Group Blog
All Blog
พัฒนาการของวัยเด็กตอนปลาย ช่วง 10 - 13 ปี
วันฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม 2556 นี้
เกาลัดจะมีอายุครบ 10 ขวบ อยู่ในช่วงวัยเด็กตอนปลาย
แม่หาเอกสารความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กในช่วงวัยนี้มาอ่าน
เพื่อทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของลูกในช่วงวัยนี้

เครดิต : เว็บไซต์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
student.swu.ac.th/ed481010056/การศึกษาเด็ก.doc

นักจิตวิทยาได้แบ่งช่วงวัยเด็กออกเป็น 3 ตอน คือ

1.วัยเด็กตอนต้น (Early child hood)
2.วัยเด็กตอนกลาง (middle child hood)
3 วัยเด็กตอนที่ปลาย (Late child hood)

ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะหัวข้อวัยเด็กตอนปลายเท่านั้น
วัยเด็กตอนปลาย (Late child hood) หรือวัยก่อนรุ่น

วัยเด็กตอนปลายอายุระหว่าง 10-13 ปี หรือระหว่าง 10-12 ปี วัยนี้คาบเกี่ยวกับวัยแรกรุ่นหรือวัยรุ่นตอนต้นเพราะบางคนอาจจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นลักษณะของวัยแรกรุ่น (Puberty) ตั้งแต่อายุ 11 ปี ในเด็กหญิง และ 12 ปี

ในเด็กชายระยะวัยเด็กตอนปลายเป็นระยะที่มีการพัฒนาทางสังคมเป็นลักษณะเด่นกล่าวคือ เป็นช่วงเปลี่ยน (Transition period) จากสังคมแบบในบ้านไปสู่สังคมนอกบ้าน ศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมคือ โรงเรียน บิดามารดาเริ่มกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อเด็กน้อยลง กลุ่มเพื่อนร่วมวัยเริ่มมีบทบาทต่อชีวิตของเด็กมากขึ้น

กลุ่มเด็กในวันนี้จะมีอัตราความเจริญเติบโตแตกต่างกัน เด็กที่มีกระบวนความเติบโตเร็ว จะเข้าสู่วัยรุ่น แตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวเร็ว เด็กหญิงจะจะเติบโตเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1-2 ปี เด็กแต่ละคนเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มสาวไม้พร้อมกัน บางคนจะย่างเข้าวัยรุ่นเมืออายุ 11 ปี บางคน 9ปี บางคน 12 ปี ทั้งนี้สุดแล้วแต่กระสวนความเจริญเติบโตของแต่ละบุคคล

เมื่อเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มสาวแล้ว ความเจริญเติบโตจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และทางสังคมขึ้น

วัยนี้ทั้งสองเพศเริ่มแยกกันทำกิจกรรม ความสนใจแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าวัยเด็กตอนปลายเป็นวัยที่มีการเตรียมตัวหลายๆด้านเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต เพื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เช่น ด้านสังคม การเข้ากลุ่ม การควบคุมอารมณ์ การเข้าใจตนเอง เด็กจะเข้าสู่วัยรุ่น และมีความเจริญเติบโตมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมาในช่วงนี้และเช่นเดียวกันกับประสบการณ์ วัยเด็กตอนต้นเป็นรากฐานของพัฒนาการในระยะวัยเด็กตอนปลาย


พัฒนาการทางกาย


เด็กอายุ 9ปี ส่วนมากมีความเจริญเติบโตช้าและสม่ำเสมออยู่ประมาณ 1 ปี หรือมากกว่านี้ จากอายุ 10 ปีเป็นต้นไปเด็กบางคนจะย่างเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว คือเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บางคนก็ยังคิดและสนใจอย่างเด็กอยู่ไม่ควรเปรียบเทียบความเติบโตเด็กทั้งสองเพศ โดยพิจารณาจากอายุที่เท่ากันแต่ร้องดูระดับวุฒิภาวะของแต่ละคน

เด็กที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มสาว จะยังคงมีรูปร่างเหมือนเดิมเพียงโตขึ้นเล็กน้อยความสามารถที่ได้มาแต่กำเนิด และทักษะเฉพาะอย่างกำลังจะปรากฏ

สำหรับเด็กที่กำลังจะเป็นวัยรุ่นนั้น จะมีความเปลี่ยนแปลงทางการความเติบโต เจตคติและพฤติกรรมด้วย ก่อนจะถึงระยะเติบโตเข้าสู่การแตกเนื้อหนุ่มสาวจะมีระยะพัก(resting period)อยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งระยะที่ดูเหมือนว่าเด็กจะไม่เติบโตขึ้นเลย ทั้งทางส่วนสูงและน้ำหนัก หลังจากระยะนี้ไปแล้วก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆด้วย คือมีแขนยาว มือใหญ่ขึ้น ลักษณะเพศขั้นที่สองของเด็กหญิงจะปรากฏขึ้นเรื่อยๆ(Secondary Sex Characteristic)ได้แก่ สะโพกขยาย หน้าอกขยาย มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ เนื่องจากว่าทุกส่วนเจริญด้วยอัตราที่ไม่เท่ากัน เด็กหญิงจึงอาจจะมีใจจดจ่อกับทรวงอกของตนที่เจริญมากกว่าคนอื่นๆ หรือรู้สึกว่าสะโพกใหญ่เกินไป หรือนึกถึงแต่มือเท้าที่ใหญ่ขึ้น

ผู้ใหญ่มักจะพบเสมอว่าวัยนี้มักงุ่มง่าม เก้งก้างเนื่องจากความเจริญเติบโตของส่วนต่างๆมีไม่เท่ากันนี้เอง เด็กส่วนมากเริ่มแสดงว่ากำลังแสดงว่ากำลังเข้าสู่ความเจริญเต็มที่เมื่อตอนอายุ ประมาณ 11 ปี และมีระดูเมื่อตอนอายุ 13 ปี อย่างไรก็ดีการเติบโตนี้ก็ไม่แน่นอน เด็กหญิงอาจเริ่มมีระดูระหว่างอายุ 12 -16 ปีก็ได้ และเด็กชายจะเข้าสู่วุฒิภาวะทางเพศเมื่อตอนอายุ 12-16 ปีก็ได้ ที่เป็นไปเร็วหรือช้ากว่านี้มีน้อยมาก

ได้กล่าวแล้วว่า เด็กชายเจริญเติบโตช้ากว่าเด็กหญิง 1-2 ปี เด็กชายที่ก้าวเข้าสู่วุฒิภาวะทางกายเมื่ออายุ 12 ปี นั้นจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเมื่ออายุ 13 ปี การเข้าสู่ระยะเร่งของการแตกเนื้อหนุ่มคงจะอยู่ระหว่างอายุ 14-15 ปี บางคนอาจเร็วหรือช้ากว่านี้เด็กชายอายุ 14 ปี ส่วนใหญ่มีขนาดรูปร่างขยายขึ้นเห็นได้ชัดเป็นวัยที่ความเจริญเติบโตทางส่วนสูงเป็นไปอย่างเร็วที่สุด

เด็กจะกังวลอยู่กับความสูงของตัวเองมากขึ้น ลักษณะเพศขั้นที่สอง เจริญขึ้นเรื่อยๆ คือกล้ามเนื้อมากขึ้น ไหล่กว้างขึ้นทำให้ความเป็นเพศชายดูแกร่งขึ้น มีขนตามแขนและหน้าแข้ง เสียงห้าวขึ้นเสียงเปลี่ยนภายหลังที่มีขนที่อวัยวะเพศแล้ว คือระหว่าอายุเฉลี่ย 13.4 ปี(เด็กอเมริกัน) และจะแตกห้าวเมื่ออายุ 16-18 ปี หลังจากนั้นไปอีกราว 1-2 ปี เด็กก็จะบังคับเสียงได้

เมื่อเข้าวัยรุ่นตอนปลาย การเปลี่ยนแปลงของเสียงสิ้นสุดลง เด็กจะมีเสียงนุ่มนวลขึ้นการเปลี่ยนแปลงที่จะทีนทีทันใด ทำให้เด็กเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหวัดก็ได้เสียงที่เปลี่ยนไปอาจทำให้เด็กตกใจกลัวและพะวงถึงแต่วุฒิภาวะทางเพศของตนจนไม่เป็นอันกินอันนอน

เด็กอายุ 14 ปีเต็มส่วนมากมีอสุจิเคลื่อนทำให้บำบัดความใคร่ด้วยตนเอง(Masturbation) น้ำอสุจิเคลื่อนในเวลาหลับอาจเกิดขึ้นก่อนอายุ 14 ปี หรือวัยรุ่นตอนปลายก็ได้ การที่ร่างกายผลิตน้ำอสุจิออกมา เป็นสัญลักษณ์ที่สามารถสืบพันธุ์ได้แล้ว

เด็กวัยนี้คงมีฟัน เขี้ยว และกรามขึ้นเรื่อยๆ และมักพบว่ามีฟันผุมากที่สุดโดยทั่วไป พัฒนาการทางส่วนสูงและน้ำหนักของเด็กวัยนี้เจริญขึ้นตามลำดับขั้น ต่อไปนี้

1.ตั้งแต่อายุ 9 ปี ความเจริญเติบโตจากวัยที่ผ่านมาจะเป็นไปอย่างช้าอยู่ราวปีหนึ่งหรือกว่านั้น

2.อัตราการเจริญเติบโตของเด็กหญิงเร็วกว่าของเด็กชาย 1-2 ปี ระหว่างคาบการเจริญ เติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วเด็กที่มีร่างกายสูงกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ก็ดูเหมือนจะเติบโตเร็วขึ้น

3.เมื่ออัตราการเจริญเติบโตขึ้นสูงสุดแล้วจึงจะเริ่มช้าลงกินเวลาถึง 2 ปี

4.ต่อจากนี้ไปอัตราการเจริญเติบโตจะเข้าสู่แนวเดิมที่เห็นได้ชัดเจนก่อนจะถึงวัยแตกเนื้อหนุ่มสาว


อิทธิพลของวุฒิภาวะทางกายภาพ เพศ และความสามารถทางสมอง

ลำดับความเจริญเติบโตจะเร็วหรือช้าเพียงใดขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะทางเพศและทางสรีระเด็กที่มีวุฒิภาวะเร็วจะเข้าสู่ระยะก่อนรุ่นเร็วกว่าและมีความโน้มเอียงที่จะสูงขึ้น หนักขึ้นกว่าวัยที่ผ่านมา

เมื่ออัตราความเพิ่มของส่วนสูง และน้ำหนักสูงสุดลักษณะอื่นๆทางสรีระจะแสดงวุฒิภาวะให้เห็นไปอีกหนึ่งปีก็ได้ กระดูกข้อมือของเด็กหญิง อายุ 10-12 ปี จะเจริญเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1 ปี ซึ่งเป็นเครื่องวัดที่ดีที่สุดได้อีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางกาย ดังนั้น ครูก็อาจหวังได้ว่าเด็กหญิงก่อนวัยรุ่นจะสูงกว่าและหนักกว่าเด็กชายวัยเดียวกัน เด็กชายที่ยังไม่บรรลุภาวะจะรู้สึกว่าตนถูกบีบบังคับมากกว่าซึ่งทำให้เกิดข้อบกพร่องในการพูด อ่าน และปัญหาอื่นๆ ของเด็กชายมีมากขึ้น

การขาดสมรรถภาพทางสมอง เกี่ยวพันกับการเจริญเติบทางกายเช่นกันอัตราการเติบโตของเด็กชายที่หย่อนสมรรถภาพทางสมอง จะช้ากว่าเด็กชายที่เติบโตทางสมองปกติ และขึ้นอยู่กับความบกพร่องมากหรือน้อยด้วย

ความเจริญเติบของเด็กผิดปกติ มีช่วงยาวกว่าเด็กปกติและเด็กฉลาด เด็กประเภทนี้ช้าไม่เฉพาะแต่ส่วนสูงและน้ำหนักเท่านั้น แต่ช้าในด้านอื่นๆด้วย เช่น การเรียนรู้ที่จะเดิน ฟันขึ้น และช้าในระยะเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มสาวด้วย

ผลของพัฒนาการทางกายที่ผิดไปจากแนวปกติ (Deviation)

วุฒิภาวะทางกายที่ผิดแนวได้แก่ ร่างกายใหญ่โตเกินไป เล็กเกินไป อัตราความเจริญเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วหรือช้าเกินไป ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเติบโตไม่ได้ส่วน หรือไม่เหมาะสมถูกต้อง ลักษณะเหล่านี้มีผลต่อการปรับตัวของเด็กต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆด้วยโดยเฉพาะเด็กหญิงที่สูงมากจะรู้สึกกังวลใจอาจปรับตัวเข้ากับเพศตรงข้ามได้ยาก

เมื่อเข้าวัยรุ่นเด็กชายร่างเล็กจะรู้สึกกังวลเช่นกัน แต่เขาจะสบายใจขึ้นเมื่อได้รับคำอธิบายว่าเขายังไม่โตไม่เต็มที่ ยังจะสูงได้อีก โดยดูจากภาพเอ็กซเรย์ กระดูกข้อมือที่ยังไม่โตเต็มที่ อัตราความเติบอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดความเครียดอย่างต่อเนื่องกันไปแก่อวัยวะที่สำคัญอื่นๆ ได้และต้องหาทางป้องกันมิให้เด็กชายใช้อวัยวะนั้นๆ มากเกินไป ความเติบโตที่ไม่สม่ำเสมออาจทำให้เด็กเป็นคนงุ่มง่ามและกังวลเกี่ยวกับตนเอง

ความเติบโตทางกายอย่างพุ่งพรวดซึ่งมักคู่กับความช้าทางสมองนั้นเป็นลักษณะเฉพาะของพัฒนาการทำให้มีอุปสรรค

ในโรงเรียนบางแห่งจึงจัดกลุ่มเด็กประเภทนี้ไว้กับเด็กที่เล็กกว่า เด็กประเภทนี้มักเฉื่อยชาหรือมีพฤติกรรมขัดแย้งกับสังคมอยู่บ่อยๆ แต่ถ้าได้แรงกระตุ้นก็อาจจะทำอะไรได้สำเร็จเกินกว่าความสามารถจริงที่มี

พัฒนาการทางกำลัง

เด็กวัยนี้สามารถใช้กำลังได้มากขึ้นโดยเฉพาะกำลังมือ ใช้กำลังที่ทำกิจกรรมอย่างรวดเร็วเด็กวัยก่อนรุ่น ต้องการพลังงานเป็นสองเท่า สำหรับทั้งกิจกรรมที่ใช้แรงและไม่ใช้แรง

ความสามารถและทักษะในการใช้อวัยวะเคลื่อนไหว เด็กชายที่เข้าวัยก่อนรุ่นเล็กน้อย(Post Primary Preadolescent) มีกำลังเพิ่มขึ้น กล้ามใหญ่ที่ไหล่แขนและข้อมือจะเจริญเติบโตจนสามารถใช้การได้ดีจนเกือบเท่าของผู้ใหญ่


สุขภาพ

วัย10-12 ปี ถือว่าเป็นวัยที่มีสุขภาพดีที่สุดในชีวิตได้ ทั้งนี้เพราะเด็กมีประสบการณ์การเรียนรู้ขึ้นทั้งในชั้นและนอกชั้นเรียน ทำให้มีความต้านทานโรคติดต่อได้ความสนใจกีฬาต้องการใช้กำลังว่องไว และกระตุ้นให้เด็กออกกำลังกลางแจ้ง เด็กที่มีสุขภาพดีจะมีร่างกายแข็งแรงสมส่วน กระฉับกระเฉงว่องไวอยู่เสมอ ถ้าเหนื่อยง่ายได้พักก็หายเร็ว เด็กที่เป็นโรคหัวใจเล่นกีฬาไม่ได้ทำให้เป็นเด็กที่ด้อยความสามารถในทางกีฬาและปรับตัวได้ยาก การเล่นกีฬาทำให้เด็กชายวัยก่อนรุ่นรู้สึกภูมิใจในตนเองและรู้สึกว่าตนเองเป็นชายจริง เด็กชายที่ไม่เล่นกีฬาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิง

การต่อสู้ระหว่างเด็กชายวัยระหว่าง10-12 ปี ยังคงมีอยู่บ่อยๆ และชอบการเล่นที่ผาดโผนมีทักษะมากขึ้นและรู้จักป้องกันอันตรายร้ายแรงได้ดีขึ้น แม้กระนั้นจิตใจที่รักการผจญภัยและใจเร็ว ก็ทำให้เด็กวัยนี้ประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อย่างไรก็ดีการเจ็บไข้และอุบัติเหตุก็มีผลให้เด็กปรับตัวทางสังคมได้ยากด้วย


พัฒนาการทางอารมณ์

เด็กวัยก่อนรุ่น ควรได้รับความช่วยเหลือให้สามารถควบคุมปรับปรุงแก้ไขตนเองได้มากขึ้น เด็กมีความรู้สึกไวกับเจตคติที่ผู้อื่นมีต่อเขา จะรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากถ้าถูกวิจารณ์ หรือเปรียบเทียบกับเด็กอื่น

เด็กที่ถูกทอดทิ้งทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจะเป็นผู้ที่ไม่มีความสุขกลายเป็นเด็กเงียบหรือไม่ก็มีพฤติกรรมขัดขืน และไม่เกรงกลัวใครความเครียดที่เด็กได้รับจากทางบ้านอาจน้อยลงหรือหายไปได้ถ้าเด็กได้รับความสัมพันธ์ที่ดีจากครูและเพื่อน อารมณ์รุนแรงการลงมือลงเท้าลดลง รู้จักหาสิ่งที่ต้องการด้วยวิธีที่อ่อนโยนขึ้นกลัวความผิดหวังถูกเยาะเย้ย หรือถูกว่าผู้หญิง มากกว่ากลัวร่างกายบาดเจ็บ

ความกลัวในวัยเด็กเช่นกลัวสัตว์ก็ลดลง แต่ที่ยังกลัวปรากฏการณ์ตามธรรมชาติอยู่ก็มี เด็กหญิงแสดงความกลัวในเรื่องดังกล่าวมากกว่าเด็กชาย นอกจากเรื่องการเรียนทางโรงเรียน

เด็กวัยนี้กังวลใจเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ของบุคคลในครอบครัวมากที่สุด นอกจากนี้เด็กยังกลัวคะแนนสอบ การสอบตก และเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะตนเองอย่างไรก็ดีบุคลิกภาพของเด็กย่อมปรับปรุงได้ และเด็กสามารถที่จะปรับปรุงตนเองได้ดีด้วย

ความต้องการ

เนื่องจากเด็กมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น ทำให้มีความต้องการเพิ่มมากกว่าวัยที่ผ่านมาแล้วคือ
- ต้องการอาหารที่มีคุณค่า
- ต้องการได้เล่นกีฬาที่ช่วยให้พัฒนาทักษะส่วนบุคคล
- ต้องการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
- ต้องการความช่วยเหลือให้เข้าใจกระสวนความเจริญเติบโตตามธรรมชาติ
- ต้องการสถานที่ เครื่องมือ เครื่องใช้ และหนังสือที่ช่วยให้การคิดในการทำกิจกรรมริเริ่มสร้างสรรค์หรือใช้กำลังเคลื่อนไหว โดยที่ผู้ใหญ่ไม่บังคับ
-ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ถ้าเป็นผู้ที่มีกระสวนความเจริญเติบโตเร็วหรือช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน
-ต้องการได้รับรองความสามารถและการได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
-ต้องการความรัก ความอบอุ่น และความยกย่องชมเชยจากผู้ใหญ่


ลักษณะของการแสดงออกทางอารมณ์

ในวันเด็กตอนปลายเด็กยังคงมีการแสดงทางอารมณ์ในลักษณะของความพอใจละอารมณ์ไม่พอใจ อารมณ์ไม่พอใจของเด็กวัยนี้มีการแสดงออกอย่างรุนแรง ผลก็คือการยอมรับในบางครั้ง เด็กจะมีการแสดงออกของอารมณ์ในลักษณะของความไม่พึงพอใจในลักษณะของการหลีกหนีต่อสถานที่น่ากลัว และเด็กจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เลย

การแสดงออกของอารมณ์ที่เด็กมีความพอใจของวัยเด็กตอนปลายคือ เด็กจะมีการหัวเราะของความพอใจ ส่งเสียงดัง หัวเราะบิดตัวไปมา มีการกระตุกหรือนอนกลิ้งบนพื้น

อารมณ์ต่างๆของเด็กวัยนี้

1. ความกลัว

วัยเด็กตอนปลายนั้นจะต้องเผชิญกับวัตถุเหตุการณ์ต่างๆ บุคคลต่างๆ มากมายอันมีผลทำให้เกิดความกลัว ความกลัวนี้อาจจะเป็นความกลัวไฟ กลัวความมืด กลัวหมอ กลัวดังกล่าวมักเกิดกับเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย

เมื่อเด็กอายุเพิ่มมากขึ้น ความกลัวจะลดลง แต่เด็กที่เดความกลัวเนื่องมาจากความคิด การใช้จินตนาการมากขึ้น กลัวต่อสถานการณ์ที่คิดว่าเป็นสิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติครั้งเมื่อเด็กกลัวแล้ว เด็กจะมีการหลีกหนีไปจากสถานการณ์ที่ทำให้ตนเกิดความกลัว

ความอาย

ความอายจะเป็นรูปแบบหนึ่งของความกลัว เด็กที่มีอายุน้อย มักจะเกิดความอายมากกว่าเด็กที่มีอายุมากๆ อาการที่แสดงให้เห็นว่าเด็กเกิดความกลัว คือ เด็กจะมีการแสดงออกในลักษณะของอาการทางประสาท เข่น การจับผม ดึงจมูก จับใบหู จับเสื้อผ้า ใช้เท้าเขี่ยสิ่งของหรือบุคคล

ความกลุ้มใจ

ความกลุ้มใจเป็นความกลัวที่มีผลมาจากการใช้ความคิดหรือการใช้จินตนาการของวัยเด็กตอนปลาย ความกลุ้มใจจะเริ่มเกิดขึ้นในวัยเด็กตอนปลายนี้เอง เพราะเด็กจะมีปัญหากับเพื่อน ครูที่โรงเรียนและเมื่ออยู่ที่บ้านก็อาจจะมีปัญหากับบุคลในครอบครัว

ความกังวลใจ

ความวิตกกังวลใจอาจเกิดขึ้นกับเด็กซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน ความวิตกกังวลใจมักจะเกิดขึ้นกับเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย และเด็กที่ได้รับความกดดันไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามมักจะเกิดความกังวลใจมากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับแรงกดดันจากใคร


2.ความโกรธ

เมื่อเปรียบเทียบกับความโกรธของเด็กวัยตอนต้นจะมีความเห็นและพบว่าวัยเด็กตอนต้นจะมีความโกรธน้อยกว่าวัยเด็กตอนปลาย เพราะวัยเด็กตอนปลายมีความต้องการในสิ่งต่างๆเพิ่มขึ้น ผลก็คือเด็กเกิดความคับข้องใจได้ง่ายขณะเดียวกันเด็กจะมีการตำหนิติเตียนในสิ่งที่ทำให้ตนเกิดความโกรธได้ บางคนใช้วิธีการต่อต้านวัตถุและสิ่งของโดยตรง บางคนหลีกหนี และบางครั้งมีการก้าวร้าวอย่างรุนแรง


3.ความริษยา

ความริษยาในพี่น้องยังคงมีอยู่แม้ว่าเด็กจะเข้าโรงเรียนแล้วในบางครั้งจะมีความริษยาเพิ่มมากขึ้นเพราะเด็กจะต้องไปโรงเรียน ไม่มีโอกาสอยู่บ้านและมารดาไม่ได้ให้ความสนใจในเด็กเท่าที่ควร แต่มารดาหันไปให้ความสนใจน้องแทนจึงทำให้เกิดความริษยา

การแสดงออกถึงความริษยาของเด็กมีการแสดงออกโดยการทะเลาะวิวาท หัวเราะเยาะ รังแกเด็กที่ตนมีความรู้สึกริษยาโดยตรงและอาจมีการแสดงออกโดยทางอ้อมคือ พูดกระทบกระเทียบ เป็นต้น


4.ความอยากรู้อยากเห็น

ความอยากรู้อยากเห็นของวัยเด็กตอนปลายจะลดน้อยลงกว่าวัยเด็กตอนต้นเพราะเด็กได้มีประสบการณ์มาพอสมควรแล้วมีความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ ได้ดีเด็กจะพยายามแสวงหาคำตอบให้กับปัญหาที่พบได้ด้วยตนเอง


5.อารมณ์รัก

อารมณ์ซึ่งแสดงออกในวัยเด็กตอนปลายนี้จะมีการแสดงออกเพียงเล็กน้อยโดยเฉพาะวัยเด็กตอนปลายทั้งชายหญิงจะไม่ยอมรับการแสดงออกของความรักจากผู้ใหญ่ในที่ชุมชนเพราะเด็กมีความรู้สึกว่าตนเป็นผู้ใหญ่แล้ว


6.อารมณ์ร่าเริง

เด็กจะมีลักษณะคล้ายกับวัยเด็กตอนต้นเด็กมักจะยิ้มหรือหัวเราะเมื่อผ่านสถานการณ์ที่ทำให้เด็กตกใจไปชั่วขณะ หรือเมื่อได้ยินเสียงดังอย่างทันทีทันใดและมีการเปลี่ยนแปลงเป็นความตื่นเต้น

การแสดงออกถึงความร่าเริงของวัยเด็กตอนปลายจะมีการหัวเราะด้วยเสียงอันดัง เด็กชายจะมีการตบศีรษะหรือหลังเพื่อน เด็กหญิงอาจจะมีการทุบเพื่อน กอดรัดหรือจูบได้


พัฒนาการทางสังคม

เด็กชายและเด็กหญิงเล่นด้วยกันน้อยลง ความสนใจก็ต่างกันออกไป ถึงกระนั้นเด็กทั้งสองเพศต่างก็เห็นความสำคัญของการเป็นที่รู้จักในหมู่เพศตรงข้าม สัมพันธภาพระหว่างเพศไม่แน่นอน เปลี่ยนเพื่อนอยู่เสมออย่างไรก็ดีเด็กวัยนี้ชอบอยู่เป็นกลุ่มทำให้เด็กสามารถทำอะไรได้สำเร็จ และเพิ่มความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญขึ้น

การรวมกลุ่ม

ระหว่างวัยนี้ความรักกลุ่มและเพื่อนร่วมชั้นจะพัฒนาขึ้น และต้องการให้กลุ่มยอมรับตน การเข้าแกงค์ของเด็กชายก็เนื่องจากหนีจากสภาพทางบ้านที่ตนเบื่อหน่าย เด็กชอบสร้างกฎเพื่อตนเองการเข้ากลุ่มอาจทำให้เกิดการเสียหายมากกว่าสร้างก็ได้ เพราะชุมนุมของเด็กชายมักมีกิจกรรมผจญภัย ขัดขืนคำห้ามของผู้ใหญ่ ครูเองบางครั้งก็ต้องเผชิญกับความขัดแย้งของกลุ่มเด็ก ครูอาจปล่อยให้เด็กได้ทำตามสิ่งที่ต้องการไปก่อนและช่วยโน้มน้าวแนะนำแก้ไขภายหลัง ทั้งนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้การแก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่ได้มาด้วยตัวเอง

ปัจจัยการยอมรับทางสังคม

เด็กที่ไม่มีเพื่อนเลยจะไม่สามารถทำตัวให้เข้ากับกลุ่มเพื่อนได้เพราะขาดการยอมรับจากกลุ่ม เด็กที่ได้รับการยอมรับทางสังคมจะเข้าใจตนเองได้ถูกต้องขึ้น มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีขึ้น และสามารถทำงานรับผิดชอบในกลุ่มได้อย่างผ่อนหนักผ่อนเบา ทั้งนี้เด็กมีความอบอุ่นมั่นคงทางใจ การอยู่ร่วมกับกลุ่มของเด็กดูจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมของเด็กด้วย เด็กที่ครอบครัวฐานะดีจะให้ความร่วมมือในสังคมมากขึ้น

ในการเลือกคบเพื่อน เด็กวัยก่อนรุ่นจะเลือกจากตัวบุคคลเป็นอันดับแรก เลือกคนที่แจ่มใส เมตตา ให้ความร่วมมือ โอบอ้อมอารี สุภาพ ซื่อตรง พูดตกลงกันง่ายและอารมณ์มั่นคง เด็กอายุ 8-10 ปีมักเน้นคุณภาพทางความซื่อสัตย์ และความกล้ามาก เมื่อมีอายุมากขึ้นกว่านี้จะชอบเพื่อนที่มีความรับผิดชอบ รักความสะอาดยิ่งขึ้น

เหตุผลอื่น ๆ ที่เด็กวัยก่อนรุ่นให้ในการคบเพื่อนคือมีความสนใจและสิ่งอื่นคล้ายคลึงกัน แต่เพื่อนก็เปลี่ยนหน้าเรื่อยไป นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายได้ครอบครัวและเหตุอื่น ๆ ก็เป็นตัวสำคัญในการเลือกคบเพื่อนของเด็กวัยก่อนรุ่นด้วย ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า แต่ถ้ามีคุณสมบัติที่ดึงดูดให้คนอื่นเข้าใกล้ก็มีเพื่อนมากได้เหมือนกัน

ความรู้สึกไวต่อสังคมและเจตนคติที่ดีต่อสังคมจะพัฒนาขึ้นได้ก็เมื่อเด็กได้รับสิ่งแวดล้อมดังนี้

- ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างในทางมีเมตตา และมีความคำนึงถึงผู้อื่นด้วยเสมอ
- ผู้ใหญ่ยองรับเจตนคติในการคำนึงถึงผู้อื่นของเขาด้วย

เด็ก ๆ จะรู้คุณค่าของตัวบุคคลมากขึ้นเมื่อเขาได้มีโอกาสให้ส่วนร่วมและสวัสดิภาพแกกลุ่ม ความคิดฝันทางทำประโยชน์ให้สังคมจะเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ความสนใจ

1.การเล่น

การเล่นของเด็กเป็นเสมือนการปลดปล่อยพลังงานใช้เป็นการเตรียมชีวิตผู้ใหญ่ เป็นการหนีจากสิ่งเครียดและน่าเบื่อทั้งหลาย เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นความต้องการของร่างกายและจิตใจด้วย นอกจากนี้การเล่นของเด็กยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางสังคม และสามารถแสดงให้เห็นถึงบุคลิกของเด็กได้ชัดว่ากิจกรรมใด ๆ แม้แต่การวินิจฉัยโรคและการรักษาก็อาจทำได้โดยการจัดกิจกรรมให้เด็กเล่น

แม้ว่าเนื้อหาจะเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อม แต่ก็เห็นได้ว่าเด็ก 9 ขวบเปลี่ยนแปลงการเล่นมากที่สุด จากนี้ไปการเล่นแปลก ๆ ของเด็กจะลดลง แต่ต้องการเล่นอย่างอิสระนอกบ้านมากขึ้น อย่างไรก็ดีเป็นที่ประจักษ์แต่ละบุคคลสนใจในการเล่นแตกต่างกัน เด็กวัยนี้เล่นเป็นกลุ่มเล็กที่สนิทกัน และชอบแข่งขันที่เป็นกลุ่ม ไม่ชอบเล่นรุนแรง

ผู้ใหญ่ควรหาเครื่องเล่นที่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ตามที่เด็กต้องการและอำนวยความสะดวกให้ เพื่อให้เด็กสามารถวางโครงทำกิจกรรมของตนเองได้ เด็กมีกิจกรรมร่วมกับกลุ่มได้ ผู้ใหญ่เพียงแต่แนะแนว ระหว่าง 9-16 ปี เด็กชอบเล่นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะในการขว้างและรับ จะเห็นว่าบอลเกมที่ใช้จิตนาการนั้นลดลงในระหว่างวัยนี้

อย่างไรก็ดี ความสนใจในการเล่นที่เปลี่ยนไปนี้ค่อยเป็นค่อยไป มิได้เปลี่ยนไปทันทีตามวัย เด็กวัยเดียวกันความสนใจในการเล่นแตกต่างกันมากกว่าการเล่นระหว่างกลุ่ม ระหว่างวัยรุ่นทั้งเด็กชายและเด็กหญิงจะตกลงกันง่ายขึ้นเพื่อเลือกเล่นสิ่งที่เขาพอใจมากกว่า แต่เด็กหญิงทุกวัยมักจะเล่นตามขนบธรรมเนียมประเพณีมากกว่าเด็กชาย

เด็กชายอายุ 8- 12 ปี ชอบเล่นวิ่งแข่ง เล่นโลดโผน ใช้เครื่องยนต์กลไก เด็กหญิงวัยก่อนรุ่นชอบการครัว การตัดเย็บ ตกแต่งบ้านและการแสดงที่เกี่ยวกับเรื่องจริง

กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กได้ใช้อวัยวะเคลื่อนไหวได้ดีเท่านั้น แต่ยังทำให้มีความรู้มากขึ้นด้วย เด็กฉลาดกับเด็กที่สมองช้าสนใจการเล่นแตกต่างกัน คุณค่าของกิจกรรมที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือ ความสนุกเพลิดเพลินและการเตรียมชีวิตผู้ใหญ่ การเล่นเป็นหมู่ช่วยให้เด็กที่วัยก่อนรุ่นมีความกล้า รู้จักใช้ความคิด มีความร่วมมือ ทำตามกฎเกณฑ์ และมีความพยายามต่องานที่เบื่อหน่าย ซึ่งเป็นเครื่องมือฝึกฝนทักษะให้มีขึ้นได้

ในระหว่างวัยนี้ เด็กที่สนใจดนตรีอาจจะมีทักษะในการเล่นดนตรีมากขึ้นพ่อแม่ควรให้โอกาสเด็กได้เล่นดนตรี เด็ก ๆ ต้องการเล่นกลางแจ้งที่ใช้กำลังหกคะเมนตีลังกา การเล่นเป็นกลุ่มมีส่วนช่วยสอนมนุษย์สัมพันธ์ด้วย

2.การสะสม

เด็กวัยก่อนรุ่นชอบการสะสมเป็นงานอดิเรกมากที่สุด การสะสมของเด็กขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและวัย ถ้าผู้ใหญ่แนะแนวให้รู้จักการสะสม ก็จะเป็นกิจกรรมที่ให้คุณค่าทางการศึกษา และสร้างจิตนิสัยที่ดีงาม เพราะเด็กได้เรียนการแยกประเภทของ และช่วยให้มีระเบียบจัดเข้ากลุ่ม


พัฒนาการทางปัญญา

เชาว์ปัญญาของเด็กวัยก่อนรุ่นจะเห็นได้จากความสามารถในการใช้เหตุผลเข้าใจความหมายของคำพูดได้ถูกต้อง และสามารถให้คำจำกัดความแก่คำที่เป็นนามธรรม ได้ ในระหว่างวัยก่อนรุ่นนี้เด็กสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น ความสนใจในการเล่นทายปัญหาจะมีมากที่สุดในวัยนี้ ผู้ใหญ่ควรส่งเสริม

การเปลี่ยนแปลงทางระบบความคิดมีมากขึ้นตามวัย ภายในขอบเขตของพันธุกรรมที่ได้รับมาเชาว์ปัญญาพัฒนาจากการได้ใช้สมองบ่อยๆ ดังนั้นในการวัดความสามารถของเด็ก ครูควรคำนึงถึงพื้นเดิมทางพันธุกรรมและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเด็กด้วยการศึกษามีความงอกงามทางปัญญาบทบาทของการศึกษาจะสำคัญยิ่งขึ้นจากอายุ 12 ปีเป็นต้นไป

เด็กสมองช้าจะไม่ใคร่มีสมาธิในการทำงานที่ยากขึ้น ทำงานได้ผลน้อยกว่าเด็กปกติ ถ้าเด็กมีความสามารถในการใช้คำพูดที่เป็นนามธรรมสูง ก็จะเห็นได้ว่าเป็นเด็กฉลาด สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆได้ มีความคิดสร้างสรรค์รู้จักคิดเองรักการอ่าน มีอารมณ์มั่นคง ฯลฯ

คุณสมบัติเหล่านี้จะแสดงออกให้เห็นตั้งแต่วัยต้นๆ มีความสามารถสูงในการพิจารณาตัดสินใจด้วยตนเองและสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ เด็กวัยก่อนรุ่นที่ฉลาดความมีอิสระที่จะวางโครงการศึกษาด้วยตนเอง วางความมุ่งหมายของกิจกรรมและแกปัญหาด้วยตัวเอง ควรจัดเด็กฉลาดเข้าชั้นพิเศษเพื่อส่งเสริมความสามารถพิเศษที่เขามีอยู่

มีคุณลักษณะหลายประการที่ควรปลูกฝังให้มีขึ้นในวัยเด็กก่อนรุ่น ได้แก่ การให้ความร่วมมือรู้จักรับผิดชอบ กล้า เมตตา ยุติธรรม ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น ซาบซึ้งในความงาม และมีความคิดสร้างสรรค์

ในระหว่างวัยนี้ เด็กจะสามารถควบคุมตนเองได้มากขึ้น ถ้าผิดพลาดจะกระวนกระวายใจ และจะทำตัวให้เข้ากับสังคมได้มากขึ้น ครามเชื่อมั่นในตนเองของเด็กได้มาจากการที่เพื่อนยอมรับเข้ากลุ่มเขาจะพยายามทำตนให้เหมือนเพื่อนและสร้างแนวทางของตนเองขึ้น

สรุป

กลุ่มเด็กในวัยก่อนรุ่นมีอัตราความเจริญเติบโตแตกต่างกันเด็กที่มีกระสวนความเจริญเติบโตเร็ว จะเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาวเร็วมีลักษณะเพศขั้นที่สองปรากฏขึ้นเรื่อยๆ เด็กหญิงจะเติบโตเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1-2 ปี เด็กหญิงแตกเนื้อสาวอายุ 10-13 ปี และเด็กชายแตกเนื้อหนุ่มระหว่างอายุ 14-15 ปี ก่อนจะถึงระยะแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว เด็กจะมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วอยู่ประมาณ 1-2 ปี และอัตราการเจริญเติบโตคงเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว หลังจากนี้อัตราการเจริญเติบโตจะค่อยช้าลง และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ

ปัญหาของเด็กวัยก่อนวัยรุ่นเกิดขึ้นเพราะเด็กมีการเจริญเติบโตเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และสังคม การมีร่างกายเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาพผู้ใหญ่เรื่อยๆทำให้เด็กมีความกังวลใจเกี่ยวกับรูปร่างของตนเอง ต้องการได้ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม และไม่ต้องการพึ่งผู้ใหญ่

กลุ่มหรือคณะมีอิทธิพลยิ่งกับเด็กวัยนี้ แต่เป็นวัยที่ทั้งสองเพศเริ่มแยกกันเล่นและแยกกันทำกิจกรรม ทั้งสองเพศเริ่มทำตัวเป็นศัตรูต่อกัน ความสนใจแตกต่างกันพัฒนาการทางปัญญาเป็นผลจากที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และมีความสามารถในการอ่านเพิ่มขึ้น

คลิกอ่านเพิ่มเติมลิงค์นี้


ภาพเกาลัด ถ่ายเมื่อเดือนมีนาคม 2556 วัย 9 ขวบ กำลังจะครบ 10 ขวบในอีกเร็ววัน















สำหรับเอกสารจากเว็บไซต์นี้ ได้สรุปใจความให้กระชับขึ้น
เครดิต : พัฒนาการของเด็กวัยต่างๆimages.nuntana29.multiply.multiplycontent.com/.../...


พัฒนาการวัยเตรียมเข้าสู่วัยรุ่น
(Preadolescence : 12-15 ปี)


วัยเตรียมเข้าสู่วัยรุ่นจะมีอายุประมาณ 12-15 ปี ซึ่งอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป เด็กผู้หญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นก่อนเด็กผู้ชาย คือ จะย่างเข้าสู่วัยรุ่นเมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี ส่วนเด็กผู้ชายเตรียมเข้าสู่วัยรุ่น เมื่ออายุประมาณ 13-15 ปี วัยนี้บางทีเรียกว่า “วัยก่อนวัยรุ่น” (puberty) คือ ระยะก่อนวัยหนุ่มสาว ลักษณะทางเพศจะปรากฏขึ้นให้เห็น เด็กวัยนี้จะดูเก้งก้างทำอะไรขัดเขินไม่เรียบร้อย ร่างกายต้องการอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต


1. พัฒนาการทางกาย

ร่างกายของเด็กวัยนี้จะสูงขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แขนยาว มือใหญ่ขึ้น เด็กผู้หญิง จะมีตะโพกผาย หน้าอกขยายใหญ่ขึ้น มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ มีประจำเดือน ส่วนเด็กผู้ชายมีกล้ามเนื้อใหญ่กว้างและแข็งแรงขึ้น มีขนตามแขน หน้าแข้ง เสียงจะห้าวแตก จะมีน้ำอสุจิ และจะมีการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีภาวะพร้อมที่จะเป็นพ่อคนและแม่คนได้


2. พัฒนาการทางอารมณ์

มักจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ อารมณ์ไม่คงที่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและอวัยวะเพศ นอกจากนี้ยังเกิดความสับสนในบทบาทของตน จึงเกิดความข้องคับใจ วิตกกังวล ตามทฤษฎีพัฒนาการของอีริคสัน

เด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (12-15 ปี และ 15-18 ปี) กำลังหาลักษณะจำตน (identity) และบทบาทของตนเอง การแสวงหาลักษณะประจำของตนเด็กวัยมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เด็กจึงเกิดความสับสนในบทบาทของตนเอง (role confusion) จึงเป็นเหตุให้มีอารมณ์ไม่คงเส้นคงวานัก โดยเฉพาะเด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่จะทำให้เด็กกลายเป็นคนเงียบขรึม หรือไม่ก็กลายเป็นคนดื้อดึง ขัดขืนก้าวร้าวได้

ดังนั้น การแสดงความโกรธหรือการส่งเสียงอึกทึกเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้ เพราะเด็กแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นเพื่อปกปิดความยุ่งยากใจ ความไม่มั่นใจ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และความเหนื่อยที่เกิดจากการใช้กำลังมากเกินไป

ความต้องการของเด็กวัยนี้ เด็กวัยนี้ต้องการสิ่งเหล่านี้ คือ

1) ต้องการความรักความเข้าใจ
2) ต้องการคำแนะนำชี้แจงในเรื่องเพศและการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
3) ต้องการยอมรับและคำยกย่องชมเชย
4) ต้องการอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนอย่างพอเพียง
5) ต้องการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์


3. พัฒนาการทางสังคม

เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมักจะแยกกันเล่น แต่ก็เริ่มสนใจซึ่งกันและกันโดยไม่กล้าเปิดเผย สนใจการเล่นรวมเป็นกลุ่ม จะปฏิบัติตามกฎของกลุ่ม และจะเลียนแบบสมาชิกในกลุ่มไม่ว่าจะเป็นด้านการแต่งกาย การพูดจา หรือกิริยาท่าทาง

เนื่องจากเด็กวัยนี้มักจะขาดความมั่นใจและต้องการให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม การกระทำและความต้องการจึงมักจะขัดแย้งกับความต้องการให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม การกระทำและความต้องการจึงมักจะขัดแย้งกับความต้องการของพ่อแม่และผู้ใหญ่เสมอ ผู้ใหญ่ควรให้อิสระแก่เด็กได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์

เด็กวัยนี้สนใจการเล่นเช่นเดียวกับเด็กวัยกลาง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเล่นเพื่อระบายความข้องคับใจที่เกิดจากความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ นอกจากจะเป็นการเล่นเพื่อระบายความข้องคับใจที่เกิดจากความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ นอกจากจะเป็นเล่นเป็นกลุ่มแล้ว การเล่นมักจะผาดโผน ชอบเล่นออกกำลังกาย แข่งขัน และสนใจเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ผู้หญิงจะเล่นตัดเย็บเสื้อผ้า การครัว การเล่นเป็นเรื่องจริงมากขึ้นกว่าวัย 6-12 ขวบ นอกจากนี้ยังสนใจการสะสมสิ่งต่างๆ อีกด้วย


4. พัฒนาการทางสติปัญญา

เด็กวัยนี้มีเหตุผลและควบคุมตนเองได้ดีขึ้น รู้จักอดทนในการคบเพื่อน ช่วงความสนใจนานขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้กว้างขวางขึ้น เพราะเด็กเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะคำพูด เข้าใจและรู้จักพูดถ้อยคำที่ลึกซึ้ง ถ้อยคำเปรียบเทียบต่าง ๆ ดีขึ้น เฉลียวฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม แต่บางครั้งก็นั่งฝันกลางวันเพื่อเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด และโอกาสที่จะคิดเพ้อฝันก็มีจำกัด

ครูควรให้ทำกิจกรรมที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์ ท้าทายจินตนาการ เช่น เกมทายปัญญาแทนการบ้านที่น่าเบื่อ ให้เรียงความเรื่องแปลกใหม่จากที่เคยให้ทำ สิ่งสำคัญคือควรปลูกสร้างคุณธรรมให้เด็ก เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์และสอนให้ซาบซึ้งในสิ่งที่ดีงาม

ปัญหาของเด็กวัยนี้คือ การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม




Create Date : 21 มีนาคม 2556
Last Update : 21 มีนาคม 2556 9:56:32 น.
0 comment
แย้มสอาดรังสิต : เกาลัดจบ ป. 4 แล้ว
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปีการศึกษา .....
ในที่สุด เกาลัดก็เรียนจบชั้น ป. 4 เสียที
ในวัย 9 ขวบ ทีกำลังจะย่างเข้า 10 ขวบ
ในอีกเพียงแค่สองเดือนที่จะถึงนี้แล้ว
พฤติกรรมเป็นเหมือนเด็กโตคนอื่น ๆ ที่กำลังจะย่างเข้าสู่วัยรุ่น

เกาลัด ในวัย 9 ขวบ ณ เวลานี้






เป็นเด็ก GEN Z ที่ตามติดไอที




และก็ยังรักพ่อสุดหัวใจ




เกาลัดกับเพื่อนและน้อง



กำลังซน สนุก สดใส




เกาลัดกับเพื่อน พี่ น้อง บางส่วน ที่พ่อแม่ฝากให้อยู่กับครูเอ๋ช่วงปิดเทอม ยังเหลือเด็กๆ จากบางโรงเรียนที่ยังไม่ปิดเทอมจะตามมาสบทบอีกภายหลัง

เกาลัดบ่นคิดถึงปุณณ์ รุ่นน้องที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน ตอนนี้ไปอยู่โรงเรียนใหม่ ซึ่งจะได้พบกันเฉพาะตอนปิดเทอม แม่เกาลัดเองก็คิดถึงปุณณ์เหมือนกัน เคยกอด อุ้ม หอม ตั้งแต่ปุณณ์อยู่อนุบาล

แม่คงคิดถึงเด็ก ๆ หลายคนไม่ได้มาอยู่ปิดเทอมบ้านครูเอ๋ โดยเฉพาะน้องเดียร์...ที่เปิดเทอมถึงจะได้พบกันใหม่อีกที

เครดิต : ภาพจาก FB ครูเอ๋




ป. 4 พ่อแม่ยังให้ลูกได้เรียนรู้และทำกิจกรรมผ่านการท่องเที่ยว มีการเรียนพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ กับสองคุณครู ในวันธรรมดา และวันหยุด


ทริปของเกาลัดตอน ป. 4 มีเยอะมาก นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด











































สำหรับปิดเทอมภาคฤดูร้อน ปี พ.ศ. 2556 นี้ แม่กับพ่อได้สมัครค่ายวิทยาศาสตร์ให้เกาลัดสองค่ายด้วยกัน และได้ลดกิจกรรมการท่องเที่ยวในช่วงปิดเทอมใหญ่นี้ลง





และหลังจากนั้นในชั้น ป. 5 การเดินทางท่องเที่ยวก็จะยิ่งลดน้อยลงตามลำดับ กล่าวคือ จะลดจำนวน ลดความถี่ในการเดินทาง แต่คุณภาพในการท่องเที่ยวแต่ละทริป ก็จะยังคงอยู่ คือ ยังคงเที่ยวไป ...พร้อมกับพาลูกเรียนรู้ไปในตัว

ขณะที่ลดจำนวนทริปลง ก็ตั้งใจไว้ว่า การเข้มงวดเรื่องการเรียนพิเศษ และการเตรียมตัวสอบเข้าชั้น ม. 1 ให้เข้มข้นขึ้น จะได้อุ่นใจในเรื่องการเรียนและอนาคตทางการศึกษาของลูก

แต่ครอบครัวเรามีทริปสำคัญที่ต้องเดินทางไปอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปเยี่ยมคุณยาย คุณปู่ คุณย่าของเกาลัด


หัวค่ำของวันนี้เอง

พ่อ : แม่ เกาลัดอยากให้พ่อถ่ายคลิปให้
แม่ : คลิปอะไร
พ่อ : เกาลัดจะเต้น Harlem Shake ก่อน แล้วให้แม่เต้นตาม ให้พ่อถ่ายคลิปไว้
แม่ : ม่ายยย....ให้พ่อเต้นกับเกาลัดเถอะ แม่จะถ่ายเอง


ทีวีออนไลน์ที่ลูกชอบดู : VRZO
พ่อจำกัดการใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เน็ตบุ๊ค ในช่วงปิดเทอมให้วันละไม่เกินสองชั่วโมง

เปิดเทอมนี้น้องอิมจะมาเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนแย้มสอาดรังสิตแล้ว แม่บอกให้เกาลัดไปหาน้อง ไปดูแลน้องด้วย


ขอขอบคุณ คุณครูประจำชั้น ตั้งแต่ ป. 1 - ป. 4 และคุณครูประจำวิชาทุกท่าน รวมทั้งครูเอ๋ ครูน้ำเย็น ที่ห่วงใย ช่วยอบรม สั่งสอน และดูแลเกาลัดให้เป็นอย่างดีค่ะ ^^






Create Date : 13 มีนาคม 2556
Last Update : 14 มีนาคม 2556 9:21:09 น.
0 comment
เด็กเก่งพ่อแม่เลี้ยงเองได้ แนะแนวทางจากคุณแม่เหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิกอันดับ 1 ของโลก
“เด็กเก่งพ่อแม่เลี้ยงเองได้”
...สร้างความไว้ใจ และจัดการทุกปัญหาอย่างมีหวัง

แนะแนวทางการเลี้ยงดูบุตร
จากคุณแม่เหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิกอันดับ 1 ของโลก


การเลี้ยงดูบุตรหลานเป็นการใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน เด็กๆ จะเติบโตขึ้นมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับต้นทุนชีวิต เช่น ความรักความอบอุ่น การหล่อหลอมจากพ่อแม่ การศึกษาและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัว ตามความสุขที่ยั่งยืน และพื้นฐานที่ดีต่างๆ ของลูกออกแบบได้ด้วยสองมือของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองนั่นเอง

ผู้เขียนได้เก็บตกเนื้อหาจากการบรรยายหัวข้อ “แนวทางการดูแลเด็กเก่ง พ่อแม่เลี้ยงเองได้” ที่จัดขึ้นในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน (วทท.เพื่อเยาวชน) ครั้งที่ 7 ณ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มหาวิทยาลัยมหิดลและและหน่วยงานร่วมจัดอื่น ๆ

การบรรยายครั้งนี้ แพทย์หญิงจิตรา วงศ์บุญสิน กุมารแพทย์ประจำ โรงพยาบาลบางปะกอก 1 ซึ่งเป็นคุณแม่ของนายเจนวิทย์ วงศ์บุญสิน (ปิงปอง) เจ้าของเหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิก ปี พ.ศ. 2550 ทำคะแนนสูงสุดได้เป็นอันดับ 1 ของโลก ได้มาเป็นวิทยากรแนะแนวทางการส่งเสริมและเลี้ยงดูลูกให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และพัฒนาศักยภาพไปสู่จุดสูงสุดในด้านต่างๆ ให้แก่ผู้ปกครองของนักเรียนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ของ สสวท.รวมทั้งผู้สนใจท่านอื่น ๆ

แพทย์หญิงจิตรา วงศ์บุญสิน กล่าวว่า พ่อแม่นั้นเป็นพลังให้ลูก จะเป็นการดีถ้าหากพ่อ แม่ เลี้ยงลูกเองเด็กจะมีความสุขความมั่นใจ “หมอเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนมีพันธะสัญญาที่จะเลี้ยงลูกให้เขามีชีวิตที่ยอดเยี่ยม” แต่ พ่อแม่บางคนพอเลี้ยงลูกเองแล้วมีปัญหาก็ถอดใจส่งลูกเข้าโรงเรียนประจำ ซึ่งนั่นไม่ไช่คำตอบ

ทำไมพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกเอง ?

แพทย์หญิงจิตรา กล่าวว่า พฤติกรรมของของพ่อแม่ที่ได้เลี้ยงดูลูกเองนั้น จะตื่นตัวและเตรียมพร้อม กำหนดผลลัพท์ของการเลี้ยงดูได้ และเลี้ยงดูอย่างเป็นอิสระ ส่วนพ่อแม่ที่ให้คนอื่นเป็นผู้เลี้ยงลูกให้แล้วตนเองเป็นผู้ดูหรือกองเชียร์ จะคอยแต่วิเคราะห์ วิจารณ์ เหมือนกับรู้ทุกอย่างแต่ไม่ได้ทำ มีเหตุผลแก้ตัวเสมอ ไม่มีส่วนร่วม สุดท้ายลูกอาจกลายเป็นเหยื่อสังคม

“ช่วง 5ปีแรก เด็กจะเป็นกระจกเงาสะท้อนผู้เลี้ยงดูทุกอย่าง หากพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกอย่างใกล้ชิด แล้ว ให้อยู่กับพี่เลี้ยง เด็กก็จะซึมซับพฤติกรรมจากพี่เลี้ยงแทน แต่หากพ่อแม่ใกล้ชิดกับลูกแล้วเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับลูก พ่อแม่จะไวต่อความรู้สึกของลูกก็จะรู้ตัว แล้วป้องกันแก้ไขอย่างทันท่วงที”

เลี้ยงแบบให้โอกาสแต่ไม่คาดหวัง

เด็กทุกคนครบถ้วน สวยงามไร้ที่ติ เด็กทุกคนต้องการชีวิตที่ยอดเยี่ยม คือ อยู่กับปัจจุบัน เต็มไปด้วยพลัง มีอาหาร มีคนที่รักเขา ได้เล่นอย่างมีความสุข แต่พ่อแม่มักจะติดกับดักอยู่ 2 อย่าง คือ ความกังวลและความคาดหวัง
ผู้ที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ คือ มีไอคิวดี อีคิวเยี่ยม และมีความสุขอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

โดยนักวิชาการชื่อเรนซูลลี (RENZULLI) ซึ่งได้ติดตามคนเก่งตั้งแต่เด็ก ที่ประสบความสำเร็จระยะยาว กล่าวว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้น มีสัดส่วนของการใช้ไอคิวเพียง 20% อีคิว 20% ทักษะในการทำงาน ( WORK COMPLETENT ) 40%

สร้างความไว้วางใจและความเคารพ

การปลูกฝังให้ลูกรักไว้ใจ และเคารพในตัวเราเป็นเรื่องสำคัญในการเลี้ยงดูเด็ก การสร้างความไว้วางใจให้แก่เด็กนั้นพ่อแม่จะต้องทำตามกฎกติกา ทำตามคำพูด ถ้าทำไม่ได้ต้อง ขอโทษ แล้วเริ่มต้นใหม่และทำอย่างคงเส้นคงวา

“การที่เรารับปากกับลูกไม่ว่าจะเรื่องใด หากจะไม่สามารถทำให้ลูกไว้ใจเราได้ ถ้าเราไม่ทำตามคำพูด ตัวเราก็ต้องรักษาคำพูด แล้วลูกก็จะรักษาคำพูดเหมือนกัน” การปลูกฝังให้รักษาคำพูดจะเป็นการปูพื้นฐานทำให้คนอื่นเชื่อถือในตัวลูกของเรา

ความรับผิดชอบ ไม่มีคำว่า “แต่” ให้ใช้คำว่า “และ” แทนคำว่าแต่ เช่น “ฉันอยากให้ลูกเรียนเก่งแต่ไม่มีเวลา” เปลี่ยนเป็น “ฉันอยากให้ลูกเรียนเก่งและไม่มีเวลา.....” ถ้าคุณหัดให้ลูกใช้คำว่าแต่ คุณจะหัดให้ลูกโกหก และไปไม่ถึงความสำเร็จ นอกจากนั้นจะต้อง “ให้โอกาสแทนความคาดหวัง” ไม่สร้างความเครียดให้กับเด็ก

การสื่อสารกับลูกมีเพียง 3 อย่างคือ ฟัง พูด สะสาง

“การฟัง” เปิดใจให้กว้างแล้วฟังก่อน อย่าฟังด้วยอคติ อย่าเพิ่งด่วนโต้แย้ง หรือสรุปความ ฟังแล้วก็ทำความเข้าใจ ฟังความคิดเห็นของลูกแล้วค่อยเสริมความคิดของเรา ให้ลูกหัดคิดให้เป็น มีความคิดเป็นระบบ “การพูด” เวลาพูด ให้พูดความจริง พูดแล้วเกิดประโยชน์ พูดแล้วไม่เสียบรรยากาศ

สื่อสารด้วย “I” massage เพื่อสร้างให้ลูกเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของเรา อย่างตรงไปตรงมาเช่น แม่คิดว่า........ พ่ออยากให้.......... มีเรื่องเล่าดีๆ มาเล่าให้ลูกฟัง

ใช้ “การสะสาง” ถ้าหากความรักและความไว้วางใจถูกสั่นคลอน วิธีการสะสาง ทำให้ชีวิตเราเดินไปข้างหน้าได้

วิธีการจัดการทุกปัญหาอย่างมีหวัง

ถ้าเราสามารถอยู่กับสติแล้ว เราจะแยกแยะประสบการณ์ได้ แล้วจะเลือกวิธีการแก้ปัญหาได้ การเป็น (BEING) เปลี่ยนได้นาทีต่อนาทีและการกระทำจะสอดคล้องกับการเป็นเสมอพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก เมื่อลูกทำผิดพลาดไม่ควรซ้ำเติมให้รู้สึกแย่ “เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำสิ่งที่ดี ทำแล้วก็จะให้เกิดแรงบันดาลใจ และเราก็จะทำไปเรื่อยๆ”

แยกให้ออกระหว่าง “คำชมเชย” กับ “คำชื่นชม” คำชมเป็นการการยืนยันจากคำพูดของพ่อแม่ว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว การชมที่จะประทับใจลูกไปอีกนานคือคำชมที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อลูกทำสิ่งดีๆ ลงไป

อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานแล้วค่อยเอาเรื่องนั้นกลับมาพูด เพราะลูกอาจลืมรายละเอียดและความคิดในขณะนั้นไปแล้ว แต่คำชมอาจเป็นดาบสองคมได้ อย่าชมพร่ำเพรื่อทุกเรื่อง ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็บอกว่าลูกเก่งเสมอ ทำให้ลูกทราบว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นดีหรือถูกต้องจริงหรือไม่

ภายหลังจากการบรรยายมีคำถามจากผู้ปกครองว่า เด็กเก่งเอาแต่เรียนอย่างเดียวแต่ไม่ยอมทำอย่างอื่น เช่น ช่วยงานบ้านเลย พ่อแม่กังวลว่าจะบ่มเพาะนิสัยให้เห็นแก่ตัวและไม่เห็นความสำคัญของหน้าที่อื่นที่ควรทำจะแก้ไขอย่างไร

สำหรับเรื่องนี้แพทย์หญิงจิตราแนะนำว่า ตามหลักการของเรนซูลลี ถึงแม้ลูกจะเก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เต็ม 100% ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จระยะยาวแค่ 20% แต่การไม่ช่วยงานบ้าน เห็นแก่ตัวและไม่รับผิดชอบงานอื่น จะเสียส่วน 40%ของ EQ และบางส่วนของ Work competent ในเรื่องงานบ้าน งานส่วนตัว ดังนั้นพ่อแม่จึงมีหน้าที่โน้มน้าวให้ลูกเห็นความสำคัญในการช่วยตัวเองและช่วยเหลืองานบ้าน โดยเฉพาะในระยะที่เขาไม่มีการสอบเช่น ช่วงปิดเทอม ส่วนในช่วงที่ลูกต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเรียนหรือการเตรียมตัวสอบควรให้ลูกขอบคุณและรู้สึกสำนึกในบุญคุณต่อคนที่ช่วยเหลือ ต้องสอนให้เขารู้จักขอบคุณและขอโทษให้เป็น เพราะเป็นการแสดงถึงความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น

เมื่อใดก็ตามที่เราสร้างพลังแห่งความรัก ความเอื้อเฟื้อ พลังที่ไม่ดีก็จะไม่สามารถเข้าถึงตัวลูกของเราได้เมื่อไหร่ลูกมีความสุขและมั่นใจในตัวเอง เรียนรู้อย่างเติมที่ ถึงจะมีความสุขจะวนอยู่อย่างนั้น ทั้งนี้ไม่มียาเม็ดเดียวที่จะรักษาได้ทุกโรค นั่นหมายความว่าเด็กแต่ละคนก็ต้องใช้วิธีการเลี้ยงดูและแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่จะนำพาให้บุตรหลานเป็นเด็กดีและเก่งได้นั้น คือ เด็กจะต้องมีความสุขในการดำเนินชีวิตเป็นพื้นฐานก่อน ซึ่งความสุขนั้นเกิดจากความรักในครอบครัว

-------------

สินีนาฎ ทาบึงกาฬ






Create Date : 06 มิถุนายน 2555
Last Update : 6 มิถุนายน 2555 10:45:15 น.

3 comment
โรงเรียนแย้มสอาดรังสิต : แทบเบล็ตกับการเรียนรู้ยุคใหม่ ความท้าทายที่รออยู่
เมื่อก่อนปิดเทอมภาคฤดูร้อน ปี พ.ศ. 2555
ครอบครัวเราได้รับจดหมายเชิญชวนจากทางโรงเรียน
ให้สมัครเข้าร่วมโครงการ Yamsaard iPad Integration
แต่เนื่องจากมีนักเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการน้อย
โครงการนี้จึงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้

แม่เกาลัดทราบมาว่า
ทางโรงเรียนได้ลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ลิขสิทธิ์และซอฟท์แวร์ต่างๆ ไว้แล้ว เป็นที่น่าเสียดายที่โครงการนี้
ยังไม่เกิดขึ้นในเปิดเทอมใหม่ ชั้น ป. 4 ของลูกชายในเทอมนี้

รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการของโรงเรียน

http://www.yamsaard.ac.th/news/​rangsit/hotnew/.../​iPad_L.pdf

http://www.yamsaard.ac.th/​iPad/​index%20iPad-Integration%20​p1.html















แท็บเบล็ตไม่ใช่เพียงใช้แทน​หนังสือ
หรือเล่นเกม หรือดูวีดีโอ ดูคลิปเท่านั้น
แต่มีคุณสมบัติบางอย่างที่ใ​ช้ประโยชน์
บางอย่างได้ดีกว่​าสื่ออื่นๆ ที่ใช้ประกอบ
การเรียนอยู่ใน​ปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็
ต้องใช้อย่างรอบคอบและมีก​ารวางแผนอย่างดี

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา
แม่เกาลัด ได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยาย
จาก รศ. ยืน ภู่วรวรรณ
จึงขอนำแนวคิดจากการบรรยายของท่าน
มาเผยแพร่ในบล็อกแห่งนี้อีกทางหนึ่งค่ะ


“แทบเบล็ต”... กระดานชนวนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษา
นวัตกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนตามยุคสมัย
กับความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า


ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นวัตกรรมใหม่อย่าง “แทบเบล็ต” (Teblet)
กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายมากขึ้น
ล่าสุดนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของรัฐบาลนั้น
ได้เร่งพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
ให้เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพ
และกระจายโอกาสทางการศึกษา

ซึ่งตามนโยบายดังกล่าว “แทบเบล็ตเพื่อการศึกษา”
ได้ก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในอนาคต
ที่จะสร้างมิติแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการศึกษาไทย

จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ สู่การใช้โน็ตบุกที่พกพาได้ง่ายกว่า
จากนั้นก็ก้าวกระโดดไปสู่การใช้แทบเล็ตอย่างแพร่หลายขึ้น
และมีการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วเข้าถึงง่ายขึ้น

“แทบเบล็ต” ....สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง
มีจุดเด่นจุดดีอย่างไร จะนำมาใช้ในการศึกษาได้อย่างไร...

ผู้อ่านหลายท่านคงยังสงสัยกันอยู่

ในงานประชุมวิชาการไอซีทีเพื่อการศึกษาไทย (ICTed2012)
ภายใต้หัวข้อ “ภาวะการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21”
ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา
ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ได้กล่าวถึงนวัตกรรมใหม่นี้ผ่านการบรรยายทางวิชาการ
และการประชุมปฏิบัติการ อาทิ เปิดโลกแทบเบล็ต Tablet
ชานชลาสังคมเพื่อการศึกษาในศตวรรษที่ 21
การสร้างสื่อการเรียนการสอนสำหรับแทบเบล็ต
การเรียนรู้ผ่านสื่อสังคม การสร้างแหล่งเรียนรู้
ในโรงเรียนในรูปแบบดิจิทัลออนไลน์ เป็นต้น

รศ. ยืน ภู่วรวรรณ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
แทบเบล็ตกับโน๊ตบุก แทบเบล็ตมีข้อได้เปรียบตรงที่
สามารถใช้งานได้ในสถานที่ต่างๆสะดวก
เพราะไม่มีแป้นพิมพ์ ถือมือเดียวก็ใช้งานได้
น้ำหนักเบา กินไฟน้อยกว่า ใช้หน้าจอแบบสัมผัส
มีความคล่องตัวเพราะใช้กับโปรแกรมหรือ
แอพพลิเคชั่นสำเร็จรูป แต่ข้อด้อยกว่าโน๊ตบุกก็คือ
ป้อนข้อมูลได้ช้าและไม่ค่อยสะดวก ไม่เหมาะที่จะ
ป้อนข้อมูลจำนวนมากๆ แบบแป้นพิมพ์

แทบเบล็ตนั้นถ้าจะใช้งานให้ดีต้องต่อกับเครือข่าย เ
พื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ต
ขอบเขตการใช้งานจึงจำกัดกว่า มีความเสี่ยง
ที่หน้าจอจะเสียหายได้มากกว่า

แท็บเบล็ตเป็นเหมือนเครื่องมือที่ทำให้เข้าถึง
ข้อมูลข่าวสารได้ง่าย
ข้อมูลข่าวสารมีการปรับเปลี่ยนเร็ว
และเทคโนโลยีพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
องค์ความรู้มีมาก เกิดใหม่และขยายตัวเร็วมาก ส
ามารถเข้าถึงความรู้ได้เร็วกว่าที่จะจดจำเอง
รูปแบบการศึกษาที่ต้องเปลี่ยนจากการสอน
เป็นการเรียนรู้และแสวงหาด้วยตนเอง
เปลี่ยนการเน้นเนื้อหาในกรอบหลักสูตร
มาเป็นเน้นทักษะ ความคิดและกระบวนการ
ซึ่งแม้ว่าหลักสูตรที่ประกาศใช้โดยกระทรวงศึกษาธิการ
ได้เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้บ้างแล้ว
และสถานศึกษาก็ปรับตัวให้ความสำคัญในจุดนี้...แต่ก็ยังช้ามาก
ซึ่งเมื่อมองภาพรวมแล้ว
ยังเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอน
อย่างไม่เป็นรูปธรรมมากนัก




“การศึกษาในยุคใหม่นั้นกระบวนการเรียนรู้
มีความสำคัญมากกว่า ครูมิใช่ผู้มอบความรู้
แต่เป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียน
องค์ความรู้นั้นมีเกิดใหม่และมากมาย
คนรุ่นใหม่ควรได้รับการพัฒนาให้เรียนรู้ได้เองตลอดชีวิต
มีทักษะและกระบวนการอ่าน เขียนเป็นในยุคดิจิทัล
การใช้แทบเบล็ตต้องเน้นที่กระบวนการเรียนรู้
และใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีอื่นด้วย
ไม่ใช่เป็นการนำเอาแทบเบล็ตมาแทนหนังสือหรือสื่อ
แต่ต้องเน้นที่นำแทบเบล็ตมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้”


รศ. ยืน ภู่วรวรรณ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษา
การใช้แทบเบล็ตในค่าย Cubic Creative Camp 7
ที่ได้ศึกษาและทดองใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะสำคัญ 3 ประการ
ได้แก่ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์
พร้อมๆ กับเน้นให้เกิดการแสวงหาเรียนรู้
โดยใช้ความสนุกเป็นตัวนำที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
และเสียงหัวเราะของเด็ก เพื่อสร้างความประทับใจในการเรียนรู้

ในค่ายนี้แท็บเบล็ตได้รับการนำมาเป็นเครื่องมือสำคัญ
ในการสร้างทักษะการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน
ไม่ใช่เป็นหนังสือหรือที่เก็บสื่อ
แต่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้เป็น “ตัวเชื่อมโยงกิจกรรม”
ซึ่งพบว่า สามารถสร้างระดับการเรียนรู้
การแสวงหาความรู้ของผู้เรียนได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และความสนุกจะช่วยสร้างความประทับใจ
ทำให้เกิดทักษะและการจดจำไปได้นานๆ

คุณลักษณะของแท็บเล็ตที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้นั้น
สามารถสนองต่อความต้องการทางการเรียนรู้รายบุคคล
สามารถติดตามช่วยเหลือให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้ได้
เป็นสื่อที่ทำให้เกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างมีความหมาย
ซึ่งการเรียนรู้บางครั้งต้องอาศัย “การจำลองสถานการณ์”
หรือ “การทดลองเสมือนจริง” ต่าง ๆ
เพื่อการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ซึ่งแท็บเล็ตจะมีศักยภาพสูงในเรื่องนี้

ช่วยในการแบ่งปันความรู้ประสบการณ์
ผ่านช่องทางสื่อสารหรือเครือข่ายสังคมต่าง ๆ
มีการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่ชัดเจนและยืดหยุ่น
มีการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งช่วยให้ผู้เรียน
ทราบความก้าวหน้าทางการเรียนรู้
และนำไปสู่การปรับปรุงตนเอง
และช่วยให้เข้าถึงเนื้อหาสาระข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพ …

……การใช้แทบเบล็ตให้ได้ผลจึงขึ้นอยู่กับครู
ที่จะออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
และผสมผสานเข้ากับกระบวนการต่างๆ ในโรงเรียน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่าการบรรจุสื่อลงในแทบเล็ต
โดยไม่จำเป็นต้องใช้แทบเบล็ตเป็นจำนวนมาก





“เด็กๆ เมื่ออยู่ในการเรียนรู้โดยใช้แทบเบล็ตตั้งแต่เล็ก
จะรับรู้และคุ้นเคยกับเทคโนโลยี และจะสร้างโลกส่วนตัว
เริ่มรู้สึกว่ามีอิสรภาพทางความคิด
สังคมและความรู้มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว
อุปกรณ์เครื่องมือที่เป็นวัตถุจะมีความสำคัญมากล้น
แต่จิตวิญญานอาจจางล ง
โลกจะกลับมาทำให้ผู้คนไม่สนใจคนข้างเคียง
ดังจะเห็นได้ในเยาวชนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจในสิ่งรอบๆ ตัว
ไม่อยากพูดคุยกับคนที่อยู่ใกล้
แต่อยู่หน้าจอพูดคุยกับคนที่อยู่ในโลกใหม่
ไม่มีระยะทางและระยะเวลามากั้นขวางภายใต้เทคโนโลยีใหม่

แต่อย่างไรก็ตามแทบเบล็ตเป็นเพียงเทคโนโลยีอุบัติใหม่
ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่กระแสความสนใจในสังคมโลกอย่างกว้างขวาง
ซึ่งอนาคตในการใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้
ยังมีการพัฒนาอีกยาวไกล

เหนือสิ่งอื่นใดในการศึกษา
ต้องเน้นสร้างจิตวิญญานของการเรียนรู้ ก
ารคิดเป็น ต่อยอดความรู้ที่หามาได้
เน้นกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนเป็นหลัก
มากกว่าการสอนหรือป้อนความรู้ให้เด็ก
เรายังมีความท้าทายรออยู่ในอนาคตอีกมาก
เพราะอายุของเทคโนโลยีสมัยใหม่สั้นมาก” รศ. ยืน กล่าว



อย่างไรก็ตามการนำแทบเบล็ตมาใช้เพื่อการศึกษานั้น
ต้องมีการวางแผนและการปรับใช้
ในการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างรอบคอบ
ต้องไม่คิดในกรอบเดิมที่การเรียนจะต้องมาจากตำรา
หรือสื่อ และพยายามที่จะนำสื่อบรรจุในแทบเบล็ต
แล้วให้เด็กนำไปอ่าน

การใช้แทบเบล็ตต้องคิดให้ครบทุกด้าน
ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่ดีอย่างเพียงพอ มีการออกแบบกระบวนการเรียนการสอน
โดยใช้แทบเบล็ต มีการสร้างวิธีการ แสวงหา เรียนรู้
นำเสนอ และกิจกรรมที่ใช้ประกอบการเรียน
ของเด็กมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน
เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนและได้ประสิทธิผลสูงสุด
มีการเสริมสร้างความมั่นใจของครูที่จะไปจัดกิจกรรม
และที่สำคัญครูและผู้เรียนจะต้องสร้างสมรรถนะ
ทางคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy)
ให้เหมาะสมเพื่อรองรับกับการใช้งาน
ร่วมกับผู้เรียนควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยต่อไป



น่าดีใจที่งานนี้ทางโรงเรียนแย้มสอาดรังสิต
ได้ส่งคุณครูฝ่ายวิชาการเข้าร่วมฟังบรรยาย
และประชุมปฏิบัติการด้วย
ซึ่งหวังว่า ทางโรงเรียนจะได้นำแนวคิดและความรู้ต่างๆ
จากงานนี้ไปปรับใช้ในโรงเรียนต่อไปค่ะ

ข่าวตัดจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ฉบับวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555
กรอบบ่าย หน้า: 10(บนซ้าย)








Create Date : 22 พฤษภาคม 2555
Last Update : 24 พฤษภาคม 2555 10:58:06 น.

0 comment
เกาลัดเริงร่าวันปิดเทอมฤดูร้อน [ปี 2555]

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเรียน
และยังต้องเรียนวันเสาร์ชดเชยน้ำท่วมตลอดทั้งเทอม
ก็ถึงปิดเทอมภาคฤดูร้อนเสียที

ปิดเทอมนี้นอกจากจะไปตะลุยเที่ยวและเรียนรู้กับพ่อแม่แล้ว
เกาลัดมีความสุขกับการไปอยู่บ้านครูเอ๋
ผูกปินโตทั้งสามมื้อ เช้า กลางวัน เย็น
วัดความสุขได้จากการที่เกาลัดอยากไปถึงแต่เช้า
เพื่อที่จะได้เล่นกับเพื่อนๆ เร็ว ๆ
และตอนเย็นก่อนกลับบ้าน
ก็อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นกับเพื่อน
ถ้าพ่อแม่ไปรับเร็วๆ อาจได้รับคำขอ
ให้อยู่รอเกาลัดเล่นกับเพื่อนให้เสร็จก่อน

คลิปเกาลัดร้องเพลงโฆษณาโค้ก




คลิปเกาลัดร้องเพลงเนสกาแฟ



คลิปน้องพิม น้องก้าวร้อง เต้น








Create Date : 18 พฤษภาคม 2555
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 11:48:43 น.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  
ชมจันทร์
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember

เย็นลมราตรีและหอมกลิ่นดอกไม้
โชยชื่นใต้แสงจันทร์


New Comments