Don't Worry, Be Happy

<<
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
12 พฤษภาคม 2551
 

Title: ปาก





“มิตรภาพ เริ่มต้นที่ปาก”
ผมนึกถึงคำนี้อยู่ในใจ ขณะที่สายตาของผมจับจ้องไปที่เบื้องหน้า




วันนี้เป็นวันที่ผมมาสัมภาษณ์งาน
และในขณะที่ผมกำลังรอคอยด้วยความกระวนกระวายนั้น
สายตาผมก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวอยู่คนหนึ่ง...

เปล่าหรอกครับเธอไม่ได้สวยสะดุดตาอะไรขนาดนั้น
ตรงกันข้ามเธอกลับเป็นคนหน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่ง
ที่เดินตามท้องถนนทั่วๆไปนั่นแหล่ะ

ชีวิตจริงๆนะครับ ไม่ใช่นิยายที่ผมจะไปเจอะเจอหญิงสาวสวย
นัยน์ตาคมเข้ม ผมยาวสลวยสวยเก๋ ปากสีชมพูอวบอิ่ม
ผิวสีชมพูขาวนวล รูปร่างได้สัดส่วน
เหมือนดั่งที่พระเอกในนิยายเจอสาวที่ตนเองหมายปองอยู่ง่ายๆซะเมื่อไหร่กันล่ะ

แต่ในความธรรมดาของหญิงสาวที่นั่งอยู่เบื้องหน้าผมนั้น
กลับมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง...
ที่สามารถกระตุ้นขาของผมลุกขึ้นยืน ให้เดินเข้าไปหา และพูดคุยกับเธอ
คือไอ้แรงดึงดูดที่ว่านั้นก็คงเป็นความรู้สึกถูกชะตาล่ะมั้ง ผมว่าอย่างนั้นนะ

“เอ่อ...ขอโทษนะครับ มาสัมภาษณ์งานเหมือนกันใช่ไหมครับ” นั่นคือคำทักทายแรกของผม
“ค่ะ...ใช่ค่ะ” นั่นก็คือคำแรกที่เธอเอ่ยออกมาให้ผมได้ยินเสียงห้าวๆของเธอ
หากแต่ผมเห็นรอยยิ้มจากการพูดคุยด้วยกันเป็นครั้งแรกของเรา
และรอยยิ้มนั้นก็ถูกบดบังด้วยเหล็กดัดฟันสีชมพูสดใส
ตามที่วัยรุ่นทั่วไปสมัยนี้นิยมสวมใส่กัน...

ผมถึงบอกไงครับว่านี่คือชีวิตจริงๆ เสียงของเธอไม่ได้หวานเหมือนในนางเอกนิยาย
ขณะเดียวกันฟันของเธอก็ไม่ได้เรียงสวย เมื่อเธอฉีกยิ้มกว้างอะไรขนาดนั้น

แล้วทำไมผมถึงรู้สึกถูกชะตากับเธอน่ะหรือ...
คำตอบก็คือ ไม่รู้


หรือมันอาจจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์หรือของผมเองก็ได้
เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน
อีกทั้งรอบข้างยังมีแต่ศัตรูผู้หมายอยากจะได้งานทำเช่นเดียวกัน
มันจึงไม่แปลกอะไรไม่ใช่เหรอ ที่เราต้องการเพื่อนสักคนหนึ่ง ในที่ที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้

อีกอย่างหนึ่งเมื่อผมมองหลายคนที่มาสัมภาษณ์งานพร้อมกับผม
คนหนึ่งเป็นหญิงสาว ท่าทางเข็ดฟันที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถือด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
ชายหนุ่ม 2 คนที่จับคู่คุยกันไปซะแล้ว
และหญิงสาวหน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่งที่สายตาเหม่อมองเพดาน ช่องแอร์ เก้าอี้ไปเรื่อยเปื่อย
เป็นคุณ คุณจะเลือกเข้าไปคุยกับใครล่ะ

“แล้วสัมภาษณ์ฝ่ายไหนหรือครับ”
เป็นคำถามที่สองของผม ที่ยิงใส่เธอหลังจากเว้นวรรคด้วยความเงียบเชียบไปนาน
“ฝ่ายขายอ่ะค่ะ” สังเกตุได้ว่าคำตอบของเธอมีวลีของวัยรุ่นแทรกอยู่ด้วย

“แล้วเธออ่ะ” ทีนี้เป็นเธอครับที่เป็นฝ่ายถามผมบ้าง
“การตลาดฮะ...”

“แล้วชื่ออะไรเหรอครับ...เราชื่อไทรนะ”
“ไทรเหรอ ชื่อแปลกดีเนอะ เราชื่อเชอรี่อ่ะ เรียกว่ารี่ก็ได้”
“เชอรี่เหรอ ชื่อไม่เข้ากับหน้าเลยเนอะ”
“โอ้โห...ปากเหรอจ๊ะนั่น นี่ขนาดเพิ่งเจอกันวันแรกนะเนี่ย”
“จะวันแรกหรือกี่วันปากเราก็อย่างนี้แหล่ะ ไม่แตกต่างๆ ฮ่าๆ”

“แต่เมื่อกี๊เราล้อเล่นน่า ชื่อเธอน่ารักดี อยากหาเพื่อนชื่อน่ารักๆอย่างนี้มานานแล้ว”
เธอพยักหน้ารับรู้อย่างงอนๆ พลางใช้สายตามองค้อนผมเล็กน้อย

หลังจากนั้นเราก็พูดคุยกันด้วยภาษาที่เป็นกันเองมากขึ้น
และมันก็ทำให้ผมรับรู้ถึงความน่ารักของเธอมากขึ้นด้วย

“เออ...เธออายุเท่าไหร่แล้วล่ะรี่”
“นี่ๆ ใครเค้าให้ถามอายุผู้หญิงกันล่ะ เธอนี่ไม่รู้อะไรเอาซะเลยนะ”
“อ้าว...ก็อยากรู้นี่ อ่ะเราบอกก่อนก็ได้ เรา 27 แล้ว”
“โห...แก่จัง”
“อ้าวๆ พูดงี้มีสวย”
“อ่ะล้อเล่นนนน...เราให้เธอทายดีกว่า”
“25” ผมตอบทันที
“ตลกและ หน้าเราแก่ขนาดนั้นเชียว”
“ใช่”
“ปฏิเสธบ้างก็ได้นะเธอน่ะ...พ่อหน้าเด็ก”
“ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า ขอเดาอีกทีว่าเธออายุ 22”
“ปิ๊งป่อง ถูกต้องงงง”
“โห...ห่างกว่าเราตั้ง 5 ปี อายุน้อยแต่...”
“แต่อะไร”
“แต่น่ารักไงจ๊ะ...”
“แล้วไป”

“อย่างนี้แล้วเราก็ต้องเรียกเธอว่าพี่สิ...”
“เรียกทำไม รุ่นเดียวกัน ไม่ต้องๆ”
“โห...กล้าพูดนะเนี่ย แล้วอย่ามาว่าเราปีนเกลียวทีหลังล่ะ”

หลังจากนั้นเธอก็ถูกเรียกตัวเข้าไปสัมภาษณ์
และคิวถัดมาก็เป็นผม

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จแล้ว ผมรีบออกมาทันทีและภาวนาให้เธอยังนั่งรอผมอยู่
แต่...เธอได้กลับบ้านไปเสียแล้ว ผมจึงได้แต่หวังว่าซักวันเราคงได้พบกันอีก...




หลังจากวันนั้นผ่านไป 2 อาทิตย์ผมก็ได้เริ่มต้นทำงานที่ใหม่
ในขณะที่ผมกำลังรอเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมาอบรมพนักงานเข้าใหม่นั้น
สายตาผมก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งผู้ซึ่งผมคิดถึงเธอมาตลอด 2 อาทิตย์ก้าวเข้ามาในห้องอบรม

เชอรี่...เป็นเธอจริงๆ!!

ผมไม่รอช้าตะโกนร้องเรียกเธอทันที ซึ่งมันก็ทำให้เธอต้องรีบเดินเข้ามาตรงที่ผมนั่งอยู่
พร้อมกับทำท่าจุ๊ปาก ให้ผมหรี่เสียงอันดังของผมลง


การรอคอยของผมสิ้นสุดลงแล้ว
ผมกับเธอได้ทำงานในบริษัทเดียวกัน
และต่อจากนี้ผมก็จะได้เจอเธอทุกวัน

เรียกได้ว่าเป็นความสมหวังของผมเล็กๆก็ได้มั้ง

ถึงผมจะดีใจที่ได้เจอเธอแต่ผมก็อดที่จะตัดพ้อเธอเล็กๆไม่ได้
“แหม...วันนั้นนึกว่าจะรอกินข้าวด้วยกัน รีบกลับไปไหนล่ะ”
“วันนั้นต้องขอโทษด้วยจริงๆนะ เราต้องรีบกลับไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศเก่าอ่ะ”
“จ้า...ไม่เป็นไร ไม่โกรธหรอก เราล้อเล่นน่ะ” พูดจบผมก็ฉีกยิ้มกว้างให้กับเธอ
และเธอก็ยิ้มตอบผมด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่วันที่ทำงานวันแรก
ผมได้นั่งกินข้าวกลางวันกับเธอทุกวัน ตรงโต๊ะประจำตัวเดิม
ได้คุยกับเธอทุกวัน
ได้เห็นหน้าเธอทุกวัน

และในการที่ผมได้มีโอกาสเจอเธอทุกวันนั้น
ผมก็ยิ่งได้เห็นความน่ารักของเธอทีทวีเพิ่มขึ้นทุกวันด้วยเช่นกัน

จากการสังเกตุการณ์ของผมที่ชอบลอบมองข้ามไปที่แผนกของเธอ
ทำให้ผมรู้อีกว่าเธอเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก และพี่ๆเพื่อนๆในแผนกต่างชอบเธอกันทุกคน

มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอถามผมว่า
“แกไม่ชอบสาวๆที่นี่บ้างเหรอ น่ารักๆทั้งนั้นเลยนะ
ฉันเห็นเอกเพื่อนฉันที่แผนกจีบอ้อยที่แผนกแกอยู่นี่”
“ไม่เอาอ่ะ...ฉันไม่อยากมีแฟนในที่ทำงานเดียวกัน”
“ทำไมอ่ะ”
“ก็หลายเรื่องอ่ะนะ ทั้งถูกคนนินทา แถมวันไหนหากทะเลาะกันก็ไม่เป็นอันทำงานอีก
และยิ่งคู่ไหนเลิกกัน มันจะทำงานด้วยกันไม่ได้มองหน้ากันไม่ติดน่ะสิ”
“อืม...จริงด้วยสิ เป็นเพื่อนกันเหมือนแกกับฉันดีกว่าเนอะ”

ผมไม่พูดอะไร ได้แต่ก้มหน้ากินข้าวต่อไป ทั้งที่ใจคิดตรงกันข้ามกับที่พูดมา
แต่...เฮ้อ ผมล่ะอยากตบปากตัวเองเสียจริง



จนเวลาผ่านไปนานๆ
ผมกับเธอไม่ได้กินข้าวด้วยกันแล้ว
เนื่องจากแต่ละคนเริ่มปรับตัวได้ จึงแยกย้ายไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนในแผนก

ผมได้คุยกับเธอน้อยลง
เนื่องจากภาระที่รับผิดชอบในงานของตนมันมากซะเหลือเกิน

แต่...ทำไมนะ ความรู้สึกหลงไหลชื่นชอบในตัวเธอของผมกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเธอคิดยังไงกับผม แต่จากลักษณะการพูดคุยกับผม เมื่อเราเจอกันตรงทางเดิน
เธอคงเห็นผมเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน ที่เคยสนิทคนหนึ่งเท่านั้น



จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง วันที่ผมตัดสินใจลาออก

“ได้ข่าวว่าแกจะลาออก” ในขณะที่ผมนั่งดื่มกาแฟที่โต๊ะทำงานในตอนเช้า
เชอรี่ก็เดินเข้ามาหาที่ผมถึงโต๊ะและถามถึงการตัดสินลาออกของผม
คาดว่าเธอคงรู้จากเพื่อนที่ฝ่ายบุคคลแน่ๆ
“แกรู้มาจากใคร” ผมถามกลับทั้งๆที่ผมก็พอรู้อยู่ว่าใครเป็นคนบอกเธอ

“ฉันถามแกก่อนนะ นี่แกเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่าเนี่ย
หมู่นี่ก็ไม่ค่อยมาคุยด้วยเอาแต่หลบหน้าหลบตา”
“ก็เห็นงานเธอเยอะ...ไม่มีโอกาสบอกด้วย งานฉันก็เยอะ”

“ทำไมถึงออกล่ะ เบื่อเหรอ”
“อืม...ก็หลายๆอย่างล่ะนะ อีกอย่างฉันเดิมพันอะไรหลายสิ่งหลายอย่างไว้กับการลาออกครั้งนี้ด้วย”
“เดิมพันอะไร”
“เออน่า เดี๋ยวก็รู้ ฉันสัญญาว่าจะบอกเธอเป็นคนแรกเลย”



“แล้วที่ใหม่เป็นไง ดีไหม”
“ก็ดีแหล่ะ ได้เงินมากกว่าอยู่ที่นี่ 5 พันได้”
“โห...ไปได้ดีนี่ งั้นไม่เป็นไร อภัยให้ได้” ผมเห็นสีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นยิ้มสดใสทันที

น่าแปลกที่ผมอยากเห็นเธอซึมเศร้ามากกว่านี้ที่รู้ว่าผมจะลาออกจากบริษัทนี้ไป
เธอ...คงคิดกับผมแค่เพื่อนจริงๆล่ะมั้ง

และแล้ววันทำงานวันสุดท้ายของผมก็มาถึง
เพื่อนๆที่บริษัทก็จัดงานเลี้ยงส่งให้กับผม
และแน่นอน เชอรี่ก็ไปร่วมงานนั้นด้วย

ผมเฝ้าคอยหาโอกาสที่จะคุยกันตามลำพังกับเธอ และเมื่อโอกาสมาถึง
ในขณะที่เพื่อนๆทุกคนกำลังเมามันกับอักษรคาราโอเกะที่อยู่หน้าจอทีวีสีขนาด 38 นิ้วนั้น
ผมจึงได้เรียกเชอรี่ออกมาคุยด้วยกันข้างนอก

ผมนิ่งคิดอยู่นานว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี จนเชอรี่เอ่ยลอยๆขึ้นมาเบาๆ
“พรุ่งนี้ก็จะไม่ได้เจอแกแล้วเนอะ”

ผมยังยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดกับเธอ
“แกยังจำได้ไหม ที่ฉันบอกว่าฉันเดิมพันหลายสิ่งหลายอย่างไว้กับการลาออก”
“จำได้...”
“แล้วจำได้ไหม ที่ฉันบอกว่าฉันจะไม่จีบใครในที่ทำงานเดียวกัน”
“จำได้ อย่าบอกนะว่าแกลาออกเพื่อจะจีบใครคนนั้น”
“แล้วถ้าบอกว่าใช่ล่ะ...”
“โห...ลงทุนว่ะ แล้วใครล่ะที่แกชอบอยู่”
ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าอยู่นาน...จนเธอทวงถามถึงคำตอบผม

“บอกมาเหอะน่า ฉันไม่ไปบอกใครหรอก”
“เชอรี่...แกนั่นแหล่ะ” ผมบอกเธอไปทันควัน

ผมสังเกตุเห็นเธอยืนอึ้งไปนานสองนาน
คาดว่าเธอคงจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองจะได้ยินเท่าไหร่นัก

“เชอรี่...ฉันรักแกว่ะ” ผมเอ่ยวลีนี้ที่ฮอทฮิตอยู่ช่วงหนึ่งออกมาอีกครั้งเพื่อย้ำถึงความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอ

เธอ...ยังคงยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น หรือเธออยากให้ผมบอกกับเธอว่า “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” อย่างนั้นหรือเปล่า...
แต่ผมตัดสินไม่บอกซ้ำเนื่องจากวลีนั้นค่อนข้างที่จะสยองจนเกินไป

ผมยังคงเห็นเชอรี่ยืนนิ่งอยู่ ผมจึงจะอธิบายถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอมานานแสนนานให้เธอฟัง
แต่...เธอก็ได้วิ่งหนีผมไปเสียแล้ว และไม่แม้แต่ที่จะหันมองกลับมาเลย

นี่แหล่ะคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด ในการบอกรักใครซักคน
และยิ่งกว่านั้น คนๆนั้น คือเพื่อนสนิท...



“มิตรภาพ เริ่มต้นที่ปาก”
แต่...มิตรภาพก็จบลงที่ “ปาก” ได้เช่นเดียวกัน





Create Date : 12 พฤษภาคม 2551
Last Update : 12 พฤษภาคม 2551 0:16:35 น. 5 comments
Counter : 653 Pageviews.  
 
 
 
 
...

อืม...ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่

มันแฝงอะไรที่มากกว่านั้น

เชอรี่เอ๋ย...เพลงมันอาจจะเก่าแต่เหมาะกับน้องเชอรี่มาก



ขออนุญาตadd.นะคะ
 
 

โดย: สิงห์อมบ๊วย วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:1:01:14 น.  

 
 
 
แหม ... แกน่ะก็ยังดีที่ได้บอกความในใจที่แกมี

แต่ฉันซิ ไม่กล้าบอก จนกระทั่งสายไป

แบบว่า ตอนนี้ ก็ แอบรักคนมีเจ้าของซะแล้ว แป่ว วววว

อย่าคิดว่า เศร้า นะ

ฉันก็มีความสุขลึกๆ ลึกมากๆ ที่ได้รักเขา

ก็เท่านั้น ไม่หวังอะไรมาก ก็ยังรักและคิดถึงเขาเรื่อยๆ นั่นแหละ แม้ว่าจะนานแล้วก็ตาม
 
 

โดย: ณู IP: 118.174.5.169 วันที่: 13 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:31:20 น.  

 
 
 
เขียนเรื่องนี้ออกมาได้ดีค่ะ
บางอย่างถ้าเอ่อยออกไปอาจจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง
แต้ถ้าไม่เอ่ยออกไป
เราอาจจะมาเสียใจทีหลังก็ได้เนอะ

^ ^
 
 

โดย: หมูปิ้งไม้ละ 5 บาท วันที่: 13 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:03:20 น.  

 
 
 
คุณสิงห์อมบ๊วย - ขอบคุณนะครับม ที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมกัน ผมก็ไม่ค่อยอัพบล๊อคบ่อยเท่าไหร่นักแต่ถ้าเข้ามาตอนไหน เวลาไหน ก็ยินดีต้อนรับเสมอนะครับผม ส่วนเรื่องของเชอรี่ ผมว่ามันรู้แต่มันไม่สนใจอ่ะ... T T

คุณณู - อย่างไรก็ตาม การได้รักใครซักคนคือความสุขไม่ใช่หรือฮะ...ดีใจที่คุณยังมีความสุขและยังมีความรู้สึกที่จะรักอยู่นะฮะ ^ ^

คุณหมูปิ้งฯ - ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจแล้วล่ะครับเนอะ...ว่าจะเอาอย่างไร บางทีสิ่งที่เราคิดไปก่อน อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก้ได้...หรือเปล่า เนาะ
 
 

โดย: ยางมะตอยสีชมพู IP: 58.181.141.8 วันที่: 14 พฤษภาคม 2551 เวลา:7:08:11 น.  

 
 
 
เข้ามาจะขำหรือว่าเศร้ากับไปป์ดีวะ เอาน่า เค้าไม่วิ่งหนีแกวันแรกก็บุญแล้ว (อึ๋ย ปากตู) เอาน่า เราว่าเค้าวิ่งหนีไปตั้งหลักว่ะคะ ให้เวลาหน่อยก็แล้วกัน (หรือว่านี่เรื่องแต่งอ่ะ? เริ่มงง) แหม สาวๆ ออกจะเยอะ อย่างน้อยก็ยังทำใจชอบใครคนใหม่ได้แล้วนี่นา พัฒนาไปอีกขั้นแล้วนะ สำหรับคนโสดอกเดาะด้วยกัน เรายังทำไม่ได้เลยอ่ะ ทำใจไปชอบใครคนใหม่ยังไม่ได้เลย ได้แต่เป็นอีแอร์นั่งมองน้ำลายไหลเวลาเห็นหนุ่มผู้โดยหล่อๆ (ย้ำ ฝรั่ง ไม่ใช่แขก)
 
 

โดย: GottaBeMary วันที่: 17 พฤษภาคม 2551 เวลา:1:56:40 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ยางมะตอยสีชมพู
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นมนุษย์เงินเดือน รับใช้การตลาด
ต้องคิดงานให้เกินคาด แล้วจะได้ตังค์ใช้

ชอบดนตรี เสียงเพลงเป็น ชีวิตจิตใจ
ตัวอักษรนั้นไซร้ กัดแทะได้ ทุกวี่วัน



ลายปากกา


ของเค้าดีจริง เข้าไปเยี่ยมชมกันได้ครับ ^ ^
ถึงแม้ว่าผมอาจจะยังไม่ใช่นักเขียน ถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่มีคุณสมบัติแม้ที่จะคิดเขียน และถึงแม้ว่า เรื่องที่ผมเขียนนั้นจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม แต่ว่ามันก็ออกมาจากมันสมองอันน้อยนิดของผม ขอร้องเถิดครับ กรุณาอย่าเอาไป คัดลอก เผยแพร่ ดัดแปลง ส่วนหนี่งส่วนใดหรือทั้งหมดของงานเขียนของผมเลย (ยางมะตอยสีชมพู) ผมขอสงวนสิทธิ์ตามกฏหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว จะมีโทษ ปรับตามกฏหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือนำเรื่องไปเสนอสำนักพิมพ์ ถือเป็น การเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 800,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับนะครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ยังเข้าใจ และเห็นใจคนชอบเขียนห่วยๆอย่างผม (ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฏหมายลิขสิทธิ์)
[Add ยางมะตอยสีชมพู's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com