Bloggang.com : weblog for you and your gang

Jele's Blog : One wife lives it

Group Blog

 
 
กันยายน 2551
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
21 กันยายน 2551

 
All Blogs

 

 

Apophis ปีศาจแห่งการทำลายล้าง ตอนที่ 1

ชื่อ Apophis อะโพฟีส เป็น ปีศาจแห่งการทำลายล้าง นำโลกไปสู่ความมืดชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ อยู่ในเทพนิยายของอียิปต์ในสมัยโบราณ หากใครเคยดูภาพยนตร์ซีรี่ย์ส เรื่องสตาร์เกท เอสจีวัน ก็อาจจะพบพ่ออะโพฟีสได้ เค้าเป็นตัวร้ายตัวหนึ่งในเรื่อง จะด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ชื่อนี้กลับกลายมาลงตัวได้พอดิบพอดี ประดุจดังคำขู่คุกคามจากนอกโลก เมื่อนักดาราศาตร์พบว่า มีโอกาสความเป็นไปได้สูงที่ ดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่ง ขนาดประมาณ 390 เมตร เพิ่งจะค้นพบเมื่อปี 2004 นี้เอง กำลังจะเข้ามาอยู่ในเส้นทางที่จะชนกับโลก ชื่ออะโพฟีสก็เลยถูกนำไปขนานนามให้มันเจ้าดาวเคราะห์น้อยเจ้าปัญหาดวงนี้ครับ

(ที่มาของภาพ : http://jc1701.com/peterwilliams_as_apophis_x.jpg)

ก่อนหน้าที่จะได้ชื่อนี้มาครอบครอง เจ้าอะโพฟีสนี้มีชื่อว่า 2004MN4 ตัวเลข 2004 คือเลขปีที่พบมัน ส่วนเลข 4 ตัวท้ายคือระดับความสำคัญของมัน อ้างอิงตามทอริโน่สเกล Torino Scale ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องนี้ต่อไปครับ

กรณีการชนครั้งนี้คงจะค่อนข้างแน่นอนล่ะครับ เมื่อโมนิกา เกรดี้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสะเก็ดดาวในมหาวิทยาลัยโอเพ่น Open University ได้ยืนยัน กรณีที่ดาวเคราะห์น้อยจะชนโลกนี้ ปัญหามันอยู่ตรง “เมื่อใด” ไม่ใช่ “ถ้า”. คือให้ตัดประเด็นเรื่อง ”ถ้า” ออกไปได้เลย ให้มาคิดกันดีกว่าว่าจะเป็นเมื่อใด และจะรับมือกับมันอย่างไร เพราะโดยปกติ ก็จะมีสะเก็ดดาวที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร พุ่งเข้าชนโลกเป็นประจำทุกสองสามแสนปีอยู่แล้ว ถ้าเป็นขนาดในระดับที่ใหญ่กว่า 6 กิโลเมตร ระดับนี้สามารถทำให้มวลสิ่งมีชีวิตสูญพันธ์ เรียกว่าล้างโลกกันเลย ก็อาจจะมีโอกาสพบกันทุกๆร้อยล้านปีเช่นกัน ณ.ตอนนี้ เราได้ผ่านเจ้าก้อนใหญ่นั้นมาแล้ว


(ที่มาของภาพ : http://media.skyandtelescope.com/images/Apophis+2029+flyby.jpg )
เรื่องดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลกของเรานั้นอาจจะเคยผ่านตากันไปบ้าง หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดไปว่า ฉันจะไปทำอะไรได้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
บางคนอาจจะนึกว่า อีกตั้งยี่สิบกว่าปี ถึงตอนนั้นด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ชาติ ก็คงจะแก้ปัญหาไปได้ล่ะน่า ก็อาจจะจริงนะครับ อย่างไรก็ตามผมใคร่ขออนุญาต นำเสนอแง่คิดของเรื่องนี้ในแบบประชาชนธรรมดาที่ไม่มีความรู้ทางดาราศาสตร์แม้แต่น้อย

ก่อนจะนำเสนอ ก็ขอสรุปเรื่องเป็นเกล็ดความรู้สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบความเป็นมาก่อนนะครับ

(ที่มาของภาพ : http://www.dancewithshadows.com/tech/images/apophis.jpg)

คือเจ้าอะโพฟีสนี่ จะเฉียดโลกในปี ค.ศ. 2029 (พ.ศ. 2572) ใช้คำว่าเฉียดนะครับ เพราะอะโพฟีสเค้าจะเข้ามาใกล้โลกมากในระดับสองหมื่นกว่าไมล์จากพื้นโลก (21,557 miles) เรียกว่าใกล้กว่าดาวเทียมบางดวงที่โคจรอยู่นอกโลกที่อยู่ในระดับ MEO (Medium Earth Orbit) เสียอีกครับ การที่เค้าเคลื่อนที่ผ่านโลกในระยะใกล้เช่นนี้ แรงโน้มถ่วงของโลกที่มีมหาศาล คือมีมากกว่าเจ้าเศษดาวนี้ ก็ย่อมส่งผลต่อวงโคจรเดิมของมันอย่างแน่แท้ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ละครับ

(ที่มาของภาพ : http://www.aerospaceweb.org/question/astronomy/impact/apophis-2029.jpg)
จากการคำนวณพบว่า เส้นทางโคจรหลังเฉียดโลกมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้มันจะย้อนกลับมาในอีก 7 ปีต่อไป หรือในปี 2036 (พ.ศ. 2579) และคราวนี้ก็จะโหม่งโลกตรงๆเลยครับ

(ที่มาของภาพ : http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/science2005/8.gif)
นาซ่าได้ประเมินสถานะการณ์ของการปะทะจากอะโพฟีสว่าน่าจะปล่อยพลังงานมหาศาลถึง 100,000 เท่าของระเบิดปรมาณูเมื่อครั้งฮิโรชิม่า พื้นที่นับพันตารางกิโลเมตรจะได้รับผลโดยตรงจากพลังงานนั้น และแน่นอน ถึงคุณจะอยู่อีกด้านหนึ่งของโลก ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นจากการชนนั้น ก็จะแพร่กระจายขึ้นไปในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มเราอยู่ ทำให้แสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึงผิวโลก อากาศจะหนาวเย็น แหล่งธัญญาหารของโลกจะวิบัติไปกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้ ผลจากการชนที่กล่าวถึงนี่เป็นส่วนน้อยนะครับ ในความเป็นจริง ถ้ามันเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาแน่นอนคือสภาวะอากาศแปรปรวน ทั้งผืนน้ำทะเล และชั้นของเปลือกโลกที่มีความเปราะบางอยู่เดิมย่อมได้รับการกระทบกระเทือน อาจจะมีโรคระบาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็เป็นได้

เป็นยังไงครับ เจ้าอะโพฟีส นี่ไม่ใช่เศษดาวธรรมดา ที่สามารถมองข้ามได้เสียแล้ว อันที่จริง เค้าก็ไม่ได้มองข้ามกันนะครับ บุคคลในระดับมันสมอง เค้าก็ยังประชุมหาวิธีกันอยู่ เพราะทุกคนต่างเข้าใจกันดีว่าเวลายี่สิบกว่าปีนี่ ไม่ได้นานเลย เผลอแพลบเดียว ก็ถึงวันโลกาวินาสแล้ว หลายคนอาจจะนึกว่า

1. มันจะไปยากอะไร ใช้มิสซายด์ยิงตูมเดียวก็เรียบร้อย
2. ใช้กันดั้มหลายๆตัวหน่อย ออกไปลากมันให้ออกไปนอกเส้นทาง
3. ฟอร์มทีมขึ้นมาประกอบด้วย บรู๊ซ วิลลิส ............ แล้วขึ้นไปฝังระเบิดบนเจ้าเศษดาวนี้

ครับ อาจจะคิดว่า เป็นเรื่องล้อเล่น แต่ในความเป็นจริงเค้าคิดกันทุกแง่ทุกมุมครับ บางประเด็นอาจจะทำไม่ได้ บางประเด็นอาจทำได้แต่ผลเสียอาจจะมากกว่าก็ได้ครับ

มีการประชุมผู้เชี่ยวชาญของ NEOs อยู่เป็นประจำครับ นีโอ หรือ Near-Earth Objects เป็นหน่วยงานที่สังกัดอยู่กับองค์การนาซ่า มีภาระกิจที่ต้องปฏิบัติคือ การสอดส่องดูวัตถุที่อยู่ใกล้โลกที่ส่งสัญญาณมีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นอันตรายต่อโลก
หน่วยงานเค้าไม่ใช่ฟอร์มกันขึ้นมาเล่นๆนะครับ มีกฏหมายบังคับใช้ด้วย เรียกว่า George E. Brown, Jr. Near-Earth Object Survey Act เค้าต้องทำตรวจ ค้นหา ติดตาม ทำข้อมูลของวัตถุต้องสงสัยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า 140 เมตรขึ้นไป และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์น้อยกว่า 1.3 AU. (Astronomical Unit เป็นหน่วยวัดระยะทางดาราศาสตร์) เรียกว่าถ้าเข้ามาใกล้ในระยะนี้อาจจะเป็นภัยได้ ต้องขึ้นบัญชีไว้ครับ และต้องรายงานให้สภาคองเกรสทราบด้วย จะเห็นได้ว่า เค้าใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้มาก ในขณะที่พวกเราสนใจแต่ในแง่ของ Deep Impact ดูจบแล้ว ก็แล้วกันไปเท่านั้น

จากการประชุมเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญแห่งนีโอกล่าวว่า การที่จะเบี่ยงเบนเส้นทางของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้นั้นต้องใช้เทคโนโลยีที่ต้องใช้เวลานับทศวรรษในการออกแบบ ทดสอบ และสร้างขึ้นมา จะเห็นได้ว่าการเตือนล่วงหน้าก่อนเวลาตั้ง 20 ปีนั้น ดูเหมือนว่าจะเหลือเฟือ จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ในการประชุมเมื่อปี 2005 แอนเดรีย คารูชี่ ประธานของมูลนิธิสเปซการ์ด Spaceguard Foundation กล่าวว่ารัฐบาลต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ว่าจะจัดการอย่างไร เพื่อที่นักวิทยาศาตร์จะได้มีเวลาเตรียมตัวสำหรับปฏิบัติการนั้น.


ณ.ปัจจุบันนี้อะโพฟีสถูกจัดอันดับไว้ถึงอันดับ 4 จาก 10 ของ โทริโน่สเกล หรือมาตรวัดการคุกคามที่จัดทำโดยกลุ่ม NEOs ซึ่ง 10 จะเป็นค่าของการชนที่แน่นอนซึ่งสามารถจะสร้างความหายนะให้เกิดขึ้นกับโลกได้ และนี่ก็เป็นค่าสูงสุดเป็นประวัติการนับแต่ได้มีการบันทึกมา และมีโอกาสเป็นไปได้ถึง 1 ต่อ 37 ที่จะเกิดขึ้น

สำหรับท่านที่สนใจสเกลของโทรีโน่ ผมถอดความให้จากเว็บไซด์ของนีโอครับ
สามารถดูต้นฉบับได้ที่ http://neo.jpl.nasa.gov/images/torino_scale.jpg



















ไม่มีผลกระทบใดๆ (โซนสีขาว  


0     โอกาสที่จะชนเป็นศูนย์ หรือน้อยมากจนใกล้ศูนย์  กรณีนี้อาจนำไปใช้กับวัตถุพวกดาวตก หรือวัตถุอื่นๆที่ถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ  ซึ่งมีโอกาสเป็นอันตรายน้อยมาก


ระดับปกติ (โซนสีเขียว     

1     พบอยู่เป็นประจำ โดยจะมีเส้นทางผ่านใกล้โลกแต่สามารถทำนายได้ว่าไม่มีอันตรายใดๆ    จากการคำนวณแสดงผลให้เห็นได้ว่า โอกาสที่จะเกิดการชนกันไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน  ไม่มีค่าอันใดควรแก่สาธารณะชนที่จะให้การสนใจ และ หากทำการสำรวจใหม่โดยกล้องโทรทรรศน์ก็อาจจะนำไปสู่การกำหนดค่าได้ใหม่ที่ระดับ 0



ระดับสังเกตุการณ์โดยนักดาราศาสตร์ (โซนสีเหลือง)                   


2     วัตถุในระดับนี้จะเริ่มจากการค้นพบ และอาจกลายเป็นงานประจำให้ค้นหากันต่อไป โดยเป็นวัตถุที่เข้ามาใกล้แต่ไม่มีการโคจรผ่านโลกที่ผิดปกติแต่อย่างใด. ในระหว่างที่สังเกตุการนั้นก็ไม่มีเหตุสนับสนุนให้สาธารณชนควรสนใจ ด้วยเหตุของการชนหรือปะทะนั้นเป็นไปไม่ได้เลย และ หากทำการสำรวจใหม่โดยกล้องโทรทรรศน์ก็อาจจะนำไปสู่การกำหนดค่าได้ใหม่ที่ระดับ 0.


3     เผชิญหน้าในระยะใกล้, เป็นระดับที่นักดาราศาตร์ให้ความสนใจ. จากการคำนวณให้ค่า 1% หรือมากกว่าของโอกาสที่จะปะทะและสามารถสร้างความเสียหายในวงจำกัด. และมีความเป็นไปได้ว่า หากทำการสำรวจใหม่โดยกล้องโทรทรรศน์ก็อาจจะนำไปสู่การกำหนดค่าได้ใหม่ที่ระดับ 0 ได้. อย่างไรก็ตาม ควรให้ความสนใจจากสาธารณะชนอย่างเป็นทางการ หากการเผชิญหน้ากับวัตถุดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นเร็วกว่า 1 ทศวรรษ.

4     เผชิญหน้าในระยะใกล้, เป็นระดับที่นักดาราศาตร์ให้ความสนใจ. จากการคำนวณให้ค่า 1% หรือมากกว่าของโอกาสที่จะปะทะและสามารถสร้างความวิบัติในวงกว้าง. และมีความเป็นไปได้ว่า หากทำการสำรวจใหม่โดยกล้องโทรทรรศน์ก็อาจจะนำไปสู่การกำหนดค่าได้ใหม่ที่ระดับ 0 ได้. อย่างไรก็ตาม ควรให้ความสนใจจากสาธารณะชนอย่างเป็นทางการ หากการเผชิญหน้ากับวัตถุดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นเร็วกว่า 1 ทศวรรษ.

ระดับภัยคุกคาม (โซนสีส้ม)        


5     ควรให้ความสนใจอย่างยิ่งจากนักดาราศาสตร์เพื่อการตัดสินใจลงความเห็นว่าการชนจะเกิดขึ้นหรือไม่   เพื่อป้องกันปัญหาภาครัฐควรตระเตรียมการให้พร้อม หากการเผชิญหน้ากับวัตถุดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นเร็วกว่า 1 ทศวรรษ


6     เป็นการเผชิญหน้ากับวัตถุขนาดใหญ่ในระยะใกล้ส่งผลร้ายแต่ยังคงความไม่แน่นอนกับภัยคุกคามในระดับหายนะของโลก ควรให้ความสนใจอย่างยิ่งจากนักดาราศาสตร์เพื่อการตัดสินใจลงความเห็นว่าการชนจะเกิดขึ้นหรือไม่   เพื่อป้องกันปัญหาภาครัฐควรตระเตรียมการให้พร้อม หากการเผชิญหน้ากับวัตถุดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นเร็วกว่า 3 ทศวรรษ


7     เป็นการเผชิญหน้ากับวัตถุขนาดใหญ่ในระยะใกล้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นภายในศตวรรษจะส่งผลร้ายแต่ยังยังคงความไม่แน่นอนกับภัยคุกคามในระดับหายนะของโลก.  สำหรับภัยคุกคามเช่นนี้ เพื่อป้องกันปัญหา นานาชาติควรตระเตรียมการให้พร้อม โดยเฉพาะการตัดสินใจอย่างเร่งด่วนเพื่อการลงความเห็นว่าการชนจะเกิดขึ้นแน่หรือไม่ 



ระดับเกิดการชนขึ้นแน่นอน (โซนสีแดง)  


8     การชนกันเกิดขึ้นแน่นอน ส่งผลให้เกิดความเสียหายในระดับท้องถิ่นหากตกลงบนแผ่นดิน  หรือมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นสึนามิถ้าจุดที่ตกอยู่ใกล้ชายฝั่ง   เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย ระหว่างทุกๆ 50 ปี ถึงทุกๆ หลายพันปี


9     การชนกันเกิดขึ้นแน่นอน ส่งผลให้เกิดความเสียหายในระดับภาคหากตกลงบนแผ่นดิน  หรือเป็นภัยคุกคามจากคลื่นสึนามิถ้าตกลงในมหาสมุทร   เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย ระหว่างทุกๆ หมื่นปี ถึงทุกๆแสนปี

10     การชนกันเกิดขึ้นแน่นอน ส่งผลหายนะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับภูมิประเทศบนโลกและอนาคตของมนุษยชาติทั้งสิ้นไม่ว่าจะตกบนบกหรือในมหาสมุทรก็ตาม  เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุกๆแสนปี หรือมากกว่านั้น





Free TextEditor


(ติดตามตอนต่อไป ใน "Apophis ปีศาจแห่งการทำลายล้าง ตอนที่ 2")


2008 Jele's Blog, Pantip Bloggang Allrights Reserved

 

Create Date : 21 กันยายน 2551
Last Update : 21 กันยายน 2551 20:29:25 น.
0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Jele

Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

Sixth Profile,
ความสุขที่หายไป

คงจะจริงที่ความทุกข์คือสิ่งที่คู่กันกับความสุข
หากไม่มีความทุกข์ เราคงไม่รู้ว่าความสุขคืออะไร

ดังนั้นสุขและทุกข์จึงอยู่คู่กันไปตลอดกาล

แต่มันก็แปลกอยู่อย่าง ...
ระยะหลังๆ ความสุขของผมดูเหมือนจะหายไป
ไม่รู้หายไปไหน ชีวิตดูเหมือนจะมีแต่ความทุกข์

ยกตัวอย่าง วันเสาร์อาทิตย์ เคยมีความสุข
ว่าเป็นวันหยุด ไม่ต้องไปทำงาน เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว

พอถึงวันเสาร์ ก็กังวลว่าพรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์แล้ว
เดี๋ยวๆก็วันจันทร์ ก็ต้องทำงานอีกแล้ว
ทำให้กังวลตั้งแต่วันเสาร์

หนักๆเข้า มีความทุกข์ตั้งแต่คืนวันศุกร์เลย
เพราะมักจะคิดไปว่า เผลอแป๊บเดียวก็เช้าวันเสาร์
แล้วก็วันอาทิตย์ วันต่อไปก็ต้องไปทำงานแล้ว
เป็นงานที่ไม่ชอบเลย ไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำ .......


ปัญหาคือ ถ้าสุขกับทุกข์มันคู่กันจริง
การที่ความสุขหายไป ความทุกข์ก็น่าจะหายไปด้วย
ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เกิดความสมดุล

แต่ประหลาดที่เจ้าความทุกข์มันยังอยู่
เหมือนกับว่ามันพอใจที่จะอยู่ตรงนี้ตลอดไป


รึเป็นเพราะว่าเจ้าความทุกข์มันเข้าใจว่าผมคือความสุข
ทำให้มันจับคู่อยู่กับผมแทน

ดังนั้นปัญหาคือ
อะไรล่ะที่ทำให้เจ้าความทุกข์มันคิดแบบนั้น ?


หรือ หน้าตาผมดูเหมือนเจ้าความสุข


ถ้าผมหน้าตาเหมือนมีความสุข
ก็อาจเป็นได้ที่ทำให้เจ้าความทุกข์จะเข้าใจผิดได้


สรุปว่าที่แท้ผมมีความสุขนั่นเอง
ไม่รู้ตัวมาก่อนเลยนะเนี่ย !


เฮ้อ ... สุขจังเลยเรา .....


 
Friends' blogs
[Add Jele's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.