I Am Legend , ในวันที่มืดมน ขอมนุษย์ทุกคนจงอย่าสูญสิ้นความหวัง จงอย่าหมดสิ้นศรัทธา


...จากโจทย์

I am legend = มนุษย์คนสุดท้ายบนโลก ที่โชคดีมีภูมิคุ้มกัน จึงมีชีวิตรอดจากไวรัสมฤตยูที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจคล้ายซอมบี้ที่เรียกว่า dark seeker

ลองนึกภาพตัวเองเป็นคนเขียนบทหรือผู้กำกับที่จะกำหนดภาพคร่าวๆของหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะขยายเนื้อหาของหนังข้างต้นให้มี 'อะไร' น่าสนใจในเวลาสองชั่วโมง เพราะ ตัวละคร ในหนังจะมีคนเล่นอยู่แค่คนเดียวในเมืองร้าง

ดังนั้น ลองนึกถึงว่า ถ้าหนังเรื่องนี้อยู่ในมือผู้กำกับประเภททำหนังตีหัวเข้าบ้าน ก็คงระดมสัตว์ประหลาด หรือ ผีดิบมาอัดใส่ให้บู๊ล้างผลาญครบๆสองชั่วโมง แล้ว เราก็จะมี หนังแอคชั่นระเบิดเถิดเทิงที่ฮีโร่คนสุดท้ายในโลกควงอาก้าฆ่าผีดิบ หรือ ออกมาเป็น 28 days later เวอร์ชั่น “ข้ามาคนเดียว” หรือ ถ้าตอนที่คิดจะให้ท่านผู้ว่าอาร์โนลด์เป็นตัวเอกเมื่อหลายปีก่อนเกิดเป็นจริง หนังเรื่องนี้คงกลายเป็น “คนเหล็กโลกตะลึง”

น่ายินดีที่ผู้กำกับ ฟรานซิส ลอว์เรนส์ จาก constanine มีความทะเยอทะยานที่พยายามผลักดันหนังที่ง่ายต่อการถูกสร้างแบบสูตรสำเร็จ ไปให้ไกลมากกว่านั้น จนได้ออกมาเป็น Cast away แบบ วิล สมิธ ติดอยู่ในนิวยอร์ค ผสมสิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้เอามากๆคือ การเล่นประเด็น 'ความหวังและศรัทธา' เหมือนกับเรื่อง signs


... โรเบิร์ต เนวิลล์ มนุษย์ที่อาจจะเป็นคนสุดท้ายที่เหลือรอดบนโลกใบนี้ มีสิ่งมีชีวิตเดียวที่พอจะตอบสนองเป็นเพื่อนคือ สุนัขคู่ใจ ที่แม้จะพูดไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังขยับตัวมีภาษากายตอบกลับมา





Spoiler Alert : เนื้อความถัดจากนี้ เปิดเผย เนื้อหาสำคัญในหนัง





...ถ้าเราเป็น โรเบิร์ต เนวิลล์ ที่สูญเสียลูกเมียไปต่อหน้าต่อตา สูญเสียเพื่อนมนุษย์ทุกๆคน

แต่ละวันจะทำอะไร

เช่าหนังมาดูวันละเรื่อง หยิบเพลงมาฟังวันละแผ่น เล่นเกมส์มันๆวันละเกม ออกไปหยิบเสื้อผ้าแพงๆมาใส่วันละชุด ฯลฯ ไม่ว่าจะทำอะไร เชื่อเถิดว่า วันหนึ่งทุกอย่างที่เคยทำก็จะกลายเป็นความซ้ำซาก

โรเบิร์ต เนวิลล์ ดูจะอับจนหนทางกว่า พระเอก Cast away เสียด้วยซ้ำ เพราะรายนั้น ยังรู้ว่านอกเกาะนี้ไกลออกไปยังมีผู้คน แต่ สำหรับ โรเบิร์ต ไกลไปอีกแสนเป็นล้านไมล์ ก็อาจจะไม่มีใครหลงเหลืออีกเลย

ความโดดเดี่ยวที่น่ากลัวถึงขนาดคาดหวังให้หุ่นโชว์จะโต้ตอบบ้างในฐานะเพื่อนมนุษย์ ความลำบากที่กลางวันต้องหาอาการ กลางคืนต้องหลบซ่อน ชีวิตที่พลิกอย่างไรก็ไม่เห็นความสุข และ ไม่เห็นกำลังใจในการใช้ชีวิตเลย

อาหารที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเช่นนี้ คือ เมนูชื่อ ความหวัง

ถ้าหมดความหวังคิดว่าโลกนี้ไม่เหลือใคร ตายดีกว่า
ถ้าหมดความหวังคิดว่าปัญหาตรงหน้าแก้ไม่ได้ ตายดีกว่า
ถ้าหมดความหวังคิดว่าตกงานแล้วจบอนาคต ตายดีกว่า

ชีวิตย่อมอับจนหนทางโดยสิ้นเชิง

ความหวัง คือ อาหารสำคัญในการเพิ่มพลังงานหล่อเลี้ยงชีวิต

โรเบิร์ต ยังคงใช้ชีวิตอย่าง มีความหวัง
โรเบิร์ต ยังคงส่งสัญญาณวิทยุ เพื่อหวังว่า จะมีคนตอบรับ
โรเบิร์ต ยังคงพยายามหาวัคซีน เพื่อหวังว่า จะรักษามนุษย์กลายพันธุ์ได้

แต่ ความหวัง ต้องดับวูบ หลังการสูญเสียครั้งสำคัญ เมื่อเหล่า dark seeker ตัดสินใจ เอาคืน ด้วยวิธีการวางกับดักวิธีเดียวกับที่เขาล่อพวกมันมาทดลอง นำไปสู่การสูญเสีย แซม

แซม ไม่ได้เป็นแค่เพื่อน ไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่ยังเป็น ตัวแทนสุดท้ายที่เชื่อมโยงเขากับลูกเมียไว้

...เมื่อความเชื่อมโยงสุดท้ายกับลูกเมียอันเป็นพลังชีวิตสำคัญที่สุดของเนวิลล์ถูกทำลาย อีกทั้งเขาอาจจะไม่เหลือใครอีกต่อไป

เดาใจว่า โรเบิร์ต คงคิดว่า สู้กันให้ตายข้างหนึ่งเลยคงจะดีกว่า



เขาตัดสินใจเดินหน้าลุยกับ dark seeker เพื่อล้างแค้นให้กับแซมด้วยวิธีการโง่ๆ ราวกับว่าจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับพวกมัน เดินหน้าลุยเหมือนว่าจะไม่คิดทางถอยอีกต่อไป ก่อนที่เขาจะตายก็ปรากฏ’คน’ที่โผล่มาช่วยเหลือ

เธอชักชวนโรเบิร์ตให้หนีไปอาณานิคมของผู้อยู่รอด เขาจึงถามหาหลักฐานความน่าเชื่อถือว่า อาณานิคมนั้นมีอยู่จริง เพราะการเดินทางคือความเสี่ยงต่อเอาชีวิตเข้าแลก

เธอตอบว่า เธอรู้สึกได้ว่า มี
เธอได้ยินเสียงของพระเจ้าบอกให้เดินทางไป
เธอขอให้เขา ศรัทธา แต่ เขาไม่มีศรัทธาให้กับพระเจ้าอีกต่อไปหลังการตายของครอบครัวและกับสิ่งที่เขาต้องพบเจอ

แต่เธอชวนให้เขาคิดว่า

เป็นเรื่องบังเอิญหรือ ที่อยู่คนเดียวมาสามปี แต่ พอกำลังจะตายกลับมีคนโผล่มาช่วยเหลือ
เป็นเรื่องบังเอิญหรือ ที่อยู่อย่างไร้หนทางมาสามปี แต่ พอกำลังจะตายกลับมีคนบอกถึงหนทางรอด
เป็นเรื่องบังเอิญหรือ ที่ล้มเหลวในการทดลองวัคซีนมาสามปี แต่ วันที่มีคนมาชวนหนีกลับรักษาได้
เป็นเรื่องบังเอิญหรือ ที่ผีเสื้อที่ลูกพูดถึงบ่อยๆ กลับมาปรากฏทุกครั้งในวันเก็บเกี่ยว รอยร้าวบนกระจก และ รอยสักบนตัวเธอ

ผีเสื้อ - สัญลักษณ์ของความงดงาม สัญลักษณ์ของการมีชีวิตสืบเผ่าพันธุ์(ลูก) สัญลักษณ์ของความหวัง เป็น สัญลักษณ์ ที่ทำให้ โรเบิร์ต ต้องตัดสินใจในวินาทีวิกฤติที่ความมืดมน(Daek seeker)เข้ามาคุกคามแสงสว่างริบหรี่สุดท้าย(วัคซีน) ว่า เขาจะเชื่อเสียงแห่งศรัทธาหรือสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้นี้หรือไม่

(ผีเสื้อ ทำให้นึกถึง สัญลักษณ์ต่างๆที่บาทหลวงเมอรีล พบเจอมาตลอดจากหนังเรื่อง Signs ทั้ง โรเบิร์ต และ หลวงพ่อเมอรีล ตั้งต้นด้วยความคิดว่า พระเจ้าช่างโหดร้าย พระเจ้าทอดทิ้งเราจึงพรากคนรักจากเราไป และ ตัดสินใจโยนศรัทธาที่เคยมีทิ้งถังขยะ )


... การตัดสินใจโดยอาศัยเสียงของพระเจ้า หรือ เสียงแห่งศรัทธา อย่างที่ โรเบิร์ตทำ หรือ ที่หลวงพ่อเมอร์ริลลงมือหวดเพื่อช่วยลูก อาจดูบ้องตื้นไร้เหตุผลสำหรับ คนวิทยาศาสตร์ แต่ อย่าลืมว่า หลายๆครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พิสูจน์ทุกอย่างแค่จากหลักการ อย่าง พี่น้องตระกูลไรต์ มีความรู้ด้านวิศวกรกลไก แต่แค่นั้นคงไม่สามารถสร้างเครื่องบินได้

เพราะเริ่มต้นทดลองครั้งแรก ย่อมต้องพบความล้มเหลว แต่ ปัจจัยที่ช่วยให้พวกเขาสร้างเครื่องบินออกมาสำเร็จ กลับเป็น สิ่งที่ไม่มีทฤษฎีและพิสูจน์ไม่ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือ พวกเขามี ความหวัง

ในวันที่มืดมน ถึงจะไม่รู้ว่าทางออกอยู่ตรงไหน

มนุษย์ที่ไร้ความหวัง จะยิ่งมองหาทางออกยากยิ่งกว่าผู้ใด แต่ ผู้ที่มีความหวังจะเหมือนมีไฟที่ส่องให้เห็นทางที่กำลังเดิน

ในวันที่มืดมน ถึงจะไม่รู้ว่าทางออกอยู่หนใด

มนุษย์ที่ไร้ความศรัทธาต่อสิ่งใดๆ จะเดินหาทางออกอย่างเปล่าเปลี่ยวเพียงลำพัง และหวาดกลัว แต่ ผู้ที่มีศรัทธาจะเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจเพราะเชื่อว่าตัวเองจะไม่เดินเดียวดาย



...ดังนั้น ถึงจะหามาตรวัดพิสูจน์จับ ความหวัง และ ศรัทธา เป็นชิ้นเป็นอันเป็นตัวตนไม่ได้

แต่ทั้งคู่ ก็คือ อาหาร สำคัญที่ทำให้ มนุษย์ มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้แม้จะต้องเผชิญวันที่มืดมนที่สุดของชีวิต




... วิล สมิธ พิสูจน์ตัวเองให้สตูดิโอให้เห็นอีกครั้งถึงการรับประกันความคุ้มค่าถ้าเลือกเขาเป็นนักแสดงนำ กับการแบกรับตัวหนังเกือบทั้งเรื่องด้วยตัวเขาเพียงคนเดียว และ เขาก็ทำได้ดีไม่แพ้ ทอม แฮงค์ ที่อยู่กับลูกวอลเล่ย์บอลใน Cast away

สมัยก่อน ผมเคยมอง วิล สมิธ เป็นแค่พระเอกขาย ความเท่ เหมือนสมัยเล่น ID4 หรือ Bad boys แต่ยุคหลังๆลีลาดราม่าแบบน้ำตาสั่งได้เช่นฉากห้องน้ำใน Pursuit of happiness หรือ ฉากส่งครอบครัวริมฝั่งน้ำกับฉากกอดแซมที่พื้น สร้างความเศร้าเสียใจให้คนดูคล้อยตาม หรือ กระทั่ง ฉากที่ดูเหมือนง่ายๆอย่างตัดสินใจไม่ยิงสิงโต แต่แววตาของเขาก็ทำให้เราเข้าใจความคิดแม้ไม่ต้องพูดออกมา การแสดงเหล่านี้ทำให้ผมต้องหันมามองตัวเขาใหม่อีกครั้ง

วิล สมิธ ทำให้ ตัวละคร โรเบิร์ต เนวิลล์ (เห็นนามสกุลนี้ทีไร นึกว่าเป็นญาติห่างๆของ แกรี่ กับ ฟิลล์ เนวิลล์ทุกที) มีอาการสติเกือบหลุดและดิ้นรนมีชีวิตรอดได้อย่างน่าเชื่อถือบวกกับบทที่ช่วยส่งเสริมการแสดงของเขา ทำให้เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่น่าจดจำ เชื่อว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์แต่เน้นไปเป็นหนังดราม่าล้วนๆ เขาจะได้รับการชื่นชมนักวิจารณ์มากไปกว่านี้อีก

...ครึ่งแรกของหนังถือว่า มีความกล้ามาก สำหรับหนังฟอร์มยักษ์ลงทุนสูงที่ยอมให้ ความเป็นดราม่า มีบทบาทสำคัญ โดยไม่รีบอัดฉากแอคชั่นมาขาย ซึ่งเสี่ยงต่อการเบื่อหน่ายของคนดู และ นำไปสู่ความผิดหวังของคนที่เตรียมมามันส์เต็มที่ แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ถ้าหนังอัดฉากแอคชั่นซอมบี้ตั้งแต่แรก หนังเรื่องนี้ก็จะไม่ต่างอะไรจากหนังป๊อบคอร์นฟอร์มยักษ์จำนวนมากที่สร้างมาแล้วดูครั้งเดียวจบ ไม่มีอะไรให้คิด ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ

...ส่วนตัวแล้วชอบครึ่งแรกของหนังที่ดำเนินเรื่องแบบนี้ เพราะมันช่วยบิวท์อารมณ์คนดูให้รู้สึกเหมือนตัวละครถึงความโดดเดี่ยวสิ้นหวัง ชวนให้เราลองคิดหาทางออกเหมือนตัวละครว่าจะทำอย่างไรต่อไป

และ ผมชอบการเล่าเรื่องแบบแฟลชแบ็คคู่ขนานไปกับปัจจุบันของหนังเรื่องนี้ ถึงจะไม่แปลกใหม่ แต่ จังหวะที่หนังทิ้งเป็นช่วงๆนั้นเลือกตัดได้อย่างยอดเยี่ยมเพราะมันมีผลต่อความรู้สึกคนดูให้ลุ้นให้สงสารตัวละคร และกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของคนดู ช่วยลดความน่าเบื่อจากการติดตามชีวิตประจำวันของตัวเอกไปได้บ้าง

นักแสดงอีกรายที่เล่นได้ดีสูสี วิล สมิธ ย่อมต้องเป็นผู้ที่รับบท แซม หรือ ซาแมนธ่า ไม่แน่ใจว่าเคยมีผลงานในหนังเรื่องอื่นมาก่อนหรือไม่ แต่เชื่อเถอะหลายคนต้องแอบน้ำตาซึมให้กับการแสดงของเธอ

... จุดเด่นหลักๆอีกจุดในหนังเรื่องนี้คือภาพเมืองร้าง ถึงหลายคนจะเคยดู ลอนดอนร้าง มาแล้วใน 28 days later แต่ ฉากนิวยอร์คร้าง ในหนังเรื่องนี้ ก็ยังคงแปลกตาน่าประทับใจไม่ว่าจะเป็นภาพมุมกว้างหรือการชอนไชไปตามแต่ละจุดของตัวเมืองที่สมจริง สิงสาราสัตว์ในหนังก็ยังเป็นการนำซีจีมาโชว์ได้อย่างเนียนตา เป็นการปิดถนนถ่ายเมืองแลกเสียงด่าของประชาชนได้ผลลัพธ์คุ้มค่าน่าพึงพอใจ

สิ่งที่ชอบ

1.การขยายไอเดียเรื่องมาเป็นบทหนัง ... ชอบที่หนังออกมาในแนว cast away + 28 days later + signs มากกว่าจะเป็น resident evil + 28 days later + Dawn of the dead

2.วิล สมิธ ... เยี่ยมจริงๆ

3. ความหวังและศรัทธา ... ชอบที่หนังเล่นประเด็นนี้แล้วก็สื่อออกมาได้น่าประทับใจ

4.น้องแซม ... น้ำตาซึมเลย น้องแซม


สิ่งที่ไม่ชอบ

1.จังหวะหนังช่วง 1/3 ท้ายเรื่อง ... ไม่ถึงกับไม่ชอบ แต่ รู้สึกผิดหวังนิดๆที่ช่วงท้ายหนังเร่งสปีดต่างจากช่วงต้นมากหลายเท่า ทำให้จบแบบรู้สึกเหมือนตัดฉับเร็วไปหน่อย


สรุป ... เป็นหนังป๊อบคอร์นฟอร์มยักษ์ ที่หนังตัวอย่างบวกคำโฆษณา ("เตรียมพบ วิล สมิธ สูงเท่าตึก 8 ชั้นที่ IMAX "– มันชวนดูมากขึ้นตรงไหนหว่า ?) อาจทำให้คนดูที่เตรียมปืนไปยิงผีดิบในโรงอาจต้องผิดหวัง เพราะนึกว่าจะมีฉากแอคชั่นอลังการอัดมาไม่ยั้ง แต่ ถ้าปรับตัวปรับใจได้ทัน ก็ใช่ว่าฉากแอคชั่นจะไม่มีเลย เพียงแต่มันถูกลดลงเป็นรองจาก ความเป็นหนังดราม่าที่เล่าเรื่องของผู้อยู่รอดกับความหวัง&ศรัทธา

ส่วนตัวแล้วชื่นชมที่หนังตลาดๆแบบนี้ มี สารอาหาร ให้กับคนดูมากไปกว่า ความอร่อย เหมือนหนังตลาดๆทั่วไป + ชื่นชอบ หนังเรื่องนี้ ที่ทำออกมาดูสนุก และ ค่อนข้างสมบูรณ์ในหลายด้านๆ เป็น งานฟอร์มยักษ์ที่อยู่ในข่ายดี


Link ที่อ้างอิงถึงใน blog

The Pursuit of Happyness , ปัญหาชีวิตก็เหมือน รูบิค - ถ้าทำไม่ได้จะ สู้ต่อ หรือ โยนทิ้ง-


หมายเหตุ : ใกล้สิ้นปีแล้วครับ เหมือนๆทุกปีตามประเพณีของ Blog นี้ ที่จะเชิญชวนเพื่อนผู้อ่านมาเลือก

10 ตัวละครประทับใจจากหนังปีที่ผ่านมา

10 ฉากประทับใจจากหนังปีที่ผ่านมา

5 หนังไม่ชอบ / 10 หนังชอบ แห่งปี


เลือกไว้ในใจจดไว้ในมือ แล้วสิ้นปี มาคุยกันครับ




ขอบคุณครับ สำหรับทุกๆเสียงโหวตที่มอบให้กับ Blog นี้



แจ้งข่าวจาก จขบ. : องศาที่ 361เลื่อนเป็น อีกสองสัปดาห์แน่นอนแล้วว่า รอเจอ องศาที่ 361 พ็อกเก็ตบุ้คเล่มที่ 2 ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ที่จะนำ หนัง มาเป็น สะพาน ให้ผู้อ่านเข้าใจตัวเองและพบมุมเล็กๆที่จะทำให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม ที่ร้านหนังสือใกล้บ้านท่านนะค้าบ






ขอฝาก"หนังสือรัก" พ็อกเก็ตบุ้คที่ไม่ใช่ หนังสือวิจารณ์หนัง แต่เป็นการหยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 17 ธันวาคม 2550
Last Update : 17 ธันวาคม 2550 1:02:08 น.
Counter : 7147 Pageviews.

45 comments
3062_To All the Boys: P.S. I Still Love You หอมกร
(16 พ.ค. 2563 08:33:45 น.)
*** The Half of It *** ครึ่งไหนที่ใจต้องการ navagan
(11 พ.ค. 2563 00:32:23 น.)
2763_Spirited Away หอมกร
(5 พ.ค. 2563 14:39:36 น.)
2663_Bright (2017) หอมกร
(1 พ.ค. 2563 14:45:59 น.)
  

แวะมา Say Hi!!!!! ครับ
จะไปดูเรื่องนี้วันพรุ่งนี้คร้าบบบบบบบ

และมาชวนไปชิมส้มตำโคราชด้วยกันครับ

ส้มตำโคราช

สามารถคลิกที่ภาพเพื่อเข้า Blog มิสเตอร์ฮองได้ครับ

โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:0:25:39 น.
  



เชอะๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่อ่านหรอก บทวิจารณ์เรื่องนี้น่ะ เพราะ......

เพราะ.....

เพราะ.......

เค้ายังไม่ได้ดูเลยง่า แง้ๆๆๆๆๆๆๆ
ไว้ดูก่อนแล้วค่อยมาอ่าน อิอิ โรคจิตป่าวเนี่ย ๕๕๕๕๕
โดย: เผือกหางหงอก วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:0:34:55 น.
  
ใช่เค้าเอาหนังเก่ามาทำใหม่หรือเปล่าค่ะ แค่เปลี่ยนชื่อเรื่องนะคะ เรื่องเดิมรู้สึกจะชื่อว่า The omega man ถ้าจำไม่ผิด เคยดูนานมากแล้ว
โดย: rambujan วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:0:49:05 น.
  
ชอบค่ะ
ตอนแรกนึกว่าแนวซอมบี้ บู๊ล้างผลาญ คิดจะไม่ไปดูซะแล้ว

คิดว่าตัวหนังก็สมเหตุสมผลดี แต่โดยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ฝักใฝ่ในศาสนาเท่าไหร่ เลยไม่ซึ้งเท่าที่ควรมั้งคะ

ไม่ได้อ่านนาน วันนี้ขอตามอ่านทุกเรื่องเลยแล้วกัน

ขอให้วันนี้เจอแต่สิ่งดีๆ นะคะ
โดย: Halle' IP: 124.157.161.85 วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:9:33:51 น.
  
ป ล. ชอบแซมมากๆ เหมือนกันค่ะ
โดย: Halle' (iSIs_OsiRis ) วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:9:42:17 น.
  
ว่ายยยยย .... น้องแซมตายเหรอ... งั้นไม่ดูแระ

โดย: ตาอ้วนชวนคุย วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:10:02:20 น.
  
ไปดูมาแย้ว
ซึ้งเหมือนกาน
จบห้วนไปนิดนึง
โดย: pooce62 IP: 203.155.56.246 วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:10:31:13 น.
  
เห็นโปสเตอร์ครั้งแรก ก็อยากดูเพราะเป็นวิล สมิท เล่น
แต่พอดูหนังตัวอย่างกลับรู้สึกไม่อยากดู เพราะไม่ชอบหนังพวกซอมบี้
แต่อ่านรีวิวของคุณแล้วรู้สึกอยากดูขึ้นมาอีกครั้ง
โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:13:37:55 น.
  
จะหาโอกาสไปดูค่ะ
โดย: memoirsgirl วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:14:09:37 น.
  
เรื่องนี้อยากดูจังเลยค่ะ
โดย: Complicatedgirl วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:21:33:37 น.
  
ชอบทั้งเรื่อง ยกเว้นตอนจบ
ง่ายเกิ๊น
ฮอลลีวู้ดเกิ๊นนนน
โดย: โดทีราสิส IP: 58.8.128.207 วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:23:39:18 น.
  
ชอบการเล่าเรื่องมากๆ จากตอนแรกที่เห็นว่าซอมบี้ในหนังตัวอย่างดูน่าเกลียด แต่ดูในเรื่องก็ถือเป็นซอมบี้ที่ดูมีเนื้อมีหนังดีใช้ได้ทีเดียว ฉากแอ็คชั่นก็ไม่ไก่กาอาราเล่ สร้างอารมณ์สยองขวัญให้คนดูได้เยอะ

พูดถึงดราม่า วิล สมิธ ก็ยังเล่นได้ไม่น่าเกลียด (แม้ว่าจะค่อนข้างมีปัญหากับฉากที่ต้องตะโกน หรือระเบิดอารมณ์ ที่เล่นใหญ่จนดูเหมือนเฟค) แต่คนที่น่าชื่นชมมากกว่ากลับเป็นน้องหมาแซม และ เอ็มม่า ธอมป์สัน ที่โผล่หน้ามาแค่ไม่ถึงนาทีในช่วงต้นเรื่อง

เธอทำให้ตัวละคร ดร.แอนนา คริปปิน อดีต "ตำนาน" ผู้คิดค้นวัคซีนรักษาโรคมะเร็ง กลายเป็นตัวละครที่น่าค้นหา มีปริศนา และคาใจกับชะตากรรมของเธอ ภายหลัง "ตำนาน" นั้นกลายเป็น "หายนะ" ครั้งใหญ่หลวง

ตอนจบ หนังพยายามยัดเยียดมากไปหน่อย แม้จะไม่ถึงขั้นทำให้หนังยับเยินไปทั้งเรื่อง แต่ก็สมควรถูกตัดเกรดพอสมควร
โดย: nanoguy วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:0:53:16 น.
  
ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้นะครับ

ส่วนตัวก็นึกอยู่เหมือนกันว่า คงเป็นหนังซอมบี้กระโดดกัดคอเลือดสาด
แต่พอหนังเริ่ม หนังเล่าแบบช้าๆ เนิบๆ แต่ได้อารมณ์
ผมก็นึกในใจว่า แบบนี้ดีกว่าเยอะ เข้าถึงความเหงาและสิ้นหวังของคนที่ต้องอยู่บนโลกคนเดียวจริงๆ

ส่วนตัวฉากน้องแซมก็ซึ้งอยู่ แต่ฉากถัดจากนั้นประโยคที่พี่วิลพูดกับน้องผมดำ ทำเอาผมใจสั่นเลย
ชอบฉากนั้นของพี่วิลมากๆ ครับ แสดงได้เยี่ยมจริงๆ
โดย: คุณชาย "ไม้แขวนเสื้อ" IP: 202.91.18.192 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:2:05:37 น.
  
เข้ามาอ่านค่ะ
โดย: นู๋ ม. วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:4:23:07 น.
  
วิจารณ์ได้ตรงใจจัง...ชอบมากค่ะ....
ถึงจะไม่เป็นแนว Action มากมายแบบที่คิดไว้
แต่ Drama กับความกดดันที่ค่อยๆใส่เข้าไปทำให้อินไปกับหนังด้วย...
ชอบ "แซม" มากที่สุดเลย
แอบน้ำตามซึมตอนที่แซมตายด้วย...
โดย: Little Dreamer IP: 203.153.180.34 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:8:21:35 น.
  
พออ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้เสร็จแล้ว สมองก็ประมวลผลให้ทำสองอย่างในทันทีครับ

อย่างแรก คือ ผมต้องพิมพ์อะไรซักหน่อยเพื่อเป็นค่าบริการในการอ่านบทวิจารณ์ที่มีประโยชน์ล้นหลามของพี่

อย่างที่สอง (จริง ๆ คิดได้ตั้งแต่อ่านได้ครึ่งหน้าแล้วครับ) คือ ผมจะอดใจเก็บเงินไว้ดูหนังส่งท้ายปีเรื่องอื่นแทน
เพราะว่าผมยังไม่อยากนั่งเหงื่อแตกในโรงหนังที่เปิดแอร์ในช่วงหน้าหนาว

บทความวิจารณ์หนังเรื่องนี้ เติมเต็มความอยากรู้อยากเห็นปนไม่แน่ใจของผมได้อย่างดี ว่าผมควรจะไปดูหนังซอมบี้
ส่งท้ายปีดีหรือไม่ โดยการให้ความคิดเห็นและแจกแจงประเด็นของหนังอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมานั้น ได้เป็นคำแนะนำ
ชั้นยอดสำหรับผมแล้วครับ ว่าจะไม่ไปดูแหงม ๆ

ใจจริงแล้วผมอยากลองประสบการณ์ดูหนังระทึกขวัญที่เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดหรือซอมบี้สองเรื่องติดนะครับ
แต่มาไตร่ตรองอีกทีโดยใช้เหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก ก็คิดได้ว่า ไม่เอาแล้ว ไม่อยากดูหนังที่ต้องลุ้น
จนตัวโก่งจนเบาะยุบ ที่น่าจะเหมือน The Mist อีกแล้ว

The Mist เป็นหนังที่ผมขออนุญาตสรุปว่าเป็นหนังที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันกับหนังเรื่องนี้มาก
(แม้ผมจะยังไม่ได้ดูI Am Legend แต่ก็พอนึกภาพออกแล้ว ว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรจากการอ่านบทความนี้)
ซึ่งเนื้อหาโดยละเอียดของหนังนี้จะยังไม่ขอเอ่ยนะครับ กลัวสปอยล์ แต่เชื่อว่าน่าจะเข้มข้นไม่แพ้กัน เพราะว่าเป็นหนังที่สร้างจากนิยาย
ของคุณลุง สตีเฟ่น คิง เพียงแค่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนักเขียนท่านนี้แล้ว ก็คงไม่ต้องสืบว่าเนื้อหา
แนวทางการเขียนนั้นเป็นอย่างไร ระทึกครับ ระทึกมาก แต่ไม่ระทึกขวัญเหมือนหนังผีนะครับ ออกแนวลึกลับมากกว่า

ผมว่ามันน่าจะเป็นแนวที่ระทึกมาก ๆ สำหรับคนจินตนการสูง(อย่างผม - ซึ่งไม่เหมาะกับการดูหนังแนวนี้เท่าไหร่
เพราะมักจะเพ้อเครียดอุปทานไปว่าถ้าเกิดเรื่องราวในหนังเกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นอย่างไร)
ซึ่งหลังจากเดินออกจากโรงแล้ว ผมก็ไม่ต่างกับบรรดาผู้ชมที่ต่างนิ่งอึ้งตาม ๆ กัน กับเนื้อหาและตอนจบที่บีบรัดหัวใจ
แต่ผมว่านั่นน่าจะเป็นสิ่งที่พี่เจ้าของบล๊อกต้องการ สำหรับหนังแนวเดียวกันนี้ โดยเมื่อไปดูแล้วจะได้ดราม่าเต็ม ๆ ครับ
อาจมีแอ๊คชั่นบ้าง แต่ก็อยู่ในขอบเขตโครงเรื่องที่นักเขียนชื่อดังท่านนี้ปูไว้อย่างดี

ว๊าก พิมพ์จ่ายค่าบริการเยอะไปหรือเปล่า นี่เป็นครังแรกที่จ่ายนะครับ แต่ก่อนหน้านี้แอบติดมาเยอะแล้ว
แวะเวียนมาบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็อ่านบทความวิจารณ์หนังซะมากกว่า - พี่เขียนได้สุดยอดครับ
แล้วจะมาจ่ายอีกครั้งครับ คงเป็นอีกทีที่ผมมาขอความช่วยเหลือจากการอ่านบทความของหนังที่ผมลังเลใจไม่กล้าไปดู



โดย: (กดกริ่ง)...มาจ่ายค่าบริการอ่านบล๊อกครับ IP: 99.245.48.80 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:10:22:13 น.
  
ไปดูมาแล้ว ชอบมากเลยค่ะ รู้สึกอย่างที่บอกเลย
โดย: กุ๊กกุ๊ก IP: 158.108.80.113 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:10:52:54 น.
  
ชอบประเด็นความเหงา (กลางเมืองนิวยอร์ค) ชอบฉากสิงโตล่ากวางกลางถนน และชอบฉากที่พระเอกเดินเข้าไปในร้านเช่าหนังแล้วไม่ใครคุยด้วย แท้จริงมนุษย์ในเรื่องไม่ได้หายไปไหนหรอก สิ่งที่หายไปคือความเป็นคนในสังคมเมืองมากกว่า
โดย: beerled IP: 203.154.187.178 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:13:00:11 น.
  
จะไปดูเร็วๆนี้แหละครับ อยากดูมากแต่หาโอกาสไปดูไม่ได้สักที
โดย: GunError IP: 58.10.103.198 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:13:07:42 น.
  
ยังไม่ได้ดูเลยครับ แต่เข้ามาหาข้อมูลเพราะรู้ว่าเขียนสนุกและมีสาระ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ

ปล.อ่านไปเรื่อยๆมาเห็นว่าเก็บค่าอ่านเลยพิมพ์นะเนี่ย
โดย: โดนัท IP: 220.42.58.207 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:13:24:01 น.
  
เหมือนกับคนที่กินข้าวกับผัก(ซอมบี้)มาตลอดมันก็เอียน พอมาเจอจานนี้..โอ้! ข้าวหน้าเนื้อ(ไม่ใช่ เนื้อหมาแต่อย่างใด เนื้อหาใหม่อะครับ อารมณ์ใหม่ๆ) เนื้ออร่อยมาก ถึงแม้เนื้อน้อยไปหน่อย(ตอนหลังเหลือแต่ผักก็เข้าอิหรอบเดิม)แต่ก็อร่อยเหาะ

ผมชอบครับ กะไปกินรอบ2อีกด้วย
โดย: adente IP: 202.28.12.46 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:13:44:51 น.
  
กำลังรอให้คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียนเรื่องนี้อยู่พอดีเลย
อ่านจบแล้วก็ตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ
โดย: mistress IP: 58.9.41.195 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:15:58:43 น.
  
ดูมาแล้วเหมือนกัน
ชอบครับ
ตอนที่แซมตายเนี่ยเศร้าเลย
หนังถ่ายทอดความรู้สึกของพระเอกได้ดีมากเลย
ทำให้คนดูเข้าใจความเศร้าของพระเอกว่ามันแซดแค่ไหน
โดย: "Jack Bauer" IP: 124.120.86.113 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:18:39:21 น.
  
อ่านแล้วผมขอบอกว่าผมเห็นด้วยในหลายๆสิ่งเลยล่ะครับ และก็ทำให้รู้ถึงแง่มุมในสิ่งที่ผมนึกไม่ถึง พอมาอ่านแล้วก็...เอ้อ เราลืมนึกถึงประเด็นนี้ไปได้ไงเนี่ย

ยังไงก็ขอขอบคุณมากๆน่ะครับที่เขียนบืวิจารณ์ดีัๆให้อ่าน

ป.ล ผมรู้สึกเช่นเดียวกันกับตรงสิ่งที่ไม่ชอบและชอบของคุณน่ะครับ เหอะๆ

**** ขอเชิญชวนไปเยี่ยมบล็อคของผมด้วยน่ะครับ
โดย: แชมป์คุง วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:20:19:59 น.
  
เพิ่งไปดูมาครับ โดยรวมๆ ก็ชอบ เสียแต่ตอนจบมันรวบรัดตัดความแบบสูตรสำเร็จไปหน่อย อุตส่าห์ทำละเมียดละไมมาทั้งเรื่อง จู่ๆ มาตัดจบซะงั้น

ชอบภาพเมืองร้างครับ ทำออกมาดูดีมาก

ชอบฉากที่พระเอกยืนร่ำลาลูกและเมียที่ขึ้น ฮ. ไป วิล สมิท ทำสีหน้าแววตาได้ดีมากครับ เป็นฉากที่ซึ้งที่สุดของเรื่องนี้สำหรับผม
โดย: AronSun IP: 124.120.239.91 วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:22:13:11 น.
  
ตั้งใจไว้ว่าจะไปดู แต่ยังไม่มีเวลาไปสักที
พอมาอ่านรีวิวแล้ว ต้องรีบหาเวลาไปดูซะแร๊วค่ะ
โดย: aorengja IP: 202.147.38.96 วันที่: 19 ธันวาคม 2550 เวลา:13:18:36 น.
  
+ เพิ่งดูมาเมื่อวานตอนย่ำค่ำครับ ... รู้สึกคล้ายๆ คุณ จขบ. แหละครับว่าชอบส่วนใหญ่ๆ ของช่วงต้นเรื่องที่เป็นอารมณ์ดราม่า แต่พอตอนใกล้จบ ดันเป็นหนังสูตรฮีโร่แบบฮอลลีวู้ด ฮอลลีวูด ไปซะนี่
+ ฉากนิวยอร์กร้าง ถึงจะได้เห็นเยอะ (และมีหลายจุดที่คุ้นๆ ตา เพราะผมเพิ่งไปมาได้ไม่นาน) ... แต่อารมณ์มันไม่หลอนเท่าลอนดอนร้างใน 28 Days อ่ะครับ คงเป็นเพราะมันดูเป็น CGI มากไปละมั้ง
+ วิล สมิธ เล่นอารมณ์ดราม่าได้ดี ... แต่ผมชอบทอม แฮงค์ส ใน Cast Away มากกว่าพอสมควรเลยอ่ะครับ เพราะสถานการณ์นั้นมันดูเป็นการ 'ติดเกาะ' จริงๆ แต่กับเรื่องนี้มันดูสมมติๆ ยังไงไม่รู้ ... เพราะหลายๆ อย่างก็ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างเช่น พระเอกไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม แต่น้ำมันในปั๊มมาจากไหนกันล่ะ ในเมื่อไม่มีคนในเมืองนี้แล้ว, น้ำ-ไฟ ต่างๆ อีก ทำไมยังมีใช้อยู่ได้ ... ส่วนพวกซอมบี้ ดูจากในหนังแสดงว่า ฉลาดพอสมควร สามารถเรียนรู้ได้ดี แต่ทำไมโง่หาพระเอกไม่เจออยู่ตั้งนาน แล้วหิวโหยกันแบบนั้นมาตั้ง 3 ปี หาอะไรกินไม่ได้ ไม่อดตายกันไปหมดแล้วเหรอนั่น
+ พอรวมองค์ประกอบหนังทั้งหมดออกมา สำหรับผมเลยอยู่ในระดับ 'พอดูได้ แก้เซ็ง' อ่ะครับ หุๆ (เพราะหนังที่พูดถึง ความหวัง และ ความศรัทธา ก็มีหลายเรื่องแล้วด้วยมั้ง เลยรู้สึกว่าประเด็นมันไม่ใหม่อะไรอ่ะครับ)
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 21 ธันวาคม 2550 เวลา:12:35:43 น.
  
ไปดูมาแล้ว
แบบว่าเพื่อนมานชวน
มัดมือชกมาก
ก็สนุกดี เข้าใจว่าเป็น plot ที่เล่าเรื่อง หาเหตุผลประกอบได้ยาก
ประมาณว่าโจทย์ยาก
แต่ก็ยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร ในบางจุด
ยังงงๆตอนที่ผุ้หญิงคนนั้นมาช่วย เขาช่วยยังไง ไอ้พวก ds มานก็ต้องเยอะ แถมน่ากลัว ก็ยังงงๆ
พี่แกเล่นจะจบก็จบอืม ง่ายไปไหม
โดย: ในบัดดล IP: 161.246.1.34 วันที่: 21 ธันวาคม 2550 เวลา:14:08:17 น.
  
รีวิวได้ดีมากครับ อ่านแล้วเข้าใจประเด็นในหนังได้ดีขึ้น

หนังดีครับ สนุกดีและมีเนื้อหาสาระให้ได้คิดและติดตาม ไม่ใช่ไล่ยิงกันอย่างเดียว วิลล์ สมิธ และ น้องแอ๊บบี้(ชื่อของสุนัขที่เล่นเป็นแซม) เล่นได้ดีจริงๆ และสุดท้ายที่ต้องชมคือผู้กำกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ที่กล้าทำออกมาแนวนี้ แม้ฉากบู๊จะดูลวกๆหน่อย ไม่ค่อยประดิษฐ์เหมือนคอนสแตนติน แต่ผมคิดว่ามันเหมาะกับบรรยากาศในหนังดีครับ คุ้มค่าแก่การเสียตังค์ครับหนังเรื่องนี้(ยกเว้นถ้าหวังจะไปดูหนังแบบ ผีชีวะ2 หรือ Dawn Of The Dead อย่าเสี่ยงเลยครับ)
โดย: tHecHamp IP: 58.8.231.203 วันที่: 25 ธันวาคม 2550 เวลา:2:40:18 น.
  
คนชมกันเยอะ ขอพูดถึงเรื่องที่ IAL ทำได้ไม่สมบูรณ์บ้างค่ะ
ต้องบอกก่อนว่า Will Smith เป็นดาราผิวเข้มคนเดียวที่เราชื่นชอบมาตั้งแต่ The Fresh Prince of Bel-Air เราจึงตั้งใจไปดู I am Legend เพื่อฉลองความสำเร็จจากรายได้เปิดตัวของหนังเรื่องนี้ให้กับ My Will ความเห็นเราจึงเต็มไปด้วยอคติจากความรัก ^ ^

ซื้อตั๋วเข้าโรงโดยไม่รู้พล็อตเลย ครึ่งแรกจึงเข้าใจว่า ไวรัสถูกกักกันไว้แค่ในเกาะแมนฮัตตัน เนวิลแม้มีภูมิต้านทานแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเกาะนี้ สิ่งที่ทำให้เค้าอยากอยู่ต่อไป คือความหวังที่จะได้พบหน้าลูกเมียอีกครั้ง เราจึงไม่สงสัยว่าทำไมเนวิลไม่เอาปืนยิงหัวตัวเองตายไปตั้งนานแล้ว
เนื่องจากผู้เขียนบทพยายามจะแสดงชีวิตประจำวันของเนวิลให้คนดูได้สัมผัสความเหงา เดียวดาย น่าหวาดกลัว จึงกลายเป็นว่าความสำคัญของเรื่องตกอยู่ที่เนวิลและแซม มากกว่าเนวิลกับงานทดลองของเค้า ไม่ว่าจะเป็นฉากโชว์ความระห่ำในการขับรถไล่ล่ากวางทั่วเมือง (เพื่อเป็นอาหาร?) หรือฉากพูดคุยกับหุ่นในร้านวีดีโอ (เป็นซีนที่เราชอบมาก วิล สมิททำให้เรายิ้มแบบเศร้าๆ กับซีนในร้านนี้ได้ทุกครั้ง) เราเชื่อสนิทใจว่าเค้าคือมนุษย์คนเดียวที่อยู่เกาะแมนฮัตตันมาหลายปี กับสุนัขเพื่อนตาย และเริ่มมีอาการคลุ้มๆคลั่งๆของคนที่อยู่คนเดียวท่ามกลางความหวาดกลัวมานานเกินไป แต่ทว่า เราไม่ได้รู้สึกว่านี่คือนักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งมั่นเพื่อพิชิตไวรัสร้าย ซึ่งควรเป็นตีมของเรื่องตามชื่อ I am Legend ส่วนนี้ เราโทษคนเขียนบทที่ทำให้ หนังไปไม่ถึงข้อสรุปดังกล่าว (ก็บอกแรกว่าเราลำเอียง)

สิ่งที่เราชื่นชมที่สุดใน IAL คือ ความสามารถส่งความน่ากลัวของสถานการณ์ในเรื่องมาที่เราได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะฉากเปิดตัวครั้งแรกของ DS เชื่อมั๊ย ออกจากโรงมาเป็นชั่วโมง เรายังรู้สึกสั่นอยู่ข้างใน เพราะยังอินกับการระวังตัวเองไม่ให้ถูกพวกมันจู่โจม จนต้องถามตัวเองว่าเพิ่งดูหนัง Horror มาหรือ ถ้าผู้กำกับไม่เจ๋งจริง คงทำไม่ได้
โดย: Nusantara IP: 203.155.24.138 วันที่: 26 ธันวาคม 2550 เวลา:11:50:50 น.
  
ไปดูมาแล้วค่ะ หนังรื่องนี้ พอจะเรียนเรื่องทฤษฎีสัญญะ มาบ้าง เห็นผีเสื้อแล้ว get ตั้งแต่แรกเลย ^^
โดย: jAmiEz IP: 125.25.94.138 วันที่: 26 ธันวาคม 2550 เวลา:14:39:46 น.
  
ก็ สนุกดีนะ ไปดูมาแล้ว แต่ สงสารหมามากเลย แต่ถ้าเราได้อยู่คนเดียวในโลกก็คงดี อยากทำอะไรก็ทำได้ตามใจ ไม่มีใครมาคอยบ่นคอยว่า
โดย: Paew IP: 125.27.101.231 วันที่: 31 ธันวาคม 2550 เวลา:15:21:13 น.
  
สนุกมากแต่สงสารเฮียวิลกับน้องหมา ถ้าไม่มีความหวังก็ไร้หนทาง
โดย: Golfxxjung IP: 125.24.108.4 วันที่: 1 มกราคม 2551 เวลา:4:07:27 น.
  
เพิ่งได้มีโอกาสไปดู

และอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลังจากไปดูหนัง ก็จะแวะบล็อคของคุณ

เรื่องนี้ผิดหวังงงงงงงง ที่โฆษณาว่าเป็นแอคชั่น
เพราะแต่ละฉากมันซ่อนความน่ากลัวของเรื่องราว ที่ค่อยๆ อัดเข้ามา ความสิ้นหวังที่เกิดขึ้น

มันเป็นฉากเศร้า สะเทือนอารมณ์กับการจากไปของสุนัขคู่กาย ที่เหมือนทำให้โลกทั้งโลกไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว

เสียดายที่ฉากจบมัน"เร็ว" ไปนิดหน่อย เลยไม่ค่อยอิ่มกับเรื่องที่ค่อยๆ ทอด และกดความรู้สึก

โดย: K-modjung IP: 61.90.140.186 วันที่: 2 มกราคม 2551 เวลา:10:35:45 น.
  
ชอบเรื่องนี้เหมือนกันครับ
ดูจบต้องไปค้นหาดูเลยว่า
ผู้กำกับเคยทำเรื่องไหนมาก่อน

แต่จะว่าไป ท้ายเรื่องมันเร่งจริงๆด้วยสิเนอะ
^^
โดย: noomz IP: 161.246.1.33 วันที่: 8 มกราคม 2551 เวลา:3:02:56 น.
  
ได้ดูแล้วครับ เยี่ยมมากเลย โดยส่วนตัวชอบมาก
ก็ไม่ได้คิดว่ามันจบฉับเร็วไปนะครับ พอดีช่วงนี้ก็ขี้เกียจดูยาวๆเหมือนกัน55

วิลสมิธเจ๋งมากครับ ตอนเข้ารังDSกลัวซะจนผมกลัวไปด้วยเลย ตอนพี่แกสะดุ้งผมก็เด้งตกเก้าอี้เหมือนกัน
ไม่กลัวนะ แต่อินไปกับแก
โดย: โดนัท IP: 220.42.58.207 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:0:24:00 น.
  
ฉันชอบตรงที่...........
1. ประหยัดงบจ้างคน ประหยัดคลิป เพราะทั้งเรื่อง มีคน 3 คน ถ้ารวมครอบครัวของโรเบิร์ต เนวิลล์ ก็เป็น 5 คน ไม่เปลืองพลังงานโลก
2. ฉันชอบตอนที่โรเบิร์ตเปิดเพลงให้หญิงที่ช่วยเขาได้ฟัง และเล่าเรื่องของเดนเนี่ยน(นักร้อง)ให้ฟังว่า เดนเนี่ยนเป็นชนผิวดำ ร้องเพลง และมีแนวคิดที่ดี เดนเนี่ยนเคยบอกว่า "เราสามารถรักษาอาหารเหยียดผิว เกลียดชัง ด้วยการฉีดเพลงและความรักเข้าไปในชีวิตคน"
ครั้งหนึ่งเดนเนี่ยนต้องไปร้องเพลงในงานชุมนุมสันติภาพ มีมือปืนบุกไปยิงเขาที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้สร้างความท้อถอย เพราะเมื่อ 2 วันต่อมาเขาขึ้นร้องเพลง มีคนถามเขาว่า "ทำไม" เขาตอบว่า "ผู้คนที่พยายามทำให้โลกเลวร้ายยังไม่หยุดซักวน เราจะหยุดได้อย่างไร" และนั่นคือแสงไฟในความมืด (เปรียบเสมือนแสงนำทางให้แก่ชนผิวดำ)
โดย: ฉันอยู่ข้างหลังคุณอีกที IP: 202.28.181.9 วันที่: 12 มกราคม 2551 เวลา:11:30:36 น.
  
ขอแก้ไขหน่อยนะ

ฉันชอบตรงที่...........
1. ประหยัดงบจ้างคน ประหยัดสคลิป เพราะทั้งเรื่อง มีคน 3 คน ถ้ารวมครอบครัวของโรเบิร์ต เนวิลล์ ก็เป็น 5 คน ไม่เปลืองพลังงานโลก
2. ฉันชอบตอนที่โรเบิร์ตเปิดเพลงให้หญิงที่ช่วยเขาได้ฟัง และเล่าเรื่องของเดนเนี่ยน(นักร้อง)ให้ฟังว่า เดนเนี่ยนเป็นชนผิวดำ ร้องเพลง และมีแนวคิดที่ดี เดนเนี่ยนเคยบอกว่า "เราสามารถรักษาอาหารเหยียดผิว เกลียดชัง ด้วยการฉีดเพลงและความรักเข้าไปในชีวิตคน"
ครั้งหนึ่งเดนเนี่ยนต้องไปร้องเพลงในงานชุมนุมสันติภาพ มีมือปืนบุกไปยิงเขาที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้สร้างความท้อถอย เพราะเมื่อ 2 วันต่อมาเขาขึ้นร้องเพลง มีคนถามเขาว่า "ทำไม" เขาตอบว่า )"ผู้คนที่พยายามทำให้โลกเลวร้ายยังไม่หยุดซักวน เราจะหยุดได้อย่างไร" และนั่นคือแสงไฟในความมืด (เปรียบเสมือนแสงนำทางให้แก่ชนผิวดำ
3. ความรักความซื่อสัตย์ของแซมที่มีต่อเนวิล
4. ฉันชอบเชร็คเหมือนกับเนวิล แต่ไม่เคยดูชเร็คซักที คือแบบว่าชอบสีเขียวอ่ะ
5. สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า "เป็นการกระทำของคน ไม่ใช่การกระทำของพระเจ้า" เหมือนอย่างที่เนวิลพูด
โดย: ฉันอยู่ข้างหลังคุณอีกที IP: 202.28.181.9 วันที่: 12 มกราคม 2551 เวลา:11:34:57 น.
  
ฉากหมาน้ำตาไหลสุดๆเลย
โดย: CZA IP: 202.28.78.174 วันที่: 14 มกราคม 2551 เวลา:22:00:27 น.
  
ขอบคุณนะคะที่ทำให้มองเห็นแง่มุมหลายๆมุม และได้รู้ว่าการดูหนังมีอะไรมากกว่าที่เห็น
โดย: wanyen IP: 58.147.71.2 วันที่: 15 มกราคม 2551 เวลา:10:30:46 น.
  
เปลี่ยนตนจบ ทำให้หนังดูขัดแย้งกัน
โดย: wut IP: 125.25.128.158 วันที่: 22 มีนาคม 2551 เวลา:10:57:04 น.
  
เปลี่ยนตอนจบ ทำให้หนังดูขัดแย้งกัน
โดย: wut IP: 125.25.128.158 วันที่: 22 มีนาคม 2551 เวลา:10:58:40 น.
  


สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม
หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนัง
ได้ที่ //vreview.yarisme.com พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน
โดย: ป๋องแป๋ง IP: 124.120.0.136 วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:17:14:33 น.
  
แวะมาบอกกล่าวครับว่า ตอนจบอีกแบบของ I am Legend ถูกปล่อยมาทาง youtube แล้วนะครับ เป็นแบบที่พระเอกไม่ตาย ยังไงลองหาดูกันได้นะครับ ผมดูมาแล้วพิสูจน์แล้ว ของจริงชัวร์
โดย: Notez IP: 152.78.254.81 วันที่: 26 มีนาคม 2551 เวลา:6:32:35 น.
  
ตอนสุดท้ายพระเอกตายเพราะช่วยผู้หญิง โดยการแกะสลักระเบิดแล้ววิ่งไปหาไอ้พวก zombie ระเบิดตูมตายจบ
โดย: คนเดินดิน IP: 1.1.161.104 วันที่: 8 ตุลาคม 2555 เวลา:15:25:11 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด