Don't Worry, Be Happy

<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
13 เมษายน 2554
 

Title: ความรู้สึก...ในความเงียบ


ในความวุ่นวาย

โครม!!


ผมลืมตามตื่นอย่างตกใจ จากเสียงอึกทึกที่เกิดขึ้นข้างๆ ห้อง

ซ่อมแซม? ต่อเติม? ผัวเมียทะเลาะกัน?
ไม่ใช่เหตุผลที่ผมควรรู้ ผมรู้เพียงอย่างเดียวว่า
ผมลืมตาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ด้วยอารมณ์หงุดหงิด

หลังจากอยู่ในห้วงนิทราอยู่เพียง 3-4 ชั่วโมง ในห้องทรงสี่เหลี่ยม
ขนาด 28 ตารางเมตร ความสูง 4 ชั้น ใจกลางตลาด ผมก็ถูกปลุก
ขึ้นมาด้วยเสียงอันดังที่คิดว่าผู้กระทำอาจจะ...

ไม่ได้ตั้งใจ!

หลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว สรรพเสียงต่างๆ นานา ทั้งเสียงรถราวิ่งผ่าน
เสียงบิดมอเตอร์ไซค์ เสียงร้องขายกับข้าว และเสียงโหวกเหวก
โวยวายของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าแข่งแย่งกันขายของ ก็ถูกส่งเข้ามา
กระแทกเข้าที่โสตประสาท ผ่านกระดูกชิ้นเล็กๆ ทั้ง 3 ชิ้นภายในหู
ที่แข่งกันเต้นระบำดุ๊กดิ๊กๆ อย่างมีความสุข แต่ขอโทษ...
ผมไม่ได้มีความสุขด้วยหรอกโว้ยยยยย...!!

ดังนั้น ณ ขณะนี้...ความเงียบ คือสิ่งที่ผมโหยหาที่สุด

ไมใช่สิ ผมไม่ได้โหยหาความเงียบ เพราะผมยังอยากได้ยินเสียงเพลงบรรเลงจากหูฟังผ่านเครื่องเล่นเพลงเคลื่อนที่ ที่คนทั่วไปเรียกว่าไอพอท หรือเอ็มพีสามอะไรก็ตามเถอะ ผมว่า...น่าจะเป็นความสงบมากกว่าที่ผมโหยหา

ผมหยิบเครื่องเล่นเพลงเคลื่อนที่ออกมา ยัดหูฟังเข้าไปในรูรับเสียง
ที่อยู่ข้างๆ ศีรษะทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับเร่งความถี่ให้คลื่นเสียงถี่ขึ้น
และดังขึ้น เสียงร้องแหบๆ ของอีตาเลียม และเสียงกีตาร์ไฟฟ้าเท่ๆ
ของคุณพี่โนเอล สองพี่น้องสุดติสต์ตระกูล กัลลาเกอร์ แห่งโอเอซิส
เริ่มต้นบรรเลงเพลง Wonder wall ผมหลับตาปล่อยอารมณ์ไปตามเสียงเพลง จัดการแพคกระเป๋าเดินทาง และก้าวเท้าเดินออกจากห้องแคบๆ โดยไม่หันกลับไปมอง ผมจะออกไปไขว่คว้าที่สงบๆ และกว้างกว่านี้


ในความเงียบงัน

สายลมเย็นพัดผ่านปะทะใบหน้าฉัน ฉันยิ้มรับสายลมเย็นแต่อบอุ่น
ที่นี่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง มีภูเขาโอบล้อม มีแม่น้ำไหลผ่าน ฉันชอบอยู่ที่นี่…
แม้ว่าบางทีฉันจะรู้สึกเหงา แต่ฉันก็ยังจะรักที่จะอยู่ที่นี่

ทำไมน่ะหรือ...

ฉันนึกย้อนไปเมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก สถานที่แห่งนี้ทั้งสวยงาม
บริสุทธิ์และสงบมาก ฉันมีความสุขจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้

แต่พอเมื่อสถานที่แห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จัก นักท่องเที่ยวไร้จรรยาบรรณ
ก็เข้ามาเสพสุขแล้วก็จากไป ทิ้งไว้แต่รอยย่ำบนผืนหญ้า เศษขยะที่ทับถม
และกิเลสที่เพิ่มพูน ยิ่งที่นี่มีนักท่องเที่ยวมากขึ้นเท่าไหร่ สถานบันเทิง
ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ทุกคนคิดแต่เรื่องธุรกิจ คิดแต่จะหากำไร
โดยหลงลืมว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ในคราที่มีผู้คนขวั่กไขว่ วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือเทศกาลท่องเที่ยว
ฉันจะหลบมาอยู่ในที่นี่

หลายคนบอกว่าฉันเป็นโรคซึมเศร้า หลายคนบอกว่าอยู่กับฉันแล้ว
รู้สึกหดหู่ จริงๆ แล้วพวกเขาเหล่านั้นเพียงแค่ต้องการที่จะได้ยินถ้อยคำ
ที่อ่อนหวาน คำพูดสวยๆ ที่ทำให้พวกเขาพอใจ และท่าทางที่เหมาะสม
กับความสดใสสมวัยของฉัน แต่...ฉันให้สิ่งเหล่านั้นแก่พวกเขาไม่ได้

สิ่งที่ฉันมี...คือความเงียบ และในโลกนี้ไม่มีใครทนอยู่กับความเงียบ
ได้นานหรอก ฉันจึงไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ ฉันมีเพียงแต่แม่คนเดียว
เท่านั้นที่เข้าใจฉัน ที่บ้านฉันเป็นร้านอาหาร เป็นร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ
สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาฝากท้องแล้วก็จากไป ทำให้ทุกวัน
ฉันจึงมีหน้าที่เพียงเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าเท่านั้น พอปิดร้านฉันก็จะพาตัวเอง
มาที่แห่งนี้ ที่ที่ทำให้ฉันมีความสุขที่สุด

ฉันรักที่นี่...


หนีความวุ่นวาย

ผมรักที่นี่...

เพียงแค่ก้าวแรกที่ผมลงจากรถบัส คำแรกที่สะท้อนเสียงหัวใจของผม
ได้ดีที่สุดคือคำๆ นี้

จะใจง่ายเกินไปไหม ที่ผมจะหลงรักสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่แรกพบ

ผมเดินไปตามทางอย่างตื่นตาตื่นใจ จริงอยู่เมื่อดูจากผู้คน
ที่เดินผ่านไปผ่านมาที่นี่อาจจะไม่สงบอย่างที่คิด

แต่...อย่างน้อย มันก็ยังดูดีกว่าที่ที่ผมจากมา

หลังจากที่ผมเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ที่นี่จนอิ่มได้ที่แล้ว
อันดับต่อไปคือหาที่พัก และหาอะไรทานเสียหน่อย
ผมเหลือบไปเห็นร้านอาหารเล็กๆ ริมทางเดิน ที่นี่เป็นบ้าน
ที่ใช้ใต้ถุนบ้านทำเป็นร้านอาหารตามสั่ง

หลังจากทำตามเสียงของหัวใจไปแล้ว คราวนี้ผมต้องทำตาม
เสียงร้องของท้องบ้างแล้วล่ะ

ผมเดินเข้าไปในร้านพบหญิงสูงวัยคนหนึ่งกำลังทำอาหาร
อยู่อย่างทะมัดทะแมง เธอชำเลืองหันมามองเล็กน้อย
ปากก็พร่ำพูดเชื้อเชิญผม พร้อมกับถาม “เพิ่งมาถึงที่นี่ใช่ไหมพ่อหนุ่ม”
“ใช่ครับ...”
“แล้วจะกินอะไรดีจ๊ะ”
“เอ่อ...อืม...กระ...กระเพราไก่ไข่ดาวแล้วกันครับป้า”
“มาถึงนี่แล้วยังจะกินกระเพราฯ อีกเหรอ?”
“แหะๆ ผมนึกไม่ออกน่ะครับ”
“จ้า...ได้เลย นั่งรอก่อนนะพ่อหนุ่ม”

ในร้านยังมีโต๊ะนั่งอยู่ 4 ชุด 2 ใน 4 มีผู้จับจองนั่งอยู่ก่อนแล้ว
โต๊ะแรกเป็นคู่รักผมเดาว่าพวกเขาน่าจะมาเที่ยวพักผ่อน
ตามประสาวันหยุดยาวสุดสัปดาห์อย่างนี้ เช่นกันกับอีกโต๊ะที่เป็น
วัยรุ่นชายหญิง 4 คน ที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างอร่อย
พร้อมกับพูดคุยเฮฮากันอย่างสนุกสนาตามประสาเพื่อนฝูง

ผมเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะในสุดใกล้ๆ กับบันไดขึ้นบ้าน
ผมเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเธอกำลังอ่านหนังสือ
อยู่ในชุดเดรสสีขาวแซมลายดอกไม้ ผมยาว ใ
บหน้านวลปราศจากเครื่องสำอางค์ หน้าตาธรรมดาสามัญ
แต่ดูมีเสน่ห์ จริงๆ แล้วผมชอบมองผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้า
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าเธอมีเสน่ห์

ผมจ้องมองเธอเนิ่นนานจนเธอรู้สึกตัว และเงยหน้าหันมามองผม
มันคงไม่ดีแน่หากผมจะจ้องตาเธอตอบกลับไป ผมจึงแสร้งเหลือบตา
หันไปมองทางโน้นที ทางนี้ที ขณะเดียวกันกระเพราไก่ไข่ดาวของผม
ก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟแล้ว หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวก็ลุกออกจากที่นั่งของเธอ
และนำอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะผม เธอวางจากข้าวเสร็จ
เธอก็หันหลังกลับไปที่นั่งทันที

“ขอโทษครับ...” ผมร้องเรียกเธอ แต่เธอไม่ได้หันมา
“ขอโทษครับ ผมขอ...” ผมร้องเรียกเธอด้วยเสียงที่ดังขึ้น

“จะเอาอะไรเหรอ พ่อหนุ่ม” เป็นป้าที่ทำกับข้าวที่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของผมแทน
“ขอน้ำส้มขวด แล้วก็น้ำแข็งเปล่าหน่อยครับ”
“จ้า...” ป้ารับคำ พร้อมกับจัดแจงตักน้ำแข็ง และหยิบน้ำส้มวางไว้
และเช่นเคยเป็นหน้าที่ของหญิงสาวที่เป็นคนนำมาเสิร์ฟให้ผม
หลังจากนั้นเธอก็หันกลับไปที่นั่งและอ่านหนังสือของเธอต่อ...

ผมคิดในใจ “อะไรของเค้าวะ หรือจะโกรธที่เราแอบมอง เฮ้อ...ช่างเถอะ”

จากนั้นผมก็จัดการกระเพราฯ จนหมด และมารู้ว่าป้าแกก็เปิดเกสต์เฮาส์เล็กๆ อยู่เหมือนกัน ผมจึงตกลงใจพักกับแกที่นี่เสียเลย ดีเสียอีกตื่นมาก็มีกับข้าวอร่อยๆ ให้กิน แถมยังได้เจอกับเธอคนนั้นทุกวันด้วย แน่ล่ะผมตั้งปฏิญาณไว้ในใจว่าจะต้องทำให้เธอพูดกับผมให้ได้


ต่อสู้กับความเงียบ

บนชานบ้าน...เกสต์เฮาส์ของป้านงค์ยามค่ำคืน

จากที่ผมได้ขลุกอยู่แต่ในร้านทั้งวัน เลยได้มีโอกาสพูดคุยกับป้า
ผู้ที่ทำกระเพราไก่ได้ถูกใจผมมาก ป้าแกชื่อนงค์ครับ ส่วนเกสต์เฮาส์
แกก็ชื่อ อรอนงค์เกสต์เฮาส์ ผมแหย่ป้าแกไปแบบทีเล่นทีจริง
ว่าป้าแกชื่อเหมือนนางสาวไทย ป้าก็เอาแต่หัวเราะอย่างเดียว
และมารู้อีกด้วยว่าหญิงสาวที่เอาแต่นั่งอ่านหนังสือทั้งวัน
พอบ่ายคล้อยแล้วมักจะหายไปทุกทีนั้นเป็นลูกสาวของแก
เธอชื่อว่า “เพลิน” ซึ่งผมเห็นด้วยกับชื่อนี้ของเธอ เพราะใบหน้าของเธอ
ยิ่งดูก็ยิ่งเพลิน แต่...

“มันไม่พูดตั้งแต่มันตกบันไดเมื่อหลายปีมาแล้ว” ป้านงค์เริ่มต้นเล่า
“ไม่พูดเลยเหรอครับ”
“ใช่ มันหูหนวกไปเลยน่ะ จำได้ว่ามันเคยพูดออกมาครั้งหนึ่ง
แต่ใครต่อใครก็พากันหัวเราะมัน มันเลยปิดปากเงียบไม่พูดมาตลอด”
“ผมว่ามันอาจจะเกี่ยวเนื่องกับการที่เธอหูหนวกนะ”
“ก็น่าจะใช่”
“แล้วป้าไม่พาไปหาหมอ?” ผมถามต่อ
“พาไปแล้วหมอบอกว่าหูมันติดเชื้อไวรัสทำให้ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน”
“เธอเลยหูหนวกตั้งแต่ตอนนั้น”
“ใช่”

หลังจากฟังเรื่องราวของเธอ ผมรู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับจิต
ผมเดินออกไปที่หน้าเกสต์เฮาส์แหงนมองหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า
เห็นดวงดาวอวดแสงระยิบระยับ ดวงดาวหลายดวงต่างแข่งกัน
อวดแสงสวยของตัวเองเต็มท้องฟ้า สายลมส่งเสียงหวีดหวิวพัดผ่าน
ทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความเย็นสบาย แต่กับเพลิน...เธอเป็นพียง
ความเงียบ ความเงียบที่ไร้ตัวตน ความเงียบที่ไม่มีใครรับรู้ได้ถึงการมีอยู่


ผมเลิกมองดวงดาว ในใจคิดถึงแต่หญิงสาวผู้อยู่กับความเงียบ


อยู่กับความเงียบ

ผมตื่นแต่เช้าด้วยเสียงตะหลิวของป้านงค์ น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกหงุดหงิด
ผมคิดว่าอย่างน้อยผมตื่นด้วยเสียงตะหลิว ก็ยังดีกว่าถูกปลุกด้วยเสียง
เครื่องยนต์ และเสียงแตรที่แข่งกันบีบอย่างเอาเป็นเอาตายกว่าเป็นไหนๆ

“อ้าวตื่นแล้วเหรอพ่อหนุ่ม...มา...มากินข้าวต้นร้อนๆ ก่อนเร็ว”

ผมยิ้มเอ่ยขอบคุณป้า และซดข้าวต้มร้อนๆ เข้าปากอย่างมีความสุข

“ถ้าอยากไปเที่ยวไหน ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ป้าไปก็ได้นะ ป้าให้ยืม”
“ได้เหรอครับป้า”
“ได้สิ ก็พ่อหนุ่มน่ะเป็นแขกของป้าไม่ใช่เหรอ”
ผมอมยิ้ม “แหม...แขกอะไรกันป้า ผมก็เป็นคนไทยเนี่ยแหละ”
“รู้ไหมว่าเมื่ออาทิตย์ก่อน มีไอ้หนุ่มคนหนึ่งเล่นมุขอย่างนี้กับป้า
ป้านี่ไล่เอาตะหลิวเฉาะกบาลมันแทบวิ่งหนีไม่ทัน”

เมื่อได้ยินป้าแกพูดผมถึงกับโพล่งหัวเราะออกมาเสียงดัง
“แหม...ขอโทษครับป้า แซวนิดแซวหน่อย ไม่รักไม่หลอก
ไม่หยอกไม่เล่นนะเอ้า...”

“พอเลยๆ” ป้าพูดพร้อมกับหยิบกุญแจมอเตอร์ไซค์ให้ “
มาถึงที่แล้วออกไปเที่ยวซักหน่อย อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในบ้าน
แล้วเดี๋ยวกลางวันค่อยกลับมากินข้าว”

“แล้วป้าพอรู้ไหมครับว่าเพลินเค้าชอบหายไปที่ไหน”
“อืม...มันน่าจะอยู่ที่ทุ่งหญ้านอกเมืองน่ะ ขี่ไป 2-3 กิโลก็ถึงแล้ว”
“โลฯ ละกี่บาทล่ะครับ” ผมกระเซ้าป้าไปอีกหนึ่งมุขก่อนขึ้นคร่อม
มอเตอร์ไซค์ เร่งเครื่อง และบิดทะยานออกไป รอดพ้นตะหลิว
ของป้าอย่างหวุดหวิด

ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ทุ่งหญ้านอกเมืองอย่างที่ป้าบอก และผมก็พบเธอ
จริงๆ ภาพที่ผมเห็นคือหญิงสาวร่างเล็ก ในชุดเดรสสีขาวแซมลายดอกไม้
คนละตัวกับที่ผมเห็นเมื่อวานนี้ กำลังเอนหลัง หลับตาพิงต้นไม้ใหญ่
รับสายลมเย็นที่พัดมาเอื่อยๆ อย่างสบายใจ ผมเดาว่าที่แห่งนี้
น่าจะเป็นที่ที่เธออยู่แล้วมีความสุขที่สุด

ผมค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างไม่ให้เธอรู้ตัว แน่ล่ะ...ถึงผมเดินเข้าไป
แบบปกติเธอก็คงไม่ได้ยินอยู่ดี ผมทรุดตัวนั่งลงข้างกายเธอ
หยิบสมุดบันทึกออกมาค่อยๆ เขียนข้อความลงไป ผมหันกลับไปมอง
ใบหน้าของเธออีกครั้ง ยิ่งมองใกล้ๆ ใบหน้าเดียงสานั้นช่างขาวนวล
และมีเสน่ห์ยิ่งกว่าใคร ใบหน้าที่ไม่เคยแต่งแต้มสีสันมาก่อน
ใบหน้าแห่งความเงียบ

หลังจากที่ผมนั่งมองอยู่นาน จึงตัดสินใจสะกิดเธอ

เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แต่เมื่อเห็นผมอยู่ใกล้ๆ เธอถึงกับตาลุกโพลง
และรีบลุกขึ้นทันที ผมถือวิสาสะคว้าข้อมือเธอไว้ สังเกตุเห็นใบหน้า
ของเธอ คล้ายกับว่าจะร้องไห้ คงคิดว่าผมจะมาทำมิดีมิร้ายกับเธอกระมัง

ผมจึงตัดสินใจปล่อยมือ พร้อมกับชูมือขึ้นส่งสัญญาณว่า
ผมจะไม่ทำอะไร เธอหันหลังให้ผมทำท่าจะเดินกลับ ผมจึงรีบวิ่ง
ไปดักข้างหน้า ชั่วอารมณ์นั้นผมทำอะไรไม่ถูก จึงยื่นสมุดบันทึกให้เธอ
สิ่งที่ผมเขียนไว้ในสมุดบันทึกเล่มนั้นน่ะหรือ มันอาจจะเป็นประโยค
ชวนหญิงสาวคุยที่เชยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ แต่ผมก็เต็มใจเขียน
มันออกมาพร้อมกับรูปวาดของเธอ

“วันนี้อากาศดีนะครับ”


นั่นคือประโยคสุดเชยที่สุดที่ผมเค้นสมองเขียนขึ้นมาเพื่อชวนเธอคุย
ณ ตอนนั้น สาบาน!! ในช่วงไม่กี่เสี้ยววินาทีที่เกิดขึ้น ผมเห็นเธอ
อมยิ้มบางๆ ออกมา



เผชิญกับเสียงที่ไม่ได้ยิน


“คุณชอบอ่านหนังสือเหรอ” ผมเขียนข้อความนี้ลงในสมุดบันทึก
ให้เธอได้อ่าน ในที่สุดเธอก็ยอมนั่งลงคุยกับ...เอ่อ...อ่าน...
ข้อความที่ผมอยากจะบอกเธอ

ถือว่าโชคดีที่เธอมีอาการหูหนวกเมื่อตอนที่เธอโตแล้ว เธอจึงยังพออ่าน และเขียนหนังสือได้ นั่นจึงทำให้บทสนทนาระหว่างผมกับเธอไม่ลำบากเท่าไรนัก

“ใช่...คุณรู้จักเจ้าชายน้อยหรือเปล่า” เธอเขียนตอบกลับมา ผมส่ายหัวแทนคำตอบ
“จริงๆ ผมเคยอ่านเป็นหนังสือนอกเวลานะ แต่ก็...ลืมไปแล้ว”
“ในเจ้าชายน้อย มีตอนหนึ่งที่เขาไปเจอกับสุนัขจิ้งจอก เจ้าชายน้อยชวนสุนัขจิ้งจอกเล่น แต่มันกลับปฏิเสธและบอกว่า ต้องทำให้มันเชื่องก่อน”
“แล้วเจ้าชายน้อยทำยังไง” ผมเขียนถามกลับ
“เขาบอกว่า การทำให้เชื่องคืออะไร ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็บอกกลับมาว่า
มันคือการผูกสัมพันธ์กันไงล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นที่เราคุยกันแบบนี้ ก็คือการผูกสัมพันธ์กันแล้วสินะ”

เธอนิ่งไปก่อนเขียนตอบกลับมา “ฉันไม่ใช่สุนัขจิ้งจอกเสียหน่อย”
ผมเริ่มจำได้คลับคล้ายคลับครา “ในเรื่องมีดอกไม้ด้วยใช่ไหม”
“ใช่...”
“ผมว่าคุณเหมือนดอกไม้”
“เหรอ...ถ้าอย่างนั้นคุณจำตอนที่เจ้าชายน้อยเจอนักภูมิศาสตร์ได้ไหม?”
ผมส่ายหัว

“นักภูมิศาสตร์บอกว่า ดอกไม้นั้น คือสิ่งที่ไม่จีรัง” ผมเขียนต่อไม่ออก

“ฉันไม่ใช่ดอกไม้เพราะฉันไม่มีค่าพอ น่าเสียใจที่ชีวิตคนเรานั่นก็ไม่จีรังเหมือนดอกไม้นั่นแหละ” เธอเขียนเสร็จ และยื่นสมุดคืนมาให้ผม...
ผมไม่ได้เขียนอะไรตอบกลับไป

หลังจากที่ผมนั่งอยู่เคียงข้างเธอมาเนิ่นนาน ผมจึงตัดสินใจ
เขียนข้อความลงไปในสมุด และยื่นให้เธอได้อ่าน
“ป้านงค์บอกว่าคุณพูดได้ ทำไมคุณไม่พูด”

เธอยื่นสมุดกลับมาให้ผม ไม่เขียนใดๆ ตอบลงไป

“ผมรู้มาว่าคนหูหนวกพูดไม่ได้ก็เพราะเขาไม่ได้ยิน จึงไม่สามารถ
เลียนเสียงได้ ทั้งที่เขาไม่ได้มีความปกติในการพูดเลย แต่คุณเคย
พูดได้มาก่อน เคยได้ยินเสียง ถ้าฝึกจริงๆ จังๆ ผมว่าคุณก็สามารถพูดได้
มีคนหูหนวกบางคนที่ถูกฝึกพูดมา เขาก็สามารถพูดได้ บางคนพูดได้ชัดเกือบ 90% เชียวนะ” ผมเขียนอธิบายให้เธออ่านอีกครั้ง

เธอรับไปอ่าน และจู่ๆ น้ำตาเธอก็ไหลออกมา
ผมจะเขียนอะไรต่อไปได้นอกจากคำว่า “ผมขอโทษ...”



เพลงรักในอ้อมกอด

ผมพาเธอขี่มอเตอร์ไซค์มาอย่างเงียบๆ ไม่น่าเชื่อว่าระยะทาง 2-3 กิโลฯ
เธอจะกล้านั่งรถรับจ้างมาคนเดียว ระหว่างทางผมเห็นผู้คนเดินผ่านไปมา
เป็นกลุ่มมากมาย ด้วยความสงสัยเลยจอดรถถาม

“วันนี้มีคอนเสิร์ตเพลงรัก ในฤดูรัก น่ะครับ” หนึ่งในกลุ่มคนมากมายเป็นผู้ไขความกระจ่างกับผม

ได้ยินดั่งนั้นผมจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มคนมากมาย บางทีความวุ่นวายที่ผมเกลียดก็อาจจะมีข้อดีบ้างก็ได้ อย่างน้อยก็สำหรับเธอ

ผมกำลังพาคนหูหนวกมาดูคอนเสิร์ต แน่นอนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ที่เธอจะได้ยิน แต่ผมแค่อยากให้เธอได้สัมผัส สัมผัสเสียง
สัมผัสความรู้สึก และสัมผัสความสุขได้ เธอใช้มือตบที่หลังผม
คล้ายจะบอกอะไรบางอย่าง ผมหยิบสมุดยื่นให้เธอ

“คุณกำลังล้อฉันเล่นใช่ไหม”
“ไม่” ผมเขียนตอบกลับไปสั้นๆ
“คุณก็รู้ว่าฉันไม่ได้ยิน”
“คุณรับรู้ได้”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉัน”

หากใครเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในงานคอนเสิร์ตวันนั้นอาจจะสงสัยก็ได้ว่า
เพราะเหตุใดชายหนุ่ม กับหญิงสาวคู่หนึ่งถึงได้ยื้อสมุดกันไปมา

ผมจูงมือเธอเข้าไปในงาน ระหว่างผมแวะซื้อลุกโป่งเข้าไปด้วยหนึ่งลูก
และผูกกับข้อมือเธอไว้”

“คุณทำฉันเหมือนเด็ก” เธอแย่งสมุดของผมไปเขียน และส่งข้อความนี้กลับมา
“สิ่งที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้ ก็งอแงเหมือนกับเด็กนั่นแหละ” ผมเขียนตอบกลับไป

“โปรดเชื่อใจผมซักนิด ผมมั่นใจลึกๆ ว่ามันต้องได้ผล”

รอคอยไม่นานคอนเสิร์ตก็เริ่ม โชคดีที่เป็นคอนเสิร์ตเพลงรัก
ดนตรีจึงไม่หนักมาก ผมคิดว่ามันเป็นการดีสำหรับเธอที่ต้องลองฟัง
อะไรที่เบาๆ ดูก่อน ถึงแม้ว่าความถี่ของเครื่องเสียงที่กระจายเสียง
ดนตรีออกมานั้นจะไม่เบาก็ตาม

“ผมอยากให้คุณกอดลูกโป่ง” ผมเขียนส่งให้เธอ

เธอมองหน้าผมเหมือนต้องการจะถามว่าเพราะอะไร
แต่เธอก็ทำแต่โดยดี โชคดีที่เธอไม่ยอมพูด

“รู้สึกอะไรไหม” ผมเขียน และยื่นให้เธออ่าน
“ลูกโป่งสั่น”
“ทีนี้คุณลองเอาหูแนบกับลูกโป่งดูสิ”

เธอทำตามอย่างว่าง่าย

“ฉันได้ยินเสียงจังหวะ”
“ดังไหม?”
“ไม่ดัง...แต่ฉันรู้ว่าเพลงนี้เพราะ”
เมื่อได้อ่านถ้อยความที่เธอเขียน มันทำให้ผมยิ้มออกมาเลยทีเดียว

“ถ้าอย่างนั้นผมแนะนำให้คุณหลับตา เอาหูแนบลูกโป่ง และกอดมันไว้
อย่างนั้นนะ” ผมเขียนตอบกลับไป จากนั้นเธอก็ตกอยู่ในภวังค์

เธอรับรู้เสียงของดนตรีได้จากคลื่นเสียงที่ส่งมาจากลำโพง
ขนาดหลายร้อยวัตต์ผ่านลูกโป่งในอ้อมกอดของเธอเป็นความสุข
ในการฟังเพลงผ่านลูกโป่งในคลื่นเสียงที่ส่งออกมาเป็นจังหวะ
ความถี่ สูง ต่ำ สลับกันไปผ่านแขนและแผ่นอก เป็นการฟังเพลง
ด้วยร่างกายที่น่าทึ่ง



เสียงจากความเงียบ


ผมพาเธอกลับมาส่งที่บ้านเมื่อเวลาเย็นย่ำ ป้านงค์ต่อว่าผมเล็กน้อยที่พา “เพลิน” ไปเที่ยวโดยลืมเวลา แต่เมื่อผมบอกกับป้าว่าผมพาเธอไปดุคอนเสิร์ต ป้านงค์แกก็ถึงกับงงเลยทีเดียว

“พามันไปดูคอนเสิร์ต แล้วมันจะได้ยินเหรอ?”
“ได้ยินสิครับป้า...” ผมพูดก่อนหันไปยิ้มให้กับเพลิน แน่นอนเธอ
ก็เผยยิ้มกลับมาให้ผมเช่นกัน ผมเดาว่าน่าจะเป็นยิ้มอันสดใสใน
รอบหลายปีของเธอก็เป็นได้ นับได้ว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เธอ
จะมอบให้ผมก่อนที่ผมจะต้องกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริงต่อ

รุ่งเช้าหลังจากที่ผมซัดข้าวต้มหมูร้อนๆ จากฝีมือป้านงค์จนหมดชามก็ได้เวลาร่ำลากัน
“ผมต้องกลับกรุงเทพฯ ก่อนนะป้านะ”
“เออ...เดินทางปลอดภัยนะพ่อหนุ่ม ว่างๆ ก็แวะมาเยี่ยมบ้างล่ะ”

ผมเห็นเพลินยังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวในสุดข้างๆ บันได ที่ประจำของเธอ
สายตาของเธอจับจ้องมองมาที่ผม คล้ายอยากจะบอกอะไรกับผมซักอย่าง
ผมไม่ปล่อยให้เธอมองผมนานไปมากกว่านี้ และตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอ

“คุณรู้ไหม ว่าผมชอบเพลงอะไรมากที่สุด” ผมยื่นสมุดให้เธออ่าน
เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ แน่ล่ะเอจะรู้ได้ยังไง ในเมื่อเธอไม่เคยฟังเพลงมาก่อน จนเมื่อวานนี้

“Don't Look Back in Anger ของวง Oasis เพลงนี้บอกเล่าเรื่องราว
เกี่ยวกับการไม่อารมณ์เสียเมื่อทำสิ่งที่ผิดพลาดไปในอดีต ซึ่งมันเป็น
สิ่งที่ดีที่ทุกคนควรมีไว้ เราควรมองไปข้างหน้า แทนที่จะมองย้อนกลับไป
เราทำอะไรผิดไปแล้วมันก็คงจะแก้อะไรไม่ได้ ควรยึดอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด...” พี่โนเอล แกได้สอนผมเอาไว้

“ได้เวลาที่คุณต้องมองไปข้างหน้าแล้วนะ
คุณจะต้องเป็นดอกไม้ที่ใครต่อใครมองแล้วเพลิน ตามชื่อของคุณนะ”

ผมเห็นน้ำตาของเธอไหลออกมา แต่ผมมั่นใจว่าเธอไม่ได้ร้องไห้เสียใจ
เธอยิ้มให้ผม และในที่สุดผมก้ได้ยินเสียงแห่งความเงียบเอ่ยออกมา
กับผมว่า “คอคุนคา” (ขอบคุณค่ะ)

ให้ตายเถอะแม้วลีที่เธอเอ่ยออกมาจะเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
ซ้ำยังมีเสียงแบบโมโนโทน

แต่ผมว่ามันเป็นประโยคที่เพราะที่สุดเท่าที่ผมได้ยินมาเลยทีเดียวเชียวล่ะ



เรื่องนี้ผมเขียนผ่านมาได้เกือบปี หรือ 2 ปีได้แล้วมั้ง จำได้ว่าเข้าร่วมกับแก๊งค์ "ลายปากกา" ของคุณพีท เขียนเกี่ยวกับเรื่่องรัก เนื่องในวันแห่งความรัก

ที่ผมโพสต์เรื่องนี้ใหม่ ก็เพราะว่า ยังไม่เคยลงในหน้าของบล๊อคตัวเองเลย อีกทั้งก็ยังหายหัวไปนานมากๆ และที่สำคัญ ผมได้ส่งเรื่องนี้เพื่อเข้าประกวดเพื่อพัฒนาต่อเป็นบทหนัง ในกิจกรรม "เรื่องสร้างคน คนสร้างเรื่อง" ของทางช่อง 3 ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการคลิก Like มากที่สุด ซึ่งผมก็ค่อนข้างมั่นใจพอสมควรกับเรื่องสั้นเรื่องนี้ เลยอยากจะขอประชาสัมพันธ์ซักนิด หากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ท่านใดเข้ามาอ่านแล้วรู้สึกชอบ ก็ช่วยเชียร์ผมด้วยนะครับ โดยคลิกไปที่ลิงค์นี้เลย แล้วก็คลิก Like โลดดดด


"เรื่องสร้างคน คนสร้างเรื่อง"

ขอขอบคุณล่วงหน้าครับผม ^__^



Create Date : 13 เมษายน 2554
Last Update : 13 เมษายน 2554 12:54:50 น. 3 comments
Counter : 646 Pageviews.  
 
 
 
 
Like ค่ะ....

- - แล้วจะตามไปกดให้นะคะ
- - เป็น"กำลังใจให้ค่ะ"

 
 

โดย: go far far วันที่: 13 เมษายน 2554 เวลา:20:17:06 น.  

 
 
 
ขอบคุณมากมายคร๊าบบบบ ^__^
 
 

โดย: ยางมะตอยสีชมพู IP: 124.121.134.216 วันที่: 13 เมษายน 2554 เวลา:23:32:31 น.  

 
 
 
ใช้คำพูดได้ดีมากๆ
 
 

โดย: Nuufon IP: 101.108.9.157 วันที่: 2 มิถุนายน 2554 เวลา:20:31:10 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ยางมะตอยสีชมพู
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นมนุษย์เงินเดือน รับใช้การตลาด
ต้องคิดงานให้เกินคาด แล้วจะได้ตังค์ใช้

ชอบดนตรี เสียงเพลงเป็น ชีวิตจิตใจ
ตัวอักษรนั้นไซร้ กัดแทะได้ ทุกวี่วัน



ลายปากกา


ของเค้าดีจริง เข้าไปเยี่ยมชมกันได้ครับ ^ ^
ถึงแม้ว่าผมอาจจะยังไม่ใช่นักเขียน ถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่มีคุณสมบัติแม้ที่จะคิดเขียน และถึงแม้ว่า เรื่องที่ผมเขียนนั้นจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม แต่ว่ามันก็ออกมาจากมันสมองอันน้อยนิดของผม ขอร้องเถิดครับ กรุณาอย่าเอาไป คัดลอก เผยแพร่ ดัดแปลง ส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของงานเขียนของผมเลย (ยางมะตอยสีชมพู) ผมขอสงวนสิทธิ์ตามกฏหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว จะมีโทษ ปรับตามกฏหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือนำเรื่องไปเสนอสำนักพิมพ์ ถือเป็น การเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 800,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับนะครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ยังเข้าใจ และเห็นใจคนชอบเขียนห่วยๆอย่างผม (ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฏหมายลิขสิทธิ์)
[Add ยางมะตอยสีชมพู's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com