Group Blog
 
All Blogs
 

คำตาม

เปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม

เล่าเซี่ยงชุน



คำตาม....................

เมื่อเอ่ยชื่อ เปาบุ้นจิ้น คงจะไม่มีใครไม่รู้จักเป็นแน่ เพราะชื่อเสียงของ เปาบุ้นจิ้น นั้น เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในเมืองไทย โดยเฉพาะเมื่อมี ภาพยนต์ทางโทรทัศน์ฉายเรื่องนี้ ติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่เป็นเรื่องที่สร้างเสริมเติมต่อขึ้น อย่างพิสดารทั้งสิ้น ส่วนเรื่องเดิมนั้นชื่อ เปาเล่งถูกงอั้น ได้แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทย เมื่อ ประมาณ พ.ศ.๒๔๔๑ และได้พิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้งหลายหน

เป็นการตัดสินคดีความ ในฐานะที่เป็นข้าหลวงผู้ตรวจราชการแทนพระองค์ฮ่องเต้ สามารถตัดสินและลงโทษผู้กระทำผิดได้ทั่วราชอาณาจักร ในสมัยราชวงศ์ซ้อง ระหว่าง พ.ศ.๑๕๐๓ – ๑๘๑๙ ก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ซึ่ง ได้คัดเลือกนำมาเรียบเรียง ให้อ่านง่ายขึ้น สำหรับ ท่านผู้ใหญ่ จะได้ทบทวนความหลัง และนักอ่านผู้เยาว์จะได้ลองสัมผัส ภูมิปัญญาของคนโบราณ สมัยเกือบพันปีมาแล้ว ซึ่งอาจจะให้ข้อคิดคติธรรม ที่ยังคงเป็นจริงอยู่ในยุคนี้

หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับ สาระและบันเทิง ตามสมควร และได้นำมาวางให้สมาชิก รสก.ได้อ่าน จนหมดสิ้นกระบวนความแล้ว

จึงขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้.








 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2554 12:14:55 น.
Counter : 457 Pageviews.  

ศพลอยน้ำ

เปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม

ศพลอยน้ำ

“ เล่าเซี่ยงชุน “

เมื่อครั้งที่เปาบุ้นจิ้นไปตรวจราชการตามหัวเมือง ได้เดินทางจากเมืองหิวจิว ไปยัง เมืองตังเกีย ครั้นถึงตำบลเชงโหกุ้ยแขวงเมืองตังเกีย ขณะอยู่บนหลังม้าก่อนถึงที่พัก แลเห็นมีลม หมุนพัดผงคลีฟุ้งอยู่ จึงให้คนสนิทไปดูบริเวณนั้น ก็พบว่าเป็นที่ฝังศพแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ฝั่งริมแม่น้ำ แต่ไม่มีที่สังเกตุว่าเป็นศพผู้ใด

เปาบุ้นจิ้นเข้าที่พักแล้ว จึงสั่งให้ จิวจายกุ้ย นายอำเภอ ไปสืบดูว่าผู้ตายเป็นใคร ตายด้วยโรคอันใด และใครเอามาฝังไว้ นายอำเภอจึงไปสืบถามราษฎรใกล้เคียง ได้ความว่า เมื่อวัน ขึ้นสิบห้าค่ำ บรรดาหลวงจีนวัดซูฮุยยี่ไดมาลอยกระทง ทิ้งกระจาด พบศพลอยน้ำมาติดอยู่ริมฝั่ง จึงได้เก็บขึ้นมาฝังไว้ในที่ใกล้เคียงนั้น จิวจายกุ้ยจึงให้ขุดศพขึ้นมาชันสูตร ก็พบว่ามีรอยบาดแผล ถูกอาวุธมีคม จึงจับตัวหลวงจีนเหล่านั้นมาขังไว้ แล้วนำความไปแจ้งแก่เปาบุ้นจิ้น

แต่เปาบุ้นจิ้นตริตรองพิจารณาเห็นว่า หลวงจีนพวกนี้อยู่วัดซึ่งไกลจากฝั่งน้ำมาก และศพนั้นลอยน้ำมาจากที่อื่น ซึ่งจะติดใจสงสัยว่าหลวงจีนพวกนี้เป็นผู้ฆ่า ไม่เห็นมีทางจะเป็นได้ จึงปล่อยตัวหลวงจีนเหล่านั้นไปเสียสิ้น

ครั้นอยู่ต่อมาอีกประมาณยี่สิบวัน ถึงเดือนหก ราษฎรชายหญิงก็มาเล่นแข่งเรือ ในลำแม่น้ำกันเป็นที่สนุกสนาน ก็มีชายผู้หนึ่งมาหาเปาบุ้นจิ้นถึงที่พัก และแจ้งว่าตนชื่อ ขิมถอง เป็นผู้ช่วยของ ฮื้อเอง มีอาชีพจับปลามาขาย วันนี้ตนกับเพื่อนแจวเรือมาขายปลา ได้พบกับชาย สองคน ซึ่งเป็นผู้ร้ายเคยทำร้ายตน มาซื้อปลาเอาไปทำกับแกล้มกินกับสุรา ในขณะมาดูการ แข่งเรือของชาวบ้าน ตนไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ฮื้อเองแนะนำให้มาฟ้องร้องต่อท่านเปาบุ้นจิ้น ขอให้ช่วยชำระคดีให้ ตนจึงมาขอความกรุณาต่อท่าน ครั้งนี้

เปาบุ้นจิ้นจึงให้ขิมถองนำเจ้าพนักงานไปจับตัว ชายผู้ต้องสงสัยสองคนมา สอบสวน คนหนึ่งชื่อ เอ้งจิว อีกคนหนึ่งชื่อ ตันเม้ง ซึ่งขิมถองให้การว่า

เดิมตนเป็นบ่าวของ เทียนสิว ซึ่งเป็นเศรษฐีตั้งบ้านอยู่ที่เมืองเอี๋ยงจิ๋ว เทียนสิวเป็น คนใจบุญสุนทาน ได้เคยสร้างพระพุทธรูปทองคำถวายวัดโป๊อินยี่ เป็นน้ำหนักถึงห้าสิบตำลึง ต่อมาได้เดินทางมาหาญาติที่เมืองตังเกีย แม้ภรรยาจะห้ามปรามก็ไม่ฟัง จึงจัดเงินห้าร้อยตำลึงใส่หีบ แล้วให้ขิมถอง กับ ตั๋งเก บ่าวอีกคนหนึ่งช่วยกันจัดหาเสบียงเพื่อเดินทาง โดยให้ภรรยาดูแล บ้าน เรือน และบุตรที่ยังเยาว์อยู่ เมื่อเดินทางบกไปได้ประมาณสองวัน ถึงลำแม่น้ำสามแยก จึงจ้างเรือ ที่มีผู้แจวสองคน เดินทางล่องมาตามลำแม่น้ำ

เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกคืนหนึ่ง เวลาประมาณสองยาม ขิมถองกำลังนอนอยู่ ในประทุนเรือ ได้ยินเสียงเทียนสิวร้องขึ้น ก็ลุกออกมาดู เห็นคนแจวเรือคนหนึ่งลอบแทง นาย ของตนตาย แล้วเอาศพโยนลงไปในน้ำ เมื่อเห็นขิมถองตื่นขึ้นมา คนแจวเรืออักคนหนึ่งก็เอา ไม้ตีจนตกลงไปในน้ำ แต่โชคดีที่ไม่ถึงที่ตาย ตนจึงตะเกียกตะกายว่ายน้ำหนีไปจนสว่าง และ อ่อนกำลังลงจวนจะจมน้ำอยู่แล้ว จึงได้พบกับฮื้อเองซึ่งแจวเรือทอดแหหาปลาอยู่ ก็ร้องให้ช่วย

ฮื้อเองก็รีบแจวเรือเข้าไปรับขิมถอง ดึงตัวขึ้นมาจากน้ำ เอาเสื้อกางเกงให้ผลัด และไต่ถามเรื่องราวที่ต้องมาลอยคออยู่ในน้ำ ขิมถองก็เล่าความที่ตนกับนายและเพื่อนคนใช้ เดินทางจากเมืองเอี๋ยงจิ๋ว จะไปเมืองตังเกีย แต่ถูกคนแจวเรือซึ่งเป็นคนร้าย ฆ่านายและทำร้ายตน ชิงทรัพย์สินของนายไปหมด

ฮื้อเองก็ถามขิมถองว่า จะกลับไปบ้านายของตน หรือประการใด ขิมถองจึงว่า

“……..บ้านนายของข้าพเจ้าอยู่ถึงเมืองเอี๋ยงจิ๋ว ระยะทางไกลนัก บัดนี้ท่านช่วย ชีวิตข้าพเจ้าขึ้นจากน้ำ รอดพ้นความตาย พระเดชพระคุณของท่านเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าจะอยู่ช่วยท่าน ทำมาหากินก่อน ต่อภายหลังข้าพเจ้าจึงจะกลับไปบ้าน……..”

ฮื้อเองก็มีความยินดีให้ขิมถองอาศัยอยู่ด้วย ช่วยแจวเรือทอดแห หาปลา ในลำ แม่น้ำต่อมา จนได้เจอผู้ร้ายสองคนนี้ในงานแข่งเรือ

เปาบุ้นจิ้นก็ให้เอาตัวจำเลยทั้งสองมาผูกถาม ทั้งสองก็ไม่รับ จึงให้พนักงาน ไปค้น ดูในเรือ ของทั้งสอง ได้เสื้อกางเกงอย่างดี กับหีบมีเงินและเบี้ยแปะ เอามาเป็นของกลาง ขิมถองเห็น หีบใส่เงิน กับเสื้อกางเกงก็จำได้ ยืนยันว่าเป็นของเทียนสิว นายของตน ผู้ร้ายทั้งสองจำนนต่อ หลักฐานจึงรับสารภาพ เป็นเนื้อความว่า

เมื่อพวกตนทั้งสองรับเทียนสิวกับขิมถอง และ ตั๋งเก ลงเรือของตนเพื่อเดินทาง ออกจากเมืองเอี๋ยงจิ๋วได้สองสามวันนั้น ตั๋งเกบ่าวของเทียนสิว ซึ่งมีความโกรธแค้นอาฆาต ผูกใจเจ็บนายของตน ที่เคยดุด่าว่ากล่าวในเรื่องที่ตนดูแลสวน ไม่เรียบร้อยรกรุงรังไม่สะอาดตา มาก่อน ได้มาบอกกับพวกตนว่า

“……..เทียนสิวนายของข้าพเจ้า มีเงินอยู่ในหีบห้าร้อยตำลึง กับเสื้อกางเกงแพร หลายสำรับ เราช่วยกันฆ่าเทียนสิวกับขิมถองเสีย แล้วเก็บเอาเงินกับสิ่งของนั้นมาแบ่งปันกัน ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร…….”

ทั้งสองคนก็บอกว่า

“…….แม้ท่านไม่แนะนำ เราก็คิดอยู่แล้ว……..”

เอ้งจิวกับตันเม้งและตั๋งเก ก็ปรึกษาตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย พอถึงเวลาประมาณ สองยาม เทียนสิวตื่นขึ้นลูกออกจากประทุน ไปถ่ายปัสสาวะที่ท้ายเรือ ตันเม้งจึงเอามีดแทงเข้า ข้างหลัง และเอ้งจิวก็เอาไม้ตีขิมถองตกลงน้ำไป แล้วทั้งสามผู้ร่วมคิด ก็งัดหีบออกเอาเงินและ สิ่งของมาแบ่งปันกัน แล้วตั๋งเกก็เอาเงินส่วนแบ่งขึ้นจากเรือ บอกว่าจะไปอยู่เมืองโซวจิว เพื่อทำมาหากินตามภูมิลำเนาเดิม

เมื่อผู้ร้ายทั้งสองได้รับเป็นสัตย์แล้ว เปาบุ้นจิ้นจึงตัดสินให้ประหารชีวิตเสียทั้งคู่ แล้วมอบเงินซึ่งค้นได้จากผู้ร้ายให้แก่ขิมถอง ส่วนศพที่ขุดขึ้นมาจากริมฝั่งแม่น้ำนั้น ที่แท้ก็เป็นศพของเทียนสิว ขิมถองจึงเอาเงินไปซื้อหีบใส่ศพ แล้วก็ลาฮื้อเอง จ้างเรือบรรทุกศพผู้เป็นนาย กลับไปเมืองเอี๋ยงจิ๋ว ให้นางเตียสี ภรรยาเทียนสิวได้ทำบุญฝังศพสามีตามธรรมเนียม นางเตียสีก็อุดหนุนให้ทุนรอนขิมถอง ไปทำมาหากินตามภูมิลำเนา จนมั่งมีสมบูรณ์ขึ้น โดยผลอานิสงค์ที่ตั้งอยู่ในความสัตย์ซื่อตรงและกตัญญูนั้น

ส่วนตั๋งเกซึ่งทรยศต่อนายนั้น ไปอยู่ที่เมืองโซวจิ๋วได้ประมาณสองปี ก็ได้ข่าวว่าไปค้าขายทางแม่น้ำเอี๋ยงจื้อกัง แล้วถูกผู้ร้ายย่องเบาเอาทรัพย์สินไปหมดสิ้น และตนเองก็ถูกฆ่าตายไปด้วย

ความเรื่องนี้เมื่อพบศพเทียนสิว ที่หลวงจีนเก็บจากแม่น้ำขึ้นมาฝังนั้น ถ้าเปาบุ้นจิ้นเชื่อตามความเห็นของนายอำเภอว่า พวกหลวงจีนเป็นผู้ฆ่า เรื่องก็คงจะหันเหผิดความจริงไปคนละทาง และผู้เสียหายก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังที่ได้เล่ามาแล้วเป็นแน่.

############






 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2554 6:08:29 น.
Counter : 310 Pageviews.  

ลูกกตัญญู

เปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม

ลูกกตัญญู

" เล่าเซี่ยงชุน "

ครั้งหนึ่งเมื่อ เปาบุ้นจิ้น ได้พักอยู่ที่เมืองฮกเกี้ยน ขณะนั้น เชียงจายหู เป็น นายอำเภอใหญ่ ประจำเมือง ก็มีผู้มาร้องเรียนขอให้ไปชันสูตรพลิกศพ นางตันซุนงอ ที่บ้านตำบลฮกอันกุ้ย ซึ่งได้ถึงแก่ความตายกลายเป็นศพไม่มีศีรษะติดตัว นายอำเภอก็ ได้จัดทำหลักฐานไว้เป็นสำคัญ แล้ว ตันไต้ฮ้อง พี่ชายของผู้ตายก็ตั้งเรื่องราวเป็นโจทก์ฟ้อง เจียงตัดเต๊ก ซึ่งเกี่ยวพันเป็นญาติกัน ในข้อหาว่าเป็นผู้ฆ่านางตันซุนงอ ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ ของเจียงตัดเต๊กเอง คำฟ้องนั้นพอจะสรุปความได้ว่า

เจียงตัดเต๊กนั้นมีภรรยาชื่อ นางฮ่องฮุยเหนี่ย มีบุตรสาวคนหนึ่งอายุได้สิบหกปี ชื่อ นางเง็กกี นางฮ่องฮุยเหนี่ยมีน้องชายคนหนึ่งชื่อ หนีอั๋น เจียงตัดเต๊ก ก็มีน้องชายคนหนึ่ง ชื่อ เจียงตัดเต๋า มีภรรยาชื่อ นางตันซุนงอ ซึ่งเป็นน้องสาวของ ตันไต้ฮ้องผู้เป็นโจทก์ สามีภรรยาคู่นี้ อยู่ด้วยกันมานานไม่มีบุตร จึงมีภรรยาน้อยอีกคนหนึ่งชื่อ นางซีเอี้ยวหลัน

เจียงตัดเต๋าอายุได้ยี่สิบห้าปี ก็ถึงแก่กรรม ด้วยโรคภัยไข้เจ็บธรรมดา นางตันซุนงอ ก็เป็นแม่หม้ายอยู่ เจียงตัดเต๊กเห็นว่าน้องสะใภ้เป็นคนดี อยากจะขอให้เป็นภรรยา หนีอั๋น น้องภรรยาของตน จะได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันต่อไป แต่นางตันซุนงอนั้นเป็นคนซื่อตรงต่อสามี ได้สาบานไว้ว่านอกจากเจียงตัดเต๋าแล้ว นางจะไม่ขอมีสามีอีกต่อไป แต่เจียงตัดเต๊กก็ยังพยายาม พูดจาชักชวนให้นางตันซุนงอ ยอมเป็นภรรยาหนีอั๋นให้ได้ ตันไต้ฮ้องจึงมีความโกรธ เจียงตัดเต๊กยิ่งนัก

เมื่อถึงวันทำบุญให้แก่เจียงตัดเต๋าผู้ตาย นางตันซุนงอก็นิมนต์ หลวงจีนอิดแช จากวัดเล่งโป๊ยี่ มาสวดกงเต๊กแผ่ส่วนบุญให้แก่สามี ขณะที่หลวงจีนเรียกให้คณะเจ้าภาพ ออกมาบูชานมัสการพระพุทธ เพื่อจะได้สวดกงเต๊ก นางซีเอี้ยวหลันภรรยาน้อยก็เข้าไปตาม นางตันซุนงอในห้อง เพื่อจะเรียกให้ออกมาไหว้พระ ก็พบว่านางตันซุนงอถูกฆ่าตาย กลายเป็น ผีหัวขาดไปเสียแล้ว จึงวิ่งออกมาจากห้อง ร้องบอกทุกคนที่มาช่วย งาน เจียงตัดเต๊กกับภรรยา และบุตรสาว ก็พากันวิ่ง ออกมาดูด้วย แต่ก็ไม่มีใครรู้สาเหตุ หลวงจีนเห็นว่ามีเหตุร้ายแรง เกิดขึ้น ในบ้าน จึงกลับวัดไปโดยไม่ได้ทำ
กงเต๊ก

เมื่อตันไต้ฮ้องได้ทราบเรื่องก็รีบไปดูศพน้องสาว เมื่อเห็นแล้วก็ร้องไห้เศร้าโศกอาลัยยิ่ง นัก จึงเชิญ นายอำเภอมาพิสูจน์ศพ และทำคำฟ้องตามความคิดของตนเองว่า เจียงตัดเต๊กเกลี้ยกล่อม นางตันซุนงอ ให้เป็นภรรยาหนีอั๋นไม่สำเร็จ จึงคบคิดกับหนีอั๋นมาข่มขืนนางตันซุนงอ และนางไม่ ยอม จึงฆ่าตัดศีรษะเอาไปซ่อนเสีย

เปาบุ้นจิ้นก็ส่งสำนวนคำฟ้องให้เชียงจายหู สอบสวนปากคำตามหน้าที่ นายอำเภอจึง เรียกตัวตันไต้ฮ้องมาซักถามเพิ่มเติมว่า น้องสาวตายเวลาใด ตันไต้ฮ้องก็บอกว่า

".………..เวลากินข้าวเช้าแล้ว มีผู้ร้ายมาฆ่านางตันซุนงอตาย ตัดศีรษะเอาไป และผู้คน ข้าทาสของเจียงตัดเต๊ก เคยไปมาหาสู่นางตันซุนงออยู่เนือง ๆ นอกจากนั้นก็ไม่มีผู้ใด ไปมาหาสู่นางตันซุนงอ น้องข้าพเจ้าอยู่ด้วยกันกับนางซีเอี้ยวหลัน สองคน ด้วยกันเท่านั้น ขอท่าน ได้พิจารณา....."

นายอำเภอจึงถามเจียงตัดเต๊กตามถ้อยคำที่ถูกกล่าวโทษ เจียงตัดเต๊กก็ให้การปฏิเสธ ไม่รับในข้อที่ฆ่าฟันนางตันซุนงอ แต่ข้อที่เกลี้ยกล่อมชักจูงจะให้นางตันซุนงอมีสามีนั้นรับว่าจริง เพราะเห็นว่านางตันซุนงอเป็นคนสุจริตซื่อตรงดี จึงปรารถนาจะได้ไว้เป็นเกี่ยวดองพวกพ้องต่อไป

เปาบุ้นจิ้นจึงให้ จายกุ้ย รองนายอำเภอไต่สวนบ้าง เจียงตัดเต๊กก็ไม่ยอมรับ จึงเอาตัว เจียงตัดเต๊กไปขังคุกไว้แล้วว่า เมื่อใดได้ศีรษะนางตันซุนงอมา จึงจะปล่อยตัวออกจากคุก เจียงตัดเต๊กต้องถูกจำคุกอยู่ถึงปีเศษ

วันหนึ่งนางฮ่องฮุยเหนี่ยภรรยาของเจียงตัดเต๊ก ได้เอาศีรษะ
ผู้หญิงห่อผ้ามาให้ เจียงตัดเต๊ก และบอกว่า

"....เมื่อเวลาคืนนี้มีผู้นำเอาศีรษะมาทิ้งไว้ให้ที่บ้าน ข้าพเจ้าจึงเก็บเอามาให้ท่าน ท่านจงนำเอาไปให้ตุลาการ ตัวท่านจะได้พ้นโทษ....."

เจียงตัดเต๊กก็นำไปให้เชียงจายหู นายอำเภอได้รับศีรษะนั้นแล้ว จึงให้ผู้คุมนำสองสามีภรรยาไปส่งให้เปาบุ้นจิ้น พร้อมด้วยของกลางเพื่อพิจารณา เปาบุ้นจิ้นแก้ห่อศีรษะนั้นออกมาพิจารณาดู แล้วก็ถามนางฮ่องฮุย
เหนี่ยว่า

".....นางตันซุนงอตายไปก็ปีเศษแล้ว เหตุใดจึงไปตัดศีรษะของผู้ใดมา เลือดฝาดยังสด ๆ อยู่ดังนี้ ประสงค์จะปลอมศีรษะนางตันซุนงอมาให้เราหรือ จงให้การไปตามจริง ถ้าอำพรางไว้จะทำโทษให้สาหัส....."

นางฮ่องฮุยเหนี่ยก็อัดอั้นตันใจ พูดไม่ออกได้แต่ร้องไห้ เปาบุ้นจิ้นเห็นนางไม่ยอมให้การ จึงขู่ว่าจะผูกเฆี่ยนถาม นางตกใจมีความกลัว จึงยอมเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นให้ฟังโดยละเอียดว่า

เมื่อเจียงตัดเต๊กสามีต้องโทษจำคุกอยู่นั้น นางก็อยู่บ้านกับนางเง็กกีผู้บุตร สองแม่ลูกก็ช่วยกันทอผ้าขายหากินเลี้ยงชีวิต และส่งเสบียงอาหารให้เจียงตัดเต๊กอยู่สม่ำเสมอมิให้อดอยาก เมื่อนางเง็กกีนำอาหารไปให้บิดาครั้งใด ก็ร้องไห้ด้วยความสงสารบิดา ว่าเมื่อไรเขาจะปล่อยออกจากที่คุมขัง

เจียงตัดเต๊กก็บอกกับบุตรว่า

"....ลูกเอ๋ย เป็นเวรกรรมของบิดา ที่ได้ทำไว้แต่บุพชาติปางก่อนมาให้ผล จึงหากให้เป็นไปเช่นนี้ ตุลาการท่านว่าถ้าได้ศีรษะนางตันซุนงอมาให้เมื่อใด ท่านจึงจะปล่อย ถ้าไม่ได้ท่านว่าจะต้องจำอยู่อย่างนี้ ก็ตัวเรามิได้กระทำร้ายแก่นางตันซุนงอ เราจะได้ศีรษะนางตันซุนงอมาแต่ไหน บิดาก็จะต้องสู้กรรมไปอย่างนี้กว่าจะสิ้นชีวิต....."

นางเง็กกีก็เดินร้องไห้เช็ดน้ำตากลับมาบ้าน เล่าความให้มารดาฟังแล้วก็ว่า

"...ถ้าไม่ได้ศีรษะนางตันซุนงอมาให้แก่ตุลาการแล้ว บิดาข้าพเจ้าก็จะต้องจำอยู่จนตลอดชีวิต อย่ากระนั้นเลย ถ้าข้าพเจ้านอนหลับเมื่อใดแล้ว ขอให้มารดาเอาอาวุธมาตัดเอาศีรษะ ของข้าพเจ้า นำไปให้ท่านตุลาการ ถ่ายตัวบิดาของข้าพเจ้าให้ได้พ้นจากเวรจำ ถึงแม้ว่าตัวข้าพเจ้าจะตาย ก็จะดีกว่าทิ้งให้บิดาข้าพเจ้าตายอยู่ในเวรจำ...."

นางฮ่องฮุยเหนี่ยได้ฟังบุตรสาวว่าด้วยความกตัญญูต่อบิดาดังนั้นจึงว่า

".....ลูกเอ๋ย ปีนี้อายุของลูกก็ได้สิบหกปีแล้ว ใจของมารดานี้คิดว่าจะให้มีสามีซึ่งเป็น เศรษฐีและพ่อค้าเพื่อจะได้เงินสินสอด จะได้เลี้ยงบิดามารดาต่อไป ลูกอย่าพูดเช่นนี้อีกต่อไป......"

นางเง็กกีก็ว่า บิดาต้องขังอยู่ในคุก ได้ความทุกข์ยากลำบากกายใจมากนัก มารดาเล่าก็มีแต่ความทุกข์ ไม่เป็นอันทำมาหากินสิ่งใด แม้นมารดายกให้ตนเองไปเป็นภรรยาเขาแล้ว ที่ไหนจะได้กลับมาอยู่ปฏิบัติมารดาได้ และยืนยันว่า

"........ขอให้มารดาตัดเอาศีรษะข้าพเจ้าไปเถิด แม้ว่ามารดาจะกระทำไม่ได้ ข้าพเจ้าจะฆ่าตัวของข้าพเจ้าเองให้ตายเสียก่อน แล้วมารดาจึงค่อยตัดเอาศีรษะไปให้เขาเถิด ข้าพเจ้าจะขอแต่ให้บิดาหลุดพ้นจากเวรจำเท่านั้น ข้าพเจ้ามิได้คิดเสียดายชีวิตของข้าพเจ้าเลย....."

นางฮ่องฮุยเหนี่ย ได้เห็นความกตัญญูของบุตรสาวแล้วก็ร้องไห้ กล่าวว่า

"......ซึ่งจะให้มารดากระทำแก่บุตรดังนั้น มารดาทำมิได้แล้ว ลูกเอ๋ย อย่าได้คิดเช่นนี้ต่อไปเลย....."

ตั้งแต่นั้นมานางฮ่องฮุยเหนี่ยก็ระวังระไวบุตรสาวของตน มิให้คิดฆ่าตัวตาย แต่อยู่มานานเข้าก็เผลอเรอ ให้นางเง็กกีเอามีดเชือดคอจนถึงแก่ความตาย ตามที่ได้ตั้งใจไว้ นางฮ่องฮุยเหนี่ยก็ร้องไห้เศร้าโศกอาลัยถึงบุตรสาวเป็นอันมาก แต่ทำอย่างไรนางก็ตายไปแล้ว จึงจำใจต้องตัดศีรษะนางเง็กกี เอามาให้สามีนำมาให้ท่านเปาบุ้นจิ้น ในครั้งนี้
เปาบุ้นจิ้นได้ฟังเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดใจ จากนางฮ่องฮุยเหนี่ยแล้วก็ถอนใจใหญ่รำพึงว่า

".....บุคคลผู้ใดใจบาปหยาบช้า ฆ่ามนุษย์ในครรภ์นอกครรภ์ได้ ผู้นั้นแม้มีบุตรออกมาต่อชาติสืบตระกูล บุตรผู้นั้นย่อมเป็นคนอกตัญญุตา แม้บุคคลผู้ใดประพฤติตนตั้งอยู่ในยุติธรรมแล้ว ผู้นั้นจะมีบุตรและนัดดาสืบชาติต่อตระกูล บุตรและนัดดาของผู้นั้น ย่อมมีความกตัญญูต่อบิดามารดา....."

เปาบุ้นจิ้นก็ให้เอาตัวเจียงตัดเต๊กไปขังไว้ตามเดิมก่อน แล้วให้ตามตัวนางซีเอี้ยวหลันผู้พบศพนางตันซุนงอ มาถามว่าในเวลาที่นางตันซุนงอตายนั้น นอกจากคนในเรือนเดียวกันแล้วมีผู้ใดแปลกปลอมมาบ้างหรือไม่ นางซีเอี้ยวหลันก็บอกว่า

"..เวลาเช้ากินอาหารแล้ว ได้นิมนต์หลวงจีนอิดแชสำนักวัดเล่งโป๊ยี่ มาสวดกงเต๊ก หลวงจีนอิดแชให้ข้าพเจ้าเข้าไปเรียกนางตันซุนงอ ให้ออกมาไหว้พระแล้วจะได้สวดกงเต๊ก ข้าพเจ้าจึงเข้าไปในห้อง เห็นนางตันซุนงอนอนตายอยู่ในห้อง ไม่เห็นศีรษะ เป็นความสัตย์จริงดังนี้ แล้วแต่ท่านจะพิจารณาเถิด...."

เปาบุ้นจิ้นก็ให้นางฮ่องฮุยเหนียไปหาหลวงจีนอิดแชแต่ผู้เดียว เพื่อจะดูลาดเลาว่าหลวงจีนรู้เรื่องนี้อย่างไรบ้าง นางฮ่องฮุยเหนี่ยก็จัดดอกไม้ธูปเทียนไปวัดเล่งโป๊ยี่ เพื่อสั่นติ้วอธิษฐานเสี่ยงทายว่า เมื่อใดสามีจะพ้นโทษ หลวงจีนอิดแชก็ต้อนรับนางฮ่องฮุยเหนี่ยเป็นอันดี จัดหาอาหารเจมาเลี้ยง แล้วก็ว่า

"......สามีของท่านต้องโทษอยู่ ไม่มีผู้ใดจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแล้ว รูปนี้จะขออาสาปฏิบัติท่าน มิให้ได้ความเดือดร้อนยากแค้นได้ ท่านอย่ามีความวิตกถึงเจียงตัดเต๊ก สามีเก่าของท่านเลย....."

นางฮ่องฮุยเหนี่ยก็รู้ทีว่าหลวงจีนองค์นี้คิดมิดีกับตนแล้ว จึงว่าขอให้ช่วยบันดาลให้หาศีรษะของนางตันซุนงอไปให้ตุลาการได้ ก็จะได้มีไมตรีกันไปในวันหน้า หลวงจีนก็ว่ามีเสื้อวิเศษอยู่ตัวหนึ่ง ถ้าเอาไปเผาไฟแล้ว ก็คงจะได้ศีรษะนางตันซุนงอแน่ แต่นางจะต้องรับธุระดับร้อนให้ สมความรักของตนก่อน นางฮ่องฮุยเหนี่ยก็ยินดีรีบบอกว่า ถ้าได้ศีรษะของนางตันซุนงอในวันนี้จริง พรุ่งนี้ตนก็จะยอมเป็นภรรยาหลวงจีน ตามความประสงค์

หลวงจีนอิดแชได้ฟังนางฮ่องฮุยเหนี่ยโอนอ่อนดังนั้น ก็เกิดความประมาทจึงพูดว่า

".....ท่านกับเราสองต่อสองอยู่ในวัดไม่มีผู้ใดรู้เห็น ถ้าท่านไม่ยอมหย่อนผ่อนผัน ในการประเวณีให้แก่เรา เราจะตัดศีรษะท่านเอาไปซ่อนเสียหลังโบสถ์ เหมือนดังนางตันซุนงอ ที่เราได้กระทำแล้วนั้น....."

ว่าแล้วหลวงจีนก็จูงมือนางฮ่องฮุยเหนี่ยไปดูศีรษะนางตันซุนงอ ที่ซ่อนไว้หลังโบสถ์ แล้วก็พานางฮ่องฮุยเหนี่ยกลับมาที่พัก กระทำการข่มขืนตามความปรารถนาของตน นางฮ่องฮุย เหนี่ยก็จำใจต้องยอม เพื่อจะช่วยสามีให้พ้นโทษออกจากคุก

วันรุ่งขึ้นนางฮ่องฮุยเหนี่ยก็ทำเป็นประหนึ่งว่า มีความเสน่หาอาลัยในตัวหลวงจีนเป็นอันมาก แล้วขอตัวกลับบ้านก่อน วันหลังจะมาหาใหม่ แล้วนางก็รีบไปแจ้งความแก่เปาบุ้นจิ้นตามที่ได้พบเห็นมาทุกประการ เปาบุ้นจิ้นก็มีความยินดี ให้พนักงานไปจับตัวหลวงจีนอิดแช และนำศีรษะนางตันซุยงอมาไต่สวน

หลวงจีนก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงต้องยอมรับสารภาพว่า เมื่อวันเกิดเหตุนั้น ตนได้เข้าไปพูดจาหยอกเย้าเล้าโลมนางตันซุยงอ ในห้องสองต่อสอง แต่นางตันซุนงอไม่ยินยอมและได้ด่าว่าต่าง ๆ สุดท้ายก็ไล่ออกจากห้อง หลวงจีนก็โกรธจึงชักมีดออกจากแขนเสื้อ ฟันนางตันซุนงอคอขาดถึงแก่ความตายไป แล้วก็เอาเสื้อของนางที่แขวนอยู่ในห้อง ห่อศีรษะให้เรียบร้อยเอามาใส่ไว้ในตู้พระธรรมหน้าโต๊ะบูชา แล้วจึงเรียกให้เจ้าภาพออกมาไหว้พระ พอนางซีเอี้ยวหลันพบศพนางตันซุนงอแล้วเกิดเอะอะวุ่นวายกันขึ้นในบ้าน หลวงจีนก็ยกหีบพระธรรมกลับวัด แล้วเอาศีรษะนางตันซุนงอ ไปซ่อนไว้ที่หลังโบสถ์ดังกล่าว

เปาบุ้นจิ้นเห็นหลวงจีนอิดแชรับเป็นสัตย์แล้ว จึงตัดสินให้ประหารชีวิตเสียตามโทษานุโทษ แล้วปล่อยตัวเจียงตัดเต๊กออกจากคุก กับให้พนักงานสร้างศาลบูชานางเง็กกี ผู้มีความกตัญญูต่อบิดา

ส่วนทรัพย์สินของเจียงตัดเต๋าซึ่งตายไป แต่ไม่มีผู้รับมรดก เพราะนางตัน ซุนงอภรรยาก็ถูกฆ่าตายเสียแล้วนั้น ยกให้แก่เจียงตัดเต๊กผู้พี่ชาย แต่ให้แบ่งครึ่งหนึ่ง เอาไว้สำหรับบำรุงรักษาทำการบูชาศาลนางเง็กกี ไปจนกว่าตนเองจะสิ้นชีวิต

เรื่องราวของผู้ถือศีลกินเจแต่ประพฤติชั่วดังนี้ ก็มีกันมาแต่โบราณกาลแล้ว ถ้านางฮ่องฮุยเหนี่ยไม่ยอมเสียตัว ก็คงจะไม่ได้หลักฐานมัดผู้ร้ายใจทราม และช่วยสามีของตนเองได้ ดังนั้นก็นับว่านางได้เสียสละไม่น้อยไปกว่าบุตรสาวเลย.

##########

นิตยสารทหารปืนใหญ่
มกราคม ๒๕๔๖






 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2554 13:19:20 น.
Counter : 266 Pageviews.  

น้ำใจคนใช้

เปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม

น้ำใจคนใช้

เล่าเซี่ยงชุน

ครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ เปาบุ้นจิ้น ไปเที่ยวตรวจดูทุกข์สุขของราษฎรตามหัวเมืองน้อยใหญ่ ในพระราชอาณาเขตประเทศจีน ครั้นตรวจมาถึงเมืองตังเกีย ก็ได้รับตัวนักโทษคนหนึ่ง ซึ่งเจ้าเมืองกังจิวส่งมาให้ พร้อมกับสำนวนคำฟ้องและคำให้การรับเป็นสัตย์ เมื่อให้เปาบุ้นจิ้นตัดสินลงโทษฐานฆ่าคนตาย

นักโทษผู้นั้นชื่อ บั้นอั๋น เมื่อเปาบุ้นจิ้นตรวจดูสำนวนความทั้งหมดแล้ว ก็สอบถามจำเลยว่ารับเป็นสัตย์แล้วหรือ บั้นอั๋นก็ร้องไห้แล้วคุกเข่าลงคำนับว่า ความจริงมิได้เป็นดังฟ้อง แล้วก็เล่าเรื่องให้ฟังโดยละเอียด มีความว่า

ตัวบั้นอั๋นนั้นเป็นบ่าวของ เป๋าสุน พ่อค้าเกลือซึ่งมีภรรยาชื่อนาง ฮ่องสี มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ เป๋าเสง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองกังจิว วันหนึ่งเป๋าสุนมาปรึกษากับภรรยาว่าจะไป ค้าขายที่เมืองตังเกียกับ กังยิ้ม ซึ่งเป็นมิตรสหายกัน นางฮ่องสีก็ไม่ใคร่ จะเต็มใจให้เป๋าสุนไปกับกังยิ้ม แต่ไม่อาจจะพูดจาขัดขวางทัดทานได้

ครั้นถึงวันกำหนดนัด เป๋าสุนก็สั่งบั้นอั๋นว่า

"....เวลาดึกสามยามเราจะล่วงหน้าไปก่อน เจ้าจงหาบเสบียงตามไปภายหลัง ให้พบกันที่ท่าเรือจ้าง...."

แล้วเป๋าสุนก็จัดทองคำห้าสิบตำลึงกับเงินที่จะเอาไปใช้ตามทางใส่ไถ้ และออกจากบ้าน เดินทางไปที่ท่าเรือ

พอถึงเวลาเช้าบั้นอั๋นก็หาบเสบียงและสิ่งของไปที่ท่าเรือจ้าง ก็ไม่เจอเป๋าสุน บั้นอั๋นเที่ยวถามพวกเรือจ้างทุก ๆ ลำแถวนั้น ก็บอกว่าหาเห็นไม่ บั้นอั๋นเที่ยวสืบถามชาวเรือและชาวบ้าน ตั้งแต่เวลาเช้าจนเที่ยงก็ไม่ได้ข่าวเป๋าสุนเลย จึงกลับมาบ้านเล่าเรื่องที่เป๋าสุนหายไป ให้นางฮ่องสีฟังทุกประการ นางฮ่องสีก็ตกใจมีความทุกข์ร้อนถึงสามีเป็นอันมาก

อยู่มาประมาณสี่ห้าวัน กังยิ้มก็มาที่บ้านเป๋าสุน นางฮ่องสีจึงถามกังยิ้มว่า

"....ท่านมาแล้วเหตุใดสามีของข้าพเจ้าจึงยังไม่เห็นมาเล่า.."

กังยิ้มก็ว่า

"…....ข้าพเจ้าลงไปคอยท่าสามีท่านอยู่ก่อนที่ท่าเรือ ก็มิได้เห็นสามีของท่านลงไปตามที่นัดกันไว้ ข้าพเจ้าก็หวังใจว่าสามีท่านเห็นจะไม่ไป ข้าพเจ้าจึงลงเรือไปแต่ผู้เดียว....."

นางฮ่องสีก็ยิ่งมีความวิตกถึงสามีมากขึ้นไปอีก จึงได้จ้างคนไปเที่ยวสืบเสาะติดตาม ก็ไม่ได้ข่าวคราวประการใดเลย ก็เป็นอันจนปัญญามิรู้ว่าจะคิดอ่านประการใดต่อไป

ฝ่ายเป๋าเสงผู้บุตรของเป๋าสุน ซึ่งถูกมารดาไล่ออกจากบ้าน เพราะเป็นคนไม่เอาถ่าน พอใจในการยิงนกยิงเนื้อ มารดาจะห้ามปรามก็ไม่เชื่อฟัง วันหนึ่งใช้ให้บั้นอั๋นไปเก็บนกที่ยิงตกลงไปในสวนของเศรษฐีข้างบ้าน แล้วบั้นอั๋นเอานกมาไม่ได้ก็โกรธ จึงทุบตีบั้นอั๋นถึงหน้าแตกโลหิตไหล นางฮ่องสีเห็นบ่าวได้รับบาดเจ็บดังนั้น ก็ถามว่าไปถูกอะไรมาหน้าตาจึงเป็นเช่นนี้ บั้นอั๋นก็ไม่บอก นางฮ่องสีถามถึงสามครั้ง บั้นอั๋นขัดไม่ได้จึงเล่าไปตามความจริง ที่ถูกเป๋าเสงทุบตีเพราะเก็บนกไม่ได้

นางฮ่องสีก็โกรธเป๋าเสงยิ่งนัก ด่าว่า

".....ลูกอะไรเช่นนี้ หนังสือก็เกียจคร้านไม่ไปเล่าเรียน คิดเล่นแต่การยิงนกยิงเนื้อไม่เป็นประโยชน์..."

แล้วนางก็ตีสุนัขสำหรับไล่เนื้อของเป๋าเสงจนตาย กับทำลายเกาทัณฑ์และข่ายสำหรับดักสัตว์ ของบุตรชายเสีย แล้วก็ขับไล่ออกจากบ้านไปมิให้กลับเข้ามาอีก

เป๋าเสงก็อาฆาตบั้นอั๋นว่าเป็นผู้ไปฟ้องมารดา ตนจึงถูกไล่ออกจากบ้าน เมื่อได้ทราบข่าวว่าเป๋าสุนผู้บิดาไปเมืองตังเกียกับบั้นอั๋นแล้วหายไป จึงเป็นโจทก์ฟ้องต่อ อ๋องจายจิว เจ้าเมืองกังจิว ว่าบั้นอั๋นเป็นผู้คิดอุบายฆ่าบิดาตาย

เจ้าเมืองก็ไม่ได้ใช้สติปัญญาวิจารณญาณอะไรนัก ให้เอาตัวบั้นอั๋นมาผูกถามตามจารีตนครบาล บั้นอั๋นให้การไปโดยความสุจริตก็ไม่เชื่อ ให้นักการผูกตีถึงสาหัสจนทนไม่ได้ จึงต้องยอมรับโดยความไม่จริง เจ้าเมืองจึงให้เอาไปขังคุกไว้ รอจนท่านเปาบุ้นจิ้นเดินทางมาถึงเมือง ตังเกีย จึงถูกส่งตัวมารับโทษดังนี้

เปาบุ้นจิ้นใคร่ครวญพิจารณาดูรูปความ ทั้งเห็นกิริยาอาการของบั้นอั๋นมีลักษณะเป็นคนตรง ตามความที่เป็นมา แล้วผู้พิจารณาไต่สวน ยังไม่สิ้นกระแสความ ของกลางก็ยังไม่ได้ ยังไม่สมควรลงโทษ เปาบุ้นจิ้นจึงทำเป็นโกรธตวาดบั้นอั๋นว่า

"....ตัวเจ้าฆ่าเขาตาย เจ้าก็รับเป็นสัตย์แล้ว จะต้องปรับโทษให้ตายตกไปตามกัน...."

แล้วก็สั่งให้ผู้คุมเอาตัวไปจองจำไว้ในคุกก่อน

จากนั้นเปาบุ้นจิ้นก็กระซิบสั่ง หลีกิด คนสนิทให้ไปสืบดูที่เมืองกังจิว ถ้ามีผู้ถามถึงคดีเรื่องบั้นอั๋น ก็บอกว่าเปาบุ้นจิ้นตัดสินให้ประหารชีวิตแล้ว ฟังดูเสียงราษฎรว่าผู้ใดพูดจาว่ากล่าวประการใดบ้าง ถ้าได้ความอย่างไรแล้ว ให้จับตัวผู้พูดมาไต่สวนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้ความจริงเป็นหลักฐาน ให้ขาวใสประดุจว่าปีกนกยาง

เมื่อหลีกิดไปถึงเมืองกังจิว ก็ไปที่บ้านของเป๋าสุน พบนางฮ่องสีกำลังพูดจากับชาวบ้านด้วยเสียงอันดัง ในเรื่องที่มีคนลวงสามีไปค้าขายแล้วถูกฆ่าตาย พอเห็นหน้าหลีกิด นางฮ่องสีก็ถามว่า

"....ท่านมาจากเมืองตังเกีย ท่านรู้ความเรื่องสามีของข้าพเจ้านั้น ว่าท่านเปาเล่งถูชำระตัดสินตกลงประการใดบ้าง....."

หลีกิดก็บอกว่า บัดนี้ได้ตัดสินประหารชีวิตบั้นอั๋นเสียแล้ว นางฮ่องสีได้ฟังก็ร้องไห้คิดถึงสามี และบั้นอั๋นคนใช้ว่า ไม่มีความผิดสิ่งใดเลย มารับโทษแทนคนร้ายหาควรไม่ หลีกิดก็ถามว่ารู้ได้อย่างไร นางฮ่องสีก็ว่า จิวปู่ เป็นคนมาบอกเล่าให้ฟัง

หลีกิดก็บอกว่าตนเองเป็นคนของเปาบุ้นจิ้น ที่ใช้ให้มาสืบหาข่าวคราวเพิ่มเติม นางฮ่องสีก็ดีใจจึงเอาเงินสิบตำลึง ให้หลีกิดเป็นค่าเดินทางพาจิวปู่ ไปให้การต่อเปาบุ้นจิ้นที่ เมืองตังเกีย

เมื่อหลีกิดนำตัวจิวปู่ไปหาเปาบุ้นจิ้นแล้ว จิวปู่ก็ให้ปากคำเป็นเรื่องราวว่า ตนเองเป็นคนใช้ของกังยิ้ม ในวันที่กังยิ้มนัดกับเป๋าสุนจะไปค้าขายนั้น กังยิ้มได้ใช้ให้ ซงจิ้น ซึ่งเป็นหลานชายกับจิวปู่ หาบสุรากับเครื่องของกินไปตั้งที่ท่าริมฝั่งน้ำแห่งหนึ่งเป็นที่เปลี่ยว ไม่ใช่ท่าเรือจ้างที่นัดไว้ แล้วก็คอยดักรออยู่ พอเป๋าสุนเดินทางมาเมื่อใกล้รุ่ง กังยิ้มก็ชวนเป๋าสุนว่า

".....เวลานี้เป็นเวลาเช้า ข้าพเจ้าได้ให้คนใช้จัดหาอาหาร กับสุรามาไว้คอยท่าท่าน เราไปเสพสุราอาหารเสียด้วยกันก่อน แล้วจึงค่อยลงเรือ....."

แล้วก็ให้จิวปู่นำหน้าไปถึงฝั่งน้ำที่จัดโต๊ะไว้ กังยิ้มกับเป๋าสุนก็นั่งลงเสพสุราด้วยกันประมาณสิบถ้วย เป๋าสุนก็ว่าเวลาเช้าเสพสุราไม่ได้มาก จะเมาเหลือเกินไป กังยิ้มก็ทำเป็นโกรธ ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า

".....เรานับถือท่านจะให้ท่านกินสุรากับเรา ท่านกลับมาพูดจาบิดพริ้วดูหมิ่นเรา....."

ว่าแล้วกังยิ้มก็ชักเอาลูกตุ้มที่ซ่อนไว้กับตัวออกมา ตีเป๋าสุนล้มลงสลบอยู่กับที่ ซงจิ้นหลานชายจึงลงมือช่วยฆ่าเป๋าสุนจนถึงแก่ความตาย แล้วทั้งสองก็แก้เอาไถ้และเงินทองเป๋าสุนไปทั้งสิ้น และช่วยกันหามศพเป๋าสุนทิ้งลงแม่น้ำไป

เปาบุ้นจิ้นจึงให้นักการไปจับตัวกังยิ้มและซงจิ้นมาขึ้นศาล แล้วซักถามต่อหน้าจิวปู่ กังยิ้มก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะจิวปู่เป็นผู้รู้เห็นการกระทำ ด้วยตาของตนเองทุกประการ จึงจำต้องยอมรับสารภาพตั้งแต่ต้นโดยละเอียดว่า

แต่เดิมกังยิ้มกับเป๋าสุนเป็นเพื่อนที่ค้าขายเกลือเหมือนกัน แต่เป๋าสุนค้าขายได้กำไรมีเงินทองมาก ส่วนกังยิ้มกลับขาดทุนไปทุกวัน จึงคิดอุบายไปหาเป๋าสุนแล้วชักชวนว่า

".....ข้าพเจ้าเห็นช่องค้าขายอยู่แห่งหนึ่ง มีผลประโยชน์เป็นอันมาก ครั้น ข้าพเจ้าจะไปแต่ผู้เดียวเล่า ทุนรอนข้าพเจ้าก็น้อย ข้าพเจ้าจะขอหุ้นส่วนกับท่าน....."

เป๋าสุนก็ถามว่าผลประโยชน์นั้นจะมีได้อย่างไร กังยิ้มก็ว่า

"...สินค้าที่เมืองตังเกียมีอยู่เจ้าหนึ่ง มีแพรอย่างดีอยู่ร้อยหีบราคาถูกยิ่งนัก แต่ที่เมืองตังเกียนั้นทองคำมีราคากว่าเมืองเรา ข้าพเจ้าเห็นว่าเราเอาทองคำเมืองนี้ ไปจำหน่ายขายแล้ว ซื้อเอาแพรเมืองตังเกียมาขายที่เมืองเรา ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีกำไรมากมายหลายเท่า ถ้าท่านเห็นด้วยแล้ว จะต้องรีบไปเสียโดยเร็ว ถ้าช้าอยู่พ่อค้าอื่นจะมากว้านเอาไปเสียหมด ขอท่านจงรีบคิดอ่านไปซื้อเสียโดยเร็ว....."

เป๋าสุนก็มีความยินดีกำหนดนัดวันที่จะไปเมืองตังเกียด้วยกัน แล้วกังยิ้มกับซงจิ้น ก็ช่วยกันฆ่าเปาสุนตาย และเก็บเงินทองเอาไปทำทุน ค้าขายโดยไม่มีคู่แข่ง จนมั่งมี บริบูรณ์ขึ้นกว่าแต่ก่อน

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง มีหญิงสวมเสื้อกางเกงสีแดง มาติดต่อถามขอซื้อเกลือของกังยิ้ม เพื่อเอาไปให้สามีทำปลาเค็มเป็นจำนวนมาก กังยิ้มก็จะพาหญิงผู้นั้นไปชั่งตวงที่ฉางเกลือ บังเอิญขณะนั้นจิวปู่คนใช้ยกอ่างน้ำล้างถ้วยชาม เดินผ่านมาและสะดุดพื้นทำให้น้ำสกปรกในอ่าง กระฉอกรดเสื้อกางเกงหญิงนั้นเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว กังยิ้มรีบขอโทษว่า

".....คนเช่นนี้ไม่มีกิริยาอัชฌาสัย ทำน้ำโสโครกหกถูกท่าน แม้ว่าเสื้อของท่านถูกน้ำโสโครกจะเสียหายประการใด ข้าพเจ้าจะยอมใช้ให้แก่ท่าน...."

แต่หญิงผู้นั้นโกรธมาก จึงกลับบ้านไปโดยไม่ซื้อเกลือ กังยิ้มก็โกรธที่ต้องเสียลูกค้า จึงจับจิวปู่มัดไว้เป็นการลงโทษ จิวปู่ก็แค้นใจมาก วันหลังจึงไปหานางฮ่องสี เล่าเรื่องที่กังยิ้มฆ่าเป๋าสุนสามีให้ฟัง แล้วจึงได้มาให้การฟ้องร้องต่อเปาบุ้นจิ้นในครั้งนี้

เมื่อเปาบุ้นจิ้นได้ความจริง สมกับคำให้การของบั้นอั๋น และจิวปู่พยานที่เห็นเหตุการณ์ไม่มีข้อสงสัยแล้ว จึงตัดสินพิพากษาให้ประหารชีวิตกังยิ้มกับซงจิ้นเสีย และให้ปล่อยตัวบั้นอั๋นออกจากคุก ส่วนทองคำของกลางที่ได้คืนมาจากกังยิ้มทั้งห้าสิบตำลึงนั้น ก็ให้รางวัลแก่จิวปู่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือคืนให้นางฮ่องสีภรรยาเป๋าสุนไป

บั้นอั๋นคนใช้ผู้สัตย์ซื่อ จึงรอดตายกลับมาอยู่รับใช้นางฮ่องสีต่อไปได้ ด้วยประการฉะนี้.


##########

วารสารสุรสิงหนาท
มกราคม ๒๕๔๐






 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2554 17:40:06 น.
Counter : 240 Pageviews.  

ขุนนางผู้ชั่วช้า

เปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม

ขุนนางผู้ชั่วช้า

“ เล่าเซี่ยงชุน “

ในสมัยหนึ่งนั้น เกิดฝนแล้ง อาณาประชาราษฎรทำนาไม่ได้ ผู้คนพากันล้มตาย ได้ความลำบากเพราะความอดอาหาร ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้ เปาบุ้นจิ้นเป็นข้าหลวงออกไปเปิด ฉางข้าวหลวง แจกจ่ายแก่ราษฎรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ครั้นเปาบุ้นจิ้นไปถึงเมืองตันจิ๋ว แจกข้าวในฉางให้แก่ราษฎรเสร็จแล้ว ก็กลับมายังตึกที่พัก ให้มีประกาศว่า

ตัวท่านเป็นผู้รับรับสั่งให้เป็นข้าหลวง แจกเสบียงแก่อาณาประชาราษฎร แม้ว่า ราษฎรคนใดได้รับความเดือดร้อน จากผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหง ผู้นั้นจะมาฟ้องร้องแล้ว ไม่ต้องมี ผู้ใดนำมา และไม่ให้ผู้ใดขัดขวางห้ามปราม ผู้ซึ่งมีความทุกข์ร้อนนั้น

อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีหญิงคนหนึ่งชื่อ นางหงอสี มีรูปร่างงดงาม มารยาทเรียบร้อย อุ้มบุตรอายุประมาณสองปี เข้ามาคำนับท่านเปาบุ้นจิ้น แล้วยื่นเรื่องราวฟ้องร้องว่า ซุนงิ้ม บุตรชายของ ซุนโตก่ำ ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองนี้ วางยาพิษฆ่า เตียหือ สามีของตนตาย เปาบุ้นจิ้น ก็รับหนังสือมาอ่านดู มีใจความโดยละเอียดว่า

นางหงอสีตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลเน้ยถอง ห่างจากเมืองตันจิ๋วประมาณห้าลี้ เตียหือ สามีของตนซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นสิวจ๋าย ได้คบหากับซุนงิ้มเป็นมิตรสหาย และซุนงิ้มก็ไปมา หาสู่ นอนค้างอ้างแรมที่บ้านของตนอยู่เนืองนิจ แต่วันหนึ่งเมื่อสามีของตน ไม่อยู่บ้านไปเยี่ยมญาติ ที่เมืองไกล ซุนงิ้มมาพูดจาสัพยอกแทะโลมตน ซึ่งตนได้ว่ากล่าวจนได้อายไป เมื่อสามีกลับมาตน จึงได้บอกกับสามี ถึงเรื่องที่ซุนงิ้มเป็นคนทรยศต่อมิตร หาซื่อตรงไม่ สามีก็โกรธจึงได้ขาดไมตรี มิได้ไปมาหาสู่กันเหมือนแต่เดิม

เวลาได้ล่วงมาประมาณเดือนหนึ่ง เป็นเดือนสิบเอ็ด ซุนงิ้มให้คนใช้ มาเชิญ เตียหือไปกินเลี้ยงที่วัดไคหงวนยี่ เตียหือขัดไม่ได้ก็ไปกินเลี้ยงเสพสุรากับซุนงิ้ม ตามคำเชิญ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เข้าไปนอนในห้อง ร้องว่าปวดท้อง และอาเจียนออกมาเป็นโลหิต จนเวลาดึก ประมาณสองยาม เตียหือก็ถึงแก่ความตาย

ครั้นสามีตายไปยังไม่ทันจะถึงครึ่งเดือน ซุนงิ้มก็ให้เฒ่าแก่แม่สื่อมาขอตน ไปเป็น ภรรยา ตนจึงเชื่อว่าซุนงิ้มวางยาพิษสามีของตน เพื่อจะได้ขอตนไปเป็นภรรยา ตนจึงไปฟ้องต่อท่าน ผู้รักษาเมือง เพื่อขอให้ชำระคดีที่สามีตาย ผู้รักษาเมืองกลับเป็นใจเข้าด้วยซุนงิ้ม ขู่บังคับตนว่า ถ้าไม่ยอมสมัครเป็นภรรยาซุนงิ้มแล้ว ตนก็จะต้องตายอย่างไม่มีแผ่นดินจะฝังศพด้วย

นางหงอสีได้ความเดือดร้อนนัก ไม่มีผู้ใดเป็นที่พึ่ง เพราะบิดาของซุนงิ้ม ก็เป็น ขุนนางผู้ใหญ่ จึงมาร้องเรียนขอความยุติธรรมต่อเปาบุ้นจิ้น ให้พิจารณาความเรื่องนี้ ตามพระราช กำหนดกฎหมาย โดยทางยุติธรรมด้วย

เปาบุ้นจิ้นตรวจดูเรื่องราวของนางหงอสีโดยตลอดแล้ว จึงถามว่านางมีผู้คนที่อยู่ เรือนเดียวกันกี่คน นางหงอสีก็ว่ามีแต่ย่าของตน อายุได้เจ็ดสิบสองปี กับบุตรชายอายุสองปีที่พามา ด้วยนี้ เปาบุ้นจิ้นจึงสั่งให้นางหงอสีย้ายไปอยู่ตำบลอื่น แล้วก็เรียกตัวผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้าน ตำบล เน้ยถอง มาไต่ถามถึงความประพฤติของซุนงิ้ม และซุนโตก่ำผู้บิดา ว่าเป็นคนเช่นไร และทำมา หากิน อย่างใด

บรรดาผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านก็บอกว่า

“…..ท่านมีคำถามแล้ว พวกข้าพเจ้าได้รู้ได้เห็นอย่างไร ก็จะต้องบอกเล่าไป ตาม ตรง ไม่อาจสามารถจะอำพรางไว้ได้….”

แล้วก็เล่าเรื่องของสองพ่อลูก ให้เปาบุ้นจิ้นฟังอย่างละเอียด เป็นเนื้อความว่า

อันซุนโตก่ำผู้นี้ มิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม เห็นบุตรภรรยาผู้ใดถ้าพอใจแล้ว ก็ฉุดลาก เอามาตามอำเภอใจ โดยอำนาจพลการตนเอง ผู้รักษาเมืองและกรมการก็มีความเกรงกลัวอำนาจ ของซุนโตก่ำยิ่งนัก ในส่วนซุนงิ้มซึ่งเป็นบุตรนั้น ก็ถืออำนาจบิดาหาเกรงกลัวผู้ใดไม่ อีกประการ หนึ่งซุนงิ้มไปชิงเอาที่นาสำหรับวัดไคหงวนยี่ ไปเป็นอาณาประโยชน์ของตนเองเสียหลายไร่ และในวัดไคหงวนยี่นั้น เป็นที่ประชุมของซุนงิ้ม ตั้งโต๊ะเสพสุราและพาหญิงงามเมือง ไปกระทำอุจาดลามกในวัด ถ้าชอบใจบุตรภรรยาของผู้ใดแล้ว ย่อมฉุดคร่ามาข่มขืนเป็นภรรยาตามชอบใจ เจ้าวัดและลูกวัดไคหงวนยี่ ได้ความเดือดร้อนด้วยซุนงิ้นเป็นอันมาก

เปาบุ้นจิ้นฟังบรรดาผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้าน ชี้แจงความประพฤติของสองพ่อลูกดังนั้น ก็ไม่ว่าประการใด อยู่มาวันหนึ่งก็ปลอมเป็นราษฎรไปเที่ยวที่วัดไคหงวนยี่ ได้เข้าไปทางประตูหลังวัด และขึ้นไปดูสำนักที่หลวงจีนอยู่อาศัย ได้ยินเสียงเด็กศิษย์วัดบอกกันว่า ซุนงิ้มกงจื้อมาแล้ว บรรดาหลวงจีนและศิษย์วัดมีความเกรงกลัวซุนงิ้ม ก็พากันหลีกทางให้ซุนงิ้ม เข้าไปในที่อยู่ของหลวงจีน เปาบุ้นจิ้นเห็นดังนั้น จึงเข้าไปแอบในโบสถ์ แง้มประตูดูว่าซุนงิ้มจะทำประการใด

ซุนงิ้มก็ขี่ม้าเข้ามาถึงวัดเป็นขบวน มีบ่าวไพร่ตามหลังประมาณยี่สิบคน กับพ่อครัวคนสนิท และหญิงขับร้องอีกสองคน ทั้งหมดก็เข้าไปนั่งโต๊ะที่ทางวัดจัดตั้งไว้คอยท่า หลวงจีนเจ้าวัดก็ออกมาต้อนรับตามธรรมเนียม ซุนงิ้มก็นั่งเสพสุราพูดจาอวดโตว่า ในหัวเมืองฝ่ายตะวันตกนี้ ไม่มีผู้ใดเป็นใหญ่ไปกว่าตน เปาบุ้นจิ้นก็โกรธยิ่งนัก แต่อุตส่าห์สะกดใจไว้

พอดีมีหลวงจีนลูกวัดองค์หนึ่ง เดินมาที่โบสถ์เห็นเปาบุ้นจิ้นแอบอยู่ จึงถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงมาเที่ยวในวัดนี้ เปาบุ้นจิ้นก็บอกว่า ตนเป็นคนใช้ของเปาบุ้นจิ้น อยู่ในเมือง เปาบุ้นจิ้นใช้ให้ตนมาตามพ่อครัวทำกับข้าว จะเลี้ยงโต๊ะขุนนาง แต่ตนไม่รู้จักชื่อแซ่พ่อครัวผู้นั้น จึงจะมาถามลูกวัด หลวงจีนองค์นั้นก็บอกว่า

“……พ่อครัวผู้นั้นแซ่เซี้ย อยู่บ้านซุนโตก่ำ เป็นผู้ทำกับข้าวฝีมือดียิ่งนัก…..”

เปาบุ้นจิ้นจึงถามต่อไปว่าพ่อครัวคนนี้ ทำการใดให้คนเล่าลือกันบ้าง หลวงจีนก็เล่าว่า

“……ซุนงิ้มบุตรของซุนโตก่ำให้ทำโต๊ะ เลี้ยงเตียหือนักเรียนสิวจ๋ายในวัดนี้ พ่อครัวผู้นั้นเป็นผู้ประกอบยาพิษใส่ในสุรา ให้เตียหือกิน ครั้นเตียหือกลับไปบ้านก็ถึงแก่ความตาย ความเรื่องนี้นอกจากท่านเปาบุ้นจิ้นแล้ว ไม่มีผู้ใดจะฝ่าฝืนชำระสะสางได้…….”

เปาบุ้นจิ้นได้ฟังดังนั้น ก็ออกจากวัดรีบไปยังที่พัก และให้เจ้าหน้าที่ไปเอาตัวเซี้ยสีพ่อครัว ที่บ้านซุนโตก่ำ มาซักถามคดีวางยาพิษในวันนั้น แต่เซี้ยสีให้การปฏิเสธไม่ยอมรับ

เปาบุ้นจิ้นจึงให้เอาหลักคามาปักจะผูกตี เซี้ยสีตกใจกลัวก็รับเป็นสัตย์ และซัดทอดถึงซุนงิ้ม เปาบุ้นจิ้นจึงเอาตัวพ่อครัวไปขังไว้ และจัดโต๊ะและสุราไว้พร้อม แล้วจึงให้คนใช้ถือเทียบไปเชิญซุนงิ้มกับซุนโตก่ำมากินโต๊ะ พอคนใช้ไปแล้วก็ให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม ที่จะจับกุมตัวสองพ่อลูกนั้น

แต่ซุนงิ้มมาคนเดียวบิดาไม่ได้มาด้วย เปาบุ้นจิ้นก็ต้อนรับเชิญเข้าข้างใน นั่งโต๊ะเสพสุรากัน ซุนงิ้มก็คำนับแล้วออกตัวว่า

“……..ข้าพเจ้าหาทันคิดไม่ ด้วยท่านเป็นข้าหลวงมาทางไกล ชอบแต่ข้าพเจ้าจะต้อนรับท่านจึงจะถูกต้อง มาบัดนี้ท่านกลับจัดโต๊ะต้อนรับข้าพเจ้านั้น หาควรไม่……..”

เปาบุ้นจิ้นก็หัวเราะแล้วว่า

“…….ข้าพเจ้าจะปรึกษาข้อราชการด้วยท่าน จึงได้เชิญท่านมานั่งโต๊ะเสพสุราด้วยกัน……”

ว่าแล้วก็ให้คนใช้รินสุราให้ซุนงิ้มกิน ซุนงิ้มเสพสุราพอมึน ๆ เปาบุ้นจิ้นก็ส่งเรื่องราวของนางหงอสีให้ดู ซุนงิ้มอ่านรู้ความแล้วก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ และถามว่า

“……..เรื่องนี้ผู้ใดเป็นพยานยืนยันว่าข้าพเจ้าวางยาพิษ ให้เตียหือซึ่งเป็นนักเรียนสิวจ๋ายตาย…….”

เปาบุ้นจิ้นจึงให้เจ้าพนักงานคุมตัวเซี้ยสีออกมา แล้วก็อ่านคำให้การของเซี้ยสีซึ่งรับเป็นสัตย์ และซัดทอดถึงซุนงิ้มให้ฟังทุกประการ แล้วเปาบุ้นจิ้นก็ตบโต๊ะเป็นสัญญาณขึ้น พวกเจ้าหน้าที่ซึ่งเตรียมไว้ ก็กรูกันเข้าถอดเสื้อหมวกสำหรับยศของซุนงิ้มออกจากตัว ซุนงิ้มก็รับเป็นสัตย์ แล้วอ้อนวอนว่าตนได้ผิดไปแล้ว ขอให้ยกโทษสักครั้งหนึ่งเถิด

เปาบุ้นจิ้นได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธยิ่งนัก ร้องตวาดว่า

“…….มืงสองคนพ่อลูกอยู่ในเมืองนี้ กระทำให้ราษฎรและหลวงจีนซึ่งจำศีลภาวนาอยู่ในวัด ได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก ในส่วนอื่นนั้นพอจะยกให้ได้ แต่ในส่วนกฎหมายแผ่นดินแล้ว กูยกให้มืงไม่ได้……..”

ว่าดังนั้นแล้วเปาบุ้นจิ้นก็สั่งให้เจ้าพนักงาน จับตัวซุนงิ้มคว่ำลงตีห้าสิบที ซุนงิ้ม ทนความเจ็บปวดไม่ได้ก็ขาดใจตาย เปาบุ้นจิ้นจึงให้ตัดศรีษะไปเสียบประจานไว้นอกเมือง มิให้ราษฎรดูเยี่ยงต่อไป

แล้วเปาบุ้นจิ้นก็แต่งใบบอกเรื่อง ซุนโตก่ำกับซุนงิ้ม ประพฤติล่วงอาญาแผ่นดินเที่ยวกดขี่ข่มเหงราษฎร พร้อมกับเรื่องราวของนางหงอสี และถ้อยคำสำนวนให้การรับเป็นสัตย์ ของซุนงิ้มกับเซี้ยสี ให้เจ้าพนักงานนำไปถวายฮ่องเต้ ทรงทราบทุกประการ

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้แจ้งในใบบอกนั้นแล้ว ก็โปรดให้ถอดซุนโตก่ำออกจากยศขุนนางลงเป็นไพร่ และโทษของเซี้ยสีซึ่งเป็นพ่อครัวของซุนงิ้ม ใช้ให้วางยาพิษนั้น ให้ส่งตัวไปเป็นพลทหารอยู่หัวเมืองอันกันดาร ส่วนความชอบของนางหงอสี ที่มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อสามีนั้น ให้เบิกเงินคลังของเมืองตันจิ๋ว เป็นเบี้ยเลี้ยงให้ทุกเดือน จนกว่านางหงอสีจะมีสามีเลี้ยงดูต่อไป

ความเรื่องที่ผู้มีอิทธิพล รังแกชาวบ้านนี้ คงจะเงียบหายไปอย่างแน่นอน หากไม่ได้เปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม ซึ่งเจ็บร้อนแทนผู้ที่ได้รับทุกข์ และไม่เกียจคร้านเบื่อหน่ายในการที่จะหาความจริง จนได้ตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ในที่สุด.

###########






 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2554 8:15:23 น.
Counter : 252 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 43 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.