สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย (สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก มิควรยึดมั่นถือมั่น)

<<
สิงหาคม 2549
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 สิงหาคม 2549
 

ว่าด้วยการปฏิบัติธรรม 7 วัน (1)

...

สวัสดีครับ

ก็ยังยุ่งอยู่เล็กๆครับ หลังจากกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง
นี่เป็นตารางเวลาหลักๆครับ (อาจมีคลาดเคลื่อนนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร) สำหรับกิจกรรมในช่วง 8 วัน 7 คืนของผมที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซ.เพชรเกษม 54

04.00 น. ตื่นนอน ฝึกปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
05.30 น. สวดมนต์ ฟังธรรม
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า
08.00 น. ฝึกปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. ฝึกปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
15.00 น. ฝึกปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
17.00 น. รับประทานอาหารเย็น
18.00 น. สวดมนต์เย็น ฟังธรรมบรรยาย
19.15 น. ฝึกปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
21.00 น. พักผ่อน


ปัญหาที่หนักอกหนักใจที่สุดสำหรับตัวผม ทั้งช่วงก่อนไปและระหว่างอยู่ที่นั่น ก็คือการนั่งขัดสมาธิ
เพราะเพียงแค่วันแรกที่ต้องนั่งฟังพรีเซนเทชั่นแนะนำการใช้ชีวิตในช่วงที่ปฏิบัติธรรมประมาณ 2 ชั่วโมง บนพื้นห้องกรรมฐาน
ซึ่งหมายถึงการนั่งขัดสมาธิ และนั่งพับเพียบ
ผมก็ปวดขาแทบแย่อยู่แล้ว และมันแสดงออกให้เห็นชัดเลยระหว่างเดินแถวไปรับประทานอาหารกลางวัน ต้องเดินขโยกเขยกอยู่หลายนาทีทีเดียว

จำนวนผู้มาร่วมปฏิบัติธรรมในโครงการ "พัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข ของคุณแม่สิริ กรินชัย" มีทั้งสิ้น 327คน (น่าจะจำไม่ผิดนะ )
แบ่งเป็น ชาย-67 คน และหญิง-250 คน อันแสดงถึงความยึดมั่นในศีลในธรรมของผู้ชายเอามากๆ 5555...

หลักเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันที่ได้รับการแจ้งจากวิทยากรก็คือ
ทุกคนไม่ควรจะพูดคุยกัน
ด้วยแต่ละคนควรจะใช้เวลาอยู่กับตัวเอง สำรวมกาย วาจา และใจให้ได้มากที่สุด
มีสติอยู่กับการกระทำของตัวเองให้มากที่สุด
คือกำหนดรู้อยู่ทุกอิริยาบถของตนเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ชำเลืองมอง กินข้าว ดื่มน้ำ หรือแม้กระทั่งเข้าห้องน้ำก็ตาม

พอจบการปฐมนิเทศ ก็ต่อด้วยเวลาอาหาร
ทุกคนกว่า 300 คนจะเข้าร่วมรับประทานอาหารพร้อมๆกันในห้องอาหารขนาดย่อมๆ
ภาชนะที่ใช้รองรับอาหารเป็นถาดหลุมโลหะ แบบที่ผมเคยใช้สมัยเรียนประถม ซึ่งง่ายต่อการเกิดเสียงดังขณะตักข้าวตักกับข้าวมากๆ
จึงไม่แปลกอะไรที่ทั้งห้องอาหารจะเต็มไปด้วยเสียงช้อน-ส้อมกระทบกับถาดหลุมดังระงม จนต้องถูกปรามเป็นระยะๆจากวิทยากร เสียงจึงค่อยเบาลง

ที่ผนังห้อง
มีแผ่นกระดานพลาสติกขนาดย่อมๆที่แสดงถึงข้อกำหนดในการรับประทานอาหาร ผมกะว่าวันสุดท้ายจะเข้าไปจดเก็บไว้ดูว่าทั้ง 15 ข้อมีอะไรบ้าง แต่ด้วยความลิงโลดที่จะได้กลับบ้าน ก็เลยไม่ได้ไปจดอย่างที่ตั้งใจ

วิทยากรเล่าว่า
ในพระธรรมวินัยมีบัญญัติไว้ถึงการฉันอาหารของภิกษุทั้งสิ้น 45 ข้อ (หรือว่า 75 ข้อผมก็จำไม่ได้แน่ชัด) แต่ ณ ที่นี้ยกมาเพียง 15 ข้อ ซึ่งรวมๆแล้วเท่าที่จำได้ก็ประมาณนี้ครับ

-ไม่ตักอาหารจนพูนช้อน
-ไม่ให้ช้อนและส้อมกระทบกับภาชนะจนเกิดเสียงดัง
-ไม่ทานอาหารคำใหญ่จนเต็มปาก
-ไม่อ้าปากก่อนจะตักอาหารมาถึงปาก
-ไม่เลียช้อน และส้อม
-ไม่เคี้ยวอาหารขณะถือช้อนและส้อมอยู่ในมือ
-ไม่กัดแทะอาหาร หากอาหารชิ้นที่จะรับประทานมีขนาดใหญ่ ให้ทำการตัดแบ่งให้พอดีคำเสียก่อนที่จะตักทาน
-ไม่ตักอาหารคำใหม่ก่อนที่จะกลืนอาหารคำเดิมเข้าไป


ประมาณนี้ล่ะครับ
ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวที่ว่ามา จึงทำให้สปีดการกินอาหารของผมลดต่ำลงหลายเท่าตัว
และทรมานใจตัวเองมากกับการกินข้าวได้ทีละคำๆ ทำให้เวลาพักกลางวันกว่าร้อยละ 85 หมดไปล้วนๆให้กับการกินข้าว

พอเข้าภาคบ่ายก็เริ่มการปฏิบัติอย่างจริงจัง
โดยเริ่มสวดมนต์ และสมาทานศีลที่เราจะยึดถือและงดเว้นการปฏิบัติในสิ่งที่ไม่เหมาะสมระหว่างอยู่ที่นี่
ก่อนจะเป็นการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ
ผมเพิ่งรู้นะครับเนี่ย ว่าการเดินจงกรมมีท่าเฉพาะในการเดินด้วย
เคยนึกไปเองแบบไม่ถูกมาตลอดว่า เดินจงกรมก็คือเดินเท้าปกติแต่เดินช้าๆ
และแน่นอนว่าทุกขณะ ทุกความเคลื่อนไหว และทุกๆย่างก้าว ต้องกระทำด้วยการที่สติเรากำหนดรู้อยู่ตลอดถึงการเคลื่อนไหวของอวัยวะทุกส่วน รวมถึงจิตใจในขณะนั้นๆว่ากำลังคิดหรือไม่คิดว่อกแว่ก
พอเสร็จสิ้นจากการเดินจงกรมก็มาถึงเวลาที่รอคอยครับ
นั่นคือ ช่วงเวลาของการนั่งสมาธิ

วิทยากรแนะนำว่า
ทุกคนควรจะนั่งขัดสมาธิแบบขาขวาทับขาซ้าย เพราะเป็นท่าที่ทำให้เลือดลมเดินได้สะดวก ซึ่งผมก็เคยอ่านหนังสือเจอคำอธิบายแบบนี้มาเหมือนกัน และไม่เข้าใจว่าท่านี้มันสะดวกตรงไหน ปวดเมื่อยขาจะตายไป
แต่เมื่อมาถึงไฟท์บังคับก็ต้องนั่งล่ะครับ

และระหว่างที่นั่ง
ก็ให้แต่ละคนกำหนดรู้ที่จุดบริเวณเหนือสะดือประมาณ 2 นิ้วว่ากำลัง "พอง" หรือ "ยุบ" อยู่
และระหว่างนั้น หากมีอารมณ์และความรู้สึกใดๆมากระทบ "อายตนะ 6" ของเรา อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ให้เราเปลี่ยนมากำหนดรู้อารมณ์นั้นชั่วครู่แทน ก่อนจะกลับไปสนใจ "พอง" และ "ยุบ" ตามเดิม

เช่น ผมนั่งอยู่ก็กำหนดไปว่า "พองหนอ" และ "ยุบหนอ" ตามการเคลื่อนไหวของท้อง
แต่จู่ๆมีคนข้างๆจามเสียงดังขึ้นมาปุ๊ป ผมก็ต้องหันมากำหนดรู้ในใจแทนว่า "ได้ยินหนอ" เป็นต้น
หรือหากเกิดอาการปวดเมื่อยขาจับใจขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนมากำหนดรู้ว่า "ปวดหนอ" แทน เป็นจำนวน 2-3 ครั้ง
ก่อนที่จะหันไปสนใจกับ "พอง" และ "ยุบ" ตามเดิม

ซึ่งต้องสารภาพตามตรงว่า
2 - 3 วันแรก ผมไม่ได้ให้ความใส่ใจ "พอง" และ "ยุบ" เลยแม้แต่น้อย
ลำพังอาการปวดเจียนคลั่งของขาทั้งสองข้างก็แทบเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว
ปวดจริงๆครับ ปวดมาก

ครั้นจะหันมาใส่ใจกับ "พอง" และ "ยุบ"
การหายใจของผมก็ดันไม่สัมพันธ์กับอาการทังสองนั้นอีก
เพราะโดยปกติ คนทั่วไปเมื่อหายใจเอาอากาศเข้าท้องไป ท้องควรจะพอง และหากหายใจเอาอากาศออกก็จะทำให้ท้องแฟบ
แต่ของผมมันเป็นตรงข้ามครับ

เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนอยู่ ม.4
ผมได้อ่านหนังสือกังฟูเล่มหนึ่ง ในนั้นมีเนื้อความประมาณว่า...หากเราหายใจเข้าแล้วท้องแฟบ หายใจออกแล้วท้องพอง (อันแสดงถึงการปล่อยพลังออกมาจากร่างกายทั้งหมด) บ่อยเข้า จะเป็นการสร้างกำลังภายในของตัวเองขึ้นมา...
เข้าล็อกเลยครับ อยากเป็นจอมยุทธมาแต่เด็กแล้ว
และหลายปีนับจากนั้น ผมก็หายใจเข้า-ออกเพื่อความอยากได้ "กำลังภายใน" มาโดยตลอดจนถือได้ว่าติดเป็นนิสัย
พอจู่ๆจะให้มาเปลี่ยนแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเอาในเวลาอันสั้น มันจึงเป็นเรื่องยากกกกกกกกกกกกกกกก....สุดๆ
นึกย้อนไปก็ตลกตัวเองอยู่เหมือนกันครับ

วิทยากรจะบอกทุกคนว่า หากปวดหรือเมื่อยขาก็ให้กำหนดรู้ว่าปวดว่าเมื่อย แล้วก็กลับไปกำหนดรู้ "พอง" และ "ยุบ" ตามปกติ
อย่าไปใส่ใจกับความปวด จงให้ใจเราดูและรู้ความปวด แต่อย่าให้ใจเราปวดไปกับขา
ฟังดูแล้วเท่ห์มากเลยครับ ซึ่งผมก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
พอปวดขาปุ๊ปก็กำหนดในใจว่า "ปวดหนอ...ปวดหนอ"
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย
ครั้นจะกลับไปหา "พอง" และ "ยุบ" การหายใจของผมกับ "พอง" และ "ยุบ" มันก็ดันไม่สัมพันธ์กันไปอีก
เครียดไปใหญ่เลยสิทีนี้

เมื่อกำหนด "พอง" กับ "ยุบ" ไม่ได้แล้ว
ทีนี้ก็เหลือแต่ "ปวด" และ "เมื่อย" แค่ 2 อย่างครับให้กำหนดรู้
ตลอดช่วงเวลาของการนั่งสมาธิของผมจึงเต็มไปด้วยการกำหนดรู้แบบใจจะขาดประมาณว่า "ปวดหนอ", "เจ็บหนอ", "ทนไม่ไหวแล้วหนอ", "ไม่อยากนั่งแล้วหนอ", "ขาจะขาดแล้วหนอ" อะไรประมาณนี้ล่ะครับ

เรียกได้ว่าไม่มีความสุขและไม่มีสมาธิเลยแม้แต่น้อยนิด
และจุดพีกของความปวดก็อยู่ในวันที่ 2 ช่วงบ่าย เมื่อความปวดมันแบบว่า...เกินทน...จริงๆครับ

ผมได้แต่ภาวนาอ้อนวอนในใจถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถึงเจ้ากรรมนายเวรที่ผมได้เคยล่วงเกินไป ว่าได้โปรดเถิดช่วยให้ความปวดมันหายไปทีเถิด
เข้าใจเลยครับว่าในบางขณะทำไมคนเราถึงงมงาย และศรัทธาในบางสิ่งบางอย่างแบบไม่ลืมหูลืมตา

หากเป็นภาวะปกติ ผมค่อนข้างจะเหยียดๆกับการกระทำในเชิงอ้อนวอนและร้องขอประมาณนี้ด้วยซ้ำ (ซึ่งเป็นนิสัยไม่ดีเลยครับ
)
แต่พอมาตกอยู่ในอาการปวดจนทนไม่ได้ปุ๊ป จิตใจที่ไปผูกอยู่กับความปวดมันพาให้เราลงต่ำจนกระทำการอย่างนั้นได้เลย

วันที่ 2 ก็แย่ซะแล้ว
แล้วผมจะมีชีวิตอีก 6 วันที่เหลือในสภาพไหนล่ะเนี่ย?
ไว้จะมาเล่าต่อคราวหน้านะครับ


ขอบคุณที่แวะเข้ามาครับผม




Create Date : 25 สิงหาคม 2549
Last Update : 25 สิงหาคม 2549 17:23:29 น. 33 comments
Counter : 415 Pageviews.  
 
 
 
 
นับถือคุณมิดฟิวล์และคนที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมจริงๆค่ะ เราขอยอมรับแต่โดยดี ว่าเราคงไปฝึกสมาธิแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ แค่วันแรกเราคงร้องไห้คิดถึงบ้านแน่ๆ


แต่ถ้าไปผจญภัย ไปฝึกค่ายทหาร เราว่าจะยังเหมาะกับเรามากกว่าซะอีกค่ะ
 
 

โดย: ตุ๊กตาไขลาน วันที่: 26 สิงหาคม 2549 เวลา:0:15:43 น.  

 
 
 
ตลอดช่วงเวลาของการนั่งสมาธิของผมจึงเต็มไปด้วยการกำหนดรู้แบบใจจะขาดประมาณว่า "ปวดหนอ", "เจ็บหนอ", "ทนไม่ไหวแล้วหนอ", "ไม่อยากนั่งแล้วหนอ", "ขาจะขาดแล้วหนอ" อะไรประมาณนี้ล่ะครับ !!!!!!!!!!!!!.,.,
 
 

โดย: MinnyJa วันที่: 26 สิงหาคม 2549 เวลา:5:06:25 น.  

 
 
 
ตื่นตี 4 ไม่สู่ล่ะค่ะ งานนี้

แวะมาเยี่ยมนะคะ สวัสดีวันหยุดค่ะ

 
 

โดย: กระต่ายลงพุง วันที่: 26 สิงหาคม 2549 เวลา:17:09:40 น.  

 
 
 
อย่าไปใส่ใจกับความปวด จงให้ใจเราดูและรู้ความปวด แต่อย่าให้ใจเราปวดไปกับขา....
..
..
ยากสุดๆ
 
 

โดย: แร้ไฟ วันที่: 28 สิงหาคม 2549 เวลา:0:08:18 น.  

 
 
 
กลับมาแย้ววว
ตอนโบว์ไปก็ลักษณะคล้ายๆ แบบนี้ล่ะค่ะ
จริงๆ ก็คงเป็นแบบนี้กันเกือบหมด
แตกต่างกันที่จะบอกให้กำหนดคำอะไรเวลาทำสมาธิ

ตอนทำสมาธิไม่ต้องห่วงเลยค่ะ
สำหรับโบว์ ... ทำไม่ได้เลย^^'
คือรู้เลยว่าเราสมาธิสั้นมาก
แต่เวลาเดินจงกลมคิดว่าทำได้ดีค่ะ


หายปวดขายัง^^...
 
 

โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 28 สิงหาคม 2549 เวลา:7:20:21 น.  

 
 
 
เข้ามาสาธุ!

=)
 
 

โดย: hunjang วันที่: 28 สิงหาคม 2549 เวลา:8:23:28 น.  

 
 
 
หายไวๆค่ะ
 
 

โดย: ปุ้ม หญิง วันที่: 28 สิงหาคม 2549 เวลา:9:29:20 น.  

 
 
 
โอ้ คุณมิดฟิวสู้ตายครับ
 
 

โดย: เซียวเปียกลี้ IP: 203.154.145.10 วันที่: 28 สิงหาคม 2549 เวลา:11:03:40 น.  

 
 
 
เก่งจังค่ะ แก้มทำไม่ได้แน่นอนเลย เรื่องตื่นเช้าๆ เนี่ยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตัวเองประจำเลยค่ะ
 
 

โดย: its_gemmi IP: 82.60.175.158 วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:2:52:01 น.  

 
 
 
สมัยผมไปปฏิบัติธรรม 5 วัน ช่วงรอผลเอนสะท้านจะออกมาวันแรกคือที่สุดแห่งความทรมานครับ 555 แต่พอถึงวันที่2 ทุกอย่างเริ่มเข้าที่ จากนั้นก็เป็นความอิ่มเอิบ

ออกมาหน้านี่อย่างใส มีแต่คนทักว่าไปเข้าคอร์สเสริมหล่อรึไงกัน 555
 
 

โดย: นายเบียร์ วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:5:43:50 น.  

 
 
 
...

-- ตุ๊กตาไขลาน / คนอื่นคงน่านับถือครับ แต่ผมคงไม่หรอก ว่าแต่มันก็ไม่โหดหรือเข้มงวดอะไรนักหรอกครับ ค่ายทหารสิน่ากลัวกว่าเยอะ

-- MinnyJa / เหะ เหะ

--กระต่ายลงพุง / แหม...ทีตอนรับปริญญา สาวๆยังตื่นมาแต่งหน้าแต่งตากันแต่ตีสามเลยนี่ ใช่ป่าว?

--แร้ไฟ / ใช่ครับ ก็หวังว่าถ้าน้อมนำจิตใจไปเรื่อยๆ สักวันคงทำได้ล่ะนะ

--blueberry_cpie / เดินจงกรมได้ก็ดีแล้วครับ เพราะมันก็ต้องใช้สมาธิเหมือนกัน...ส่วนเรื่องขา ลืมตาขึ้นแล้วเหยียดขาสักทีก็หายแล้วจ้า

-- hunjang / จ้า

--ปุ้ม หญิง / หวัดดีครับ ไม่เจอกันนานเลย

--เซียวเปียกลี้ / มีกองเชียร์ด้วย ขอบคุณครับ

--its_gemmi / คงเพราะนอนดึกล่ะครับ ถ้านอนเร็วหน่อยผมว่าน่าจะตื่นเช้ากันได้ทุกคน

--นายเบียร์ / ฮั่นแน่...เคล็ดลับอยู่ตรงนี้เอง


--ขอบคุณที่แวะมาครับ--

 
 

โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:9:52:48 น.  

 
 
 
แวะมาเยี่ยมและอ่านเรื่องการทำสมาธิค่ะ

จริงๆ ตอนนี้พยายามนั่งสมาธิเองวันละ5นาที
ก็ไม่รู้ว่าถูกหลักหรือเปล่านะ

แต่อารมณ์เย็นขึ้นบ้าง(ขอย้ำ..ขึ้นบ้าง)

 
 

โดย: keyzer วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:10:51:47 น.  

 
 
 
ตอนที่ผมบวช ตอนแรก ๆ ก็มีปัญหาเรื่องการนั่งเหมือนกันครับ ไม่นานร่างกายปรับได้ก็จะหายไปเอง ...
 
 

โดย: StrayBird วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:12:02:43 น.  

 
 
 
เริ่มดีขึ้นรึยังครับท่าน
 
 

โดย: เซียวเปียกลี้ IP: 203.154.145.10 วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:18:55:25 น.  

 
 
 
อ๊ะ...กลับมาแล้วเหรอคะ... โห..อ่านแล้วได้อารมณ์ปวดเมื่อยร่วมด้วยมากๆเลยล่ะค่ะ เอาน่า...อิ่มบุญเนอะ...
 
 

โดย: หวัน (หวันยิหวา ) วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:19:20:45 น.  

 
 
 
หุหุ...ลืม Happy Birthday ค่ะ...
มาช้าไปหน่อย...ไม่ว่ากันเนอะ
ขอให้มีความสุขมากๆนะค้า
 
 

โดย: หวัน (หวันยิหวา ) วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:19:25:12 น.  

 
 
 
เรามันชอบอะไรที่มันลุยๆ โหดๆอ่ะค่ะ แหะๆ

แต่สมัยที่เรียนมัธยม เรานั่งสมาธิบ่อยนะคะ ในวิชาภาษาไทยกับวิชาพระพุทธศาสนาค่ะ เลยทำให้นั่งบ่อยแล้วก็จะเกิดความเคยชิน แต่พอหยุดไป จะมาเริ่มนั่งใหม่อีกครั้ง มันก็ไม่ไหวซะแล้ว สงสัยกิเลสมันจะหนาขึ้นอ่ะค่ะ
 
 

โดย: ตุ๊กตาไขลาน วันที่: 30 สิงหาคม 2549 เวลา:10:04:27 น.  

 
 
 
การนั่งสมาธิเราก็มีปัญหาเช่นกันค่ะ ชาจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ไปหลายนาทีเลย ทรมานสุดๆ แต่เขาว่าถ้าชินแล้วก็จะไม่รู้สึกอะไรอ่ะ แต่เราทำยังไงก็ยังไม่ชิน แหะๆ
-------------------------------------------
ไฟในลมของคุณ Midfielder เราอ่านแล้วก็ขอ(แอบ)ขำหน่อยเหอะนะ คือพระเอกน่ะชื่อวายุค่ะ ไฟในที่นี้คงเปรียบถึงอารมณ์ร้อนของพระเอกละมังคะ
 
 

โดย: Kitsunegari วันที่: 30 สิงหาคม 2549 เวลา:13:04:00 น.  

 
 
 
อ่านแล้วอยากกลับไปบวชปฏิบัติธรรมอีกซักรอบ


แต่การกำหนด "ปวดหนอ" นี่มันได้ผลนะ "หนาวหนอ" ก็ด้วย เราเคยใช้มาแล้ว ตามความเจ็บมันไป มันก็ไม่ทรมานเท่าที่เราไม่รู้เท่าทันมันน่ะค่ะ


ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติมก็ได้ แค่แวะไปหากันก็ดีใจยิ่งแล้ว
 
 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 30 สิงหาคม 2549 เวลา:15:38:52 น.  

 
 
 
ขอชื่นชมในกำลังใจอันยิ่งใหญ่ค่ะ
 
 

โดย: ทูน่าค่ะ วันที่: 30 สิงหาคม 2549 เวลา:16:00:36 น.  

 
 
 
ลืมบอก!! เราว่าเราเคยดูนะ เรื่อง"ค่าแห่งชีวิต"อ่ะ แต่เราจำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้วล่ะ แต่เรื่องที่จะติดตามากกว่าเป็นเรื่อง "ค่าของคน" ไมต้องตั้งชื่อคล้ายๆกันด้วยเนี่ย??
 
 

โดย: ตุ๊กตาไขลาน วันที่: 30 สิงหาคม 2549 เวลา:16:56:36 น.  

 
 
 
อนุโมทนาบุญค่ะ
 
 

โดย: rebel วันที่: 30 สิงหาคม 2549 เวลา:20:19:15 น.  

 
 
 
มาเยี่ยมค่า จขบ หายไปไหนน้อ..ไม่มาอัพบลอคเลย

หนูกระต่ายพากิ๊กมาด้วยค่ะ อาสาเฝ้าบลอคให้เน้อ

 
 

โดย: กระต่ายลงพุง วันที่: 30 สิงหาคม 2549 เวลา:23:38:34 น.  

 
 
 
...

-- keyzer // ขออนุโมทนาด้วยครับ ทำมากน้อยคงไม่สำคัญนักหากจิตใจเราสงบได้จริง...เช่นเดียวกับอารมณ์ที่เย็นกว่าเดิม

--StrayBird // อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นหน่อยครับ ร่างกายผมคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านน่ะ

--เซียวเปียกลี้ // หลังๆพยายามนั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน...ก็ยังปวดๆอยู่หน่อยอ่ะครับ

--หวันยิหวา // ขอบคุณมากครับ

--ตุ๊กตาไขลาน // เจอ "ขาโหด" เข้าให้แล้ว

--Kitsunegari // ระหว่างทรมานกับขาก็นั่งพิจารณาไปด้วยครับ ว่าสังขารไม่เที่ยง

--สาวไกด์ใจซื่อ // ใช่ครับ การกำหนดรู้ช่วยได้จริงๆ

-- ทูน่าค่ะ // ขอบคุณครับ

-- rebel // ยินดีครับผม

--กระต่ายลงพุง // อ้าว...บอกชอบหนุ่มหัวเกรียนไงครับ


--ขอบคุณที่แวะมาครับ--
 
 

โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:9:04:52 น.  

 
 
 
เคยบวชเป็นเนกขัมมนารีค่ะ (บวชชีไม่ปลงผม)

พอดีชีวิตช่วงนั้นมันหนักหนาสาหัส จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ก็เลยไปพี่งพาธรรมะอยู่ ๗ วัน ก็เหมือนๆ จะดีขึ้นนิดหนึ่งแหละค่ะ
 
 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:9:57:53 น.  

 
 
 
หวัดดีค่า พิจารณาสังขารไม่เที่ยงเหมือนนึกภาพตัวเองตั้งแต่มีเนื้อหนังจนกระทั่งเน่าเปื่อยผุพังรึป่าวคะ เคยอ่านในเว็บหนึ่งเขาบอกให้ลองนั่งเพ่งพระพุทธรูปจนกระทั่งเห็นว่าพระพุทธรูปใส ฝึกบ่อยๆจนกระทั่งติดตาแล้วเวลาทำสมาธิก็กำหนดจิตให้เห็นพระพุทธรูปองค์นั้นเรื่อยๆ เขาว่าก็ช่วยให้จิตไม่วอกแวกได้เหมือนกันนะ
 
 

โดย: Kitsunegari วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:15:06:50 น.  

 
 
 
เราก็เคยไปปฏิบัติธรรมแบบนี้เหมือนกันแต่ไปกับรรนะ เค้าให้นั่งพับเพียบ/ขัดสมาธิเท่านั้นอ่ะ วันที่ 2 ก็เดี้ยงแว้ว แต่สงสัยเค้าเห็นว่าเรายังเป็นเด็กก็เลยเปลี่ยนท่าได้แต่วันที่ 3 อ่ะ ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าไหนมันก็เจ็บทั้งนั้นอ่ะ
 
 

โดย: +[มิโช่น้อยๆ]+ (Cecile_FCB ) วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:19:00:44 น.  

 
 
 
นับถือเลยค่ะ โห เป็นเราไม่ไหวหรอกค่ะ ตอนไปเข้าค่ายธรรมมะกับที่รร. เรายังร้องไห้ออกมาตอนกินข้าวมื้อแรกเลยค่ะ (มื้อเย็น) แบบว่า กล้ำกลืนฝืนทนสุดๆ แล้วก่อนนอนก็ร้องไห้ด้วย เพื่อนต้องคอยปลอบใหญ่เลย - -"

ส่วนเรื่องข้อกำหนดตอนทานข้าวนี่ คงทำให้เราใช้เวลากินข้าวประมาณ 3 ชั่วโมงเลยอ่ะค่ะ เพราะธรรมดาก็ช้าอยู่แล้ว - -"

+++
 
 

โดย: disordered วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:20:24:44 น.  

 
 
 
มาเยี่ยมอีกแล้วค่ะ

 
 

โดย: กระต่ายลงพุง วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:21:19:12 น.  

 
 
 
อนุโมทนาสาธุค่ะ
 
 

โดย: กิ่งไม้ไทย วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:23:46:48 น.  

 
 
 
บางครั้ง.,.ที่รู้สึกว่าชีวิตช่างวุ่นวาย.,.สับสน.,.ท้อแท้.,.,.การได้ปฏิบัติธรรมะ.,.,ก็ช่วยทำให้มีพลังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ.,.Happy Birth Day ย้อนหลังด้วยนะคะ.,..,.เิกิดเดือนเดียวกันด้วย
 
 

โดย: MinnyJa วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:23:51:19 น.  

 
 
 
สาธุฯ ชีวิตต้องพักชาร์ตแบตโดยพระธรรมบ้าง แบบนี้เป็นสิ่งประเสริฐครับผม

แวะมาฝากครับผม

Dog's Dream - การ์ตูนภาพ 4 ช่องจบ
 
 

โดย: ดำรงเฮฮา วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:0:12:50 น.  

 
 
 
...

--สาวไกด์ใจซื่อ /// ขออนุโมทนาย้อนหลังด้วยนะครับ ฟังแล้วรู้สึกดีจัง...ธรรมะแก้ปัญหาทุกอย่างได้จริงๆ

-- Kitsunegari /// ไม่ได้ปฏิบัติในแนวนั้นครับ แค่รู้ตัวว่าร่างกายดำรงคงอยู่ในสภาพเดิมๆไม่ได้ตามหลักไตรลักษณ์น่ะครับ

--Cecile_FCB /// เหมือนกันเลยครับ...2 - 3 วันแรกเมื่อยก็เปลี่ยนท่าได้ แต่วันถัดๆไปมันเมื่อยทุกอิริยาบถเลย

--disordered /// คิดถึงบ้านอ๊ะป่าว?

--กระต่ายลงพุง /// ขอบคุณจ้า

--กิ่งไม้ไทย /// ยินดีครับ

--MinnyJa /// ขอบคุณมากครับผม

-- ดำรงเฮฮา /// ขอบคุณครับ


--ขอบคุณที่แวะมาครับ--

 
 

โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:13:16:56 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

The Legendary Midfielder
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...
" เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี, เพราะเหตุนี้เกิด ผลนี้จึงเกิด, เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ
" หากปรารถนาผลอันดี พึงสร้างเหตุสร้างปัจจัยอันดี "


...
" ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ "


...
" ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต
กลับใจจะพบฟากฝั่ง "


...
"หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
"ทำกรรมดีย่อมได้รับผลของกรรมดี ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้รับผลของกรรมชั่ว"



...
"...กฎแห่งกรรมไม่เคยผิดพลาดมาก่อน
"ไม่ว่าเราจะประสบพบกับคราวเคราะห์หนักหนาสาหัสแค่ไหน
"ให้ระลึกไว้ว่านั่นเป็นสิ่งที่สมควรและสาสมแก่เราแล้ว
"เป็นเพราะเราได้สร้างเหตุนั้นๆมาก่อน
"ผลเช่นนี้จึงตามมา..."

[Add The Legendary Midfielder's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com