สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย (สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก มิควรยึดมั่นถือมั่น)

<<
เมษายน 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
27 เมษายน 2549
 

สังฆทาน

...

เคยสงสัยไหมครับว่าเราทำสังฆทานไปทำไม?
การทำสังฆทานได้บุญมากมายมหาศาลจริงตามคำลือหรือเปล่า?
การทำสังฆทานนอกจากไปซื้อและหิ้วถังเหลืองมาจากร้านแล้ว ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?


ตั้งแต่เด็กแล้วที่ผมถูกปลูกฝังความเชื่อเรื่องการทำสังฆทานผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ (ในความหมายของการประสบพบเห็น-ได้ยิน ด้วยประสบการณ์ของตัวเองนะครับ ไม่เกี่ยวกันกับอะไรว่าสิ่งที่พบเห็นถูกหรือไม่) ว่า

การทำสังฆทานเป็นการทำบุญที่ได้บุญมากที่สุด
ทำสังฆทาน 1 ครั้ง ได้บุญเท่ากับการตักบาตรพระทุกเช้าเป็นเวลา 1 ปี
หากชีวิตตกระกำลำบาก โดนมรสุมซัดสาด ให้ไปทำสังฆทานซะ...แล้วชีวิตจะดีขึ้น
การทำสังฆทานคือการไปซื้อถังเหลืองที่บรรจุ...ผงซักฟอก ใบชา ผ้าจีวร น้ำปลา น้ำหวาน ข้าวสารหนึ่งถุงเล็กๆ จานหรือชามหรือแก้วน้ำ 1 ใบ และอื่นๆ... แล้วหิ้วถังนั้นไปหาเจ้าอาวาสหรือพระที่รู้จักนับถือกันแล้วกล่าวคำถวายสังฆทานตามภิกษุรูปนั้นในเวลาก่อนเที่ยง

ได้ประสบพบเห็นและเชื่อถือขนาด (สิ้น) คิดเอาเองว่า...ทำสังฆทานสักปีละครั้ง แล้วเวลาที่เหลือทั้งปีไม่ต้องทำบุญอะไรอีกก็ได้ เพราะได้ทำบุญใหญ่ไปแล้ว

ก่อนอื่นมาลองทราบกันก่อนดีกว่าว่าทำไมคนจึงเชื่อกันว่า...การทำสังฆทานเป็นการทำทานที่ได้บุญมาก...

ในสมัยพุทธกาล นางปชาบดีได้ตั้งใจนำผ้าจีวรไปถวายแด่พระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ
เมื่อได้แจ้งความประสงค์ต่อพระพุทธองค์ๆก็ทรงตรัสต่อนางมหาปชาบดี ว่าให้นางถวายผ้าจีวรนี้ต่อคณะสงฆ์โดยรวม จะเป็นการดีและเป็นบุญเป็นกุศลมากกว่าจะมาเจาะจงถวายให้พระองค์เอง
นางปชาบดีได้ฟังจึงทำตามคำแนะนำของพระพุทธองค์ และท้ายที่สุดผ้าจีวรนั้นก็ถูกส่งมอบให้ภิกษุรูปหนึ่งที่กำลังมีความต้องการใช้ในขณะนั้น

จะเห็นได้จากเหตุการณ์ดังกล่าวว่า
การถวายทานแก่สงฆ์เป็นสังฆทานได้บุญมากกว่าการถวายทานแก่พระพุทธเจ้าเสียอีก
นั่นน่าจะเป็นที่มาที่ฝังเข้าสู่จิตใจของชาวพุทธทุกคนว่า การทำสังฆทานนั้น เป็นการทำทาน (ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ของการทำบุญ) ที่ได้บุญมากมาย (มหาศาล)

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ
การทำบุญ (หรือทาน) ย่อมไม่ใช่การสักแต่ว่ากระทำไปให้เสร็จสิ้นไปเป็นครั้งคราว ด้วยองค์ประกอบของการทำบุญที่จะได้บุญสูงสุดจะประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. มีความบริสุทธิ์ในเบื้องต้น (เมื่อคิดและตั้งใจจะทำ)
2. มีความบริสุทธิ์ในขั้นกลาง (ขณะกระทำ) และ
3. มีความบริสุทธิ์ในขั้นปลาย (หลังจากได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว)

พิจารณาองค์ประกอบทั้งสามให้ถ้วนถี่มาประมวลกัน (ตามทรรศนะของผม) ก็คือ
การมีความบริสุทธิ์ใจที่จะทำบุญ สิ่งของที่จะมอบนั้นหามาด้วยความสุจริต สิ่งของนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับ ทั้งผู้ทำบุญและผู้รับตลอดจนถึงบุคคลอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง...จะไม่ได้รับผลกระทบในทางไม่ดีทั้งทางกายและจิตใจจากการทำบุญดังกล่าว

เมื่อทราบองค์ประกอบของการทำบุญแล้ว เราก็ลองมาพิจารณาดูว่า...เราจำเป็นต้องทำสังฆทานด้วยถังเหลืองที่ซื้อมาตามร้านหรือเปล่า?

ถ้านิ่งคิด นิ่งพิจารณาโดยใช้เหตุผลง่ายๆไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เราก็จะพบว่า...ไม่จำเป็นเลย เราสามารถทำสังฆทานด้วยสิ่งอื่นใดก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่อสงฆ์ โดยที่เรามีความบริสุทธิ์ใจที่จะทำ แสวงหาสิ่งนั้นๆมาด้วยความสุจริต และไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ใครจากการทำสังฆทานของเรา

ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวไว้ในหนังสือธรรมะ-ทำไม ว่า บนเส้นทางบิณฑบาตของท่าน ทุกเช้าจะมีชายผู้หนึ่งถวายหนังสือพิมพ์แก่ท่าน 1 ฉบับ โดยกล่าวกับท่านว่า...ขอมอบ น.ส.พ.ฉบับนี้แก่สงฆ์ เพื่อที่เมื่อพระสงฆ์ได้มีความรู้จากการอ่านแล้วจะได้อบรมสั่งสอนฆราวาสได้ดียิ่งขึ้นไป
การทำทานเช่นนี้แหละที่เป็นสังฆทานและเป็นทานที่บริสุทธิ์โดยแท้

ท่านยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการทำสังฆทานของฆราวาสโดยทั่วไปด้วย "ถังเหลือง" ว่า ควรพิจารณาดูสิ่งของในถังนั้นให้ดีว่ามีประโยชน์อันใดต่อสงฆ์ที่เราจะถวายถังนั้นให้หรือไม่ สิ่งของนั้นจะมีประโยชน์แก่พระสงฆ์เพียงไร
เพราะเท่าที่ท่านเคยประสบมา พ่อค้าแม่ค้าบางรายก็ฉวยโอกาสเอาสิ่งของที่ไม่มีคุณภาพใส่ลงมาในถัง (อาจเพราะเห็นว่าผู้ซื้อไม่ได้เป็นผู้ใช้สิ่งของนั้นเอง ไม่น่าจะมาโวยกลับเอาทีหลังได้) ผลก็คือ สิ่งที่เราถวายพระสงฆ์ไปนั้นสูญเปล่า และหากเป็นอาหารที่ไม่มีคุณภาพยังอาจจะทำให้พระท่านอาพาธเสียอีก


การทำสังฆทานด้วยถังเหลืองน่าจะเป็นเพียงกรณีของการเติมเต็มความต้องการทางใจของชาวพุทธในโลกยุคปัจจุบันมากกว่าจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของสังฆทาน
โดยอาศัยความสะดวก ความง่าย ความสบาย ความไม่คิดอะไรมากในการกระทำ...เพียงรู้สึกดีและสบายใจ (ด้วยความเชื่อที่ผิดๆ) ที่ได้ทำเท่านั้น โดยแทนสีเหลืองบนถังเปรียบดังสีของจีวร

โดยแท้แล้ว สังฆทานคือการทำบุญกับพระสงฆ์ด้วยความคาดหมายว่า เมื่อพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้รับการเกื้อหนุน-เกื้อกูลจากฆราวาสจนมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงตามอัตภาพแล้ว
จะได้มีกำลังที่จะสั่งสอน-อบรมฆราวาสทั้งหลายให้มีความเห็นที่ถูกต้อง อยู่ในศีลในธรรมต่อไป
และเมื่อพระสงฆ์สามารถดำรงอยู่ได้ในธรรมร่วมกับฆราวาส นั่นหมายถึงการที่ "พุทธศาสนา" ยังคงดำรงอยู่ได้ด้วยเช่นกัน
การดำรงอยู่ของพุทธศาสนาต่อไปนั้น จะเป็นสิ่งยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ทายาทของเรา-เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกของเราจะได้มีหลักคำสอนที่ดี มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจอันประเสริฐต่อไปอีกแม้หลังจากหมดสิ้นยุคของเราไป

ในเรื่องของการทำทานแบบไม่เฉพาะเจาะจงนี้
เมื่อพิจารณากันให้ดี จะพบว่าเป็นการอบรมฆราวาสให้ไม่ยึดติดในตัวบุคคลหรือตัวพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง เพราะถึงที่สุดแล้วก็มี "หลักธรรม" เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งอันแท้จริงของชาวพุทธทุกคนได้สืบไป ไม่ใช่เพียงแค่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง
และการยึดมั่นถือมั่นไม่ว่าในตัวบุคคล สิ่งของ นามธรรม หรือแม้กระทั่งตัว "บุญ" เอง ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์แก่ผู้ยึดถือทั้งสิ้น

เรื่องความไม่ยึดติดในตัวพระสงฆ์กับการทำสังฆทานนี้
เคยมีธรรมเนียมในสมัยก่อนเช่นกันว่า เมื่อเราตั้งใจนำสิ่งของใดไปถวายเป็น "สังฆทาน" แก่วัดใดวัดหนึ่ง
ให้เราถวายสิ่งของนั้นๆแก่พระสงฆ์รูปแรกที่ได้พบทันที ซึ่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดความยึดติดในตัวผู้รับได้
เพราะโดยปกติ เราๆท่านๆก็คงเห็นกันว่าหากเราต้องไปทำบุญ เราก็จะไปทำบุญกับเจ้าอาวาสหรือพระผู้มีชื่อเสียงประจำวัดนั้นๆมากกว่าที่จะไปทำกับพระสงฆ์รูปอื่นๆ

อีกทั้งสิ่งของที่เรานำไปถวายพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งอาจจะไม่เป็นที่จำเป็นสำหรับท่านในขณะนั้นเลยก็ได้ แต่ยังมีพระสงฆ์รูปอื่นที่มีความจำเป็นกว่า
เมื่อเราถวายเป็น "สังฆทาน" คือไม่เฉพาะเจาะจง ก็จะมีโอกาสทำให้สิ่งของที่เราถวายนั้นเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงได้

มาสรุปสุดท้ายตรงนี้กับสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาแต่เด็กว่า การทำสังฆทาน 1 ครั้ง เท่ากับการตักบาตร 1 ปีเต็มจริงหรือเปล่า?

ก็คงเป็นคำตอบง่ายๆนะครับว่า...ไม่จริงโดยสิ้นเชิง
ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆคงไม่สามารถไปกะเกณฑ์ไปใช้มาตรวัดใดๆมาวัดได้ว่าทำอะไรแล้วจะได้บุญมากน้อยเท่าใด
และมันก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องไปทำเช่นนั้นด้วย ขอเพียงสิ่งที่เราทำเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจตามองค์ประกอบของการทำบุญก็เป็นเรื่องเพียงพอแล้ว
สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเองและผู้คนรอบข้าง ที่เมื่อมีเพิ่มขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นก็ควรจะมีเพิ่มขึ้น (ทำบุญให้มากขึ้น) หากเราสามารถทำได้

การไปกะเกณฑ์เอาโดยใช้มาตรวัดโน่นนี่ นอกจากไม่เป็นสาระประโยชน์ใดๆต่อตัวเองและคนรอบข้างแล้ว ยังก่อให้เกิดความรู้สึกทุกข์ใจจากความยึดมั่นถือมั่นอีกต่างหาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราไม่สามารถบรรลุเกณฑ์ (อันไม่เป็นสาระ) ของเราเองได้


หมายเหตุ: ข้อเขียนข้างต้นทั้งหมด ผมประมวลเอาจากความนึกคิดของตัวเอง ผ่านการอ่านหนังสือธรรมะ-ทำไมของ ว.วชิรเมธี และข้อเขียนของคุณเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ ในมติชนสุดสัปดาห์ รวมถึงหลักธรรมคำสอนอันเป็นประโยชน์ที่ได้เคยอ่านมาช้านาน
เมื่อเป็นการประมวลเอาด้วยความนึกคิดของตัวเอง จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเกิดความผิดพลาดและไม่สมบูรณ์ ฉะนั้น หากเกิดความผิดพลาดใดๆขึ้นมาก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ





---ขอบคุณที่แวะมาครับ ---




Create Date : 27 เมษายน 2549
Last Update : 27 เมษายน 2549 14:16:57 น. 18 comments
Counter : 645 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณค่ะ

เวลาที่เราคิดทำสังฆทานที ถ้าไม่รีบด่วนจริงๆ เราจะเลือกของเองเลย ไม่ซื้อถังเหลืองแบบสำเร็จ
(เพราะก้เห็นเหมือนกันว่า ของมันไม่ค่อยได้คุณภาพน่ะค่ะ)

อ่านแล้วได้ความรู้ขึ้นเยอะเลย
 
 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 27 เมษายน 2549 เวลา:15:26:26 น.  

 
 
 
สาธุค่ะ

จริงอย่างที่ จขบ. บอกทุกอย่างค่ะ สังฆทานเป็นบุญใหญ่
จริง

มีประโยคหนึ่งจากหนังสือธรรมปฎิบัติ เล่ม 5 ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำว่า "ขอยืนยันว่าทานของทุกคนน่ะ มหาศาล สังฆทาน นี่หนัีกมาก พระพุทธเจ้าก็ชม ใครก็ชม"

ตามความคิดเห็นเป่าจิน การทำสังฆทานคือการให้โดยไม่เลือกผู้รับ เป็นการสละออกอย่างแท้จริง ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่หากเราทำสังฆทานกับพระสงฆ์และพระสงฆ์รูปนั้นหรือหมู่นั้่นปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ บางท่านได้บรรลุธรรม บุญของคนที่ทำสังฆทานนั้นจะมากไม่มีประมาณ (นี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวค่ะ หากผิดไปก็ขออภัยด้วย)


 
 

โดย: เป่าจิน วันที่: 27 เมษายน 2549 เวลา:16:41:00 น.  

 
 
 
ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ค่ะ

ทุกวันนี้เราก็ทำสังฆทานปีละครั้ง แต่ไม่เคยคิดว่าการทำสังฆทานครั้งเดียวจะเท่ากับการทำบุญ 1 ปีอ่ะค่ะ คือไม่ได้หวังว่าจะได้บุยมากค่ะ แต่ทำเพื่อความสบายใจมากกว่าค่ะ

เมื่อก่อนจะซื้อถังสังฆทานสำเร็จรูปเลย แต่หลังๆนี่จะซื้อมาจัดเองหมด ยกเว้นว่าถ้าจะทำสังฆทานครั้งใหญ่ถึงจะซื้อแบบสำเร็จรูป เพราะมันจะสะดวกกว่าค่ะ


 
 

โดย: ตุ๊กตาไขลาน วันที่: 27 เมษายน 2549 เวลา:18:26:18 น.  

 
 
 

ให้ด้วยปรารถนาจริงแท้ว่าจะให้ และหวังให้ผู้รับได้ประโยชน์
ให้โดยมิต้องยึดกฎเกณฑ์อันใด

 
 

โดย: rebel วันที่: 27 เมษายน 2549 เวลา:19:49:37 น.  

 
 
 
ไม่ค่อยได้ทำเลย...ส่วนใหญ่เจอแต่ซองผ้าป่า
แหะๆ



=)
 
 

โดย: hunjang วันที่: 27 เมษายน 2549 เวลา:21:49:08 น.  

 
 
 
>>>ความเห็นส่วนตัวนะครับ<<<

ที่ว่าสังฆทานเป็นมหากุศลนั้น ผมเข้าใจว่าคือการถวายสิ่งที่พระสงฆ์ท่านขาดแคลนจริงๆ
เพื่อให้ท่านสามารถครองตนในกาสาวพัตร์ต่อไปได้มากกว่าน่ะครับ

การที่ท่านมีของจนล้นจนต้องเอามาตั้งวนเพื่อแลกปัจจัยนั้น ผมรู้สึกขัดๆน่ะครับ (นอกจากว่าปัจจัยส่วนนั้นจะไปเข้าการกุศลอื่นๆอีกต่อหนึ่งก็ว่ากันไป)
 
 

โดย: เซียวเปียกลี้ วันที่: 27 เมษายน 2549 เวลา:23:59:07 น.  

 
 
 
...

--สาวไกด์ใจซื่อ / ขอบคุณเช่นกันครับ ดีแล้วครับที่ได้เลือกเอง...สบายใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

--เป่าจิน / เท่าที่ผมทราบมาก็เป็นตามที่คุณเป่าจินว่านั่นแหละครับ

--ตุ๊กตาไขลาน / ดีครับที่มีโอกาสได้ทำบุญกับสงฆ์ จะเล็กจะใหญ่ก็เหมือนกันแหละเนอะ...หากเราบริสุทธิ์ใจจริง

-- rebel / ครับผม

--hunjang / ผ้าป่าสร้างห้องน้ำ สร้างกุฎิ ก็เป็นสังฆทานเหมือนกันนะ

--เซียวเปียกลี้ / ผมก็เห็นพ้องด้วยครับ เอาไปถวายกันแต่วัดดังๆหรือพระดังๆจนถังล้นกุฎิล้นศาลา จนของที่ถวายหมดอายุเปล่าประโยชน์ไปเลย
เคยอ่านเจอ ท่านปัญญาฯหรือหลวงพ่อพยอมนี่ล่ะ ท่านบอกว่าไม่ต้องเอาถังเหลืองมาถวายที่วัดท่านหรอก มีจนล้นแล้ว และก็ได้ทยอยเอาไปบริจาคตามที่ต่างๆไปบ้างแล้วด้วย


--ขอบคุณที่แวะมาครับ--


 
 

โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 28 เมษายน 2549 เวลา:15:41:16 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับ

ผมคิดเสมอครับว่าการถวายในสิ่งที่"ล้น"เกินความต้องการย่อมไม่เป็นประโยชน์ บางครั้งจึงคิดว่าจะให้ในของที่ท่านต้องการจริงๆ

แต่บางครั้งก็คิดมากไปจนไปถึงเรื่องการบิณฑบาต โดยคิดไปว่าให้แต่อาหารลักษณะแบบนี้ พระท่านคงไม่ฉันเพราะใครก็ให้แต่อาหารชนิดเดียวกัน

หารู้ไม่เป็นการทำที่ไปนประโยชน์ต่อการปฏิบัติ"ธรรม"เอาซะเลย แฮะๆ
 
 

โดย: นายเบียร์ วันที่: 29 เมษายน 2549 เวลา:7:30:00 น.  

 
 
 
บล็อคคุณภาพอีกแล้ว คนชั่วๆ อ่านแล้วตัวร้อนผ่าวเลย
 
 

โดย: ZAkk Blade วันที่: 30 เมษายน 2549 เวลา:12:35:53 น.  

 
 
 
เป็นความรู้ใหม่จริงๆอ่ะครับ ขอบคุณมากเลยพี่มิด
สังฆทาน นี่จะนิยมไปทำให้โอกาสพิเศษอ่ะเท่าที่รู้
 
 

โดย: Qooma วันที่: 2 พฤษภาคม 2549 เวลา:8:18:00 น.  

 
 
 

เคยได้คุยกับหลวงลุง ท่านบอกว่าไม่ค่อยอยากให้ทำสังฆทาน
เป็นถังที่ขายกัน เพราะของล้นกุฎิแล้ว

 
 

โดย: keyzer วันที่: 2 พฤษภาคม 2549 เวลา:14:47:36 น.  

 
 
 
อ่านจบแล้วก็ได้ความรู้ใหม่ สาธุค่ะ
เพิ่งจะรู้ว่าจริงๆแล้วการทำสังฆทานเป็นบุญใหญ่
เพราะถ้าเลือกได้ก็ชอบที่จะเลือกซื้อของเองเหมือนกันค่ะ
 
 

โดย: lovelyberry IP: 202.42.154.133 วันที่: 2 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:17:07 น.  

 
 
 
ไม่อยากจะแซวเล้ย อยู่ใน blog ตัวเองนี่ธรรมะธรรมโมจริงๆ แต่พอไป blog คนอื่น กลับหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะคะ
 
 

โดย: ตุ๊กตาไขลาน วันที่: 2 พฤษภาคม 2549 เวลา:18:10:47 น.  

 
 
 
ลุ้นที่ 2 ล่ะค่ะ
ป.ล. นึกว่าเสาร์ที่แล้วคุณมิดฟิลด์จะมาด้วยเสียอีก
 
 

โดย: rebel วันที่: 2 พฤษภาคม 2549 เวลา:21:28:15 น.  

 
 
 
อ้าว ไม่มาเมา เอ๊ย มามันส์กันหน่อยเหรอครับ
 
 

โดย: เซียวเปียกลี้ วันที่: 3 พฤษภาคม 2549 เวลา:0:07:26 น.  

 
 
 
...

--นายเบียร์ // การคิดถึง "ผู้รับ" เป็นการดีนะครับ เพียงแต่อย่าคิดจนมากเกินไปละกัน พระภิกษุที่แท้ท่านยินดีอยู่แล้วล่ะครับ

-- ZAkk Blade // มิน่า...ผมถึงว่าพักนี้เวลาเข้าบล็อกแล้วตัวร้อนๆไงพิกล

-- Qooma // ครับผม กิจวัตรประจำวันของเราทุกวันนี้มันกินเวลาเรามากจริงๆ หาโอกาสพิเศษได้สักนิดหน่อยก็ดีครับ

-- keyzer // ใช่ครับ คนเราไปยึดติดมากเกินไปว่าต้องซื้อ "ถังเหลือง" ถึงจะเป็นสังฆทาน และมีความต้องการทำ "สังฆทาน" จนเกินเหตุเพื่อที่จะทำให้ตัวเองสบายใจด้วยคาดหวังอะไรผิดๆ

-- lovelyberry // ดีครับ เลือกซื้อของเอง เพราะเราจะได้ "แน่ใจ" และ "สบายใจ" ว่าของนั้นๆมีคุณภาพสำหรับ "ผู้รับ" จริงๆ

-- ตุ๊กตาไขลาน // ก็หน้านี้เป็นกรุ๊ปบล็อกธรรมะนี่นา

--rebel // ทีแรกก็ว่าจะไปครับ แต่พอดีเห็นโปรแกรมถ่ายทอดสดคู่สามทุ่มเป็น...ลิเวอร์พูล กับ วิลล่า...เลยเกิดอยากเชียร์สดๆขึ้นมาในทันใดก็เลยไม่ได้ไป
ยังไงคงมีโอกาสได้เจอกันนะครับ

--เซียวเปียกลี้ // ไว้โอกาสหน้าคงได้เจอกันครับ


--ขอบคุณที่แวะมาครับ --

 
 

โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 3 พฤษภาคม 2549 เวลา:8:23:52 น.  

 
 
 

อนุโมทนา สาธุ ในบุญที่ทุกท่านได้พึงกระทำในวันนี้เถอ สาธุ
 
 

โดย: เมย์ IP: 58.10.24.241 วันที่: 4 ธันวาคม 2549 เวลา:11:42:59 น.  

 
 
 
เราก็ชอบทำสังฆทาน ทำเดือนละเกือบ2-3 ครั้งถ้าไม่ติดอะไร หรือว่าเหนื่อยจากงานมากเกินไป ดีนะ สบายจัยดี ไปทำสิแล้วจะรู้
 
 

โดย: อฌิรษา IP: 203.144.144.164 วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:16:33:21 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

The Legendary Midfielder
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...
" เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี, เพราะเหตุนี้เกิด ผลนี้จึงเกิด, เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ
" หากปรารถนาผลอันดี พึงสร้างเหตุสร้างปัจจัยอันดี "


...
" ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ "


...
" ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต
กลับใจจะพบฟากฝั่ง "


...
"หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
"ทำกรรมดีย่อมได้รับผลของกรรมดี ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้รับผลของกรรมชั่ว"



...
"...กฎแห่งกรรมไม่เคยผิดพลาดมาก่อน
"ไม่ว่าเราจะประสบพบกับคราวเคราะห์หนักหนาสาหัสแค่ไหน
"ให้ระลึกไว้ว่านั่นเป็นสิ่งที่สมควรและสาสมแก่เราแล้ว
"เป็นเพราะเราได้สร้างเหตุนั้นๆมาก่อน
"ผลเช่นนี้จึงตามมา..."

[Add The Legendary Midfielder's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com