อ๊ากกกกกกกก ตอนจบ ‘The Mist’ + วิเคราะห์ ‘แปดวัน แปลกคน’ หนังไรว้า

แจ้งข่าวครับ : "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ได้รับคำชวนจาก www.yarisme.com มาเป็นพันธมิตรร่วมกัน ซึ่งว่ากันง่ายๆว่า ต่อไปนี้ จะมีรางวี่รางวัลแจกตั๋วหนังฯลฯ ให้เพื่อนผู้อ่าน นอกจากอ่านฟรี อาจมีของติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง

แต่ ผมเองคนเดียวคงไม่สามารถจะมีเวลาให้มากพอ ผมจึงเกิดไอเดียชวนเพื่อนร่วม blog อีกห้าท่านที่เป็นคนรักหนังและสนุกกับการเขียนเหมือนๆกัน อันได้แก่ คุณบลูยอชต์ + Nanoguy + renton_renton + OncE UPoN'-'a MaN + เทพบุตรตบะแตก มาเปิด blog ร่วมกันที่ใช้ชื่อว่า

//vreview.yarisme.com


Vreview = We review = การรวมบทความรีวิวเกี่ยวกับหนังของแต่ละคน อาทิเช่น อัพเดตรีวิวสั้นๆถึงหนังโรงที่ได้ดูพร้อมคะแนนเพื่อช่วยตัดสินใจ พร้อม link ไปอ่านฉบับเต็มของแต่ละคน หรือ รีวิวเต็มๆตามสไตล์ใครสไตล์มัน

ซึ่งนั่นจะทำให้เพื่อนผู้อ่าน มีตัวช่วยในการเลือกดูหนังมากขึ้น เพราะด้วยตัวเองแล้วไม่มีเวลาสามารถพอที่จะเขียนถึงหนังได้ครบทุกเรื่อง

ด้วยความหลากหลายของแต่ละคน คาดว่า ถ้าเว็บไม่บอกลาเราไปเสียก่อน น่าจะเป็น blog ที่รวบรวมรีวิวหนังไว้ได้มากพอสมควร จึงเชิญชวนแวะมาเยี่ยมเยือนพร้อมติดตามเรื่องรางวัลได้ที่ blog นั้นคู่กันไปครับ




คำเตือน : Blog นี้สปอยล์ระดับพระกาฬเหนือจักรวาลใดๆ (เห็นในพันทิป เวลาสปอยล์ต้องมีเลเวล เลยขอเลียนแบบบ้าง)




... ว่าจะไม่เขียนถึง เพราะ ไม่มีเวลาส่งต้นฉบับก็บ่ทัน งานใหม่ที่รับมาก็ไม่เข้าที่เข้าทาง งานประจำก็วุ่นๆ แต่พอดี ตัวเองเป็นพวก บ้ายุ คนยุให้เขียนสองเรื่องนี้ก็เลยขอสักหน่อย เขียนถึงอย่างละนิดละน้อยเป็นบางประเด็น



แปดวันแปลกคน



...เป็น หนังขาวดำ ที่เล่าถึง คนสามคน คือ ป้าชุบ , น้องแพร และ หนุ่ม

ป้าชุบ ป่วยเป็น โรคลมชัก

ต้องเข้าใจก่อนว่า โรคลมชัก ไม่ได้มีแค่แบบเดียวที่ชักกระแด่วๆ โรคลมชักยังมีแบบอื่นๆเช่น แบบเหม่อไม่รู้ตัว แบบมีอาการทางจิต ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนมีเหตุมาจากคลื่นสมองผิดปกติ

ป้าชุบ มีโรคลมชักแบบเหม่อไม่รู้ตัว ผสมอาการทางจิต คือ หูแว่ว แถมยังมีของแถมเป็นภาวะแทรกซ้อนนั่นคือ ความจำเสื่อมเป็นระยะๆ

...ในอดีต ป้าชุบ จึงทำอะไรไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนเป็นเหตุของการสูญเสียลูกสาวที่แกปล่อยทิ้งไว้ตอนอาบน้ำ แล้วตามเพื่อนบ้านไปเพราะภาวะความจำเสื่อมลืมลูกไว้ข้างโอ่ง กลับมาอีกที ลูกเลยจมโอ่งจากโลกไป

ปัจจุบัน ป้าชุบ ชวน น้องแพร เด็กหญิงที่มาเล่นข้างบ้านให้เข้าไปดูของในบ้าน

เหตุการณ์โอละพ่อ เมื่อโรคของป้าชุบดันกำเริบ ทำให้ ป้าชุบ สับสนคิดว่า น้องแพรเป็นลูกสาวบ้าง เป็นวิญญาณบ้าง ซึ่งตรงจุดนี้จะไม่ใช่เรื่องของ วิทยาศาสตร์หรือโรคลมชักอย่างเดียวแล้ว

ตอนนี้ หนังกำลังหยิบยกประเด็นทางจิตวิทยา

ป้าชุบ มี ความรู้สึกผิด ที่ผูกแน่นฝังใจในการสูญเสียลูกสาว ปมนี้เอง ที่ไปผสมกับโรคลมชัก ทำให้เสียงหูแว่วกลายเป็นเสียงด่า เสียงเด็ก ฯลฯ ซึ่งหนังช่วยยืนยันประเด็นที่ว่า ทุกอาการทางจิตนั้นไม่ใช่เหตุของสารเคมีในสมองอย่างเดียว ปมทางจิตใจก็อาจมีผล

ป้าชุบ จึง ขัง น้องแพร ไว้ในห้อง และ เริ่มทำทุบตี เพราะนึกว่า น้องแพร เป็น นังผีบร้า!!!

... มีคนหนึ่งคนที่แอบเฝ้ามองป้าชุบจากห้องพักฝั่งตรงข้าม นั่นก็คือ หนุ่ม นักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายที่เรียนเฉพาะทางจิตเวช (ตรงนี้คนเขียนบทน่าจะทำการบ้านเกี่ยวกับทางการแพทย์ซักหน่อย เพราะ นักศึกษาแพทย์ไม่มีเรียนเฉพาะทางจนกว่าจะจบหมอก่อน แต่หยวนๆ ไม่ได้มีผลต่อเนื้อหานัก)

ไอ้หนุ่มเล็งเห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น และ เกิดความคิดดีๆที่จะอาศัย กรณีป้าชุบ เป็นงานวิจัยก่อนจบไม่เหมือนใคร กะว่าจะแหวกแนว โดยไม่รู้ตัวว่าที่ทำนั้นเกรียน เพราะ ต่อให้งานวิจัยนี้จะช่วยคนได้มากแค่ไหน แต่อย่างไรก็ผิดหลักจริยธรรมหรือ medical ethic


...หนังปูมานิดๆ (นิดเกินไปหน่อยจนบางคนอาจไม่ทันสนใจว่ามีความหมาย) ว่า ไอ้หนุ่ม มักถูกพ่อเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่นที่วิเศษเลิศเลอ และ คงทำให้เขามีปมรู้สึกด้อยในตัวเอง เขาเป็นชายหนุ่มที่แสวงหาการยอมรับ

งานวิจัยป้าชุบของหนุ่ม คือ การสังเกตความเป็นไปของป้า เขาค่อยๆรุดหน้าเข้าไปเยี่ยม ป้าชุบ จนป้าใจอ่อนยอมให้ขึ้นไปดูห้องลูกสาว ป้าชุบชี้ให้ดู น้องแพร แต่ หนุ่มแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

หนุ่มแสดงท่าทีชวนให้คิดว่า ป้าชุบบ้า ทำให้ ป้าชุบก็คิดว่าตัวเองบ้าหนักขึ้นไปอีก

ป้าชุบ หนักข้อ ทุกตี น้องแพร หนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะ ต้องการให้ภาพหลอนนี้จางหายไป แต่ น้องแพร ก็ไม่ไปไหนเสียที ผ่านไปหลายวัน ป้าชุบ เกินทน จึงหยิบไม้หน้าสามเดินดุ่มๆกะฟาดให้เดี้ยงในคราวเดียว

ไอ้หนุ่ม แอบมอง น้องแพร ถูกทำร้ายมาหลายวัน ครั้นเห็น ไม้หน้าสามของป้าชุบ ก็เกิด ภาวะคนดีเข้าสิง วิ่งเข้าไปช่วยน้องแพรออกมา ป่าวประกาศกลางถนนว่า


“เจอน้องแพรแล้วจ้า”


วินาทีนั้น ไอ้หนุ่ม กลายเป็น ฮีโร่ ป้าชุบ กลายเป็น คนบ้า ไอ้โรคจิต ไอ้ฆาตกร

วินาทีนั้น ความเกรียนของไอ้หนุ่ม ได้การตอบแทน เป็น เสียงชื่นชมสมปมด้อยที่ตัวเองแสวงหา

วินาทีนั้น ความเจ็บป่วยของป้าชุบที่ไม่เคยมีคนสนใจพาไปรักษา ได้การตอบแทน เป็นเสียงด่าและการรุมประชาทัณฑ์


...เป็น ความผิดของป้าชุบด้วยหรือ ที่อาการของโรคกำเริบจนควบคุมตัวเองไม่ได้และไม่สามารถพาตัวเองไปรักษา หรือ เป็น ความผิดของไอ้หนุ่ม นักศึกษาแพทย์ที่เห็นแก่ตัวและทอดทิ้งน้องแพรตั้งแต่วินาทีแรกที่โดนทำร้าย

หรือ เป็น ความผิดของสังคม ที่เราทอดทิ้งผู้ป่วยอาการทางจิต ทิ้งไว้มองพวกเขาเป็นคนบ้า กว่าจะหันมาสนใจจริงจังก็เมื่ออาการเจ็บป่วยนั้นไปทำร้ายใครขึ้นมาสักคนตามข่าวที่เห็นบ่อยๆในทีวี


สิ่งที่ชอบ

1.ความคมคายในการเล่นประเด็นผู้ป่วยทางจิต แล้ว ผูกแง่มุมทางจิตวิทยากับสังคมวิทยาเข้าด้วยกัน (เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่หยิบปมทางจิตวิทยามาเล่นได้สนุก แม้จะไม่ลึกซับซ้อนเท่า บอดี้ ศพ#19 แต่ประเด็นนั้น คมกว่า)

2.ป้าชุบ เล่นได้เจิดจรัสมาก (ถึงบางฉากจะ overacting เล็กๆไปหน่อย)

3.การเลือกถ่ายแบบขาวดำ แนวดีและมีประโยชน์กับตัวหนัง (ส่วนแฟลชแบ็คเป็นสีดูแล้วคิดถึง The Road home)


สิ่งที่ไม่ชอบ

1.ความยาวของหนังไม่สัมพันธ์กับประเด็นที่จะเล่น จนออกมาเป็น หนังสั้นที่พยายามยืดให้ยาว หนังอ่อนในการนำเสนอพล็อตรองๆ พอเล่นเน้นบี้อยู่ประเด็นเดียวมันก็ทำให้ บางวันในแปดวันยืดเยิ่นเย้อ งานด้านภาพไม่ได้ช่วยอุ้มชูหนังได้เสมอไป ทั้งที่ หนังยังมีประเด็นอื่นๆรองๆที่เล่นได้อีก เช่น ตัวไอ้หนุ่ม เพื่อที่จะทำให้ตอนจบเข้มข้นขึ้น

2.หลายฉากของหนังยังไม่เป็นธรรมชาติ เช่น ฉากที่ต้องใช้ตัวประกอบมาซุบซิบนินทาหรือประชุมกันกลางถนน หลายฉากของหนังดูเซ็ตมาเป็นสูตร เช่น ฉากโรงพัก ที่จัดฉากตบตีทะเลาะจนดูไม่สมจริง

3.งานด้านภาพดี แต่ บางครั้งก็ดีแบบไม่จำเป็น เช่น อีกา



The Mist



...ใจจริงว่าจะเขียนเชียร์ตอนเข้าใหม่ๆ แต่เห็นกระแส The Mist มาแรงดีแล้วก็เลยไม่ได้เขียนถึง

หนังมีความคล้ายกับ Cloverfield ตรง สัตว์ประหลาดโผล่ไม่มากมาย และ หนังเล่นกับ 'ความเป็นคน' มากกว่า ความเป็นสัตว์ประหลาด

Cloverfield กรอบนอกนุ่มใน แจ่ม ตรง สไตล์อันหวือหวา การถ่ายทำ และ ไซด์สตอรี่ ส่วน The Mist เป็นเหมือน ไก่ทอดสูตรต้นตำรับ ที่ข้างนอกไม่ได้กรอบนักแต่ข้างในแน่นเปรี๊ยะ ทั้งตัวบท ประเด็น และ ตอนจบ


...แง่มุมทั้งหลายแหล่ตามกระทู้ส่วนใหญ่ใครๆก็เขียนถึงไปหมดแล้ว คงไม่เขียนซ้ำ แน่นอนว่า ต่างก็ชอบประเด็นเดียวกันที่หนังแสดงให้เห็นถึง ความน่ากลัวของสัตว์ร้ายในใจคน ที่ทำร้ายกันได้ไม่แพ้ สัตว์ร้ายในม่านหมอก

หลายหน ที่ศัตรูจากภายอกยังเห็นไม่ชัด มันยังมาแค่หมอกควัน แต่ ความวายป่วงมักเริ่มต้นจาก การแตกคอภายใน มากกว่า การรุกรานจากภายนอก ดูตัวอย่างได้ง่ายๆตั้งแต่ คราวเสียกรุง

ในหนัง สัตว์ประหลาด ยังไม่โผล่ เริ่มต้นแค่ หมอก คนเราก็แตกคอ กันเสียแล้ว เพราะความกลัวจู่โจมจิตใจ สัญชาตญาณเอาตัวรอดของแต่ละคนเริ่มทำงาน ครั้น ศัตรูปรากฏชัดขึ้น แทนที่จะสามัคคีชุมนุมกันไว้ กลับยิ่งแตกกัน

ชอบเหลือเกิน ที่หนังเปรียบเปรยสถานการณ์ของความสิ้นหวังของมนุษย์ ไว้กับ การเมือง และ ศาสนา และประเด็นแบ่งฝักฝ่าย

...เวลาคนจนสิ้นหวัง นักการเมืองที่มาพร้อมความฝันจะสร้างรถไฟฟ้าสิบเก้าสาย กองทุนหมู่บ้านละยี่สิบหกล้าน ฯลฯ จะเพ้อเจ้อเลื่อนลอยจะโกงกินอย่างไร ย่อมได้ใจคน มากกว่า นักการเมืองที่ต่อให้ซื่อสัตย์สุจริตคิดดีทำดีแต่ไม่ให้ความหวังใดๆ คนแบบหลังย่อมไม่มีความหมายต่อประชาชน และ ผู้คนก็จะเริ่มแบ่งเป็นสองพวกทะเลาะตบตี

...เวลาเราสิ้นหวัง ลัทธิบางอย่างก็เข้ามาให้ความหวัง มอบความเชื่อผิดๆ เช่น บริจาคเงินสะสมเลเว่ลถึงขั้นดาวดึงส์ จะช่วยให้พันทุกข์ เมื่อมีความหวัง คนที่กำลังอ่อนแอก็เดินหน้าเข้าหาความหวังโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใดๆ และ ผู้คนก็จะเริ่มแบ่งเป็นสองพวกทะเลาะตบตี

อีกทั้งในยามสิ้นหวัง 'พระเจ้า' ซึ่งเป็นของสูงที่ทุกคนเคารพ มักถูกนำมาใช้อ้างอิงแบบพร่ำเพรื่อในทางที่ผิดๆเช่น ถูก เจ๊ป้า นำมาอ้างเพื่อหาพวก อ้างความชอบธรรมในการทำร้ายคนอื่น กลายเป็นว่า พระเจ้ามีส่วนรู้เห็นในการทำร้ายคน และ สุดท้ายเมื่อมนุษย์สิ้นหวังหมดหนทางก็จัดการ โทษพระเจ้า ว่าไม่เข้าข้างกัน กลายเป็นว่า พระเจ้าเป็นต้นเหตุในการฆ่าคนตาย

ทั้งที่ทั้งหลายทั้งปวงล้วนมาจาก เงื้อมมือมนุษย์ ล้วนๆไม่เกี่ยวข้องกับใคร

นี่แล ความอ่อนแอ ของ มนุษย์ ที่ทำให้ เหตุผลและความดีงาม จะถูกมองข้ามไปได้ในพริบตา เพราะ เวลาที่สิ้นหวังที่สุด มนุษย์ทุกคนต่างแสวงหา ความหวัง เหมือน คนกำลังจะจมน้ำต่อให้เห็นขอนไม้ผุๆเน่าๆมีเชื้อราเราก็ยินดีจะเอามาเกาะไว้กันตาย และ เมื่อไม่ได้ผลดั่งที่ใจต้องการก็หาทางโยนความผิดให้ใครก็ได้มารับไป

....เจ๊ป้าคลั่งศาสนา จึงเป็น ตัวแทนของนักการเมืองหรือผู้นำลัทธิ ที่ชูธง 'ความหวัง' โบกพลิ้วปลิวสะบัดไปมา และ ทำให้เจ๊ป้า น่ากลัวกว่า ป้าชุบ ในแปดคนหลายเท่า เพราะ ป้าชุบ ยังไม่มีเจตนาทำร้ายใคร แต่ เจ๊ป้า สร้างความแตกแยกให้สังคม สังเวยคนที่ไม่เห็นด้วย เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น เอวังด้วยกระสุนฝังที่หน้าผากจึงสาแก่ใจคนดูกันทั้งโรง


ตอนจบ


จบแบบนี้ชอบ มันตอกย้ำความหดหู่สิ้นหวังที่คนเราต้องทำใจ ในสภาพสังคมที่ความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเสมอ ใช่ว่าทำดีได้ดี หรือ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะหลายครั้ง ยังมีปัจจัยที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้และเราต้องพร้อมที่จะยอมรับมัน จบแบบนี้คิดถึง Arlington road มากๆ

แต่ ติดตรงที่หลังจากพระเอกลงจากรถแล้วให้รถถังขนคนมา รู้สึกหนังแหย่ประเด็นตอนท้ายเพิ่มมากไปเหมือนมีติ่งรบกวนอารมณ์ ส่วนตัวจะชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้มากกว่านี้ ถ้า

1.กดถอยหลังหนึ่งสเต็ป .. ดูกระสุนไม่พอคนบนรถ แล้ว จบที่เสียงปืนสี่ครั้ง ทิ้งให้คนดูกลับไปคิดเอง ประเด็นที่ทิ้งท้ายจะหนักแน่นและไม่แกว่งเพิ่มประเด็น อย่างน้อยการต่อสู้เต็มที่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ยังคงมีความหมายอยู่

2.กดเดินหน้าหนึ่งสเต็ป ... ไหนๆหากคิดจะเล่นกับ ความโหดร้ายในความเป็นจริงบนโลกใบนี้ ทั้งทีแล้ว ก็น่าจะเอาให้เจ็บแสบแบบที่สุดไปเลย คือ ให้มีฉากขนคนในซูเปอร์มาร์เก็ตขับผ่านพระเอกให้แสบสันต์แก่ใจไปถึงลิ้นปี่


สิ่งที่ชอบ ... เจ๊ป้ามาร์เซีย แสดงสะเด็ดเด่า เล่นได้ดีไม่แพ้ตอนเข้าชิงออสการ์จาก Mystic river (ยังไม่เคยดูตอนได้ออสการ์จาก Pollock) + มีความเข็มขัดสั้นอยู่หลายตอน(เช่นน้องคนสวยตายก่อนใครเพื่อน)รวมถึงตอนจบ + บทกับไดอะล็อกเขียนมาดี

สิ่งที่ไม่ชอบ... พระเอกหนุ่มอดีต The Punisher ยังเล่นไม่ดีเท่าไหร่ + การตายของภรรยามีความหมายในหนังน้อยเกินไป



สรุป ... แปดวัน แปลกคน เป็น หนังไทยทางเลือกใหม่ที่น่าสนับสนุนไม่ใช่แค่เพราะกล้ากับมีกึ๋น แต่ เป็นงานชิ้นแรกถึงจะยังมีจุดอ่อนอยู่มาก ก็ยังออกมามีอะไรดีๆหลายอย่างให้พูดถึงมากกว่า หนังของผู้กำกับที่ทำหนังมาหลายเรื่องแต่หาจุดดีในหนังไม่ค่อยจะเจอ

ส่วน The Mist เป็นหนังสัตว์ประหลาดที่แซ่บมาก เป็นผลงานของแฟรงค์ ดาราบอนต์ ที่ผมชอบมากกว่า The Green Mile ที่ตอนนั้นบิวต์กันน้ำตากระจายแต่ไม่ค่อยอิน และเป็นผลงานดัดแปลงจากสตีเฟ่น คิง ที่ถูกใจที่สุดนับตั้งแต่ได้ดูซีรี่ส์เรื่อง It



Link บทความที่อ้างอิงถึงจากใน blog

บอดี้ ศพ #19 , ภาพสวยหลอกตา เนื้อหาหลอกดี CGหลอกเกิน

36 ข้อของ Cloverfield กับผมฯ ( โอ้ มายก๊อด โอ้ มายก๊อด โอ้ มายก๊อด โอ้ มายยยยย แอวะ)



แจ้งข่าวจ้า : องศาที่ 361 คลอดอย่างเป็นทางการแล้ววววว




อ่านเบื้องหลัง ที่มาที่ไป ไขเบื้องหลังของหนังสือ คลิกได้ที่นี่เลยครับ

เบื้องหลัง 'องศาที่ 361' - พ็อกเก็ตบุ้คเล่มที่ 2 ของ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ”

อ่านจบเมื่อใด ขอเชิญชวนมาพูดคุยแสดงความเห็นเกี่ยวกับหนังสือ คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ

อ่านแล้วมาคุยกัน ... "องศาที่ 361


ขอฝาก"หนังสือรัก" พ็อกเก็ตบุ้คที่ไม่ใช่ หนังสือวิจารณ์หนัง แต่เป็นการหยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 สั่งได้จากเว็บของซีเอ็ดครับผม






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 6 มีนาคม 2551 18:15:05 น.
Counter : 8580 Pageviews.

25 comments
  
+ ทั้ง 2 เรื่องนี้ ผมได้เขียนถึงบางประเด็นไว้ใน 'หน้าแรก' แล้วพอสมควร เอาเป็นว่าถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอ Spoil อย่างรุนแรง เลยแล้วกันนะครับ (ใครยังไม่ได้ดู ข้ามไปก่อนได้จ้า)
.
.
.
+ ในส่วนของตอนจบของ The Mist ทำเอาผมอึ้งกิมกี่ไปเหมือนกันอ่ะครับ คุณ จขบ. ไม่นึกว่ามันจะดำมืดได้ขนาดนั้น (แต่ถ้าจบแบบข้อ 2. ของคุณ จขบ. ความรู้สึกคงเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก)
+ แต่ผมตีความไม่ออกค่อยออกอ่ะครับ ว่าความหมายที่จบแบบนี้ หมายถึงอะไร?
* ใช่พระเอกสูญสิ้นศรัทธาและความเชื่อมั่นไปตั้งแต่ตอนรถน้ำมันหมดหรือไม่? เลยทำให้ต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบนั้น
* แล้วตกลงหนังไม่ได้พูดถึงกลุ่มคนที่เหลือในซุปเปอร์มาร์เก็ตต่อใช่มั้ยครับ? เป็นแค่กลุ่มคนที่ถูกชักจูงให้บ้าคลั่งไปตามสถานการณ์ อ่า

+ ส่วนตอนจบของ แปดวันฯ ผมชอบมากครับ (ไม่นับความย้วยพอประมาณตามรายทาง กว่าจะถึงวันที่ 8) ... มันชัดเจน เหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง (ถึงแม้จะไม่มีใครเป็นอะไรเลยก็ตาม) กับประเด็นที่หนังปูมาโดยตลอด และอาจตีความครอบคลุมไปได้ถึงสังคมในยุคปัจจุบันด้วย เช่น ...
- คนดี แต่ปกป้องตัวเองไม่ได้ ย่อมถูกจ้องเอารัดเอาเปรียบโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่า
- บางครั้งสิ่งที่เห็น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง ... แต่กระแสสังคมก็พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่เห็น และสิ่งที่ 'มีแนวโน้มว่าจะเป็น' แค่นั้น
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:15:13:09 น.
  
ทำไม the mist ตอนจบผมถึงรู้สึกว่าไอ้พวกนี้มันโง่จัง ทำไมไม่ออกไปสู้กับสัตว์ประหลาดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ทำไมต้องมาฆ่าตัวตายด้วยนะ
โดย: เอ IP: 202.91.23.4 วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:15:34:04 น.
  
ผ่านมาเก็บข้อมูล
โดย: Zantha วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:17:10:44 น.
  
แฮ่ .. แวะมาทักทายค่ะ
โดย: meena (Meena_March ) วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:18:10:27 น.
  
สนใจเรื่อง 8 วันอะไรนี่อยู่เหมือนกันค่ะ
ตอนแรกที่เห็นข่าวใน นสพ ยัง งง อยู่ว่า
ตกลงเป็นหนัง หรือเป็นแบบสารคดี
แต่อ่านบลอกนี้ก็ทำให้รู้แล้วค่ะ
โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:22:22:25 น.
  
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับเกี่ยวฉากจบแบบคุณ และการตายของภรรยาดูแล้วไม่อินเลย เรื่องนี้มีแต่คนพูดถึงฉากจบ ใครอ่านแล้วไปดู อรรถรสคงเยอะไปมาก

สตีเฟน คิงส์ เหมือนกับให้ คนดูมีแนวคิดว่า "เชื่อไม่เชื่อแต่ก็อย่าลบหลู่"

โดย: YoiChi_KunG วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:9:38:51 น.
  
รอพี่เขียนเกี่ยวกะ the mist อยู่นาน
ชอบหนังเรื่องนี้มากจริงๆ
แต่ก็ชอบให้จบแบบในหนัง
หรือไม่ก็ชอบให้แบบที่พี่บอกถึงว่าจบแบบแรกที่พี่บอกดีกว่า

ขอบคุณนะคะ ที่เขียนให้อ่าน
โดย: vodca วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:21:40:47 น.
  
เพ่ิงไปดูเดอะมิสมาวันนี้
ชอบมากๆ
โดยเฉพาะตอนจบ
พระเจ้าไม่รักเรา

ผมอยากให้คนในรถที่วิ่งผ่านเป็นคนในซุปเปอร์มาเกตนะ
และตามตัวหนัง ผมก็ยังคิดอย่างนั้น มันสะในใจดี
ตอนแรกนึกว่านับกระสุนแล้วจะเล่นมุขเท่ ออกไปตายดาบหน้าด้วย4นัดที่เหลือซะอีก

ว่าแต่ พลอตเรื่องมันคล้ายๆ เกม half life นะครับ
สัตว์ประหลาดบางตัวก็คล้ายๆ
โดย: blackholesun IP: 124.120.172.112 วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:1:15:37 น.
  
ดูแล้วหดหู่ แต่ก็ลุ้นระทึกไปได้ทั้งเรื่อง

ตอนจบจบแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะคะ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปเลย เป็นเราก็อาจตัดสินใจไม่ถูกเหมือนกันว่าควรทำอย่างไรดี
โดย: Tai-Sarunya IP: 203.107.202.168 วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:20:33:31 น.
  
สวัสดีครับคุณหมอ
ดูเดอะมิสต์มาแล้วครับ ดูแล้วลุ้นมากๆเลย ตอนจบนี่หลังจากที่รถถังโผล่มานี่ ผมพูดได้คำเดียวเลยว่า "บ้าเอ๊ย" แบบว่ามันอีกนิดเดียวเอง แค่อยู่รอดให้นานกว่านี้อีกนาทีเดียวเท่านั้น แต่ก็ถือว่าชอบนะครับ จบแบบนี้ชอบกว่าที่จะจบแบบแอปปี้เอนดิ้งอีก
โดย: สยาม IP: 203.144.229.68 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:36:36 น.
  
ไม่แปลกใจที่ สตีเฟ่น คิง ชอบตอนจบของเรื่องนี้ เพราะคิงเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้า และตอนจบก็ค่อนข้างจะ "โปรพระเจ้า" พอควรทีเดียว

เห็นด้วยกับตอนจบ "กดเดินหน้าหนึ่งสเต็ป" ของพี่ รุนแรงดีทีเดียว
โดย: nanoguy IP: 125.24.68.105 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:13:33:18 น.
  
ไปดูมาแล้วค่ะ ชอบหนังเรื่องนี้จังเลย จบแบบเอวังดีจัง ตัวเนื้อเรื่องก็ได้แง่คิดหลายอย่าง ยายป้าก็เล่นดีมาก ดูแล้วอินตามไปเลย

หนูคนสวยหน้าตาละม้ายคล้ายลินซีย์ โลฮานอ่า

แล้วทนายเพื่อนบ้านพระเอกที่เดินฝ่าหมอกออกไปชะตากรรมเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

โดย: พุดดิ้งสีชมพู IP: 125.25.58.236 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:16:19:54 น.
  
ผมไม่ค่อยชอบเรือ่งนี้เท่าไหร่ครับ
ดูแล้วจิตตก

รู้สึกว่าถ้าจะทำแบบเลวร้ายแบบนี้
บทน่าจะรวบรัดขึ้นซักหน่อยครับ
นี่เล่นอืดยืดยาดหนังสัตว์ประหลาดปาเข้าไป
2 ชม ครึ่งดูๆ เลยน่าเบื่อไปหน่อย

ตอนจบผมก็เดาออกตั้งแต่ครึ่งเรื่องแล้วครับ
แต่ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้
ยังแอบคิดเหมือนเจ้าของบล็อกเลยครับ
นี่ถ้ามีพวกในซุปเปอร์นั่งรถมาด้วยจะขนาดไหนเนี่ย
โดย: lkunl IP: 146.23.250.105 วันที่: 13 มีนาคม 2551 เวลา:2:21:22 น.
  
โอ้
ขอบคุณคุณหมอมากๆครับที่มารีวิว The Mist ให้อ่านกัน
^^

เรื่องป้ามาร์เซียนี่สุดยอดไปเลย
ฉากเอวังนี่สะใจได้ตบมือกัยทั้งโรง
55+
โดย: Bank IP: 58.9.105.12 วันที่: 15 มีนาคม 2551 เวลา:6:24:22 น.
  
นี่ถ้าตอนจบ คนในซุปเปอร์มาร์เก็ตรอดออกมาบนรถแล้วขับผ่านพระเอกไป จะอ๊ากๆๆๆ เลยอ่ะค่ะ ไม่ไหวชอกช้ำไป
โดย: aurora oui IP: 202.28.6.18 วันที่: 18 มีนาคม 2551 เวลา:13:50:56 น.
  
ตอนจบนี่สุดๆอ่ะครับ แต่ผมก็แอบเชียร์ให้คนบนรถถังเป็นคนในซุปเปอร์นะ
แสบสันต์ได้ที่เลย

ตอนป้าคนนั้นตายมีคนปรบมือด้วย
โดย: พ่อค้า IP: 124.120.7.36 วันที่: 18 มีนาคม 2551 เวลา:17:07:48 น.
  
==================================
....เจ๊ป้าคลั่งศาสนา จึงเป็น ตัวแทนของนักการเมืองหรือผู้นำลัทธิ ที่ชูธง 'ความหวัง' โบกพลิ้วปลิวสะบัดไปมา และ ทำให้เจ๊ป้า น่ากลัวกว่า ป้าชุบ ในแปดคนหลายเท่า เพราะ ป้าชุบ ยังไม่มีเจตนาทำร้ายใคร แต่ เจ๊ป้า สร้างความแตกแยกให้สังคม สังเวยคนที่ไม่เห็นด้วย เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น เอวังด้วยกระสุนฝังที่หน้าผากจึงสาแก่ใจคนดูกันทั้งโรง
==================================
มีใครคิดแบบผมมั่งปะ ว่าเห็นป้าบ้าแกพูดฉอดๆๆๆๆแล้วนึกถึงสนธิพันธมิตรกู้ชาติเลยอ่า
โดย: Middle of Light IP: 203.154.15.211 วันที่: 18 มีนาคม 2551 เวลา:17:40:45 น.
  
ผมว่าคนบนรถบรรทุกตอนจบ สุดท้ายก็โดนพาไปฆ่าปิดปาก เพื่อไม่ให้ความลับของรัฐบาลรั่วครับ 555

หดหู่กว่าเดิม
โดย: Mickey boy IP: 124.121.11.199 วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:20:18:28 น.
  


สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม
หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนัง
ได้ที่ //vreview.yarisme.com พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน
โดย: ป๋องแป๋ง IP: 124.120.0.136 วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:17:28:57 น.
  
เมื่อกี้เพิ่งดู the mist จบ รู้สึกว่าตอนจบนี่ช่าง... เหลือเกิน

แต่พอกับมานั่งคิดดูดีๆนี่ รู้สึกทึ่งมากๆที่หนังสามารถเล่นกับความรู้สึกคนดูได้

ดูจบไปแล้วรู้สึกอยากจะอ้วกเล็กน้อย

แต่ที่บอกว่าให้ตอนจบมีคนในซุปเปอร์มาด้วยนี่คงจะ...

อ้าปากค้างเลยถ้าเป็นอย่างนั้น (อาจจะอ้วกเลยก็ว่าได้)

ถือว่าเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกกดดันมากๆหลังจากดูจบ 555+
โดย: ผ่านมาเฉยๆ IP: 58.8.20.103 วันที่: 6 พฤษภาคม 2551 เวลา:22:59:07 น.
  
เพิ่งได้ดู the mist

มันช่างหดหู่ดีจริงๆเลยยยย - -"
โดย: SFFC IP: 125.27.10.234 วันที่: 22 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:54:06 น.
  
จบได้กระชากใจมาก
สงสารพระเอกที่แพ้ใจตัวเองซะก่อน
ชอบตรงสัตว์ประหลาดกับหมอก
เปรียบได้กับความกลัวของมนุษย์
ยังไม่ทราบเลยว่าภายในหมอกคืออะไร
แต่ตีโพยตีพายไปเอาเอง
ตกลงว่าเรื่องนี้ รัฐบาลพึ่งได้จริงไหม
มันก็เป็นไปได้ที่ตรงตอนจบหนะ
คนที่อยู่บนรถหนะ เค้าพาไปฆ่าปิดปาก
รวมทั้งที่อยู่ในซุปเปอร์ ฯ ด้วย
โดย: หนามงับ IP: 118.173.142.244 วันที่: 25 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:48:53 น.
  
เพิ่งได้ดูตอนเป็น VCD (ตอนแรกนึกว่าเป็นหนังจีนซะอีก) ขอวิจารณ์ภาษากระบี่เมาหน่อยนะครับก่อนอื่นต้องเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเจ้าของคำวิจารณ์ ยอมรับว่าองค์ประกอบของหนังสวย และพยายามจะชดเชยจุดบกพร่องเรื่องงบประมาณ ผู้กำกับพยายามจะสื่อถึงด้านมืดของคนจนบางครั้งตั้งใจเกินไปหน่อย สิ่งที่ดีจากการดูหนังเรื่องนี้อย่างหนึ่งก็คือ บางครั้งฉากเน้นองค์ประกอบของภาพมากกว่าการเล่าเรื่องก็กลายเป็นจุดด้อย ทำให้อารณ์ขาดช่วงไป อาจเพราะทีมงานเคยทำหนังโฆษณาสั้นๆ และต้องการให้ทุกฉากบ่งบอกวัตถุประสงค์และความหมาย ข้อดีคือเรื่องนักแสดงหลักอย่างป้าชุบ ที่เล่นได้ดีมาก เพลงประกอบและซาวด์ ที่มาถูกจังหวะ แม้บางช่วงจะเน้นเรื่ององค์ประกอบภาพจนละเลยอารณ์ที่ต่อเนื่อง แต่หนังก็พยายามเล่าเรื่องผ่านสัญลักษณ์หลายอย่าง อาทิ ช่วงแรกที่หนุ่มน้อยนักเรียนจิตแพทย์กินน้ำที่บ้านแล้วไม่ปิดตู้เย็นบ่งบอกถึงความแสดงออกทางความคิดบางอย่าง (อาจสื่อความหมายถึงการต่อต้านหรือมีความเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง) และฉากที่นั่งอยู่กับป้าชุบในบ้านที่มีเสาคั่นกลาง แต่มีเอกสารแปะเสาที่เอียงไปทางนักเรียนจิตวิทยาหนุ่ม อาจสื่อได้ว่า มีการศึกษาและความรู้หรือความน่าเชื่อถือมากกว่า
ป้าชุบ โดยรวมถือว่าดีครับ แต่ถ้าบทหนังมีการค่อยๆปูเนื้อเรื่องโดยค่อยๆแสดงด้านมืดมากกว่านี้จะดีมาก เพราะหลายอย่างดูจงใจมากเกินไป บทวิจารณ์ด้านบนถือเป็นบทวิจารณ์ที่ดี และเข้าใจคนทำหนังอย่างถ่องแท้
มีติแต่ให้กำลังใจ มองเป็นกลางและไม่มีอคติต่อคนทำหนัง ขอชมเชยครับ ดีกว่าพวกนักวิจารณ์ชื่อดังที่พอหนังไม่ใช่แบบที่ชอบก็สาดโคลนใส่เกินไป ขอให้ผู้กำกับและทีมงาานสู้ต่อไปเพราะครั้งแรกทั้งแนวทางและงบประมาณได้ขนาดนี้ถือว่าเยี่ยมครับ
โดย: กระบี่เมา IP: 125.24.89.5 วันที่: 14 สิงหาคม 2551 เวลา:1:04:10 น.
  
ตอนที่รถผ่านไปมีผูหญิงที่ตอนแรกขอให้คนช่วยพาไปหาลูกไม่ใช่หรอ ใช่ปะ
โดย: ง่า IP: 124.122.211.238 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:20:17:09 น.
  
ใช่ครับ คนที่ขอให้ช่วยตอนแรกนั่นแหละครับ

เหมือนกับตบหน้าอย่างจัง ตอนที่สบตากันระหว่างขับรถผ่าน
มีฉากนี้จบสมบูรณ์แบบแล้วครับ
โดย: ใช่แล้ว IP: 58.64.95.220 วันที่: 9 ธันวาคม 2552 เวลา:22:46:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด