All Blog
Family Trip แบกเป้เที่ยวมะละกาด้วยตัวเอง
กว่าจะมาเป็นทริปเที่ยวมะละกาในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม ก็แสนจะทุลักทุเลและมีลุ้นเป็นระยะ เริ่มแรกนั้น เราจองโรงแรมด้วยโปรโมชั่นจองโรงแรมของเว็บไซต์หนึ่งไปพักแถวปราณบุรีในช่วงวันหยุดปิยมหาราช แต่ไปๆ มา ๆ ถูกยกเลิกยกแผง

หลังจากนั้นก็มีโปรส่วนลดโรงแรมของ Hotels.com มาปลอบใจ ไม่รู้จะจองที่ไหนดี ด้วยความที่ยังมีเงินริงกิตเหลืออยู่จำนวนมาก น่าจะจัดทริปพาครอบครัวไปเที่ยวมะละกากันดีกว่า จึงใช้โปร Hotels จองโรงแรมมะละกา 2 คืน และกัวลาลัมเปอร์ 2 คืน เผื่อเอาไว้

เมื่อได้ที่พักราคาถูกแสนถูกแล้ว ก็มาลุ้นโปรตั๋วเครื่องบินของแอร์เอเชีย ในที่สุดก็ได้ตั๋วเครื่องบินไปกลับ ดอนเมือง – กัวลาลัมเปอร์ ในราคาไปกลับประมาณคนละ 2,600 บาท ก็แพงกว่าตั๋วที่ได้ช่วงหยุดยาวเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งตอนนั้นได้ไปกลับคนละพันเจ็ดเอง แต่ก็จวนได้เวลา และคงไม่สามารถหาตั๋วได้ถูกกว่านี้อีกแล้วก็เลยจอง ๆ ไป


ในส่วนของการแพลนทริป ตอนแรกกะว่า จะเดินทางจากสนามบิน KLIA2 ไปมะละกา พักมะละกา 2 คืน และค่อยมาพักกัวลาลัมเปอร์ 1 คืน พอหาข้อมูลที่เที่ยวมะละกาแล้ว รู้สึกว่า เวลาตามแพลนแรกคงไมพอ เลยเปลี่ยนใจพักมะละกา 3 คืนรวดเลยดีกว่า ก็ยกเลิกโรงแรมกัวลาลัมเปอร์ที่จะไม่ได้ไปพัก แล้วจองที่พักมะละกาเพิ่มอีก 1 คืน รวมค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักตกประมาณคนละสามพันบาท กะว่าเดินย่ำเท้าเที่ยวกันไป สะพายเป้คนละใบ ไปเดินเที่ยวกันเอง แบบไม่ง้อทัวร์






โปรแกรมเที่ยวมะละกา 4 วัน 3 คืน ได้วางแผนเที่ยวตามนี้


พฤหัสบดี 23 ตุลาคม 2557

Airasia สนามบินดอนเมืองไปสนามบิน KLIA2 เที่ยวบิน DMK 12:00 AM - KUL 15:10 AM
Bus สนามบิน KLIA2 ไปมะละกา
Taxi มะลากาเซ็นทรัล ไปโรงแรม


ศุกร์ 24 ตุลาคม 2014

เช้า หอคอยตามิงซารี และ Malacca Duck Tours
บ่าย เดินชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น Melaka Sultanate Palace และอื่นๆ
เย็น + ค่ำ นั่งเรือชมแม่น้ำมะละกา Melaka River Cruise


เสาร์ 25 ตุลาคม 2557

เช้า – บ่ายพิพิธภัณฑ์เรือสำเภา Maritime Museum I, II และพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ชมเมือง นั่งร้านกาแฟ
เย็น + ค่ำ Jonker Street

อาทิตย์ 26 ตุลาคม 2557

Check Out 7.00 AM Hotel » Mahkota Medical Centre » KLIA2
เที่ยวบิน KUL 15:35 AM - DMK 16:45 AM



มะละกาเป็นเมืองมรดกโลกเล็กๆ ที่หลายๆ คนบอกว่าถ้ายังไม่ได้มาเมืองนี้ถือว่ายังมาไม่ถึงมาเลเซีย เป็นเมืองสไตล์ ชิโน-โปรตุกีสเช่นเดียวกับปีนัง เมืองนี้ผ่านประวัติศาสตร์มากมายตั้งแต่ยุคสุลต่าน โปรตุเกสปกครอง ฮอลันดาปกครอง อังกฤษปกครอง จนมาถึงยุคประกาศเอกราช

"แม่ เกาลัดอยากไปเที่ยวแล้ว เกาลัดอยากให้ถึงวันเดินทางเร็วๆ" เกาลัดบอก
"แม่ก็อยากไปเหมือนกันลูกเอ๊ย แม่แทบจะรอไม่ไหวแล้ว" แม่ลูกพอๆ กัน

ทริปนี้แม่ลูกรู้สึกกระวนกระวายอยากไปเที่ยว เพราะว่าว่างเว้นจากการเที่ยวกับครอบครัวมานานพักใหญ่แล้ว เกาลัดถึงขนาดออกปากถามอยู่หลายครั้งว่าเมื่อไหร่จะได้ไป อยากไปเที่ยวไวๆ ส่วนพ่อนั้นก็ดูเฉยๆ นะ ประมาณว่าแม่ลูกอยากไปไหนก็ไปด้วยละกัน ^^

ในเรื่องของข้อมูลนั้น ในอินเทอร์เน็ตมีให้อ่านเยอะแยะ ทั้งรีวิว และข้อมูลดิบ แต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเราที่สุดในการวางแผนเที่ยวคือแผนที่จากเว็บไซต์ Melaka Duck Tour
http://www.melakaducktours.com.my/journey.html [คลิกลิงค์] ทำให้เราได้เห็นภาพรวมของการเดินเที่ยวชมเมืองมะลากามากขึ้น
และมั่นใจว่าการเที่ยวครั้งนี้ง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เพราะสามารถเดินเที่ยวไปกลับจากโรงแรมที่พักได้สบายๆ ไม่เหนื่อยมาก เพราะว่าที่เที่ยวส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใกล้ๆ กัน

ก่อนเดินทางควรเข้าไปศึกษาแผนที่นี้ล่วงหน้าและ Print เตรียมไว้

จัดข้าวของพร้อมเดินทาง




ซ้ายเป้ลูก ขวาเป้แม่ ส่วนพ่อ เพิ่งมาจัดเป้ในตอนเช้าของวันเดินทาง ใจเย็นมาก




เงินริงกิตที่เหลือจากทริปที่แล้ว





วันแรก
วันเดินทาง



การเดินทางจากบ้านไปสนามบินดอนเมืองสบายๆ ไม่เร่งรีบมาก เพราะว่าบินไฟลท์เที่ยง จริงๆ อยากบินสักสิบโมงเช้า แต่ว่าราคาสูงกว่า จึงเลือกไฟลท์ที่มีโปรถูกสุด ไปก่อนเวลาตั้งนาน จึงได้นั่ง ๆ นอน ๆ เกาลัดก็นั่งเฝ้าปลั๊กชาร์ตแบตแท็บเล็ตไป เล่นโน่นนี่ไปตามเรื่องตามราวในช่วงรอเดินทาง


















การเดินทางจากสนามบิน KLIA2 ไปมะละกา


ไปถึงสนามบิน KLIA2 ก็บ่ายสามกว่าแล้ว สำหรับข้อมูลรถบัสที่เดินทางจากสนามบิน KLIA2 มุ่งหน้าไปมะละกา เราอ่านข้อมูลมาจากเว็บไซต์ http://www.klia2.info/buses/bus-stop/malacca คลิกที่นี่

ที่จริงตารางรถจะถี่กว่านี้อีกค่ะ เพราะนอกจากรถของบริษัท Transnasional ยังมีอีกเจ้าคือ Star Mart Express ที่เบาะใหญ่นั่งสบายกว่ากันด้วย แต่ราคาแพงกว่า Transnasional เป็นรถ VIP ซื้อจากที่ขายตั๋วช่องเดียวกันที่ช่องขายตั๋วรถบัส ชั้น 1 ในสนามบิน KLIA2 ไม่ต้องกังวลเรื่องรถบัส เพราะมีตลอดถี่มาก ประมาณทุกหนึ่งชั่วโมง จากเช้าๆ ถึงดึก ๆ


สามารถคลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยายชัดๆ ได้ค่ะ








เมื่อเราเดินออกจากช่องทางออกของผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบิน ก็มองหาป้ายบอกทางไปรถบัสเอาไว้ แล้วก็เดินตามป้ายไปเรื่อย ๆช่องจำหน่ายตั๋วรถบัส อยู่ที่ชั้น 1 ของสนามบินนั่นแหละค่ะ หาไม่ยาก

รถจากสนามบินไปมะละกาที่เราแพลนไว้ตอนแรกก็คือ จะนั่งรถบริษัท Transnasional รอบ 16.45 น. ไปลงที่ Mahkota medical Center เพื่อที่ลงรถแล้วจะเดินไปโรงแรมได้เลย

แต่ว่าด้วยความที่รีบไปซื้อตั๋วเร็วไปหน่อย ก็เลยได้ รถของบริษัท Star Mart Express เวลา 15.45 น. ไปลง Melaka Sentral ราคาผู้ใหญ่ คนละ 35 ริงกิต เด็กชายเกาลัดได้ส่วนลดนิดหน่อย แบบว่าซื้อตั๋วแล้วก็ขึ้นรถเลย กระหืดกระหอบเข้าห้องน้ำ แล้วรีบร้อนไปที่รถแทบไม่ทัน ชานชลาที่ขึ้นรถก็จะอยู่ที่ประตูด้านหลังที่ขายตั๋ว เราไปขึ้นรถที่ช่อง A1 ค่ะ














รถบัส Star Mart Express สภาพใหม่ เบาะกว้าง นั่งสบาย และนวดได้ด้วย นั่งรถไป ก็หิวข้าวกันไป เพราะทีแรกกะว่าซื้อตั๋วแล้วค่อยเดินไปกินข้าวก่อนขึ้นรถ ปรากฏว่าผิดแผน เลยไม่ได้ซื้ออะไรกินรองท้อง ความจริงแล้วก็น่าจะซื้อขนมปังตุนเผื่อไว้ใส่เป้ไว้ก่อนเดินทางก็ดี เผื่อหิวๆ จะได้รีบๆ กินรองท้องไปก่อน





เราใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่งในการนั่งทนหิว ก็ถึงสถานีขนส่ง Melaka Sentral ก่อนอื่น เดินหาข้าวกินกันก่อน ไปเจอร้านหนึ่งดูสะอาด และอาหารก็น่ากิน เลยไปลองชิมดู อาหารอร่อยและราคาไม่แพงเลยค่ะ














หายหิวแล้ว ก็ไปเดินหาซื้อตั๋วขากลับสนามบินเผื่อไว้เลย ตามแพลน คือ จะซื้อตั๋วรถบริษัท Transnasional รอบ 8.00 น. ขึ้นรถจาก Mahkota Medical Centre มุ่งหน้าไปที่สนามบิน KLIA2 ราคาตั๋วของบริษัทนี้ถูกกว่ากันได้อีก เพราะเบาะเล็กกว่า ที่นั่งในรถเยอะกว่า แต่ก็ใหม่และนั่งสบาย ๆ


ช่องขายตั๋วรถบริษัท Transnasional ที่ Melaka Sentral




ได้ตั๋วมาแล้ว





ช่องขายตั๋วรถ Star Mart Express








การเดินทางจาก Melaka Sentral ไปโรงแรม


การเดินทางจาก Melaka Sentral ไปโรงแรม ที่เคยอ่านมา เราสามารถนั่งรถเมล์ ราคา 1 ริงกิต ไปลงที่จตุรัสดัชท์ หรือจตุรัสแดง หรือมะละกาสแควร์ แล้วแต่จะเรียก แล้วเดินไปโรงแรม แต่ด้วยความที่ใกล้ค่ำ อีกทั้งเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง จึงเลือกเหมาแท็กซี่ไป ในราคา 25 ริงกิต ก็ประมาณ 250 บาท ดูจาก Google Map แล้ว โรงแรมกับ Melaka Sentral ห่างกัน ประมาณ 5 กิโลเมตร

นั่งรถแท็กซี่ผ่านสถานที่ต่างๆ ลุงคนขับแท็กซี่ก็แสนจะใจดี ชี้ชวนให้ดูโน่นนี่นั่น อ้อ.. เราผ่านร้านขายปูชื่อร้าน Lee ใกล้โรงแรม Radison ด้วย (อยากกินมาก) พอขับผ่านพิพิธภัณฑ์เรือสำเภา และพิพิธภัณฑ์นาวิกโยธินที่อยู่เยื้องๆ กัน เกาลัดบอกว่าอยากไปๆ แม่บอกได้ไปแน่นอนลูก พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในแพลนแล้ว


โรงแรม Syaz Meridien


พ่อแม่ลูกไปถึงโรงแรม Syaz Meridien ตอนทุ่มกว่าๆ ที่นี่เป็นโรงแรมดีระดับสามดาว ที่อาคาร G-26, Jalan (ถนน) PM 13, Plaza Mahkota มีลิฟท์ ปุ่มกดเลือกชั้นในลิฟท์มีสามชั้น โรงแรมอยู่บนถนนเลียบชายฝั่งทะเล ตรงปากแม่น้ำมะละกา ใกล้ที่เที่ยว ที่ช้อปปิ้ง ที่กิน ก็โอเคแล้ว เห็นสภาพตึกรามบ้านช่องแล้วก็น่าสนใจ พรุ่งนี้ลุย เต็มที่

โรงแรมที่เราพักอยู่ในดงโรงแรมที่พักราคาประหยัด ในดงมุสลิม และอาหารแนวแขกๆ แต่ก็ใกล้ Holiday Inn นิดเดียวแบบเดินไปหากันได้




อ่านรีวิวโรงแรม Syaz Meridien เพิ่มเติมที่ bloggang ชมจันทร์ หมวดโรงแรมที่พักต่างแดน http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moonwatcher&month=28-10-2014&group=15&gblog=11 คลิกที่นี่


โรงแรมที่เราพัก อยู่ย่านมุสลิม ไปไหนมาไหนก็เจอคนแขก เจอร้านอาหารแนวแขก ๆ แต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะเลือกพักย่านคนจีนแนวชิโน-โปรตุกีส Baba - Nyonya ซึ่งใกล้กับถนนคนเดิน และสามารถเดินไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกเช่นกัน ซึ่งอาหารย่านนั้นก็จะคุ้นลิ้นคนไทยมากกว่าย่านที่เราพัก และผู้คนละแวกนั้นก็จะดูน่าคุ้นเคยมากกว่าย่านที่เราพักเช่นกัน โรงแรมเราพักนอกจากครอบครัวเราที่เป็นคนไทยแล้ว เห็นแต่ชาวต่างชาติผมสีทอง และคนมาเลย์มาพักกัน

สำหรับเรานั้นเรากลับรู้สึกว่าคนมุสลิมที่เราเจอตามสถานที่ต่าง ๆ ในทริปนี้ล้วนแต่ใจดีและเป็นมิตรกับเรามาก ๆ และอาหารแนวแขกๆ ก็อร่อย กินได้หมด ไม่ว่าจะแนวไหน


จากโรงแรม ข้ามถนน เดินเข้าซอยอีกนิดก็จะเห็นหอคอยตามิงซารียามค่ำ อยู่ไม่ไกลกันเลย หอคอยนี้ลงมารับนักท่องเที่ยว แล้วพาไต่เลื่อนขึ้นไปจนถึงยอด จากนั้นหอคอยก็จะหมุนตัวไปรอบๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทิวทัศน์





หน้าหอคอยก็จะเป็นจุดขายตั๋วและรับส่ง Duck Tour จากนั้นไปกินข้าวแถวๆ ตลาดขายของที่ระลึกและเป็นโต้รุ่งด้วย และซื้อของกินในเซเว่น กลับเข้าห้องพัก ที่ชอบสุดก็น้ำมะม่วงในเซเว่น


มื้อกลางวัน ได้ฝากท้องไว้กับร้านอาหารที่โต้รุ่งฝั่งตรงข้ามหอคอยตามิงซารี ถัดจากโต้รุ่งไปจะเป็นห้าง Mahkota Parade Shopping Complex ในห้างมีร้านอาหารที่คุ้นเคยหลายร้านรวมทั้งร้านโอลด์ทาวน์










ข้อมูลสถานที่สำคัญใกล้โรงแรม :


- หอคอยตามิงซารี Menara Taming Sari (0.4 กม. / เดิน 5 นาที)
- Maritime Museum : พิพิธภัณฑ์เรือสำเภา เป็นเรือที่จำลองมาจากเรือสำเภาฟลอเดอรามาร์ (Flor de lama) เป็นเรือของโปรตุเกส ในสมัยที่มะละกาอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส เรือลำนี้ได้ขนสมบัติจากวังสุลต่านมะละกาไปเต็มพิกัด หลังจากที่เรือออกจากมะละกา ได้แล่นออกไปทางเกาะสุมาตราตอนเหนือและได้ล่มลงที่นั่น (0.5 กม. / เดิน 6 นาที)
- Mahkota Parade Shopping Complex (0.5 กม. / เดิน 6 นาที)
- Melaka Duck Boat / Malacca Duck Tours (ด้านหน้าหอคอยตามิงซารี เดินไปได้)
- Melaka River Cruise ล่องเรือชมทัศนียภาพ 2 ฝั่งแม่น้ำแห่งมะละกา
- ถนนคนเดิน Jonker Walk เป็นถนนคนเดินในเมืองมะละกา มีเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ มีของกิน ของฝากขายหลายอย่าง 2 ข้างทางของถนนยองเกอร์เป็นบ้านเรือนเก่า รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบชิโน – โปรตุเกส คล้ายกับที่ภูเก็ต ประเทศไทย การเดินทางมาถนนคนเดินยองเกอร์ ให้เริ่มต้นที่ Dutch square หันหลังให้โบสถ์คริสต์ เดินข้ามถนนผ่านวงเวียนตรงไปอย่างเดียว
- พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในมะละกา เช่น Democratic Governmnet Museum , Governors Museum, Melaka Sultanate Palace,Melaka Islamic Museum,History & Ethnography Museum,Maritime Museum Phase I (Flor De Lamar), Maritime Museum Phase 2, Royal Malaysian Navy Museum, Malaysian Youth Museum, Literature Museum, Peoples Museum,Enduring Beauty Museum, Kites Museum


วันที่สอง
หอคอยตามิงซารี วังสุลต่าน และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ



มื้อเช้ากินข้าวแกงตรงข้ามหอคอยตามิงซารี ข้าวแกงที่นี่ต้องตักเอง ตั้งแต่ตักข้าง ตักอาหาร สั่งน้ำดื่ม แล้วทางร้านก็จะเดินไปคิดเงินที่โต๊ะ แตกต่างจากบ้านเราที่จะต้องให้ทางร้านตักให้

เราสามคนเก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ถูก น้องเจ้าหน้าที่ของร้านก็ต้องมาสอนว่าจะต้องทำอย่างไร ข้าวแกงที่นี่ราคาประมาณ 5 ริงกิต (50 บาท)ขึ้นไป แล้วแต่จะเลือกกับข้าวแบบไหน ส่วนน้ำเปล่าก็จะราคา 1 ริงกิต (10 บาท) ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับร้านจะตั้งราคา

วันนึ้เริ่มต้นเที่ยวจาก Duck Tour รถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกพาชมเมืองและลงทะเล แต่ว่าพอเดินไปถึงที่ขายตั๋วเจอป้ายติดไว้ว่าปิดปรับปรุง 23 -27 ต.ค. ก็เลยอด










ไปต่อแถวขึ้นหอคอยตามิงซารี เป็นความอลังการทางสายตา ได้เห็นภาพมุมสูงของเมืองครบถ้วน ก็พอจะปะติดปะต่อเห็นภาพเส้นทางที่จะเดินเที่ยวชัดเจนขึ้น





















ทิวทัศน์จากด้านบนหอคอย










แล้วก็เดินไปวังสุลต่านแห่งมะละกา (Melaka Sultanate Palace หรือ Istana Kesultanan Melaka) ระหว่างทางก็แวะดูตึกเก่า สามล้อ ป้อมปราการ

















ป้อมประตูซานติเอโก (Porta De Santiago)











วังสุลต่านแห่งมะละกา











พาเด็กเที่ยวต้องมีกิจกรรมให้เด็กทำ เด็กจะได้ไม่เบื่อ ข้อดีของการเดินเที่ยวย่านมรดกโลกของมะละกาคือสถานที่แต่ละแห่งใกล้กัน และพิพิธภัณฑ์มีความหลากหลายให้เลือกชม วันนี้เกาลัดเที่ยวได้อย่างอดทนขึ้นแบบเด็กโต และไปสั่งอาหารให้พ่อแม่ ซื้อตั๋ว พร้อมทั้งจ่ายเงินได้แล้ว ทำอะไรได้อย่างมั่นใจไม่กลัว


เดินชมวังเสร็จ ข้ามถนนไปกินข้าวกลางวันที่ร้าน Old Town White Coffee ในห้าง Mahkota Parade





ได้กินอาหารโปรดที่รอคอยแล้ว มันคือ Asam Laksa ถ้าจะให้อธิบายก็เหมือนต้มยำปลากระป๋องครบเครื่องกับเส้นเกี๊ยมอี๋ แล้วก็สั่ง Panmee. Kaya Toast. Tuna Toast ชากาแฟมาด้วย. ส่วนขนมหวานก็ต้องเป็น OLDTOWN Ice Kacang มาเที่ยวมาเลย์ สิงคโปร์ก็ไม่ควรพลาดร้านโอลด์ทาวน์สินะ


บ่ายๆ เดินไปชมพิพิธภัณฑ์อื่นต่อก็คือ Peoples Museum Enduring Beauty Museum Kites Museum ARCHITECTURAL MUSEUM OF MALAYSIA IN MELAKA ซึ่งก็น่าชม จัดแสดงได้น่าสนใจ


Peoples Museum Enduring Beauty Museum Kites Museum ทั้งสามพิพิธภัณฑ์อยู่ในตึกเดียวกัน



เกาลัดรับหน้าที่ไปซื้อตั๋ว

































การเข้าชม Enduring Beauty Museum ทำให้เกาลัดพบกับนิยามของความงามใหม่ที่แตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติชนเผ่า เช่น ชาวปะหล่องที่นิยมใส่วงแหวนรอบคอซ้อนๆ กันคนคอยาว บางเชื้อชาตินิยมสักทั้งตัว บางเผ่าเหลาฟันให้แหลม ผู้หญิงจีนยุคก่อนนิยมรัดเท้าให้เล็ก บางเผ่าใส่ตุ้มหูหนักๆ ถ่วงๆ หลายอัน สิ่งเหล่านี้ ทำให้เห็นความหลากหลายของความเชื่อ และความงาม


ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ว่าว ได้เห็นวัสดุต่างๆ ที่ใช้ทำว่าง ว่างแบบต่างๆ ของมาเลเซีย และชาติอื่นๆ รวมทั้งว่าวไทย การละเล่นพื้นบ้าน เช่นตะกร้อ ลูกข่าง และอื่นๆ


ARCHITECTURAL MUSEUM OF MALAYSIA IN MELAKA
ช่วงนี้เข้าชมฟรี เกาลัดเหนื่อยแล้ว ขอนั่งรอ พ่อกับแม่เดินเข้าชมพิพิธภัณฑ์น่าสนใจตรงที่เป็นแหล่งรวมรวมความรู้ด้านสถาปัตยกรรมของมาเลเซีย ตั้งแต่ดั้งเดิมจนถึงปัจจุบันที่ทันสมัยมากมาย พร้อมทั้งนำเสนอแนะคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ มีโมเดลตัวอย่างให้ดูชม







เดินชมเมืองต่อ ระหว่างทาง เข้าไปขอแผนที่มะละกาฟรีที่สำนักงานการท่องเที่ยวมาเลเซียซึ่งอยู่ตรงสะพานที่ข้างจากดัทช์ สแควร์ไปถนน Jonker เพราะเดินผ่านพอดี











ปิดท้ายวันนี้ด้วยการนั่งเรือล่องแม่น้ำมะละกา วันนี้ ไปไหนก็เห็นแต่ธงชาติมาเลเซียประดับตามสถานที่ต่างๆ


ตอนนั่งเรือชมเมือง เห็นธงชาติที่สะพาน ก็ชี้ให้เกาลัดดู และถามว่าเกาลัดจำธงชาติมาเลเซียได้หรือยัง เกาลัดบอก โธ่.. จำได้แล้ว นี่ไง ว่าแล้วเกาลัดก็ชี้มือไปที่เพดานเรือ แม่แหงนหน้ามองตามเห็นธงเล็กๆ แขวนบนราวเต็มเพดานไปหมด 5555


Melaka River Cruise
จุดจำหน่ายตั๋วและขึ้นลงเรืออยู่ด้านหลัง Maritime Museum หรือพิพิธภัณฑ์เรือสำเภา/พิพิธภัณฑ์เรือเดินสมุทร




















สามคนพ่อแม่ลูกเดินโต๋เต๋เดินกลับมาพักที่โรงแรมประมาณบ่ายห้าโมงครึ่ง อาบน้ำล้างตัวคลายร้อยเหนียวเหนอะหนะ แล้วเดินออกไปเดินกินข้าวมื้อค่ำ

อาหารมื้อค่ำวันนี้ก็ทุลักทุเลอีกนั่นแหละ ไม่รู้ว่าจะไรเป็นอะไรสั่งมั่วๆ ไป เพราะว่ารายการอาหารนั้นเป็นภาษามาเลย์ คุณลุงที่มารับออเดอร์ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่อาหารที่ได้ก็อร่อยทุกอย่าง ราคาอาหารวมน้ำชา กาแฟ ไมโล มื้อนี้ 25 ริงกิต









วันที่สาม
Maritime Museum Royal Malaysian Navy Museum Jonker Walk



ช่วงเช้าของวันที่สามที่มะละกา เราพากันเดินเลียบปากแม่น้ำมะละกาที่ไหลลงทะเลตรงหน้าเห็น ๆ





ไปกินอาหารเช้า ที่ร้านข้าวแกง ในตึกพลาซ่าขายของที่ระลึก ฝั่งตรงข้าม Maritime Museum ร้านนี้ก็ต้องตักอาหารเอง แล้วแม่ค้าจะไปคิดเงินที่โต๊ะ มื้อนี้ 24 ริงกิต



จากนั้นเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์เรือเดินสมุทร และพิพิธภัณฑ์นาวิกโยธิน หรือ Royal Malaysian Navy Museum ที่เกาลัดเอ่ยปากบอกอยากดูมาสองวันแล้ว วันนี้ก็เลยเข้าไปชมสมใจ


พิพิธภัณฑ์เรือเดินสมุทร (เรือสำเภา)
พิพิธภัณฑ์คล้าย ๆ แบบนี้ที่ประเทศไทย ที่เคยเห็นมา
ก็จะมี พิพิธภัณฑ์พาณิชย์นาวี จ. จันทบุรี และ พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ จ.ภูเก็ต รายละเอียดปลีกย่อยจะแตกต่างกันไป


















อีกตึกหนึ่งใกล้ๆ กันใช้ตั๋วด้วยกัน
















Royal Malaysian Navy Museum ที่อยู่เยื้องกัน ก็ใช้ตั๋วชุดเดียวกันที่ซื้อตอนเข้าเรือสำเภา ไม่ต้องซื้อเพิ่ม




















จากนั้นเดินไปหอนาฬิกา โบสถ์ดัทช์ เดินขึ้นเขาไปชมวิว แล้วข้ามสะพานมาย่านไชน่าทาวน์ เดินไม่เหนื่อย แต่อากาศร้อนมาก ต้องพักกินไอติมคลายร้อน และนั่งพักเหนื่อยสักหน่อย


จตุรัสดัทช์










ย่านไชน่าทาวน์








หลังจากเดินเที่ยวก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเข้ามาดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ในร้านกาแฟติดแอร์ พร้อมกับเล่นไวไฟไปพลางๆ แล้วค่อยออกเดินหาข้าวกลางวันกิน และชมเมืองฝั่งไชน่าทาวน์


ร้านค้าดังๆ ก็จะมีคนต่อแถวยาวๆ รอชิมอย่างนี้







พ่อแม่ลูกเดินไป แวะชิมไปเรื่อย ๆ






















มื้อกลางวัน ที่ร้าน Mamee
อร่อยทุกอย่างอีกแล้ว ทริปนี้กินอะไรก็อร่อย









แวะนวดเท้าคนละชั่วโมง ราคา 38 ริงกิต
จากนั้นก็เดินและชิมต่อ


ตังเมทำใหม่ๆ ร้อนๆ








ชิมไอศครีมทุเรียน วาฟเฟิล พัฟทุเรียนไอศครีมทุเรียนปอเป๊ยะ











เดินชมเมืองไปตามถนนย่านนั้น ลัดเลาะถนนรวม 3 สาย จะเห็นตลาดเก่า ชุมชน บ้านเรือน ศาสนสถานสำคัญ
































ตอนค่ำจะมีถนนคนเดิน แต่เราอยู่ถึงช่วงเย็น ๆ เมื่อพ่อค้าแม่ค้ามาเริ่มตั้งโต๊ะที่ถนนคนเดินก็พากับเดินกลับโรงแรม

ความสุขและรอยยิ้มของเกาลัดมันช่างล้นเหลือ และส่งต่อให้พ่อแม่ยิ้ม และหัวเราะตามเกาลัดด้วย

เดินข้ามสะพานผ่านดัชท์สแควร์ พิพิธภัณฑ์เรือสำเภอ กลับโรงแรมไม่ไกลมาก

เราสอนลูกว่าคนที่เชื้อชาติ ศาสนา รุปร่างหน้าตา ผิวพรรณ และเพศ ที่แตกต่างจากเรา มีความเป็นมนุษย์เท่ากันเรา ฉะนั้น เราจึงควรให้เกียรติเขาอย่างที่มนุษย์พึงจะให้เกียรติและยอมรับความแตกต่างของกันและกัน อย่างที่เราได้พบว่า คนมาเลย์ นั้นตัวดำ แต่ใจดีและเอื้อเฟื้อกับครอบครัวเรา







อาหารมื้อค่ำวันนี้ ไปกินร้านเดิมของเมื่อวาน รายการอาหารนั้นเป็นภาษามาเลย์ แต่เริ่มจับหลักได้แล้ว เราสั่งก๋วยเตี๋ยวมาสามอย่างก้ได้แบบนี้มา อร่อยใช้ได้ทุกอย่าง ราคาอาหารและเครื่องดื่มมื้อนี้ 20 ริงกิต



วันที่สี่
วันสุดท้ายปิดทริป เดินทางกลับบ้าน



เช็คเอาท์ 7.00 น. แล้วเดินไปรอรถบัสบริษัท Transnasional รอบ 8.00 น. ที่ป้ายรถเมล์ข้าง Mahkota Medical Centre ตรงข้ามห้าง Parkson เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปที่สนามบิน เราสามคนพ่อแม่ลูก เดินๆ เล่นๆ ไปประมาณ 10 – 15 นาทีก็ถึงแล้ว








ถึงสนามบินมุ่งหน้าสู่ร้าน Own Town White Coffee กินอาหารมื้อสาย





ส่วนมื้อเที่ยง เลือกชิมร้านนี้ อาหารอร่อยมากๆ




















รอเดินทางกลับบ้าน จะไปไหนใกล้ไกลเราก็พก Paradox ไปด้วย เพราะเราเป็นแม่ยก (ป้ายก) ลูกยก ที่ต้องฟังเพลง dox ทุกวัน ค่าใช้จ่ายทริปนี้ ตั๋วเครื่องบินและที่พักสามคืนคนละประมาณสามพันบาทนิดๆ ค่ากินเที่ยวคนละสามพันบาทนิดๆ รวมแล้วประมาณหกพันกว่าบาทต่อคน





มะละกา เป็นภาษามาเลย์ แปลว่า ต้นมะขามป้อม อยู่ทิศใต้ของคาบสมุทรมาเลย์บนช่องแคบมะละกา ห่างจากเมืองหลวงคือกัวลาลัมเปอร์ 235 กม. ฝั่งตรงข้ามคือเกาะชวา

ช่องแคบมะละกาเป็น "จุดยุทธศาสตร์โลก" ทั้งด้านพาณิชยนาวีและยุทธนาวี เป็นช่องทางขนส่งสินค้าที่สำคัญระหว่างมหาสมุทรอินเดียจาก "โลกตะวันตก" กับมหาสมุทรแปซิฟิกของ "โลกตะวันออก"

มะละกาเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก มีการรับและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สิ่งปลูกสร้าง มีการอยู่ร่วมกัน ระหว่างผู้คนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลายจากอินเดีย จีน ยุโรป

หวังว่ารีวิว “Family Trip แบกเป้เที่ยวมะละกาด้วยตัวเองของครอบครัวเรา” จะเป็นแรงบันด่าลใจให้อีกหลายครอบครัวได้วางแผนพาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้โลกกว้างกันนะคะ มะละกานั้นเที่ยวง่าย และราคาไม่แพงค่ะ


ความพิเศษในการท่องเที่ยวกับครอบครัว อยู่ตรงที่ได้ร่วมรู้สึก แบ่งปันความสุข ความเหนื่อย ความหิว และลุ้นกับสถานการณ์ต่างๆ ไปพร้อมกัน เป็นความสุขที่พิเศษทุกครั้งที่ได้ไปท่องเที่ยวกันครบสามคนพ่อแม่ลูก กับลูกชายแสบซน ทะเล้น และขี้อ้อน


สามารถคลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยายชัดๆ ได้ค่ะ


ขอฝากแผนที่ที่นำมาจาก Google Map เว็บไซต์โรงแรม และข้อมูลจากเว็บไซต์อื่นๆ เผื่อจะใช้เป็นประโยชน์ได้

























แผนที่โรงแรม








ขอบคุณที่เข้ามาแวะชมนะคะ 

ติดตามรีวิวมาใหม่ได้ที่เฟซบุ๊ค "ท่องเที่ยวไป by ชมจันทร์"
คลิกที่นี่

อ่านรีวิวเดิม พาลูกเที่ยวเรียนรู้อาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ GO KL “I Love KL”
คลิกที่นี่



Create Date : 28 ตุลาคม 2557
Last Update : 31 ตุลาคม 2557 16:11:17 น.
2 comment
เยือนสิงคโปร์ เมืองแห่งธุรกิจและการเรียนรู้
สิงคโปร์ เป็นเมืองที่ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ และการศึกษาเรียนรู้ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2557 เรามีโอกาสได้เดินทางไปประเทศสิงคโปร์เป็นเวลา 4 วัน เพื่อเข้ารับการอบรม ซึ่งจัดที่โรงแรมเชอราตัน ทาวเวอร์ส สิงคโปร์ การอบรมจัดขึ้น 2 วันเต็ม ๆ ตั้งแต่เวลา 8.30 – 17.30 น. มีเวลาเดินทางล่วงหน้า 1 วัน ส่วนวันกลับก็ออกจากโรงแรมแต่เช้าไปสนามบิน ฉะนั้น แผนการเดินทางสำหรับทริปนี้หลักๆ ก็คือการอบรม นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสไปเรียนรู้ และชมเมือง ในช่วงบ่ายๆ ของวันแรกที่เดินทางไปถึง และช่วงเย็นๆ ค่ำๆ ในวันอบรมอีก 2 วัน

สำหรับการแลกเงินบาทไทยเป็นสิงคโปร์ดอลลาร์นั้น ได้ฝากพี่ที่ร่วมทริป ไปแลกเงินที่ร้าน k79exchange ตรง BTS อ่อนนุช

กำหนดการเดินทาง ตามนี้ค่ะ


วันแรก

เช็คอินที่สนามบินสุวรรณภูมิ พบกันที่ Gate เดินทางไปสิงคโปร์ FLIGHT TG 403 08:00- 11:15 น. นั่ง TAXI จากสนามบินไปโรงแรม Sheraton Tower Hotel เช็คอินแล้วไป National Museum of Singapore

วันที่สอง
8.30-17.30 น. อบรม 18.00 น. ไป Marina Bay รอดูการแสดงแสงสีเสียงรอบแรกตอน 20.00 น.

วันที่สาม
8.30-17.30 น. อบรม 18.00 น. กินอาหารเย็น และซื้อของแถวออชาร์ดไม่ไกลจากโรงแรม

วันที่สี่
เช็คเอาท์ เดินทางกลับ


รีวิวนี้ มุ่งเน้นที่จะอธิบายการเดินทางจากสนามบิน Changi เข้าสู่ตัวเมือง การนั่งรถไฟฟ้าไปเรียนรู้และชมเมือง ในสถานที่หลักในทริปนี้ คือ ย่านเมืองเก่าและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์ Marina Bay พร้อมทั้งของกินของฝากที่ไม่ไกลจากโรงแรมหรือสถานีรถไฟฟ้า Orchard นัก ตามเรามาเลยค่ะ


วันแรก

จากบ้านไปสนามบินสุวรรณภูมิ


ว้า !! นอนหลับๆ ตื่นๆ เพราะว่ากลัวจะหลับลึกแล้วไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก พอนาฬิกาดังปุ๊บ ก็รีบปิดเสียง อาบน้ำ แต่งตัว แท็กซี่มารอตามเวลานัดเป๊ะๆ จะจูจุ๊ฟ ลูกรัก ที่กำลังนอนหลับอุตุก่อนไป ลูกกลับไม่ยอมให้จุ๊บเลย ไปถึงสนามบิน ก็ได้มุ่งหน้าไปเช็คอิน ซื้อของกินรองท้อง แล้วก็เข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่อง ยังไม่ทันออกเดินทางเลย ก็เริ่มจะออกอาการรู้สึกคิดถึงลูกขึ้นมาตะหงิด ๆ


ถ่ายภาพเล่น ๆ ระหว่างรอขึ้นเครื่องบิน




เมื่อออกเดินทาง เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บรรดาลูกเรือก็ทำหน้าที่ไป ส่วนผู้โดยสารก็มักจะง่วนอยู่กับการเล่นเกม ฟังเพลง ดูหลัง โดยใช้อุปกรณ์ที่มีให้บริการบนเครื่องบิน อาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินนั้นยอดมาก แต่การบริการดูรวบรัดและชุลมุนวุ่นวาย เพราะผู้โดยสารมากันซะเต็มลำ แม้แต่การต่อคิวเข้าห้องน้ำยังขลุกขลัก

บนเครื่องบิน








จากสนามบินชางฮี ไปโรงแรมย่านออชาร์ด

ไปถึงสนามบินชางฮีแล้ว ตามข้อมูลที่เตรียมไป ก็ต้องไปที่ชั้น 1 จะมีรถแท็กซี่ทั้งแบบสาธารณะ แบบเหมา ก็ว่ากันไป เราไม่ได้ติดต่อรถมารับเพราะราคาเหมาจากโรงแรมแพงมาก ๆ ราคาแท็กซี่มิเตอร์จากสนามบินไปโรงแรม ถูกกว่าประมาณหนึ่งส่วนสี่ อยู่ที่ยี่สิบเหรียญกว่า ๆ หากต้องการใบเสร็จก็บอกคนขับรถ จะ Print ออกมาให้เราเลย มีแบบนี้ทุกคัน นอกจากนั้นยังมีรถไฟฟ้า ในสนามบินก็จะมีป้ายบอกทางว่าจะต้องไปขึ้นรถอะไรที่ไหน ไม่ต้องกลัวหลงจ้ะ


เคาน์เตอร์ขายตั๋วเครื่องเล่น ตั๋วรถ ตั๋วเรือ ตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่ต่าง ๆ อยู่ที่ทางออกขึ้นแท็กซี่ สนามบินชางฮี ชั้น 1




ก่อนอื่นไปต่อคิวสอบถามรถเหมาคัน



ราคารถเหมาคัน




สุดท้ายลากกระเป๋าไปขึ้นแท็กซี่มิเตอร์ จากสนามบิน ไปโรงแรมเชอราตัน ทาวเวอร์ส ประมาณ 2x SGD ยี่สิบกว่าเหรียญก็แปดร้อยกว่าบาท นั่งไป 4 คน นับว่าราคาถูกกว่าแบบเหมารถไป






Sheraton Towers Singapore Hotel


เชอราตันทาวเวอร์ส สิงคโปร์ เป็นโรงแรมที่เดินทางสะดวกอยู่ถนนสก๊อต ตรงสถานีรถไฟฟ้า Newton หรือ สถานี NS 21 ทางออก A สามารถเดินไปถนนออชาร์ดได้ หรือถ้าไปออชาร์ดทางรถไฟฟ้า ก็ห่างจากออชาร์ด 1 สถานี ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในสิงคโปร์ได้สะดวก



เราทำรีวิวโรงแรมไว้ที่บล็อกนี้ หมวดโรงแรมที่พักต่างแดน ลิงค์นี้ค่ะ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moonwatcher&month=29-08-2014&group=15&gblog=10
คลิกที่นี่


การเดินทางไป National Museum of Singapore

หลังจากเช็คอิน และเก็บของเข้าห้องพักแล้ว ประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ก็ได้พากันไปเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์

ก่อนเดินทางด้วยนรถไฟฟ้า ก็แวะกินอาหารมื้อกลางวัน ที่ศูนย์อาหารตรงข้ามสถานีรถไฟฟ้านิวตัน







เดินวนไปวนมา นึกอะไรไม่ออก ก็ได้สั่งข้าวราดกระเพราะเนื้อไข่ดาว ร้านอาหารไทยมากิน แป่ว!!

ประตูทางเข้าออก A รถไฟฟ้าสถานีนิวตัน ใกล้ๆ โรงแรมที่พัก




แผนที่และการเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์








ระหว่างทางไป ได้เดินผ่านพิพิธภัณฑ์เปรานากัน อารมณ์ประมาณเดินเมืองเก่าภูเก็ตเลย






จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
http://th.wikipedia.org/wiki/เปอรานากัน

เปอรานากัน (มลายู: Peranakan) หรือ บาบ๋า-ย่าหยา (อังกฤษ: Baba-Nyonya, จีน: 峇峇娘惹, พินอิน: Bābā Niángrě, ฮกเกี้ยน: Bā-bā Niû-liá) คือกลุ่มลูกครึ่งมลายู-จีนที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน และสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ขึ้นมาโดยเป็นการนำเอาส่วนดีระหว่างจีน และมลายูมารวมกัน โดยชื่อ "เปอรานากัน" มีความหมายว่า "เกิดที่นี่"

เปอรานากัน เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลายูเนื่องจากในอดีต กลุ่มพ่อค้าชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนเดินทางเข้ามาค้าค้าในบริเวณดินแดนคาบสมุทรมลายู และตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในตอนต้นทศวรรษที่ 14 โดยแต่งงานกับชาวมลายูท้องถิ่น

ในประเทศไทยคนกลุ่มนี้จะอยู่ในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงโดยเฉพาะฝั่งอันดามัน โดยมีบรรพบุรุษอพยพมาจากปีนัง และมะละกา โดยคนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับกลุ่มเปอรานากันในประเทศมาเลเซีย, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ชาวเปอรานากันในไทยใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ที่เจือไปด้วยคำศัพท์จากภาษามาเลย์, จีน และอังกฤษ ชาวเปอรานากันในภูเก็ต นิยมเรียกกันว่า บ้าบ๋า ได้ทั้งชายและหญิง

เราได้แวะได้ภาพหน้าพิพิธภัณฑ์นี้ กันพอกรุบกริบ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปดู เพราะอย่างไรก็จะได้เห็นข้อมูลในการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์อยู่แล้ว


จากนั้นก็ได้เดินหลงผ่านไปที่ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสิงคโปร์ (Singapore Philatelic Museum)

อ่านเจอข้อมูลว่า สิงคโปร์มีตั๋วแบบเข้าหลายๆ พิพิธภัณฑ์ในราคาประหยัด ซึ้อได้หลายแห่ง รวมทั้งที่เคาน์เตอร์ตรงสนามบินที่กล่าวถึงข้างต้น








สถานีดับเพลิงสินะ







เดินหลงๆ วนกลับไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์จนได้ อยู่ไม่ไกลกัน แต่หลงๆ กับแผนที่นิดหน่อย ^^

ก่อนอื่นไปซื้อตั๋ว และก็เข้าชมตามห้องที่ยังเปิดให้ชมได้















โปสเตอร์โดนใจวัยโจ๋





ช่วงนั้นมีประกาศรางวัลประกวดภาพถ่ายพอดี












ขากลับ ไปออกสถานีออชาร์ด เดินหาร้านของทอด Old Chang Kee ไปเจอที่ทางเดินหน้าห้าง Far East Plaza ห่างจากโรงแรมเชราตัน 650 เมตร ห้างนี้เป็นแหล่งรวมของฝาก คล้ายๆเดินสยาม ก็อาศัยกินมื้อเย็นที่นี่เลย เข้าร้านโจ๊กที่อยู่ชั้นล่าง ร้านโจ๊กมีแพนเค้กทุเรียนขายด้วย ซึ่งอร่อยมาก ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ชม นอกจากนั้นยังมีร้าน KayaToast ที่แก่ขึ้นชื่อ ซึ่งเสียดายไม่หายที่ไม่ได้ชิม เพราะตอนที่กำลังจะเดินเข้าไปร้านปิดพอดี

จากนั้นพากันเดินกลับโรงแรมอย่างเหนื่อยล้า หมดไปหนึ่งวัน



วันที่สอง


วันนี้ได้เข้าอบรมทั้งวัน นัดกันที่ล็อบบี้โรงแรมตั้งแต่ 8.00 น. จากนั้นก็ไปที่ห้องประชุม ก็นั่งกันยาวไปจนถึง 17.30 น. ได้รับฟังความรู้ ตัวอย่าง และกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากมาย จากวิทยากรที่เป็นเจ้าของประสบการณ์ตรง แบบเต็มเอี๊ยด อัดแน่น





และตอนเย็นหลังอบรมเสร็จ พากันไปกินข้าวเย็นและชมแสงสีเสียงที่มารินาเบย์


การเดินทางจากสถานี Newton (NS21) ไป Marina Bay

วิธีเดินทาง เดินจากโรงแรมเชอราตัน ไปขึ้นรถไฟฟ้าสายสีแดง จากสถานี Newton (NS21) ซื้อตั๋วออกปลายทางที่ Bayfront

จากนั้น นั่งรถไฟฟ้าไป Marina Bay ลงสถานี NS 27/CE 2 Marina Bay แล้วต่อสายสีเหลือง ไปสถานี CE 1 Bayfront เดินต่อเข้าตึก สังเกตและเดินตามป้าย Marina Bay Sands แล้วจะไม่หลง ตึกนี้มีโรงหนัง คาสิโน ร้านค้า มากมาย มี Wifi ฟรี

ในยามค่ำคืนของทุกคืน ที่ริมน้ำหน้าตึก Marina Bay Sands จะมีการแสดง แสง สี เสียง เลเซอร์ ชื่อว่า Wonder Full ซึ่งจะเป็นการแสดงน้ำพุ และ ยิงแสงเลเซอร์ เป็นเรื่องราวต่างๆ ผ่านม่านน้ำพุ ที่บริเวณอ่าว Marina Bay
การแสดงจะมีทุกวัน (ถ้าสภาพอากาศอำนวย)

ทางออกจากตัวอาหารไปชมแสงสีเสียงอยู่ที่ชั้น 1
เวลารอบแสดง วันอาทิตย์ - วันพฤหัส : 8pm , 9:30pm วันศุกร์ - เสาร์ : 8pm , 9:30pm , 11:00pm



ระยะเวลาการแสดง 15 นาที สามารถชมได้ฟรี ทั้งสองการแสดงนี้มีขึ้นในเวลาเดียวกัน ใน 1 รอบ แต่การชมแต่ละการแสดงจะอยู่คนละตำแหน่งกัน คงต้องเลือกดูอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าอยากจะดูทั้ง 2 อย่างก็ต้องแบ่งเป็น 2 รอบ เช่น สองทุ่มชมการแสดงน้ำพุ สามทุ่มครึ่งชมการแสดงแสงสี


สถานที่ชมการแสดง
• การแสดงน้ำพุ ชมได้ที่ข้างร้าน Louis Vuitton ที่อยู่ริมน้ำ ข้างๆ ตึก Marina Bay Sands
• การแสดงแสงสีที่ตัวตึก Marina Bay Sands ชมได้ที่ริมน้ำข้างๆ Merlion ไปจนถึงทางเดินข้างๆ โรงแรม One Fullerton

ตำแหน่งยืนชม Wonder Full-Light & Water





ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.emagtravel.com/archive/wonder-full-show-marina-bay-sands.html
สามารถอ่านข้อมูลอย่างละเอียดที่เว็บไซต์ดังกล่าว คลิกที่นี่

อาหารเย็นวันนี้ เราได้ใช้บริการที่ศูนย์อาหารของ Marina Bay Sands







ใช้แท็บเล็ตถ่ายภาพมาได้เท่านี้ค่ะ แหะๆ

หลังจากชมแสงสีเสียงเสร็จ ก็กลับโรงแรม โดยไปลงที่สถานี Newton และเดินกลับโรงแรม ซึ่งโรงแรมก็อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าเลย เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง สะดวกมาก ที่สถานีมีร้านสะดวกซื้อ 7-11 ขาดเหลืออะไรซื้อกลับเข้าห้องพักได้ เสียดาย เครื่องกดมันบดที่ร้านเซเว่นสาขานี้เสีย ไม่ได้ชิมเลย



วันที่สาม


อบรมเต็มวันยาวเหยียด พร้อมด้วยกรณีศึกษามากมาย ด้วยความตั้งใจของผู้จัด และความมากประสบการณ์ของผู้มาเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้ ถ่ายทอดให้แบบไม่หวงวิชา




ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ใช้วิธีนั่งรถไฟฟ้าไป 1 สถานี ออกที่ออชาร์ด ทางออก A เดินออกไปห้าง ION Orchard ชั้น B เจอร้านของทอด Old Chang Kee อยู่แถวๆ ศูนย์อาหาร จัดไปอีกหน่อย




จากนั้นไปกินข้าวเย็น เจอร้านที่เคยอ่านรีวิว ก็จัดไปอีกชุด อิ่มจุกแน่น






ไปเจอร้าน Daiso ทั้งร้าย ขายชิ้น/ชุดละ 2 SGD จัดไป

เดินวนๆ ไปเจอร้านขายชอคโกแลตชื่อดังของญี่ปุ่น ROYCE' ION Orchard Shop อยู่ Basement 4 (B4-10) น้องที่ไปด้วย เทียบกับราคาที่เคยซื้อที่ญี่ปุ่นแล้วทำใจไม่ได้ เลยตัดใจไม่ซื้อกัน











เดินผ่านหน้าห้าง Far East Plaza กลับโรงแรม ได้บทเรียนแล้วว่า จะต้องไม่ข้ามถนน เดินจากฝั่งหน้าห้างไปก่อน แล้วค่อยข้ามถนนตรงไฟแดงที่ใกล้ๆ กับโรงแรม จะเหนื่อยน้อยสุด

อ้อที่ ห้าง Far East Plaza มีร้าน Adult Shop ด้วยนะคะ แต่ไม่ได้เข้าไปชม 


วันที่สี่


วันนี้ทุกคนนัดพบกันที่ล็อบบี้โรงแรม 8.00 น. เพื่อที่จะเช็คเอาท์ จากนั้นก็เรียกแท็กซี่มิเตอร์ไปส่งสนามบิน ขากลับไม่ต้องจ่ายค่าทางด่วนหรือค่าธรรมเนียมอะไรสักอย่าง ราคาแท็กซี่ก็ถูกลงเหลือประมาณ 16 SGD บวกลบนิดหน่อย นั่งกันไปสี่คนก็ถือว่าไม่แพงเลย

พอเช็คอินแล้ว ก็หาของกินที้รานในสนามบิน แล้วก็เดินเข้าไปดูสินค้า พวกช้อคโกแลต อะไรต่างๆ มาเป็นของฝาก แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรเลยที่สนามบินนี้ นอกนั้นก็ช้อปกันไป เพราะเวลาเหลือเยอะ

ขากลับใช้เวลาสั้นกว่าขามา ก็แป๊บๆ ดูหยังไม่ทันจบ เดินทางถึงแล้ว เมื่อไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ลูกกับสามีมารับ เจอเกาลัดเดินยิ้มเข้ามาหา คิดถึงเกาลัดมาก ๆ ตอนที่นั่งรถกลับบ้าน เกาลัดปีนเบาะมานั่งตักแม่ ให้แม่กอด แม่มีความสุขสุดๆ ไปเลย



Create Date : 16 กันยายน 2557
Last Update : 16 กันยายน 2557 16:20:59 น.
0 comment
พาลูกเที่ยวเรียนรู้อาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ GO KL “I Love KL”
สวัสดีค่ะ กระแสอาเซียนยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง
ข้อดีของไปเที่ยวประเทศละแวกอาเซียนก็คือ
ค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกับประเทศของเรา

เมื่อมีโปรตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดของแอร์เอเชียมาถึง
ครอบครัวเราจึงได้พา “เกาลัด” ลูกชายไปท่องเที่ยว
และรู้จักกับมาเลเซียให้มากขึ้น ในช่วงหยุดยาว
เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2557





มาเลเซียนั้น เที่ยวเองได้สบาย สะดวก ประหยัด
เรียกได้ว่า เที่ยวไม่ง้อทัวร์ แถมยังมีที่พักราคาประหยัด
ตั้งแต่หลักร้อยบาทขึ้นไปเหมือนๆ กับบ้านเรา
จะรีรอทำไม ไปเที่ยวกันดีกว่าค่ะ

การเดินทางไปมาเลเซียครั้งนี้ เน้นเที่ยวที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ก่อน
ทริปอื่นๆ ค่อยไปที่อื่น ๆ กัน สำหรับแม่เกาลัดนั้นไม่ใช่ครั้งแรก
ที่ได้ไปสถานที่แห่งนี้ แต่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเลเซีย
กันครบพ่อแม่ลูก แถมยังมีเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันในกลุ่มคนชอบเที่ยว
เหมือนกัน ได้เดินทางไปในช่วงนั้นหลายคน
จึงรู้สึกพิเศษกับการท่องเที่ยวครั้งนี้มาก


สรุปการเดินทางในทริปนี้

วันแรก
เข้าพักโรงแรม Citin Hotel Puduraya เดินไปไชน่าทาวน์
วันที่สอง
เที่ยวปุตราจายา ชมตึกแฝดยามค่ำคืน และกินปูที่บูกิตบินตัง
วันที่สาม
เปโตรซายน์ส (Petrosains) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการเรียนรู้ เกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมัน
จตุรัสเมอร์เดก้า และพิพิธภัณฑ์ KL City Gallery
วันที่สี่
เช็คเอาท์ เดินทางกลับ



Day 1 : วันที่ 11 ก.ค. 2557


เช้านี้เดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย จากสนามบินดอนเมือง
ประเทศไทย ไปที่สนามบิน KLIA2 ประเทศมาเลเซีย

ได้พบกับครอบครัวเพื่อน ที่เดินทางไปประเทศมาเลเซีย
ด้วยเที่ยวบินเดียวกัน






เมื่อออกจากทางออกของผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ
สนามบิน KLIA2 ก็จะเห็นป้ายบอกทางไปขึ้นรถบัส และ TAXI
เป็นระยะๆ ก็เดินตามป้ายเหล่านั้นมาเรื่อย ๆ
ก็จะเห็นช่องขายตั๋วรถบัสและติดต่อรถแท็กซี่ อยู่ที่ชั้น 1
สะดวกมากๆ ซึ่งที่สนามบิน KLIA2 นั้นจะมีรถบัสโดยสาร
ไปยังสถานที่ และเมืองหลักๆ ต่าง ๆ

วันนี้ มีเพื่อนหลายครอบครัว เดินทางมาถึงก่อนในช่วงเช้า
และไปพักที่เกนติ้ง 1 คืน บางครอบครัวไปพักที่โรงแรม Swiss Inn
ย่านไชน่าทาวน์ แต่ละครอบครัวก็ต่างแยกย้ายกันเที่ยว
ตามแบบที่ตัวเองวางแผนไว้


การเดินทางจาก สนามบิน KLIA2 ไป Puduraya


ครอบครัวเรานั่งรถ Star shuttle จากสนามบินไปลงปลายทาง
คือ Puduraya ค่ารถเพียงคนละ 10 ริงกิต
(1 ริงกิต ประมาณ 10 บาทไทย)

ข้อมูลในตั๋วจะบอกว่าเราต้องขึ้นที่ชานชลาหมายเลขอะไร
คันที่เรานั่งอยู่ที่ A4 ชานชลาสำหรับขึ้นรถบัสสายต่างๆ
อยู่ใกล้ประตูทางออก หลังช่องขายตั๋วเลยค่ะ หาไม่ยาก
และมีป้ายบอก ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
รถจะแวะรับผู้โดยสารที่สนามบิน KLIA ด้วย


จุดขายตั๋ว และประตูทางออกไปชานชลารถบัส ที่ชั้น 1
Terminal 1 สนามบิน KLIA2











จุดจอดรถหน้าห้าง My Din ที่ Puduraya











ปลายทางรถจะจอดสุดสายที่ป้ายรถเมล์หน้าห้าง My Din
ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานีขนส่งปูดูรายา หรือ Puduraya Sentral
เราสามารถเดินไปเช็คอินที่โรงแรม Citin Seacare Pudu
ฝั่งตรงข้ามกับสถานีขนส่ง ไม่ไกลกันนัก เดินนิดเดียว ชิลล์ ๆ


Puduraya Sentral นั้นเป็นสถานีขนส่งสำคัญ มีรถบัสไปเกินติ้ง
มะละกา คาเมรอนไฮแลนด์ และอื่นๆ
สำหรับ โรงแรม Citin Seacare Pudu
เราได้รีวิวไว้ในหมวดโรงแรม ที่พักต่างแดน ในบล็อกนี้นะคะ


โรงแรม Citin Seacare Pudu





ยิ้มหวานจังลูกชาย ^^





ตอนเย็นเดินไปเที่ยวชมตึกเก่าๆ สวยๆ และหาของกินที่ China Town
เดิน 8 นาที (650 เมตร) จากโรงแรม ซึ่งแถวนั้นจะมีป้ายรถบัส GoKL
สายสีม่วงให้บริการฟรี โดยจะผ่านไชน่าทาวน์ บูกิตบินตัง
วนเป็นวงกลม

จุดสังเกต ป้ายรถเมล์ และจุดจอดรถบัส GOKL
ใกล้ๆ Petaling Street ย่านไชน่าทาวน์


ป้ายรถเมล์อยู่ฝั่งตรงข้ามห้างนี้
จุดจอดรถ GOKL สายสีม่วงชื่อ Kota Raya
(ชื่อเดียวกับห้างฝั่งตรงข้าม)










ที่ป้ายนี้สามารถขึ้นรถบัส สาย 10
ไปเที่ยวสวนน้ำ Sunway Lagoon ได้







Petaling Street ถนนคนเดิน ไชน่าทาวน์

















ครอบครัวเราได้ลองชิมอาหารของมาเลเซีย ชื่อ Lok Lok
อ่านว่า ล๊ก ล๊ก ในภาษาฮกเกี้ยน มีพวกของเสียบไม้
เช่น ลูกชิ้น ผัก เนื้อหมู ปลาหมึก กุ้ง ฯลฯ เอาไปลวก ทอด
หรือย่างกิน จิ้มน้ำจิ้มสะเต๊ะและน้ำจิ้มอื่นอีก 2 อย่าง


ร้าน Satay ร้านนี้มีชื่อร้านว่าสะเต๊ะ มาไชน่าทาวน์
ที่กัวลาลัมเปอร์ก็ลองดูสักหน่อย ร้านนี้ตั้งอยู่หน้าโรงแรม Swiss Inn

ใช้ Google ค้นดู เห็นเขาเรียกกันว่า Satay Steamboat
สังเกตที่ด้ามไม้เสียบอาหาร จะมีหลายสี
แต่ละสีราคาต่างกันตามป้ายที่แจ้งราคาไว้
















นอกจากนั้นยังพบว่าร้านเซเว่น อิเลฟเว่น ของเครือเจริญโภคภัณฑ์
ที่ไชน่าทาวน์ มีไวไฟฟรี มีที่นั่งให้ด้วย ของกินก็เยอะดีกว่าบ้านเรา

มัวแต่เพลิน และลืมดูเวลา กว่าจะเดินมาถึงช่องขายตั๋วรถ Go Genting
ในเวลาที่เขาเพิ่งจะปิดทำการพอดี กะว่า เช้าๆ จะมาซื้อตั๋วอีกทีหนึ่ง
ที่พักก็อยู่ตรงนี้เอง เดินข้ามสะพานลอยมาก็ถึง



Day 2 : วันที่ 12 ก.ค. 2557


วันนี้ตอนแรกกะว่าจะไปเที่ยวเกนติ้ง การไปเกนติ้ง
ควรแวะซื้อตั๋วล่วงหน้าหนึ่งวัน ควรซื้อตั๋วแยกเที่ยว (ไม่ซื้อไปกลับ)
ไปต่อกระเช้า ชมทิวทัศน์ ขึ้นสู่ยอดเขา
พอไปถึง จะมีรถบัสฟรี วิ่งวนในเกนติ้ง เดินชมสวนสนุก ต่างๆ
คาสิโน หรืออื่นๆ ตามอัธยาศัย แล้วขึ้นรถกลับช่วงบ่าย ๆ
ไม่เกินสี่โมงเย็น

ตั๋วไปเกนติ้งจากปูดูรายา อยู่เคาน์เตอร์ KT-27 ชั้น 1
ขายเจ็ดโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม
ราคาเที่ยวเดียวผู้ใหญ่ 10.60 ริงกิต เด็ก 9.50 ริงกิต


แต่ว่าคืนเมื่อวาน เพื่อนที่ไปพักเกนติ้ง ได้ทักท้วงมาว่า
ช่วงนี้เกินติ้งไม่น่าไปเที่ยวหรอกนะ เครื่องเล่นในอาคารปิดปรับปรุง
เยอะ กระเช้าก็ปิดปรับปรุง เมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าโชคดีแล้ว
ที่ไปไม่ทันซื้อตั๋วล่วงหน้า

คุยกับพ่อเกาลัดแล้ว ก็สรุปกันได้ว่าเราจะเปลี่ยนแผนไปชมเมืองใหม่
ปุตราจายากัน ซึ่งก็เป็นเมืองที่น่าสนใจมาก ๆ


การเดินทางจาก Puduraya ไป Putrajaya


การเดินทางนั้นสุดแสนสะดวก เพราะจากโรงแรม
เดินไปป้ายรถเมล์หน้าห้าง My Din ป้ายเดิม
แล้วก็มองหารถบัสสาย E1 เส้นทาง Puduraya – Putrajaya
ค่ารถประมาณ 3 ริงกิต รถไปจอดที่ Putrajaya Sentral

ขากลับก็นั่งรถสายเดิม กลับมาที่ Puduraya ขาไปใช้เวลาแค่ 30 นาที
เพราะรถออกนอกเมืองอย่างเดียว โล่ง
แต่ขากลับ เวลาเป็นชั่วโมงกว่า เพราะเข้าเมือง
ผ่านทางบูกิตบินตัง เข้าไชน่าทาวน์
แล้วมาจอดป้ายสุดท้ายที่ Puduraya รถติดมาก





เสียท่าซื้อบัตรเติมเงิน Rapid KL มา 3 ใบละ 10 ริงกิต
ที่ใช้ได้กับทั้งรถบัส รถไฟฟ้า เหตุที่คิดว่าเสียท่า
เพราะเวลาเติมเงิน ต้องเติมครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 ริงกิตที่ตู้อัตโนมัติ
แต่ว่าใช้ไม่หมด ฉะนั้น มูลค่าเงินในบัตรจึงเหลือ
สู้ใช้วิธีเดิมๆ คือ หยอดบัตรหยอดเหรียญดีกว่า
ใช้เท่าไหร่ ก็จ่ายเท่านั้น








การท่องเที่ยวในปุตราจาย่า


เราเดินหาทัวร์ 1 ริงกิตไม่เจอ เจอแต่ทัวร์ 15 ริงกิต
ในราคาผู้ใหญ่ และ เด็ก 7 ริงกิต
สถานที่ขายตั๋วอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าปุตราจาย่า
เราทันรอบแรก คือ เวลา 10.30 น.
ถ้าหากใครมาไม่ทันก็ต้องรอรอบบ่าย
หรือนั่งรถเมล์ชมเมืองตามอัธยาศัย

ชาวคณะทัวร์ นั่งรวมกับผู้ใช้บริการท่านอื่นๆ มีไกด์พาชมเมือง
แวะตามจุดสถานที่สำคัญ ๆ จนครบ มีไกด์บรรยายให้ฟังนิดหน่อย
ตลอดทาง ว่าสถานที่สำคัญจุดนั้นจุดนี้คืออะไร
บางจุดก็แวะให้ถ่ายภาพ 10 - 15 นาที




ปุตราจายา เป็นเมืองใหม่ เป็นแหล่งรวมศูนย์ราชการสำคัญ ๆ
และมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว


รถจอดส่งลงเที่ยวมัสยิดสีชมพู 1 ชั่วโมง

























ลงบันไดเลื่อนไปกินอาหารที่ศูนย์อาหารริมทะเลสาป








Asam Laksa ของโปรดเรา ที่นี่ทำได้อร่อยมากๆ




สถานที่อื่นๆ

















ขากลับ มาพักเหนื่อยที่โรงแรมก่อน
แล้วนัดกับกลุ่มเพื่อน 2 ครอบครัว นั่ง GOKL ที่ไชน่าทาวน์
ไปลงสถานีรถไฟฟ้า Pasar Seni
ต่อไปที่สถานี KLCC เพื่อชมตึกแฝดยามค่ำ
และพบกับเพื่อนอีกหนึ่งครอบครัวที่รออยู่ที่ห้าง Suria KLCC





ก่อนมาถึง เกาลัดก็ได้ถามว่าทริปนี้เราจะได้เห็นตึกแฝด
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมาเลเซียหรือเปล่า พอได้เจอตึกแฝด
เกาลัดก็หามุมถ่ายภาพสนุกสนานไปเลย


ถ่ายภาพรวมหมู่กับเพื่อนๆ








มุมสวย ๆ ของตึกแฝด




















จากนั้น ก็ไปกินปูอร่อยๆ ที่บูกิตบินตัง ด้วยรถ GOKL สายสีเขียว
แล้วแยกย้ายกันกลับโรงแรม














Day 3 : วันที่ 12 ก.ค. 2557


กิจกรรมวันนี้ เป็นความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่คิดเอาไว้ว่ามาเลเซียทริปนี้
ต้องพาเกาลัดไปให้ได้ นั่นคือ Petrosains Science Discovery Centre

เดินจากโรงแรม Citin Hotel Pudu ไปขึ้นรถไฟฟ้าสถานี Plaza Rakyat
ที่ทางเข้าใกล้กับ ขนส่ง Pudu Sentral ไปสถานี KLCC
เข้าไปในห้างซูเรีย (Suria KLCC) ตั้งอยู่ในส่วนของฐานตึกแฝดเปโตรนาส

วันนี้เรานัดครอบครัวน่ารักจากเชียงใหม่ เข้าไปเรียนรู้ที่ “เปโตรซายน์ส”
เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์บนชั้น 4 ของห้าง เน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับ
การขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งเป็นธุรกิจหลักอย่างหนึ่งของประเทศมาเลเซีย











ลองสัมผัสเฮอริเคน















หนุ่มน้อยจากเชียงใหม่ เป็นเด็กรักเรียนวิทยาศาสตร์
และมีความสุขกับวิทยาศาสตร์











ไดโนเสาร์ตัวนี้ร้องเพลงแรพได้ด้วย











แท่นขุดเจาะน้ำมันจำลอง






ที่ชั้น 4 ชั้นเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์ จะมีศูนย์อาหาร ซึ่งอร่อย
และมีให้เลือกหลายอย่างด้วยกันตามใจชอบ อาหารที่เราชอบกิน
และมาดหมายไว้อย่างมากในการเดินทางมาที่มาเลเซีย
ก็คือ ก๋วยเตี๋ยวมาเลเซียที่ชื่อ Asam Laksa เส้นเหมือนเส้นเกี๊ยมอี๋
อุด้ง ใส่ต้มยำปลากระป๋องรสแซ่บ แต่ Asam Laksa
ที่ศูนย์อาหารนี้ออกรสหวานไปนิด แต่ก็ยังอร่อย
(ทริปนี้ จัดไป 4 ครั้ง ตามสถานที่ต่างๆ กัน)


หลังจากอาหารกลางวัน (บ่ายๆ) แล้ว ก็ลงไปชั้นล่าง
ไปชิมไอศครีมโยเกิร์ตแสนอร่อย
และพี่สาวได้พาไปซื้อกาเร็ตป๊อปคอร์นด้วย เยี่ยมไปเลย ^^


จากนั้นต่อรถไฟฟ้าไปสถานีมัสยิดจาเม็ก (Masjid Jamek)
เพื่อเดินไปเที่ยวจัตุรัสเมอร์เดก้าและพิพิธภัณฑ์ KL city Gallery












พิพิธภัณฑ์ KL city Gallery เป็นสถานที่
ใครๆ ก็บอกว่ารักเกาลัด เพราะมีแต่คำว่า I love KL อยู่ตามที่ต่างๆ
รวมทั้งบนเสื้อยืดและของที่ระลึก

ณ ที่แห่งนี้ เช้าชมฟรี มีการจัดแสดงประวัติและรายละเอียด
ของเมืองกัวลาลัมเปอร์ผ่านนิทรรศการ
และการแสดงแสงสีเสียง รวมทั้งงานศิลปะต่างๆ








ณ ร้านกาแฟของพิพิธภัณฑ์ เราได้เจอขนมที่ทำจากทุเรียน
โดยเฉพาะแพนเค้กทุเรียนที่แสนจะอร่อย
ชุด Kaya Toast ได้กินเสียที อร่อยคุ้ม








เราเจอห้างใหม่ที่อยู่ชั้นใต้ดินของจัตุรัสเมอร์เดก้า
มีพิพิธภัณฑ์ชอคโกแลต และชอคโกแลตอร่อยๆ ขาย ร
วมทั้งได้กาแฟทุเรียนกลับบ้านด้วย ฟินเลยค่ะ !!


ขากลับสามารถนั่งรถไฟฟ้าไป Pasar Seni
หรือ Plaza Rakyat เพื่อกลับโรงแรม
แต่เราไปบูกิตบินตัง แยกย้ายกัน แล้วเดินต่อนิดหน่อย
ก่อนที่จะนั่ง GOKL กลับโรงแรม



Day 4 : วันที่ 14 ก.ค. 2557


กะไว้ว่าช่วงเช้าจะเดินชมเมือง แถวๆ โรงแรม
แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้น เพราะตื่นสาย กินข้าวเช้า และเช็คเอาท์
นั่งรถ Star Shuttle จากหน้าห้าง My Din ไปสนามบิน KLIA2
ขากลับจ่ายคนละ 12 ริงกิต


จุดขายตั๋วรถบัส Star Shuttle ที่ป้ายรถเมล์หน้าห้าง My Din
ตรงข้ามขนส่ง Puduraya Sentral










โรงแรมแคปซูล ชั้น 1 สนามบิน KLIA2 ใกล้ๆ ช่องขายตั๋วรถบัส








ร้านน่านั่งที่สนามบิน กะจะสั่ง Asam Laksa ร้านนี้ แต่หมด





เลยเข้าไปที่ร้านอาหารแถวๆ ประตูขึ้นเครื่อง ซึ่งราคาแพงกว่า
และ Asam Laksa ไม่อาหย่อยเยย ส่วนก๋วยเตี๋ยวแกงกะหรี่
(จำชื่อเรียกไม่ได้) ที่พ่อของลูกสั่ง นั้นอร่อย









เจอกับเพื่อนที่เดินทางกลับเที่ยวบินเดียวกัน







สรุป

การท่องเที่ยวมาเลเซียครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับครอบครัวเราไม่ใช่น้อย
ได้พาลูกมาเรียนรู้จักประเทศนี้มากขึ้น ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่แสนสนุก
ได้เรียนรู้โลกกว้าง เข้าใจและยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างและเหมือนกัน
ของผู้คนในมาเลเซียและแถวเมืองไทย รู้จักวิธีการการพึ่งพาตัวเองในต่างประเทศ
ให้เกาลัดได้รู้จักซื้อของเอง ฝึกขึ้นรถไฟฟ้าเอง และทำอะไรหลายอย่างเอง
รวมทั้งตัวเราเองก็ยังได้มีโอกาสเที่ยวกับเพื่อนๆ หลายครอบครัวด้วย
ทริปนี้เป็นทริปมิตรภาพ เพื่อน ๆ ทุกคนมีความหมายสำหรับเรา

คนในอาเซียนส่วนใหญ่ที่เราพบ เป็นคนที่มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น
ชาวมาเลย์แม้ว่าจะผิวเข้ม หน้าดุ แต่ก็ใจดี
และดูเหมือนว่าเกาลัดจะพกความประทับใจหลายอย่างเกี่ยวกับมาเลเซียไปมิใช่น้อย


จบทริป GO KL “I Love KL”

KL = Kuala Lumpur KL = Kaolad and Kaolao


ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ

ติดตามรีวิวมาใหม่ในเฟซบุ๊ค
"ท่องเที่ยวไป by ชมจันทร์"
http://www.facebook.com/moonwatcherBP





แผนที่ (คลิกที่ภาพ ภาพจะขยายใหญ่ขึ้น)

โรงแรม Citin Pudu เดินไปห้าง My Din




GO KL สายสีเขียว




GO KL สายสีม่วง





ตารางรถไปเกนติ้ง ขึ้นที่ Pudu Sentral



อ่านรีวิวใหม่ Family Trip แบกเป้เที่ยวมะละกาด้วยตัวเอง
คลิกที่นี่



Create Date : 01 สิงหาคม 2557
Last Update : 29 ตุลาคม 2557 11:39:21 น.
2 comment
เที่ยวโฮจิมินห์ “ไซง่อน เมืองในจินตนาการ” ของฉัน
ช่วงหยุดยาว 3 วันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557
เราได้ไปเที่ยวโฮจิมินห์กับเพื่อน
เพราะว่าได้ตั๋วราคาถูกมาจากเว็บไซต์แอร์เอเชีย
ตอนแรกก็จองไปกันสองคนกับเพื่อนสาว
ราคาตั๋ว = 3,525 THB
Ticket 2,500 + baggage 525 (20 kg)


ไปๆ มาๆ มีเพื่อนร่วมแจมด้วยอีก 2 คน
ก็จองตั๋วเพิ่มภายหลัง ได้อีกราคาหนึ่ง
Ticket 6,250 x 2 PAX (+ baggage20 kg)
= 12,500 THB


โปรแกรมท่องเที่ยว

ตามนี้


เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะมีเพื่อนชาวต่างชาติไปด้วย

Vacation Plan as follows,
13 Feb : Flight FD 2798 ,Arrival to SGN 21.05 AM
Check-In at Aston Hotel Saigon
14 Feb : Half day tour to Cu Chi Tunnels (Afternoon)
(Stay at Liberty Saigon Greenview
2 nights , from 14-16 feb 2014)
15 Feb : Full Day Tour to Cai Be - Vinh Long [Mekhong Delta]
16 Feb : Half day Ho Chi Minh city tour (Morning)
Taxi pick up from Liberty Saigon Greenview
(Pham Ngu Lao Road) to airport
Depart from hotel 15.00 Am


การเล่าเรื่องทั้งหมดต่อไปนี้ ก็จะเล่าเท่าที่จำได้
แบบว่ารายละเอียดไม่ค่อยลึกเท่าไหร่
เพราะไม่ได้จดอะไรมาเลย แถมยังถ่ายภาพน้อย
ถ่ายภาพแบบขี้เกียจ ไม่อยากถ่ายภาพก็ไม่ถ่ายเอาซะงั้น
ตกๆ หล่นๆ ไป เยอะ

ก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ ใช้มินิแท็บเล็ตถ่ายทั้งหมด
ไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปด้วยเลย
ถือว่าเป็นบันทึกความทรงจำฉบับย่อ ๆของทริปนี้
ก็แล้วกันนะคะ






วันแรก


คณะของเราออกไฟลท์ค่ำ ไปถึงก็ดึกเลยค่ะ
ถึงโรงแรมตอนสี่ทุ่ม โดยได้ติดต่อทางอีเมล์
กับโรงแรม Liberty Saigon Greenview
ให้จัดรถมารับที่สนามบิน ในราคา 10 USD
ไปส่งให้ที่โรงแรม Aston ที่พักคืนแรก

ทำไมถึงไม่ให้โรงแรม Aston จัดรถมารับ ?

ตืดต่อแล้วค่ะ แต่โรงแรมไม่ตอบอีเมล์กลับมาเลยสักคำ
จึงได้ติดต่อ Liberty Saigon Greenview
ซึ่งเราจะพักคืนต่อไป
ดำเนินการให้แทน

รถที่มารับสนามบินในราคา 10 USD (ประมาณสามร้อยบาทนิดๆ)
เป็นอย่างไรบ้าง ดีมั้ย ?

รถดีมากๆ ค่ะ เป็นรถแวน SUV สภาพใหม่ คันโต นั่งสบาย
คนขับสุภาพมาก ออกมาจากทางออก
ก็จะเจอคนขับชูป้ายชื่อต้อนรับเราอยู่ที่สนามบิน
คุ้มราคา ยิ่งหารกันสี่คน ยิ่งคุ้ม
การจ่ายเงิน เราไม่ได้จ่ายโดยตรงให้กับคนขับ
แต่จะไปจ่ายที่โรงแรมที่ติดต่อรถให้ ในตอนเช็คอิน





โรงแรม Aston เป็นโรงแรมที่ดีมาก สะอาด เอี่ยมอ่อง สวยงาม
เตียง ผ้าห่มนุ่ม ห้องน้ำดี ไม่มีอ่างอาบน้ำ พนักงานบริการดีเลิศ
เหตุที่เลือกที่นี่ เพราะรีวิวในอโกด้า มีแต่คำชมทั้งนั้น
เราจองผ่าน orbitz มีเพื่อนใจดีให้โค้ดส่วนลดมาค่ะ
เรารีวิวเพิ่มเติมไว้ในบล็อกนี้ หมวดโรงแรม ที่พัก ต่างแดนนะคะ
ตามไปอ่านเพิ่มเติมกันได้เล้ยย


เก็บข้าวของแล้วก็หิว อย่างแรง เดินออกไปหาของกิน
ลัดเลาะตามสวนสาธารณะไป ก็เจอ Chill Skybar
อยู่ที่ตึก A Tower อ่านรีวิวมาคร่าวๆ จำได้ว่า
เป็นบาร์ ที่มองทิวทัศน์ไซง่อนได้สวยงาม
แต่เข้าไม่ได้ เพราะว่า ถ้าเป็นผู้หญิง ต้องแต่งเดรส
ห้ามใส่รองเท้าแตะ กระเซอะกระเซิงไปอย่างเรานี่เข้าไม่ได้จ้า
อด....


เดินข้ามถนนไป ก็ไปเจอร้านอาหารอีกร้าน
คนเวียดนามนั่งกันเยอะ
ท่าทางก็น่าจะอร่อย ปรี่เข้าไปทันดี ด้วยความหิว




โต๊ะเก้าอี้ที่นั่งธรรมดา
แต่บริการนั้นเป็นเลิศ
อาหารก็อร่อยมาก (ขอโต๊ด//อร่อยโคตรๆ สุดๆ )
ฟินกับมื้อแรก มื้อนี้ จุงเบย
ราคาก็ไม่แพงนะ คิดเป็นเงินไทยเท่าไหร่ ก็จำไม่ได้แระ (แล้ว)








กลับไปถึงโรงแรมก็ดึกโฮก
เจอน้องพนักงานที่ฟร้อนท์ ต่อรองราคาทัวร์ช่วงเช้า
ไม่รู้ว่าจะต่อทำไม เพราะราคาทัวร์ก็จัดว่าไม่แพงอยู่แล้ว
ไม่กี่ร้อยบาท สามร้อย ต่อคนเองมั้ง แต่ได้ลดนิดหน่อยก็ดีใจแล้ว

ราคาทัวร์ไม่ต่างจากเดินตระเวนไปหาซื้อทัวร์เองข้างนอก
ฉะนั้น ซื้อทัวร์จากโรงแรมนี่แหละค่ะ สะดวกที่สุดแล้ว
ทางโรงแรมก็ดูแลเราด้วย
คอยดูให้ว่าทัวร์จะมารับกี่โมง อะไร ยังไง จะมาเลทมั้ย ฯลฯ



วันที่สอง


ตื่นเต่เช้ามารับประทานอาหารเช้ากันที่โรงแรม
อาหารเช้าร่วมอยู่ในราคาห้องพักแล้วไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
มัทั้งส่วนที่เป็นบุฟเฟต์และแบบจานหลัก
ที่สั่งจากเมนูได้จนกว่าจะอิ่ม

ชอบมากก็คือ ผลิตภัณฑ์นม นมสด โยเกิร์ต
เพราะอร่อย

บะหมี่ ที่สั่ง นึกว่าจะเป็นบะหมี่แบบเวียดนาม
แต่ก็เป็นต้มมาม่าใส่หมูยอธรรมดา




อิ่มแล้วก็นั่งรอที่ล็อบบี้
บริษัททัวร์ที่ใช้บริการวันนี้ชื่อบริษัท Kin Travel อยู่ใกล้ๆ
เยื้องๆ กับโรงแรม Aston แบบเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว


นั่งรถแบบหลับๆ ตื่นๆ เพราะตามกฏจราจร
รถจะขับได้ช้าม๊ากกกก ได้แวะพักกลางทางเป็นศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ
จุดหมายวันนี้ คือ อุโมงค์กู๋จี



ไกด์ก็จะบรรยาย ชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษไป
ชอบไกด์คนนนี้มาก ภาษาคล่อง ฟังง่าย
ดูแลลูกทัวร์เป็นอย่างดี ถ้วนทั่วทุกคน

ข้อควรระวังในการซื้อทัวร์เส้นทางนี้
: เตรียมของกิน อาหารว่างไปด้วยจ้ะ
เพราะแม้ว่าจะเที่ยวตั้งแต่เช้าจนถึงกลับมาถึงโรงแรมช่วงบ่ายแก่ๆ
แต่ว่าไม่มีอาหารกลางวันให้ และจุดแวะพักก็ไม่ค่อยมีอะไรกิน








ไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม Aston
จากนั้นก็เดินไปเช็คอินที่โรงแรม Liberty Saigon Greenview
หรือ Liberty3 จองไว้ผ่าน Expedia และ Orbitz
อยู่ไกลกันไม่ถึง 100 เมตร เดินไปนิดเดียวเท่านั้น
เพื่อนงงว่าถึงแล้วเหรอ
แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินไป ๆ มาๆ
ในละแวกฟาม งู เหลา นั้นอยู่เนืองๆ




ห้องพักที่ Liberty3 นี่เทียบไม่ได้กับที่ Aston
แต่บริการก็ดีมากๆ เหมือนกัน
ที่สำคัญกว่า คือที่นี่ อาหารเช้าเป็นไลน์บุฟเฟต์จ้ะ

เช็คอิน เข้าห้องพักเรียบร้อย ก็มาซื้อทัวร์ที่เคานท์เตอร์โรงแรม
เพื่อไปเที่ยวย่านสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
ราคาเท่ากับซื้อข้างนอก บอกเลย
เพราะเราหยิบโบรชัวร์ที่หยิบจากบริษัททัวร์ข้างนอกมาเทียบกัน
ทัวร์วันเดียวทริปนี้ คนละ 10 USD มั้ง
(ไม่แน่ใจนะ..ที่ชัวร์คืออยู่ที่ 300-400 บาทค่ะ ไม่แพง)
ถ้าจำคลาดเคลื่อนก็ขออภัย

หิวแล้ว ไปกินรองท้องที่ร้านอาหารตึกแถวถัดจากโรงแรมไปไม่กี่ห้อง
แต่ว่าไม่ได้ถ่ายภาพหน้าร้านและเมนูมา
จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว
"เฝอเนื้อ" เป็นอาหารร้านนี้ที่ไปแล้วไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
ด้วยความอร่อย ทริปนี้ ไปกินเฝอร้านนี้ 4 รอบเห็นจะได้นะ




จากนั้นมิตรรักนักช้อป ก็ พากันเดินไปที่ตลาดเบนถัน
เพื่อไปซื้อสินค้า ของฝาก ประดามี
เรานั้น เล็งไว้แล้ว ว่าจะมาซื้อเป้ ก็ซื้อๆๆๆ จนหิ้วเกือบไม่ไหว
ได้เป้เล็ก และเป้ขนาดกลางๆ มาหลายใบ
แหะๆ ไม่ได้ถ่ายภาพมาเลยจ้า


กลับมาเอาของมาเก็บที่โรงแรม
แล้วก็ไปกินมื้อดึกกันต่อ
ที่ร้านอาหารร้านเดิมในคืนแรก
เพราะว่า อยากกินหอยแครงแสนอร่อย
ก็สั่งๆๆนั่นนี่มาแกล้มเบียร์
จนอิ่มแล้ว ดึกแล้วด้วย สาวๆ ลงมติกันอยากกินอะไรร้อนๆ
สักถ้วยก่อนเช็คบิลกลับ

ปรากฏว่า อะไรร้อนๆ สักถ้วย มาเป็นหม้อไฟขนาดมหึมาเช่นนี้
ดับอนาคตกันเลยทีเดียว ยิ้ม มองหน้ากันไปมา และก็เกี่ยงกันชิม
แต่ว่าอร่อยค่ะ ค่อยๆ ละเลียดกินกันไป
เราเรียกว่า เมนูปราบเซียน






วันที่สาม


ตื่นแต่เช้าอีกแล้ว มากินอาหารเช้าของโรงแรม
ได้ภาพเท่านี้ เพราะเจ้าหน้าที่เดินมาบอกว่าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพจ้ะ




นั่งรถจนเมื่อยก็ถึงซะทีน่ะนะ
ระยะทางไม่่ไกล แต่รถกว่าจะวนไปรับคน
และขับช้าม๊ากกกกก ตามกฏจราจร





ตลาดน้ำที่เป็นวิถีชีวิตจริงของชาวบ้าน
ขายกันบนเรือเลย ส่วนมากก็จะขายส่ง และมีขายปลีกด้วย
เสาเรือแขวนอะไรไว้ ในเรือก็จะขายสินค้านั้น
มีฟักทอง มันแกว ฯลฯ





ต่อจากนี้ไปก็ได้อารมณ์ประมาณ
ไปเที่ยวเมืองดินดอนปากแม่น้ำแถวบ้านเรา
เขาพาไปเดิน ย่านบ้านสวน ไปบ้านที่เลี้ยงผึ้ง
เอาผลิตภัณฑ์จากผึ้งมาให้ชิม ไม่บังคับซื้อ

แล้วก็ไปที่บ้าน ที่ทำขนมขาย





อ้อ ลืมเล่าไปว่าทัวร์นี้มีอาหารกลางวันให้
แต่ก็จะเป็นอาหารจานเดียว ข้าวหมูทอด ไม่รวมน้ำดื่ม
มีหมูแปะมานิดเดียว ไม่อิ่มหรอก
อยากจะสั่งเพิ่ม แต่ว่าเมนูเป็นภาษาเวียดนาม ไม่มีราคากำกับ
สั่งหมูทอดเปล่าๆ มาเป็นจานรวมแบ่งๆ กันกิน


นั่งเรือกันต่อไป ไปบ้านอีกหลัง
เพื่อชมศิลปะการแสดง และชิมผลไม้สดๆ จากสวน (ฟรี)
ทางเราก็มีทิปให้นักแสดง








ไปกันต่อ เพือ่ไปนั่งเรือแจว หรือเรือพาย
ไม่รู้เรียกอะไรอ่ะนะ
ลัดเลาะไปตามคลองเล็กคลองน้อย
มีชาวบ้านมารอพายเรือให้ ชมสวน ดูชุมชน
ดูบ้านเรือน ชีวิตผู้คนชาวสวนกันไป




กลับมาถึงโรงแรมก็มืดค่ำแล้วค่ะ
เมื่อยมาก เราขอเดินแยกไปนวดที่โรงแรม Liberty4 ไม่ไกลกัน
จากนั้นเราก็มากินเฝอเนื้อร้านเดิม

นั่งไปนั่งมา เพื่อนที่เดินมาจากช้อปปิ้งก็ตามมาสมทบ
ชวนกันไปช้อปปิ้ง ถนนคนเดิน ข้างตลาดเบนถัน
ไฮไลท์ อยู่ที่ ร้านหอย สารพัดหอย
ของคุณยายท่านหนึ่ง เป็นเชฟและเจ้าของร้าน
ร้านนี้มีคนเต็มร้าน ได้สั่งสารพัดหอย
ประกอบอาหารทั้งแบบเวียดนาม แบบยุโรป
สั่งแล้ว สั่งอีก สั่งมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ
อร่อยมากๆๆๆ อีกแล้ว และไม่แพงเลย อีกแล้ว
อิ่มหนำ สำราญใจ ฟิน!!!
ไม่มีภาพประกอบ

แล้วก็ชวนกันไปเดินเที่ยวดูชีวิตราตรีกันต่อ
ประมาณย่านข้าวสารบ้านเราอ่ะนะ
ภาพนี้ ชาวต่างชาตินั่งดื่มกัน โดยนั่งบนตั่งเตี้ยๆ
ริมถนนแถวๆ โรงแรม Aston





ทริปนี้ เราทุกคนเที่ยวกันแบบหารเฉลี่ย
แต่ปิดท้ายคืนนี้ เพื่อนชาวต่างชาติขอเลี้ยงค้อกเทล
ที่ผับตรงข้ามโรงแรมให้แก่สามสาวเพื่อนร่วมทริป
นั่งยาวไป... ก็เดินต๊อกๆ เข้าห้องพัก นอนยาว



วันที่สี่


วันนี้ตื่นกันสาย เพราะเพลียจากการเที่ยวและนอนดึก

เช็คเอาท์เอาไว้
แล้วพากันเดินไปซื้อหมูยอ เส้นก๋วยเตี๋ยว ที่ตลาดสด

ระหว่างทาง แวะสักหน่อยก่อน





แม่ค้า ลูกค้า พูดกันคนละภาษา
แต่กลับคุยกันรู้เรื่องแฮะ
ได้ของตามตั้งใจ




เช้านี้ เราว่าจะไปชมพิพิธภัณฑ์กัน
ตอนแรกจะนั่งรถเมล์ไป แต่มีปัญหาว่า
กระเป๋าและคนขับรถเมล์ไม่แน่ใจว่ารถจะผ่านสถานที่นั้นมั้ย
จึงได้โบกแท็กซี่มิเตอร์
ซึ่งราคาก็ดูเหมือนว่าจะถูกกว่าหรือพอๆกับบ้านเรา

ไปถึงแห่งแรก ปิดพักนอนกลางวันจ้า



ไม่รอแล้ว เวลาไม่พอ
ถ่ายภาพเอาไว้เป็นที่ระลึก




เดินไปแห่งที่สองกันต่อ ถามทางไปเรื่อยๆ เพราะงงแผนที่
เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสงคราม

ทีแรกก็ยิ้มระรื่นกันดีน่ะนะ



พอได้เช้าชม
ก็ได้พบกับความจริงและประวัติศาสตร์ที่แสนโหดร้าย
เพื่อนมนุษย์ ต่างเชื้อชาติกระทำย่ำยีต่อกัน
เข้าไปห้องแรก ดูไม่จบค่ะ น้ำตาจะไหล มันรื้นๆ ขึ้นมาแล้ว
ทั้งภาพ ซากอาวุธ ฯลฯ สะเทือนใจจริงจัง

ทั้งสี่คนรีบออกมา แล้วเข้าไปดูห้องอื่นต่อไป
อีกห้อง เป็นห้องจัดแสดงการถูกโจมตีจากสงครามเคมี
ทำให้เด็กน้อย ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ ร่างกายไม่สมบูรณ์
จากอาวุธเคมีเมื่อก่อน

ซึ่งตอนนี้ทางการเวียดนามและองค์กรต่างๆ ก็ได้ดูแลอยู่
ในด้านอาชีพและอื่นๆ
ซึ่งก็จะมีของที่ระลึกที่ทำจากพวกเขาเหล่านั้น
วางขายอยู่ชั้นล่างและมีตู้รับบริจาคด้วย





ห้องที่เห็นแล้ว รู้สึกดีใจไปด้วย
ก็คือ ห้องที่บอกเล่าเรื่องการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม
จะเก็นถึงความมุ่งมั่น ความเป็นหนึ่งเดียวของชาวเวียดนาม
ที่ได้ร่วมกับผ่านพ้นเหตุการณ์วิกฤตนั้นไปได้

เล่าแล้วก็เศร้านะคะ


จากนั้นก็รีบนั่งแท็กซี่กลับมากินก๋วยเตี๋ยวเฝอร้านเดิม
รับสัมภาระที่ฝากไว้โรงแรม
โรงแรมช่วยเรียกแท็กซี่ไปส่งที่สนามบินให้
ราคา 8 หรือ 9 USD จ่ายไป 10 USD รวมทริป
และเราทั้งสี่คนก็เดินทางกลับประเทศไทยกันโดยสวัสดิภาพ

...จบทริปประทับใจ เที่ยวโฮจิมินห์ในราคาเบาๆ




ไซ่ง่อน ที่ได้สัมผัสไม่เหมือนกับที่คิดในจินตนาการ
เพราะไซง่อน เจริญไปมากแล้ว มากกว่าเดิมที่คิดไว้
เรายังนึกภาพสาวเวียดนาม ใส่ชุดประจำชาติ
ขี่จักรยานสวยๆ เยื้องกรายผ่านหน้าประมาณนั้น
แต่ไซง่อนวันนี้ เป็นเมืองธุรกิจ ตึกสูง ถนนเต็มไปด้วยรถรา
แต่ก็ยังมีเสน่ห์ ในแบบของเขาเองอยู่หลายสิ่ง
ที่น่าไปค้นพบ และสัมผัส ในคราวต่อไป


ติดตามรีวิวมาใหม่ได้ที่เฟซบุ๊ค "ท่องเที่ยวไป by ชมจันทร์"
http://www.facebook.com/moonwatcherBP


ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ



Create Date : 19 มิถุนายน 2557
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 15:49:42 น.
4 comment
มิงกาลาบา ตอน 5 : บุกเมืองย่างกุ้ง วัดพระหินขาว พระหินอ่อน วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี พิพิธภัณฑ์พระธาตุ
วันที่ 4 : วันที่ 14 กันยายน 2556


เช้านี้ลุงไข่มาถึงตั้งแต่ 7.30 น. แต่ก็ไม่เข้ามาโรงแรม
คงจะรอให้เราพร้อมกันก่อน เพราะกลัวเข้ามาก่อนเวลา
จะเหมือนการเร่งรัดเวลาพวกเรา


วัดพระหินขาว พระหินอ่อน
Lawka Chantha Abaya



ที่แรกที่ลุงไข่พาไปคือวัดพระหินขาว พระหินอ่อน
หรือ Lawka Chantha Abaya ค่าเข้าชม 3 ดอลล่าร์
ค่ากล้อง 300Ks เมื่อลงรถจุดแรกที่ลุงไข่พาเราไปดูคือ
รูปวาดประวัติของพระหินอ่อน

พระหินอ่อนสร้างในสมัยนายพลตานฉ่วย
มีการขุดพบหินอ่อนก้อนใหญ่ที่สุดที่ยะไข่
จึงได้มีการแกะสลักบางส่วนและจัดส่งมาที่ย่างกุ้งแกะสลัก
โดยช่างชาวเมืองมัณฑะเลย์ นำมาแกะสลักจนแล้วเสร็จ
เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งพระหัตถ์ขวาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
พระหัตถ์ยกขึ้นหันฝ่าพระหัตถ์ออกจากองค์
หมายถึงการไล่ศัตรูและประทานความเจริญรุ่งเรือง
พระหินอ่อน จะถูกนำเก็บไว้ในห้องกระจกติดแอร์
เพราะหินอ่อนถ้าโดนอากาศร้อนจะแตก





ด้านหน้ามีรูปปั้นหินอ่อนซ้ายขวาจะมีรูปปั้นหินอ่อน
ของพระโมคคัลลา และพระสารีบุตร แต่ทั้ง 2 องค์
หินอ่อนจะมีรอยแตก น่าจะเป็นเพราะอากาศร้อน
ด้านหลังมีการนำหินที่เหลือมาสลักเป็นพระพุทธบาทซ้าย-ขวา ประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหลังพระพุทธรูปด้วย





ที่นี่จะมีเสาที่ผมเคยบอกว่าเหมือนเสาหลักเมือง
ทุกเจดีย์จะมีเสา เสาของที่แสดงความเป็นพม่าทรงเจดีย์
ไม่ใช่หงส์แบบมอญ รอบเสาสี่ทิศจะเป็นเทวดา
นาค ครุฑ ยักษ์








ตรงพระหินอ่อน Lawka Chantha นี้

มีของที่ระลึกเป็นเปอร์เปอร์มาเช่ขาย
ร้านอยู่ตรงลานวัด แถวที่จอดรถ ตัวละราว 20 บาทไทย



ช้างเผือกพม่า


ช้างเผือกที่นี่มี 3 เชือก

ตัวแรก เพศเมียผิวสีชมพู อายุเยอะสุดจับได้ที่ยะไข่
ถือว่าเป็นช้างเผือกที่สวยที่สุด
ช้างเผือกเชือกนี้เคยได้ไปอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว
ที่นำมาจากสนามบินไปยังถ้ำมหาภาศนะ
สถานที่สังคายนาพระไตรปิฏก

ลุงไข่เล่าว่ารัฐบาลไทยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ได้เจรจาขอยืมช้างเผือกช้างนี้
จากรัฐบาลพม่าแต่รัฐบาลพม่าไม่ให้


ตัวที่ 2 เพศผู้ จำไมได้จับได้ที่ไหน

ตัวที่ 3 เพศเมียผิวสีชมพู จับได้ที่ยะไข่ มีอายุน้อยสุด
ที่นี่มีการขายขนหางช้างเผือกและงาช้างเผือก
ด้วยเชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางปัดเป่าสิ่งไม่ดี
ขนหางช้างเผือกมีทั้งแบบเป็นเส้น แบบที่ถักเป็นแหวน
ตัวผู้จะมีขนสีดำ ตัวเมียจะมีขนสีขาว
ราคาต่อรองกันเลยครับตกเส้นนึงประมาณ 100 บาทไทย












วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี
Shwe Taw Myat



วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี ค่าเข้าชม 1 ดอลลาร์ ค่ากล้อง 300 k
เป็นเจดีย์แบบพุกาม ลักษณะเด่นคือเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแปดเหลี่ยมปลายยอดเจดีย์ประดับด้วยทองคำ ภายในตกแต่งด้วยสีทอง
เกือบทั้งหลัง กลางโถงเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานของพระทันตธาตุจำลอง
โดยบรรจุอยู่ในโถแก้ว ซึ่งตั้งอยู่บนบุษบกสีทองรายรอบ
ด้วยพระพุทธรูปสีทองปางต่างๆ
รอบๆจะมีชาวพม่ามานั่งสวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นจำนวนมาก





ด้านหน้าจะมีรูปปั้นสิงห์และมกร อยู่โดยมกรจะอยู่ทางตรงบันได
ซึ่งตรงนี้ข้อมูลที่จดไปเรียกว่ามกร
แต่ถามลุงไข่ลุงไข่บอกว่าจระเข้
แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ท้วงอะไรลุงไข่

จากข้อมูลที่จดไปขอแปะเป็นความรู้ท่านที่จะไปต่อไป
ช่วยบอกลุงไข่ทีว่าตัวที่บันได เรียกว่า มกร
เรียกอีกอย่างว่า ตัวสำรอก..

ในงานศิลปะของไทย ล้านนา พม่าและเขมร
มักจะคายหรือสำรอกเอาสัตว์อื่นออกมา
เช่น มกรคายนาค..

ในเทววิทยาฮินดู มกร เป็นเทพพาหนะสำหรับพระแม่คงคา...
จัดเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลชนิดหนึ่ง
ปกติมักแสดงอยู่ในรูปของสัตว์ผสม
ครึ่งหน้าอาจเป็นสัตว์บกอย่างรูปช้าง, จระเข้ หรือกวาง
ครึ่งหลังเป็นรูปสัตว์น้ำ (มักเป็นส่วนหาง)
เช่น หางเป็นปลา หรือท่อนหลังเป็นแมวน้ำ
บางครั้งอาจปรากฏส่วนหางเป็นรูปนกยูงก็มี..

เหรา คือ จระเข้ ซึ่งมักจะใช้สับสนกับ มกร...สังเกตว่า
มกรมักจะจะมีงวง (อาจมีงาด้วย)
แบบช้าง..ส่วน เหรา คล้ายพญานาคมีขา





ที่นี่เราได้ทำบุญปิดทอง โดยใส่ไปในเรือการะเวก
และช่วยกันดึงรอกขึ้นไปด้านบนของเจดีย์จะมีคนเอาทองปิดให้








จากนั้นเราได้ไปชมเจดีย์กาบาเอ
และถ้ำจำลองมหาปาสณคูหาเป็นที่ต่อไป


เจดีย์กาบาเอและถ้ำจำลองมหาปาสณคูหา


เจดีย์กาบาเอ(KABA AYE PAGODA ,World Peace Pagoda)

คำว่ากาบาเอ ในภาษาพม่า หมายถึง โลกแห่งสันติสุข
เจดีย์นี้อยู่ทางด้านเหนือของทะเลสาบอินยา
ทะเลสาบใหญ่กลางใจเมืองย่างกุ้ง

เจดีย์นี้สร้างโดยนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า
นายอูนู เพื่อใช้เป็นชำระพระไตรปิฏกครั้งที่ 6
ที่นีเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
พร้อมทั้งพระธาตุของ พระสารีบุตร ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา
และพระโมคลานะ ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย
ที่นี่ยังมีพระมหามุนีจำลองมหามุนี
เป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า
เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์
องค์จริงประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์
รอบนอกของเจดีย์ก็จะมีพระพุทธรูปประจำวันเกิด
มีไว้ให้ผู้ทีเกิดประจำวันต่างๆ ได้สรงน้ำพระประจำวันเกิดของตน





ถ้ำจำลองมหาปาสณคูหา (Maha Pasan Guha)

ผนังถ้ำจะมีแผ่นหยกหรือหินอ่อนติดอยู่ข้างผนัง
ภายในจะพระพุทธรูปหยกอยู่และมีรูปปั้นของพระสารีบุตรอยู่
ที่นี่จะเป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 6
และได้มีการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากประเทศจีนมาที่นี่ด้วย
ตอนที่มีการสังคายนาพระไตรปิฎก
ที่นี่จะมีพระพุทธรูปหยกเขียวที่สวยงาม
และรูปปั้นพระสงฆ์ลุงไข่บอกว่าเป็นรูปปั้นพระสารีบุตร
แต่ผมไม่รู้องค์ไหน
ที่ผมสนใจคือบาตรไม้รูปทรงแปลกตา
ตอนแรกคิดว่าเป็นผอบอันใหญ่แต่ลุงไข่บอกว่า
คือบาตรศิลปะแบบมัณฑเลย์












วัดพิพิธภัณฑ์พระธาตุ


จากนั้นเราได้ไปชมวัดพิพิธภัณฑ์พระธาตุ
วัดที่ว่ากันว่าได้ชื่อว่ามีพระธาตุเยอะที่สุดก็ว่าได้
ลุงไข่เล่าว่าที่นี่จะเป็นที่รวบรวมพระธาตุของประเทศพม่า

วันที่เราไปได้ดูมีพระธาตุที่เป็นกระดูกเหมือนวงแหวน
ที่เกี่ยวกันมีเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุจนเต็ม มีพระเกศาธาตุ
นอกจากนี้มีพระพุทธรูปหยกขาวทรงเครื่อง
แบบพระมหามุนีจำลองศิลปะมัณฑเลย์

ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวย่างกุ้งอย่าลืมบอกไกด์
ให้พาไปที่นี่ด้วยนะครับ
วันที่ผมไปเจ้าอาวาสไม่อยู่มีพระผู้ช่วยนำพระเกศาธาตุ
มาให้ชมและแจกพระธาตุกลับมาให้บูชา
ลุงไข่เล่าว่าพระธาตุยิ่งแจกจะยิ่งเพิ่ม













อาหารกลางวัน


จากนั้นเราได้ไปทานเป็ดย่างร้าน GOLDEN DUCK
เราไปทานกัน 8 คนรวมทั้งลุงไข่ของที่สั่งมีเป็ดย่าง
ขาหมูพะโล้ แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ปอเปียะทอดไส้กุ้ง
อันนี้อร่อยสุด กุ้งผัดเปรี้ยวหวาน
ค่าอาหารมื้อนี้ตกคนละ 240 บาท
คุ้มค่ามากถ้าใครไปย่างกุ้งแนะนำเลยครับที่นี่












Chaukhtatgyi Paya พระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี


ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชมนะครับ
ที่ได้ชื่อว่าพระตาหวานเพราะพระพักตร์จะทาสีขาว
แต้มสีแดงที่พระโอษฐ์และระบายที่ฟ้าที่เปลือกพระเนต
รดวงตาทำจากแก้วสั่งผลิตมาจากต่างประเทศ
ทำให้มีดวงตาที่สวยงามและยังติดขนตายาวงอนสวยงาม
คนไทยจึงเรียกว่าพระตาหวาน

ตรงที่พระบาทมีภาพวาดเป็นมิ่งมงคลสูงสุด
เพราะประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักร
ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วย รูปมงคล 108 ประการ
ทางวัดยังมี แท่นอัฒจรรย์ให้ คนที่มาชมได้ถ่ายรูปพระได้ทั้งองค์ด้ว
ยแท่นนี้อยู่ทางปลายพระบาทขององค์พระ
ลุงไข่เล่าว่ามีเศรษฐีใจบุญท่านนึงที่ออกเงินสร้างพระนอนองค์นี้
ขึ้นมาใหม่ โดยมีการสร้างแบบจำลองขึ้นมาก่อน
แล้วจึงมาสร้างองค์จริง องค์จำลองก็มีอยู่ในวัดให้ชม
และก็มีรูปและรูปปั้นของเศรษฐีที่ออกเงินสร้างพระตาหวานอยู่ในวัดด้วย
จากนั้นเราไปวัดงาทัตจี nga htat gyi หรือวัดพระเครื่องใหญ่








วัดงาทัตจี Nga Htat Gyi


วัดงาทัตจี หรือวัดพระเครื่องใหญ่ จะอยู่ใกล้กับวัดพระตาหวาน เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่สุดในโลก เอาแบบมาจากพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปปะมัณฑเลย์ ด้านหลังมีงานไม้แกะสลักสวยงามมากใครที่มาชมวัดพระตาหวานแล้วอย่าพลาดวัดนี้นะครับ










จากนั้นเราก็ได้ไปเจดีย์โบตะทาวน์
ไหว้เทพทันใจที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศพม่า


วัดเทพทันใจ เทพกระซิบ
ที่เจดีโบตะทาวน์ Botahtaung Pagoda



พวกเราได้เจอ คุณเบียร์ คุณเอ 2 หนุ่มนักเดินทาง
เพื่อนชาวคุยสบายที่เดินทางจากเมืองไทยมาเจอกันที่นี่ด้วย
ทั้ง 2 ท่านนี้มักจะที่จะเดินทางมาไหว้พระที่พม่านี้ทุกปี


เจดีย์โบตาทาวน์สร้างเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว
โดยพระเจ้าโอกาละปะ ซึ่งเป็นกษัตริย์มอญ
ผู้สร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ นี้ตั้งอยู่ริมน้ำ
ในจุดที่เจ้าเมืองสะเทิมส่งทหาร 1000 นาย
มารอรับพระเกศธาตุที่ท่าเรือ คำว่า "โบตาทาว"แปลว่า ทหารพันนาย

จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร
ได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบตาทาวน์องค์เดิม
ถูกทำลายพินาศ แต่ในระหว่างการบูรณะได้ค้นพบผอ
บทรงสถูปบรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ
ที่นี่เสียค่าเข้าชมด้วย 2 $

ครั้นเมื่อเจดีย์โบตาทาวน์องค์ใหม่ พระเกศธาตุมาบรรจุ
ในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์
และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดู
และสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด ภายในเจดีย์ทั้งพื้นจะมาสีทอง
และฝาผนังมีลวดลายแกะสลักแปลกตาทาสีทองอร่าม
ทางเดินวกไปวนมาสามารถเดินเข้าไปชมพระเกศาธาตุ
ได้อย่างใกล้ชิดแต่ผมพยายามเพ่งมองไงก็ไม่เห็น
ตรงทางเดินมีกระจกกั้นระหว่างฝาผนัง
และคนป้องกันการสัมผัสฝาผนัง
ภายในมีพระพุทธรูปเก่าอยู่ในตู้กระจกให้ชมด้วย





อาคารข้างเจดีย์ก็ยังมีพระพุทธรูปทองคำองค์สำคัญ
ที่นำมาจากรัฐยะไข่ ศิลปะแบบมัณฑเลย์
แบบเดียวกับพระมหามัยมุนี ตามประวัติว่าเคยประดิษฐา
นอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ
ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย
ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์
พระพุทธรูปองค์นี้ถูกจัดไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษ
ต่อมาได้มีการส่งกลับมาไว้ที่นี่
ว่ากันว่าเมื่อครั้งพม่ายังมีพระมหากษัตริย์
กษัตริย์ พม่าต้องมาสักการะพระพุทธรูปนี้ทุกปี





ต่อจากนั้นลุงไข่พาเราไปไหว้เทพทันใจ
เทพทันใจหรือนัตโบโบยี ลุงไข่เล่าให้ฟังถึงเทพทันใจองค์นี้ว่า
ตอนที่มีการสร้างเจดีย์ชเวดากอง
ได้มีการชี้จุดที่จะสร้างเจดีย์ชเวดากองว่าอยู่บนภูเขา
ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 3พระองค์ อยู่
แต่การค้นหาไม่ว่าขุดไปที่ใดก็ไม่พบ
พระอินทร์จึงส่งลูกน้องมา

ลุงไข่ใช้คำนี้จริงๆว่าลูกน้องพระอินทร์ให้มาบอกตำแหน่ง
ของ จุดที่จะสร้างเจดีย์ชเวดากอง แต่นัตโบโบยี
จะไปชี้ตรงจุดเลยก็ไม่ได้ เลยชี้มือขึ้นมาตรงๆ
เหมือนจะบอกว่าอยู่ทางนี้ เทพทันใจที่นี่เลยชี้มือขึ้นมา 90องศา
ชี้ไปทางเจดีย์ชเวดากอง ส่วนเทพทันใจอีกองค์
ที่ชี้บอกทางจะอยู่ที่เดีย์สุเหร่ จะชี้มือลงต่ำกว่าแต่ทั้ง 2 องค์
จะชี้มือไปยังเจดีย์ชเวดากอง

พวกเราได้ซื้อของถวายชุดใหญ่ เพราะรวมเงินกันซื้อ
แล้วหารเฉลี่ยกันราคาชุดละ 8000 Ks
จะมีมะพร้าวสีทอง กล้วยนากใบมะกอก
ซึ่งภาษาพม่าหมายถึงความโชคดีทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ
ดอกไม้ ผ้าลูกไม้1ผืน มาถวายเทพทันใจด้วย

ซึ่งถ้าใครไปไหว้อาจซื้อชุดเล็กก็ได้จะมีมะพร้่าว
กล้วย ผ้าดอกไม้ ใบมะกอกเหมือนกัน
เพียงแต่มะพร้าวจะเป็นมะพร้าวอ่อนสีเขียว
ไม่ได้ทาสีทองให้อลังการแค่นั้น ราคาชุดละ 3000 Ks
ซึงคุณเอและคุณเบียร์ได้ซื้อชุดเล็กนี้ 1 ชุด

การอธิษฐานขอต่อเทพทันใจนั้น เริ่มจากขั้นตอนตั้งจิตอธิษฐาน
โดยมีเคล็ดลับว่า ต้องขอเพียงข้อเดียวเท่านั้น
ถวายเครื่องเซ่นจากนั้น ถวายธนบัตรเสียบไว้ที่มือของท่าน
ซึ่งอยู่ในกิริยายืนชี้นิ้วไปข้างหน้า จะถวายเท่าใดก็แล้วแต่ศรัทธ
าม้วนเป็นกรวยซ้อนกัน 2 ฉบับจากนั้นก็เข้าไปยืนกะระดับ
ให้หน้าผากของเราจรดกับนิ้วมือของท่าน

ใครที่ยืนแล้วไม่ถึงทางวัดจะมีเก้าอี้ให้ต่อขา
แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานอีกทีเพียงข้ออย่างเดียวเช่นเดิม
ห้ามเปลี่ยนใจ เสร็จแล้วจึงนำธนบัตรที่เราถวายไว้คืนกลับมา 1 ฉบับ
เพื่อเอากลับไปเป็นเงินขวัญถุงเงินที่สอดเข้าไป
ลุงไข่บอกว่าคนไทยควรใช้เงินไทย
เพราะเราจะได้เก็บเงินไทยไว้เป็นขวัญถุง
หมายถึงว่าจะมีเงินใช้ไม่ขาดกระเป๋า

ลูบหัวไม้เท้า จากนั้นให้มาตีฆ้อง 3 ที เป็นอันเสร็จพิธี






จากนั้น เราได้ไปอีกอาคารฝั่งตรงข้ามเพื่อไปไหว้เทพกระซิบ

ตอนไปลุงไข่ไม่ได้เล่าอะไรเพระาฝนตกหนักและพวกเราก็เร่งรีบ
ขอแปะข้อมูลที่จดไปนะครับ

ตามตำนานกล่าวว่า นางเป็นธิดาของพญานาค
ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล
ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัต
ซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานานแล้ว
แต่ก็ไม่ได้มีใครมากระซิบอธิษฐานกับท่านเลย แม้แต่คนเดียว

จนกระทั่งนักท่องเที่ยวชาวไทยนั่นเอง เป็นคนเริ่มต้น
โดยมีหัวหน้าทัวร์ไทยนำคณะมาไหว้เทพทันใจที่วัดนี้
ได้เห็นผู้คนมุงกันหนาแน่นหน้าศาลของนัตองค์นี้
และเห็นป้ายภาษาพม่าเขียนบอกอะไรสักอย่าง
จึงถามไกด์ว่า ป้ายเขียนไว้ว่าอย่างไร
ซึ่งไกด์ก็อ่านให้ฟังว่า ป้ายบอกว่า "ห้ามพูดส่งเสียงดัง”

"เนื่องเพราะบริเวณนั้น ชอบมีแม่ค้ามาร้องเสนอขาย
ชุดเครื่องเซ่นไหว้องค์เทพ ส่งเสียงเอะอะ
ทั้งที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วัดจึงปิดป้ายเตือนไว้
แต่กลับเป็นว่า หัวหน้าทัวร์ท่านนั้นเข้าใจว่า
ถ้าจะไปอธิษฐานขอเทพองค์นี้ ห้ามพูดเสียงดัง
จึงอธิบายให้คณะคนไทยฟังว่า ถ้าจะอธิษฐานขออะไร
กับเทพองค์นี้ต้องกระซิบ แล้วก็เล่าลือกันต่อๆ ไป
จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ถึงตอนนี้ มีคนได้รับผลอธิษฐานสมปรารถนากลับมาแก้บน และบอกต่อกัน
จนรายการไหว้เทพกระซิบถูกบรรจุเข้าไปในรายการทัวร์ไทยทุกบริษัท
จนชาวพม่าเห็นคนไทยทำแล้วดี ก็เริ่มเอาอย่างทำตามบ้าง

เนื่องจากตอนที่เราไปเป็นช่วงเข้าพรรษา
เทพกระซิบจึงปลงผม ของที่บูชาเทพกระซิบ
บูชาด้วยน้ำนม ข้าวตอก ดอกไม้ และผลไม้





จากนั้นเราได้ไปเจดีย์สุเหร่ เนื่องจากที่เจดีย์สุเหร่ฝนตกหนักมา
กจึงไม่มีรูปด้านนอกของเจดีย์ที่นี่ก็มีการขายดอกไม้ ธูปเทียน
และเสียค่าเข้าชมด้วยรู้สึกจะ 2 $

เนื่องจากฝนตกหนักมากเราเลยไหว้พระกันแบบเร่งรีบ
ที่นี่ก็จะมีพระพุทธรูปที่แทนพระพุทธเจ้าทั้ง 4 อง
ค์เหมือนที่เจดีย์ชเวดากอง และได้ไปไหว้เทพทันใจของเจดีย์สุเหร่
1 ในตำนานของนัตโบโบยีผู้ชี้ตำแหน่งสร้างเจดีย์ชเวดากอง
ที่นี่ลุงไข่จะถามเราว่าเกิดวันอะไร
แล้ว จนท.ก็จะให้เรานำธนบัตร1 ใบไปเหน็บไว้ที่นิ้วของเทพทันใจ
จนท.จะกล่าวบทสวดและมอบใบมะกอกให้เรา
ให้เรารับใบมะกอกลูบไม้เท้าของเทพทันใจ ตีฆ้อง 3 ครั้ง
เป็นอันเสร็จพิธี





ออกจากที่นี่ เราได้ไปทานอาหารทะเลที่ร้านยะไข่สาขาในเมือง
ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารเพราะอาหารจะเหมือนร้านยะไข่ที่สาขาอินยา
แต่ทุกคนที่ทานที่นี่ออกความเห็นเหมือนกันว่า
อาหารที่สาขาอินยาอร่อยกว่าและเทียบราคาแล้ว
ที่สาขาอินยาน่าจะถูกกว่าที่นี่หารเฉลี่ยแล้วตกคนละ 300 บาทไทย

จากนั้นเราก็กลับไปพักผ่อนที่โรงแรมมาเธอแลนอิน II
และนัดลุงไข่มารับพรุ่งนี้เวลา 8 โมงเช้า
เพื่อจะไป สิเรียม ตลาดโบจ๊ก และเจดีย์ชเวดากอง


ผู้เขียน : คุณริว ผู้นำทริปพม่าทริปนี้



............... โปรดติดตามตอนต่อไป

http://www.facebook.com/moonwatcherBP



Create Date : 08 ตุลาคม 2556
Last Update : 16 ตุลาคม 2556 11:18:11 น.

0 comment
1  2  3  4  5  
BlogGang Popular Award#10



ชมจันทร์
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]



เดินทางสู่โลกกว้าง เพื่อไปเรียนรู้โลก ผู้คน เพื่อประสบการณ์ชีวิต

New Comments