
อยากเหมารถ ไปวัดงู วังมัณฑะเลย์ และมัณฑะเลย์ฮิลล์ 
แต่ด้วยความไม่อยากเหนื่อยเที่ยวเยอะ จึงเปลี่ยนแผนให้เป็นแบบชิลล์ ๆ 
ผ่านไหนแวะนั่นได้ตามใจ จึงเปลี่ยนแผนตัดสินใจเช่ารถมอเตอร์ไซค์
ขับพาลูกเที่ยวในตัวเมืองมัณฑะเลย์

ร้านเช่ารถที่สามารถเดินไปจากโรงแรมได้นิดเดียว ชื่อ  
Mandalay  Motorbike Rental and Tours เรานี่ลงทุนเดินไปสอบถามที่ร้านด้วยตัวเอง 
ราคาเช่ารถเกียร์ธรรมดา วันละ 10,000 จั๊ด เกียร์อัตโนมัติ 15,000 จั๊ด 
ไม่รวมน้ำมันที่ต้องเติมเต็มถังตอนเอารถมาคืน 
ต้องไปรับรถที่ร้านและอีกภายใน 24 ชั่วโมงก็ต้องไปส่งคืนร้านตามเวลากำหนด

หลังจากสอบถามเสร็จก็เดินตากแดดมือเปล่ากลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง 
แล้วเช่ารถมอเตอร์ไซค์เกียร์อัตโนมัติจากโรงแรมในราคา 17,000 จั๊ด 
รวมน้ำมัน คือ จะได้น้ำมันเต็มถังตอนรับรถ และไม่ต้องเติมน้ำมันเพิ่มเมื่อคืนรถ  
เวลาคืนรถคือ 21.30 น. ในวันเดียวกัน เพราะเราคิดว่าวิธีนี้สะดวกกับเรามากกว่า  
โรงแรมให้แผ่นพับแผนที่กระดาษอาร์ตสีมาด้วย แจ่มเลย !

ได้รถแล้ว  ท้องก็หิวแล้ว  ได้เวลาออกไปเที่ยวเตร่หาของกิน 
เราบอกลูกว่าแม่เคยไปกินอาหารจีนอร่อยที่ย่างกุ้งชื่อร้าน Golden Duck 
ร้านนี้มีสาขาที่มัณฑะเลย์ด้วย  เกาลัดสนใจอยากไปกินเป็ดย่างอร่อย ๆ 
ที่ร้านนี้บ้าง ร้านอยู่ใกล้วัง ไม่ไกลจากโรงแรมนี่เอง เลยพากันซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปโดยไว






































ตกเย็น แวะมาพักคลายเหนื่อยคลายร้อนที่โรงแรม 
จากนั้นก็ขับมอเตอร์ไซค์ออกไปหาข้าวเย็นกิน 
แต่ก่อนอื่นขอแวะชิมทุเรียนพม่าสักหน่อย  ..... พอกินเสร็จ

คุณป้า : หนู ๆ มาจากไหนกัน
เรา :  มาจากไทยค่ะ
คุณป้า : อ้อ..ทุเรียนก็มาจากไทยเหมือนกัน 
                     (แป่ว !!)




มื้อค่ำที่มัณฑะเลย์ ขับรถวนหาร้านอาหารตั้งนาน 
สุดท้าย ได้อาหารไทยช่วยพยุงชีพเอาไว้ 
ลูกชายสั่งกุ้งผัดผงกะหรี่ ของแม่แกงเลียง มาแบบจานโตๆ





กินอาหารเสร็จแล้ว ก็พากันขับรถ
วนดูไฟแสงสีรอบ ๆ มัณฑะเลย์ฮิลล์ 





   ซิ่งมอเตอร์ไซค์ดีอย่างหนึ่งตรงที่ได้ซอกแซกไปตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ต่างๆ 
คือว่า เราก็ขับไปเรื่อย ๆ อยากเข้าซอยไหนก็เข้าไปดู 
อยากแวะไหนก็แวะไปเรื่อยเปื่อยอย่างนั้น
   ประมาณเกือบสามทุ่มครึ่งก็เข้าที่พัก คืนรถเช่า 
รอเจอเพื่อนอีกกลุ่มที่มาสมทบพักโรงแรมเดียวกัน 
และพากันเดินออกไปซื้อของกินที่มินิมาร์ทใกล้โรงแรม 
สบายหายหิวยามดึก









วันนี้เป็นวันพิเศษ คู่แม่ลูกได้อาศัยติดตามไปเที่ยวร่วมกับคณะใหญ่
ของเพื่อนที่พากันเหมารถตระเวนเที่ยวก่อนเราหลายวัน 
โดยพากันจัดเต็มออกจากโรงแรมกันตั้งแต่เวลาตีสี่ เพื่อที่จะไปชมพิธี    
ล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี เกาลัดยอมตื่นแต่เช้ามืด 
ลุกขึ้นมาแต่งตัวโดยไม่อิดออดแต่อย่างใด




พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่า
เปรียบได้กับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต 
หรือซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทยและพระมหามัยมุนี
นั้นนับว่าเป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า




ด้วยความเชื่อว่า พระพุทธมหามัยมุนี นี้เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต 
จึงมีประเพณีล้าง พระพักตร์ เวลาประมาณ 04.00 น. ทุกเช้า 
โดยพระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์
ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดี
พร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์ ก่อนใช้ผ้าเช็ดจนแห้งสนิท 
พร้อมใช้พัดทองโบกถวาย








จากนั้นไปเข้าแถวรอรับน้ำมนต์ที่ได้จากการทำพิธีล้างพระพักตร์ 
ซึ่งก็มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาพากันไปเข้าแถวยาวเหยียด 
ทางวัดแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ ให้

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญยามเช้า ก็พากันกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม 
ได้งีบอีกนิดหน่อย อาบน้ำ แต่งตัว 
กินอาหารเช้าก็ถึงเวลาออกไปท่องเที่ยวกันต่อ





ล่องเรือแม่น้ำอิระวดี สู่หมู่บ้านมิงกุน เมืองมัณฑะเลย์


























กลับมาวังมัณฑะเลย์อีกรอบ









วัดชเวนันดอว์















ช่วงเย็น พวกเราพากันไปช้อปปิ้งที่ห้างใหญ่ในเมืองมัณฑะเลย์ 
ซึ่งในเมืองมัณฑะเลย์นั้นมีห้างทันสมัยหลายแห่ง  
จากนั้นก็กลับเข้าที่พัก วันนี้เพื่อนร่วมทริปน่ารัก สนุก เป็นกันเองทุกคน 
ขอบคุณที่ให้เราแม่ลูกติดตามไปด้วย แถมดูแลกันอย่างดี 





วันสุดท้าย
หลัง 8.00 น. คู่หูแม่ลูกพากันเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม
เพื่อไปขึ้นรถ Airasia shuttle bus ฟรี
ไปสนามบินมัณฑะเลย์ คุณริวและโกรุ่งเดินไปส่งขึ้นรถ 
พอไปถึงหน้าสำนักงานแอร์เอเชีย มีป้ายติดไว้ว่าบัสฟรีไม่มีให้บริการแล้ว 

เราจึงใช้แผนสอง คือ โบกรถแท็กซี่ให้ไปส่งสนามบิน   
ในราคา 15,000 จั๊ด ไปนั่งรอที่สนามบินอีกหลายชั่วโมง 
ก็ได้เดินทางกลับถึงสนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ





ไปพม่าครั้งนี้ จุดหนึ่งที่สังเกตเห็น คือ ความตั้งใจให้บริการในภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงแรม ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ได้ความประทับใจกลับมา

ทริปนี้ ลูกอุตส่าห์ไปพม่าเป็นเพื่อนแม่ ทั้งที่ไม่ค่อยอยากไปนัก แม่บอกว่าให้ลูกพาไปวัดงู เพราะแม่กลัวงู ลูกจึงยอมไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป วัดนั้นเพราะไปลำบาก

อย่างไรก็ดี การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์สำคัญของลูกที่ได้เห็นและยอมรับนับถือในความเหมือนและความแตกต่างของประเทศเพื่อนบ้าน กล้าลอง กล้าทำในหลายๆ สิ่ง และบางเรื่องก็สนุกกับมันแทนที่จะเคือง เช่น เวลาขับรถมอเตอร์ไซค์ไปตามถนน ถูกบีบแตรใส่ตลอดทาง จากแรก ๆ ก็ตกใจ พอโดนบ่อยเข้าก็กลายเป็นขำๆ และตลกไป




Create Date : 06 เมษายน 2559
Last Update : 19 เมษายน 2559 14:30:44 น.
Counter : 437 Pageviews.
5 comment
Family Trip พาลูกแบกเป้เที่ยวกัมพูชาด้วยตัวเองแบบง่ายๆ
สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศกัมพูชา โดยเน้นสองเมืองหลักคือพนมเปญ และเสียมราฐ หรือเสียมเรียบ ซึ่งครอบครัวเราเดินทางไปตะลอนทัวร์กันเองแบบไม่ง้อทัวร์ ในช่วงหยุดยาวสี่วันปลายเดือนกรกฎาคม 2558 ซึ่งก็เที่ยวได้ไม่ยากลำบากนัก การเดินทางเราเที่ยวตามแพลนนี้ค่ะ

วันแรก
เดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปพนมเปญในตอนเย็น ไปถึงประมาณห้าโมงเย็น รวมดีเลย์นิดหน่อย

วันที่สอง
เที่ยวในตัวเมืองพนมเปญ

วันที่สาม
เดืนทางด้วยรถบัสจากพนมเปญไปเสียบเรียบ ซื้อตั๋วเข้าชมนครวัดตอน 16.30 น. และชมนครวัดยามเย็น

วันที่สี่
ปราสาทนครวัด ตาพรหม พระขรรค์ นครธม และอื่นๆ

วันที่ห้า
กัมปงพลุก หมู่บ้านในโตนเลสาป, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์,ชมการแสดงละคร

วันสุดท้าย
พักผ่อน เดินตลาดในตัวเมืองเสียมเรียบ


เพื่อไม่ให้เสียเวลา  ขอรีวิวด้วยโพสต์ที่เคยลงในเฟซบุ๊คนะคะ


วันแรก (29 ก.ค. 2558)
ระหว่างรอเดินทางจากสนามบินดอนเมือง





เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินที่พนมเปญ  รถ taxi ที่ติดต่อไว้กับโรงแรมล่วงหน้าไม่มา 
หรือมาแล้วอาจจะกลับไปแล้ว เนื่องจากเครื่องบินดีเลย์ไปครึ่งชั่วโมง
โทรศัพท์ติดต่อโรงแรมแล้ว รออยู่นานเกือบสองชั่วโมง 
จึงตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปโรงแรม ราคาเหมาจากสนามบิน 12  USD  
ราคาเดียวกับที่ตกลงกับโรงแรมไว้ 
ฉะนั้น คราวหน้า ไม่ต้องติดต่อให้รถมารับแล้ว ขึ้นแท็กซี่จากสนามบินไปเลยดีกว่า
เดินออกมาที่หน้าอาคาร จะเห็นแท็กซี่ในเครื่องแบบเสื้อสีฟ้า 
สามารถบอกปลายทาง แล้วขึ้นรถได้เลย นับว่าสะดวกดี

ไปถึงโรงแรมก็ค่ำมากแล้ว เช็คอินและ กินอาหารมื้อค่ำที่โรงแรมเลยดีกว่า
ราคาก็ใกล้เคียงกับร้านด้านนอก







โรงแรม Khavi Villa  ทำเลดีมาก  และสามารถซื้อตั๋วเดินทางต่าง ๆ
ที่ Khavi Guesthouse ฝั่งตรงข้ามได้เลย สะดวกดีจริง



วันที่สอง  (30 ก.ค. 2558)


วันนี้ ครอบครัวเราได้เดินเที่ยวในเมืองพนมเปญ
สลับกับนั่งตุ๊กๆ ในบางช่วงที่ระยะทางระหว่างสถานที่ค่อนข้างไกลกัน 
เพราะอยากประหยัดเวลาและสงวนพลังงานไว้

วันนี้เราเที่ยวตามนี้ค่ะ








































วันที่สาม (31  กรกฎาคม  2558)


วันนี้ทั้งวันอุทิศให้กับการเดินทางด้วยรถบัสจากพนมเปญไปเสียมเรียบ
นับว่าการเดินทางวันนี้ไม่เลวนัก  แถมยังดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก


















































โรงแรม Tan Kang Angkor ที่เสียมเรียบ คุ้มราคาสุด ๆ ที่พักหลักร้อย 
แล้วได้อาหารเช้าบุฟเฟต์ที่หลาหหลายพอสมควร รสชาติโอเค






บัตรเข้าชมปราสาทกลุ่มนครวัด





วันที่สี่ (1 สิงหาคม 2558)


วันนี้เป็นไฮไลท์ที่ตั้งใจมาก ก็คือ การไปชมปราสาทนครวัด 
นครธม ตาพรหม พระขรรค์  แปรรูป และอื่นๆ
เรียกได้ว่าเดินกันทั้งวันจนล้า  อย่างตื่นตาตื่นใจ









































ภาพนี้ไกด์บอกว่า คือ ไก่ชน





























ปราสาทพระขรรค์















วันที่ห้า (2 สิงหาคม 2558)


ช่วงเช้าของวันไปกัมปงพลุก  หมู่บ้านที่โตนเลสาบ
ส่วนช่วงบ่าย ไปพิพิธภัณฑ์  ค่ำไปชมการแสดงละคร










































วันสุดท้าย  (3  สิงหาคม 2558)


วันนี้ไม่ได้วางแผนไปไหนไกลเกินกว่าตลาดใกล้โรงแรม






















ประมาณหนึ่งทุ่ม  ตุ๊ก ๆ มารับที่โรงแรมเพื่อไปส่งที่สนามบิน







แถมท้าย  อาหารกัมพูชา



































ค่าใช้จ่ายทริปพนมเปญ - เสียมเรียบ
วันที่ 29 ก.ค. - 3 ส.ค. 2558
รวม 6 วัน 5 คืน

จ่ายเป็นเงินบาท

ค่าเครื่องบินแอร์เอเชียไปกลับ 2,600 บาท × 3 คน =6,800 บาท
ค่าโรงแรม 5 คืน 2,500 บาท (ใช้โปรส่วนลดของ hoteltravel และ expedia ราคาปกติสูงกว่านี้)
ค่าไกด์นครวัดวันที่ 1 ส.ค. 600 บาท
รวมทั้งหมด 9,900 บาท

จ่ายเป็น usd

Taxi สนามบินพนมเปญไป Khavi Villa 12 usd
Bus พนมเปญไปเสียมเรียบ 13 usd x 3 คน = 49 usd
ตั๋ววัดพนม 1 usd x 2 คน = 2 usd
ตุ๊กๆ วัดพนมไปตลาดกลางพนมเปญ 2 usd
ตุ๊กๆ ตลาดกลางไปตวลเสลง 3 usd
ตั๋วตวลสเลง 3 usd x 2 คน = 6 usd
ตุ๊กๆ ตวลเสลงไปวังหลวง 3 usd
ตั๋วเข้าชมพระราชวังหลวง 6.5 usd x 3 คน = 19.5 usd
ตุ๊กๆ จากโรงแรม Tankang Angkor ไป-กลับนครวัด 31 ก.ค. 7 usd
ค่าบัตรเข้าชมนครวัด 20 usd x 3 คน = 60 usd
ค่าตุ๊กๆ โรงแรมไป-กลับนครวัดและปราสาทอื่นๆ โดยรอบ 1 ส.ค. ราคา 22 usd
ตุ๊กๆเที่ยวกัมปงพลุก พิพิธภัณฑ์ และชมการแสดงตอนค่ำ ไป-กลับโรงแรม 2 ส.ค. ราคา 22 usd
บัตรล่องเรือชมโตนเลสาบที่กัมปงพลุก 20 usd x 3 คน = 60 usd
ตุ๊กๆ จากโรงแรมไปสนามบินเสียมเรียบ 7 usd
ตั๋วชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพนมเปญ 5 usd x 3 คน = 15 usd
ตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์อังกอร์เสียมเรียบ 12 usd x 3 คน = 36 usd
เช่าหูฟังเลือกภาษาไทยที่พิพิธภัณฑ์เสียมเรียบ 3 usd x 3 คน = 9 usd
บัตรชมละคร Phare Circus 18 usd x 3 คน = 54 usd
รวมทั้งหมด 388.5 usd ประมาณ 13,500 ++ บาท

ค่ากินรวม 3 คน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนมต่างๆ 8,000++ บาท

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตลอดทริปต่อคน ประมาณคนละ 11,000 บาท


เบอร์โทร อีเมล ตุ๊ก ๆ 
สามารถจองล่วงหน้าได้ตามนี้ค่ะ






หวังว่าคุณผู้อ่านคงจะได้แนวทางท่องเที่ยวกัมพูชาด้วยตัวเองจากรีวิวนี้ไม่มากก็น้อย 

ติดตามรีวิวมาใหม่ได้ที่เฟซบุ๊ค "ท่องเที่ยวไป by ชมจันทร์" http://www.facebook.com/moonwatcherBP

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ





Create Date : 21 สิงหาคม 2558
Last Update : 27 สิงหาคม 2558 8:41:50 น.
Counter : 800 Pageviews.

0 comment
“ตะลุยเดี่ยวเที่ยวปีนัง” ท่องเที่ยวแบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง [ตอนที่ 2]
“ตะลุยเดี่ยวเที่ยวปีนัง” ท่องเที่ยวแบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง [ตอนที่ 1] ได้เล่าถึงบันทึกการเดินทางจากประสบการณ์ตรงของเราไปแล้วในวันแรกถึงวันที่สาม ตามนี้ค่ะ


วันแรก : กรุงเทพ – หาดใหญ่ – โรงแรมทูนหาดใหญ่ - คอหนังแต้เตี้ยม – น้ำเต้าหู้อร่อย

วันที่สอง : หาดใหญ่ – โรงแรมทูนปีนัง - Gurney Drive

วันที่สาม : ปีนังฮิลล์ – Made in Penang Interactive Museum - Hop-on Hop-off Penang





สามารถคลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขยายได้ค่ะ


ไปเที่ยวต่อกันเลยนะคะ


วันที่สี่ : Hotel Sentral Goregetown – ชายหาด Batu Feringgi - Floating Mosque – เดินชมเมืองย่านมรดกโลกของเมืองจอร์จทาวน์ ปีนัง


Hotel Sentral Goregetown : ย้ายโรงแรมแล้วจ้า ตอนสายเช็คเอาท์เดินจาก Tune Downtown Penang ไปเช็คอินที่ใหม่ที่จองไว้สำหรีบคืนสุดท้าย เช้าห้องพักยังไม่เรียบร้อย ก็เลยฝากกระเป๋าแล้วออกไปเที่ยวที่ต่างๆ กลับเข้ามาบ่ายสอง โรงแรมเพียบพร้อมกว่า Tune เยอะ ชีวิตเหมือนได้ยกระดับการพักผ่อนขี้นมาอีก

เข้ามาในห้องได้กลิ่นหอมๆ เลย. เตียงนุ่มๆ แต่ไม่มีอ่าง. อาบน้ำสบายๆ ให้หายร้อน เปิดทีวี นอนเล่นเน็ต ไวไฟฟรี บ่ายแก่ๆ ค่อยออกเที่ยวใหม่ แผนที่เที่ยวที่หยิบมาจากล็อบบี้โรงแรม ช่วยการเที่ยวในวันนี้ได้อีก มีอาหารเช้าบุฟเฟต์ให้ กินได้สองคน

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]



เช็คเอาท์แล้วเดินจากโรงแรมเดิม ไปโรงแรมใหม่





บ้านเรือนระหว่างทาง สวยงามจนต้องหยุดถ่ายภาพเก็บไว้





เข้าไปเช็คอิน ในส่วนของรีวิวโรงแรม เข้าไปดูในบล็อก หมวดโรงแรมที่พักต่างแดนได้เลยจ้า





เดินกลับไปป้ายรถเมล์ใกล้โรงแรมเดิม เพื่อนั่งรถเมล์สาย 101 ที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ โรงแรม Tune ไปลง Batu Feringgi ค่ารถ RM 2.70 ตามข้อมูลคุณแอน ข้างถนนมีป้ายบอกระยะทางเป็นระยะ พอถึงบางตู เฟอริงกิ แล้วสังเกตตึกเหลือง ปั๊มเปรโตรนาส และโรงแรมโกลเด้นแซนด์ รีสอร์ต แหม..มันช่างเป๊ะ ! ตามโพย ลงจากรถฝั่งตรงข้ามโรงแรม ข้ามถนนไปป้ายหน้าโรงแรม แล้วเดินลงชายหาด มันชิลล์มาก


Batu Feringgi : นั่งรถเมล์ไปชายหาดตามแพลนที่ตั้งใจจะไปเมื่อวาน แต่ฝนตก เลยเปลี่ยนเป็นวันนี้แทนซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะวันนี้ฟ้าใส แดดแรง ที่นี่มีกิจกรรมแอดเวนเจอร์ หลายสิ่งอย่าง น่าพาลูกชายไปพักและทำกิจกรรมย่านนั้น เห็นคู่แม่ลูกพาลูกชายวัยเกาลัดขึ้นเหินฟ้า นี่ใช่เลย ! ค่าใช้จ่ายอะไรต่างๆ พอๆ กับเที่ยวหาดบ้านเรา เช่น กางเกงขาสั้น 100 บาท ค่าอาบน้ำ ของกิน ก็พอกัน บังเอิญได้ฟังเพลง Jazz เพราะๆ ริมหาดและเห็นหนุ่มขอสาวแต่งงานแบบทำเซอร์ไพรส์ โรแมนติกมาก

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]







ชายหาด Batu Feringgi





คู่หูแม่ลูกคู่นี้ได้ใจจริงๆ











ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก





เครื่องเล่นที่โรงแรมโกลเด้นแซนด์ รีสอร์ต






จากป้ายรถเมล์หน้าโรงแรมโกลเด้นแซนด์ รีสอร์ต นั่งรถเมล์สาย 101 ราคา 1.4 RM ไปไม่กี่ป้าย ก็ถึง Floating Mosque “Tanjung Bungah”
อ่านข้อมูลคร่าวๆ ที่เว็บไซต์ http://www.malaysiasite.nl/tanjongbungaheng.htm



Floating Mosque : นั่งรถเมล์เส้นทางกลับเข้าเมือง ไปลงหน้ามัสยิด Masjid Betas Asap Rokok มีนักท่องเที่ยวลงด้วยหลายคน แล้วนั่งสายเดิมไปลงปากซอยเพื่อเข้าโรงแรมมาพักผ่อนช่วงบ่าย แต่ก่อนเข้าโรงแรมเดินชมเมือง และไปด้อมๆมองๆ พิพิธภัณฑ์อีกนิดหน่อย

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]













ตอนบ่ายสอง กลับเข้าโรงแรมด้วยรถเมล์สาย 101 แล้วลงป้ายรถเมล์หน้าโรงแรม วันนี้อาศัยแผนที่ปีนังที่หยิบจากล็อบบี้โรงแรมช่วยได้เยอะมาก ก่อนเดินเข้าโรงแรม ก็ชมเมืองย่านนั้นเล็กน้อย อากาศร้อนสุด ๆ อาศัยเปิดแอร์ อาบน้ำ นอนเล่นเน็ตเพลิน ๆ จนถึงสี่โมงเย็น ค่อยเดินออกไปชมเมืองเก่าย่านมรดกโลก










เดินออกจาก Hotel Sental Goregetown ไปรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ตรงข้ามตึกคอมตาร์ เจอรถ Hop-on Hop-off มา ก็เลยนั่งรถไปลงที่ Chowrasta Market สุดท้าย เราพบความจริงที่ว่า ที่จริงเดินไปเลยก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลารอรถ เพราะอยู่ไม่ไกลกันเลย จากตึกคอมตาร์ข้ามถนนไปหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว ตลาดนี้ประมาณขายของฝาก เสื้อยืด ที่ระลึก ผลไม้หมักดอง อะไรต่าง ๆ








ที่จริงทริปนี้ตั้งใจจะไป Campbell Street Market แต่หาไม่เจอ. กลับเจอตลาดนัดและถนนคนเดินที่ถนนอาร์มาเนียนแทนซะงั้น

เดินไปอีกนิดเจอร้านลอดช่องที่คุณแอนทำรีวิวไว้ แถวยาวเฟื้อยเลย ก็ไปต่อแถว อร่อยจริงๆ แฮะ ชอบ ๆ











เดินซอกแซกลัดเลาะไปเจออะไรต่างๆ มากมาย ย่านคนจีน Little India ถนนคนเดิน ตลาดนัด ฯลฯ บ้านช่อง ร้านรวง แปลกหูแปลกตา หลากหลายและสวยงามดี



























มื้อค่ำวันนี้ชิมหอยเมืองปีนัง ที่ร้านแรก ในโต้รุ่งหน้าโรงแรม Sunway ถนน Macalister ซอย Baru ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรม Sentral Georgetown ที่พักคืนนี้ กินคนเดียว 3 อย่างตามภาพ จ่ายไป 39 ริงกิต รสชาตินั้นกินแล้วไม่อยากบอกต่อเลยจ้า ได้ยินโต๊ะข้างๆ สั่งเบียร์ไทเกอร์ ขวดใหญ่ ตกขวดละ 15 ริงกิต คิดถึงหอยและเบียร์ไซง่อนขึ้นมาทันใด

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]



โต้รุ่งฝั่งตรงข้ามซอยโรงแรม







"เพื่อนเอย การเดินทางยังอีกไกล ...... เพื่อนเอย ฝันของเธออยู่แห่งใด
เพื่อนเอย เธอจะไปด้วยกันหรือเปล่า เพื่อนเอย จุดหมายปลายทางของเธอนั้นอยู่ไหน"

จบโหมดท่องเที่ยว พรุ่งนี้เข้าสู่โหมดเดินทางกลับ
พรุ่งนี้เช้ารถตู้มารับ 8.00 น. เพื่อเดินทางไปหาดใหญ่และกลับบ้านลำลูกกา

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]




วันที่ห้า : เดินทางกลับ – แวะตลาดกิมหยง – ลูกชิ้นปลาแมนเอ


เช้านี้ รีบลงไปเช็คเอาท์ แล้วกินอาหาร ก่อนที่จะถึงเวลานัด แต่ลงไปเจอคนเต็มห้องอาหาร ส่วนใหญ่คือทัวร์จีน ต้องรอคิวนานพอประมาณกว่าจะมีที่ว่าง พอจะได้กินจริงๆ กลับกินอะไรไม่ลง ได้แค่ข้าวต้มกับถั่วและปลาแห้ง และกาแฟดำ จากนั้นก็มานั่งรอรถตู้ที่นัดมารับเวลา 8.00 น. เลยเวลาไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ส่งข้อความทางเฟซบุ๊คฝากเพื่อนที่ไทยโทรไปถามสำนักงานที่หาดใหญ่ให้ว่ารถจะมาหรือเปล่า ได้รับแจ้งว่าให้โทรติดต่อ สนง.ปีนังเอง ก็ให้โรงแรมช่วยต่อโทรศัพท์ให้ ได้ความว่ารถออกมาแล้ว กว่าจะมารับจริงก็กว่าเก้าโมงเช้า


เราบอกรถตู้ให้ไปส่งที่ตลาดกิมหยง ไปๆ มาๆ ก็เลยลงที่บริษัทแล้วเดินไปเอง เพราะไม่ไกลกันนัก แวะซื้อของกิน ของฝาก ดูนั่นนี่ เดินไปเซ็นทรัลหาดใหญ่ เวลาประมาณบ่ายสามโมงก็ออกเดินทางไปสนามบิน แวะซื้อลูกชิ้นปลาแมนเอ แล้วก็ขึ้นเครื่องบินกลับดอนเมืองโดยปลอดภัย







รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทริป :


ตั๋วแอร์เอเชีย :


การเดินทางเริ่มต้นขึ้นง่าย ๆ เพียงเมื่อมีโปรโมชั่นมาเท่านั้น เมื่อมีตั๋วเครื่องบินราคาถูกมาในเส้นทางที่อยากจะไปอยู่แล้ว ได้โปร AirasiaBig จองเดือนนี้ บินเดือนหน้า เส้นทางกรุงเทพ-หาดใหญ่ไปกลับ 500 คะแนน บวกกับอีก 287 บาทก็ได้ไปแล้ว ราคานี้วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ไม่มีค่ะ จึงต้องออกเดินทางไปตอนเย็นของวันพฤหัสบดีและเดินทางกลับในเย็นวันจันทร์ เกาลัดกับพ่อเกาเหลา เดินทางไปด้วยไม่ได้ เพราะติดภารกิจหลายสิ่งอย่าง ทริปนี้จึงซื้อตั๋วเพียง 1 ที่นั่ง กลายเป็นเป็น “ทริปตะลุยเดี่ยวเที่ยวปีนัง” ไปโดยปริยาย


ข้อมูลเดินทาง :


นับเป็นความโชคดี แม้ว่าจะไม่เคยไปปีนังมาก่อน แต่เรามีข้อมูลชั้นยอด เป็นคัมภีร์ และที่พึงในการเดินทาง โดยอาศัยข้อมูลจากกระทู้รีวิวเที่ยวปีนังที่คุณ Memories pink (คุณแอน) เขียนไว้ใน Pantip.com เป็นหลัก และคุณ แอน เป็นไอดอลที่ทำให้เรากล้าที่จะเดินทางคนเดียวในทริปนี้ เราเริ่มศึกษาข้อมูล วางแผนการเดินทางต่าง ๆ และส่งให้คุณ แอนช่วยตรวจสอบให้ จึงกล้าและมั่นใจมาก ไม่กลัวอะไรเลย



ที่พัก :


โชคดีอีกแล้วที่เพื่อน (ซึ่งอาจไม่อยากให้ออกนามในนี้) ได้ช่วยสมัครโปรโมชั่นส่วนลดของเว็บไซต์ Hoteltravel.com และแนะนำโปร ฯ ให้ จึงสามารถจองที่พักได้ในราคาประหยัดสบายกระเป๋ามากมาย ที่พักที่จองก็ตามรอยคุณแอน เพราะว่าง่ายต่อการวางแผนและเดินทางตามรอยที่สุดแล้ว จะมีแต่คืนสุดท้าย ที่ได้ลองจองพักโรงแรมอื่น เพื่อความสบายยิ่งขึ้น นับว่ามีรีวิวดีๆ ให้ลอกทริป สบายไปหลายต่อ ^^


แผนการท่องเที่ยวปีนัง เดือน พ.ย. 2557 รวม 5 วัน ก่อนเดินทาง :


เริ่มแรก เราได้วางแผนการเดินทางไว้เช่นนี้ ซึ่งในวันที่ไปท่องเที่ยวจริง ๆ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์เฉพาะหน้าอีกที



วันพฤหัสบดี [เดินทางไปหาดใหญ่]


- โทรยืนยันรถตู้ปีนัง กับ K.S.T. Travel ก่อนออกเดินทาง
- FD 3114 เครื่องบินออกจากดอนเมือง เวลา 15.45 น.ไปถึงหาดใหญ่ 17.10 น.
- นั่งรถสองแถวเข้าเมืองจอดอยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร ราคา 30 บาท
- เข้าที่พัก TUNE HOTEL ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2
- ร้านคอหนังแต้เตี้ยม ร้านนี้เปิด 2 รอบ คือ 7.00 - 11.00 น. กับ 17.00 - 23.00


วันศุกร์ [เดินทางไปปีนัง Gurney drive ชมวิวบนตึกคอมตาร์]


เช้า กินอาหารเช้าแถวโรงแรม แล้วเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม เดินไปที่ KST Travel เพื่อขึ้นรถตู้ไปปีนัง ออกเดินทาง 9.30 น. ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมง

บ่าย – เย็น - ค่ำ

- 14.00 น. เข้าเช็คอินโรงแรม TUNE เก็บของ

- ชิมอาหารและกาแฟ ร้าน OLD TOWN ศูนย์การค้า New World Park ติดกับโรงแรมด้านขวามือ ช่วงเวลา 15.00-18.00 น. มีเซ็ต อาหาร+เครื่องดื่มราคาพิเศษ

- เดินจากโรงแรมไปตึกคอมตาร์ (KOMTAR-Kompleks Tun Abkul Razak)

- จากตึกคอมตาร์ นั่งรถสาย 103 ไปยัง Gurney drive ค่ารถ 1.40 ริงกิต เป็นย่านที่ขายอาหารกลางแจ้งตอนเย็นๆที่ใหญ่ที่สุดในปีนัง น่าจะเริ่มประมาณ 18.00 น. เวลาขึ้นรถเมล์บอกสถานที่จะไปกับคนขับ ถ้าเขาพยักหน้าก็OK ถ้าผิดสายเขาจะบอกสายเราเอง ขากลับดูหน้ารถคันไหนที่เขียนว่าไป Jetty กลับได้ทั้งนั้น ต้องมาลงคอมต้า

- ขึ้นไปชมวิวปีนังจากชั้น 55 ของตึกคอมตาร์ บางเว็บบอกชั้น 58 [Viewing deck on the 58th floor]

- นั่งรถเมลจากตึกคอมตาร์กลับโรงแรมขึ้นรถจากป้ายหมายเลข 9 มาลงป้ายหมายเลข 11 เดินย้อนกลับมานิดนึงแล้วเลี้ยวขวาก็จะถึงโรงแรม


วันเสาร์ [ปีนังฮิลล์ ชายหาดบาตู เฟอร์ริงกิ]

- กินอาหารเช้าที่ ร้าน OLD TOWN WHITE COFFEE (เปิดประมาณ 8.00 น.)

- เดินไปขึ้นรถที่ตึกคอมตาร์ ที่นี่จะแบ่งเป็นที่จอดรถ 5 เลน ไปปีนังฮิลล์ต้องเลน 2 ภาษามาเลย์จะเรียกปีนังฮิลล์ว่า Bukit Bendera ค่ารถคนละ 2 ริงกิต (20 บาท) ต้องสาย 204 เท่านั้น ไปหมดระยะที่หน้าปีนังฮิลล์ ต้องขึ้นทางประตูหน้าเท่านั้น เตรียมเงินไว้ให้พอดี ไม่มีการทอน โดยหยอดเงินลงในกล่องด้านข้างคนขับ คนขับก็จะฉีกตั๋วจากในเล่มมาให้เรา แล้วก็ไปเลือกหาที่นั่งตามอัธยาศัย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที สูง 712 เมตรจากระดับน้ำทะเล เส้นทางมีความยาวถึง 2.22 กม. ใช้เวลาเดินทางขึ้นมาประมาณ 10 นาที อากาศเย็น

- ขากลับขึ้นรถสาย 204 สายเดิม JETTY – PENANG HILL ไปลงอู่ JETTY

- ถึงอู่ Jetty ขึ้นรถเมล์ สาย101 ไปหมดระยะที่เตลุก บาหัง จะผ่านบาตู เฟอร์ริงกิ ไกลหน่อย ค่ารถจึงเป็น RM 2.70 เวลาจ่ายเงิน เราต้องบอกคนขับว่าไปบาตู เฟอร์ริงกิ

- ใช้เวลาเกือบหนึ่งชม.ก็มาถึงบาตู เฟอร์ริงกิ โปรดสังเกตตึกสีเหลืองทางด้านซ้าย ป้ายรถจะอยู่เลยไปนิดนึง ตรงหน้าปั๊มน้ำมันเปรโตรนาส ส่วนป้ายรถขากลับ ปรากฏว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามพอดี ตรงป้ายรถจะเป็นโรงแรมโกลเด้นแซนด์ รีสอร์ตที่ด้านหลังติดทะเล ทางลงหาดจะต้องเดินเลยป้ายนี้ไปประมาณ 50 เมตร

- กลับออกมารอรถที่ป้ายที่หมายตาเอาไว้แล้ว สามารถขึ้นรถกลับได้ 2 สาย คือ 101 ไปหมดระยะที่อู่Jetty และสาย 102 ไปหมดระยะที่สนามบิน ทั้ง 2 สายผ่านตึกคอมต้าทั้งนั้น


วันอาทิตย์ [นั่งรถบัสฟรี ชมเมืองมรดกโลกจอร์จทาวน์]

- กินอาหารเช้าที่ ร้าน OLD TOWN WHITE COFFEE (เปิดประมาณ 8.00 น.)

- เช็คเอาท์ แล้วเดินไปเช็คอินที่ Hotel Sentral Georgetown ใกล้ตึกคอมตาร์

- เดินไปขึ้น รถบัส MPPP Rapid Penang CAT ป้ายที่ 10
ลง ป้ายที่ 6 Muzium เดินต่อป้ายที่ 5 Bank Negara
The Penang State Museum >> Penang City Hall >> Fort Cornwallis [อาจเข้า Made In Penang Interactive Museum ]
ขึ้นรถหน้า Fort Cornwallis ป้าย 18 ไปป้าย 14
Campbell Street Market


วันจันทร์ [เดินทางกลับ]

- กินอาหารเช้าที่โรงแรม
- รถตู้จากปีนังกลับหาดใหญ่ รับที่ Hotel Sentral Georgetown เวลา 8.00 น. ถึงหาดใหญ่ประมาณ 12.00 น. ลงตลาดกิมหยง หรือหน้าหอ (หอนาฬิกา)
- เดินเที่ยวตลาดกิมหยง
- นั่งรถสองแถวจากตลาดกิมหยง ไปสนามบิน ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง เผื่อเวลาไว้ด้วยเพราะตอนเย็นรถติด
- แอร์เอเชีย ออกเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่ FD 3115 17.40 น. ถึงสนามบินดอนเมือง 19.05 น.


คำขอบคุณ :

ขอบคุณสามีและลูกชายที่ยินยอมให้ไปเที่ยวคนเดียว ขอบคุณข้อมูลดีจากๆ คุณ Memories pink และเพื่อน ๆ สำหรับข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยว รวมทั้งขอบคุณเพื่อนใจดีที่ช่วยแนะนำโปร และสมัครโปร ฯ ให้ ทำให้เราเที่ยวทริปนี้ได้อย่างสนุก ทั้งยังสบายกระเป๋าด้วยค่ะ


แผนที่และข้อมูลเดินทาง :


ก่อนไปได้มีการเตรียมแผนที่เพื่อนำไปใช้ในทริปนี้

แต่ท้ายสุด เราได้แผนที่ที่สมบูรณ์ที่สุด และช่วยได้เยอะ ก็คือ แผนที่ท่องเที่ยวปีนังแผ่นใหญ่สี่สีพร้อมข้อมูลมากมายที่หยิบมาจากล็อบบี้โรงแรมเซ็นทรัลจอร์จทาวน์นั่นเอง รวมทั้งป้านแผนที่บอกทางตามป้ายรถเมล์ก็ช่วยบอกเส้นทางในช่วงพื้นที่นั้นๆ ได้ละเอียดชัดเจนขึ้น



























































ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะคะ หวังว่าข้อมูลจากรีวิวนี้จะพอเป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่านบ้าง


ติดตามรีวิวมาใหม่ได้ที่เฟซบุ๊ค “ท่องเที่ยวไป by ชมจันทร์”
http://www.facebook.com/moonwatcherBP



Create Date : 24 ธันวาคม 2557
Last Update : 24 ธันวาคม 2557 21:48:05 น.
Counter : 5217 Pageviews.

0 comment
“ตะลุยเดี่ยวเที่ยวปีนัง” ท่องเที่ยวแบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง [ตอนที่ 1]
ปีนังนั้นเป็นเมืองมรดกโลก เรารู้จักเมืองนี้ในเรื่องราวของเมืองที่คนไทยในอดีตมีการส่งบุตรหลานไปร่ำเรียนที่นั่น ส่วนอื่นๆ นั้น ก็ไม่ค่อยทราบเท่าไหร่นัก เพิ่งจะได้มาค้นหาข้อมูลก่อนเดินทางทริปนี้นี่เอง

ปีนัง หรือ จอร์จทาวน์ มีชื่อเป็นภาษามาเลย์ว่า ตันจุง เป็นเมืองเอกของรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะปีนัง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2008 จอร์จทาวน์และมะละกาถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีภูมิสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำใครทั้งในตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้





การเดินทางทริปนี้เป็นการไปปีนังครั้งแรกของเรา
มาดูการเดินทางจริง ๆ จากประสบการณ์ตรงของเราบ้างดีกว่าค่ะ ไปกันเล้ยยย


วันแรก : กรุงเทพ – หาดใหญ่ – โรงแรมทูนหาดใหญ่ - คอหนังแต้เตี้ยม – น้ำเต้าหู้อร่อย


วันแรกช่วงเช้าไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปยืนยันการเดินทางรถตู้ปีนังกับบริษัท K.S.T. Travel ทำงานด้วยความติดพันค่ะ รีบออกจากที่ทำงาน แล้วก็บึ่งไปที่สนามบินดอนเมืองโดยใช้บริการของ BTS ต่อด้วยรถแท็กซี่ แล้วก็วิ่งกระหืดกระหอบไปที่ GATE ที่อยู่ไกล ๆ โน่นเลย ดีที่ทำเว็บเช็คอินมาล่วงหน้าแล้ว พอไปถึง GATE รถโค้ชจอดรออยู่แล้ว วิ่งไปที่รถโค้ชด้วยความเหนื่อย ยังไปไม่ทันถึงไหนเลย เหนื่อยแล้ว
เย็นย่ำ ไปถึงสนามบินหาดใหญ่ ที่สนามบินหาดใหญ่มีบูธขายตั๋วมีรถตู้บริการส่งเข้าเมือง เป็นรถตู้แชร์ร่วมกับคนอื่น คนละ 100 บาท ส่งให้ถึงโรงแรมหรือจุดหมายต่างๆ ในเมืองหาดใหญ่ แต่ไปง่าย ๆ เราไม่ชอบค่ะ เราชอบจ่ายถูกกว่านั้น ด้วยความงกเนาะ


ตามโพยที่กระทู้รีวิว และเพื่อน ๆ บอกมาก็คือ ให้เดินออกไปขึ้นรถสองแถวที่จอดบริการอยู่ถนนตรงข้ามอาคารสนามบิน เราได้ศึกษาในกระทู้รีวิวของคุณแอนมาแล้ว เดินออกมาที่หน้าอาคารสนามบิน มองตรงไปสุดทางเดิน จะเห็นรถสองแถวสายสนามบิน – ขนส่ง สีน้ำเงิน จอดอยู่ที่หน้าป้ายที่มีตัวอักษรคำว่าหาดใหญ่ ก็มุ่งหน้าไปขึ้นรถสองแถวทันที






หาดใหญ่ช่วงเย็นรถติดมากๆ ค่ะ ตอนนั่งรถ อาศัยคุยกับน้องที่นั่งอยู่ติดกัน น้องบอกว่าจะไปลงตลาดกิมหยงพอดี เลยอาศัยได้ลงกับน้องเค้าด้วย เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าจุดที่จะลงรถที่ตลาดกิมหยงนั้น คือตรงไหน ตอนที่ลงจากรถก็มืดค่ำแล้วด้วย ลงจากรถปุ๊ปมองหาโรงแรมวีแอล (VL) ทันที ใช้โรงแรมวีแอลเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินย่ำเท้าไปโรงแรม Tune Hat Yai


แผนที่พร้อม ข้อมูลเป๊ะ นักเดินทางมั่นใจเต็มร้อย ! เราหันหลังให้กับโรงแรมวีแอล ออกเดินทางในทิศทางตรงข้ามหับหน้าโรงแรม เดินไปเรื่อย ๆ มองหาชื่อถนนนิพัทธิ์อุทิศ จนถึงหอนาฬิกา เฮ้ย ! ไม่ใช่แล้ว สงสัยว่าจะหลงทิศหลงทาง มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ขยันถามเราจัง เราอาศัยถามทางจากคนแถวนั้นซึ่งใจดีมาก เสียเวบาบอกทางเราอยู่ตั้งนาน เราจึงได้กลับไปเริ่มต้นใหม่ที่โรงแรมวีแอลอีกครั้ง เพื่อออกเดินทางตามแผนที่ที่ได้ปีกหมุดมาจาก Google Map ถนนจุดเริ่มต้นที่เรามองหานั้น กลับอยู่ข้างๆ ติดกับโรงแรมวีแอลต่างหากค่ะคะ พอจับจุดได้ เดินไปตามแผนที่ไม่นานก็ถึงโรงแรมค่ะ





นั่งรถสองแถวโดนรมควันบนท้องถนน สะพายเป้ใบใหญ่ๆ เดินตั้งนาน การเดินทางจากสนามบินไปที่โรงแรม รวมเวลาที่หลงแล้ว ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง หน้ามัน ผมนี่ยุ่งเหยิง ตอนนั้น บอกตรง ๆ ว่าหมดสภาพแล้ว


“พี่คะ พี่ไปไหนมาคะ” น้องพนักงานที่โรงแรมถาม เห็นสภาพแล้วคงสงสัย

“พี่เพิ่งมาถึงอ่ะน้อง พี่เดินหลงไปถึงหอนาฬิกาโน่น” ป้า ชจ. ตอบ

น้องพนักงานที่โรงแรมนี้เขาสวยและน่ารักดีแฮะ แนะนำดี อะไรดีหมด ห้องกว้างกว่าที่คิด มีไดร์เป่าผมด้วย มีไวไฟฟรีใช้ที่ห้อง ผ้าเช็ดตัว สบู่ แชมพู มีให้ น้ำเปล่าซื้อเองที่ล็อบบี้ขวดละสิบบาท มีตู้นิรภัยในห้อง ทีวีจอแบน 32 นิ้ว



ฉันเดินหลงทางอยู่กลางผู้คน สับสนวุ่นวาย
โผล่มาถึงที่นี่แล้วล่ะเฮ้ย !

นั่งรถสองแถวรถติดมากจากสนามบินรวมเดินหลงไปถึงหน้าหอนาฬิกา ก็ประมาณชั่วโมงครึ่งถึงที่พัก
รายงานสดจากทริปตะลุยเดี่ยวเที่ยวปีนัง (แบบเบลอๆ มึนๆ)
— รู้สึกงงตัวเอง

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]




เช็คอินเรียบร้อย ได้คีย์การ์ดแล้วก็ขึ้นห้องพัก ไปเก็บของ ล้างหน้า หวีผม แล้วก็เดินไปกินติ่มซำที่อยู่ใกล้โรงแรมมาก ๆ เหนื่อยและหิวมาก ๆ แทบจะเขมือบคนได้ทั้งตัว





เป้าหมายต่อไป คอหนังแต้เตี้ยม จากแยกไฟแดงตรงธนาคารทหารไทยติดกับโรงแรมทูน เลี้ยวซ้ายสองซ้ายก็ถึง ร้านนี้ใกล้ๆ อยู่หลังโรงแรมเอง อาหารที่เห็นเต็มโต๊ะ รวมชาจีนกานั้นจ่ายไป 122 บาทค่ะ
คิดถึงคนที่บ้าน อยากให้มากินด้วยกัน ร้านคอหนังแต้เตี้ยม หาดใหญ่ ที่เคยมากินกับครอบครัว ตอนพาเกาลัดมาเรียน สปช.
คืนนี้กินคนเดียวไปก่อน
— รู้สึกหิว

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]


จากนั้นก็กินน้ำเต้าหู้ ที่ร้านตรงสี่แยกไฟแดง









สรุปการเดินจากโรงแรม Tune HatYai ไปคอหนังแต้เตี้ยม คือ เดินออกจากโรงแรมจะเห็นธนาคารทหารไทยติดกับโรงแรมและตรงธนาคารก็จะเป็นสี่แยกไฟแดง ให้เลี้ยวซ้ายตรงไฟแเดงข้าง TMB เดินไปนิดเดียวถึงอีกแยกไฟแดง ก็เลี้ยวซ้ายอีกที หัวมุมแยกที่จะเลี้ยวซ้ายเป็นร้านน้ำเต้าหู้ตามภาพ เดินไปอีกหน่อยจะเห็นร้านคอหนังแต้เตี้ยมอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายตรงข้ามกันเป็นร้านข้าวต้มปลา กุ้ง ก็ดูสด น่ากิน คนเยอะ



วันที่สอง : หาดใหญ่ – โรงแรมทูนปีนัง - Gurney Drive


นอนหลับๆ ตื่น ๆ แต่ก็รีบตื่นแต่เช้าเชียว เพราะกลัวตกรถ โผเผ งัวเงีย ไปอาบน้ำ เช็คเอาท์ แล้วแบกกระเป้ไปกินแต้เตี้ยมร้านเดิม แล้วก็เดินไปบริษัทรถตู้ที่จองไว้ตามแผนที่ที่นำมาจาก Google Map คิดว่าแผนที่ละเอียดแล้ว แต่เราก็ยังหาไม่เจอ ไปๆ มาๆ บริษัทอยู่ตรงข้ามโรงแรมอโลฮ่าเลยค่ะ

ค่ารถตู้รวม 750 บาท ไปกลับและรับส่งที่โรงแรม แต่เนื่องจากโรงแรมกับบริษัทเค เอส ที ทราเวลนั้นไม่ไกลกัน เราก็เลยเดินไปที่บริษัทดีกว่า ไม่ต้องนั่งรอให้รถตู้มารับ









"ก็เวลามันไม่เคยคอยใคร มัวกังวลมันจะช่วยอะไร หากไม่ทำมันในวันนี้ ไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานเพื่ออะไร" เพิ่งถึงปีนัง รถตู้โดยสารจากหาดใหญ่ส่งถึงโรงแรม Tune ห้องเล็กๆ แต่มีเกือบครบ ไม่มีทีวี ตู้เย็น น้ำต้องซื้อเอง ใต้ตึกมีเซเว่น
วันนี้ทั้งวันใช้เวลากับการเดินทาง

8.30 น. ไปนั่งรอรถตู้ 9.30 น. ล้อหมุน แวะรับผู้โดยสารอีกประปราย ถึงหน้าโรงแรมที่ปีนัง 14.15 เวลาไทย ส่วนเวลามาเลย์บวกไปอีกหนึ่งชั่วโมง เก็บของแล้วจะไปกินข้าวเที่ยงร้าน Old Town ที่อยู่ติดกัน
ต่อไปก็เที่ยวตามแพลน ที่ส่วนใหญ่ลอกมาจากรีวิวน้องแอน
.... ทริปตะลุยเดี่ยวเที่ยวปีนัง
ถ้ามัวแต่กลัวก็คงไม่ต้องไปไหน

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]



ถึงโรงแรม Tune Downtown Penang แล้วจ้า





เก็บของ พักผ่อนสักหน่อยก็ออกไปกินอาหารรองท้องที่ร้าน Old Town White Coffee ก่อนออกเที่ยว แน่นอนว่าอาหารที่สั่งต้องเป็น Asam Laksa อยากกิน

จากนั้นก็เดินไปตึกคอมตาร์ ไปที่ป้ายรถเมล์ เพื่อเดินทางไป Gurney Drive ซึ่งเป็นแหล่งรวมอาหารราคาประหยัด ขายริมทะเลตอนเย็นๆ ถึงตอนค่ำ ตามรีวิวคุณแอนค่ะ












จากตึก KOMTAR นั่งรถเมล์สาย 103 ค่ารถ 1.40 RM ไป Gurney Drive ดงอาหารริมทะเลยามเย็น ขากลับนั่งสาย 102 ลงหน้า KOMTAR แล้วเดินกลับโรงแรม มีหน้าแตก ทำเงินตก คุณยายเก็บได้ มีเถียงคุณยายว่าไม่ใช่เงินตัวเอง สุดท้ายก็ใช่ ลงรถที่ Gerney Drive ผิดป้าย แต่ ได้เดินชมวิวเลียบทะเลไปเรื่อยๆ ถือว่า ภารกิจสำเร็จตามแผน ตอนนี้ข้างนอกฝนตกหนัก ฟ้าร้อง ฟ้าแลบเสียงดังสนั่นกันเลย โชคดีที่กลับมาทันไม่งั้นเปียก

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]







วันที่สาม : ปีนังฮิลล์ – Made in Penang Interactive Museum - Hop-on Hop-off Penang


อาหารเช้าที่ร้านอาหารติดกับโรงแรม ข้าวมันไก่อร่อยม๊ากกก








ปีนังฮิลล์ : ทริปตะลุยเดี่ยวเที่ยวปีนัง ส่วนใหญ่จะถ่ายภาพทิวทัศน์ และมีเซลฟี่บ้างประปราย นานๆ ทีถึงจะกล้าไหว้วานให้คนอื่นที่ผ่านมา ช่วยถ่ายภาพให้ แต่ภาพที่ได้ก็ไม่ค่อยได้อย่างใจนัก อย่างเช่นภาพนี้ คนถ่ายได้ฝากนิ้วมือไว้เป็นที่ระลึกให้ด้วย (คือว่า เขาช่วยถ่ายให้ก็ดีแค่ไหนแล้ว)
ปีนังฮิลล์วันนี้ฝนตกพรำๆ ผู้คนมาเยอะแยะ รอคิวซื้อตั๋วนานมาก นั่งรถเมล์ 204 ไปสุดสายตามโพย ขากลับนั่งสายเดิมไปลงอู่ Jetty

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]





















Made in Penang Interactive Museum : ปีนังมีพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ชื่อ Made in Penang Interactive Museum ประมาณพิพิธภัณฑ์ภาพสามมิติ บอกเรื่องราวของปีนัง อยู่เยื้องๆกับท่าเรือ Jettyและ ท่าเรือครุยส์ เรานั่งรถเมล์ไป Jettyแล้วเดินไปนิดเดียว. ด้อมๆ มองๆ แล้วตัดใจไม่เข้า เพราะอนาถตัวเอง หากจะเข้าพิพิธภัณฑ์ที่เน้นถ่ายรูปกันสนุกสนานเฮฮาสวยงาม แล้วตัวเองทำได้แค่เซลฟี่ตัวคนเดียวก็กระไรอยู่ อายเค้า

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]









Hop-on Hop-off Penang : ตอนบ่ายวันนี้ ขากลับจากปีนังฮิลล์ นั่งรถไปลงท่าเรือ Jetty เพื่อจะต่อรถเมล์ไปชายหาดบาตูเฟอริงกิ ตามแพลนเดิม พอมาถึง Jetty ปรากฏว่าฝนตก เลยเปลี่ยนใจไม่ไปชายหาดแล้ว รอฝนเบาๆลง ถึงเดินออกมา เดินผ่าน Made in Penang ก่อนแบบไม่ตั้งใจ. โชคดีีตาไว ได้เห็นป้ายข้างทางโฆษณาว่าช่วงโปรโมชั่นเปิดตัวใหม่ นั่งรถ Hop-on ฟรีจนถึง 23 พ.ย. เลยเดินย้อนกลับไปป้ายรถHop-on ตรงข้าม Jetty ได้ชมเมืองสมใจ ตอนนั้นยังไม่รู้เส้นทาง

รถแน่นมาก ยืนจนเมื่อย เส้นทางผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญ ไม่อยากลงรถ อาศัยชมเมืองแบบชะโงกทัวร์ไปก่อน พอถึง Gurney drive รถพาไปสวนพฤกษศาสตร์ แล้วก็พาไปปีนังฮิลล์อีกแล้ว .....ไม่นะ อะฮือๆ. จากนั้น รถวนผ่านโน่นนี่ไปถึงคอมตาร์ Little India และที่ต่างๆ สุดท้ายเราไปลง Gurney drive เพื่อกินข้าวเย็นแล้วค่อยนั่งรถเมล์กลับคอมตาร์ ฝนตกอีกแล้ว ยอมเดินตากฝนกลับโรงแรม

[สเตตัสในเฟซบุ๊ค]















สามารถคลิกที่ภาพ เพื่อชมภาพขยายได้


.... โปรดติดตามตอนที่ 2 เร็วๆนี้ นะคะ ....

ในตอนที่ 2 จะพาไปเที่ยวชายหาด Batu Feringgi - Floating Mosque – เดินชมเมืองย่านมรดกโลกของเมืองจอร์จทาวน์ ปีนัง และสรุปแผนการเดินทางที่ทำไว้คร่าวๆ ก่อนเดินทางค่ะ

ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะคะ หวังว่าข้อมูลจากรีวิวนี้จะพอเป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่านบ้าง


ติดตามรีวิวมาใหม่ได้ที่เฟซบุ๊ค “ท่องเที่ยวไป by ชมจันทร์”
http://www.facebook.com/moonwatcherBP



Create Date : 23 ธันวาคม 2557
Last Update : 23 ธันวาคม 2557 16:32:55 น.
Counter : 13460 Pageviews.

6 comment
1  2  3  4  5  6  

ชมจันทร์
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]



เดินทางสู่โลกกว้าง เพื่อไปเรียนรู้โลก ผู้คน เพื่อประสบการณ์ชีวิต