Group Blog
 
All Blogs
 

เจ้านายกับลูกน้อง


เจ้านายกับลูกน้อง

เจ้านายกับลูกน้อง

ในชีวิตของคนเราที่ทำงาน ส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นนายจ้าง ก็เป็นลูกจ้าง ไม่เป็นเจ้านายก็เป็นลูกน้อง ท่านคิดว่าท่านเป็นเจ้านายหรือลูกน้องที่ดีหรือไม่

ในนิตยสารทหารสื่อสารฉบับหนึ่ง อนุศาสนาจารย์ท่านหนึ่งได้เขียนบทความ
เกี่ยวกับเจ้านายและลูกน้องไว้น่าคิดทีเดียว

หลักของผู้บังคับบัญชาที่ดี ๑๑ ประการ คือ
๑.ส่งเสริมความรู้
๒.อยู่อย่างเสียสละ
๓.กระจายตำแหน่งงาน
๔.ประสานสามัคคี
๕.ไม่เอาดีแต่ตัว
๖.ไม่เมามัวในอำนาจและเงิน
๗.ไม่ใหญ่เกินผู้บังคับบัญชา
๘.ตั้งจิตเมตตาไว้เป็นนิตย์
๙.ใครทำผิดต้องเด็ดขาด
๑๐.ไม่ขยาดต่ออิทธิพล
๑๑.ประมาณตนอยู่ตลอดเวลา

แล้วท่านอนุศาสนาจารย์ ก็ขยายความในแต่ละข้อ ออกไปในเชิงธรรมะตามความรู้ของท่าน แต่เห็นว่าเพียงแค่หัวข้อที่ยกมานั้น ก็พอจะให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่าน ซึ่งมีวิจารณญาณอันดีได้แล้ว

แต่ถ้าถามผมว่าเคยเป็นผู้บังคับบัญชามาแล้ว ปฏิบัติได้ทั้งหมดสิบเอ็ดข้อหรือเปล่า ผมก็ต้องบอกความจริงว่า ข้อ.๓ ผมทำไม่ค่อยได้ เพราะเมื่อแบ่งงานให้ลูกน้องทำไปแล้ว ต้องกลับมาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเสียเวลามากกว่าที่ทำเอง จึงมักรวบงานไว้คนเดียว แต่ให้ลูกน้องพิมพ์เพื่อศึกษาวิธีทำงานของผมไปด้วยในตัว

ในกรณีนี้ มีลูกน้องคนหนึ่งใช้ความรู้ที่ได้จากผม ไปสอบเป็นนายทหารได้ อีกคนหนึ่งเมื่อย้ายไปทำราชการที่หน่วยอื่น ก็มาแสดงความกตัญญูว่า ความรู้ที่ได้จากผมทำให้เขาก้าวหน้าในราชการจนเป็นนายทหารยศเท่ากับคนแรก

และคนสุดท้าย ยังคงอยู่ที่หน่วยเดิม เมื่อผมย้ายไปแล้ว เขาสามารถทำงานอย่างที่ผมทำได้ดี จนเป็นที่ไว้ใจของผู้บังคับบัญชา และเลื่อนยศอย่างรวดเร็วจนถึงที่สุดหลังจากที่ผมเกษียณอายุเพียงไม่ถึงสิบปี

และอีกข้อหนึ่งก็คือข้อ ๙. ผมไม่เด็ดขาดพอที่จะลงโทษลูกน้องที่ทำผิด อย่างรุนแรง มักใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือน หรือภาคทัณฑ์เท่านั้น ผมจึงมีลูกน้องที่ขอลากิจ เพราะไปช่วยภรรยาขายผลไม้ที่ตลาดมหานาค หรือมาสายเพราะเมื่อคืนกินเลี้ยงดึกไปหน่อย

และมีคนหนึ่งติดยาเสพติด แต่อยากเลิก ขอลาป่วยไปบำบัดเป็นเดือน แล้วก็หายกลับมาทำงานขยันขันแข็งต่อไปอีกนาน

ส่วนหลักของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีมี ๗ ข้อ คือ

๑.ขยันทำงาน
๒.มีสติ
๓.ซื่อสัตย์สุจริต
๔.ใคร่ครวญให้ดีก่อนแล้วจึงทำ
๕.มีความสำรวมระวัง
๖.ครองชีวิตด้วยความชอบธรรม
๗.ไม่ประมาท

ขออภัยสำหรับหลักของผู้ใต้บังคับบัญชานี้ ผมกระดากที่จะบอกว่า ผมพอผ่านได้ทุกข้อ ตั้งแต่เป็นพลทหาร จนกระทั่งเกษียณอายุราชการครับ.

##########

จากคุณ : เจียวต้าย Bloggang
เขียนเมื่อ : 27 พ.ค. 53 05:11:29




 

Create Date : 03 กันยายน 2559    
Last Update : 3 กันยายน 2559 13:59:05 น.
Counter : 384 Pageviews.  

เรื่องของนามปากกา

เรื่องของนามปากกา

ผมเป็นคนมีนามปากกามาก และนามปากกานั้นจะเป็นการแบ่งประเภทของงานเขียนด้วย

เมื่อเอาเรื่องไปวางในบล็อก ก็มีผู้อ่านบางคนสนใจนามปากกา
ว่ามีที่มาอย่างไร และบางท่านก็หารือการตั้งนามปากกาไม่ให้ซ้ำผู้อื่น

ผมได้ตอบไปแล้วในบล็อก
ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะเอาไปตั้งปัญหา
ในกระทู้นอกเรื่อง เพื่อจะได้ดูว่ามีใครสนใจหรือไม่

เจียวต้าย เดิมเขียนเรื่องขำขันหรรษา
ได้บอกไว้แล้วหลายครั้งว่า หมายถึง เพื่อนสนิท

ฑ.มณฑา เขียนเรื่องวรรณคดี ฑ.ตัวนี้มาจากไหน

พ.สมานคุรุกรรม เขียนเรื่องย้อนอดีต นามสกุลมาจากไหน

เพทาย เขียนเรื่องฉากชีวิต แปลงมาจากคำว่าอะไร

วชิรพักตร์ เขียนเรื่องความหลัง แปลว่าอะไร

ปภัสสร เขียนบทกลอน มาจากไหน แปลว่าอะไร

ถามมาให้คิดเล่น ๆ กรุณาอย่าหาว่าอวดตัวเลยครับ
ลองลับสมอง หรือให้ความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 9 มี.ค. 51 06:40:41 ]


ความคิดเห็นที่ 1

ขอเดาไปทีละข้อสองข้อนะครับป๋าเจียวต้าย

ตัว ฑ ใน ฑ.มณฑา นั้นน่าจะมาจากชื่อไพฑูรย์ เช่นเดียวกับ ตัว พ.ใน พ.สมานคุรุกรรม ครับ

ส่วน เพทาย นั้นน่าจะมาจากส่วนหนึ่งในท่อน ระบำนพรัตน์ที่ว่า

"สีขาวผ่อง เพชรดี ทับทิมศรีมณีแดง
เขียวใสแสง มรกต เหลืองใสสด บุษราคัม
แดงแก่ก่ำ โกนเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ
มุกดาหาร หมอกมัว แดงสลัว เพทาย
สังวาลสาย ไพฑูรย์"

เดาว่าป๋าเจียวต้ายเลือกเอาอัญมณีอีกชนิดหนึ่งคือ เพทาย แทนความหมายของชื่อไพฑูรย์ ครับ


จะบอกว่าแอบไปค้นบ้านป๋าเจียวต้ายมา ....ไม่เห็นมีเฉลยเลยครับ อยู่ตรงไหนน้อ
สงสัยต้องเดาต่อไป

สมานคุรุกรรม พอหาความหมายของ คุรุกรรม ตามภาษาพระท่านว่าเป็นกรรมหนัก ใช้ได้ทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม แต่พอมาเป็น สมานคุรุกรรม ไปไม่เป็นเลยครับ
ที่พอจะมีอีกหน่อยก็คือ เป็นชื่อนามของข้าราชการในกระทรวงศึกษาท่านหนึ่ง คือ ขุนสมานคุรุกรรม ซึ่งเคยรับราชการอยู่แถวเมืองระยอง เมื่อสักแปดสิบปีก่อน...ไม่ทราบจะมีความสัมพันธ์กับป๋็าเจียวต้ายหรือเปล่าน้อ...

แก้ไขเมื่อ 10 มี.ค. 51 13:14:19

จากคุณ : กลิ่นกาแฟ (กลิ่นกาแฟครับ) - [ 10 มี.ค. 51 10:33:50 ]



ความคิดเห็นที่ 2

เพทาย คือ อัญมณีชนิดหนึ่ง ที่นำมาใช้เป็นนามปากกา
แทนชื่อจริงครับ

ขุนสมานคุรุกรรม ท่านเป็นบิดาผมเองครับ
เป็นราชทินนามที่อยากได้มาเป็นนามสกุลมาก แต่ท่านกลับไปใช้นามสกุลเดิม
ก็เลยเอามาตั้งเป็นนามปากกา ที่เขียนเรื่องในอดีตครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 10 มี.ค. 51 18:23:17 ]


ความคิดเห็นที่ 3

วชิรพักตร์ แถวคลองเปรมก็มีสถานที่ขึ้นต้นด้วยวชิร อยู่หลายแห่ง
ทั้ง สวนรถไฟ และโรงพยาบาล อืม พักตร์ ก็คงหมายถึงหน้า
ขอเดาอีกรอบ ก็น่าจะหมายถึงการเปลี่ยนไปเป็นฉากๆของสถานที่แถวนั้นหรือเปล่าครับป๋าเจียวต้าย

ปภัสสรนี่ยากแฮะั มีความหมาย..แต่จะเกี่ยวยังไงกับกลอนหว่า...

รอเฉลยแล้วครับ

จากคุณ : กลิ่นกาแฟ (กลิ่นกาแฟครับ) - [ 11 มี.ค. 51 10:39:22 ]


ความคิดเห็นที่ 4

คุณเดาได้ใกล้เคียงมากครับ

พักตร์ คือหน้า วชิรพักตร์ ก็คือหน้าวชิร(พยาบาล) ที่อยู่ไงครับ

ปภัสสร มาจาก ฉายาเมื่ออุปสมบท ปภสฺสโร แปลว่าบริสุทธิ์

ขอบคุณที่สนใจครับ

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 11 มี.ค. 51 10:59:47 ]


ความคิดเห็นที่ 5

และยังมีนามปากกาอื่น ๆ ที่ไม่ได้นำมาใช้ในอินเตอร์เนตอีกมาก เช่น

ฒูฬญ์, ห่อ ปูเค็ม, กาง สนามเป้า, พัชรรัตต์, พัชรินทร์, วรพจน์ และ พ.สำเภา ฯลฯ

เผื่อท่านผู้อ่านไปเห็นที่ไหน จะได้ทราบครับ.
แก้ไขเมื่อ 13 มี.ค. 51 06:07:59

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 12 มี.ค. 51 09:41:48 ]




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2559 7:52:04 น.
Counter : 229 Pageviews.  

ความผิดครั้งแรก

ความผิดครั้งแรก

เคยอ่านกันบ้างหรือยัง

สิบสองเดือนเป็นปีไม่มีเศษ
แนะนิเทศทางไสยอนุสร
เมษายนต้นปีราษีจร
นามกรเดือน ๕ ภาษาไทย

ราษีนี้ท่านประสงค์เอาสัตว์แพะ
จะว่าแกะก็ได้บ้างอย่กังไข
๓๐ วันถ้วน ๆ กระบวนใช้
ถ้าข้างไทยก็คงขาดอยู่หนึ่งวัน............

จากคุณ : เล่านั้ง - [ 31 ม.ค. 48 20:00:39 A:61.90.21.25 X: ]



ความคิดเห็นที่ 1

สวัสดีค่ะ คุณ เล่านั้ง ช่วยอธิบาย ปีไม่มีเศษให้ฟังหน่อยสิคะ

แล้ว คืออะไร อ่านแล้วงง ไม่ใช่ว่ารู้ไปทุกอย่าง
ขอปัญญาด้วยค่ะ ขอบคุณจะมาอ่านค่ะ

จากคุณ : - [ 31 ม.ค. 48 23:13:22 ]


ความคิดเห็นที่ 2

ขอบคุณ ..... ที่สนใจเข้ามาเป็นคนแรก

กลอนข้างบนนั้น ลอกมาจากหนังสือมูลบทบรรพกิจ ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจาริยางกูร) เมื่อครั้งเป็น หลวงสารประเสริฐ กรมศิลปากรบอกไว้ว่า พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๔

แต่บทกลอนที่คัดมานี้ มีคำอธิบายว่าแต่งเติมขึ้นภายหลัง ไม่มีในฉบับโรงพิมพ์หลวงดังกล่าว

ดังนั้นข้าน้อยจึงไม่สามารถจะอธิบายได้ว่า ทำไมท่านจึงเขียนไว้อย่างนั้น เพียงแต่จะนำมาเสนอให้อ่านกันเพื่อประดับความร้เท่านั้น ขอรับกระผม.........

จากคุณ : เล่านั้ง - [ 1 ก.พ. 48 06:53:36 A:61.90.14.13 X: ]


ความคิดเห็นที่ 3

คราวหน้ารบกวน คุณ เล่านั้น เขียนที่มาของกลอน อย่างที่เขียนไว้ก็ดีนะคะ
อ่านครั้งแรกนึกว่า เป็นปีนี้ โอย จะเอาคนเกิด ปีแพะ
ไปหรือไร ตกใจ..
ถ้าประมาณ ภาษา ไสย คือ ไสยคุณ ไสยเวทย์

เมษายน ต้นปี ราษีจร นี้ เป็นเดือนจันทรคติ เหมือนตอนนี้ เรายังเป็นปี วอก ถึงเมษายน วันที่ 13 นั้น ก็จะเป็น วันสิ้นปีวอก(ความในบทนี้
ครั้นครบ ๓๖๕ วันที่โลกสมมุติว่าเป็นสงกรานต์หรือปีใหม่ก็ให้ธิดาทั้งเจ็ดผลัดเวรกันมาอัญเชิญศีรษะท้าวกบิลพรหมไปแห่รอบเขาพระสุเมรุ แล้วแต่ว่าวันสงกรานต์ปีนั้นจะตรงกับวันใด **** วันที่ครบ 365 วัน คือวันที่ 13 วันสงกรานต์ )
วันที่ 14 ก็จะเป็น วันขี้นปี ระกา ไก่ อย่างนั้นเป็นต้น


คำว่า ปีไม่มีเศษ คงจะหมายความว่า จะมีอยุ่ปีที่เป็น 366 วัน นั้นเป็นปีพิเศษ ที่เรียกว่าปีอธิกสุรทิน (366วัน) leap year...ซึ่ง leap-day วันนั้น ก็เป็นวัน ที่ 29 กุมภาพันธ์ นั้นเอง ...

คงถอดความหมายได้เท่านี้ ส่วนความหมายอื่นก็ขอ
ท่านผู้รู้ ช่วยไขด้วยขอบพระคุณค่ะ

ขอบคุณ คุณเล่านั้ง ที่เขียนมาให้อ่านงงเล่น ค่ะ



เขียนตอบคุณเมื่อก่อนเที่ยง แต่คอมพ์ล่มเพิ่งเข้าได้สัก
ชั่วโมงที่ผ่านมา เลยนำค้อปี้มาตอบใหม่ สวัสดีค่ะ

จากคุณ : - [ 1 ก.พ. 48 17:10:34 A:203.150.111.26 X: ]


ความคิดเห็นที่ 4

ขออภัยคุณทิกิ ที่ทำให้วุ่นวายใจ
ผมขึ้นหัวข้อว่า เคยอ่านกันบ้างหรือยัง
ก็เพื่อจะให้ผ้ร้เข้ามาออกความเห็นหรือไขข้อข้องใจไงครับ
กลอนบทนี้ยังมีอีกยาว ครบสิบสองเดือนเลยครับ ลองอ่านดูดีกว่า

เดือนที่ ๒ รองถัดเดือนปฐม
ชื่อว่าพฤศภาคมดูคมสัน
ราษีโคผู้เผือกผ่องผิวพรรณ
มี ๓๑ วันอย่าวนเวียน
คือเดือน ๖ ข้างไทยเป็นเดือนถ้วน
อย่าผันผวนแผกผิดคิดพาเหียร
เก่ากับใหม่จำไว้ให้แนบเนียร
เสียแรงเรียนก็ให้รู้ทั้งสองทาง

เดือนที่ ๓ ได้นามตามนุสนธิ์
คือเดือนมิถุนายนอย่าอางขนาง
ราษีนี้เป็นมนุษย์บุรุษนาง
ดูเหมือนอย่างไสยาศน์เมื่อยามเย็น
เคียง ๆ กันเป็นค่ดูน่าขัน
จะอัศจรรย์อย่างไรไม่แลเห็น
ดวงดาราเรียงรายคล้ายกับเป็น
ฉันแลเห็นไร ๆ ไม่รู้นา
ในเดือนนี้ ๓๐ วันไม่มีเศษ
เราเรียกกันว่าเดือน ๗ เชษฐา
ขาดบ้างเต็มบ้างเป็นครั้งครา
นาน ๆ เพิ่มอธิวาห์ดิถีวัน

เดือนที่ ๔ มีศัพท์สำหรับพจน์
พ้องกับภาคมคธภาษา
ว่ากรกฎาคมเป็นสมญา
แปลออกมาศัพท์นี้ราษีปู
๓๑ ทิวากาลไสมย(สมัย)
โบราณใช้เรียกเดือน ๘ นะพ่อหนู
จงจำไว้เถิดหนาตำราครู
ให้พึงร้เูถิดเดือนนี้ไม่มีขาด
ถ้าครบถ้วนสามปีมีสองหน
แปดเบื้องต้นเรียกว่าบุพพาสาธ
แปดเบื้องปลายแห่งกาลอาสาฬหมาศ
ชื่อว่าอุตราสาธเป็นสองนาม

เดือนที่ ๕ เรียกว่าสิงหาคม
จงนิยมจำถ้อยอย่าทวนถาม
ประสงค์สัตว์ราชสีห์สิงหนาม
โดยนิยามมีอยู่ ๓๑ วัน
ข้างไทยพร้องร้องเรียกว่าเดือน ๙
สูเชาเจ้าจงจำคำเราสรร
ถ้าเดือนคี่แล้วก็ขาดเป็นสำคัญ
จะรำพรรณเดือนที่หกยกต่อไป

คือเดือนกันยายนย้ายวิถี
สู่ราษีหญิงงามตามวิสัย
๓๐ วันจงสำคัญให้เข้าใจ
เดือนนี้ไซร้เดือน ๑๐ สังเกตดู

ผมว่าเอาแค่นี้ก่อน ยังเหลืออีกหกเดือนจะเอามาเล่าวันหลัง
ผมมีข้อสังเกตุว่า แต่เดิมในพงศาวดารเราบันทึก
วันอาทิตย์ถึงเสาร์ ส่วนวันที่เราใช้ขึ้นแรม และเดือนใช้เดือนอ้ายไปจนเดือนสิบสอง ส่วนศักราชเราใช้จุลศักราช หรือ จ.ศ.เพิ่งจะมาเปลี่ยนเมื่อเริ่มรัชการที่ ๑ ใช้
รัตนโกสินทร์ศก หรือ ร.ศ.

คราวนี้จะให้เรียกเดือนเป็นสากล ตั้งแต่เดือน ๕ เมษายน ขึ้นปีใหม่ ก็ได้ จึงมีตำราเรียนนี้ให้จดจำใช้กันต่อไป

ถ้าเดาผิดก็คงมีผู้ชี้แจงมานะครับ ส่วนเดือนที่เหลือจะเอามาลงในคราวหน้าครับ

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 1 ก.พ. 48 18:55:43 A:61.90.21.73 X: ]


ความคิดเห็นที่ 5

เพิ่งแวะเข้ามาดูค่ะ ไม่มีเศษ คือ ๓๐ วันเต็มนั่นเอง
ไม่ใช่ เศษที่งง

ขอบคุณค่ะ พอเข้าใจแล้วอ้าว ผม ในที่นี้ คือ คุณ เล่านั้ง
และ คุณ เจียวต้าย คนเดียวกันหรือคะ คราวนี้ ถามมั่งละนะคะ ท่านผุ้อาวุโส

จากคุณ : [ 1 ก.พ. 48 22:18:14 A:203.150.111.26 X: ]


ความคิดเห็นที่ 6

พื้นที่นี้เป็นของผม ทำไมคุณเจียวต้ายมาแย่งตอบ
ให้แกแก้ตัวเองดีกว่าครับ.

จากคุณ : เล่านั้ง - [ 2 ก.พ. 48 05:53:54 A:61.90.14.191 X: ]


ความคิดเห็นที่ 7

ต้องขออภัยโทษคุณทิกิเป็นอย่างมาก ที่ทำให้คุณสับสนโดยไม่เจตนา เอาเป็นว่าเราช่วยกันต่อเรื่องนี้ให้จบดีกว่านะครับ

แล้วถัดไปเดือนที่ ๗ จำนวนนับ
จะบอกศัพท์ชื่อไว้อย่าไขหู
ตุลาคมสมญาอุส่าห์ดู
คือราษีตราชูจงรู้นาม
ราษีนี้มีวัน ๓๑
บอกไว้เสร็จสิ้นอย่างทางสยาม
ตรงกับเดือน ๑๑ อสุชนาม
ประสงค์ความตามคดีที่สำแดง

ลำดับนั้นครั้นถึงเดือนที่ ๘
คำภีร์แพทย์เพศไสยได้แถลง
ชื่อพฤศจิกายนนิพนธ์แปลง
วิจฉิกะว่าแมลงป่องถ่องกระบวน
๓๐ วันพอดีไม่มีเศษ
จงสังเกตจำให้มั่นอย่าผันผวน
เดือน ๑๒ ต้องนามตามจำนวน
จงใคร่ครวญตรึกไว้ได้ใช้การ

เดือนที่ ๙ เนาวมาศประสาธสรร
ชื่อว่าธันวาคมประสมสาร
ราษีนี้เหมือนธนูน่าไม้พราน
แสดงการตามกิจไม่ค้างเกิน
๓๑ วันถ้วนจำนวนใช้
ตรงกันกับเดือนอ้ายไม่ห่างเหิน
กุมาราเรียนร่ำจำไว้เทอญ
คงเจริญสำหรับประดับตน

เดือนที่ ๑๐ หยิบยกมาแถลง
มกราคมแจ้งแห่งนุสนธิ์
คือราษีมังกรสัญจรตน
นภาดลอากาศประหลาดครัน
๓๑ ทิวาวันดิถี
ตกอยู่ในเดือนยี่สยามสรร
ที่ ๑๑ ชื่อว่ากุมภาพันธ์
จงสำคัญเข้าใจให้ชัดเจน

ราษีนี้พิกลกว่าเขาหนอ
แปลว่าหม้ออย่างใหญ่ไม่เคยเห็น
๒๘ วันถ้วนจำนวนเกณฑ์
บางทีเป็นอธิกสุรทิน
ในปีนั้นเติมวันทวีเข้า
เป็น ๒๙ อย่าถวิล
จงจำไว้ให้มั่นหมั่นประคิน
ตามคัมภีร์ปนินทินสโมธาร
กุมภาพันธ์ตรงกันกับเดือน ๓
สรุปความย่อ ๆ พอสันนิษฐาน
แล้วถึงเดือนที่ ๑๒ ทำนองกาล
นามขนานชื่อว่ามินาคม

ฉันคิดทำคำแปลไว้เปลื้องปลิด
ความสงไสยสานุศิษย์ให้งามสม
ศัพท์มินานี้ว่าปลาจงปรารมภ์
โดยนิยม ๓๑ เสร็จกระบวน
เป็นเดือน ๔ ข้างเราชาวสยาม
สำเร็จความตามวิธีที่สอบสวน
ครบปีหนึ่งบริบูรณ์ประมูลมวล
๑๒ เดือนถ้วน ๆ ธรรมดา

โดยนิยมสมมุติ์คดีโลก
จงอาโภคจดจำไว้เถิดจ๋า
พอเป็นเครื่องประเทืองเรืองปัญญา
พรรณาตามเค้าสำเนากลอน ฯ

จากแฝดสยามคู่ใหม่ เจียวต้าย - เล่านั้ง
ควรมิควรแล้วแต่จะกรุณา ครับผม.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 2 ก.พ. 48 06:21:26 A:61.90.14.191 X: ]


ความคิดเห็นที่ 8

คุณแฝดอยู่ที่เดียวกัน หรือคนละที่คะ

มาอ่านแล้วค่ะ..เจียวต้าย และ คุณเล่านั้ง แฝดอินเตอร์เน็ต มองไม่เห็น ก็แล้วไปค่ะ..หุ หุ จะไปถามท่านทำไป
ก็เห็นๆ อยู่ว่ามาจากที่เดียวกัน ไม่ถามแล้ว แต่สงสัย
ท่านใช้เครื่องเดียวกันเลยเหรอ ชักงง ถามซอกแซกไป
หรือเปล่า จะได้ ไม่สับสนเวลาอ่าน

บางทีพวกวัยรุ่นเขาก็ชอบทำอย่างท่านกันบ่อยๆ
แสร้งเป็นคนโน้นคนนี้ เพื่อให้คนแก่งง เพราะเขามักขี้อาย กัน หรือ มิฉะนั้น เขาก็อยากจะแกล้งทำเป็นชมบางคน
แต่แอบไป หัวเราะเยาะกันลับหลัง สุมกันหน้าจอ ว่าดูมันสิ เราแสร้งเป็น ร้อยแปดคนมา แกล้งยอ แล้วมันบ้ายอดีไหม..แบบนั้น....หวังใจว่าไม่ใช่ท่านที่ทำเช่นนั้น..
ข้าพเจ้า เข้ามาอ่านงานของท่าน เล่านั้ง ก็ด้วยเห็นเป็นกระทู้ แห่งประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ อีกเมื่อ เห็น
เจียวต้าย มาเขียนตอบดั่งมิตรสหายข้าพเจ้า ก็ยินดี

แต่ที่กระทู้ บทกวีนี้
เรามาด้วยความจริงใจต่อกัน จึงขอคารวะท่านไว้ทั้งคู่ที่นี่

ส่วนวลีสุดท้ายที่ท่านลงไว้ มิใช่ถึงข้าพเจ้า ด้วยเป็นคำถึงเชื้อสาย หรือ ผู้มีตำแหน่งไม่ควรนำมาล้อเล่น จึงขอมิรับไว้ เชิญแต่ท่านผู้อื่น ที่มีตำแหน่งเหมาะสมประโยคดังกล่าวรับเถิด ...

ข้าพเจ้า..ชื่นชมการเขียนของท่าน..จะคนเดียว หรือ สองท่านก็แล้วแต่ ล้วนด้วยว่าเป็นการเขียนที่จริงใจ จึงขอให้ท่าน...prolong ..retain...สิ่งเหล่านั้นต่อไปด้วยเป็นเกียรติประวัติแห่งตัวท่านเอง

หากเป็นท่านเดียวกัน ก็ขออภัยที่บังอาจจาบจ้วง
หากเป็นคนละท่าน ก็ขออภัยที่..สงสัยไปเอง..

ข้าฯ อยากให้คนดีอย่างท่านได้เขียนงานให้ข้าพเจ้าและเพื่อนในเว็บไซท์แห่งนี้ได้อ่านไปนานๆ

ช่างเถอะ ท่านจะเป็นใครไม่สำคัญ
สำคัญว่าท่านมาทำให้เราได้อ่านงาน
ที่น่าสบายใจ มีสาระ และ มีโลกทัศน์ที่ดีงาม...ข้าพเจ้าสิ มิบังควรไต่ถามท่าน....มิบังอาจ ขออภัยมา ณ ที่นี่

ด้วยจิตใจนิยมยกย่องท่าน ขอเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในดวงใจแห่งมิตรภาพชั่วกาลนาน...ขอให้ความรู้สึกนั้นของข้าพเจ้า..ยังคงเป็นความรู้สึกที่ดี ไม่หวาดระแวงแคลงใจอีกเลย...สาธุ....

จาก คนซื่อๆธรรมดาคนหนึ่ง...blue leaf

จากคุณ : - [ 2 ก.พ. 48 11:13:02 ]


ความคิดเห็นที่ 9

ป.ล.

ขอบอกว่า ชอบ ๑๒ เดือน นี้มาก ยังไม่เคยได้อ่านที่ไหน
มาก่อน ท่านน่าจะ บอกชื่อหนังสือ ผู้ประพันธ์ วันเดือนปีที่พิมพ์ โรงพิมพ์ ให้เป็นวิทยาทานด้วย ขออภัยลืมบอกไป

ขอบคุณค่ะ จาก
จาก คนซื่อๆธรรมดาคนหนึ่ง...
blue leaf whiterose

จากคุณ : - [ 2 ก.พ. 48 11:20:09 ]


ความคิดเห็นที่ 10

ผมอ่านความคิดเห็นของคุณ แล้วเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ในคำของคุณนั้นมีความน้อยใจปนอยู่หลายองศา

ผมไม่มีเจตนาที่จะทำตัวให้เป็นหลายชื่อมาหลอกผู้ใดเลย เข้ามาด้วยความอยากหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในเวลาว่าง
และถ้ามีโอกาสก็จะหาอะไรที่มันเป็นแก่นสารสาระ ฝากท่านที่เข้ามาในวงการนี้ ถ้าท่านชอบก็ดี ถ้าไม่ชอบก้ไม่เป็นไร เท่านั้นเอง

ทีนี้เรื่องมันเกิดขึ้นก็เพราะว่า เมื่อผมยังไม่ได้สมัครนั้น ผมใช้ชื่อเล่านั้ง เข้าไปอ่านและออกความเห็นเท่านั้น ตั้งกระทู้ไม่ได้ เมื่อสมัครแล้วก็ใช้ชื่อเจียวต้าย และตั้งใจว่าจะใช้เรื่อยไป

บังเอิญเจียวต้ายก็ไม่ได้อมยิ้ม ก็เลยให้เล่านั้งลองตั้งกระทู้บ้าง เดิมเขาก็ไม่รับแต่คราวนี้เขากลับรับ ก็ต้องเลยตามเลย แล้วผมก็ลืมเองตอบคุณในกระทู้ของเล่านั้ง ก็ใส่ชื่อเจียวต้ายตามความเคยมือ เมื่อเห็นและรู้ว่าพลาดแล้วก้แก้ไขไม่เป็น จึงปล่อยเลยตามเลย ไว้ค่อยแก้ตัวทีหลัง
แต่ผลกลับทำให้คุณเสียความรู้สึก ผมเลยกลับเสียใจยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก

โปรดยกโทษให้แก่ความสับเพร่าครั้งนี้ของผมด้วย ขอร้องนะครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 2 ก.พ. 48 15:44:38 A:61.91.205.216 X: ]


ความคิดเห็นที่ 11

หนังสือมูลบทบรรพกิจที่ผมใช้อยู่นี้ เป็นของสำนักพิมพ์ศิลปบรรณาคาร พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ ราคา ๒๐ บาท ซึ่งอยู่ในตู้หนังสือจนปลวกกินแหว่งไปเยอะ
แต่เดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนมีฉบับของคุรุสภาพิมพ์ใหม่ หาได้ที่ร้านศึกษาภัณฑ์
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเรียนเล่มแรกของไทย ซึ่งฉบับที่ผมมีนี้ เขาว่าใช้สอนมาตั้งแต่เมื่อ ๘๐ ปีก่อน ถ้านับถึงปัจจุบันก็กว่าร้อยปีแล้ว
และเป็นต้นตำรับของ กาพย์พระพระไชยสุริยา ฯ อันลือชื่อ

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 2 ก.พ. 48 15:54:36 A:61.91.205.216 X: ]


ความคิดเห็นที่ 12

คุณมาเขียนความจริงก็ดีแล้วค่ะ ส่วน..นำเคสนี้ไปเขียน
เรื่องสั้นตลกๆ ไว้ เกี่ยวกับเรื่อง ผู้คนในเน็ต ชอบหลอกกัน ..ก็อย่าโกรธกันนะคะ...?? ห้ามเสียใจด้วย
เพราะ Sensitive เรื่องโดนคนหลอกทุกวัน..จนไม่เชื่อถือใครในเน็ตไปซะแล้วแหละค่ะ.....

แต่ที่พันทิป นี้ เชื่ออย่างว่า ทุกคนในห้องกวีนี้มีใจ
ดีงาม สุขุมคัมภีรภาพกันทุกคน ..แต่ เขียนเรื่องตลกไปแล้วที่เว็บอื่น ห้ามคุณเจียวต้าย และ คุณเล่านั้งคู่แฝดคุณ smile เสียใจเป็นอันขาด คิดว่าเป็นเรื่อง ฮาประจำปี ไปก็แล้วกันค่ะ

กุ๋ย กุ๋ย ..ยินดีที่ได้อ่าน มูลบทบรรพกิจใหม่ค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ เจียวต้าย ยินดีที่ได้รู้จักหนังสือของคุณ และ คุณคนเขียนค่ะ
whiterose leaf


ขอบคุณ ที่ได้เห็น ได้ทราบ..

จากคุณ : - [ 2 ก.พ. 48 17:09:52 ]


ความคิดเห็นที่ 13

รับทราบ ครับผม.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 2 ก.พ. 48 17:32:12 A:61.91.79.68 X: ]


ความคิดเห็นที่ 14

มาโอ๋คนเขียนหน่อย....
โอ๋นะ แต่ทำไงได้ล่ะ
เขียนตลกไปแล้ว ก็เลยตามเลยเหมือนกันนะคะ
คุณ เจียวต้าย..คุณช่างนิสัยดี

จากคุณ :- [ 2 ก.พ. 48 20:55:51 A:203.150.111.125 X: ]


ความคิดเห็นที่ 15

แล้วผมจะไปหาอ่านได้ที่ไหนหนอ

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 3 ก.พ. 48 07:16:21 A:61.90.14.32 X: ]


ความคิดเห็นที่ 16

ก็ไปตรงที่คุณเล่านั้งเคยบอกว่า เอผมโผล่มาดูเว็บนี้ได้
อย่างไรไงคะ...อยู่แถวเรื่องสั้นสารคดี น่ะค่ะ

จากคุณ :- [ 3 ก.พ. 48 08:09:16 A:203.150.108.157 X: ]


ความคิดเห็นที่ 17

บทกลอนเรื่อง เพื่อนในอินเตอร์เนต นั้น ถูกต้องตรงความจริงเป็นที่สุด

อย่าเชื่อ จนกว่าจะอยากเชื่อ ครับผม.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 3 ก.พ. 48 09:40:51 A:61.90.14.187 X: ]




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2559    
Last Update : 2 มิถุนายน 2559 18:03:40 น.
Counter : 207 Pageviews.  

รำพึงถึงเพื่อนตาย

รำพึงถึงเพื่อนตาย (๙)

เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งของผม ก็คือเพื่อนรุ่นนักเรียนนายสิบ ซึ่งสำเร็จการศึกษาออกมารับราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ มีอยู่ด้วยกันเกือบ ๓๐๐ คน แยกย้ายไปรับราชการ ทั่วทุกภาคของประเทศ

แต่เมื่อเริ่มรวบรวมเป็นกลุ่มเพื่อพบปะสังสรรค์ หลังจากที่จากกันไป ๒๐ ปีแล้ว ก็ได้รายชื่อมา ๒๐๐ คนเศษ

และเมื่อรับราชการต่อมาอีก ๒๔ ปี ปรากฏว่าไม่ยอมหายใจไป ๕๗ คน ที่เหลือก็เกษียณอายุราชการทั้งหมด

ความจริงผมจำหน้าจำชื่อเพื่อนไม่ได้ทั้งหมดหรอก เมื่อเวลาจัดงานเลี้ยงรุ่นซึ่งมีผู้มาร่วมงาน ผลัดเปลี่ยนกันเพียง ๔๐ - ๖๐ คน ก็ต้องให้เขียนชื่อใส่กระดาษแข็ง กลัดติดหน้าอกไว้ จึงพอจะทักทายกันได้บ้าง

ส่วนคนที่จำชื่อจำหน้าได้ และรู้ประวัติกันดีพอควร นั้นมีไม่กี่คน และจากกันไปแล้วก็หลายคน

อย่างเช่น คนแรกเป็นนักวิ่งชนะเลิศกองทัพบก ไปเข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ สมัยที่ยังเรียกว่า เซียพเกมส์ กีฬาเอเชียนเกมส์ และโอลิมปิคเกมส์ที่กรุงโรมเมื่อนานมาแล้ว

ต่อมาลาออกจากราชการไปประกอบอาชีพส่วนตัว อยู่กับภัตตาคารและสถานอาบอบนวด สมัยที่เข้ามาเฟื่องฟูในเมืองไทยยุคแรก ๆ

ต่อมาสมัครเป็นทหารพราน ไปรบนอกประเทศ กลับมาเลยเป็นนักเขียนเล่าเรื่องสงครามมีชื่อเสียงโด่งดัง นามปากกา สยุมภู ทศพล

ผมเจอเขาครั้งสุดท้ายในงานวันนักเขียน ที่สมาคมแถวบ้านผมเอง จำเขาแทบไม่ได้ เพราะผมบนหัวหายไปกว่าครึ่ง

สุดท้ายก็ได้ไปในงานฌาปนกิจศพเขา ที่วัดแถวห้วยขวาง เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๓ ซึ่งมีแขกไปร่วมงานน้อย ไม่สมกับที่เป็นคนเคยมีชื่อเสียงโด่งดัง มาก่อนเลย

คนต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่เสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ตั้งแต่ยังเป็น ช่อง ๗ ขาวดำ จนพัฒนามาเป็นช่อง ๕ (สี ) เป็นคนรูปหล่อและเจ้าชู้ แต่ภรรยาดุมากเป็นพิเศษ ไม่ทราบว่าเขาชอบเถียงภรรยาหรือเปล่า เพราะสุดท้ายเขาพูดไม่มีเสียง ต้องเขียนหนังสือคุยกับเพื่อน และถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งในกล่องเสียง เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗

คนต่อมารับราชการด้านหาข่าว ประจำอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดและตั้งรกรากอยู่ตลอดชีวิต เขาสนิทสนมกับผมมาก ได้เคยไปพักอาศัยกินนอน เที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ที่บ้านเขาเพียงครั้งเดียว แต่ซาบซึ้งในอัธยาศัยอันโอบอ้อมอารีของเขาเป็นอย่างยิ่ง

น่าเสียใจที่เขาเสียชีวิตด้วยโรคอะไรก็ไม่ทราบ และผมติดราชการไม่ได้ไปร่วมงานศพของเขา เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘

คนถัดไปรับราชการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พร้อม ๆ กับคนก่อน แต่มีหน้าที่เขียนแผ่นสไลด์ ฉายคั่นเวลาที่จะเปลี่ยนรายการ เป็นภาพอะไรก็ได้ เขาเขียนสวยมากโดยไม่ได้ร่ำเรียนมาจากสถาบันไหนเลย

เขาชอบเขียนใบหน้าผม เอาไปทำเป็นการ์ตูนตลกบ่อย ๆ เขาเป็นคนรักการเล่นกีฬา รักสวยรักงาม และชอบเติมชีวิตให้สดชื่นด้วยการหาสาวน้อย วัยเพิ่งจะพ้นการศึกษา มาเป็นเพื่อนใจอยู่เสมอ

เมื่อก่อนจะเกษียณอายุราชการ เขาเขียนหน้าผมให้เป็นตัวละครในวรรณคดีเรื่องสามก๊ก สำหรับใช้กับนามปากกา “เล่าเซี่ยงชุน” ของผมไว้เป็นที่ระลึก

แต่เขาก็ไม่ได้อยู่เห็นรูปนั้น ปรากฏในหนังสือที่ผมได้รับการพิมพ์เป็นเล่ม เพราะหยุดหายใจไปเสียก่อน ด้วยโรคมะเร็งร้าย เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐

อีกคนหนึ่งเขาลาออกก่อน พ.ศ.๒๕๓๕ ไปตั้งบริษัทจำหน่ายเครื่องจักรกลเกี่ยวกับการเกษตร จากจีนแดง นัยว่ามีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน

เขาชักชวนให้ผมไปเป็นหัวหน้าแผนกบุคคล แต่ผมไม่ถนัดในการปกครองพลเรือน จึงไม่รับคำชวนของเขา แต่ก็ได้ร่างภารกิจการจัดบุคลากรให้เขา ก่อนการก่อตั้งบริษัท

ต่อมาหลังจากเดือนพฤษภาคมผ่านไป บริษัทของเขาคงจะพบอุปสรรคบางประการ เรื่องนี้ก็หายเงียบไป เขาจึงประกอบธุรกิจอย่างอื่น

จนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ วันเดือนเดียวกับคนที่แล้ว อย่างน่าอัศจรรย์

อีกคนหนึ่งเป็นผู้ที่สนิทสนมกับผมมาก เพราะเมื่อผมเป็นประธานรุ่นอยู่ ๑๔ ปี ก็ได้เขาเป็นรอง และช่วยให้คำปรึกษาหารือในเรื่องต่าง ๆ เป็นประจำ
เขามีสมองที่ว่องไวคิดแก้ปัญญาได้รวดเร็ว และถูกต้องเหมาะสมอยู่เสมอ

เมื่อผมเกษียณอายุราชการ ผมก็ยัดเยียดตำแหน่งประธานรุ่นให้เขาเป็นต่อ เขาเป็นอยู่ ๓ ปี ก็โอนให้เพื่อนที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น เป็นต่อไปจนถึงปัจจุบัน

ครั้งสุดท้ายเขากับผมนั่งปรึกษาเรื่องกิจการของรุ่น พร้อมด้วยประธานคนใหม่ ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งทางบางโพ ผมปรารภกับเขาถึงเพื่อนคนที่จะตายต่อไป ซึ่งจะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือหลายพันบาท และเงินของรุ่นก็ร่อยหรอลงไปมาก เพราะไม่มีรายได้เพิ่ม และดอกเบี้ยก็น้อยเต็มที

เขาว่าตัวเขาเป็นโรคหัวใจและเบาหวาน แต่ไม่ร้ายแรง และคุมอยู่ ส่วนผมเป็นโรคกระเพาะ เขาไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ ผมก็ไม่สูบบุหรี่แต่กินเบียร์

เราพูดกันเล่น ๆ ว่าเราสองคน ใครจะตายก่อนกัน ปรากฏว่าอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ เขากินข้าวกลางวันแล้วนั่งดูโทรทัศน์ เกิดอยากนอนจึงลงนอนที่เก้าอี้ยาว แล้วก็สิ้นใจไปเฉย ๆ โดยไม่มีอาการร้ายแรงแต่อย่างใดเลย
เหตุนี้เกิดขึ้นเมื่อ ปลายปี พ.ศ.๒๕๔๓ นี้เอง

อีกคนหนึ่งที่จะนำมาเล่าเป็นคนสุดท้าย เพราะเป็นเพื่อนที่เก่ามากของผม ซึ่งเกือบจะลืมไปแล้ว

เขาแก่กว่าผมเพียงปีสองปี เคยร่วมทำงานเป็นลูกจ้างใช้แรง ที่กรมพาหนะทหารบก มาด้วยกัน แต่ผมแยกมาเป็นทหารสื่อสาร และก้าวหน้าไปเป็นนายทหารสัญญาบัตรแล้ว

ส่วนเขายังเป็นลูกจ้างอยู่ที่หน่วยเดิม บ้านของเขาอยู่หลังวัดน้อยนพคุณ ไม่ไกลจากที่ทำงานของผม

ลูกสาวของเขาซึ่งผมเอาไปบรรจุเป็นนายสิบการเงินในหน่วยของผม มาตามผมให้ไปดูพ่อซึ่งป่วยเป็นมะเร็ง อาการหนักแล้ว ต้องออกจากโรงพยาบาลมานอนอยู่ที่บ้าน

ผมก็รีบไปแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้เขาได้ เพราะเขานอนหลับตานิ่ง หายใจเบา ๆ
มีเพียงหน้าท้องที่เคลื่อนไหวเล็กน้อย จนแทบจะมองไม่เห็น ที่แสดงว่าเขายังมีชีวิตอยู่

แม่ของเขาซึ่งเป็นป้าของภรรยาผม นั่งเฝ้าอยู่ชิดร่างกายของเพื่อนซึ่งกำลังรอวาระสุดท้าย แล้วในที่สุดแกก็บอกเบา ๆ ว่า มันไปแล้ว

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ที่ได้เห็นคนตายอย่างใกล้ชิดที่สุด และภายหลังจึงได้รู้ว่า อย่างนี้เองที่เขาเรียกว่า ถึงแก่ความตายด้วยอาการอันสงบ

เมื่อผมได้อยู่มาจนถึง วันนี้แล้ว ก็ตระหนักแน่แก่ใจว่า ความเป็นจริงที่แท้และแน่นอนของชีวิตนั้น ก็คือการเกิด แล้วก็ต้องแก่ แล้วก็ต้องเจ็บป่วย ลงท้ายก็ต้องตาย โดยไม่รู้ว่าใครกำหนด

ชีวิตของเพื่อนที่นำมารวมกันไว้นั้น แตกต่างกันออกไป ทั้งการเกิด การดำเนินชีวิต การเจ็บป่วย และการสิ้นสุดของอายุขัย

ซึ่งน่าจะเชื่อได้ว่า กรรมของเขาเหล่านั้นเอง ที่เป็นผู้กำหนดเส้นทางชีวิตให้เป็นไปเช่นนั้น ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม

ผมจึงบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความตาย ของเพื่อนเหล่านี้ไว้ เพื่อรำลึกถึงความผูกพัน ที่เคยมีต่อกันมาในอดีต ตามประสาของคนรักเพื่อน และจะต้องติดตามเขาเหล่านั้นไปเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะได้มีโอกาสพบกันอีกหรือไม่ก็ตาม.

##########

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 31 มี.ค. 50 09:32:21 ]




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2559 16:31:00 น.
Counter : 247 Pageviews.  

สุภาพบุรุษ

สุภาพยุรุษ


ผู้ชายต้องปฏิบัติตนแบบไหน คุณจึงจะเรียกว่าสุภาพบุรุษ (หาเรื่องมาถาม ๗)
คุณผู้หญิงทุกคนต้องการที่จะคบหากับสุภาพบุรุษ
แต่ในสมัยนี้ จะหาได้ยากหรือง่ายก็ไม่ทราบ

คุณจะพิจารณาได้อย่างไร
จึงจะรู้ว่าชายคนนี้เป็นสุภาพบุรุษ

คุณผู้ชายก็สามารถจะให้ความเห็นได้นะครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 12 พ.ค. 50 09:40:16 ]









 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2559 7:46:36 น.
Counter : 323 Pageviews.  

1  2  3  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.