Don't Worry, Be Happy

 
พฤศจิกายน 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
26 พฤศจิกายน 2557
 

Title: ละเหี่ยใจ ไป Japan แดนน่ารัก ตอนที่ 2

ตอนที่ผ่านมาก็ทราบแล้วนะครับว่า ผมและผู้ร่วมทริปในทัวร์ครั้งนี้ตกระกำลำบากอะไรมากบ้าง มาถึงตอนที่ 2 นี้ ผมก็จะเล่าเรื่องในแต่ละสถานที่ที่ไม่ได้ไปแบบ "ขะโงกทัวร์" คือผ่านแล้ว รู้แล้วว่าอยู่ที่นี่ แต่ไม่ได้ลงไปสัมผัส

11 พ.ย. วันฟรีเดย์ เดินเซเพราะเดินเยอะ

สำหรับวันฟรีเดย์ในวันนี้ จากที่ผมแพลนไว้ว่าจะไปดูฟิกเกอร์ที่อากิฮาบาร่า ไปศาลเจ้าเมจิที่ฮาราจูกุ แวะไปเยี่ยมหมาน้อยฮาจิโกะที่ชิบุย่า กลับกลายเป็นว่าไม่ได้ไปตามที่แพลนไว้ นั่นก็คือผมจำใจต้องตัด อากิฮาบาร่าทิ้ง เพราะด้วยเหตุผลอะไiหลายๆ อย่าง ทั้งฝนตก และเหนื่อยที่จะเดิน (การลงสถานี้รถไฟ แล้วเดินไปที่หมายแต่ละที่นี่ไกลมากครับ เลยทำให้หลายๆ ที่ต้องยกเลิกไป)  แต่... ก็ถือว่าเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบครับ เพราะ

1. ได้รู้ระบบการขนส่งสาธารณะของญี่ปุ่น ว่าล้ำหน้าไปถึงไหนแล้ว 
2. ประสบการณ์ที่ได้เดินทางต่างแดนแบบไม่รู้เรื่องมาก่อน ว่าจะไปสถานีไหน ต้องขึ้นขบวนหมายเลขอะไร หรือต้องซื้อตั๋วอย่างไร
3. น้ำใจของคนญี่ปุ่นนี้ชัดเจนมากนะครับ เมื่อเราถาม เค้าพร้อมจะหยุดเดิน และยินดีที่จะตอบเรา ตัวอย่างที่ผมเห็นได้อย่างชัดเจน และประทับใจมากก็คือ ตอนเช้าพวกเรากำลังจะไปที่ชิบุย่า แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นรถไฟขบวนไหน เผอิญเห็นคุณป้านิปปอนเดินผ่านมา ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปถามแก หะแรกแกตกใจครับ ไม่รู้เพราะหน้าตาของผม หรือว่าแกสปี๊คอิงลิชไม่ได้ แกเลยใช้วิธีนี้ครับ เดินมาส่งพวกผมถึงทางที่จะต้องไป แล้วแกก็เดินกลับไปทางเก่าที่แกเดินมา ผมนี่พูดอาริงาโตะ อาริงาโตะเป็นสิบๆ รอบได้เลย
4. ถ้ามีโอกาสได้มาครั้งต่อไป ผมรู้เลยว่าเราจะขึ้นรถทางไหน เดินทางไปยังไง คือมันง่ายกว่าที่คิด และทำให้ผมรู้เลยว่าถ้าอยากมาเที่ยวแบบเต็มๆ ต้องมาเองไม่ต้องง้อทัวร์ครับ
5. การมาเที่ยวเองนี่มันทำให้เราอยากทำอะไรก็ทำ อยากกินอะไรก็กิน อยากแวะตรงไหนก็แวะ และอยากพักตรงไหนก็พัก คือ... มันใช่อ่ะ

สำหรับที่แรกที่เราเริ่มต้นไปกันก็คือที่ ชิบุย่าครับ

Shibuya



ดูแผนที่แล้ว ชิบุย่าใกล้ๆ ฮาราจูกุก็ใกล้ๆ เราเลยไปเริ่มต้นที่ชิบุย่าก่อน แล้วค่อยนั่งย้อนกลับมาครับ



รถไฟไม่ถือว่าแน่นมากครับ กำลังยืนสบายๆ ไม่เบียดเสียด เพราะว่าเรามาสายแล้วนั่นเอง

คือต้องบอกก่อนว่าเราไปชิบุย่าก็เพราะ เพราะอะไรดี เพราะไม่มีที่จะไปแล้วกันครับ คือต้องบอกแบบนี้จริงๆ เพราะใจผมตอนแรกอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกก็คือจะไปอากิฮาบาร่า แต่ก็ต้องจำใจตัดทิ้ง ประกอบวันนี้ผมเหมือนกับเป็นผู้นำทริปด้วย เลยเอาวะไปชิบุย่าก่อน ลองไปเดินเล่นในเมืองหน่อยก็ยังดี ที่ผมรู้อยู่บ้างก็คือมันจะมีแยกที่วุ่นวายๆ อยู่ตรงรูปปั่นหมาน้อยฮาจิโกะ ครับ... แค่นี้เองจริงๆ ก็เลยลองเสิร์ชดูว่าที่นี่มีอะไรเจ๋งๆ บ้าง แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

แต่ครับ... คุณนายของผมเหมือนจะมีเซ้นส์เรื่องแหล่งช้อปปิ้ง ก็เดินฉับๆ จนมาโผล่หน้า Shibuya 109 แหล่งช้อปปิ้งที่เปรียบเสมือนเป็นแลนด์มาร์คของที่นี่ ก็เลยอ่ะ เอาก็เอา ไปก็ไป ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับ อย่างน้อยผมก็ได้ภาพสวยๆ อย่างเช่นภาพนี้มา... 




แฮ่... เฮ้ย!! ไม่ใช่ๆ ต้องเป็นภาพนี้ต่างหาก (น้องคนนี้ขายเสื้ออยู่ที่ Shibuya 109 ครับ เมื่อคุณนายของเราอุดหนุนเธอแล้ว เลยขอถ่ายรูปด้วยซะหน่อย แต่ถ่ายด้วยมือถือนะครับเพราะเห็นป้ายห้ามถ่ายรูป เลยใช้มือถือถ่ายแทน ก็น่าจะพอโอเคอ่ะเนาะ



ภาพที่เห็นนี้คือ ยังไม่ค่อยพลุกพล่านกันเท่าไหร่นะครับ

ช้อปปิ้งกันจนอิ่มหนำแล้ว ที่ลืมไปไม่ได้เลยก็คือ เรามาแวะเยี่ยมน้องฮาจิโกะก่อนครับ



ตรงนี้คนถ่ายรูปเยอะมากครับ 


จริงๆ แล้วอนุสาวรีย์ฮาจิโกะนี่ ไม่ได้มีอะไรมากเลยครับ แต่ที่นักท่องเที่ยวมากันเยอะก็เพราะว่าเค้ารู้จักสร้างเรื่อง หรือ History ให้กับสถานที่นั้น จากที่ที่ไม่มีอะไร ก็สามารถสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วยตำนาน ด้วยเรื่องราว ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้แล้ว ผมว่าน่าชื่นชมนะครับ

Harajuku

จากนั้นเราไปต่อที่ฮาราจูกุเลยครับ จุดมุ่งหมายก็คือศาลเจ้าเมจิ และถนนทาเคชิตะ ที่ผมเรียกให้ผู้ร่วมทริปเข้าใจง่ายๆ ก็คือตลาดเครปนั่นแหล่ะ 



ถึงแล้ว สถานีฮาราจูกุ สถานีที่มีส่วนผสมระหว่างธรรมชาติ ความเก่าแก่ และความทันสมัยเข้าด้วยกัน

ฮาราจูกุนั้นจะคนเยอะที่สุดก็ต่อเมื่อเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่... พวกเราไปกันวันอังคารจ้า ก็จบสิฮะ แม้ร้านรวงจะเปิดตามปกติ แต่ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ... Cosplay สวยๆ จากสาวๆ ญี่ปุ่น มันไม่มีน่ะสิครับ ผมก็ได้แต่เดินเที่ยวแห้งๆ ซื้อเครปให้คุณนายกินบ้าง ถ่ายรูปเล่นบ้าง เดินเล่นซักพักก็พากันกลับออกมาเพื่อไปศาลเจ้าเมจิต่อ



หน้าทางเข้า Takeshita Street จ้ะ



ต้องกินฮะ มาทั้งที

แต่มันไม่ง่ายครับ เพราะเราไม่รู้ว่าศาลเจ้าเมจิอยู่ไหน ก็เลยตัดสินใจถามคนแถวนั้น ถามคนแรกบอกให้เราเดินมาทางซ้ายครับ (หันหน้าเข้าสาถนีรถไฟ) ก็เดินๆ แต่ก็ยังไม่เจอ เลยถามอีกเป็นสองสาวหน้าตาน่ารัก (คนแรกก็น่ารักครับ ถามมันแต่ผู้หญิงนี่แหล่ะ เพราะผมคิดว่าน่าจะมีความเป็นมิตรกว่า อันนี้คือผมคิดเฉยๆ นะครับ เพราะความเป็นจริงก็เป็นมิตรกับเราทุกคน) พี่แกถึงขั้นหยิบมือถือออกมาเช็คด้วย GPS ให้เลยครับว่าอยู่ตรงไหน เพราะเค้าเองก็ไม่รู้จัก (อะไรวะ) แล้วชี้อย่างมั่นใจว่า ไปทางขวา

เอาล่ะสิ!!

ญี่ปุ่นคนนึงบอกให้มาทางซ้าย อีกคนให้ไปทางขวา และอยากจะบอกว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หน้าสถานีรถไฟฮาราจูกุไม่ได้ขยับไปไหนไกลเลยครับ จนคุณนายเดินเหนื่อยกับการเดินกลับไปกลับมา สมาชิกก็เหนื่อย เมื่อไปดูแผนที่แล้วก็ดูไม่รู้เรื่อง ผมเลยตัดสินใจให้ทุกคนรอที่หน้าสถานี ส่วนผมจะลองเดินหาตามทางที่คนแรกบอก เพราะธอดูมั่นใจกว่า



เจอแล้วววว ทางเข้าศาลเจ้าเมจิ



เริ่มเดินเข้าไปแล้วครับ





ถังเหล้าสาเกครับ ตามความเชื่อเห็นบอกว่าชาวญี่ปุ่นจะนำเหล้าสาเกต่างๆ ไปบูชาเทพเจ้า

ครับ!! เหมือนเส้นผมบังผู้เขา ศาลเจ้าเมจิอยู่หลังสถานีรถไฟครับ เพียงแค่เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว แต่เราดันไม่เดินกัน แต่ต้องขอบอกเลยว่าระยะทางจากปากทางเข้าถึงตัวศาลเจ้านี่ถือว่าไกลมาก ใครฟิตมาไม่ดีก็เดินเหนื่อยแน่ครับ ซึ่งคุณนายบ่นเหนื่อยด้วย ปวดขาด้วย เพื่อนร่วมทริปเหนื่อย  ในขณะที่ผมยังเดินได้อยู่ แต่ก็... อ่ะ กลับก็กลับเพราะฝนก็ตกหนักขึ้นทุกที อากาศก็หนาว ร่มก็ไม่มี เราเลยตัดสินใจกลับ ชินจูกุกันครับ



เจอระหว่างเดินกลับครับ รถจากสวนสัตว์ น่ารักมาก

Shinjuku

เรามาถึงที่ชินจูกุก็เป็นเวลาประมาณ 3 โมงกว่าแล้ว ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนหิว และเหนื่อยมากแล้ว คุณนายของผมก็เริ่มงอแงแล้วครับ ก็เลยอ่ะ หาซูชิกินกันดีกว่า มติก็คือเจอร้านไหนร้านแรกก็เข้าไปเลย และเราก็มาจบที่... ร้านอะไรซักอย่างใกล้ๆ กับ McDonald แถวคาบูกิโช นั่นล่ะครับ 

ซึ่งรสชาติ... จริงๆ แล้วผมเป็นพวกลิ้นจระเข้นะครับ คือกินได้หมด และวัดค่าความอร่อยได้ต่ำ แต่เมื่อถามความเห็นจากบรรดาสมาชิก ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวว่างั้นๆ ไม่ได้แตกต่างอะไรกับที่เมืองไทย แต่... ผมว่าต่างนะ อย่างน้อยที่เมืองไทยคงไม่ได้กินซูชิโอโทโร่ในราคาแค่ 600 เยนแน่ๆ (1 จากมี 2 คำ) และนี่คือภาพปลากรอบ... เอ๊ยภาพซูชิครับ



เริ่มด้วย... ซูชิหน้าปลา Maguro หรือ Maguro No Akami



ต่อด้วย ซูชิหน้าไข่ปลาแซลมอน หรือ Ikura ครับ



ตามด้วย ซูชิหน้าไข่หอยเม่น



พระเอกมาแล้ว ชูโทโร่!! Cyu Toro



และซูชิหน้าปลาไหลทะเล Anago

หลังจากที่อิ่มหมีพีมันกันแล้ว ด้วยสนนราคาประมาณ 2,500 เยน (ประมาณ 750 บาท) ก็ได้เวลาแยกย้ายครับ เพื่อนร่วมทริปของเราขอกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมกันก่อน ส่วนผมกับคุณนายขอลงไปเดินเล่น ดูของในสถานีรถไฟอีกหน่อยครับ 

ประเด็นก็คือ เมื่อลงไปแล้วมันไม่ได้แค่ดูน่ะะสิครับ คุณนายเธอได้ของติดไม้ติดมือกลับมาด้วยอีกแล้ว แต่ไม่เป็นไร อภัยให้ได้ เพราะ...



ก็... นั่นล่ะฮะ ท่านผู้ชม

จากนั้นก็กลับห้องกันครับ พักผ่อนเล็กน้อยๆ เพิ่มพลังให้คุณนาย พอตกค่ำชีก็มีแรงช้อปต่ออีกที่ชินจูกุแต่ก่อนช้อปก็เติมพลังนิดนึงด้วยทาโกะยากิ



ร้านนี้อร่อยครับ ชอบ

ปัญหาก็คือช้อปเพลินจนถึง 4 ทุ่ม ร้านของกินต่างๆ ก็เริ่มปิด (จริงๆ มันมีที่เปิดเยอะมาก แต่เราก็ตกลงกันไม่ได้ว่าจะกินอะไรดี) 

สุดท้าย... กลับโรงแรมครับ แต่พอขึ้นไปซักพัก ช่ายยยยย ความหิวทำให้เราต้องออกหาของกิน เพราะมันหิวจริงๆ ตัดสินใจเดินเข้าเมืองอีกรอบ แต่... ก็ไม่เวิร์คครับ เดินไปเดินมาเลย เอาน่ะ กินราเมงหน้าโรงแรมแล้วกัน

แต่ก่อนที่จะได้กินราเมน เราก็ซื้อเคบับกินกลางทางก่อน ก็คุยไปคุยมากับลุงคนขาย แกก็บอกมาว่า เออ ไอ เพิ่ง มา จาก เมือง ทาย เหมือน ก่าน ประมาณว่าย้านที่ทำกินน่ะแหล่ะครับ แต่ผมก็ไม่ได้ถามต่อว่าทำไมย้ายมาที่นี่ แล้วเข้ามาขายของแบบนี้ได้ยังไง ก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ครับ เอาเป็นว่าเราสนใจเรื่องรสชาติเคบับอันละ 500 เยน อันนี้ดีกว่า ซึ่ง... กินตอนท้องหิวนี่มันอร่อยจริงๆ ครับ



แกดูตั้งใจทำมากเลยนะ

และแล้ว ก็มาจบลงตรงที่เดิม กับราเมนหน้าโรงแรม ที่เมื่อวานก็เพิ่งกินมา กลายเป็นว่าเรากินราเมนร้านนี้ 2 วันติดเลยครับ รสชาติก็ใช้ได้ แถมให้เยอะอีกต่างหาก 



ราเมนชามนึงนี่แบ่งกันกิน 2 คนได้เลยครับ



เกี๊ยวซ่านี่ อร่อยเลยครับ

ก็เป็นอันว่าหมดไปอีก 1 วัน และอีก 1 ตอน ตอนต่อไปเราจะไปเจออะไร เดี๋ยวจะมาเล่าให้อ่านต่อแล้วกันนะครับ ^__^










Create Date : 26 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2557 22:48:21 น. 0 comments
Counter : 803 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

ยางมะตอยสีชมพู
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นมนุษย์เงินเดือน รับใช้การตลาด
ต้องคิดงานให้เกินคาด แล้วจะได้ตังค์ใช้

ชอบดนตรี เสียงเพลงเป็น ชีวิตจิตใจ
ตัวอักษรนั้นไซร้ กัดแทะได้ ทุกวี่วัน



ลายปากกา


ของเค้าดีจริง เข้าไปเยี่ยมชมกันได้ครับ ^ ^
ถึงแม้ว่าผมอาจจะยังไม่ใช่นักเขียน ถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่มีคุณสมบัติแม้ที่จะคิดเขียน และถึงแม้ว่า เรื่องที่ผมเขียนนั้นจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม แต่ว่ามันก็ออกมาจากมันสมองอันน้อยนิดของผม ขอร้องเถิดครับ กรุณาอย่าเอาไป คัดลอก เผยแพร่ ดัดแปลง ส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของงานเขียนของผมเลย (ยางมะตอยสีชมพู) ผมขอสงวนสิทธิ์ตามกฏหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว จะมีโทษ ปรับตามกฏหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือนำเรื่องไปเสนอสำนักพิมพ์ ถือเป็น การเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 800,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับนะครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ยังเข้าใจ และเห็นใจคนชอบเขียนห่วยๆอย่างผม (ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฏหมายลิขสิทธิ์)
[Add ยางมะตอยสีชมพู's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com