It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

มธุรดา yuri บทที่ ๙/๒

บทที่ ๙/๒

รัญชน์ออกมาเดินตลาดกับนิลยาสองคนบุษบงกตให้เหตุผลว่าอยากพักผ่อนเอาแรง พรุ่งนี้เธอจะต้องเดินทางไปรอที่ตีนเขาเพื่อขึ้นเวียงฟ้าแต่เช้ามืด

รัญชน์คิดว่าเธอจะต้องซื้อเสบียงเตรียมเอาไว้บ้างระหว่างเดินทางขึ้นเขาเกือบๆ ยี่สิบกิโลอาจเกิดอาการหิว

“ช็อกโกแลตเลยพี่รัน เวลาหิวมากๆ ช่วยได้น้า” นิลยาออกความเห็น

“รู้แล้วน่าไม่ต้องพูดมาก”

“นี่ๆ พี่รัน ลูกอมหวานหอมชื่นใจ” นิลยาเสนออีก

“เออน่า” ถึงจะรู้สึกรำคาญแต่สิ่งที่นิลยาเสนอมานั้นเข้าท่า

“นี่ๆ พี่ ชะเอม อมแล้วไม่หิวน้ำ” นิลยาชี้ไปที่ลิ้นชักหนึ่งในร้านขายของซึ่งมียาสมุนไพรจัดวางอยู่ในลิ้นชักเรียงเป็นชั้นๆ ราวกับตู้ ปณ. ในไปรษณีย์

“ชะเอมนี่นะ”

“ช่ายแล้ว ชะเอม อมแล้วชื่นใจ น้ำลายไม่เหนียวแต่อย่าอมเยอะนะ นิดๆ หน่อยๆ พอ ไม่งั้นจู๊ดๆ ด้วย แล้วจะหาว่าคนสวยไม่เตือน”

คนพูดทำท่าสูดเอาอากาศเข้าปอดลึกๆราวกับได้กลิ่นของชะเอมในลิ้นชักนั้น แต่เมื่อบอกว่ากินมาแล้วจะท้องเสียทำท่าปวดท้องเสียจนรัญชน์คิดว่านิลยาปวดท้องเข้าห้องน้ำจริงๆ

“อมแล้วท้องเสียด้วยเหรอ”

“น้อยๆ ไม่มีปัญหา ทำให้เรารู้สึกดี เวลาเหนื่อยๆช่วยได้ แต่ถ้ามากไป มันเป็นยาระบาย... คนธาตุอ่อนๆ ขี้แตกขี้แตนมานักต่อนัก”

นิลยายกนิ้วของเธอขึ้นลง และจีบปากจีบคอพูด ราวกับเธอกำลังสอนรัญชน์เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร

“ยี้...แล้วจะหาเรื่องอมไปทำไม ซื้อพวกยาแก้ไอเม็ดๆมาอมแทนไม่ดีกว่าหรือไง” รัญชน์ไม่อยากจะนึกหากเธอกำลังเดินขึ้นเวียงฟ้า แล้วอยู่ๆ ปวดท้องขึ้นมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวจะหาห้องน้ำได้ที่ไหน

ครั้นจะไปทุ่ง บนเขาสูงๆ อย่างนั้นจะหาทุ่งตรงไหน คิดแล้วสยองขน

“ก็ด้าย... เอาแบบนั้นก็ด้าย.... เอานี่อีกดีกว่าครีมทากันแดด นี่ด้วยผ้าอนามัย” คนพูด คงพูดไปเรื่อยเปื่อยทั้งๆ ที่ชั้นวางของตรงหน้าไม่มีสินค้าที่พูดถึงสักอย่าง

“ไอ้ครีมกันแดดพอทน แต่ไอ้ผ้าอนามัยเอาไปทำไมปีนเขานะไม่ได้ไปทำอะไร”

“อ้าวๆ ว่าได้เหรอ สูงๆอย่างนั้นอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน มีประจำเดือนไปว่าไง”

“บ้า ใครจะเชื่อ”

“ตามใจไม่เชื่อก็ตามใจ ไปดีกว่า”อยู่ๆ นิลยาหายไปจากสายตาของรัญชน์ และมาโผล่อยู่ตรงหน้าโดยที่รัญชน์ไม่ทันตั้งตัว

“นี่แม่นินจา ผลุบโผล่ไปมา ตกใจหมดรู้ไหมจะเอาอะไรว่ามา” รัญชน์ไม่ได้แค่พูดเท่านั้นเธอรู้สึกตกใจจริงๆ ที่อยู่ๆ นิลยาปรากฏร่างให้เห็น

“บอกว่าชื่อนิลยา นินจง นินจาที่ไหนยังไม่ชินอีกหรือไง อยู่ด้วยกันมาเกือบจะอาทิตย์แล้วนะ”

“ต่อให้อยู่กันเป็นปีๆ ถ้าเธอยังผลุบๆ โผล่ๆมาแบบไม่ให้รู้ตัวก่อน ฉันก็ตกใจเหมือนเดิมนั่นแหละ”

“โถๆ โธ่ถัง กาละมังระเบิด ขวัญอ่อนจริงนะคนเก่ง จะบอกว่าเจอผู้หญิงคนนั้นในร้านนี้เดี๋ยวก็ม่ายบอกร็อกว่าอยู่ตรงหนาย...”

“ผู้หญิงคนไหน”

“คนที่พี่รันวิ่งตามไปเมื่อวันก่อนไงเล่า”

“เฮ้ย...จริงดิ ไหนๆ”

รัญชน์มองไปรอบๆ ที่เธอยืนอยู่ แต่ก็ไม่เห็นคนที่นิลยาพูดถึง

“ตรงชั้นวางหนังสือทางโน้น”

นิลยาบุ้ยปากไปด้านหลังร้านที่มีชั้นวางหนังสือสูงตั้งอยู่

รัญชน์ไม่รอช้า รีบเดินไปหลังร้านทันทีเธอได้พบกับหวานที่กำลังยืนเลือกหนังสือ

“หวาน”รัญชน์เรียกชื่อนั้นด้วยความยินดี อย่างน้อยๆ เธอได้พบคนรู้จักในเมืองที่เธอไม่คุ้นเคย

“อ้าว...คุณวิ่ง ไปไงมาไงถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

เสียงหัวเราะดังขึ้นในสมองของรัญชน์ มีเสียงพูดออกมาว่า

“คุณวิ่ง อิอิ ชื่อตลกชะมัดเลยคนเรา” นิลยายังคงไม่หยุดหัวเราะ

ทำให้รัญชน์รู้สึกอาย “เดี๋ยวเถอะ หยุดไปเลยผู้ใหญ่จะคุยธุระกัน”

“ฉันมาธุระน่ะ” รัญชน์ตอบไปอย่างนั้น

“คุณพักที่ไหนคะ”

“พักโรงแรมใกล้ๆ นี่แหละ แล้วหวานล่ะพักแถวไหน”

“แถวๆ นี่แหละค่ะ มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะได้ไปเที่ยวที่ไหนบ้างหรือยัง”

“มาได้สองวันแล้วค่ะ ยังไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลยพรุ่งนี้จะเดินทางต่อ คงไปไหนได้ไม่ไกลหรอกค่ะ”

“เหรอคะ บังเอิญดีจังที่ได้พบคุณ”

“ทฤษฎีโลกกลมยังใช้ได้ดี” รัญชน์บอกอย่างนั้นทั้งๆ ที่เธอตั้งใจจะหาหวานให้พบก่อนที่จะเดินทางขึ้นเวียงฟ้าหากแต่ต้องรักษามารยาทเอาไว้บ้าง

“จะอยู่โมระอีกนานไหมคะ”

“แล้วแต่แม่ค่ะ ถ้าท่านอยู่นานคงอยู่เป็นเพื่อนท่านแล้วคุณล่ะ”

“คงอีกนานค่ะแต่ถ้าเสร็จธุระเร็วคงกลับไปดูงานที่คุ้มต่อ เออ...จริงด้วยคุณมาที่นี่แล้วใครดูแลงานที่คุ้มล่ะคะ”

“พัณณินเพื่อนฉันค่ะ เราเป็นคู่หูกันทำงานด้วยกันบ่อยๆ รับรองว่าพัณณินทำงานไม่แตกต่างจากฉัน”

“โล่งอกไปที”

“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อคุ้มหรอกค่ะ ฉันรับประกัน คุณมาทำอะไรที่นี่คะ”

“มาซื้อของค่ะ หาหนังสือไปอ่านเล่นๆ แก้เซ็ง”

“คุณหวานชอบอ่านหนังสือหรือคะ”

“ค่ะ หวานชอบอ่านทุกแนวแต่ที่ชอบที่สุดเรื่องจิตวิทยาคะ”

“จริงสิคะ คุณหวานไม่ต้องเรียนหนังสือหรือคะ”

“ปิดเทอมค่ะ ยังไม่เปิด ถ้าเปิดเทอมหวานต้องกลับไปเรียน”

“อยู่โรงเรียนประจำ”

“ทำนองนั้นค่ะแต่ระดับปริญญาต้องเรียกว่าอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยจะดีกว่า”

“อ๋อ...ลืมไป”

“คุณมาทำอะไรล่ะคะ”

“ซื้อของเหมือนกันค่ะ พรุ่งนี้จะเดินทางหาเสบียงซื้อเก็บเอาไว้บ้าง”

“ไปไหนคะ”

“ขึ้นเขาค่ะ”

“งั้นคงต้องซื้อเสื้อกันหนาวกับเสื้อกันฝนไปด้วยแล้วค่ะ พรุ่งนี้มีพยากรณ์อากาศว่าฝนจะตกแต่บนเขาอาจมีหิมะก็ได้”

“อ้าว...เหรอคะ แล้วเสื้อพวกนั้นซื้อที่ไหนคะ”

“ถัดจากร้านนี้ไปอีกสองซอยค่ะไม่เป็นไรเดี๋ยวหวานไปส่งคุณซื้อก็ได้”

“ดีเลย ไม่มีเพื่อนคุยมาหลายวันแล้ว”

“โกหก ตกนรกนะเออ” เสียงเล็กๆในสมองของรัญชน์บอกอย่างนั้น

“ไม่ได้โกหกสักหน่อย ไม่มีเพื่อนคุยจริงๆที่คุยอยู่เนี่ย ไม่ใช่คน”

รัญชน์ใช้การพูดคุยแบบที่ไม่ต้องเปิดปากพูด อย่างที่นิลยาเคยสอน

“จำไว้เลย คนหนอคน เจอสาวๆ สวยๆ ทิ้งเด็กชิ...”

รัญชน์ไม่ต่อปากต่อคำกับนิลยาอีกเธอเดินไปจ่ายเงินและรีบตามหวานไปหาซื้อเสื้อผ้ายังร้านถัดไป




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:10:01 น.
Counter : 199 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๙/๑

บทที่ ๙/๑

บุษบงกตบอกกำหนดการของเธอว่าวันนี้จะทำอะไรบ้างให้รัญชน์ได้รับรู้

“เราไม่ไปเวียงฟ้าก่อนหรือคะ” รัญชน์แปลกใจที่แม่ของเธอไม่มีกำหนดการไปเวียงฟ้าในวันนี้ทั้งๆ ที่แม่เร่งเธอให้รีบมาโมระ พอมาถึงแม่กลับไม่ขึ้นเวียงฟ้าเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากสำหรับรัญชน์

“เราไปตอนนี้ยังไม่ได้ เวียงฟ้ายังไม่เปิด”

“หมายความว่าไงคะแม่ ที่เวียงฟ้ายังไม่เปิดไม่ใช่ว่าเราไปถึงก็ขึ้นไปได้เลยหรือคะ”

“ยังลูก เวียงฟ้ามีกำหนดเปิดเหมือนๆกับเราเดินทางไปเขาคิชฌกูฏนั่นแหละ”

“อ๋อๆ พอเข้าใจค่ะ ฝนตกๆ แบบนี้ทางคงลื่น” รัญชน์พยักหน้ารับรู้และเข้าใจในสิ่งที่แม่บอก

เธอเคยคิดจะไปเขาคิชฌกูฏในฤดูฝน แต่ไม่สามารถขึ้นไปบนนั้นได้ทางวัดไม่เปิดให้คนทั่วไปขึ้น เนื่องจากคำนึงถึงอันตรายของผู้เดินทางจะมีแต่พระและคนของวัดเท่านั้นที่จะเดินทางขึ้นลง เขาได้

“ลื่นและชันมาก รันไม่ต้องไปกับแม่ก็ได้นะรันไม่เคยขึ้นไปบนนั้นไปส่งแม่เสร็จแล้ว รอแม่อยู่ที่ด้านล่างก็ได้”

“แม่จะขึ้นไปคนเดียวได้หรือคะ ทางมันไกลแค่ไหนกัน”

“ขึ้นเขาราวๆ ยี่สิบกิโล”

“อ้าวขับรถขึ้นไปเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้วนี่คะแม่”รัญชน์แปลกใจอีกครั้ง ในเมื่อระยะทางเพียงแค่ยี่สิบกิโลเมตรเหตุใดแม่ของเธอถึงไม่ให้เธอขึ้นไป หากมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อสักคันสามารถขับขึ้นไปได้อย่างสบายๆ

ถึงทางจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้

“ไม่มีถนนสำหรับรถ เราต้องเดินขึ้นไป”

“หา...เดินขึ้นเขายี่สิบกิโลนี่นะแม่ ตายๆ ขอตายก่อน”เมื่อได้ยินคำตอบของแม่ เธอแทบจะเป็นลม

“แม่ถึงได้บอกว่า รันไม่ต้องไปกับแม่ก็ได้”

“แล้วแม่จะขึ้นไปยังไง มีคนหามหรือว่ามีลูกหาบขึ้นไปหรือเปล่า”

รัญชน์คิดถึงการเดินขึ้นเขาบางแห่งที่มีคนหามเสลี่ยงแบกคนที่จะขึ้นไปแต่เดินไม่ไหวถ้ามีแบบนั้นก็คงจะดีสำหรับแม่ของเธอ ที่อายุมากแล้ว

“ไม่มีหรอก เวียงฟ้าไม่มีลูกหาบ เวียงฟ้าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทุกคนที่จะขึ้นไปต้องได้รับอนุญาตจากนักบวชเวียงฟ้า จึงจะขึ้นไปบนนั้นได้ อีกอย่างการขึ้นเวียงฟ้าด้วยการเดิน หรือเดินไปพร้อมๆ กับการสวดมนต์ คนในโมระถือว่าได้บุญสูงสุดจึงไม่มีใครยอมแบกใครขึ้นไปบนนั้น”บุษบงกตอธิบายให้ได้รับรู้

“ตายแล้วแม่... ถ้าเป็นลมเป็นแล้งไปจะว่าไง”

“แม่เคยขึ้น ไม่ต้องห่วง”

“ไอ้เคยก็เคยค่ะแม่ แต่สมัยนั้น แม่ยังสาวตอนนี้แม่อายุหกสิบแปดแล้วนะ ไม่ใช่สาวๆ เหมือนเมื่อก่อน”รัญชน์บ่นเพราะความเป็นห่วงแม่ของเธอ

“เอาเถอะ ถ้ารันอยากจะตามแม่ไปก็ได้แต่ห้ามบ่นถ้าต้องเดินไกลๆ เข้าใจไหม”

“เข้าใจค่ะแม่”รัญชน์รู้สึกดีขึ้นเมื่อแม่ยอมทำตามที่เธอบอก หากแม่เป็นอะไรขณะเดินขึ้นเขาอย่างน้อยๆ ยังมีเธอคอยดูแลแม่ได้ตลอดการเดินทาง

คุ้มเจ้าหลวงโมระกำลังจัดสัมภาระเพื่อเตรียมการอะไรบางอย่าง

เจ้าหลวงถิรเป็นคนคุมการจัดสิ่งของเหล่านั้นด้วยตนเองเครื่องบรรณาการต่างๆ ที่วางเอาไว้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งของที่มีค่าทั้งสิ้น ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง อัญมณี เครื่องหอมต่างๆ ถูกจัดวางเอาไว้เป็นหมวดหมู่

“เจ้าพ่อมีกำหนดขึ้นเวียงฟ้าเมื่อไหร่เจ้าคะ”

“อีกสองวัน คงได้เวลาขึ้นเวียงฟ้าพ่อจะเดินทางล่วงหน้าไปรอที่ทางขึ้นก่อน หญิงจะตามไปหรือเปล่า”

“ไปเจ้าค่ะ หญิงไม่ได้ขึ้นเวียงฟ้ามานานแล้วเหมือนกัน”

“ดีมากลูกพ่อ ต่อไปหญิงต้องทำทุกอย่างแทนพ่อเข้าใจไหมลูก”

เจ้าหลวงถิรเดินไปตบบ่าของมธุรดาเบาๆ

“แล้วชายน้อยล่ะเจ้าคะ จะต้องไปด้วยกันหรือเปล่า”

“ไปสิ แม่ของเจ้าจะไปด้วย เราไปกันหมดนี่แหละ” เจ้าหลวงบอก

“หญิงขอตัวไปเตรียมของก่อนนะเจ้าคะท่านพ่อพรุ่งนี้เดินทางจะได้ไม่ฉุกละหุกเกินไป”

“อย่าลืมของโปรดขององค์เทพีนีรนะหญิงถ้าลืมท่านเคืองพวกเราแน่ๆ”

“เจ้าค่ะท่านพ่อ หญิงไม่ลืมแน่นอน” มธุรดารับคำ เธอปลีกตัวออกมา เพื่อไปตลาดหาซื้อของที่องค์เทพีนีรชอบและหาซื้อของบางอย่างให้กับนักบวชหญิงอาวุโสอีกสองท่าน

ถิรยืนมองเครื่องบรรณาการ หรือที่คนโมระเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่าจิ้มก้องคำๆ นี้เป็นภาษาจีน ที่ถูกใช้แทนคำว่าส่งส่วย เพราะฟังดูแล้วไม่เหมาะไม่ควร

เวียงฟ้าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หากบอกว่าเอาส่วยไปให้ ดูจะกระไรอยู่เวียงฟ้าไม่เคยเอารัดเอาเปรียบโมระ ตั้งแต่เขาเป็นเจ้าหลวงเวียงฟ้าไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเขา เขารู้ว่าเวียงฟ้ามีค่าใช้จ่ายสูง และสูงมากเวียงฟ้าส่งคนไปเรียนวิชาแขนงต่างๆ นอกโมระ และกลับมาทำงานในโมระในฐานะนักบวช

เงินส่วนใหญ่ที่เวียงฟ้าใช้ มาจากกิจการของเวียงฟ้าที่ส่งคนออกไปทุกประเทศ หรือบางทีมาจากเงินบริจาคที่ได้มาจากเหล่าอดีตเด็กน้อยที่เคยอยู่บนเวียงฟ้าเมื่อแต่งงานออกไปมักจะส่งเงินกลับมาให้เวียงฟ้าได้ใช้จ่ายในการส่งเด็กรุ่นหลังๆให้ได้เล่าเรียนดังที่ตนเคยได้รับ

จิ้มก้องเหล่านี้ ถึงจะไม่มีราคามากมายแต่เขาซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เวียงฟ้าเคยช่วยเหลือจึงอยากทดแทนบุญคุณที่เวียงฟ้าดีกับเขา วรัญชลีเคยบอกกับเขาเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า

“เวียงฟ้าคือสิ่งสูงสุดในชีวิตของเราโมระจะเป็นตายร้ายดี ขึ้นอยู่กับเวียงฟ้าเท่านั้นชโวทัยไม่มีทางหลีกหนีกรรมที่ตัวเองก่อขึ้นได้หรอก สักวันเวียง-ฟ้าจะจัดการกับมันเองจำไว้นะอ้น ถ้าเราไม่อยู่ บอกเมจกาด้วยว่าต้องช่วยเหลือ

เวียงฟ้าให้สุดกำลัง”

“ครับนาย”ถิรจำได้ว่าเขารับคำเป็นมั่นเหมาะ เขาทำตามที่ได้รับปากกับวรัญชลีเอาไว้โดยไม่เคยบิดพลิ้วเลยสักครั้ง




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:07:53 น.
Counter : 177 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๘/๒

 บทที่ ๘/๒

“ทำเป็นไม่เคยไปได้ เอาสมอลทอร์คเสียบหูเอาไว้สิ เขาคิดว่าพี่รันพูดกับโทรศัพท์เองนั่นแหละ”

“เออ...เนอะ ทำไมลืมไปได้ เข้าใจคิดนะเรา”

“ถ้าไม่อยากเสียบหู เอางี้ก็ได้ พี่พูดกับนิลยาในใจสิเอาปะ”

“ได้ด้วยเหรอ”

“ได้ดิโด่ ของกล้วยๆ”

“เทสๆ”รัญชน์ลองทดสอบพูดกับนิลยาในใจ

“โอ๊ย... เทสอะไรดังนักหนา หูจะแตกแล้ว”

นิลยายกมือขึ้นปิดหูของเธอ เมื่อได้ยินเสียงในใจของรัญชน์

“โทษๆ มันไม่เคยนี่นา ลองใหม่นะ”

“เทสๆ”รัญชน์พลอยเป็นไปกับนิลยาด้วย

เธอเดินเข้าร้านขายของที่เดาว่าน่าจะมีไวน์แดงให้เธอหาซื้อได้เมื่อเห็นว่ามีวางขายเธอจึงเดินเข้าไปเลือก

“ยี่ห้อนี้เลยพี่ อร่อยอย่าให้เซด” นิลยาชี้ให้รัญชน์ดูไวน์ยี่ห้อหนึ่งที่วางอยู่บนชั้นวางขาย

“เคยกินหรือไง ถึงได้รู้”

“ต้องเคยดิ เวลามีงานเลี้ยง ได้กินออกบ่อย”

“งานเลี้ยงที่ไหน”

“แถวๆ ศาลเจ้า ในเมือง”

“ศาลเจ้าที่ไหน เอาไว้แดงมาเซ่นเจ้าที่”

“น้อยไป ใบ้หวยให้ถูกตรงๆ แล้วขอไวน์แดงหนึ่งโหลของกล้วยๆ ปิดศาลเจ้าเลี้ยงโต๊ะจีนกันเลยเชียว”

“อ๋อ... ไอ้ที่ได้ชุดมาใส่นี่ก็เพราะใบ้หวยว่างั้น”

“แน่นอน โอ๊ะ... บ้านใครอยู่ตรงนั้น สวยจัง”

รัญชน์มองไปที่บ้านหลังใหญ่รั้วรอบขอบชิดเสียจนมองด้านในไม่เห็น

“ไม่รู้สิ บ้านเศรษฐีแถวนี้มั๊ง”รัญชน์ตอบส่งๆ เธอเดินไปจ่ายเงินค่าไวน์หนึ่งโหลที่เธอเลือกซื้อให้กับนิลยา

“หนักจังวุ้ย” รัญชน์บ่นอุบเมื่อต้องแบกกล่องไวน์ออกมาคนเดียว

“เดี๋ยวช่วย” จบคำของนิลยากล่องไวน์ในมือของรัญชน์เบาดังปุยนุ่น

“แล้วทำไมไม่ช่วยแต่แรกหือ....ปล่อยให้หอบมาได้ตั้งไกล”

“ไม่บอกว่าหนัก ใครจะไปรู้เล่า”

“จะกินหรือไม่กิน ถ้าไม่กินจะได้โยนทิ้งทำให้แล้วยังจะมาว่ากันอีก”

“กินจ้า กินๆ ของโปรดทำไมจะไม่กิน”

คนพูดยกมือขึ้นลูบปากทำท่าราวกับน้ำลายจะหก

“เออดี งั้นเงียบไปซะ หุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะไม่งั้นจะโยนกล่องไอ้นี่ทิ้ง”

เสียงของนิลยาเงียบหายไปจนทำให้รัญชน์ต้องคอยก้มมองในกระเป๋าเสื้อของตัวเองว่านิลยายังอยู่ในนั้นหรือเปล่าสิ่งที่รัญชน์เห็นทำให้เธอขำ นิลยานั่งนิ่งทำปากขมุบขมิบ เหมือนกำลังบ่นเธอแต่ไม่มีเสียงออกมาก็แค่นั้น

“ตายแล้วรันซื้ออะไรมาตั้งมากมาย เดี๋ยวก็เมาตายหรอกลูก” บุษบงกตบ่นรัญชน์ที่แบกกล่องน้ำเมาเข้ามาในห้องพัก

“แม่ถามแม่ตัวดีนี่สิ ทวงอยู่นั่นแหละ จนรันหูชา”

“นิลยา มานี่เดี๋ยวนี้”

บุษบงกตเรียกคนที่หลบเธออยู่ในกระเป๋าเสื้อของรัญชน์

“ตุ๊ดๆ ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก Sorry, The number have you dial cannot to be connected.”

เสียงเล็กๆ จากในกระเป๋าบอกมาอย่างนั้น

“นิลยา ออกมาเดี๋ยวนี้”บุษบงกตไม่ยอมลดละ

“หรือจะให้ฟ้องท่านพ่อเราถึงจะยอมออกมา”

เท่านั้นแหละ คนก่อเรื่องจึงยอมออกมาปรากฏกาย

“ใจร้าย”นิลยาออกมายืนหน้าง้ำอยู่ต่อหน้าบุษบงกต

“สัญญากับน้าแล้วใช่ไหม จะไม่ดื้อไม่ซน แล้วนี่อะไรให้พี่รันไปซื้อไวน์มาทำไมมากมายก่ายกอง”

“หนูเปล่านะน้าบุษ พี่รันซื้อเองหนูไม่ได้บังคับสักหน่อย”

“ยังอีกๆ ยังจะเถียงอีก พี่รันจะซื้อมาทำไมมากมายพี่เขาไม่ได้ชอบกินไวน์สักหน่อย”

“ใช่แม่ เอาเลยแม่ จัดการเลย ตัวแสบ สมๆ”

รัญชน์รีบเข้าข้างแม่ทันที

“โป้งแล้ว คนใจร้าย ใจร้ายทั้งแม่ทั้งลูกนิลยางอนแล้วนะ”

นิลยาเชิดหน้า กอดอกหันหลังให้กับสองแม่ลูก

“ดี น้าจะได้เอาไวน์ไปแจกพนักงานโรงแรม”

“อย่านะน้าบุษ”คนงอนรีบหายงอนและวิ่งเข้ามากอดขาบุษบงกต

“อะไร อยากกินนักหรือไงของมึนเมา รู้ไหมมันผิดศีลทำให้ศีลเสื่อม”

“รู้ค่ะ แต่มันอดไม่ได้นี่นา”

“เพราะแบบนี้ไง ถึงได้ตัวกระจิ๊ดริด ไม่โตสักที ทั้งๆที่อายุเกือบพันปี”

“แม่ว่าอะไรนะคะ นิลยานี่นะ อายุเกือบพันปี”

“ก็ใช่น่ะสิ นิลยานี่แหละอายุเกือบพันปีอีกไม่กี่ปีครบพัน แล้วดูสิ ทำแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง คนอื่นๆเขาโตจนมีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง ตัวเองยังเป็นเด็กไม่ประสาอยู่อย่างนี้มันใช่เรื่องไหมหือ”

“โอ๊ย...ปวดประสาทแท้เด้”นิลยายกมือขึ้นอุดหูของตนราวกับว่าเสียงของบุษบงกตคือเสียงที่ทำลายโสตประสาทของเธอ

“เวรกรรมแล้วนิลยา” รัญชน์ส่ายหน้ากับพฤติกรรมของนิลยาหากเป็นดังที่แม่ของเธอบอก เด็กน้อยนิลยาลูกท่านกัณหาพญานาคผู้ทรงฤทธิ์อายุมากกว่าเธอเกือบพันปี แต่ไฉนนิสัยจึงยิ่งกว่าเด็กหกขวบ

โลกหนอโลก แม้กระทั่งลูกพญานาคยังทำเรื่องเหลวไหลได้แล้วคนอย่างรัญชน์จะทำเรื่องเหลวไหลไม่ได้เชียวหรือ

รัญชน์ตื่นขึ้นมาพบกับกองขวดไวน์วางเกลื่อนพื้นขึ้นมา เธอพบว่าน้ำในขวดเหล่านั้นว่างเปล่าเธอจึงรีบเก็บขวดเปล่าเหล่านั้นเอาไว้ในลังก่อนที่แม่จะตื่น เธอรีบอาบน้ำแปรงฟันลงไปหากาแฟดื่ม

ระหว่างนั่งดื่มกาแฟอยู่รัญชน์เห็นหวาน เธอจำได้ว่าเป็นหวานแน่ๆหวานในวันนี้อยู่ในชุดพื้นเมือง บ่งบอกว่ามีฐานะดีที่สำคัญผ้านุ่งผืนนั้นทำให้รัญชน์สะดุดตาเป็นที่สุดด้วยลายที่บ่งบอกว่าคนที่ทอผ้านุ่งผืนนั้นคงเป็นช่างทอฝีมือดีตีนผ้านุ่งผืนนั้นทอเป็นลายนกยูงรำแพนหาง ถ้าให้เดาน่าจะทำมาจากทองแท้ๆ ด้วยซ้ำไปไม่เหมือนกับผ้าทอทั่วๆ ไป

จากที่เธอเฝ้ามองหญิงชาวโมระที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครสักคนที่แต่งกายเหมือนกับหวาน ถึงจะคล้ายๆ แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียวผู้หญิงทุกคนนุ่งผ้าถุง แต่ไม่มีลายทอที่ตีนถุงเหมือนที่หวานใส่ไม่มีใครประดับผมด้วยปิ่นทอง และไม่มีใครใส่เสื้อทอสีเหลืองเหมือนที่หวานใส่

รัญชน์นั่งมองหวานอยู่นาน เมื่อนึกขึ้นได้ เธอรีบออกไปจากโรงแรมวิ่งตรงไปหาหวาน

แต่...เธอตามหวานไม่ทัน

“อ้าว...ไปไหนแล้ว มองเพลินคลาดกันเลย” รัญชน์บ่นตัวเอง

“นิลยาตามให้ไหมพี่รัน”

“ไม่ต้องหรอก ยังอยู่โมระอีกนาน เดี๋ยวคงเจอ”

“ก็ได้ๆ หวังดีนะเนี่ย ว่าแต่ว่า...รู้จักกับเขาเหรอถึงได้วิ่งตามหน้าตั้ง”

“เหมือนๆ คนรู้จัก แต่ไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า”

“โอเค นิลยาจำได้ เจอคราวหน้าจะบอกพี่รันให้วิ่งตามแล้วกันนะ”

“ตามสบายเถอะแม่ตัวยุ่ง หายเมาแล้วหรือไง ถึงออกมาได้กาแฟสักแก้วไหม”

“ไม่ต้องมือระดับนี้แล้ว ต่อให้มาอีกโหลก็ไม่มาว....”

“เจริญเถอะแม่คุณ กลับโรงแรมกันเถอะป่านนี้แม่คงตื่นแล้ว”

ว่าจบรัญชน์เดินกลับเข้าไปในโรงแรมโดยมีนิลยายืนอยู่บนบ่าของเธอไปตลอดทาง




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:06:08 น.
Counter : 259 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๘/๑

บทที่๘/๑

รัญชน์และบุษบงกตมาถึงสนามบินเพื่อเตรียมขึ้นเครื่องเดินทางไปยังโมระเมื่อเช้าเธอตั้งใจจะทิ้งหินมาคีเอาไว้ที่โต๊ะหมู่บูชาที่บ้าน แต่พอมาถึงสนามบินสิ่งนั้นมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเธอ โดยไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า

“เยอะนะเยอะไปนิลยา”รัญชน์บ่นหินมาคีที่อยู่ในมือของเธอ

“นิดหน่อยน่า หยวนๆ นะพี่รัน”เสียงเล็กๆ ตอบมาอย่างนั้นและเงียบหายไป

รัญชน์ขึ้นเครื่องและรอเวลาให้เครื่องบินออกตามเวลาที่กำหนดเธอกับแม่นั่งคู่กัน เธอไม่ได้จ่ายเงินค่าตั๋วเพิ่มให้กับนิลยา เธอไม่แน่ใจว่านิลยาจะปรากฏกายให้ใครต่อใครเห็นแบบที่เธอเห็นหรือเปล่า

เมื่อวานหลังจากที่กลับมาถึงกรุงเทพฯรัญชน์พบว่าลอตเตอรี่ที่เธอซื้อมานั้นถูกรางวัล ไม่ใช่รางวัลธรรมดาแต่เป็นรางวันที่หนึ่ง เธอดูข่าวในตอนเช้าเห็นลุงคนที่เดินตามเธอไปที่แผงลอตเตอรี่อยู่ในข่าว ข่าวว่าลุงคนนั้นถูกรางวัลแจ๊กพ็อตพอรู้เรื่องอาการโรคหัวใจกำเริบ ต้องรีบหามตัวเข้าส่งโรงพยาบาล

เมื่อเช้าก่อนที่จะมาสนามบินเธอจึงแวะธนาคารไปขึ้นเงินแบบเงียบๆและแลกเงินเป็นเงินดอลลาร์ติดตัวเอาไว้

จากนั้นจึงไปที่ร้านขายเสื้อผ้าเด็ก ซื้อเสื้อผ้าสวยๆให้กับนิลยาหลายชุด จะได้ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่ไม่เข้ากันทำให้เธอรู้สึกขำทุกครั้งที่ได้เห็น

เครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าแล้ว กำลังไต่ระดับเพื่อให้บินไปถึงโมระอย่างปลอดภัยอยู่ๆ สายตาของรัญชน์เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง ตรงปีกเครื่องบิน

“เฮ้ย...แม่ๆ ดูอะไรนั่นสิ”รัญชน์ชี้ให้แม่ดูตัวแสบของเธอ ที่ทำท่ายืนเป็นโรสในเรื่องไททานิค

นิลยาอยู่ตรงบริเวณเหนือเครื่องบนปีกเครื่องบิน ฝั่งที่รัญชน์และแม่นั่ง

อยู่แถมยังใส่ชุดเซเลอร์มูนที่รัญชน์ซื้อมาจากร้านเสื้อผ้าเด็กเมื่อเช้าอีกด้วย

“ตายแล้ว... เล่นอะไรแบบนั้นหือนิลยา คนไม่ตกอกตกใจหรือไงกัน”

“ไม่มีใครเห็นหรอกค่ะน้าบุษ สนุกดีออก บินได้ด้วยออกมาเล่นด้วยกันสิน้าบุษ พี่รัน ข้างนอกสนุกดีจะตายไป”

คนโดนบ่นแทนที่จะสลดกลับยังร่าเริงยืนรับลมแรงๆอยู่ที่ปีกเครื่องบินอย่างไม่สะทกสะท้าน แถมยังทำท่าแปลงร่างอีกด้วย

“มนต์แห่งจันทรา จงสำแดงฤทธา ณ บัดนาว...” ร่ายรำเป็นเซเลอร์มูนภาคแปลงกาย แถมเริ่มกระโดดไปมาอยู่บนปีกเครื่องบิน

คนในเครื่องบินลำนั้นอกสั่นขวัญผวา อยู่ๆ สายฟ้าแลบตรงปีกเครื่องบินมีเสียงฟ้าร้องลั่นครืนๆ ทั้งๆ ที่เครื่องบินลำที่โดยสารมานั้นบินอยู่เหนือก้อนเมฆ

“เฮ้อ... แม่ดูสิคนแตกตื่นกันทั้งลำ แก่นกะโหลกแบบนี้มีหวังเราสองคนปวดหัวตาย” รัญชน์รู้ว่าสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์แปลกๆ มาจากนิลยาที่แปลงกายเป็นเซเลอร์มูนเล่นอยู่ด้านนอกเธอจึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้นผิดกับคนบนเครื่องบิน ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทำให้ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้

“แม่ว่าน่ารักดีออกรัน นานๆ จะมีเด็กแก่นๆอย่างนี้อยู่ใกล้ๆ”

“โชคดีที่รันไม่ได้แก่นแบบนี้”

“น้อยไปสิ รันนั้นแหละตัวดี”

“จริงหรือแม่ ไหนแม่ว่ามาสิ รันแก่นตรงไหน รันออกจะเรียบร้อยน่ารัก ไม่เคยดื้อเลยสักครั้ง”

“รันจำได้ไหม มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณครูให้จับสัตว์ไปสตาฟ”

“จำได้สิคะ จำแม่นเลยด้วย รันไม่กล้าจับอะไรไปกลัวบาปส่วนเพื่อนๆ เอาจิ้งจก กบ คางคกไป แต่รันเอาหมัดหมาที่บ้านไป”

“นั่นแหละ เป็นเรื่อง รันตกวิชานั้น ครูฟ้องแม่ว่ารันแกล้งครู ไม่เอาสัตว์มาตามที่ครูบอก”

“แม่คิดดูสิคะ เอาอย่างอื่นไป น่าสงสารมันเห็บหมานี่แหละดีที่สุด ไงเราต้องฆ่ามันอยู่ดี”

“แล้วไม่คิดบ้างหรือ คนอื่นๆ เขาจะขยะแขยง”

“บ้านใครเลี้ยงหมาต้องมีกันทุกคนแหละค่ะแม่รันไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย ดีเสียอีก เจ้าดิ๊กจะได้ไม่คัน”

“ดีของเรา อาจจะไม่ดีของคนอื่นก็ได้นี่ลูก จริงไหม”

“จริงค่ะแม่ รันเลยสอบตก ต้องสอบซ่อมเสียเงินเพิ่มด้วย ทำให้แม่ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นอีก ขอโทษนะคะแม่”

“ไม่เป็นไรหรอกรัน มันผ่านไปแล้ว ที่แม่จะบอกลูกก็คือนิลยายังเป็นเด็ก ถึงรันจะคิดว่านิลยาอยู่บนโลกใบนี้มาก่อนที่รันจะเกิดแต่เด็กคือเด็ก ความคิดของเด็กมีแค่นั้นชอบเล่นไปวันๆ อย่าไปถือสาอะไรน้องเลยนะลูก”

“รันจะพยายามค่ะ แต่ถ้าดื้อมากๆไม่ไหวเหมือนกันนะคะแม่”

“เอาเถอะๆ ถ้าดื้อมากๆ แม่จะคอยเตือนเองก็แล้วกัน”

บุษบงกตหยุดคำพูดของเธอไว้เท่านั้น ณ ตอนนี้สายตาของสองแม่ลูกมองไปที่ปีกเครื่องบินยังคงเห็นนิลยาร่ายรำท่าทางเป็นเซลเลอร์มูนอยู่ตรงนั้นแถมยังปล่อยลำแสงออกเป็นทางยาว ราวกับกำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดต่างดาวเป็นร้อยๆตัวเพียงลำพัง

ดินแดนโมระที่มองเห็นผ่านกระจกเครื่องบินทำให้รัญชน์เริ่มรู้สึกชอบดินแดนแห่งความเขียวขจีแห่งนี้

โมระเป็นประเทศที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ ไม่ใช่ภูเขาธรรมดาๆทั่วไปอย่างที่รัญชน์เคยเห็น แต่มันคือภูเขาสูงเสียดฟ้า มีเมฆลอยเอื่อยๆระยอดเขาอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าบนยอดเขานั้นคือที่อยู่ของเหล่าทวยเทพในนิยาย

บนยอดเขาแต่ละยอดที่โผล่พ้นมาจากปุยเมฆ ยังคงเห็นสีขาวของหิมะปกคลุมถึงฤดูนี้จะเป็นฤดูฝน หากยังมีหิมะแสดงว่าบนยอดเขาคงหนาวเหน็บไม่เช่นนั้นหิมะคงละลายเป็นน้ำไปนานแล้ว

จริงอย่างที่หวานเคยบอกเอาไว้ น้ำในโมระเกิดจากหิมะ ไม่ใช่มาจากฝนเธออาจเป็นคนนอกโมระ ที่รู้สึกว่าฝนดีกว่าหิมะตก เธอยังรู้ว่าตกมาแล้วจะมีน้ำปริมาณมากน้อยแค่ไหนแต่หิมะตกมากี่เดือนกี่ปีไม่รู้ กว่าจะกลายเป็นน้ำมันคงใช้เวลายาวนาน

เครื่องบินค่อยๆ ลงจอดในสนามบินเล็กๆ ที่อยู่ใจกลางหุบเขารัญชน์รู้สึกหูอื้อจึงกลืนน้ำลายลงคอ เพื่อให้หูปรับความดันในหูตัวของเธอให้เรียบร้อย

เมื่อเครื่องลงจอดสนิท รัญชน์กับแม่จึงลุกจากที่นั่ง ก่อนที่จะลุกเธอหันไปมองนิลยา สบตากับเด็กน้อยก่อนที่จะเดินลงไปยังสนามบินเล็กๆ แห่งนั้น

อากาศของโมระเย็นสบาย ทำให้รู้สึกสดชื่น ทั้งๆ ที่ตอนนี้ เวลาที่โมระน่าจะราวๆบ่ายโมง หากเป็นเมืองไทยคงร้อนจนไหม้

“โห...โมระน่าอยู่จังเนอะพี่รัน”เสียงเล็กๆ กระซิบที่ข้างหูของรัญชน์

เมื่อรัญชน์หันไปจึงพบว่านิลยาแปลงกายให้เล็กลงเกาะอยู่ที่บ่าข้างซ้ายของเธอ

“เฮ้ย...ไอ้บ้า ตกใจหมด”รัญชน์ตกใจที่เห็นนิลยาตัวเล็กกระจ้อยร่อย

“มาตัวโตๆ ก็ว่า มาตัวเล็กๆ ก็บ่น เอาไงแน่เพ่” นิลยาบ่นบ้าง

“มาแบบบอกให้รู้ล่วงหน้าก่อนจะดีที่สุด”

“มาแบบไหน ไหนว่ามาสิ จะได้ทำแบบนั้น”

“ส่งเสียงมาก่อนไง บอกว่าจะมาแบบโตๆ หรือแบบเล็กๆ บอกว่าอยู่ตรงไหนไม่ใช่อยู่ๆ โผล่มาแบบนี้ คนนะเว้ย... ตกใจมากๆ หัวใจวายไปทำไง”

“ก็ด้าย......”นิลยาลากเสียงยาวยืด “ต่อไปจะบอกล่วงหน้า โอเค้”

“เออ... เคก็เค ลงไปได้แล้วหนัก”

“ไม่ใช่ชัตเตอร์กดติดวิญญาณนะ จะได้เกาะหลังจนปวดคอนี่นิลยาบุตรีท่านกัณหา รับรองว่าไม่ใช่ภูตผี ปีศาจแต่อย่างใด”

“ใครคือท่านกัณหา” รัญชน์หันไปถามคนที่ยืนอยู่บนไหล่ของเธอ

“โอ๊ยๆ เชยระเบิดเลย ท่านกัณหาคือพญานาคไงท่านเป็นท่านพ่อของนิลยา”

“หา...” รัญชน์ลากเสียงยาว

“กัณหา ไม่ใช่หา เรียกท่านพ่อสั้นๆ แบบนั้นไม่ได้เดี๋ยวโดนดุเข้าใจไหม”คนตัวเล็กยกมือชี้นิ้วมาทางใบหน้าของรัญชน์ ราวกับคุณครูสั่งสอนนักเรียน

“ไม่ได้เรียกพญานาค ที่หา...เนี่ย เพราะตกใจต่างหาก”

“อ๋อ...เหรอ”คนตัวเล็กกอดอกพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่รัญชน์พูด

“รีบๆ เดินหน่อยสิ ชักช้ายืดยาดจริงๆ เชียวร้อนนะขอบอก หิวน้ำด้วย คอแห้งจะแย่แล้วไม่รู้หรือไง”

“ทำไมไม่บินหรือเหาะไปก่อนล่ะ จะได้ไปกินน้ำในสนามบิน”

“ไปได้ไง ไม่ใช่ถิ่นเรา ขืนออกไปถูกเจ้าถิ่นกัดทำไงเล่า”

“อ้าว...แล้วที่อยู่บนไหล่พี่แบบนี้เจ้าถิ่นไม่กัดหรือไง”

“ฮึ...ไม่”

“ทำไมล่ะ”

“หินมาคีอยู่ในกระเป๋าเสื้อพี่นิลยาทำถูกต้องแล้วที่อยู่ใกล้ๆ หินมาคี เวลามีภัยจะได้หลบไปนอนในนั้น”

“แล้วกัน ลูกพญานาคแปลงกายเป็นลูกเต่าได้ด้วย”

“เดี๋ยวเถอะ จะไปฟ้องท่านปู่ตุลธร”

“ใครอีกล่ะ ญาติเยอะจริง”

“ท่านปู่ตุลธรเป็นท่านปู่ที่อยู่ในเมืองบาดาลคอยดูแลเมืองให้สงบสุข แต่ท่านเป็นเต่า”

“อ๋อๆ เข้าใจแล้ว อะ...ถึงแล้วจะกินน้ำอะไรว่ามา”

รัญชน์เดินเข้ามาถึงตัวอาคารสนามบิน จึงเอ่ยถามคนที่บอกว่าหิวน้ำและคอแห้ง

“อืม...น้ำไรดีน้อ” คนหิวน้ำทำท่านิ่งคิดอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะบอกว่า

“อ๋อๆ ไวน์แดงหนึ่งขวด เบียร์แช่เย็นเป็นวุ้นหนึ่งเหยือก แล้วก็...”

“ไอ้บ้า... จะไปเอามาจากไหน ที่นี่สนามบินเอาน้ำเปล่าไปล้างคอก่อนก็แล้วกัน” ยังไม่ทันที่นิลยาจะพูดจบรัญชน์ก็พูดสอดขึ้นมา ด้วยความไม่พอใจ คนอะไร บ่นหิวน้ำ แต่ที่พูดๆมาทั้งหมดนั้นมันใช่น้ำเสียเมื่อไหร่

“ก็ได้ๆ ยังดีกว่าไม่มีน้ำกิน ชิ...คนเรารวยก็รวยยังจะงกอีก รู้งี้ให้ถูกแค่สองตัวล่างซะก็ดี มีเงินเป็นล้านเลี้ยงไวน์น้องแค่นี้ทำเป็นบ่น”

“เออๆ ไว้ไปถึงโรงแรมก่อนจะสั่งให้ เอาไปโหลนึงเลยเอ้า”

“เย้ๆ จริงๆ นะ ดีใจๆ พี่รันใจดีที่สุดในโลกเลย” ว่าจบคนตัวโตแค่คืบกระโดดหอมแก้มรัญชน์ยกใหญ่ จนรัญชน์รู้สึกจั๊กกะจี้

“พอได้แล้ว แม่ว่ารีบๆ เรียกแท็กซี่ไปโรงแรมเถอะจะได้พักผ่อน”

“ค่ะแม่ เห็นไหม หาเรื่องให้แม่ดุจนได้”

“เค้าเปล่าน้า ไปก็ได้ อย่าลืมนะถึงโรงแรมไวน์แดงหนึ่งโหล เย็นเจี๊ยบๆ เลยนะ เพ่...ราน...”จากนั้นคนขอของมึนเมาหายวับไปกับตา

รัญชน์เข้าใจว่านิลยาคงกลับไปอยู่ในหินมาคีในกระเป๋าเสื้อของเธอเพราะตอนนี้เธอรู้สึกว่ากระเป๋าเสื้อเหมือนมีอะไรดุ๊กๆ ดิ๊กๆ อยู่ในนั้น




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:05:14 น.
Counter : 229 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๗/๒

บทที่ ๗/๒

รัญชน์ค่อยๆ ขับรถออกจากสำนักสงฆ์แห่งนั้น เธอมุ่งหน้ากลับเมืองหลวง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปโมระ ในเช้าวันรุ่งขึ้น

หลังจากที่รถของเธอขับเข้าสู่ถนนลาดยาง ถนนเริ่มมีการจราจรพลุกพล่าน เธอเหลือบมองกระจกหลังเพื่อดูรถหลัง เพราะเธอกำลังจะแซงหากมีรถตามมาอาจเกิดอันตรายได้

สายตาของรัญชน์พบกับสิ่งๆ หนึ่งที่ทำให้รัญชน์ถึงกับตกใจ

“เฮ้ย...” รถเสียการทรงตัว ตกไปบนไหล่ทาง

แต่อยู่ๆ รถของเธอกลับมาวิ่งอยู่บนถนนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“นี่ๆ ขับดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไงกัน ขับแบบนี้คนอื่นเขาหัวใจจะวายตาย

ไม่เข้าใจหรือไงพี่รัน” เสียงเล็กๆ ต่อว่าต่อขานรัญชน์อย่างเอาเป็นเอาตาย

“แม่...”

รัญชน์เรียกแม่ของเธอให้ช่วย เธอยังไม่กล้าพอที่จะต่อล้อต่อเถียงกับสิ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังรถของเธอ

“นิลยา แกล้งพี่เขาทำไมกัน”

“หนูไม่ได้แกล้งอะไรสักหน่อยนะน้าบุษ หนูแค่เมื่อยเลยออกมานั่งเล่นบ้าง จะให้นอนอยู่แต่ในมาคีทั้งวันเห็นทีจะไม่ไหว เมื่อยๆ ไงไม่รู้” คนถูกปรามเริ่มตั้งท่าเถียง

“ผู้ใหญ่พูดหัดฟังๆ เอาไว้บ้าง เดี๋ยวพี่รันไม่พอใจ ไม่เอาเราไปเที่ยวด้วยจะว่าไง”

เมื่อบุษบงกตมาไม้นี้ นิลยาทำตัวสงบเสงี่ยมราวกับบนรถคันนั้นไม่มีเธอโดยสารมาด้วย


รัญชน์แวะร้านอาหารเพื่อให้แม่และตัวเธอมีอะไรรองท้องก่อนที่จะเดินทางต่อเธอเดินเข้าไปในนั้นและสั่งอาหาร

“กี่ที่ครับ”

“สองค่ะ”

“ผู้ใหญ่สองเด็กหนึ่ง”บริกรตอบเองเออเองเสร็จ ทำเอารัญชน์ถึงกับงงแต่เมื่อได้ยินเสียงของคนที่ไม่ยอมปรากฏร่างรัญชน์จึงเข้าใจ

“น้าบุษหนูขอส้มตำปูแซบๆ เด้อค่ะ ไก่ย่างหนึ่งตัวข้าวเหนียวไม่ต้อง”

“โหแม่ กินแบบนี้ล้มละลายกันเลยดีไหม” รัญชน์ชักจะหงุดหงิด เมื่อคนที่ติดสอยห้อยตามมาโดยที่เธอไม่ได้เชิญเริ่มออกลาย

“ก็ได้ๆ นี่ๆ ตามมา”นิลยาฉุดแขนของรัญชน์ให้เดินตามเธอไปที่แผงขายลอตเตอรี่

“เอาใบนี้หนึ่งใบ”นิลยาบอกรัญชน์ ชี้ให้รัญชน์หยิบลอตเตอรี่ใบนั้น

“เสียดายเงิน” รัญชน์ส่ายหน้า

“เอาน่า แล้วเย็นนี้จะเสียดายที่ซื้อใบเดียว เร็วๆเข้าสิ คนๆ นั้นเขาจะมาแล้ว เดี๋ยวเขาได้ไปนะ เห็นไหม เขามีเทวดามาด้วยสงสัยรวยอื้อเลยงวดนี้”

ว่าจบนิลยากำหนดจิตบังคับให้มือของรัญชน์หยิบลอตเตอรี่ในแผงนั้น

ออกมาหนึ่งใบแล้วเดินนำกลับไปยังโต๊ะในร้านอาหาร ที่อาหารเริ่มทยอยมาตามที่สั่งเอาไว้

“พาพี่เขาไปทำอะไร” บุษบงกตเอ่ยถาม

“พาไปรวยมาจ้าน้า”

“เล่นแปลกๆ”

“พี่เขาบ่นว่ากินเยอะเปลืองเงินหนูให้พี่เขารวยจะได้เลิกบ่นตอนหนูอยากกินบ้าง”นิลยาอธิบายถึง สาเหตุที่เธอให้รัญชน์ซื้อลอตเตอรี่ใบนั้น

“มันจะถูกรางวัลหรือไง”

รัญชน์หันไปถามคนที่กำลังกินไก่ทั้งตัวคนเดียวไม่แบ่งใคร

“ก็ใช่นะสิ นี่ไปตัดหน้าลุงคนนั้นมาหรอกนะถึงได้มาถ้าช้ากว่านี้ ลุงแกคงหัวใจวายตายที่จะถูกรางวัลหย่ายยักษ์หล่นทับตัว”

“ขนาดนั้นเลย”

“ถ้าไม่เชื่อ ถึงเมืองหลวงแล้วจะรู้” พูดจบไม่สนใจอะไรอีก ตั้งหน้าตั้งตากินสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนหมดและนั่งลูบพุงของตัวเอง แถมยังมีเสียงเรอออกมาจากปากน้อยๆ นั้นอีกด้วย

“เสียมารยาท” รัญชน์บ่น

“รู้หรือเปล่าสมัยก่อนโน้น....กินอิ่มแล้วต้องทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นจะเสียน้ำใจคนเลี้ยงหมด”

“นั่นมันสมัยก่อนโน้น...สมัยนี้เขาไม่ทำกันมันเสียมารยาทบนโต๊ะอาหารเข้าใจไหม” รัญชน์ฉุนกึก กับสิ่งที่ไม่ใช่คนกำลังแสดงออกต่อหน้าเธอ

“เชื่อพี่เขาเถอะนิลยา มันเป็นมารยาทบนโต๊ะอาหารจริงๆ”

“ค่ะน้า หนูเชื่อน้าคนเดียวนะ ส่วนคนนั้น” นิลยาบุ้ยปากไปทางรัญชน์

“ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด”

รัญชน์ส่ายหน้าเอือมระอากับพฤติกรรมแปลกประหลาดของนิลยาเธอยังไม่รู้เลยว่า หากต้องเดินทางไปโมระ และมีนิลยาติดสอยห้อยตามไปด้วยเธอจะปวดหัวอีกมากน้อยแต่ไหน

ที่แน่ๆ ในตอนนี้ ถ้าได้ยาพาราสักสองเม็ดคงจะดีไม่น้อย...

�นu ���X~� `N เสียงเรียกนั้นดังขึ้นทุกก้าวที่รัญชน์เดินไปยังศาลา

 

เมื่อรัญชน์เห็นพระประธานบนศาลานั้น เสียงเรียกสงบไปทำเอารัญชน์ขนลุกซู่

“ซวยแล้วตู โดนตั้งแต่คืนแรก”

พูดจบ รัญชน์รีบสาวเท้ายาวๆ เดินไปอยู่ข้างๆ แม่ของเธอและมองหน้าแม่เป็นเครื่องหมายคำถาม

“ขึ้นข้างบนก่อนลูก แล้วค่อยคุยกัน”

รัญชน์รู้แล้วว่า สิ่งที่เรียกเธอนั้นคืออะไร เธอรู้อีกว่าทำไมแม่ถึงได้บอกว่าอย่าออกมานอกที่พัก

เพราะสถานที่แห่งนี้ มีสิ่งที่ตาของคนมองไม่เห็นอยู่รายรอบ และสิ่งๆนั้น อาจจะเอาชีวิตของเธอไปตอนไหนก็ได้

แต่ตอนนี้ ขอวิ่งไม่คิดชีวิต ไปกราบพระเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวก่อนดีกว่าเผื่อเหลือเผื่อขาด จะได้กอดองค์พระ นอนหลับเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:04:30 น.
Counter : 185 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.