All Blog
--- ช า ร์ ล็ อ ต ต์ แ ม ง มุ ม เ พื่ อ น รั ก : อี.บี.ไวท์ ---















ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด วิลเบอร์ไม่เคยลืมชาร์ล็อตต์ ถึงเขาจะรักลูก ๆ หลาน ๆ ของชาร์ล็อตต์ทุกตัว แต่ไม่เคยมีตัวไหนแทนที่ชาร์ล็อตต์ในหัวใจของวิลเบอร์ได้ ชาร์ล็อตต์ย่อมเหนือกว่าใคร ๆ ไม่บ่อยนักที่เราจะมีเพื่อนแท้ที่เป็นทั้งเพื่อนและนักเขียนชั้นเยี่ยม แต่ชาร์ล็อตต์เป็นทั้งสองประการ

ชาร์ล็อตต์ แมงมุมเพื่อนรัก
อี.บี.ไวท์




ไม่อยากเชื่อว่าฉันจะตื้นตันใจจนน้ำตาซึมเมื่อได้อ่านวรรณกรรมเยาวชนเล่มที่เคยอ่านสมัยเด็กอีกครั้ง ตื้นตันใจเพราะเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องของชีวิตที่ดีจำเป็นต้องมีีกัลยาณมิตร ในทางธรรมนั้นหมายถึงมิตรผู้เป็นทั้งผู้อุปการะ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา เป็นมิตรผู้แนะนำสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์และมีน้ำใจให้เราเสมอ
.

นอกจากอาหารทางกายแล้ว คนเราต้องการอาหารทางใจ ความรักและเพื่อน แมงมุมชาร์ล็อตแสนสวยมากน้ำใจตัวนี้ ทำให้โลกนี้งดงาม วันเวลามีค่าเพียงแค่เธอรู้สึกว่า การที่ได้ช่วยวิลเบอร์จากการถูกนำไปแปรรูปเป็นเบค่อนหรือหมูรมควันในเทศกาลพิเศษได้นั้น ทำให้ชีวิตของเธอมีค่า เธอเชื่อว่าชีวิตมีค่าเมื่อได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง


ฉันว่าตอนอายุ 15 ฉันคงไม่มีความคิดแบบนี้หรอก คงไม่ซาบซึ้งความรู้สึกถึงคุณค่าการเป็นผู้ให้มากนัก อ่านเอาความก็พอทราบว่า หมูวิลเบอร์รอดพ้นจากการถูกฆ่าเพราะชาร์ล็อตต์ช่วยไว้ด้วยการชักใยเป็นตัวหนังสือสื่อถึงคุณค่าของวิลเบอร์ที่พิเศษกว่าหมูธรรมดาทั่วไป

ชีวิตคืออะไร เราต่างเกิดมามีชีวิตอยู่ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ช้าก็ตาย ทำสิ่งที่มีประโยชน์ได้ก็น่าจะดี

อ่านหนังสือของเยาวชน จะมีความสุขมากกับจินตนาการต่าง ๆ โดยเฉพาะสัตว์พูดได้ เราก็รู้นะว่า แมงมุมชาร์ล็อตต์คงไม่สามารถชักใยเป็นคำว่า หมูพิเศษ องอาจ แจ่มใสหรืออ่อนน้อม ได้หรอก แต่เราก็เชื่อว่า มิ ต ร ภ า พ นั้นมีอยู่จริง


ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
21 มีนาคม 2560








Create Date : 23 มีนาคม 2560
Last Update : 23 มีนาคม 2560 7:34:05 น.
Counter : 493 Pageviews.

2 comment
--- จิ บ พ ม่ า ต า ม ห า จ อ ร์ จ อ อ ร์ เ ว ล ล์ ---















บั น ทึ ก ก า ร อ่ า น
จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์



ผู้เขียนเรื่อง ' จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์' ประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดในร้านน้ำชา เล่มนี้ เป็นนักเขียนสตรีชาวอเมริกันคือ เอ็มม่า ลาร์คิน (Emma Larkin) เป็นผู้หญิงเก่งที่คุ้นเคยกับเอเชียอย่างดี เธอช่ำชองภาษาพม่าด้วยการเริ่มเรียนภาษาที่แสนยากนี้ที่กรุงลอนดอน เธอเข้า ๆ ออก ๆ พม่าในยุคเผด็จการเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถเดินท่อม ๆ คนเดียวท่ามกลางสังคมที่ทหารชายใหญ่คับแผ่นดิน เธอนั่งจิบชาหาข้อมูลเกี่ยวกับชีวิต 5 ปีของออร์เวลล์สมัยที่เขาเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ในพม่า ไม่ว่าจะลุยไปในมัณฑะเลย์ ในภูมิภาคดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี ในย่างกุ้ง เมาะละแหม่งและท้ายสุดที่กะต่า เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของพม่าติดกับรัฐฉาน เธอไปในที่ที่ชายอกสามศอกอาจจะไม่กล้าไป

ทั้งหมด 5 บทนี้เป็นฉากที่เอ็มม่าใช้เดินเรื่องในการ 'ตามหา' จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนขวัญใจของเธอ แต่สิ่งที่น่าทึ่งในงานเขียนชิ้นนี้คือ การทำการบ้าน เอ็มม่าอ่านงานเขียนของออร์เวลล์ทุกเรื่องอย่างทะลุปรุโปร่ง มีทั้งสารคดี นวนิยายและเรื่องสั้นที่เธออ้างถึง ตลอดจนจดหมายของออร์เวลล์

เช่น นิยายทุกเรื่องของออร์เวลล์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ ตัวละครพยายามต่อสู้กับระบบ วินสตัน สมิธ ใน 1984 เขาถูกทรมานและถูกเค้นความลับจนหมดสิ้น หรือใน เบอร์มีส เดย์ส จอห์น เฟลอรี่ตายที่กะต่า แม้เขาจะสนิทกับหมอวีรสวามี แต่เขาไม่มีความกล้าพอที่จะเสนอชื่อหมอเข้าเป็นสมาชิกสโมสร เป็นต้น

ฉันชอบลีลาการเล่าเรื่อง มีทั้งตลกร้ายที่เศร้าลึกรวมถึงการลงลึกถึงข้อมูล ชอบบทสนทนาของเอ็มม่ากับผู้คน เปี่ยมไปด้วยศิลปะในการดึงความรู้สึกนึกคิดมาระบายเป็นภาพความเป็นจริงอันขื่นขมของผู้คนไปกับการจิบชาที่มีรสชาติกลมกล่อมแปมความปร่าขมของน้ำตา มิติของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวราวกับมะเร็งร้ายของผู้คนในพม่า ฉันสลดใจกับเรื่องราวในคุกและทุกความโหดร้ายในพม่า เราปรารถนาจะเรียนรู้วันเวลาในพม่ามากกว่าความเกลียดชัง
ที่นั่น..ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มักถูกลบทิ้งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะถูกบันทึกในรูปแบบของจดหมาย เอกสารข้อมูลหรือความทรงจำ

สิ่งที่สะเทือนใจมากที่สุดคือ การที่รัฐบาลจงใจทำลายระบบการศึกษา ไม่สามารถจินตนาการถึงอนาคต ไร้ซึ่งแสงแห่งความหวังทั้งปวง นับเป็นโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ

วันเวลาในพม่าเป็นจุดหักเหสำคัญในชีวิตของออร์เวลล์ ความเกลียดชังของออร์เวลล์ต่อลัทธิล่าอาณานิคมซึ่งถูกหล่อเลี้ยงด้วยความโดดเดี่ยวและอากาศอ้าวระอุ เติบโตงอกงามเหมือนดอกไม้ในเรือนกระจก การอ่านครั้งนี้ทำให้ซาบซึ้งกับการมีชีวิตอยู่ของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ

ออร์เวลล์สักร่างกายขณะที่อยู่พม่า เพราะเขาเชื่อว่ารอยสักคุ้มครองป้องกันกระสุน งูพิษและมนต์ดำ รอยสักนี้ยืนยันถึงแรงกระตุ้นของออร์เวลล์ที่จะแยกตัวออกจากสังคมความเป็นนายของเจ้าอาณานิคมด้วย อังกฤษทำลายสถาบันการปกครองดั้งเดิมของพม่าทั้งระบบกษัตริย์และสถาบันสงฆ์

อ่านแล้ว รู้สึกร่วมกับเขาว่า เขาและเราต่างเป็นมนุษย์เดินดินด้วยกันทั้งนั้น เราเห็น เราได้ยิน เรารู้สึก เราเข้าใจ บนโลกใบเดียวกัน
ทุกตัวอักษรของเขาดูบอบช้ำ สะเทือนใจในวังวนของประวัติศาสตร์ที่พร่ำบอกเราเสมอว่า รัฐบาลที่ปกครองประเทศโดยขัดต่อเจตจำนงของประชาชนนั้นไม่มีทางยั่งยืนนาน และกลับมามองบ้านเราอย่างพิจารณาอีกครั้ง อ่านเขาและจะได้อ่านเราต่อ

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
21 มีนาคม 2560
















Create Date : 22 มีนาคม 2560
Last Update : 22 มีนาคม 2560 11:47:29 น.
Counter : 573 Pageviews.

2 comment
--- ไ ป ห า พ่ อ ---

























1.

ตั้งแต่พ่อป่วย ฉันพยายามโทรหาพ่อตลอด เพียงแค่ได้ยินเสียงกันและกัน แค่ได้ยินเสียงแหบ ๆ ของพ่อว่า ฮัลโหล

ใช่...พ่อพูดไม่ค่อยได้ สื่อสารลำบาก พ่อพยายามจะพูด แต่มันไม่เป็นคำและยากขึ้นทุกวัน แต่ฉันรอได้ บอกให้พ่อใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด ไม่ว่าพ่อจะสื่ออะไรออกมา ฉันจะพยายามเดาทางว่าพ่ออยากพูดอะไร พ่อมักจะพูดกับฉันว่า อยู่ไหนลูก จากนั้นก็สื่อสารไม่ค่อยได้แล้ว จะไม่ค่อยเป็นคำสักเท่าไหร่

ฉันทำได้แค่เล่าเรื่องหลานคนนั้นคนนี้ให้พ่อฟัง เล่าช้า ๆ เล่าแต่เรื่องดี ๆ ได้ยินเสียงพ่อหัวเราะในเรื่องที่ฉันเล่า ฉันคุยแต่เรื่องบวก ๆ ไม่ให้มีเสียงเศร้าเล็ดลอด ฉันคิดว่าฉันตั้งสติดีแล้วก่อนยกหูโทรศัพท์ทุกครั้ง

หลายวันมานี้ ฉันสงสัยว่าทำไมพ่อไม่รับสาย พยายามโทรตอนสาย บ่าย ค่ำ เวลาไหนพ่อก็ไม่รับ ถามน้อง ๆ เขาก็บอกว่า มือถืออาจจะปิดเสียงก็ได้ เขาพร้อมก็โทรหาเราเอง

ฉันบอกน้อง ๆ ว่า ฉันฝันไม่ค่อยอี อากาศช่วงนี้เปลี่ยนแปลงมาก คนเป็นหอบจะน่าสงสาร พ่อเป็นหอบหืด ปอดเหลือแค่ 20 % คงทรมานนะ

แต่น้องสาวและน้องชายว่า ฉันคิดมากไปเอง พ่อกำลังป่วยอยู่ เขาพร้อมจะคุยก็โทรมาเอง

จนในที่สุด ฉันรับสายจากอา..อาใช้มือถือของพ่อโทรมา ฉันใจสั่น เพราะกลัวรับข่าวสารไม่ดี นี่มันมือถือพ่อ

อาบอกว่า พ่อเป็นปอดบวม ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว ไม่อยากโทรฯบอกให้ใครห่วง ช่วงนี้พ่อไม่รับสายเพราะไม่มีแรงจะพูดอะไร พ่อหอบและเหนื่อยมาก ต้องพ่นยากันล่อย ๆ ถ้าพ่อพร้อมจะให้เขาโทรมาหา

ฉันได้แต่บอกขอบคุณอาที่ช่วยให้เราคลายกังวล อารักและเป็นห่วงพ่อไม่น้อยกว่าเรา

ฉันต้องกังวลกับการรับสายจากพ่อโดยที่พ่อไม่ได้เป็นคนพูดเองสักกี่ครั้ง ยอมรับว่า ใจหาย ถ้าเป็นเสียงอา... ฉันกลัววันนั้นจะมาถึง

ระหว่างนี้ ฉันก็ต้องดูแลร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็ง สวดมนตร์ ภาวนาให้พ่อแข็งแรงขึ้น ไม่หอบ ไม่เหนื่อยมาก กินได้ นอนหลับ ให้มีความสุขในแต่ละวัน

บางคราวฉันก็ร้องไห้ เพราะคิดโน่นคิดนี่ คิดถึงพ่อ คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่พ่อทำให้ ทั้งที่แสดงออกได้และอยู่ในสายตา เราอ่านสายตากันออกถึงแม้พ่อจะไม่พูดอะไรออกมา ความรักของพ่อยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ฉันจะบรรยายหมด

ฉันยังออกวิ่งเพื่อคลายความหดหู่และเศร้าหมองในหัวใจ ฉันเล่าให้เพื่อนรักฟัง เธอก็เข้าใจและรู้จักฉันดีในทุก ๆ เรื่อง

ฉันเล่าให้สามีฟัง เขาปลอบใจฉันเพราะแค่พูดถึงพ่อ ฉันก็ต่อมน้ำตาแตก
ฉันบอกลูก ๆ ให้สวดมนตร์ภาวนาให้คุณตาทุกวัน

ฉันบอกรักและคิดถึงพ่อทุกวันแม้วันที่พ่อไม่ได้รับสายจากฉัน
พ่อได้ยินและรับรู้ว่าลูกรักพ่อมาก ขอให้พ่อหายป่วยเร็ววัน





2.

ฉันเดินทางเข้าเชียงใหม่ เย็นวันศุกร์เพื่อบินเที่ยวสามทุ่มไปลงสุวรรณภูมิและยืใรถน้องสาวไปหาพ่อที่สุพรรณเหมือนทุกครั้ง ฉันรอจะไปช่วงสงกรานต์ไม่ไหว ไม่มั่นใจว่าพ่อจะอยู่กับเราสักเท่าไหร่ ฉันหาวันว่างได้ ฉันจะไป

พ่อตกใจที่เห็นฉันไปหา ถามว่ามาวิ่งหรือมาหาพ่อ

มาวิ่ง หมายความว่า เวลาฉันไปงานวิ่งที่ไหน ฉันต้องวางแผนแวะหาพ่อด้วย กินข้าวกับพ่อ คุยกันแบบเห็นหน้ากันก่อนโดยไม่นอนค้าง

แต่ครั้งนี้ ตั้งใจมาหา อยากกินข้าวด้วย ถ้าพ่ออยากไปไหนก็จะพาไป เวลาเจอกันไม่มากนัก นอกจากกินข้าวด้วยกันแล้ว เราทำได้แค่นี้

พ่อพักฟื้นแล้วดูดีขึ้น หน้าตาสดใส พ่อเข้าใจที่เราพูดหมด สามารถจำเรื่องราวได้มากเพียงแต่สื่อสารออกมาเป็นคำพูดยากสักหน่อย แต่สักพัก เราจะจับใจความได้เพราะคุยกันตรงหน้า ต่างกับการฟังเสียงจากโทรศัพท์ พ่อนึกคำได้แต่เปล่งเสียงไม่ได้ ยิ่งพูดยิ่งไปกันใหญ่ เขาจำต้องวางและพูดแต่เรื่องเบสิก กินข้าวหรือยัง อยู่ที่ไหน ร้อนไหม หนาวไหม ลูก ๆ เป็นยังไง อีกคนได้เรียนมหา'ลัยไหน สำหรับเรา การที่พ่อพูดอะไรก็ได้ ดีนักหนาแล้ว เราไม่เคยต้องการสาระหรือเนื้อหาในการพูดคุย คุยสัพเพเหระนี่แหละที่เรารู้ว่าพ่อคิดถึงลูกหลานทุกคน ชีวิตเขาตอนนี้ก็รอแต่เรา มีแต่เราด้วยซ้ำ ดีใจที่แม้พ่อสื่อสารไม่ดีนัก แต่ควาทรงจำพ่อมีแต่เรื่องดี ๆ ของพวกเรา ได้ยินดีกับลูกหลานคนนั้นคนนี้ พ่อห่วงหลานคนโต เห็นเขาบินอยู่เรื่อย กลัวเหนื่อย เราก็ว่า ทำงานก็ต้องเหนื่อย แต่เขาเหนื่อยแล้วมีความสุข เป็นชีวิตที่เขาเลือก คนเราได้ทำสิ่งที่ชอบก็ดีแล้ว ให้ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดและดูแลสุขภาพด้วย

เราคุยกันจนใกล้เที่ยง อากาศร้อนมาก แต่พ่ออยากออกบ้านไปกินข้าวนอกบ้าน อยากพาเราไปกินกุ้งอร่อย ๆ ที่ร้าน กุ้งเป็น
เราเป็นห่วงพ่อว่า อากาศร้อน พ่อจะหอบ ปกติเขาไม่ยอมเดินออกกำลังกายตอนเย็น ด้วยว่าหอบจนตัวโยน แต่พ่อยืนยันว่า อยากไป ไปได้ พ่อจะพกยาแก้ปวดไทลินอลและยาพ่นติดกระเป๋าเสมอ

พ่อชวนไปดู ดอกเหลืองปรีดิยาธรที่ด่านช้าง เราดีใจ จะได้เห็นความงามต้นฤดูร้อนนี้ด้วยกัน เราไปกันช้า ๆ ให้พ่อได้พูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรารู้ว่าเขาชอบนั่งรถกินลม แต่บางที เขาไม่สะดวกที่จะขอใครพามา ที่บ้านพ่อยังมีคุณยายซึ่งเป็นคุณแม่ของอาอีกคน ท่านอายุ 95 แล้ว การไปไหนมาไหน ค่อนข้างไม่สะดวก อาต้องดูแลคนสูงวัยและคนป่วยแทบจะตลอดเวลา น่าเห็นใจอามาก


เราพาพ่อไปกินข้าวก่อนเพราะต้องกินยาด้วย โชคดีที่มีโต๊ะว่างหนึ่งโต๊ะเป็นห้องแอร์ แม้ต้องจ่ายค่าแอร์เพิ่งก็ยินดี พ่อนั่งกินข้าวอากาศร้อนไม่ไหวแน่ ๆ ดีใจที่เขาค่อย ๆ เดินไปกับเรา ไกลสักหน่อย แต่เขาก็พยายาม

มื้อเที่ยงที่ร้านอาหารค่อนข้างเสียงดัง แต่พ่อสบาย ๆ พ่อเข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจว่า เวลาพักผ่อนของเขา การพูดคุยระหว่างมื้ออาหารกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานก็เป็นแบบนี้ เราคุยเรื่องของเรา เราก็ได้ยินเสียงความสุขของเรา

จากนี้ พ่อชวนเราไปวัดจันทรังษี ขอพรหลวงพ่อสด พ่อเล่าว่า พ่อนับถือและชอบพอกับหลวงพ่อสดดี ตอนพ่อสุขภาพดีจะมาวัดนี้บ่อย ฉันก็บอกพ่อว่า เคยรู้มาเหมือนกันว่า คนชอบมาขอพรหลวงพ่อให้สุขภาพดี พ่อขอแบบนั้นหรือเปล่า พ่อบอกว่า เปล่า พ่ออายุ 80 ปีแล้ว อยู่มาขนาดนี้ก็ดีแล้ว ตายได้ทุกวัน ไม่กลัวอะไร

กว่าจะพาพ่อเดินขึ้นบันไดเข้ามานมัสการในโบนถ์ก็ไม่ง่าย แต่เราไม่รีบ พ่อจึงนั่งพักจนรู้สึกว่าเดินต่อได้ จึงไปกับเรา โชคดีที่ฝนเพิ่งหยุดตกไป อากาศที่อ่างทองจึงเย็นขึ้นมานิดหน่อย พ่อดูสบายขึ้น แต่พอเข้าไปไหว้หลวงพ่อในวัด กลับรู้สึกเย็นใจ

พ่อชี้ภาพที่ผนังโบสถ์ ถามว่า ภาพใคร

ฉันไม่เคยเห็นหลวงพ่อสด แต่ภาพนี้เป็นหลวงพ่อสดอุ้มเด็กซึ่งหน้าคล้ายพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ฉันตอบไปอย่างที่คิด แต่พ่อว่า ดูใหม่ซิ ถึงกับอ๋อ ..ฉันเป็นคนไม่มีไหวพริบปฏิภาณ พูดอะไรก็โง่ออกมา การไม่ค่อยพูดอะไรก็ดีไปอย่าง ไม่มีโอกาแสดงความโง่ได้บ่อยครั้ง แต่การโง่สักห้าวิฯและรู้หลังจากนั้น ฉันว่าคุ้มกว่านะ


พ่อดูมีความสุข เขานั่งไหว้พระอยู่สักพักและบอกว่า ตอนที่หลานคนโตมาเยี่ยมนั่น พ่อไม่ได้พามาเพราะวันนั้นมาไม่ไหว เห็นมันบินบ่อย ๆ ก็อยากพามาไหว้พระที่นี่ คิดว่าเป็นความรู้สึกที่อยากพาหลานมาไหว้พระเสียมากกว่า

พ่อนั่งพักจนพอเดินได้ต่อ เราเลยขอไปไหว้พระที่วัดม่วงหน่อย มาคราวที่แล้ว ยังสร้างไม่เสร็จ แต่พ่อคงขึ้นไปข้างบนด้วยไม่ไหว บันไดหลายขั้นและสูงมาก เคยถามพ่อว่า อยากนั่งวีลแชร์บ้างหรือเปล่า ไปไหนมาไหนสะดวก เดินเท่าที่เราอยากเดิน เขาว่า ไม่เอา ไปไม่ได้ก็ไม่ไป

เราแวะซื้อไอศกรีม น้ำปั่นโยเกิร์ตและน้ำเปล่าให้พ่อ หลัง ๆ มา เขาชอบกินไอศกรีม อาซื้อไว้ให้พ่อทุกรสในตู้เย็น ดุพ่อกินอย่างมีความสุขก่อนให้พ่อรอในรถตอนเราไหว้พระที่วัดม่วง

ฉันชอบองค์พระที่วัดม่วง พระพักตร์สวยงามมาก เป็นพระพักตร์ศิลปะแบบสมัยสุโขทัยซึ่งเป็นพุทธสมัยที่มีพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดยุคหนึ่ง ฉันชอบรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่ศิระประภา พระเศียร วงพระพักตร์ รอยยิ้ม และสรีระที่อ่อนช้อยงดงาม บ่งถึงความอุดมสมบูรณ์ของยุคสมัยรวมไปถึงด้านพุทธศิลป์ด้วย

ฉันไม่ทราบมาก่อนว่า มีการกราบไว้หรือสักการะด้วยการสัมผัสปลายนิ้วของพระองค์ใหญ่เพื่อขอพลัง แต่ฉันก็เข้าคิวทำแบบนั้นเช่นกัน ฉันอยากสัมผัสบ้างแต่ไม่ได้ขออะไร คิดอะไรไม่ค่อยออกว่าต้องขออะไร

อยากจะไปวัดพุทธไสยาสน์อีกครั้ง แต่ดูแล้ว เป็นห่วงพ่อ อากาศร้อนเกินไป เรายังแข็งแรง แดดแค่นี้เราเจอมามากแล้ว เราไมาสะทกสะท้านสักเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวพ่อป่วยจะยุ่ง อากาศไม่น่าไว้ใจสำหรับคนป่วย

พ่อนั่งรออย่างมีความสุข ถามพ่ออยากกินอะไรหรือเปล่า เขาว่าอยากกินอะไรสักอย่างและชี้ไป ฉันยอมรับว่าฟังพ่อพูดไม่รู้เรื่อง แต่วิ่งไปซื้อฝักบัวมาให้ พ่อหัวเราะ บอกไม่ใช่ กว่าจะจับใจความได้ว่า อยากกินมะขามเทศ อยากกินสักฝักสองฝักเท่านั้น ฉันได้แต่หัวเราะ มะขามเทศหน้าวัดม่วง ขายถุงละ 60 บาท ไม่น่าเชื่อว่า ของกินเล่นสมัยเด็กจะมีราคาแพง เป็นผลไม้ข้างทางที่เราไม่เคยซื้อกินเลย ตอนเราเป้นเด็ก เราจะหาไม้ยาว ๆ และผ่าปลายเพื่อให้ปากมันอ้า ยื่นไปตีบฝักที่เราอยากกินและบิดมันลงมา ไม่เคยจะได้กินตอนมันฝักสีแดงอวบ ๆ หรอก เพราะรอก้ไม่ทันกิน กินแต่ฝักเขียว ๆ ถึงกระนั้นก็เถอะ มันคือของอร่อยมากของเด็กบ้านนอกที่ไม่ควรพลาด ถามสามี เขาก็บอกว่า เขาจะเอามาคลุกกับพลิกเกลือกิน ได้รสชาติมัน ๆ เผ็ด ๆ อร่อยดี เราเป็นเด็กบ้านนอกเหมือนกันนี่นา

ก่อนขับรถกลับบ้าน แวะซื้อข้าวหลามหน้าวัดม่วงอีก พ่ออยากกิน ฉันยิ้มในใจ พ่ออยากกินจริงหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่พ่อกินอะไรก็อร่อยมากกว่า เมื่อเที่ยงนี้ พ่อกินอาหารไม่น้อยเลย คุยนั่นนี่ให้ฟังสารพัด เราเป็นผู้ฟังที่ดี ค่อย ๆ ตะล่อมคำและเรื่องราวเหล่านั้น พยายามคิดว่าพ่ออยากเล่าอะไร เขาอยากคุยแบบที่เคยโทรฯหาเราประจำ ติดที่สื่อสารออกมาอย่างใจไม่ได้เท่านั้น ทำให้เขาเหงา

ก่อนนี้เคยเล่นไลน์ คลิกดูนั่นนี่บนไอแพด หลัง ๆ มา เขาใช้ไม่ได้ เขางงไปหมด เหตุการณ์พลิกผันจากวันนั้น ได้พ่อกลับมาเท่านี้ก็นับว่าบุญมากแล้ว พ่อรู้ตัวเสมอว่า เขาเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เพราะครั้งนั้นก็เหมือนหลุดไปเหมือนกัน พูดไม่ได้แต่เข้าใจได้ รับรู้และห่วงใยลูกหลานเหมือนเดิม ฉันได้แต่บอกพ่อว่า เรื่องพวกเราไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทุกคนเอาตัวรอดได้สบาย ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะความห่วงใยใครเลย พ่อคิดถึงใครก็ให้พ่อมีความสุข พวกเราสบายดีทุกคน ขอให้พ่อมีความสุขทุกวันก็พอ


เราพาพ่อกลับบ้าน มาคุยกันที่บ้าน กินข้าวเย็นบ้านพ่อดีกว่า พ่อออกบ้านนานแล้วเดี๋ยวไม่สบายเปล่า ๆ

ถึงบ้าน เขาก็ล้มตัวนอนหลับไปเลย

ยามปกติดี เรามักจะคุยเรื่องคนอื่น สนใจเรื่องรอบตัว การบ้านการเมืองที่ทำให้เราไม่ลงรอยกัน งอนกัน เพราะเรื่องคนอื่นทั้งนั้น เราไม่เคยฟังเสียงที่แท้จริงของกันและกันเลย

พ่ออยากคุยเรื่องของเรา คุยเรื่องปัจจุบันให้มีความสุข คนเราก็แค่นี้แหละ อยู่กับแต่ละวันให้ดี

มาหาพ่อครั้งนี้แล้วรู้สึกดี ได้แต่ขอพรพระให้พ่อมีความสุขแบบนี้ทุกวัน




ขอให้ทุกท่านมีความสุขนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
19 มีนาคม 2560












Create Date : 20 มีนาคม 2560
Last Update : 20 มีนาคม 2560 11:10:46 น.
Counter : 603 Pageviews.

3 comment
--- There's a Boy in the Girl's Bathroom ---















บันทึกการอ่าน
บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน
There's a Boy in the Girl's Bathroom
::
“บรัดเล่ย์ ชอล์กเกอร์ส นั่งประจำอยู่หลังห้อง--ที่โต๊ะตัวสุดท้าย แถวสุดท้าย ไม่มีใครนั่งติดกับเขา ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือข้าง ๆ ดูแล้วเหมือนกับว่าเขาโดดเดี่ยวอยู่อย่างนั้นแหละ

ถ้าเลือกได้ เขาอยากจะนั่งอยู่ในตู้เก็บของ แล้วเขาก็จะปิดประตู จะได้ไม่ต้องฟังครูเอ๊บเบลสอน เขาว่าครูเอ๊บเบลคงไม่สนใจหรอก ครูอาจจะชอบเสียด้วยซ้ำ รวมทั้งคนอื่น ๆ ในห้องด้วย ทุกคนคงรู้สึกโล่งอกมากขึ้นถ้าเขาเข้าไปนั่งในตู้เก็บของ แต่โชคไม่ดีที่เขาไม่สามารถเอาโต๊ะใส่เข้าไปในตู้ได้...”
ฉั น หั ว เ ร า ะ ก๊ า ก กับบทเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้เพราะเคยเป็นเด็กหลังห้องมาก่อนหรือเปล่านะ แต่ส่วนใหญ่แล้ว เด็กหลังห้องนั้นมักจะเป็นบริเวณสุญญากาศที่ครูมองไม่เห็นเสมอเช่นในกรณีของเด็กน้อยบรัดเล่ย์คนนี้ แต่นั่นก็เพียงเริ่มต้น...
และ

“...ถ้าไม่เชื่อก็โทรไปถาม...ดูก็ได้”

คำโกหกที่เป็นไม้ตาย อ้างอิงชื่อผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ไปทั่ว
เขาพอใจที่จะทำให้คนอื่นไม่ต้องมาวุ่นวายกับเขามากนัก
และรักที่จะทำตัวเอง ให้เป็นเด็กเกเรอยู่เสมอ
เขาคิดว่าเขามีดีกว่าคนอื่นเสียด้วย

ฉันชอบวรรณกรรมเยาวชนเล่มนี้อีกเล่มนะ อดคิดไม่ได้เลยว่า หนังสือสำหรับเยาวชนนั้นน่าจะเป็นหนังสือที่เขียนให้ผู้ใหญ่ได้อ่านมากกว่า แต่ก็นั่นแหละ เด็ก ๆ อ่านก็จะรับสารตรงไปตรงมาและสนุกสนานกับตัวละครได้

ฉันหลงรักเด็กน้อยบรัดเล่ย์แบบไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ค่อยชอบเด็กดื้อ ๆ ซน ๆ แต่เจ้าหนูบรัดเล่ย์นี่มีอะไรน่าสนใจ เขาสร้างจินตนาการได้บรรเจิดสดใส ช่างคิด ช่างฝันมาก และก็อดนึกถึงครูผู้ดูแลเด็กซน ๆ แบบบรัดเล่ย์ด้วยซึ่งจะมีทางออกกับเด็กอย่างเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คิดแบบร้ายสุด ๆ นั่นคือ ตัดหางปล่อยวัด ทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขาเพราะไม่ใช่เด็กนักเรียนในฝันของครูหลาย ๆ คน ไหนจะสร้างปัญหา ไม่สนใจสิ่งที่ครูสอน ชอบรังแกเพื่อน ไม่ชอบคบหาหรือสุงสิงกับใคร แล้วครูแบบไหนกันนะที่จะมารับมือกับเด็กอย่างบรัดเล่ย์ได้ เป็นภาระหนักของครูที่ต้องทำมากกว่าหน้าที่ครู และในเรื่องนี้ ครูคาล่าร์น่ารักมากและเธอมองเห็นสิ่งพิเศษในตัวของเด็ก สิ่งที่ดีของครูคือเปิดใจรับและพยายามค้นหาด้านลึก มองเห็นศักยภาพในเชิงลึกของเด็กด้วยความเข้าใจและดึงมันออกมา เด็กบางคนยากจะเข้าถึงทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เขาเปิดประตูรอเราอยู่ตลอดเวลา

ฉันเองก็ลุ้นอยู่ตลอดเวลาเช่นกันว่า บรัดเล่ย์ต้องทำได้ ดูเหมือนบรัดเล่ย์จะไม่มีเพื่อนหรือไม่ชอบคบใครแต่เขายังมีตุ๊กตาที่สะสมเป็นสัตว์เล็ก ๆ ที่เขาสร้างบทสนทนาได้อย่างน่ารักและอ่อนโยน ซึ่งเด็กแบบนี้ต้องมีอะไรดี ๆ ซ่อนอยู่แน่ ๆ เพียงแต่เขายังสนุกอยู่ในโลกจินตนาการ รอเวลาเพื่อเชื่อมต่อกับโลกจริงได้อย่างมีความสุข

ขอบคุณครูคาร์ล่าที่น่ารักที่เห็นคุณค่าและความดีงามของคน

และหน้าสุดท้ายที่หลุยส์ ซัคเกอร์ นักเขียนอเมริกันคนนี้บอกว่า ตัวละครส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากเด็ก ๆ แห่งโรงเรียนประถมศึกษาฮิลล์ไซด์นั่นเองและครูคาล่าร์ก็มีต้นแบบในชีวิตจริงอีกด้วย

อ่านแล้วนอกจากได้ความสนุกสนานกับตัวละครและหัวใจซื่อ ๆ ของเด็ก ๆ และมากกว่านั้น เราอาจจะมีสายตาใหม่ในการมองเด็กซน ๆ คนหนึ่งก็เป็นได้ค่ะ
::
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย

















Create Date : 17 มีนาคม 2560
Last Update : 17 มีนาคม 2560 9:44:02 น.
Counter : 466 Pageviews.

5 comment
--- อ่ า น ---











นั่งคิดเล่น ๆ ว่า เราจะรู้จักนักเขียนแต่ละคนได้อย่างไรถ้าปราศจากจากการอ่าน และเราอาจไม่จำเป็นต้องรู้จักนักเขียนเลยก็ได้ เราก็ยังสามารถรักการอ่านได้เหมือนเดิม เราพอใจที่ได้ติดตามผลงานที่เขารังสรรค์มันขึ้นมาเท่านั้น

ฉันรู้จักนักเขียนจากผลงานที่ตนเองประทับใจเป็นอันดับแรก อ่านแล้วอยากติดตามผลงานเรื่องอื่นที่เขาเขียนมาอ่านอีก เช่น ฉันรู้จักชื่อคุณอุรุดา โควินท์เพราะชอบเรื่อง เสียดายมือ / รู้จักคุณคามิน คามินเพราะอ่านหนังสือเรื่อง ไปเป็นเจ้าชายในแคว้นศัตรู / รู้จักคุณขจรฤทธิ์ รักษาเพราะอ่านเรื่อง เวียดนามตามลำพัง / รู้จักคุณสร้อยแก้ว คำมาลาจากหนังสือเรื่องเพราะคิดถึง ฯลฯ ฉันดีใจที่มีโอกาสได้อ่านผลงานของนักเขียนที่ฉันชอบมากขึ้น รู้สึกสนิทสนมกับตัวหนังสือของเขามากขึ้น เห็นมุมมองหลาย ๆ ด้านผ่านตัวหนังสือของเขา

หลังจากอ่าน 'จดหมายถึงกนกพงศ์' ซึ่งเขียนโดยคุณขจรฤทธิ์นั้น ฉันตั้งใจว่าจะกลับไปอ่านจดหมายถึงเพื่อนและจดหมายถึงนักเขียนหนุ่มอีกสักรอบ แต่ก็ยังไม่ได้อ่าน...

สำหรับนักเขียนชื่อกนกพงศ์ สงสมพันธุ์นั้น ฉันรู้จักชื่อนี้ครั้งแรกจากเรื่องสั้นเรื่อง โลกใบเล็กของซัลมาน ใน สะพานขาด จากนั้นก็ค่อย ๆ หาหนังสือเล่มอื่นของเขามาอ่าน แต่สองสามวันมานี้กลับไปหยิบหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด นิทานประเทศ ของคุณกนกพงศ์มาอ่านอีกครั้งในรอบหลายปี อ่านครั้งนี้ก็ชอบมากเหมือนเดิมโดยเฉพาะเรื่อง คนขายโรตีจากศรีลังกา / หมูขี้พร้า / เพื่อนบ้าน / สมชายชาญ / เสียงนาฬิกา / น้ำตกและกลางป่าลึก

แต่ละเรื่องมีรายละเอียดของแต่ละชีวิต เน้นให้เห็นภาพชัดทั้งเรื่องราวของผู้คนในชนบท ความคิดความอ่าน ความทะเยอทะยาน ความหลงผิด บางคนอยากหันหลังทิ้งรากเหง้าของตัวเองไปยังโลกใบใหม่ที่ไม่รู้จัก ทั้งที่แปลกแยกต่อโลกใบใหม่แต่มันคือความหวังที่นำมาซึ่งความเศร้าสะเทือนใจไม่รู้จบ แต่ละเรื่องที่อ่านนั้น ไม่จำเป็นต้องคาดเดาว่าเรื่องราวจะจบอย่างไร แต่ความเป็นไประหว่างบรรทัดอัดแน่นไปด้วยความขัดแย้งในใจ ปมปัญหาที่ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่เหมือนยิ่งถูกบีบรัดจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ซึ่งวนเวียนอยู่ในโศกนาฏกรรมไม่สิ้นสุด

การอ่านวรรณกรรมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเราทั้งชีวิตนั้นก็จริงอยู่ แต่มันนำความอัศจรรย์ใจมาสู่ชีวิตเราด้วยความนึกคิด อารมณ์ น้ำเสียง ความรู้สึกเฉพาะในเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่ถูกบอกเล่าผ่านความงามและความจริงที่มีอยู่บนโลก อย่างน้อยก็ลดช่องว่างความรู้สึกนึกคิดสุดโต่งด้วยการเรียนรู้เรื่องราวใกล้ตัว รอบตัวและทำความเข้าใจผู้อื่นบ้าง


บั น ทึ ก ก า ร ' อ่ า น '
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
9 มีนาคม 2560












Create Date : 09 มีนาคม 2560
Last Update : 9 มีนาคม 2560 16:07:05 น.
Counter : 538 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



  •  Bloggang.com