It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องสั้นแนวยูริ : ดำเนินทราย บทที่ ๑๑ บทสรุป

บทที่ ๑๑ บทสรุป

เรกะติ เดินตามหาใบเงินหลังจากที่เธอ ทำธุระเสร็จแล้วเธอเองก็เดินมาที่บ้านพักครู หลังโรงเรียนแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง

“พี่ใบไม่อยู่หรอกกิ่งไปนั่งสมาธิกับหลวงพ่อแถวชายป่า” ก้านแก้วบอกกับเรกะติ

“พี่ใบไปนั่งสมาธิเหรอคะพี่ก้านไปทำไมกัน”

“เห็นพี่ใบบอกว่ามันสงบดีไปได้สิบคืนแล้วมั๊ง” ก้านแก้วบอกกับน้องสาวของตัวเอง

“เหรอคะ พี่ก้านพากิ่งไปหาพี่ใบหน่อยได้ไหมคะพี่ก้าน”

“ได้สิมาตามพี่มา” สองคนพี่น้องเดินตามกันเหมือนเมื่อสมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นเด็ก ก้านแก้วเดินจูงมือของกิ่งเพชรไปตามทางเดิน หนทางที่เคยไกลเพราะก้าวที่สั้น ในตอนนี้หนทางนั้นมันกลับสั้นลงเพราะย่างก้าวที่ยาวขึ้นของพี่น้องสองคนเมื่อเวลาผ่านไป เด็กหญิงสองคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น

“กิ่งจำได้ว่าเมื่อสมัยเด็กๆ กิ่งกลัวคูน้ำนี่มากๆ เลยนะพี่ก้าน กิ่งไม่กล้าที่จะเดินข้ามเพราะกลัวว่าจะตกลงไปต้องเกาะแขนพี่ก้านแน่นทุกทีเลยเวลาที่จะเดินข้ามคู” เรกะติพูดกับก้านแก้ว และเดินไปเกาะแขนพี่สาวของเธอแน่นเหมือนกับเธอนั้นยังเป็นเด็กเหมือนวันวาน

“นี่กิ่งจำเรื่องทั้งหมดได้แล้วเหรอกิ่งพี่ดีใจจังเลย” ก้านแก้วกอดเรกะติแน่นเธอรักน้องคนนี้และไม่เคยเปลี่ยนความรักไปจากน้องของเธอ ไม่ว่าน้องจะจำเธอได้หรือไม่ เธอก็ยังคงรักน้องดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“จำได้แล้วค่ะ จริงๆ กิ่งจำได้ตั้งแต่ตอนที่กิ่งฟื้นขึ้นมาหลังจากที่รถคว่ำ แต่กิ่งทำใจไม่ได้ที่จะยอมรับมันก็แค่นั้นเพราะกิ่งรักพี่ใบเกินกว่าใครในโลกนี้” เรกะติอธิบายเรื่องทั้งหมดให้กับก้านแก้วได้รับรู้

“พี่เข้าใจกิ่งนะ ถ้าพี่เป็นกิ่งพี่เองก็คงจะต้องหลอกตัวเองเหมือนที่กิ่งทำเหมือนกัน ไปเถอะเรารีบไปหาพี่ใบกันเถอะ เดี๋ยวพี่ใบจะเข้าฌานไปซะก่อน มาวิ่งแข่งกันไหมเจ้ากิ่ง ใครชนะได้กอดพี่ใบก่อนคนแรกเอาไหม”

“ได้เลยพี่ก้านเอ๊าหนึ่งสองซ่ำ” สองคนพี่น้องวิ่งแข่งกันไปยังเต็นท์ของใบเงินพร้อมๆ กับเสียงหัวเราะร่าเริงแจ่มใส เรื่องราวร้ายๆ ได้ผ่านไปแล้ว ต่อไปนี้จะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต

“จริงเหรอ” เป็นคำถามที่เรกะติเฝ้าถามตัวเองเสมอว่าสิ่งดีๆ จะเข้ามาในชีวิตของเธอจริงๆ หรือ

..................

“พรุ่งนี้แล้วสินะกิ่งพรุ่งนี้จะมาถึงแล้ว”

“ค่ะพี่ใบ พรุ่งนี้แล้ว”

“พรุ่งนี้ทำไมเหรอค่ะ พี่ใบยายกิ่ง”

“ไม่มีอะไรหรอกแค่พรุ่งนี้กิ่งเค้าต้องทำงานของเค้าก็เท่านั้นเองก้าน เออแล้วนี่เราสองคนกินอะไรกันหรือยัง พี่ไปทำกับข้าวให้กินเอาไหม”

“ดีสิพี่ใบก้านหิวจะแย่อยู่แล้วกินข้าวไข่เจียวติดๆ กันมาหลายมื้อแล้ว หน้าก้านจะเป็นไข่เจียวบานเท่ากระทะเข้าไปทุกทีแล้ว”

“มาๆ พี่ทำกับข้าวให้กิน” ใบเงินพูดเสียงดังก่อนที่จะลดเสียงลงพูดแผ่วเบาว่า “ก่อนที่พี่จะไม่มีโอกาสทำให้น้องกินอีกแล้ว”

“พี่ใบว่าอะไรนะก้านได้ยินไม่ถนัด”

“พี่ว่าก้านอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“ก้านอยากกินอะไรก็ได้พี่ที่มันไม่ใช่ไข่เจียว” สามพี่น้องเดินตามกันลงมาจากผาเดียวดาย แสงจันทร์คืนขึ้นสิบสี่ค่ำสว่างไสวทำให้เห็นร่างของผู้หญิงสามคนวัยไล่เลี่ยกันเดินจูงมือกันท่าทางสนิทสนมและรักใคร่กลมเกลียว

หรือวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของการที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าของ ใบก้านกิ่ง ไม่อาจจะรู้ได้

...................

ทีมงานทั้งสามทีมเตรียมงานกันพร้อมเรียบร้อย ทุกคนประจำที่ของตัวเอง น้อมใจสั่งให้ทีมงานของตัวเองจัดการกับกล้องทุกตัว เตรียมทุกอย่างให้พร้อม

ศาสตราจารย์ดำเกิงเตรียมกล้องดูดาวกำลังขยายสูงที่พวกเขาทำขึ้นมาเองจนเรียบร้อย ศาสตราจารย์ทุติเองก็เช่นกันเขาช่วยผู้ใหญ่อาเค่อจัดเตรียมพิธีเซ่นไหว้ราหู ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาและผู้ใหญ่อาเค่อ

ใกล้เวลาพลบค่ำที่ทุกคนรอคอยแสงสีแดงของดวงอาทิตย์จับท้องฟ้าทางด้านขวามือของทุกคนและพระจันทร์กำลังจะขึ้นทางด้านซ้ายมือแสงอาทิตย์เคลื่อนลับขอบฟ้าช้าๆ ไม่รีบร้อน ใจของทุกคนใจจดใจจ่อกับพระจันทร์ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้าในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

นิพนธ์สั่งตั้งกล้องจับภาพของพระจันทร์เก็บไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มขึ้น เขาต้องการได้ภาพดิบๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่พระจันทร์ขึ้นจนถึงพระจันทร์ตก เอามาประกอบกับการทำงานในครั้งนี้ หากว่านิพนธ์จะใช้ภาพกราฟฟิกประกอบก็ได้แต่ภาพที่ได้อาจจะไม่สวยไม่คมชัด ไหนๆ ก็มีเวลาว่างอยู่แล้วเก็บภาพไปเรื่อยๆ ด้วยการตั้งกล้องทิ้งไว้มันก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร สำหรับทีมงานของเขา

พระจันทร์วันนี้มีสีแปลกตา ตั้งแต่เริ่มขึ้นมาบนขอบฟ้า สีพระจันทร์ที่ทุกคนได้เห็นนั้นเป็นสีแดงจัด แดงเหมือนเลือด ยิ่งดึงความแดงยิ่งมากเป็นเท่าทวีคูณ ดำเกิงนิ่งมองพระจันทร์ด้วยหัวใจที่ครุ่นคิด เขาเป็นนักดาราศาสตร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้ามันเป็นเรื่องประหลาด

จากประสบการณ์ที่เขาได้รู้มาหากพระจันทร์จะออกสีส้มๆ เหลืองๆ หรือสีน้ำเงินในบางครั้งมันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแสงจันทร์หากเกิดการกระเจิงกับบรรยากาศของโลกก่อนที่จะมากระทบกับตาเรา บรรยากาศของโลกที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองเล็กๆ ที่ตาของคนมองไม่เห็น หากแต่แสงที่ตกกระทบจะต้องกระเจิงก่อนที่จะมาถึงตาคน เหมือนๆ การเห็นแสงสีรุ่งเวลาฝนตก

แต่นี่มันแปลกประหลาด พระจันทร์สีแดงจนจะกลายเป็นสีเลือดอยู่แล้ว ดำเกิงสั่งให้ทีมงานของเขาจัดการถ่ายภาพเป็นระยะๆ เพื่อประกอบกับการศึกษาปรากฏการณ์การเกิดจันทรุปราคาในครั้งนี้

ทุตินั่งดูพระจันทร์อยู่หลังแท่นพิธีกับผู้เฒ่าอาเค่อ แม้เขาจะอยากเป็นลูกมือให้กับผู้เฒ่าชรานั้นแต่ผู้เฒ่าก็ไม่ได้ให้เขาแตะต้องอะไรเลย

“มันดูแปลกๆ นะครับผู้ใหญ่” ทุติแหงนหน้าดูรพะจันทร์และเปรยออกมา

“ไม่แปลกหรอกขรับ ใกล้เวลาเสด็จแล้วพระจันทร์มักจะเป็นแบบนี้เสมอๆ”

“จริงหรือครับผู้ใหญ่”

“ขรับในคำบอกเล่าของปู่ทวดโผ้มบอกว่าไม่ว่าจะเป็นทูตเป็นองค์เองหรือเป็นใครก็ตาม พระจันทร์จะเป็นสีแดงเสมอ ยิ่งถ้าองค์พระนางเสด็จมาเองพระจันทร์ยิ่งจะแดงกำเป็นเลือดมากกว่าทุกวัน”

ใบเงินนั่งพับเพียบอยู่บนเสื่อที่หน้ากรดของหลวงพ่อสังคม ใบเงินกับก้านแก้วนั่งมองพระจันทร์สองคนพี่น้องมองแล้วก็นึกสังหรณ์ใจ

“หลวงพ่อคะ ไอ้พระจันทร์สีเลือดนี่เค้าว่ากันว่ามันมีอาถรรพ์จริงหรือเปล่าคะหลวงพ่อ”

“มีหรือเปล่าอาตมาก็ไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนี้ แต่ถ้าจะบอกในทางวิทยาศาสตร์ตอบได้เลยว่าเกิดจากการกระเจิงของแสงที่ตกกระทบกับฝุ่นละอองในบรรยากาศเท่านั้นแหละโยม” พระสังคมอธิบายกับก้านแก้ว

“แล้วถ้าตอบในทางอื่นล่ะคะหลวงพ่อ”

“ในทางอื่นก็มีหลายอย่าง”

“ยกมาสักสองสามตัวอย่างก็ได้คะหลวงพ่อ”

“ถ้าในทางไศยศาสตร์ก็จะบอกว่าเป็นคืนปล่อยผี หรือคืนที่จะเกิดลางร้ายกับคนในพื้นที่ บางคนก็ผู้ว่าผีหมาป่าจะออกอาละวาด บางคนก็พูดว่าเรื่องเลวร้ายกำลังจะเกิดนะโยม”

“บรือๆ ถ้าจะเกิดการโผ่ลมาของผีแบบนี้ก้านขออยู่ใกล้ๆ หลวงพ่อกับหลวงพี่ดีกว่านะคะหลวงพ่อ ก้านกลัวผี” ก้านแก้วลูบแขนตัวเองไปมา เพราะขนแขนของเธอตั้งชันขึ้นมาโดยไม่บอกไม่กล่าวเจ้าของแขนนั้นก่อน แถมตัวเธอเองยังรู้สึกเย็นๆ และเสียวที่สันหลังของตัวเองอย่างบอกไม่ถูก

ส่วนใบเงินได้แต่นั่งฟังการสนทนาของหลวงพ่อกับน้องสาวไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรแทรกออกมาจากปากของหญิงสาว เพราะในใจของใบเงินตอนนี้มีแต่ความกังวลและสับสนจนบอกไม่ถูก

นาฬิกาบอกเวลาว่าล่วงเลยไปเกือบครึ่งคืน เรกะติยกนาฬิกาขึ้นดูขณะนี้เวลา ๒๒.๕๙ นาฬิกา ทุกคนก็ได้ต้อนรับอาคันตุกะที่ไม่ได้นัดหมาย กลุ่มหญิงสาวกลุ่มใหญ่ปรากฏกายขึ้นบริเวณแนวป่า ราวกับว่ากำลังมีขบวนเสด็จของผู้สูงศักดิ์จากเมืองไหนสักเมืองกำลังเดินทางมาที่ผาเดียวดาย

“ถวายบังคมพะยะค่ะพระนาง” ผู้ใหญ่อาเค่อทรุดร่างของเขาลงกับพื้นแทบจะทันทีที่ผู้หญิงแปลกหน้านั้นปรากฏกาย เพื่อทำความเคารพผู้หญิงแปลกหน้าที่กำลังเดินเข้ามาในกลุ่มฝูงชน เขาก้มลงจนมีเสียงบอกให้เขาลุกขึ้น เสียงนั้นก้องกังวานจนคนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ยินกันจนทั่ว

ทุติเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่ผู้เฒ่าอาเค่อเล่าให้เขาฟังนั้นมันคือเรื่องจริง และเป็นเรื่องจริงที่เขาเองแทบจะไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเอง เมื่อเขาจ้องไปที่ผู้หญิงแปลกหน้าที่ผู้ใหญ่อาเค่อ เขากลับรู้สึกว่าตัวเขานั้นชาไปหมดทั้งตัวเหมือนโดนมนต์สกะกดอะไรบ้างอย่างก่อนที่เสียงของผู้หญิงแปลกหน้านั้นจะทักทายเขา

“มิได้พบกันนานเลยนะท่านมหาอำมาตย์เอกแห่งข้า”

“พะยะค่ะพระนาง” ทุติตอบเหมือนเพ้อและตกอยู่ในพวัง ทำให้รุ้งพรายที่อยู่ข้างๆ ทุติชักร้อนๆ หนาวๆ

หญิงสาวแปลกหน้าเมื่อทักทายกับทุติเรียบร้อยแล้วก็เดินไปยังที่ตั้งกรดของพระสังคมในทันที

ใบเงินที่นั่งอยู่กับหลวงพ่อและหลวงพี่สังคมก็ลุกขึ้นมาต้อนรับและทำความเคารพหญิงแปลกหน้าคนนั้นด้วยเช่นกัน

ก้านแก้วสังเกตว่าเมื่อผู้หญิงแปลกหน้านั้นปรากฏกายทุกคนก็แทบจะหยุดการกระทำของตัวเอง ลำแสงเรืองๆ ที่ส่องสว่างออกมาจากผู้หญิงคนนั้นและกลิ่นหอมที่ส่งออกมาจากกลุ่มคนหลายๆ คนที่กำลังเดินไปนั่งลงตรงหน้าของพระสังคมทำเอาทุคนต้องจ้องมองพวกเธอไม่วางตา

“นมัสการเพคะท่าน” องค์ตามะแนย่อร่างของพระนางลงกับพื้นและหมอบกราบพระสังคมด้วยท่าทีที่สง่างามและสงบนิ่ง

“เจริญพรโยมอาตมาดีใจที่ได้พบกับโยมอีกครั้งโยมสบายดีไหม”

“สบายดีเพคะพระคุณท่านขอบพระทัยเพคะที่ทรงห่วงใยหม่อมฉันดังเช่นเดิม” พระพักตร์แห่งองค์ตามะแนมีรอยแย้มที่พระโอฐษ์

“อาตมาอยากจะให้เรื่องทุกอย่างจบลงที่ตรงนี้ อาตมาจะมาส่งโยม”

“หม่อมฉันจักหลุดพ้นในอีกไม่กี่เพลาตามพระดำรัสของพระองค์”

“เมื่อถึงเวลาอาตมาจะส่งโยมเอง” ดูเหมือนว่าการสนทนาระหว่างผู้หญิงแปลกหน้าและพระสังคมจะส่งเสียงดังจนทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินกันทั่ว

“หม่อมฉันมิอยากกระทำการอันใดเลยเพคะท่าน มิอยากให้ผู้ใดเป็นตัวตายตัวแทนของหม่อมฉันอีกต่อไป หม่อมฉันใคร่จักปลดปล่อยทุกสิ่งให้ผ่านเลยไปตามกาล เยี่ยงท่านตรัสหากแต่จักกระทำได้ฤาไม่นั้น หม่อมฉันยังมิแน่ใจนัก”

“ได้สิโยมคืนนี้อาตมาเองบอกแล้วว่าจะปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้เป็นเหมือนเมื่อครั้งก่อนอีกแล้ว คนเราจะต้องเป็นไปตามกรรม วัฏสงสาร ไม่มีใครคนไหนที่หลีกเลี่ยงกรรมเหล่านั้นได้หรอกโยม”

“เพคะพระองค์” ในพระสุรเสียงนั้งแฝงไปด้วยความยินดี

“โยมแสงตะวันอาตามยินดีมากนักที่ได้พบกับโยมอีก” พระเย็นที่นั่งอยู่ในกรดของตนเอ่ยทักทายกับพระพราเลี้ยงแสงตะวัน

แสงตะวันก้มลงกราบพระเย็นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลเอ่อท้นไปทั้งใบหน้าของเธอเอง

“เป็นบุญแห่งข้าแล้วเจ้าคะพระท่าน ที่ได้เห็นผ้าเหลืองของพระก่อนที่ข้าจักจากไป”

“อาตมาอุทิศส่วนกุศลในการบวชครั้งนี้ให้กับโยมเพียงผู้เดียว หากว่าในการบวชครั้งนี้จะสร้างผลบุญเท่าไหร่ บุญนั้นจะเป็นของโยมแต่เพียงผู้เดียว” น้ำเสียงเย็นๆ ของพระเย็นเอ่ยบอกกับพระพี่เลี้ยงแสงตะวัน

“เป็นพระคุณยิ่งแล้วเจ้าคะพระท่าน”

แสงดาวหันหน้าไปมองหน้าของเรกะติที่นั่งคู่กับน้อมใจ เธอหันไปยิ้มทักทาย รอยยิ้มนั้นทำให้เรกะติต้องรีบวิ่งออกจากกองถ่ายทำสารคดีของเธอเพื่อเข้าไปหาแสงดาวทันทีเช่นกัน

“แม่จ๋าแม่ใช่ไหม” เรกะติร้องไห้พร้อมกับเอ่ยเรียกแสงดาวว่าแม่

“มิผิดดอกลูก เจ้าเจริญวัยขึ้นมากยิ่งนักนะลูกแห่งข้า” แสงดาวลูบหัวของเรกะติที่ซบลงบนตักของเธอไปมา

“คิดถึงแม่เหลือเกินคะแม่จ๋า”

“ข้าเองก็คิดถึงเจ้าลูกแห่งข้า ขอบใจเจ้านักนะน้อมใจที่เลี้ยงดูลูกแห่งข้ามาจนเติบใหญ่แลให้การศึกษามาอย่างดี” ประโยคหลังแสงดาวหันไปขอบคุณน้อมใจ

“ไม่เป็นไรหรอกคะคุณเรเป็นเด็กดี น่ารัก แม้ว่าจะดื้อไปสักนิด แต่รวมๆ ก็ยังคงน่ารักนั่นแหลคะ ฉันสิคะต้องขอบคุณคุณที่ไว้ใจให้ฉันเลี้ยงดูเร”

“ในเพลานั้นข้ามิรู้จักทำฉันใด หากจักต้องเลือกให้ชีพข้าตายแทนลูกได้ข้าเองก็จักทำเช่นกัน”

“ฉันเข้าใจดีคะแม้ว่าฉันไม่ได้อุ้มท้องลูกมาแต่ฉันก็รักเรยิ่งกว่าดวงใจของฉันเองเหมือนกัน”

“ข้าจึ่งได้กล่าวกับเจ้าว่าข้าขอบใจเจ้ายิ่งนักแล้วน้อมใจ” สายตาของแม่สองคนแม่ผู้ให้กำเนิดและแม่ผู้เลี้ยงดู ต่างซาบซึ้งในกันและกัน

“ถ้าเป็นไปได้คุณอย่า เอาเรจากฉันไปเลยนะคะฉันรับไม่ได้แน่ๆ ถ้าลูกต้องมาจากฉันไปเร็วแบบนี้”

“จักมิมีผู้ใดต้องพรากจากผู้ใดทั้งสิ้น” พระสุรเสียงของพระนางตามะแนกล่าวเรียบๆ แต่ก็ได้ยินกันทั่ว

“จริงหรือค่ะคุณ ถ้าจริงอย่างนั้นฉันจะดีใจมาก”

“ข้าพูดแล้วจักไม่คืนคำ” พระนางตามะแนตรัสอีกครั้ง ทำให้น้อมใจรู้สึกโล่งอกไปแปราะหนึ่ง

พระจันทร์เริ่มถูกเงาของโลกบดบังที่ละนิดละหน่อย ผู้เฒ่าอาเค่อไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขายกและชูเขากวางที่ใหญ่และหนักอึ้งขึ้นเหนือศีรษะของเขาปากก็บริกรรมคาถาอะไรสักอย่าง พระสังคมและพระเย็นเองก็เช่นกัน ทั้งสองรูปสวดคาถาที่แม้กระทั่งทุติเองที่เป็นนักโบราณคดีไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาจับใจความได้ว่าเป็นภาษาขอมโบราณ แต่ก็ไม่รู้ว่าคาถานั้นคือคาถาอะไร

เมื่อเวลาที่พระจันทร์ถูกเงาดำทาบทับจนมืดมิด สายตาของคนในบริเวณนั้นก็ได้เห็นเขากวางที่อยู่ในมือของผู้ใหญ่อาเค่อลอยขึ้นไปยังอากาศ นิพนธ์สั่งให้ลูกน้องของเขาหันกล้องไปจับภาพที่เหมือนกับการเล่นกล เขากวางลอยสูงขึ้นไปทุกที และฉับพลันก็มีกวางตัวหนึ่งปรากฏขึ้น

กวางที่สวยและรูปร่างปราดเปรียว แต่ตัวใหญ่กว่ากวางตัวใดในโลกที่มนุษย์บนโลกเคยได้เห็นมาก่อน เขากวางค่อยๆ ลอยขึ้นไปประดับบนหัวของกวางจนแนบสนิท และแสงสว่างจ้าก็เกิดขึ้นจนทุกคนแสบตา

“เราจักปลดปล่อยเจ้าเป็นอิสระตามะแน” เสียงของกวางดังก้องไปทั่ว ไม่มีใครที่อยู่ตรงนั้นจะไม่ได้ยิน ไม่มีใครสนใจพระจันทร์หรือดวงดาวอะไรอีกเลย มีแต่จ้องมองไปที่ภาพของกวางสว่างที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า และสักพักกวางตัวนั้นก็หายวับไปกับตา

“ยินดีด้วยนะโยม โยมเป็นอิสระแล้วและไม่ต้องมีตัวตายตัวแทนอีกต่อไป”

“เพคะท่าน หม่อมฉันก็ยินดีเช่นกัน” องค์ตามะแนตรัสตอบพระสังคมที่ในอดีตชาติเคยเป็นพระอัยกาของพระนาง

“อาตมาทำได้ดีที่สุดก็เพียงเท่านี้อาตมารู้ดีว่าอดีตชาติของอาตมานั้นทำเรื่องเดือดร้อนไว้ให้กับโยมมากมายนัก แต่เมื่อมาถึงเวลานี้อาตมารู้แล้วว่าสิ่งที่อาตมาทำไว้กับโยมมันทำให้โยมต้องเดือนร้อน ปล่อยวางเถอะนะโยม ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปล่วงเลยไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ ปลดปล่อยตัวเองเถิดนะโยม”

“เพคะท่าน” องค์ตามะแนก้มลงกราบแทบบาทอดีตองค์พระอัยกาแห่งพระนาง

“ใบเงินข้าปรีดายิ่งนักที่เจ้าอันเป็นเนื้อแห่งข้าบุตรแห่งข้าจักมิต้องมานรับชะตากรรมเยี่ยงข้า ข้ายินดียิ่งนักลูกรัก”

เมื่อสิ้นพระสุรเสียงขององค์ตามะแนแสงระยิบระยับก็ปรากฏแก่สายตาของคนที่ยืนอยู่ ณ บริเวณนั้นอีกครั้ง ร่างของพระนางตามะแนและผู้ติดตามอีกหลายร้อยคนก็กลายเป็นลำแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นประกายระยิบระยับดังดวงดาวประดับทั่วท้องฟ้า

แผ่นดินไหวจนคนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นต้องพยายามหาที่เกาะเพื่อให้ตัวเองยืนให้ติดและไม่ล้มลงไป แสงสว่างวาบเกิดขึ้นในป่าต้องห้ามเบื้องล่างของผาเดียวดาย

ฉับพลันก็เกิดภาพของเมืองโบราณทั้งเมืองปรากฏแก่สายตาของคนบนผาเดียวดายให้ได้พบเห็น เมืองตามะแนปุระที่หายสาบสูญไปหลายพันปีได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน อยู่พักใหญ่และก็หายวับไปกับตา

ทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่ผาเดียวดายแห่งนี้ ในอดีตชาติล้วนเคยเป็นไพร่พลในเมืองตามะแนปุระทั้งสิ้น เมื่อได้เห็นเมืองหายไปในกาลก่อนก็จะต้องได้เห็นเมืองอีกครั้งและครั้งนี้เมืองๆ นั้นไม่ได้ล่มสลายเพียแต่ตามพระนางตามะแนไปยังที่ไกลแสนไกล

บัดนี้ตามะแนปุระ แห่งองค์ตามะแนจักหายไปตลอดกาล

ใบเงินเห็นเหมือนกับบนท้องฟ้านั้นมีรอยยิ้มของพระนางตามะแนส่งมาให้เธอ เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นจะเป็นเพราะองค์ตามะแนอยากจะให้เห็นหรือว่าเธอคิดไปเอง เธอรู้แต่เพียงว่ารอยยิ้มนั้นงดงามหาใดเปรียบและเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นสำหรับเธอเสมอ

....................

หลังฝนตกหนักฟ้าก็กระจ่างสว่างไสว ใบเงินก้านแก้วและกิ่งเพชรทอดสายตาไปไกลแสนไกล สามคนพี่น้องยืนส่งพระสังคมและพระเย็นให้กลับไปธุดงค์ในป่าอีกครั้งก่อนที่พระสังคมจะจากไปทั้งสามสาวได้คุยอะไรบางอย่างกับพระท่าน

“อาตมาปลดปล่อยทุกอย่างที่ค้างคามานานแล้วโยมทั้งสองคนเป็นอิสระและไม่มีพันธะใดๆ อีกต่อไปแล้วนะโยม” น้ำเสียงอันเมตตาออกมาจากปากของพระสังคมเพื่อบอกกับใบเงินและกิ่งเพชร

“ท่านคะสรุปว่าพี่ใบกับน้องกิ่งไม่ได้เป็นลูกของท่านหรือคะ” ก้านแก้วยังค้างคาใจกับเรื่องชาติกำเนิดของใบเงินและกิ่งเพชรจึงได้ถามขึ้น

“สำหรับโยมใบเงินนั้นอาตมาถือว่าเป็นลูกของอาตมาเอง ส่วนโยมกิ่งเพชรนั้นไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของอาตมาแต่ประการใด โยมกิ่งเพชรเป็นลูกของโยมแสงดาวและโยมมาก ในวันที่โยมกิ่งเพชรเกิด โยมจันทร์เพ็ญไปพบเข้าและได้รับเลี้ยงโยมกิ่งเพชรไว้ตั้งแต่แรกคลอด ถ้าจะนับว่าโยมเป็นเชื้อสายเดียวกัน โยมทั้งสองคนก็ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวเนื่องกันเลย แต่หากจะนับว่าโยมได้รับอุปการะเลี้ยงดูมาจากพ่อแม่คนเดียวกันโยมทั้งสองก็เป็นพี่น้องกันเท่านั้น”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ใบกับกิ่งก็รักกันได้สิคะท่าน”

“ถ้าโยมจะคิดอย่างนั้นก็ได้ จะรักชอบกันในฐานะพี่น้อง หรือฐานะใดก็ได้เหมือนกัน มีคนรักก็ดีกว่ามีคนเกลียดไม่ใช่หรือโยม”

“ค่ะหลวงพ่อ” ก้านแก้วรับคำพระหลวงพ่อของเธอ

“อาตมาคงต้องไปแล้วโยม หมดกิจธุระของสงฆ์แล้ว โยมจะทำอะไรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรก็สุดแล้วแต่โยมนะ”

“ค่ะหลวงพ่อ” สามสาวตอบรับคำของพระสังคมแทบจะพร้อมๆ กัน และก้มลงกราบพระท่านที่แบกกรดเตรียมพร้อมที่จะเดินทางธุดงค์ไปยังป่าต้องห้ามอีกครั้ง

“เจริญพรโยม”

พระสังคมได้จากไปแล้วใบเงิน ก้านแก้วและกิ่งเพชรก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมมองพระทั้งสองรูปเดินจากไปจนลับตา

“คราวนี้ก็สุดแล้วแต่พี่ใบกับกิ่งแล้วนะว่าจะเลือกเดินทางไหน อย่างที่หลวงพ่อบอก พี่ใบกับกิ่งไม่ได้มีอะไรที่ถือว่าเป็นพี่น้องกัน ถ้าไม่นับว่าแม่ได้เลี้ยงพวกพี่มาพร้อมๆ กัน เรื่องนี้ก้านไม่เกี่ยว พี่ใบกับกิ่งคิดเอาเองก็แล้วกันนะก้านไปล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นกอขอคอจอฉอชอ” ก้านแก้วพูดจบก็เดินจากไปอย่างรวดเร็วปล่อยให้ใบเงินและกิ่งเพชรยืนอยู่ด้วยกันเพียงลำพังสองคน

“เอ่อ” ทั้งสองคนเอ่ยปากพูดออกมาแทบจะพร้อมๆ กัน

“พี่ใบพูดก่อน/กิ่งพูดก่อน”

“พี่ใบก่อนแล้วกัน/กิ่งก่อนแล้วกัน”

แล้วเสียงหัวเราะก็ตามมาเพราะไม่ว่าจะเอ่ยอะไรทั้งคู่ก็เกี่ยงกันไปมาพร้อมๆ กัน จนกิ่งเพชรยกมือขึ้นเสนอตัวที่จะพูดก่อน

“พี่ใบคิดยังไงคะเรื่องของเรา”

“ก็อยู่ที่กิ่งว่าจะคิดยังไง”

“ไหงมาเลี่ยงวลีแบบนี้ล่ะพี่ใบ”

“ปากก็ยังเรียกพี่ว่าพี่เลยแล้วจะให้พี่คิดยังไงได้ล่ะกิ่ง”

“งั้นเอางี้ คุณใบคิดยังไงคะกับเรื่องของเรกับคุณ” กิ่งเพชรเปลี่ยนสรรพนามทั้งของตัวเธอและของใบเงิน

“คิดเหมือนที่คุณคิดนั่นแหละคะ คุณเรกะติ”

“จริงหรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องจริงเรจะดีใจที่สุดในโลกเลยค่ะ”

“จริงสิคะใบไม่เคยโกหก และไม่คิดจะล้อเล่นกับเรื่องนี้”

“ไชโย ไชๆๆ โย่วๆๆๆ” เรกะติหรือกิ่งเพชรกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ใบเงินเหมือนๆ กับเธอนั้นเป็นเด็กเล็กๆ และได้ของที่ถูกใจก่อนที่เธอจะคว้าเอวบางๆ ของใบเงินมากอดไว้และบรรจงหอมแก้มนวลของใบเงินด้วยความรัก

“คนขี้โกง”

“ไม่ได้ขี้โกงสักหน่อยนี่น้องหอมแก้มพี่ผิดตรงไหน”

“อ้าวเหรอ นี่น้องหอมแก้มพี่หรอกเหรอ” ใบเงินอายจนหน้าแดงแต่ก็ยังคงแกล้งล้อเรกะติกลับไปเป็นการแก้เขินให้กับตัวเธอเอง

“ส่วนนี้คนรักเค้าต้องทำกันแบบนี้ค่ะคุณใบ” เรกะติก้มลงจูบที่ริมฝีปากบางของใบเงินด้วยความรักและจริงใจที่เธอมอบให้กับใบเงินอย่างหมดหัวใจ

อดีตจะเคยเป็นอะไรนั้นไม่สำคัญ เพียงปัจจุบันเธอรักใบเงินคนในอ้อมกอดคนนี้อย่างสุดหัวใจก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ

... จบ ....




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2551    
Last Update : 31 สิงหาคม 2551 8:15:14 น.
Counter : 287 Pageviews.  

เรื่องสั้่นแนวนูริ : ดำเนินทราย บทที่ ๑๐

บทที่ ๑๐ เงามืด

ใบเงินยืนเหม่ออยู่ที่ลานหน้าโรงเรียนเธอครุ่นคิดถึงเรื่องที่ตัวเองได้พบกับพระนางตามะแนเจ้าเหนือหัวแห่งเมืองตามะแนปุระ เธอไม่รู้ว่าเธอจะตัดสินใจอย่างไร เพราะนั่นคือจุดพลิกผันของชีวิตใบเงินที่ต้องเปลี่ยนไปแบบไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้

เธอพึ่งจะพบกับน้องคนสุดท้องที่ตัวเองคิดว่าได้จากโลกนี้ไปแล้ว เธอรักและอยากจะอยู่ใกล้น้อง แต่เมื่อรู้ความจริงสิ่งที่ใบเงินล่วงรู้เธอเองก็ไม่สามารถบอกกับใครได้อีกว่ากิ่งเพชรไม่ใช่น้องแท้ๆ ของเธอเอง แต่กลับเป็นลูกของพรานมากกับพระพี่เลี้ยงแสงดาว

สิ่งที่เธอต้องตรึกตรองเป็นอย่างดีก็คือเธอไม่ใช่พระนางตามะแนผู้เก่งกล้า เธอเป็นเพียงเศษเนื้อที่พระองค์ทรงแบ่งให้ออกมาจากตัวตน เธอเป็นเพียงธุลีขององค์ตามะแนเท่านั้นเธอไม่มีคาถาหรืออาคมอะไรที่จะทำให้เมืองลับแลอย่างเมืองตามะแนปุระอยู่ต่อไปในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ได้

แล้วเธอจะมีใครให้พึ่งพา แล้วเธอจะมีคนรู้ใจหรือใครจะช่วยเธอ คนในเมืองอาจจะเกรงกลัวเธอเหมือนที่เกรงกลัวพระนางตามะแน แต่จะเชื่อได้อย่างไรเล่าว่าคนเหล่านั้นจะเกรงกลัวต่อไปในภายภาคหน้า เพราะเลือดเนื้อของเธออีกครึ่งหนึ่งก็คือมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

จากข่าวในวิทยุประกาศว่าวันนี้เวลาประมาณก่อนเที่ยงจะเกิดสุริยุปราคา ใบเงินให้เด็กๆ หากระจกใสมาลนไฟและรอเวลาการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงและสอนเด็กๆ ไปด้วย เด็กๆ ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เห็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เห็นบ่อยครั้งนัก ยิ่งสุริยุปราคาเต็มดวงด้วยแล้ว จะเกิดแต่ละครั้งก็คงจะชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่งเลยทีเดียว

ผู้ใหญ่อาเค่อจัดพิธีบวงสรวงพระราหูด้วยของดำเก้าอย่างเพื่อเป็นสิริมงคลกับหมู่บ้าน ดังนั้นตั้งแต่เช้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างวุ่นวายกันไปหมด เพราะต้องเตรียมอุปกรณ์ เด็กเตรียมกระจกดำรมควัน ผู้ใหญ่เตรียมของเซ่นไหว้

ส่วนครูอย่างใบเงินเตรียมตัวสอนหนังสือเด็กๆ และสอนให้รู้ว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านั้นมันเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกปี แล้วแต่ว่าจะเกิดขึ้นช่วงเวลาไหน นานเท่าไหร่ เห็นได้เต็มดวงหรือบางส่วนก็เท่านั้นเอง

เธอเองก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ในใจเพราะเธอต้องสอนเด็กๆ ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่สิ่งที่เธอได้รับรู้จากองค์ตามะแนมันคือลางบอกเหตุ ลางที่จะบอกว่าเวลาแห่งการสับเปลี่ยนผู้ปกป้องนครตามะแนปุระได้มาถึงแล้ว

ก้านแก้วพาคณะของศาสตราจารย์ที่สอนเกี่ยวกับดาราศาสตร์มายังดอยเดียวดายและให้คณะนั้นมาพักที่โรงเรียนที่ใบเงินสอนอยู่เพราะบนดอยแห่งนี้ไม่มีวัดหรือไม่มีสถานที่ให้คนกลุ่มนั้นได้พักแรมนอนค้าง คงจะมีก็แต่โรงเรียนที่มีสถานที่ใหญ่และกว้างขวางพอให้คนกลุ่มใหญ่ได้พักอาศัย และคนกลุ่มนี้ก็ได้ช่วยใบเงินสอนเด็กๆ เกี่ยวกับเรื่องสุริยะจักรวาลและการเกิดสุริยุปราคา

ใกล้เวลาที่จะเกิดเงาของดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์แล้ว เด็กๆ และพวกนักดาราศาสตร์ก็เตรียมพร้อมกันที่ลานหน้าเสาธงกันพร้อมหน้าพร้อมตา เมื่อเงาเข้าทาบทับดวงอาทิตย์เสียงเด็กๆ ฮือฮากันใหญ่

“บังแล้ว บังแล้ว”

“อย่าจ้องมองไปที่ดวงอาทิตย์นะเด็กๆ ตาจะบอดให้ดูผ่านกระจกรมควันนะ” เสียงก้านแก้วตะโกนบอกเด็กๆ ให้ทำตามคำสั่งของเธอ และเด็กๆ ก็เชื่อฟังทำตามที่ก้านแก้วบอกกันทุกคน

เงาค่อยๆ ทาบทับไปเรื่อยๆ แสงแดดอ่อนแสงลงทุกทีจนดูเหมือนกับว่าเป็นเวลาใกล้ค่ำ นกกาบินกลับรังเป็นฝูงใหญ่ เมื่อเงานั้นบังพระอาทิตย์จนมิด เกิดแสงออร่าสว่างไสว เสียงของก้านแก้วก็สั่งว่า

“เอากระจกลงแล้วมองไปให้เต็มตาเด็กๆ ดูว่ามันสวยมากแค่ไหน”

เด็กๆ ทุกคนทำตามคำบอกของก้านแก้วอย่างว่าง่าย แสงสว่างเรืองรองนั้นสะกดให้ทุกคนอยู่ในความเงียบไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ใบเงินเห็นใบหน้าขององค์ตามะแนลอยอยู่ท่ามกลางดวงอาทิตย์ที่บดบังแสงนั้นเหมือนๆ กับจะยิ้มให้กับเธอ

ใบเงินยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพภาพที่เธอได้เห็น องค์ตามะแนส่งยิ้มอันอบอุ่นให้กับใบเงินและใบเงินเองก็เช่นกัน

“อีกเพียงสิบห้าราตรีเท่านั้นลูกรัก เพียงสิบห้าราตรี” เมื่อสิ้นพระสุรเสียงราหูที่อมดวงอาทิตย์ไว้ก็เริ่มเคลื่อนออก เกิดเป็นแสงสว่างวาบขึ้นมาจนแสบตา

“ยกกระจกขึ้นมาเร็วๆ เด็กๆ เดี๋ยวตาบอด” เป็นเสียงของก้านแก้วอีกเช่นเคยที่ส่งเสียงสั่งเด็กที่ยืนนิ่งราวกับถูกมนต์สะกดของราหูสะกดไว้ เด็กบางคนทำตามบางคนยืนนิ่ง

“เร็วเข้ายกขึ้นมา” ก้านแก้วกระทุ้งสั่งด้วยเสียงอีกครั้ง เด็กๆ รอดูจนราหูผ่านไปและทุกคนก็แยกย้ายกันไปกินข้าวเที่ยงเพราะได้เลยเวลาพักเที่ยงมานานแล้ว

“สวยจังเลยนะพี่ใบ” ก้านแก้วเดินมายกปิ่นโตออกจากเถาและวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะม้านั่งยาวๆ ที่ใช้สำหรับให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ

“อืมสวยมากเลยก้านสุริยุปราคาครั้งนี้” ใบเงินบอกกับก้านแก้วที่กำลังจะนั่งลงกินข้าวมื้อเที่ยงกับเธอ

“นั่นสิพี่นานๆ จะได้เห็นอะไรแบบนี้สักที ก้านไม่เคยเห็นเลยนะพี่ใบ ไม่เคยสนใจจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าในตอนกลางวันด้วยซ้ำไป นี่ถ้าทางพวกนักดาราศาสตร์ไม่ได้ติดต่อไปทางกรมนะพี่ ก้านไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะเกิดสุริยุปราคาที่สวยแบบนี้ในบ้านเราแถมบนดอยของเรายังเห็นได้นานกว่าที่อื่นอีกด้วย” ก้านแก้วตักข้าวเข้าปากเมื่อเธอพูดจบ

“นั่นสิพี่ก็เหมือนกัน” ใบเงินไม่อยากจะพูดอะไรมากได้แต่เออออไปกับก้านแก้วที่กินข้าวเคี้ยวตุ้ยๆ เต็มปากเต็มคำ

สักพักผู้นำของกลุ่มนักดาราศาสตร์ก็เดินเข้ามาสมทบ เมื่อพวกเขาเก็บเครื่องมือที่ใช้ดูดาวและถ่ายภาพเรียบร้อยแล้ว

“ขอบคุณนะครับผู้หมวดที่ให้ความกรุณา” ศาสตราจารย์ดำเกิงเอ่ยกับก้านแก้ว

“ยินดีค่ะท่าน ก้านซะอีกสิคะที่ต้องขอบพระคุณท่านมากๆ ที่พาก้านมาเห็นอะไรสวยๆ แบบนี้ ก้านไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ นะคะท่านมันสวยเหลือเกิน” ก้านแก้วยกมือไหว้ขอบคุณศาสตราจารย์ดำเกิงด้วยความจริงใจ

“นี่ถ้าอยากเห็นอะไรสวยๆ แบบนี้อีก ผมจะมาอีกรอบอีกสิบห้าวันมาด้วยกันอีกไหมครับ”

“โหท่านขามันจะเกิดสุริยุปราคาพร้อมๆ สองหนเลยหรือคะ” ก้านแก้วชักสนใจ

“ไม่ใช่ครับจันทรุปราคาต่างหาก แต่คราวนี้จะสวยกว่าวันไหนๆ เพราะว่าดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกเราไม่ไกลมากนักมันจะสวยจนบอกไม่ถูกเลยล่ะคุณ”

“อ๋อค่ะ งั้นก้านจะมากับท่านอีกรอบ อิอิไหนๆ ก้านก็มีที่พักมีข้าวฟรีทาน ได้อู้งานแถมยังได้ดูอะไรสวยๆ อีกด้วยรับรองงานนี้ไม่พลาดแน่ๆ แต่ท่านก็อย่าลืมทำหนังสือมาขอตัวก้านนะคะ ก้านจะได้ติดสอยห้อยตามท่านมาอีกหนอิอิ” ก้านแก้วรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะแถมติดปลายนวมขอให้ศาสตราจารย์ดำเกิงขอตัวเธอมาช่วยงานครั้งนี้อีกด้วย

“แน่นอนผู้หมวดผมขอตัวผู้หมวดมาแน่ๆ เพราะทีมงานผมชอบผู้หมวดกันทุกคน ไม่เชื่อลองไปถามเจ้าสิทธิ์ดูสิดูเหมือนว่าเจ้าหมอนั่นมันจะชอบดูผู้หมวดก้านมากกว่าดูดาวไปแล้ว” ดำเกิงแอบแซวก้านแก้วเพราะเขารู้ดีว่าลูกศิษย์ของตัวเองแอบปลื้มก้านแก้วอยู่เหมือนกัน

ก้านแก้วพูดอะไรไม่ถูกเพราะเธอกำลังเขินอายกับคำพูดของศาสตราจารย์ดำเกิงจนหน้าแดงไปหมด

“งั้นเดี๋ยววันนี้พวกผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับเดี๋ยวลงไปไม่ทันมืดขับรถตอนนั้นมันอันตรายคนขับไม่คุ้นทางด้วยสิ”

“ค่ะท่านก้านไม่ไปส่งนะคะท่านเดินทางปลอดภัยค่ะท่าน”

“แล้วพบกันผู้หมวดก้านแก้ว ขอบคุณนะครับครูใบเงินที่กรุณาให้ที่พักพวกผมแล้วอีกสิบห้าวันพบกันครับ”

“ค่ะท่านเดินทางด้วยความปลอดภัยคะท่าน”

ศาสตราจารย์ดำเกิงเดินทางกลับไปเรียบร้อยแล้ว ก้านแก้วขอตัวกลับไปบ้านก่อนเพราะไม่อยากรอใบเงินที่ต้องสอนหนังสือเด็กๆ ต่อ

...................

หลังเลิกสอนใบเงินเดินไปที่บ้านของผู้ใหญ่อาเค่อ เธอต้องการใครสักคนที่คอยเป็นที่ปรึกษาให้กับตัวเธอในเรื่องที่เธอต้องการที่พึ่งคอยให้คำแนะนำเธอมากที่สุด และตอนนี้เธอไม่เห็นใครที่จะเป็นที่พึ่งให้กับเธอได้นอกจากผู้ใหญ่อาเค่อ หมอผีประจำหมู่บ้านที่ผู้คนเคารพนับถือมากที่สุด

เมื่อไปถึงใบเงินก็ต้องแปลกใจเมื่อได้พบกับพระสองรูป นั่นคือพระสังคมและพระเย็นอยู่ที่หน้าบ้านของผู้ใหญ่อาเค่อด้วย

“นมัสการค่ะหลวงพ่อหลวงพี่”

“เจริญพรโยม”

“หลวงพ่อสบายดีไหมคะ ตั้งแต่เจอกันคราวนั้นใบก็ไม่พบหลวงพ่ออีกเลย”

“อาตมาสบายดีโยมสบายตามอัตภาพของบรรพชิต”

“ใบมีเรื่องไม่สบายใจค่ะหลวงพ่อ”

“อาตมารู้แล้วโยม”

“หลวงพ่อคะ ถ้าหากว่าใบไม่ทำตามที่หลวงพ่อสัญญาเอาไว้ใบจะผิดไหมคะ”

“ไม่ผิดหรอกโยมอาตมาไม่สามารถที่จะลิขิตชีวิตคนได้ เรื่องมันก็ล่วงเลยมานานแล้วอาตมาเองก็ได้แต่สวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้กับโยมและเจ้ากรรมนายเวรของโยมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สิ่งที่อาตมาทำไปและตอบตกลงไปนั้นพรหมได้ลิขิตเอาไว้แล้วว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องเกิดเพราะชีวิตของโยมกำหนดมาอย่างนั้น”

“ใบเข้าใจค่ะหลวงพ่อแต่ใบก็ทุกข์เหลือเกินแล้ว ทุกวันนี้ใบยังคิดไม่ตกเลยคะหลวงพ่อว่าชีวิตของใบมันจะเป็นแบบไหน”

“ปล่อยไปตามครรลองของชีวิตเถอะโยมอย่าไปคิดอะไรมากนัก เกิดแก่เจ็บตายล้วนอนิจจังหากโยมไม่สบายใจมานั่งสมาธิกับอาตมาไหมโยม จิตใจจะได้สงบมากขึ้น”

“ได้หรือคะท่าน”

“ได้สิโยมถ้าโยมตั้งใจที่จะทำ”

“ต้องนุ่งขาวห่มขาวหรือเปล่าคะท่าน”

“ไม่จำเป็นหรอกโยมอยู่ที่ใจของโยมเท่านั้น เสื้อผ้ามันเป็นเพียงเครื่องนุ่งห่มหากใจเราไม่ขาวต่อให้เสื้อผ้าขาวแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของเราสะอาดขึ้น ถ้าโยมสนใจที่จะนั่งสมาธิโยมตามไปพบอาตมาได้ที่ชายป่าก่อนถึงหน้าผาก็แล้วกันนะโยม”

“ค่ะหลวงพ่อ”

……………

ใบเงินกลับไปที่บ้านและบอกกับก้านแก้วว่าเธอจะไปนั่งสมาธิกับหลวงพ่อสังคม ก้าวแก้วถึงกับนั่งอ้าปากค้างเพราะเธอไม่เคยคิดว่าพี่สาวของเธอนั้นจะเข้าใจธรรมะหรืออยากจะไปนั่งสมาธิแบบนี้มาก่อน

“งั้นก้านเฝ้าบ้านให้พี่ใบแล้วกัน ก้านไม่เอาดีกว่าเรื่องแบบนี้ ก้านคนทนนั่งได้ไม่นานหรอกพี่ใบ” ก้านแก้วปฏิเสธที่จะไปกับใบเงินเมื่อใบเงินถามว่าจะไปด้วยกันหรือเปล่า

“ว่าแต่พี่ใบเถอะจะไปนั่งได้ยังไงในเมื่อไม่มีอะไรเลย น้ำค้างแรงออกเอางี้เดี๋ยวก้านไปทำที่ให้พี่ใบดีกว่ายุงก็เยอะแมลงก็เยอะนั่งสมาธิตากน้ำค้างจะไม่สบายไปเปล่าๆ พอดีก้านมีเต็นท์สำหรับนอนคนเดียวติดมาด้วยก้านไปกางให้พี่ใบก่อนก็แล้วกัน”

“ขอบใจนะก้านที่เป็นธุระให้พี่”

“เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ พี่ใบถ้าก้านไม่ทำให้พี่แล้วใครจะทำให้ล่ะพี่สาวคนสวย”

“อะจ้าน้องสาวสุดที่รัก”

.........

ก้านแก้วจัดการกางเต็นท์ให้กับใบเงินเสร็จเรียบร้อย เต็นท์ของใบเงินอยู่ไม่ไกลจากกรดของพระสังคมและพระเย็นมากนัก เพราะก้านแก้วกลัวว่าใบเงินจะกลัวผีแบบเดียวกับที่เธอกลัว ก็เลยกางเต็นท์ไม่ไกลจากที่พระทั้งสองรูปมากนัก แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องไม่ดีที่พระและสีกาจะอยู่ใกล้กันแต่จะแปลกอะไรก็ในเมื่อพระและสีกาคนนี้เคยเป็นพ่อลูกและมีเชื้อสายสืบต่อกันมาก่อนที่พระจะสละทางโลกไปบวช

“ก้านไปก่อนนะพี่ใบ” ก้านแก้วจัดการธุระให้ใบเงินเรียบร้อยแล้วก็เดินจากไปเพราะเธอเห็นว่าค่อนข้างดึกแล้ว จะมานั่งตากยุงตากน้ำค้างกับใบเงินก็ใช่ที่ เพราะวันรุ่งขึ้นเธอเองก็ต้องออกพื้นที่ทำงาน

ส่วนใบเงินก็เดินกลับไปหาพระสังคมที่นั่งสมาธิอยู่ในกรด เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระสังคม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดีของเธออย่างเสมอต้นเสมอปลาย

“โยมพร้อมแล้วหรือยัง”

“พร้อมแล้วค่ะท่าน”

“กลับไปที่พักของโยมแล้วนั่งในท่าที่คิดว่าโยมสบายใจที่สุด ภาวนาในใจง่ายๆ หายใจเข้าพุธ หายใจออกโธ คืนนี้เอาแค่นี้ก่อน ถ้าเหนื่อยเมื่อยล้าก็นอนพักเถอะไม่ต้องโหมอดทนมันจะทรมานเปล่าๆ”

“ค่ะหลวงพ่อ”

ใบเงินกลับมานั่งหัดทำสมาธิที่เต็นท์ของเธอ ด้วยการกำหนดลมหายใจแบบที่หลวงพ่อสังคมได้บอกกล่าวกับเธอ แรกๆ ใบเงินก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นเหน็บชาไปทั้งสองขา แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ ใบเงินกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด

จนใกล้เวลารุ่งสางใบเงินเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระสองรูป เธอจึงลืมตาขึ้นและกลับไปทำกับข้าวมาถวายพระทั้งสองรูปเพื่อนถวายเป็นภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุทั้งสองรูป

ก้านแก้วตื่นขึ้นมาก็เห็นใบเงินทำกับข้าวใส่ปิ่นโตไว้เรียบร้อยแล้ว

“พี่ใบจะเอากับข้าวพวกนี้ไปไหน”

“พี่จะเอาไปถวายหลวงพ่อ”

“อ๋อ ดีจังเลยพี่ใบ ก้านไปด้วยสิพี่ใบ”

“ไปสิรีบๆ อาบน้ำแต่งตัวเร็วๆ เข้าด้วยเดี๋ยวจะเลยเวลาฉันท์เช้า”

ก้านแก้วและใบเงินถวายภัตตาหารเช้าเรียบร้อยก็กลับไปทำงานของตัวเองระหว่างทางเดินกลับบ้านสองพี่น้องคุยกันมาตลอดทาง

“ก้านรู้สึกสบายใจไงไม่รู้พี่ใบมันบอกไม่ถูก”

“ทำไมเหรอ”

“ก็ก้านได้ถวายเช้าให้หลวงพ่อ แล้วก็ได้อยู่กับพี่ใบ มันเหมือนกับว่าครอบครัวของเรากลับมาอีกครั้งไงไม่รู้”

“พลวงพ่อท่านจะกลับมาอยู่กับเราได้ไงก้าน ท่านเดินทางธรรมเราเดินทางโลก มันต่างกันตั้งเยอะ”

“ไม่รู้สิพี่ใบ ก้านว่ามันดูดีออก แม้ว่าหลวงพ่อท่านจะไม่ได้มาเดินทางเดียวกับเราแต่ก้านก็อุ่นใจที่มีหลวงพ่ออยู่ใกล้ๆ พวกเราไม่เหมือนเมื่อก่อนก้านเหงาๆ ไงไม่รู้สิ มันเหมือนอะไรมันขาดๆ หายๆ ไปจากชีวิต ตั้งแต่ตอนกิ่งตกลงไปจากผา แล้วแม่ก็ต้องมาตายจากเราไป แถมหลวงพ่อก็ยังจะบวชไม่สึก พี่ใบรู้ไหมว่าก้านเหงาแค่ไหน” ก้านแก้วมีสีหน้าสลดลงได้สักพักก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าของตัวเอง

“แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้วนะพี่ใบ ตอนนี้ก้านมีทั้งพี่ใบ มีทั้งหลวงพ่อ แถมข่าวดีก็คือกิ่งยังไม่ตายมันสุดยอดของความสุขแล้วนะพี่ใบ”

“แล้วถ้าเกิดพี่ไม่ได้อยู่กับก้านอีกตลอดทั้งชีวิต ไม่ใช่หมายถึงว่าพี่ตายนะ แต่หมายถึงพี่ย้ายไปอยู่ที่อื่นที่ไหนสักแห่งไกลแสนไกลก้านจะเหงาไหม”

“โหพี่ใบอย่าบอกนะว่าพอน้องมาพี่ก็จะตามน้องไปอยู่อเมริกาแล้วทิ้งก้านไว้คนเดียว”

“ไม่หรอกพี่แค่ถามดูเฉยๆ น่ะ”

“ถ้าพี่ใบไปอยู่อเมริกาก้านก็คงเหงา แต่โลกเราพัฒนาแล้วนะพี่ใบโทรศัพท์มีไว้ทำไมก้านก็จะโทรหาพี่ใบตอนก้านเหงาก็ได้ จริงไหมพี่”

“จริงจ้าแม่น้องปัญญาใส”

“นี่พี่ใบดีนะไม่เรียกว่าแม่น้องหัวใสหรือแม่น้องแสนรู้ ไม่อย่างนั้นก้านโกรธพี่ใบตายแน่ๆ เลย”

“ใครจะกล้ามาว่าน้องสุดสวยของตัวเองได้เล่าก้านจริงไหม” ก้านแก้วโอบกอดใบเงินแถมหอมแก้มพี่สาวตัวเองอีกฟอดใหญ่

“อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าพี่น้องกันจริงๆ”

สองพี่น้องแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง ใบเงินทำงานทั้งวันด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้นอนเลยทั้งคืนเพราะเธอนั่งทำสมาธิแต่จิตใจกับอิ่มเอิบอย่างบอกไม่ถูก

...............

เรกะติรีบจัดการงานทุกอย่างเธอต้องรีบทำให้เสร็จก่อนวันขึ้นสิบห้าค่ำที่ใกล้เข้ามาถึงทุกวินาที นี่คงจะเป็นการนับถอยหลังที่เรกะติไม่อยากจะนับ เธอเองผ่านอะไรมาเยอะแต่ก็ไม่ได้หมายความถึงการนับถอยหลังแห่งการลาจากไปตลอดกาลแบบนี้ เธอรู้สึกว่าทำใจไม่ได้

น้อมใจผู้เป็นแม่ของเธอก็ดูเหมือนว่าจะเงียบลงกว่าที่เคยเป็น เรกะติเริ่มจำเรื่องราวต่างๆ เมื่อสมัยยังเป็นเด็กได้ทีละเล็กละน้อย และทุกครั้งที่เธอจำได้เธอเองก็จะปวดหัวจนแทบจะระเบิด

วันนี้ศาสตราจารย์ทุติมาที่บริษัทของน้อมใจอีกครั้งเขามาพร้อมกับกล่องใบใหญ่หนึ่งใบ และพร้อมที่จะเดินทางไปดอยเดียวดายพร้อมๆ กับน้อมใจและทีมงาน

“อะไรคะอาจารย์”

“ก็ที่ผมบอกคุณไง จารึกรูปเขากวาง” ทุติไม่พูดเปล่า เปิดกล่องใบโตนั้นและให้คนของตัวเองช่วยกันยกเขากวางรูปร่างสวยออกมากจากกล่องที่ต้องเรียกว่าลังใบโต

น้อมใจสังเกตเห็นว่าบนเขากวางนั้นแกะสลักคำโบราณเอาไว้ มากมาย น้อมใจก็ได้แต่มองเพราะเธอดูไม่ออกอ่านไม่ได้ว่าจารึกบนนั้นเขียนอะไรเอาไว้

“นี่เหรอคะที่อาจารย์บอกว่าฝังไว้ใต้ศิลาจารึก”

“ใช่แล้วคุณน้อม แต่มันเหมือนๆ กับไม่สมบูรณ์ คุณดูนี่สิ เหมือนว่าเขาอันนี้ยอดข้างบนมันหักหายไป แล้วอักษรก็หายไปด้วย” ทุติชี้ให้ดูที่ปลายยอดของเขากวางอันนั้น

“มันเป็นเขากวางที่สวยมากเลยนะค่ะอาจารย์ สวยและใหญ่มากๆ ด้วย”

“ใช่คุณน้อม เขาอันนี้สวยแล้วก็ใหญ่มากๆ ผมคำนวณคร่าวๆ นะว่ามันคงจะยาวประมาณเกือบสองเมตรไม่อยากจะคิดเลยว่ากวางเจ้าของเขาอันนี้จะตัวโตขนาดไหน”

“นั่นสิคะ แล้วนี่อาจารย์เอามาให้น้อมดูเฉยๆ หรือว่าจะเอาไปทำอะไรคะ”

“ผมว่าจะเอาไปที่ดอยเดียวดายกับคุณด้วย”

“โหอาจารย์ขา อาจารย์จะยกไอ้เจ้าเขานี่ไปด้วยไม่ต้องใส่รถบรรทุกเลยเหรอคะ”

“ก็นั่นนะสิผมถึงได้เอามาที่นี่เพราะผมคิดว่าคุณต้องยกกองถ่ายไปอยู่แล้วไหนๆ ก็ไหนๆ เอาเขานี้ไปด้วยเลยก็แล้วกัน ผมใส่กล่องมาอย่างดีรับรองได้ว่าไม่แตกหักหรือบุบสลายอย่างแน่นอน”

“เอางั้นเลยหรือคะอาจารย์”

“เอางั้นสิ เอาน่าน้อมใจถือว่าช่วยๆ กัน” ทุติตบไหล่ของน้อมใจเหมือนกับเป็นการขอร้องแกมบังคับให้น้อมใจทำตามที่เขาต้องการ

“ว่าแต่ว่าน้อมจะไม่โดนหาว่าขนของเก่าออกไปขายนอกชายแดนแน่นะอาจารย์”

“นี่คุณผมไม่หาเรื่องแบบนั้นหรอก ที่ผมเอาเขานี่ไปด้วยก็เพราะว่าผมจะพิสูจณ์อะไรบางอย่างเท่านั้นเอง”

“ก็ได้ค่ะอาจารย์ แล้วนี่อาจารย์พร้อมที่จะเดินทางหรือยังคะ”

“พร้อมแล้วไปได้เลย คนอย่างผมชุดนอนชุดเที่ยวชุดเดียวกันอยู่แล้วเรื่องแบบนี้สบายมาก”

..............

ทีมงานของน้อมใจมาปักหลักที่ดอยเดียวดายเป็นทีมแรก เธอต้องการจะเก็บภาพบรรยากาศของการเกิดจันทรุปราคาที่สวยงามบนดอยแห่งนี้ เพราะเมื่อครั้งก่อนที่เธอมาเธอรู้ว่าบนดอยแห่งนี้ยิ่งเฉพาะที่ผาเดียวดายมองได้รอบด้านเกือบสามร้อยหกสิบองศา ไม่มีอะไรมาบดบังทัศนียภาพรอบด้าน ถ้าจะถ่ายทำเธอคิดว่าโลเคชั่นของผาเดียวดายน่าจะสวยที่สุด และอีกอย่างเรกะติลูกสาวของเธอก็อยากที่จะมาที่ดอยเดียวดายแห่งนี้ด้วย

ดังนั้นเมื่อมาแล้วก็อย่าให้เสียเปล่า ทำงานไปด้วยพร้อมๆ กับมาส่งลูกสาวไปด้วยมันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรสำหรับคนทำงานอย่างน้อมใจ

มาครั้งนี้น้อมใจเอาเต็นท์ผ้าใบมากางเองเพราะเธอไม่อยากจะรบกวนที่พักของโรงเรียนอีก เนื่องจากทีมงานของน้อมใจนั้นมาเป็นจำนวนค่อนข้างมากพอสมควรเรียกว่ายกกันมาทั้งบริษัทก็ว่าได้ เพราะงานครั้งนี้น้อมใจอยากจะให้งานถ่ายทำออกมาแบบไม่มีข้อบกพร่อง

กล้องบันทึกภาพหลายตัวถูกจัดเตรียมอย่างดี พร้อมด้วยเลนส์ขนาดใหญ่ที่สามารถซูมให้เห็นไปได้ถึงผิวขรุขระของดวงจันทร์เรียกได้ว่าเกือบๆ จะเป็นกล้องที่ดีที่สุดตัวหนึ่งที่ประเทศไทยเคยมี น้อมใจมาถึงที่ดอยเดียวดายเพื่อเตรียมงานก่อนหน้าถึงห้าวัน วันนี้เป็นคืนขึ้นสิบค่ำ เวลาอีกหลายวันทำให้น้อมใจสามารถที่จะเก็บภาพและทำงานเรื่องชีวิตของคนบนดอยเดียวดายแห่งนี้ได้อีกหลายเรื่อง

ส่วนทุตินั้นเดินออกไปที่บ้านของผู้ใหญ่อาเค่อ เขาต้องการที่จะรู้ประวัติของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนี้ อย่างน้อยก็รู้ไว้ไม่เสียหลาย และอีกอย่างเขาเป็นคนแปลกถิ่นเมื่อมาถึงก็ต้องไปทำความรู้จักกับเจ้าของถิ่นก่อนเป็นดีที่สุด

ผู้ใหญ่อาเค่อพูดคุยกับทุติอย่างถูกคอแถมยังเล่าถึงที่มาที่ไปของชนเผ่าของเขาที่อพยบมาจากทางตอนกลางของเขมร แต่เมื่อมาตั้งรกรากที่นี่ก็ถูกลืนกินไปกับชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ ณ ดอยแห่งนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนในเผ่าจึงพูดได้หลากหลายภาษา เขาเองก็เช่นกัน ที่พยายามตกทอดคำว่าเลือดบริสุทธิ์จากรุ่นสู่รุ่นเพราะครอบครัวของเขาเป็นหมอผีประจำหมู่บ้านและเป็นหมอผีประจำชนเผ่าของเขาเอง

“ผู้ใหญ่ถ้าเป็นเผ่าที่สืบทอดกันมายาวนานแบบนี้ก็ต้องมีเครื่องรางของขลังที่ตกทอดกันมายาวนานสิผู้ใหญ่” ทุติถามเพราะเขานั้นเคยรู้มาว่าแต่ละชนเผ่าก็จะมีสิ่งที่เคารพนับถือของชนเผ่าตัวเองไม่เหมือนกัน

“มีสิคุณ”

“แล้วอยู่ที่ไหนครับ”

“นั่นไงอยู่บนแท่นพิธีนั่น” ผู้เฒ่าอาเค่อชี้ไปทางแท่นพิธีของเขา

เมื่อสายตาของทุติได้เห็นสิ่งที่ถือว่าเป็นของเคารพบูชาของชนเผ่านี้เขาเองก็ถึงกับตะลึง เพราะมันเป็นเหมือนยอดเขากวางที่หายไปจากเขากวางที่ตัวเขานั้นหอบเอามาด้วยแต่สภาพมันดูแตกต่างเพราะเขากวางอันนั้นเพราะมันถูกปิดทับไปด้วยแผ่นทองมากมายจนมองไม่เห็นรอยจารึกอะไรบนนั้น

“ผมขอดูหน่อยได้ไหมผู้ใหญ่”

“ไม่ได้มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์เอาลงมาเล่นมาดูง่ายๆ ไม่ได้หรอกขรับคุณ”

“แต่ผมรับรองนะผู้ใหญ่ว่าผมจะไม่ทำให้เผ่าของผู้ใหญ่ต้องได้รับความเดือดร้อน”

“ไม่ได้จริงๆ ขรับคุณ”

“เอางี้งั้นผมเอาของที่เหลือที่ผมเอามาด้วยมาให้ผู้ใหญ่ดูแล้วผู้ใหญ่จะรู้ว่าทำไมผมถึงได้อยากดูเครื่องรางของผู้ใหญ่มากนัก คุณรุ้งช่วยให้ใครไปยกกล่องนั้นมาที่นี่หน่อยได้ไหม” ทุติหันไปบอกกับรุ่งพรายที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาให้ไปยกกล่องหนักๆ ใหญ่ๆ กล่องนั้นมาให้เขา

รออยู่ไม่นานทีมงานของทุติก็ยกกล่องที่ว่ามาถึงบ้านของผู้ใหญ่อาเค่อ ทุติให้คนของเขาช่วยกันยกเขากวางนั้นออกมาและนำขึ้นมาไว้บนบ้านเปิดโล่งของผู้ใหญ่อาเค่อ ที่ใช้สำหรับทำพิธีกรรมของหมอผี

เมื่อผู้ใหญ่อาเค่อเห็นเขากวางเก่าแก่นั้นก็ได้แต่อุทานว่า

“มาแล้วจริงๆ ของคู่กันมาอยู่เคียงกันแล้วจริงๆ” เขาเดินไปยกมือไหว้เขากวางอันใหญ่ท่วมหัวและกลับไปหยิบเขากวางที่วางอยู่บนแท่นพิธีออกมาวางแปะประกบลงไปที่ยอดเขากวางที่ทุตินำมาให้เขาดู และก็เหมือนกับว่าเขากวางอันนั้นจะส่องแสงประกายเจิดจ้า

เขากวางสองอันสนิทแนบกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างดี ราวกับว่าไม่เคยถูกตัดแบ่งออกจากกันมาก่อน ทั้งทุติและทีมงานได้แต่จ้องไปที่เขากวางเพราะตอนนี้ทุติเองก็ยังไม่อาจรู้ได้ว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้ขึ้น

อาเค่อก้มลงกับพื้นทำความเคารพเขากวางอันนั้น เขาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาตั้งแต่บรรพบุรุษเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว คำสั่งที่ถูกถ่ายทอดกันมานับพันปี บัดนี้ธุระหน้าที่ของคนในตระกูลเขาได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว

“คราวนี้ผู้ใหญ่จะบอกได้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“ได้สิคุณผมจะเล่าให้ฟัง” จากนั้นคำบอกเล่าต่างๆ ก็พร่างพรูออกมาจากปากของผู้เฒ่าอาเค่อ

นับบตั้งแต่บรรพบุรุษของผู้เฒ่าอาเค่อหลายช่วงอายุคนได้เล่าสืบต่อกันมาว่าเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง ในสมัยนั้นซึ่งตัวของผู้เฒ่าอาเค่อเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่คาดเดาไว้ว่ากาลเวลานั้นน่าจะเนิ่นนานนับพันๆ ปี เจ้าเมืองเมืองนั้นได้ทำการฆ่ากวางเพราะหมายมั่นที่จะเอาเขากวางตัวโตเกือบเท่าช้างตัวหนึ่งที่สวยงามมาประดับปราสาทของพระองค์

ในครั้งนั้นมีคนทักท้วงมากมายว่าจะเกิดอาเพทกับบ้านเมืองเพราะเมืองแห่งนั้นมีเทพเจ้าที่เป็นกวางดูแลปกป้องรักษาเมืองอยู่ แต่เจ้าเมืองก็ไม่เชื่อคำทักท้วงทั้งปวงยังตามล่าเอาเขากวางนั้นมาเป็นของตนให้ได้ ใช้อุบายทุกอย่างที่จะล่อกลางตัวนั้นให้เข้ามาอยู่ในกับดักและสุดท้ายเจ้าเมืองก็ได้เขากวางข้างหนึ่งมาเป็นของตัวเองด้วยการทำร้ายกวางที่เป็นเทพอารักษ์เมืองจนบาดเจ็บสาหัส

ส่วนกวางตัวนั้นหลังจากที่โดนตัดเขาไปก็ได้หายวับไปกับตาของเจ้าเมือง เจ้าเมืองจึงได้รู้ว่าเขาเองนั้นได้ลบหลู่ดูหมิ่นเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษาเมืองของเขาเอง จากนั้นไม่นานทุกอย่างในเมืองก็แปลเปลี่ยนไป เมืองทั้งเมืองล่มสลายแผ่นดินสูบลงไปแทบจะไม่หลงเหลือร่องรอยอะไรไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าเคยมีเมืองแห่งนั้นมาก่อน

แต่ก่อนที่เมืองจะล่มสลาย เจ้าเมืองก็ได้ให้แบ่งตัดเขากวางที่ลงอักขระและคาถาข่มเอาไว้ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไปสะกดไว้ใต้หินศิลาแลงหน้าปราสาทที่สร้างขึ้นถวายแด่องค์เทพ อีกส่วนหนึ่งให้บรรพบุรุษของพวกผู้เฒ่าอาเค่อเอามาเก็บไว้ และให้ดูแลอย่างดี

ตามคำบอกเล่าได้กล่าวไว้ว่าเมื่อถึงเวลาเขากวางทั้งสองส่วนจะกลับมาอยู่ในที่ของมันเอง และเวลานั้นเจ้าหญิงที่เป็นพระนัดดาของเจ้าเมืองจะได้ไปผุดไปเกิด เพราะเจ้าเมืองได้สะกดไว้

“เรื่องมันก็มีเท่านี้แหละขรับคุณ” ผู้เฒ่าอาเค่อเล่าจบลงก็มีอาการหอบอย่างเห็นได้ชัด เพราะตัวของผู้เฒ่าเองนั้นตอนนี้อายุก็เกือบๆ จะถึงร้อยปีอยู่อีกไม่กี่วันเท่านั้น

“ผู้ใหญ่อย่าบอกผมนะครับว่าเมืองๆ นั้นชื่อเมืองตามะแนปุระ” ทุตินั่งฟังคำบอกเล่าเขาไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองเลยว่าเรื่องที่เขาเฝ้าเพียรพยายามขุดค้นหามาประวัติมานานนับสิบๆ ปีจะมาคลี่คลายด้วยคำบอกเล่าของชายชราที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเขาเอง

“ใช่ขรับคุณ เมืองนั้นชื่อเมืองตามะแนปุระ เมืองแห่งเจ้าสุริยะชัยเชษฐและพระนางตามะแนผู้เลอโฉม”

“โอ้วพระเจ้าผมไม่อยากจะเชื่อจริงๆ คุณรุ้งคุณช่วยหยิกหรือตบหน้าผมทีสิว่าผมไม่ได้ฝันไป” ทุติหันไปบอกกับรุ้งพรายให้ช่วยปลุกเขาขึ้นมาจากความจริงที่เหมือนกับความฝัน

“รุ้งก็ไม่อยากจะเชื่อคะอาจารย์แต่มันเป็นไปแล้วจริงๆ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยินอะไรที่มันแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อนเลยคะอาจารย์”

“เอางี้แล้วกันผู้ใหญ่ ผมฝากเขาอันใหญ่นี้กับผู้ใหญ่ก็แล้วกันเพราะผมคงยังไม่ได้ใช้อะไรตอนนี้ แล้ววันที่จะใช้ผมจะมาบอกคุณอีกครั้ง”

“โผ้มจะใช้มันในคืนสิบห้าค่ำที่จะถึง แต่โผ้มก็ไม่รู้ว่ามันจะได้กลับไปอยู่ในมือของคุณอีกหรือเปล่านะขรับ”

“ผมเข้าใจคุณผมพอจะเริ่มจับต้นมาชนปลายได้แล้ว ถ้ามันจะหายไปพร้อมๆ กับการปลดปล่อยคนที่ถูกสะกดไว้ในเมืองนั้นผมเองก็ยินดีเช่นกัน”

“ขอบคุณขรับที่เข้าใจโผ้ม”

... จบ บทที่ ๑๐ ...




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2551    
Last Update : 30 สิงหาคม 2551 7:57:31 น.
Counter : 186 Pageviews.  

เรื่องสั้นแนวยูริ : ดำเนินทราย บทที่ ๙

บทที่ ๙ กระจ่าง

เรกะติเดินทางไปที่กองโบราณคดีในช่วงบ่ายของวันนี้พร้อมๆ กับภาพถ่ายของนางฟ้าขี่กวางและรูปของนางอัปสราด้านข้างระเบียงรายที่มีรูปใบหน้าเหมือนกับเธอ

รุ้งพรายเป็นเพื่อนเรียนกับเรกะติเมื่อสมัยที่รุ้งพรายไปเรียนต่อที่อเมริกา รุ้งพรายเป็นเพื่อนคนไทยคนเดียวของเรกะติ และรุ้งพรายก็ทำงานเกี่ยวกับโบราณคดี เรกะติติดต่อขอเข้าพบรุ้งพรายก็ได้รับรู้ว่ารุ้งพรายกำลังประชุม

“งั้นฉันขอรออาจารย์รุ้งได้หรือเปล่าคะ”

“ได้คะเชิญทางนี้” เจ้าหน้าที่ประจำกองที่แสนจะใจดีเดินนำเรกะติให้ไปรอเพื่อนของเธอที่ห้องรับแขกที่อยู่ไม่ไกลนัก

ระหว่างรอเรกะตินั่งมองรูปสลักหินทรายในยุคต่างๆ เธอกำลังขบคิดในใจว่าเหตุอันใดจึงทำให้ความบังเอิญเรื่องที่เธอได้พบเจอมันจึงเกิดบนโลกใบนี้ มันไม่ง่ายนักที่จะมีใครที่หน้าตาเหมือนๆ กันยกเว้นพี่น้องหรือฝาแฝด และมันยิ่งยากเข้าไปใหญ่หากว่าคนในสมัยปัจจุบันไปมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับคนในสมัยโบราณเมื่อยุคหลายพันปีก่อน

เรกะติรออยู่ถึงสองชั่วโมงรุ้งพรายก็เข้ามาทักทายเธอ

“ว่าไงยะแม่ผาหินลมอะไรหอบแกมาหาฉันได้ยะยัยเร”

“ลมคิดถึงนะสิ” เรกะติยิ้มต้อนรับรุ้งพรายด้วยท่าทางดีใจที่ได้พบเพื่อนของเธอ

“แหมอย่ามาปากหวานกับฉันเลยยัยเรฉันไม่หลงคารมเธอหรอกนะวันนี้มีอะไรให้ช่วยก็ว่ามา” รุ้งพรายรู้ทันเรกะติเพื่อนของเธอเป็นอย่างดีว่าหากไม่มีธุระไม่มีทางได้เห็นหน้าเพื่อนผู้บ้างานของเธอเป็นแน่

“ก็มีเรื่องให้ช่วยนิดหน่อย”

“ฉันว่าแล้วเชียว” รุ้งพรายแบะปากทำนองรู้ทัน

“อะมีอะไรว่ามาเดี๋ยวฉันต้องไปประชุมต่อ”

“คืองี้เรามีรูปให้รุ้งดูแล้วช่วยบอกเราหน่อยว่ามันคืออะไร” เรกะติหยิบภาพทั้งหมดในซองสีน้ำตาลปึกใหญ่ให้กับรุ้งพราย

รุ้งพรายดูรูปทั้งหมดอย่างใจเย็น เมื่อดูเสร็จก็พาเรกะติไปพบอาจารย์ของเธอ

“อาจารย์คะเพื่อนของรุ้งมีเรื่องจะมาปรึกษาอาจารย์คะ” รุ้งพรายแนะนำเรกะติให้รู้จักกับศาสตราจารย์ทางด้านโบราณคดีที่เก่งทางด้านเมืองโบราณของอาณาจักรขอม

“เรนี่อาจารย์ทุติท่านเก่งทางด้านโบราณคดีของขอม นี่เพื่อนของรุ้งค่ะอาจารย์เรกะติเค้าสนใจที่จะมาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องขอมโบราณและมีภาพมาให้อาจารย์ช่วยชี้แนะด้วย” รุ้งพรายยื่นซองใส่ภาพให้กับทุติอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของของเธอ

ชายวัยใกล้เกษียณมองดูรูปถ่ายที่เรกะติยื่นให้แล้วเขาก็ครุ่นคิด

“ครับเชิญนั่งแบบนี้เราคงต้องคุยกันยาว คืองี้รูปของนางฟ้าขี่กวางรูปนี้มีคนเคยสันนิฐานว่าเป็นพระนัดดาในองค์พระสุริยะชัยเชษฐแห่งอาณาจักรขอมโบราณ เดี๋ยวนะผมก็ลืมไปว่าพระนางชื่ออะไร” ทุติหยิบค้นสมุดจดเก่าๆ ของเขาขึ้นมาเปิดออกดู ในนั้นมีรูปสเก็ตคร่าวๆ ของรูปที่เรกะติได้นำมาให้เขาได้ดู

“อาณาจักรนี้แปลกมากเลยนะคุณเข้าใจว่าหายสาบสูญไปนับพันๆ ปี จากศิลาจารึกของอาณาจักรจามโบราณได้กล่าวไว้ว่าเมืองที่สาบสูญนี้เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแถวลุ่มแม่น้ำโขง และอาณาบริเวณโดยรอบ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครเคยขุดพบปรางหรือปราสาทอะไรของอาณาจักรแห่งนี้มาก่อน”

“หายไปโดยไร้ร่องรอยเลยหรือคะ อาจารย์” เรกะติชักสนใจตำนานแห่งกาลก่อนขึ้นมาทันที

“ใช่หายไปโดยไร้ร่องรอยมีแต่จารึกไว้ในเมืองอื่นๆ นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นว่าอาณาจักรตามะแนปุระเคยรุ่งเรืองและเสื่อมไปเพราะธรณีสูบ”

“หา ธรณีสูบ” เรกะติและรุ้งพรายออกจะตกใจว่ามีเหตุการณ์แบบนั้นได้อย่างไร

“แต่ผมว่ามันอาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกครั้งใหญ่ก็ได้ ตอนนั้นอาจจะมีภูเขาไฟที่ไหนสักแห่งระเบิด อาจจะเป็นที่อินโดนีเซียหรืออีกซีกโลก มันคงระเบิดรุนแรง เพราะว่ามีจารึกไว้ว่าเมื่อเมืองนั้นหายสาบสูญไปพระจันทร์บัดเดี๋ยวก็แดงบัดเดี๋ยวก็กลายเป็นสีน้ำเงิน แต่มันน่าแปลกอยู่ตรงที่ว่าในจารึกระบุไว้ว่าวันที่เมืองล่มสลายเป็นวันที่ดาวเรียงรายเป็นเส้นตรง เกิดราหูจนเมืองทั้งเมืองมืดมิด หรืออาจจะเพราะภูเขาไฟพ่นถ่านออกมาจนปกคลุมเมืองทั้งเมืองแต่ก็น่าแปลกที่ทำไมมีแต่ตามะแนปุระที่มืดมิดอยู่เพียงเมืองเดียว”

“แล้วเค้ามีจารึกอะไรไว้อีกหรือเปล่าคะอาจารย์” รุ้งพรายเองก็เริ่มสนใจเรื่องที่ทุติเล่าขึ้นมาเหมือนกัน

“มีแต่ผมว่ามันดูเป็นเรื่องเล่ากันมามากกว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง”

“มันเป็นไงคะอาจารย์ เรอยากรู้นะคะ”

“เค้าว่ากันว่าเมืองแห่งนี้ล่มสลายเพราะพระสุริยะชัยเชษฐไปลบหลู่ดูหมิ่นเทพเจ้าที่ปกปักรักษาพระนคร จากนั้นภัยต่างๆ ก็เข้ามาเยือนนครแห่งนี้ไม่รู้จักจบสิ้น”

“แล้วพระสุริยะอะไรนั่นไปลบหลู่อะไรเทพผู้ครองนครกันคะ”

“อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะรู้แต่ว่าลบหลู่จนเทพเดือดดานเลยก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่สูบนครทั้งเมืองลงไปใต้ดินแล้วก็สาปสูญแบบนั้นหรอก” ทุติเล่าแบบติดตลกแต่คนฟังอย่างเรกะติไม่ขำไปด้วย

“ส่วนเรื่องที่เพื่อนของคุณมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับรูปสลักของพระนางตามะแนองค์นั้นมันก็เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เรื่องที่คุณถ่ายรูปแล้วได้รูปผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

“อาจารย์พอจะมีเวลาว่าสักนิดไหมคะ คือเรอยากจะเชิญอาจารย์ไปพบกับคุณแม่ของเรที่บริษัทนะคะ เพราะที่นั่นมันจะมีเทปที่เราถ่ายไว้ครบทั้งหมด”

“ก็ได้วันนี้ผมว่าง คุณรุ้งไปกับผมสิ”

“คือรุ้งต้องขอตัวคะอาจารย์ รุ้งมีประชุมต่อ”

“งั้นไม่เป็นไรผมไปคนเดียว แต่เดี๋ยวขอผมเก็บของสักสองสามนาทีนะแล้วผมจะไปกับคุณ”

“ค่ะอาจารย์”

............

น้อมใจยังคงตัดต่อเทปตอนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อเรกะตินำศาสตราจารย์ทุติมาถึงยังบริษัทเธอก็แนะนำผู้สูงวัยสองคนให้รู้จักกัน

“สวัสดีค่ะอาจารย์ทุติไม่ได้พบกันนานท่านสบายดีหรือคะ”

“สบายดีน้อมใจ” ทุติทักทายน้อมใจท่าทางสนิทสนม

“อ้าวอาจารย์กับแม่รู้จักกันเหรอคะ” เรกะติอออกจะงงเล็กน้อยที่แม่ของตนและทุตินั้นท่าทางสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

“ก็ท่านอาจารย์ทุติท่านเป็นอาจารย์ของแม่นี่ลูก เราสองคนก็เลยสนิทกันตั้งแต่สมัยที่ท่านเคยสอนแม่แล้วล่ะเร”

“อ้าวเหรอคะ” เรกะติพึ่งถึงบางอ้อ

“แหมเดี๋ยวนี้ร่ำรวยจนผมคิดไม่ถึงเลยนะน้อมใจ”

“แหมอาจายร์ก็อย่างหนูก็รวยแค่เปลือกนอกเท่านั้นแหละคะสู้อาจารย์ไม่ได้หรอกรวยทั้งด้านนอกและด้านใน”

“พูดเกินไป อย่าเสียเวลาเลยไหนขอดูเทปหน่อยสิว่ามันแปลกตรงไหน” ทุติตัดบทเพราะจากที่เรกะติเล่าเรื่องต่างๆ ให้เขาฟังระหว่างทางที่เดินทางมาบริษัทเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น

ทุตินั่งดูภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมาเขาไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องบังเอิญอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก

“เดี๋ยวหยุดภาพก่อนครับ” ทุติเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่าง นิพนธ์ทำตามคำสั่งของทุติอย่างว่าง่าย

“คุณเร่งเสียอีกสักนิดได้ไหมครับ”

“เสียงอะไรครับท่าน”

“เสียงในเทป ผมเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง” ทุติบอกกับนิพนธ์ทำให้เขาต้องจัดการกับระบบเสียงทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

“แครกๆ” เสียงที่ส่งออกมาจากเทปฟังไม่ได้ศัพท์

“ขอเอาแบบชัดๆ ได้ไหมคุณ เมื่อกี้ผมได้ยินชัดกว่านี้แต่คิดว่าตัวเองหูฝาด” ทุติบอกย้ำอีกครั้ง

และเมื่อนิพนธ์ทำให้เสียงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้นคนทั้งห้องก็ต้องตกใจ เมื่อเสียงและภาพ ที่ได้เห็นตรงกัน

“ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรแห่งข้าเรกะติ”

“เฮ้ย” นิพนธ์ร้องเสียงหลงเมื่อได้ยินเสียงนั้น
“แบบนี้ไม่ธรรมดาแล้วมาทั้งภาพและเสียง” นิพนธ์เริ่มขนหัวลุก ตั้งแต่เขาเกิดมาอยู่บนโลกใบนี้ไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน

ทุติและน้อมใจมองหน้ากันไปมา เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสียงและภาพที่ออกมานั้นต้องการเพียงแค่สื่อข้อความถึงเรกะติเพียงคนเดียว หรือหากเป็นเรกะติทำไมถึงต้องเป็นเธอ

ทุติหยิบภาพถ่ายศิลาจารึกที่เขาเองเก็บไว้นานแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน มันเป็นศิลาจารึกที่ลบเลือนขาดหายแหว่งวิ่นจนจับใจความอะไรไม่ได้ มีคนพบศิลานี้อยู่ที่ปราสาทของแถบภาคอีสานของไทย ไม่มีที่มาที่ไป อะไรใจความกระท่อนกระแท่น เหมือนกับว่าคนที่จำหลักศิลานั้นไม่อยากให้ใครได้รู้ว่าผู้ที่จำหลักบ่งบอกอะไรเอาไว้

“ณ วันแห่งดาวรายเรียงล้อม ราหูจับต้องทั่วท้องฟ้า จักต้องปลดปล่อยนัดดาแห่งข้า ให้พบเสรีในวิญญา เทิดองค์ทั่วนภาตราบฟ้าดิน” ทุติอ่านและแปลความในจารึกนั้นออกมาในท่องแรก

“ตัวตายตัวแทนแห่งเมือง จักกำเนิดได้เมื่อแบ่งร่าง เลือดเนื้อแลวิญญาณเป็นร่างแห่งองค์นาง สันติจักบังเกิด โลกจักสว่างจ้าสงบทุกเพลา เทพยาดาจักประจักษ์ นางนั้นจักเกิดวันราหู เดือนดับมืดมิดผิดแผก แบ่งแยกร่างจากองค์ แล้วมันก็หายไปอีก ผมก็เลยไม่รู้ว่าข้อความเหล่านั้นมันคืออะไร” ในศิลาจารึกนั้นเว้นหายไปอยู่เป็นคืบและทุติเองก็อ่านในส่วนที่เหลือและแปลความออกมาอีกครั้ง

“ไอ้จารึกนี้มันมีแค่นี้ผมเองก็ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร วันที่ดาวรายเรียงล้อม มันคือวันไหน แต่จากที่ผมอ่านมาจารึกในแผ่นนี้จะพูดถึงเรื่องเมืองตามะแนที่หายสาบสูญ” ทุติผู้สูงวัยมองหน้าน้อมใจและทั้งสองคนอาจารย์ศิษย์ก็มองหน้ากันสีหน้านั้นครุ่นคิดไปตามคำจารึกที่ทุติได้อ่านและแปลความ

น้อมใจกำลังคิดว่าใครกันคือเนื้อและวิญญาณของพระนาง ใครกันคือตัวตายตัวแทน ส่วนทุติเองเขากำลังคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันจะเป็นจริงได้จริงๆ หรือเป็นเพียงตำนาน

“เมืองมิได้หายสาปสูญไปแห่งใด เมืองยังคงอยู่หากแต่ถูกปกป้องด้วยพระเวทย์แห่งองค์สุริยะชัยเชษฐ อีกไม่นานเมืองนั้นจักปรากฏต่อหน้าเจ้า” เรกะติพูดเหมือนเพ้อ

“ลูกว่าอะไรนะเร” น้อมใจได้ยินไม่ถนัดนักเพราะเธอกำลังขบคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น จึงถามเรกะติอีกครั้ง

“อะไรนะคะแม่” เรกะติถามน้อมใจกลับเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าเธอพูดคำพูดเหล่านั้นออกไปได้อย่างไร

“เมื่อกี้ลูกพูดว่าอะไรนะ” น้อมใจถามย้ำเรกะติอีกครั้ง

“ไม่มีอะไรคะแม่ เรแค่บ่นอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง” เรกะติเลี่ยงที่จะพูดความจริงออกมาเพราะหากว่าเธอบอกกับน้อมใจว่าเธอนั้นพูดออกไปโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวเรื่องมันคงจะยุ่งยากไปมากกว่าเดิม

“ว่าแต่วันที่ดาวรายล้อมมันหมายถึงอะไรกันนะ” น้อมใจบ่นออกมาเพราะเธอนั้นยังตีความในหลักจารึกไม่ออก

“จะว่าเป็นวันที่เกิดราหูก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ดาวรายล้อมอาจเป็นวันที่เดือนดับ หรือไม่ก็ดวงดาวอยู่ตามตำแหน่งของมัน ผมว่ามันฟังแปลกๆ” ทุติออกความเห็น เพราะเขาเองอ่านหลักจารึกนี้มาหลายครั้งตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อนที่เขาได้หลักจารึกนี้มาจนบัดนี้ก็ยังขบคิดปริศนาในหลักจารึกไม่ออก

“แต่เรว่าน่าจะเป็นวันที่เกิดราหูทับซ้อนกันกับดาวทั้งเก้าดวง มันจะมีวันเป็นไปได้หรือค่ะอาจารย์ วันที่ดาวเรียงกันจนบังกันมิดทั้งเก้าดวง แถมเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาในวันเดียวกัน” เรกะติออกความเห็นเพราะเธอคิดว่าเรื่องที่พูดๆ กันมามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

“เท่าที่ผมสังเกตนะหากจะเกิดสุริยุปราคา มันก็ต้องรออีก สิบสี่หรือสิบห้าวันที่จะเกิดจันทรุปราคา แต่ถ้าจะให้บอกตรงๆ ผมว่าการเรียงกันของดาวดาวหลักๆ ทั้งเก้าดวงมันก็คงเป็นไปได้ แต่นานๆ ครั้งหลายกันปีมันจะเกิดสักครั้งเพราะว่าวงโคจรของดาวแต่ละดวงรอบดวงอาทิตย์มันไม่เท่ากัน อย่างโลกเราใช้เวลา เป็นปี ส่วนดาวพุธใช้เวลาแค่ไม่กี่วันเพราะมันอยู่ใกล้กว่ากันเยอะมาก”

“ก็จริงอย่างที่อาจารย์ทุติว่านะเร” น้อมใจเห็นด้วยกับอาจารย์ของตัวเอง

“แต่เรว่ามันจะต้องเกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้แม่ลองดูสิคะวันนี้แรมสิบสี่ค่ำ อีกสองวันก็จะเกิดสุริยุปราคาเห็นได้ในบ้านเราอย่างชัดเจนแถมเห็นว่าบังเต็มดวงด้วย ถ้าเรเดาไม่ผิด ดาวทั้งเก้าดวงกำลังจะโครจมาอยู่ในแนวเดียวกันและมันก็จะโดนราหูทับเป็นเส้นตรงในวันขึ้นสิบห้าค่ำที่จะถึงนี้”

“เดี๋ยวผมของเช็คไปทางเพื่อนๆ ที่เป็นนักดาราศาสตร์ก่อนนะว่ามันจะเป็นจริงหรือเปล่าขอใช้โทรศัพท์หน่อยนะน้อมใจ”

“เชิญเลยคะอาจารย์ ตัดเก้าก่อนนะคะอาจารย์” น้อมใจเลื่อนโทรศัพท์ให้กับทุติ และเธอเองก็รอคำตอบจากทุติอย่างใจจดใจจ่อ

ทุติเปิดกระเป๋าสตางค์ของตัวเองหยิบสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองออกมาและใช้นิ้วไล่หาเบอร์โทรของเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน

“อ๋ออยู่นี่เอง ต้องตัดเก้าก่อนใช่ไหมน้อมใจ”

“ค่ะอาจารย์”

ทุติกดเบอร์และรออยู่สักพักจึงมีคนรับสาย “สวัสดีครับผมทุติขอเรียนสายศาสตราจารย์ดำเกิงครับ” ทุติกรอกเสียงลงไปในกระบอกหูโทรศัพท์

“สวัสดีครับคุณทุติเป็นไงมาไงโทรหาผมได้วันนี้” ศาสตราจายร์ดำเกิงเพื่อนเก่าของทุติตอบมาด้วยเสียงร่าเริง

“คือผมมีเรื่องจะสอบถามคุณสักหน่อยนะครับ”

“เรื่องอะไรครับคุณ ถ้าผมช่วยได้ผมช่วยเต็มที่”

“คืองี้ครับผมอยากจะสอบถามว่าอีกสองวันที่จะถึงนี่จะมีสุริยคราสใช่ไหมครับคุณดำเกิง”

“ใช่ครับ”

“แล้วมันจะมีเหตุการณ์แบบว่าดาวเก้าดวงเรียงกันหรือเปล่าครับ”

“มีครับคุณ อีกสิบห้าวันหลังจากวันเกิดสุริยคราส มันจะมีเหตุการณ์ที่พระอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก พระจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนจะมาเรียงกันเป็นแนวเส้นตรงพอดีแป๊ะ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะตรงกันแบบไม่มีมุมเอียงเลยหรือเปล่าน่ะครับแต่เท่าที่พวกผมคำนวณได้มันห่างกันไม่เกินหนึ่งองศา จะมากจะน้อยไม่น่าเกินจากนี้ มันก็จะเห็นได้แค่โลกบังพระจันทร์เท่านั้นเพราะพระจันทร์บังดางดวงอื่นๆ หมดครับคุณทุติ”

“คุณบอกวันเวลาให้ชัดๆ ได้หรือไม่ครับคุณดำเกิง” ทุติต้องการรู้วันเวลาที่แน่นอนและเขาเองก็ต้องการที่จะพิสูจณ์อะไรบางอย่างไปด้วย

“ได้ครับ พระจันทร์จะโดนเงาของโลกเราทับซ้อนตั้งแต่สามทุ่มเรื่อยมาจนถึงเที่ยงคืนพระจันทร์จะอยู่ในเงาของโลกเราเกือบๆ ชั่วโมงกว่าๆ เพราะวันนั้นพระจันทร์โคจรใกล้โลกเรามากที่สุด และก็จะบดบังดาวที่เรียงตัวกันอยู่ด้านหลังของมันด้วย เวลาที่แน่นอนก็คือเที่ยงคืนครับของคืนวันขึ้นสิบห้าค่ำ หรือมันจะออกก็ตอนคืนแรมหนึ่งค่ำใช้เวลาเท่ากัน อ่อผมเกือบลืมไปวันนั้นกลางวันกับกลางคืนมันเท่ากันพอดีแป๊ะด้วยสิ”

“หมายความว่าไงครับ” ทุติไม่เข้าใจความหมายที่ศาสตราจารย์ดำเกิงอธิบาย

“โดยปกตินะครับโลกของเรากลางวันกับกลางคืนจะไม่เท่ากัน เพราะโลกเราเอียงและเราโคจรไปรอบๆ ดวงอาทิตย์ แต่ในหนึ่งปีจะมีแค่สองวันที่ในประเทศเราจะมีกลางวันและกลางคืนเท่ากับสิบสองชั่วโมงพอดีแป๊ะ ที่เราเรียกกันว่าวสันตวิษุวัต กับศารทวิษุวัตไงครับคุณทุติ ดังนั้นเรื่องดาวที่มาเรียงกันและเกิดในวันที่กลางวันกลางคืนเท่ากันมันจึงเกิดได้น้อยมาก ผมว่าเป็นพันปีถึงจะเกิดได้สักหน ไม่สิอาจจะหลายพันปีเกิดหนนึงด้วยซ้ำไป”

“อืม” ทุติพยักหน้าและครางอืมๆ กับคำตอบเล่าของดำเกิงตลอดเวลาที่ดำเกิงอธิบาย

“แต่ถ้าเป็นในทางโหราศาสตรย์นะคุณ การที่ดาวเคลื่อนมาอยู่ในราศีเดียวกันมันก็เป็นไปได้ยาก ในหลักโหราศาสตร์มันจะมีดาวหลักๆ อยู่สิบดวง มันก็คือดาวอาทิตย์ หนึ่ง ดาวจันทร์สอง ดาวอังคารสาม ดาวพุธสี่ดาว พฤหัสห้า ดาวศุกร์หก ดาวเสาร์เจ็ด ดาวราหูแปดดาวเกตเก้าและดาวมฤตยูศูนย์ พวกดาวเหล่านี้ของหลักโหราศาสตร์ก็จะคล้ายๆ กับดาวของทางดาราศาสตร์เหมือนๆ กันนะครับคุณทุติ”

“อ๋อครับผมเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับคุณดำเกิงคุณอธิบายซะผมกระจ่างแจ้งเลยทีเดียว”

“ว่าแต่ว่าคุณถามผมทำไมหรือครับ” ดำเกิงถามเพื่อนเก่าเพราะร้อยวันพันปีทุติไม่เคยจะสนใจเรื่องดาราศาสตร์ มีแต่สนใจอยู่กับเศษกระเบื้องเก่าๆ หินศิลาแลงโบราณ หม้อไหแตกหักเท่านั้น

“คือว่าบังเอิญผมอ่านเจออะไรนิดหน่อยในหลักศิลาเก่าๆ เข้า ก็เลยเกิดสงสัยขึ้นมาว่ามันจะเป็นไปได้หรือเปล่าที่จะมีเหตุการณ์บังเอิญแบบนั้นเกิดขึ้นบนโลกของเรา”

“เป็นไปได้ครับแต่น้อยมากๆ น้อยจนไม่มีใครคิดว่าจะเกิด คุณพูดถึงเรื่องนี้ก็ดีแล้วผมว่าจะชวนคุณไปดูดาวเรียงกันสักหน่อยไปด้วยกันไหมครับ”

“โอ๊ยไม่ดีกว่าครับผมแพ้น้ำค้างตากน้ำค้างมากๆ ไม่ไหวกระหม่อมผมมันบาง” ทุติยกมือลูกศีรษะของตัวเองที่ตอนนี้เกือบๆ จะรวยเป็นเศรษฐีเงินล้านอยู่รอมร่อ

“ฮ่าๆ นั่นสินะ ยิ่งทำงานไปเรื่อยๆ ผมชักดกปรกไหล่ขึ้นทุกวันนะคุณทุติ”

“ผมก็ว่างั้นแหละคุณดำเกิงขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลที่คุณให้ผม”

“ยินดีครับ”

ทุติวางโทรศัพท์แล้วเขาเองก็สีหน้าครุ่นคิดก่อนที่จะถ่ายทอดการสนทนาต่อกับน้อมใจและเรกะติอีกทอดหนึ่ง น้อมใจเริ่มคิดอะไรได้และเธอก็รู้ว่าตอนนี้เธอควรทำอะไร

“เรไปอเมริกากับแม่นะลูก”

“ไม่ไปค่ะแม่เรจะไปดอยเดียวดาย”

“เรอย่าดื้อกับแม่สิลูกกลับไปอเมริกากับแม่เถอะนะ” น้อมใจรู้ดีว่าเรกะติไม่ยอมฟังคำขอร้องของเธออย่างแน่นอน

“แม่คะถ้าเรจะบอกว่าเรอยากไปดอยเดียวดาย เรอยากรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แม่อาจจะได้ภาพดีๆ จากดอยเดียวดายในวันนั้นก็ได้นะคะแม่ เรขอร้องแม่ล่ะนะคะ เรอยากไปจริงๆ”

“แต่แม่ห่วงลูกนะเร แม่ไม่อยากเสียลูกไป แม่กลัวจริงๆ”

“แม่คะ เรื่องอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดคะ ถ้าเรไปอเมริกาเรอาจจะเครื่องบินตกตายในวันนั้นก็ได้นะคะแม่ เชื่อเรเถอะเรว่าเรื่องทั้งหมดมันถูกลิขิตเอาไว้แบบนี้ และเราไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้เลย”

“แล้วถ้าหากเรเป็นอะไรไปแม่จะอยู่ได้ยังไงลูกรักของแม่”

“แต่แม่คะ ถ้าเรไม่ไป คนที่แย่ที่สุดก็คือพี่ใบ”

“ใครที่ไหนจะแย่แม่ไม่สนแต่ลูกของแม่ต้องไม่เป็นอะไร”

“แต่พี่ใบเป็นพี่ของเรนะคะแม่ นะคะแม่ขาเรขอร้อง ให้ครั้งหนึ่งในชีวิตของเรได้ทดแทนบุญคุณของพี่ใบสักครั้ง แล้วจากนี้ไปเรจะไม่ขออะไรแม่อีกเลยเรสัญญา” เรกะติอ้อนวอนน้อมใจเธอรู้ดีว่าน้อมใจนั้นแม้ปากจะแข็งแต่ในใจนั้นอ่อนยวบ และเธอก็รู้ว่าสิ่งที่เธอขอร้องนั้นน้อมใจคงเห็นใจเธอซึ่งเป็นน้องที่พลัดพรากกันไปนานของใบเงิน

“เอาอย่างนี้ดีกว่าสองแม่ลูกอย่าพึ่งตกใจไป ตอนที่ผมพบหลักศิลานี้มันมีของสิ่งหนึ่งถูกฝังไว้พร้อมๆ กับหลักศิลานี้ด้วย”

“อะไรคะ” น้อมใจและเรกะติถามขึ้นมาแทบจะพร้อมๆ กัน

“มันเหมือนเขากวางแต่ผมก็ไม่แน่ใจ ลักษณะมันคล้ายๆ แต่เกือบจะกลายเป็นหินอยู่แล้ว เพียงแต่เนื้อของมันยังไม่แกร่งพอ ในนั้นมีอักขระโบราณสลักไว้ด้วย ผมพยายามเท่าไหร่ก็แปลอักขระโบราณนั้นไม่ออก ส่งไปให้ทางผู้เชียวชาญด้านอักษรโบราณที่ไหนแปลก็ไม่สามารถแปลออกมาได้ ผมเองก็ยังเก็บมันไว้ในเซฟที่ทำงานอยู่เลย เอางี้แล้วกันไว้ผมไปที่ดอยอะไรนั้นกับพวกคุณด้วยก็แล้วกัน เผื่อว่าจะได้ช่วยอะไรพวกคุณได้”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์” น้อมใจนั้นซึ้งในน้ำใจไมตรีของทุติมากมาย แม่เธอจะเป็นเพียงลูกศิษย์ที่เคยเรียนมาด้วยกันแต่เธอเองก็ไม่เคยสนิทสนมกับทุติเหมือนๆ กับเพื่อนๆ ผู้ชายของเธอที่กินนอนอยู่กับทุติและช่วยทุติทำงานเพราะเธอนั้นแม้จะเรียนโบราณคดี แต่เมื่อต้องมาช่วยงานทางบ้านเธอกลับไม่ได้ใช้เรื่องที่เรียนมา จะมีใช้ความรู้บ้างก็เพียงแค่หาประวัติของสถานที่ที่เธอไปถ่ายทำสารคดีก็เท่านั้น

“ไม่เป็นไรคุณผมเองก็อยากรู้ ไอ้ความอยากรู้ของคนเรามันไม่มีขีดจำกัดนะน้อมใจ ผมก็เข้าใจคุณกับคุณเรนะว่าทำไมถึงต้องมานั่งเถียงกัน คนหนึ่งก็มีความเป็นแม่สูง อีกคนก็อยากรู้เรื่องให้กระจ่าง มานั่งเถียงกันแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก เอางี้แล้วกัน คุณพร้อมที่จะไปดอยนั่นเมื่อไหร่ผมตามไปด้วยเลิกเถียงกันเถอะพวกคุณ ตอนนี้ผมสนใจเรื่องที่คุณถ่ายทำมามากกว่าว่ามันติดภาพของผู้หญิงคนนั้นมาได้ยังไง ผมชักเริ่มอยากรู้อยากเห็นซะแล้วซิ”

แล้วเรื่องที่ทั้งสามคนคุยกันก็เปลี่ยนเรื่องไปโดยง่ายดายเพราะทุติซักทุกประเด็นที่เขาสนใจ และน้อมใจก็ยินดีที่จะเปิดเผยเรื่องทั้งหมดให้กับอาจารย์ของตัวเองได้รับรู้

กว่าทุติจะออกจากบริษัทใหญ่โตของน้อมใจนั้นก็ใช้เวลานานมาก จนเกือบจะสว่าง เพราะทุติช่วยเพิ่มเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในสารคดีและช่วยเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้สัมภาษณ์เพื่อบันทึกเทปเกี่ยวกับความรู้เสริมทางด้านปราสาทเก่าแก่ในยุคขอมโบราณอีกด้วย

เรียกได้ว่าการเชิญทุติมาในครั้งนี้สองแม่ลูกไม่เสียเที่ยวและทุติเองก็ได้เผยแพร่ความรู้ของตัวเองให้กับสองแม่ลูกอีกมากมาย

แต่สิ่งที่ค้างคาใจของน้อมใจและเรกะติก็คือเรื่องหญิงผู้เป็นตัวตายตัวแทนคนนั้น ใครคือตัวตายตัวแทนเป็นเรื่องที่ยังข้องใจกันทั้งสองแม่ลูกที่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก น้อมใจได้แต่ภาวนาว่าคงไม่ใช่เรกะติลูกสาวของเธอที่เป็นตัวตายตัวแทนเธอภาวนาให้เป็นคนอื่นจะดีกว่า เพราะเธอเป็นแม่ที่เห็นแก่ตัว ไม่อยากให้ลูกของตัวเองต้องจากไป

... จบบทที่ ๙ ...




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 23:16:11 น.
Counter : 190 Pageviews.  

เรื่องสั้นแนวยูริ : ดำเนินทราย บทที่ ๘ ความลับ

บทที่ ๘ ความลับ

เมืองสวยงามแห่งองค์ตามะแนถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ผาเดียวดาย เมืองแห่งนี้ลี้ลับซับซ้อนหากผู้ใดไม่มีอาคมถึงขั้นเป็นจอมขมังเวทย์ผู้นั้นจะไม่ได้เห็นแม้กระทั่งทางเข้า กาลเวลาผ่านไปหลายพันปี องค์ตามะแนยังคงปกครองบ้านเมืองโดยสงบตลอดมา

เมืองตามะแนไม่ได้เจริญแต่เพียงด้านเดียว ทุกคนในเมืองอยู่ด้วยคาถาร่ายเวทย์แห่งองค์สุริยะชัยเชรษฐ ผู้เป็นพระอัยกาแห่งแม่เมืองตามะแน บัดนี้เมืองทั้งเมืองเริ่มเกิดการเสื่อมของคาถาร่ายเวทย์ องค์ตามะแนทรงรับรู้ได้จากการที่ชาวบ้านด้านนอกมักจะเล็ดรอดเข้าไปยังคูหาทางเข้าของเมืองได้ในคืนราหูเต็มดวง

“คำสาปแห่งพระอัยกากำลังจักเลือนหาย พวกเจ้าทุกผู้ทุกนามจักต้องร่ายเวทย์บดบังเมืองแห่งเราอีกครา” สุรเสียงก้องกังวานไปทั่วเขตคามแห่งเมืองลับแล ยังมีนางหนึ่งเล็ดลอดออกมาด้านนอกเพื่อเที่ยวไปทั่วไพร

“เหตุใดแสงตะวันมิอยู่ ณ ที่นี้” องค์ตามะแนตรัสถามถึงพระพี่เลี้ยงแห่งนาง

ไม่มีเสียงตอบรับอันใดให้พระองค์ได้ล่วงรู้

“พวกเจ้ามิตอบข้าจักรู้เอง” องค์ตามะแนหลับพระเนตรอยู่ครู่หนึ่งจึงทอดพระเนตรเห็นพระพี่เลี้ยงแสงตะวันแปลงกายเป็นกวางดาวออกวิ่งเล่นไปทั่วแดนไพร

“จงกลับมาบัดเดี๋ยวนี้แสงตะวัน หากเจ้ามิกลับเจ้าจักกลายเป็นธุลี” สุรเสียงส่งผ่านห่วงอากาศจนถึงกวางดาวตัวน้อยที่กำลังวิ่งวนปีนป่ายในพงไพร ดูเหมือนว่ากวางดาวตัวนั้นจะตกใจวิ่งตะกุยพื้นดินอย่างรวดเร็วฉับพลันร่างของกวางดาวกลับลอยเหนือพื้นดินวิ่งตะกุยอากาศหายวับไปกับตา

ร่างของพระพี่เลี้ยงแสงตะวันหมอบราบอยู่กับพื้นท่าทางลนลาน

“เหตุใดเจ้าจึงขัดคำสั่งแห่งข้า”

“หม่อมฉันมิเคยคิดจักขัดพระกระแสรับสั่งแห่งพระองค์ดอกเพคะ เพียงแต่หม่อมฉัน”

“เพียงแต่อันใด”

“เพียงแต่หม่อมฉันออกไปสำรวจเหตุเพราะเมื่อราตรีที่ผ่านมามีผู้บุกรุกทั้งอาคเนย์แลหรดี”

“เหตุใดจึงเป็นเยี่ยงนั้น”

“เพราะเวทย์คลุมครอบเริ่มจักเสื่อมลงเพคะพระนาง”

“มันเป็นผู้ใด”

“มันเป็นพรานหนุ่มผู้แก่กล้าในเวทย์ผู้หนึ่งเพคะพระนาง”

“หากเป็นเยี่ยงดังเจ้ากล่าวจริงเจ้าจงไปดักมันผู้นั้นมิให้กล้ำกลายมาถึงปากประตูทวารแห่งเมืองเรา หากเจ้ากระทำมิได้หัวเจ้าจักหลุดจากบ่า”

“เพคะพระนาง”

“แสงดาวเจ้าจงช่วยแสงตะวันทำการให้แล้วเสร็จในเร็ววัน”

………………

สองพี่น้องพรานป่าบุญและมาก ทั้งคู่ร่ำเรียนคาถาอาคมมาจากพระธุดงค์และพ่อของเขา ดังนั้นภัยต่างๆ จึงไม่อาจคุกคามพรานทั้งสองพี่น้องได้ พรานบุญผู้เป็นพี่ตัดสินใจที่จะบุกรุกเข้าป่าต้องห้ามโดยไม่ฟังคำทัดทานจากผู้เป็นแม่ของเขา จึงทำให้พรานมากผู้เป็นน้องต้องคอยติดตามพี่ชายของเขาเองเข้าป่าต้องห้ามไปด้วยกัน

“อย่าเข้าไปเลยบุญพ่อของลูกก็ตายในป่านั้น มันอันตรายนะลูก”

“ให้ข้าไปเถอะแม่ข้าอยากรู้ว่าในป่ามันมีอะไร พ่อถึงได้พลาดท่าเสียทีและหายไปแบบนั้น”

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันแม่ว่าป่ามันทำไมถึงได้น่ากลัว” นายมากผู้เป็นน้องบอกกับแม่ของตัวเองเพราะเขาและพี่ชายมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่เป็นทุนเดิม

“แม่คงห้ามพวกเอ็งไม่ได้อีกแล้ว ระวังตัวด้วยนะลูก”

“แม่จ๋าข้ากับไอ้มากจะหาของป่าออกมาขายเอาเงินมารักษาแม่ แม่ไม่ต้องห่วงพวกเราสองคนหรอกนะแม่ ฉันรับรองว่าพวกฉันจะปลอดภัยและกลับมาพร้อมกับของป่าแปลกๆ เอามาขายเอาเงินมารักษาแม่นะจ๊ะ”

“เออพระคุ้มครองเอ็งทั้งสองคนไปดีมาดีลูก”

พรานบุญและพรานมากสองพี่น้องก้มลงกราบแม่ของตัวเองและเข้าป่าต้องห้าม พวกเขาเข้าป่าไปคนละทิศ พรานบุญบุกเข้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนพรานมากบุกเข้าไปทางทิศตะวันตก ด้วยความชำนาญการเดินป่าทั้งสองคนนัดหมายกันว่าจะมาเจอกันที่ใจกลางป่าต้องห้าม

“แยกย้ายกันไป หากใครมีอันเป็นไปจะได้ไม่ตายหมู่นะไอ้มาก”

“ได้เลยพี่บุญแล้วไปเจอกันกลางป่า”

พรานบุญแม้จะมั่นใจเพียงใดแต่เขาเองก็ต้องพบกับความยากลำบากในการปีนป่ายเขาและหน้าผาสูงจากทางทิศตะวันออกเพื่อไปยังใจกลางป่า ส่วนพรานมากเดินทางสบายๆ เพราะหนทางที่เขาเลือกเดินมานั้นเป็นทางลาด ลงไปยังป่าต้องห้าม

ทั้งสองคนเก็บของป่าและต้นไม้แปลกๆ เอาใส่ย่ามของตัวเอง พรานทั้งสองเดินทางอยู่หลายวันก็มาพบกันที่เนินก่อนถึงหน้าผารูปร่างแปลกๆ

“เอ็งดูสิไอ้มากผาที่เราเห็นทำไมเดี๋ยวก็มีถ้ำเดี๋ยวก็ไม่มี”

“นั่นสิพี่บุญข้าก็ว่ามันแปลกๆ”

“เราเอาของทิ้งไว้ที่นี่ก่อนดีไหมข้าอยากรู้ว่าไอ้ผานั้นมันทำไมเปลี่ยนรูปร่างได้”

“ดีพี่ข้าก็อยากรู้” สองพี่น้องรีบเดินไปยังหน้าผาที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล แต่เดินเท่าไหร่ก็เดินไม่ถึง

“เฮ้ยทำไมมันไม่ถึงสักทีวะ หรือว่ามันขยับได้” พรานมากบ่นอุบเพราะเขาเริ่มเหนื่อยและอ่อนล้า

“ข้าว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างพรางตาเราสองคน”

“เออจริงสิพี่ทำไมข้าไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย”

“เอางี้ข้าจะร่ายมนต์ก่อนเอ็งช่วยข้าหน่อย” พรานสองพี่น้องใช้มนต์สะกดการพรางตาที่ร่ำเรียนมาและก็จริงอย่างที่ทั้งสองได้คาดเดาเอาไว้ เมื่อสองพี่น้องเริ่มร่ายมนต์ก็เห็นสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเปลี่ยนไป เขาทั้งสองมายืนอยู่ด้านล่างของหน้าผาที่ตนเองคิดว่าเดินยังไม่ถึง เมื่อมองขึ้นไปยังหน้าผาก็พบกับปากถ้ำ

“นั่นไงพี่บุญปากถ้ำ” พรานมากชี้ให้พี่ชายของตัวเองเห็นปากถ้ำที่ทั้งสองคนเดินตามหามาทั้งวัน และจัดแจงปีนป่ายขึ้นไปด้านบนหน้าผาด้วยความระมัดระวัง

“ถ้าข้างในมีขี้ค้างคาวเราก็รวยแล้วไอ้น้อง”

“ข้าว่านะพี่บุญถ้าข้างในมีรังนางแอ่นเราจะรวยมากกว่า” สองพี่น้องพยายามปีนไปจนถึงปากถ้ำ แต่ดูเหมือนว่าปากถ้ำแห่งนี้ไม่เหมือนปากถ้ำแห่งอื่นๆ มันดูสะอาดไม่มีหินแหลมคมหรือก้อนหินกระจัดกระจายอะไรเลย

“พี่ว่าปากถ้ำนี่มันแปลกๆ ไหมพี่บุญ”

“อื่มมันแปลกๆ ถ้าเป็นถ้ำอื่นๆ มันต้องมีหินหรืออะไรสักอย่างขึ้นบดบังปากทางเข้าบ้างแต่ที่นี่ไม่มี”

“งั้นเอ็งกับข้าคงต้องระวังตัวหน่อยเผื่อมีสัตว์ร้ายอยู่แถวนี้ ผลัดกันอยู่ยามก็แล้วกัน”

“ข้าไปหาฟืนก่อนดีกว่าพี่บุญกลางคืนมันคงหนาว”

“ไม่ต้องไอ้น้องข้ามีสมุนไพรแก้หนาวชะงัดนัก” พรานบุญหยิบกิ่งไม้จากในย่ามของตัวเองส่งให้กับน้องชาย

“ไว้เคี้ยวตอนหนาวๆ จะได้ไม่หนาว พรุ่งนี้ฟ้าสางเราค่อยเข้าไปในถ้ำ” สองพี่น้องผลัดกันอยู่ยาม ผลัดแรกเป็นของพรานมาก เขานั่งเพ่งมองเข้าไปในถ้ำเห็นแสงวาบๆ ของอะไรสักอย่างจากนั้นได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรหนักๆ ครูดมากับพื้นดิน พรานมากเริ่มสะกิดพี่ชายตัวเอง

“พี่บุญ”

“ข้ารู้แล้วได้ยินแล้ว” พรานบุญกระชับมีดหมอในมือของตนเองให้แน่นขึ้น

งูสีเหลืองและสีแดงตัวโตเลื้อยออกมาจากด้านในถ้ำ เข้าบุกรุกหวังทำร้ายพรานสองพี่น้อง แต่ด้วยความเร็วของพรานทั้งคู่จึงสามารถหลบพ้นการจู่โจมรวดเร็วของงูสองตัวได้ การต่อสู้โรมรันระหว่างคนกับงูเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง งูทั้งสองแผ่พังพานขู่เสียงดัง

“ฟ่อ” จนสะท้อนไปทั่วบริเวณถ้ำ

“มันเป็นงูมีวิชาไอ้มากระวังตัวด้วย” พรานบุญตะโกนบอกน้องชายของเขา เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่างูขนาดมหึมาที่กำลังเล่นงานเขาอาจจะเป็นงูเจ้าที่เจ้าทางหรือที่ใครๆ เรียกว่างูเจ้าก็เป็นได้

ระหว่างต่อสู้พรานทั้งสองใช้มีดหมอลงอาคมที่ตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่นปักลงไปกลางลำตัวของงูทั้งสองตัว และไม่นานนักงูทั้งสองตัวก็ต้องพ่ายให้แก่พรานทั้งสอง จากนั้นก็พยายามจะเลื้อยหนีไปพรานบุญและพรานมาก จับหางงูทั้งสองตัวเอาไว้และสะบัดอย่างแรง เพื่อให้กระดูกงูทั้งสองตัวเคลื่อนจากนั้นก็จับมัดด้วยเชือกที่ทั้งสองคนพกมา มันเป็นเชือกล้วยธรรมดาแต่ลงอาคม

เมื่องูทั้งสองสิ้นฤทธิ์ก็กลายร่างเป็นผู้หญิงสองคนหน้าตาสะสวย จนพรานทั้งสองตะลึงงันกับความสวยของสองสาว

“พวกแกเป็นใครเจ้าป่าเจ้าเขาหรือผีสางนางไม้” พรานบุญถามเชิงขู่หญิงสาวทั้งสองที่กลายร่างมาจากงูแต่ทั้งสองก็ไม่มีคำตอบให้กับพรานทั้งสองคน

“พี่ข้าถามพวกเอ็งไม่ได้ยินหรือไงวะ” พรานมากชักฉุน

“ในเมื่อพูดดีๆ กันไม่รู้เรื่องมันต้องโดนอาคมของข้า” พรานบุญบริกรรมคาคาอีกพักใหญ่และเป่าพรวดไปที่ผู้หญิงทั้งสองคน เพื่อสะกดจิตคนทั้งสองให้พูดความจริง

“เจ้าเป็นใคร” เสียงพรานบุญขู่อีกครั้ง

“ข้าสองคนเป็นผู้อาศัยในเมืองตามะแนปุระ” แสงตะวันที่โดนมนต์สะกดตอบคำถามพรานบุญอย่างง่ายดาย

“เมืองนั้นอยู่ที่ไหน” พรานมากถามเชิงขู่อีกคน

“อยู่ด้านในหลังถ้ำแห่งนี้” แสงดาวตอบและชี้ไปด้านในของถ้ำ

“พวกแกพาพวกข้าเข้าไปได้ไหม” พรานบุญถามเพราะอยากรู้ทางเข้าและการเดินเท้าเข้าไปในเมืองหากเขาได้เข้าไปด้านในอาจจะมีอะไรดีๆ เอาออกไปขายเพื่อนำเงินมารักษาแม่ของตัวเอง

“มิได้ดอกเรามิมีฤทธีพอที่จักนำพวกท่านเข้าไป” แสงตะวันตอบคำถามท่าทางเหม่อลอย

“เมืองลับแลอย่างนั้นเหรอพี่บุญ” พรานมากหันมาถามพี่ชาย

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ สองคนนี้สวยบาดใจข้าวะไอ้มาก” พรานบุญที่ยังหนุ่มแน่นเริ่มมีใจต่อสาวสวยตรงหน้า

“มันจะผิดไหมวะถ้าเราใช้วิชาขุนแผนสะกดใจ” พรานบุญถามน้องชายตัวเอง

“ไม่ผิดมั๊งพี่ข้าก็อยากใช้เหมือนกัน” เมื่อสองพี่น้องตัดสินใจได้แล้วต่างคนก็เสกคาถาที่ได้ร่ำเรียนมา แม้ว่าจะผิดต่อหญิงทั้งสองคนแต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด เพราะทั้งคู่ยังอยู่ในวัยหนุ่มขาดการยับยั้งชั่งใจตัวเอง การที่จะได้ครอบครองผู้หญิงสวยสักคนมาเป็นเมียของตัวเอง คนที่มีอำนาจมากกว่าอย่างเช่นพวกเขาก็สามารถที่จะทำได้โดยไม่ต้องยั้งคิด

ชายสองหญิงสองอาศัยอยู่ในถ้ำลืมวันลืมคืนจนหญิงสาวทั้งสองคนตั้งท้อง พรานบุญและพรานมากหลงอยู่ในโลกแห่งโลกีย์จนลืมว่าแม่ของทั้งสองคนกำลังป่วยกระเสาะกระแสะและต้องการได้เงินไปรักษาตัว เมื่อแสงตะวันคลอดลูกแล้วเธอก็มอบลูกให้กับพรานบุญ และมนต์สะกดของพรานบุญที่สะกดหญิงสาวไว้เริ่มเสื่อมลง

“นำลูกกลับไปที่แห่งพี่ท่านเถิดข้าจักต้องกลับไปยังเมืองแห่งข้าแล้วพี่” แสงตะวันหายลับไปกับตาของพรานบุญ ทำให้เขานั้นโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก

ส่วนแสงดาวเธอตัดสินใจหลีกลี้หนีหน้าพรานมาก ทำให้พรานมากถึงกับขาดสติเมื่อตื่นขึ้นมาพบกับที่นอนข้างกายที่ว่างเปล่า เขาเดินเปะปะไปทั่วตามหาเมียของตัวเองที่ท้องแก่ใกล้คลอดจนตกลงไปจากปากถ้ำและสิ้นใจลงในไม่ช้า พรานบุญอุ้มลูกกลับไปที่บ้านของตัวเองก็พบว่าแม่ของเขาได้สิ้นใจไปได้หลายเดือนแล้ว จากความคิดที่จะต้องหาเงินมาพาแม่ไปหาหมอ และเขาไม่ได้ทำ ทำให้พรานบุญโศกเศร้าเสียใจเขามีลูกชายคนเดียวที่จะต้องดูแลและเลี้ยงดูให้เติบโตอาศัยนมแพะที่เลี้ยงไว้ให้ลูกดื่มกิน

พรานบุญแบกลูกเข้าออกป่าต้องห้ามเป็นว่าเล่น ปีนป่ายไปบนหน้าผาแต่ก็หาปากถ้ำไม่พบคาถาของเขาเสื่อมลงเพราะเขาได้ทำผิดศีลใช้คาถาในทางมิชอบ เมื่อมียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ มีคาถาดีแต่ผู้ใช้ใช้ไปในทางที่ผิดคาถานั้นก็เสื่อมไปตามกาล

.................

องค์ตามะแนหยั่งรู้ล่วงรู้ล่วงหน้าว่าจักเกิดเหตุกับสองพระพี่เลี้ยง พระนางปล่อยไปตามครรลองแห่งกรรมที่สองพระพี่เลี้ยงจักต้องประสบ จักทำสิ่งใดก็มิได้เพราะพระนางเองได้ตัดสินใจและนับวันรอคอยการปลดปล่อยแห่งดวงดาว สองปีแห่งเมืองมนุษย์ที่แล้วมาพระนางทรงดำรัสให้พระพี่เลี้ยงกระทำการแลกชีวิตด้วยเนื้อแห่งพระวรกายของพระนาง

เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาท่ามกลางขุนเขา พระนางทรงทอดพระเนตรด้วยทิพญาณแห่งพระนางเอง “ใบเงิน” หญิงสาวที่มีชีวิตด้วยการชุบชีวิตจากพระนางเติบโตขึ้น พระนางรอคอยวันแห่งการปลดปล่อยและมีตัวตายตัวแทน

“เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ใบเงิน”

“เพคะพระนาง” ใบเงินก้มหมอบแทบพระบาทขององค์ตามะแน

“เจ้าจักทำในสิ่งที่ข้าหวังไว้ได้ฤาไม่”

“เพคะพระนาง”

“เจ้ายินดีแน่ฤาที่จักเป็นตัวแทนแห่งข้า” สุรเสียงนั้นอ่อนโยนราวกับแพรไหมเนื้อนุ่ม

ใบเงินนิ่งเงียบ เธอรับรู้ทุกอย่างจากองค์ตามะแนและเธอรู้แล้วว่าเธอต้องทำอะไร ชีวิตของเธอที่มีอยู่ทุกวันนี้เพราะองค์ตามะแนเป็นผู้มอบให้ กายหยาบของเธอได้มาจากพระนางทรงเฉือนเนื้อและปลุกเธอให้ฟื้นคืนมีชีวิตจากการตายในท้องของแม่

“เจ้าจักมีเพลาตรึกตรองอีกมินานนัก จันทร์เพ็ญคราหน้า ดวงดาวจักเรียงรายเป็นเส้นตรง จักเกิดราหูแห่งดาวทั้งเก้าดวงอีกครา นานนับพันปีจักเกิดสักคราเวลาแห่งการรอคอยแห่งข้าจักสิ้นสุดฤาต้องคอยต่อไปขึ้นอยู่กับเจ้าใบเงิน”

“เพคะพระนาง”

“ข้ามินำเจ้ามาเป็นบาทบริจาริกาแห่งข้าดอก อย่างไรเสียเจ้ายังเปรียบเป็นธิดาแห่งข้า มารดามิสมสู่กับบุตรฉันใดอันตัวข้ายิ่งมิทำฉันนั้น เจ้าจักรักข้าเยี่ยงข้ารักเจ้าได้ฤาไม่ลูกรัก”

“เพคะพระนาง”

“เรียกข้าว่ามารดาเถิดลูกแม่”

“เพคะพระมารดา”

“อีกมิกี่เพลาข้าจักมาทวงสัญญา ณ เพลานี้เจ้ามีสิทธิ์เลือกว่าจักทำหรือมิทำ แลหากเจ้าเลือกข้าเจ้าจงปลดปล่อยตนเองจากทุกสิ่งหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ตั้งจิตเจ้าให้มั่นกาลนั้นมาถึงเจ้าจงกล่าวแก่ข้า”

“เพคะพระมารดา”

“ได้เพลาที่ข้าจักต้องไปแล้วใบเงินลูกรัก” พระนางตามะแนสะบัดพระองค์ทรงลุกยืนจากแท่นหินที่พระนางประทับอยู่ พระภูษาสะบัดพรายพลิ้ว กลิ่นหอมอ่อนจางๆ จากพระองค์ฟุ้งกระจายไปทั่ว พระพักตร์ยิ้มกระจ่างแลเห็นพระเนตรคลอด้วยพระอัสสุชล

“พระมารดาทรงพระกรรแสงหรือเพคะ”

“ข้าดีใจที่ได้พบเจ้าอีกคราใบเงิน”

ใบเงินก้มกราบแทบพระบาทของพระนางตามะแนอีกครั้ง เธอรู้สึกถึงความรักที่องค์ตามะแนทรงพระทานแก่เธอ แม้ไม่เคยกอดไม่เคยหอมแก้มกันเหมือนแม่ลูกทั่วไป แต่ใบเงินก็สัมผัสได้

“เป็นพระมหากุรณาธิคุณยิ่งแล้วเพคะพระมารดา”

“กลับไปเถิดลูกรัก กลับไปสู่โลกแห่งเจ้า ใกล้รุ่งสางแล้วทุกอย่างจักคลี่คลาย” องค์ตามะแนทรงลอยจากพื้นขึ้นสู่อากาศและหายไปในพริบตา

ใบเงินหยิกแขนตัวเองเธอไม่ได้ฝันไป องค์ตามะแนผู้เป็นพระมารดาของเธอเสด็จมาจริงๆ เธอเป็นเลือดเนื้อของพระองค์จริงๆ พระพักตร์ของพระองค์นั้นเหมือนกับเธอราวกับแกะ ถ้าเธอไม่ใช่ธิดาของพระนางแล้วเธอจะเป็นอะไร

ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเรกะติไม่ใช่น้องแท้ๆ ของเธอ เรกะติเป็นลูกที่เกิดจากพระพี่เลี้ยงแสงดาวและพรานมาก แต่เธอจะบอกเรื่องนี้กับกานแก้วได้อย่างไร หากเธอบอกก้านแก้วต้องหาว่าเธอบ้ากินมากฝันมากจนละเมอเพ้อพก

หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเรกะติต้องได้รับรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเมื่อวันนั้นมาถึง เธอจะบอกลาทุกคนได้อย่างไรกัน ใบเงินเดินกลับบ้านพักครูที่อยู่ไม่ไกลจากผาเดียวดายด้วยสีหน้าหวั่นวิตกไปตลอดทาง

...............

น้อมใจและเรกะติกลับมาตัดต่อสารคดีที่เมืองไทย เพราะทั้งคู่ต้องส่งสารคดีให้กับต้นสังกัด ในอีกไม่กี่วัน ระหว่างที่สองคนกำลังตัดต่อภาพและเช็คความเรียบร้อยของภาพเหล่านั้นอยู่ สายตาของน้อมใจก็เหลือบไปเห็นมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของภาพที่ทางทีมงานถ่ายไว้ได้

ภาพที่เห็นเป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งนุ่งผ้าซิ่นลายแปลกตาและคลุมกายด้วยผ้าคลุมไหล่ ทรงผมรวบสูงเกล้ามวยไว้ทางด้านหลัง ส่งรอยยิ้มเยือกเย็นมาให้กับทีมงาน น้อมใจเห็นภาพนั้นถึงกับขนลุก

“เดี๋ยวหยุดภาพสิ” น้อมใจบอกกับเรกะติที่กำลังตรวจเช็คภาพ

“ทำไมคะแม่ภาพไม่ดีเหรอคะ”

“ไม่ใช่เร เรลองซูมภาพทางซ้ายจอออกมาหน่อยสิ ตรงมุมเหลี่ยมปราสาทแถวๆ บริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น”

“ค่ะแม่” เรกะติซูมภาพตามที่น้อมใจบอกกับเธอ

“ซูมเข้าไปอีกลูก ตรงข้างๆ ปรางค์ด้านซ้าย นั่นแหละอีกนิดหยุด” น้อมใจสั่งให้หยุดภาพ

“แล้วย้อนกลับไปสักห้าวิแต่อยู่ในมุมเดิม”

ภาพที่ทีมงานเห็นและต้องตกตะลึงขนลุกซู่ก็คือภาพที่น้อมใจได้เห็นก่อนหน้านี้ ภาพของหญิงสาวส่งรอยยิ้มเยือกเย็นมาให้ทางทีมงาน แต่ที่สำคัญบนยอดปรางค์ปราสาทแห่งนั้นไม่มีที่สำหรับยืนมันเป็นพื้นที่ว่างโล่ง อย่าว่าแต่ยืนเลยแค่ปีนขึ้นไปบนนั้นมักก็ยากลำบาก

คนของทีมงานพยายามจะจับภาพจากมุมสูงแบบนั้นแต่ก็ทำไม่ได้เพราะทางทีมงานไม่ได้เอาเครื่องมือหนักหรือลิฟท์เครนไปด้วย เนื่องจากไม่ต้องการที่จะทำให้โบราณสถานที่ตนเองไปถ่ายทำเกิดการกระทบกระเทือนหรือถูกขุดเจาะอะไร

ดังนั้นภาพที่ได้จึงเป็นภาพดิบจริงๆ ที่ ยังไม่ได้รับการตัดต่ออะไร

“ใครเล่นตลกอะไรหรือเปล่า” น้อมใจเสียงกร้าวเพราะเธอเริ่มไม่นึกสนุกกับการแกล้งกันแบนี้

“ไม่มีครับบอสพวกผมยังไม่ได้ทำอะไรกับเทปม้วนนี้เลย”

“แล้วภาพมันมาได้ยังไงกัน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะมุมภาพนี้มันเป็นมุมภาพที่สำคัญที่สุดขององค์ปรางค์ปราสาท ถ้าไม่มีภาพนี้ก็เท่ากับว่าพวกเราต้องกลับไปถ่ายซ่อมใหม่ แล้วไอ้ภาพนี้ถ้าปล่อยผ่านให้หลุดออกไป เกิดมีใครเห็นเหมือนที่ฉันเห็น ไม่เป็นข่าวใหญ่โตเหรอว่าทีมงานฉันจับภาพนางอัปสรตัวเป็นๆ ได้ ฉันไม่อยากมีชื่อเสียงในเรื่องแปลกๆ แบบนี้นะ” น้อมใจโวยวายลั่นห้องตัดต่อ

แม้ว่าน้อมใจจะเป็นคนใจเย็นกับทุกเรื่องแต่สำหรับเรื่องงานน้อมใจไม่เคยไว้หน้าใคร งานของเธอต้องออกมาดีและดีที่สุด

“แม่คะใจเย็นๆ สิคะแม่คงไม่มีใครกล้าแกล้งพวกเราหรอกคะ” เรกะติพยายามทำให้น้อมใจลดความร้อนแรงทางอารมณ์ของเธอลงอีกนิด

“จะให้เย็นได้ไงเร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ งานทั้งงานมันพังเพราะไอ้ภาพนี้”

“แต่ไม่มีใครแตะต้องเทปม้วนนี้เลยนะครับนาย” นิพนธ์พยายามจะอธิบายว่าไม่มีใครมาทำอะไรกับเทปม้วนนี้เพราะทุกคนก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยก็แยกย้ายกันพักผ่อนคงไม่มีใครกล้าหาญที่จะมากลั่นแกล้งทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้

“ไม่มีใครแตะแล้วมันมีภาพแบบนี้ออกมาได้ไง”

“แม่คะแม่ใจเย็นๆ แม่ลองดูสิค่ะว่าผู้หญิงในภาพหน้าตาเหมือนใคร” เรกะติตั้งสติได้เธอจ้องมองไปยังภาพนั้น แม้ว่าเมื่อซูมเข้าไปชัดๆ แล้วภาพจะแตกเป็นจุดๆ บ้างแต่เค้าความงามของคนในภาพบอกให้รู้ว่าใบหน้าในภาพนั้นมันเหมือนกับใบเงิน

“ใบเงิน ใช่เรใบเงินจริงๆ ด้วย เรไหนลองหาภาพที่ลูกถ่ายนางที่ขี่กวางออกมาสิ” จากนั้นทีมงานก็ระดมกันหาภาพของนางฟ้าที่ขี่กวางจากอีกปราสาทขึ้นมา

“ลอง Crop เอามาเทียบกันสิ”

นิพนธ์จัดการทำการตัดต่อภาพให้กับเจ้านายผู้เอาแต่ใจของเขา เมื่อจัดการเอาภาพสองภาพมาวางเคียงกัน นิพนธ์ก็ตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ได้เห็น

“เรลูกมีภาพของหนูใบเงินถ่ายติดไว้บ้างหรือเปล่า”

“มีค่ะแม่”

“งั้นเอามาให้นิพนธ์เดี๋ยวนี้” น้อมใจสั่งลูกสาวของเธอทันทีเธอต้องการที่จะรู้ว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นมันคืออะไรพิสูจณ์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์หรือไม่เธอไม่เคยเชื่อเรื่องไศยศาสตร์อะไรทั้งสิ้น โลกพัฒนามาจนถึงศตวรรษที่ยี่สิกว่าๆ แล้ว จะให้หันหลังกลับไปเชื่อเรื่องงมงายอีกคนอย่างน้อมใจทำไม่ได้อย่างแน่นอน

เรกะติหยิบม้วนเทปที่เธอแอบถ่ายใบเงินตอนสอนหนังสือก่อนที่เธอจะเดินทางไปป่าต้องห้ามออกมายื่นให้กับนิพนธ์ เธอไม่คิดว่าจะมีใครสนใจที่จะดู เพราะเธอแอบถ่ายทุกอริยาบถของใบเงินเก็บไว้ดูเอง มันออกจะดูแปลกและละลายละล้วง แต่เธอชอบที่จะได้เห็นใบเงิน เพราะเธอรู้สึกว่าทุกท่วงท่าทุกการกระทำของใบเงินนั้นน่ามองน่าประทับเก็บไว้ในความทรงจำ

“นี่ค่ะคุณนิพนธ์” เรกะติยื่นเทปให้กับนิพนธ์เพื่อทำตามคำสั่งของน้อมใจ

“คุณนิพนธ์หาท่าทางหรือการผินใบหน้าของหนูใบเงินให้เหมือนกับรูปทั้งสองรูป แล้วเอามาเปรียบเทียบกัน” น้อมใจสั่งอีกครั้ง

นิพนธ์จักการทำตามคำสั่งของนายเขาเลือกรูปของใบเงินที่เกือบๆ จะคล้ายรูปของผู้หญิงประหลาดและนางฟ้าขี่กวางมาจัดเรียงไว้ในหน้าเดียวกัน เมื่อได้เห็นทีมงานทั้งหมดก็ต้องตะลึงครั้งที่เท่าไหร่ไม่มีใครนับ

ผู้หญิงลึกลับนางฟ้าขี่กวางและใบเงินเหมือนกันราวกับฝาแฝด เพียงแต่ใบเงินนั้นมีใบหน้าที่เรียวและผอมกว่าคางยาวกว่าเล็กน้อยเท่านั้น

“น่าประหลาดมากๆ” น้อมใจครางออกมา

“เรติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เขมรให้แม่ด่วนเลยลูกแม่อยากรู้ว่ารูปนางฟ้ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังมาจากไหน

“ค่ะแม่เดี๋ยวเรจะจัดการให้”

“ขอด่วนและด่วนที่สุดนะลูกแม่จะตีแผ่เรื่องนี้ถ้ามันมีมูลความจริง”

เรกะติเองก็อยากรู้เรื่องราวต่างๆ ไม่ต่างจากน้อมใจเช่นกันเธอต้องการจะรู้ว่าผู้หญิงที่อยู่ๆ ก็โผล่มาที่ข้างๆ ปรางค์ปราสาท และมีใบหน้าละม้ายกับใบเงินคนนั้นเป็นใครเช่นกัน อาการร้อนรนของเรกะติแสดงออกให้น้อมใจเห็นได้อย่างชัดเจน น้อมใจเข้าใจลูกที่เธอเลี้ยงมากับมือหากเรกะติยังมีสิ่งที่ค้างคาใจก็จะไม่มีวันยอมลามือ น้อมใจเองก็เช่นกัน

สองแม่ลูกครุ่นคิดและกังวลกับเรื่องที่พวกเธอประสบมันไม่ใช่ผีสาง แต่เรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็ไม่อยากจะลบหลู่ น้อมใจและเรกะติรู้ดี สิ่งที่เธอจะขุดคุ้ยต่อไปนี้อาจนำมาซึ่งการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตก็เป็นได้

... จบบทที่ ๘ …




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 10:43:57 น.
Counter : 170 Pageviews.  

เรื่องสั้นแนวยูริ : ดำเนินทราย บทที่ ๗ อาณาจักร

บทที่ ๗ อาณาจักร

เรกะตินั่งซึมอยู่ที่บ้านจนน้อมใจต้องพยายามหางานมาให้เรกะติทำ เธอส่งเรกะติไปทำสารคดีที่กัมพูชา

“เรไปเมืองเขมรกับแม่ไหม”

“ไปทำอะไรคะ”

“ไปทำสารคดีเรื่องนครวัด นครธม”

“ไปคะแม่ไปๆ เรอยากไป”

“จริงเหรอเรอยากไปจริงๆ รึเปล่า”

“อยากไปจริงๆ ค่ะแม่ เรอยากไปดูปราสาทแถวนั้น มันเหมือนมีอะไรสักอย่างค้างคาใจเรไงก็ไม่รู้ค่ะแม่บอกไม่ถูก”

“งั้นพรุ่งนี้เตรียมออกเดินทางได้ลูกรัก”

“ค่ะแม่”

น้อมใจยิ้มออกมาได้อีกครั้งที่เรกะติกลับมาเป็นคนเดิม ทำงานทำการดีกว่านั่งจมอยู่กับความทุกข์อยู่แบบนี้ สองแม่ลูกช่วยกันเตรียมอุปกรณ์และทีมงานเพื่อเดินทางไปเมืองเขมรในวันรุ่งขึ้น

การเดินทางไม่ได้ลำบากอะไรเพราะน้อมใจได้เตรียมงานทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งประวัติและอะไรหลายๆ อย่าง ทีมงานเดินทางมาถึงก็เริ่มทำงานทันที

บันทายศรีหรือบันเตียไสรหรือปราสาทของหญิงงาม เป็นปราสาทขนาดเล็ก ที่สลักตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เรกะติเดินถ่ายภาพไปตามตัวปราสาทที่ไม่ใหญ่นักและเธอก็ต้องสะดุดกับรูปภาพสลักรูปหนึ่ง

“สวยจริงๆ”

“อะไรลูก” น้อมใจหยุดเดินและหันมาถามเรกะติที่ยืนชื่มชมความงามของภาพสลักนั้น

“ภาพสลักค่ะแม่สวยเหลือเกิน แม่ดูสิคะงดงามอ่อนช้อย”

“นั่นสิทั้งๆ ที่ผ่านเวลามานานมากแล้วความสวยยังไม่ลบเลือน”

“ค่ะแม่ แต่แม่คะแม่ดูนี่สิแม่เห็นอะไรไหม”

“อะไรลูก”

“นี่ค่ะแม่” เรกะติชี้ให้น้อมใจดูรูปสลักของเทพธิดารูปหนึ่งที่ขี่กวาง แต่ใบหน้าของรูปนั้นละม้ายคล้ายกับใครสักคนที่เรกะติรู้จัก

“เหมือนๆ เรเคยเห็นรูปหน้าแบบนี้ที่ไหนแต่เรนึกไม่ออก” เรกะติลูบคลำรูปสลักนางอัปสรรูปนั้นไปมา

“เหมือนหนูใบเงิน”

“จริงสิแม่เหมือนพี่ใบจริงๆ ด้วย แต่รูปนี้หน้าอ้วนกว่านิดหน่อย ตาคิ้วคางหน้าผาก ช่างเหมือนจริงๆ แปลกนะคะทำไมถึงได้เหมือนแบบนี้”

“คงเป็นเรื่องบังเอิญมั๊งลูกแม่ว่านะ”

“ขอให้เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ เถอะค่ะแม่ถ้าไม่บังเอิญมันคงแปลกน่าดูไปเถอะคะแม่เราต้องรีบถ่ายทำไม่ใช่เหรอ” เรกะติหันกลับมาชักชวนให้น้อมใจเดินจากบริเวณนั้นไป

อยู่ๆ ก็มีเสียงก้องมาจากข้างในหูของเรกะติโดยที่เธอไม่ได้ตั้งตัว

“บังเอิญหรือเจ้า บังอาจมากนักนะเจ้าที่กล้ามาลบหลู่ข้าผู้ครองเจ้าชีวิตแห่งเจ้า”

“เสียงใคร” เรกะติตะโกนออกมา

“อะไรลูก” น้อมใจตกใจที่ได้ยินเรกะติตะโกนเสียงดัง

“แม่ได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่าคะ” เรกะติพยายามที่จะเงี่ยหูฟังอีกครั้งแต่เธอก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย

“ไม่ได้ยินลูกมีอะไรเหรอเสียงอะไรกัน”

“ไม่มีอะไรค่ะเรคงหูฝาดไปไปเถอะค่ะแม่” แต่เธอก็ยกมือไหว้ไปที่รูปสลักนั้น

“หากว่าฉันลบหลู่ดูหมิ่นอะไรท่านจงอภัยให้ฉันด้วยเถิดท่าน”

และสิ่งที่เรกะติได้ยินกลับมามันเป็นเสียงหัวเราะที่น่ากลัวยิ่งกว่าครั้งใดที่เธอเคยได้ยิน

“หึ หึ ฮ่า ฮ่า”

เรกะติรีบเดินไปเคียงข้างน้อมใจที่เดินนำเธอออกไปทางประตูทางเข้ารูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณพร้อมๆ กับทีมงานที่เตรียมกล้องไว้เรียบร้อยแล้ว

...................

จากนั้นทีมงานของเรกติก็เดินทางมาที่ปราสาทนครวัด ปราสาทที่ยิ่งใหญ่แห่งพรเจ้าสุริยะวรมันที่ ๒ ระเบียงรายที่มีรูปนางอัปสรเกือบๆ สองพันภาพ ทั้งหมดแต่งเครื่องทรงไม่เหมือนกันและทรงผมก็ยังแตกต่างกันอีกด้วย และสิ่งที่เรกะติต้องตกใจอีกครั้งในวันนี้ก็ต้องทำให้เธอเรียกน้อมใจอีกครั้ง

“แม่คะแม่”

“อะไรอีกล่ะลูก” น้อมใจที่กลังคุมทีมงานถ่ายภาพบริเวณทั่วไปอยู่รู้สึกหงุดหงิดที่เรกะติเรียกรบกวนเวลาที่เธอจะทำงาน

“นี่ค่ะแม่ดูนี่สิคะ” และเมื่อน้อมใจเห็นภาพนั้นเธอเองก็ต้องตะลึงเมื่อได้เห็นรูปสลักที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเรกะติ

“เรแม่ว่าไม่เข้าท่าแล้วลูกอะไรมันจะบังเอิญแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ถ้าเรากลับไปเมืองไทยแม่จะพาลูกไปดอยเดียวดายอีกครั้ง แม่ต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” น้อมใจไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เธอได้เห็นภายในวันเดียวกันจะเป็นเรื่องบังเอิญ หากบังเอิญต้องไม่ใช่เรื่องแบบนี้แน่นอน

“แม่คะมันจะเรื่องมากไปหรือเปล่าจากเรื่องเล็กมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเปล่าๆ อีกอย่างเรก็ไม่รู้ว่าพี่ใบทำใจได้หรือยัง เพราะตัวเรเองจนถึงตอนนี้เรตอบตามตรงค่ะแม่ว่าเรยังทำใจไม่ได้”

“แม่เข้าใจลูกแม่เข้าใจ” น้อมใจโอบกอดลูกสาวคนเดียวของเธอ ที่เธอทั้งรักและห่วง แม้ไม่ได้เบ่งออกมาเองแต่เธอก็เลี้ยงดูเรกะติเป็นไข่ในหิน เป็นแก้วตาดวงใจของเธอเอง หากเรกะติเป็นอะไรไปเธอผู้เป็นแม่จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด

น้อมใจฝันเห็นหญิงแปลกหน้าหลายครั้งหลายครา เมื่อครั้งที่เธอเดินทางไปทำงานในป่าต้องห้ามเธอก็เคยฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุดสีขาวนวน

“ฝากลูกแห่งข้าด้วยนะท่าน”

“เธอเป็นใคร”

“ข้าคือใครไม่สำคัญกับท่านดอกรู้เพียงว่าวันพรุ่งท่านจักได้พบกับลูกแห่งข้าจงดูแลนางแทนข้าด้วยเถิด ข้าจักเปิดทางให้นาง โปรดเถิดท่านโปรดช่วยลูกข้าด้วย” เสียงขอร้องวิงวอนนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของน้อมใจเสมอมา

“ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเรเป็นอะไรกับผู้หญิงโบราณคนนั้น” น้อมใจพูดกับตัวเองเธอมองตามหลังเรกะติที่เดินมองภาพสลักที่ระเบียงรายไปเรื่อยๆ ในใจของลูกคงวุ่นวายไม่ต่างกับเธอและหากลูกต้องเป็นอย่างที่เธอคิดไว้เธอเองก็คงรับไม่ได้

ถ้าเป็นไปได้เธอต้องพาเรกะติกลับไปอเมริกาก่อนที่จะเกิดเรื่อง หากไปอเมริกาเรกะติจะพ้นเงื้อมมือของสิ่งที่เธอมองไม่เห็นอย่างแน่นอนเพราะเธอเคยทำมาแล้วและมันอาจจะได้ผลอีกครั้ง

......................

ใบเงินได้รับคำบอกเล่าจากปากของก้านแก้วถึงเรื่องที่ก้านแก้วได้เห็นคนแปลกหน้าแวะมาหาผู้ใหญ่บ้าน เธอเล่าราวกับว่ากลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นเป็นผีสางนางไม้

“จริงๆ นะพี่ใบ น่ากลัวออกพอลับแนวป่าไปนิดเดียวคนทั้งกลุ่มก็หายตัวไปเลย”

“ตาฝาดหรือเปล่าคนพวกนั้นอาจจะขึ้นรถไปก็ได้”

“แนวป่าก่อนถึงผาเดียวดายนี่นะพี่จะมีทางรถเป็นไปไม่ได้หรอกพี่ใบ ก้านอยู่มาจนหัวจะหงอกอยู่แล้วยังไม่เคยเห็นทางรถแถวๆ นั้นเลย จะมีก็แต่ทางเดินแคบๆ ที่พวกเราเดินขึ้นไปแค่นั้นเอง” ก้านแก้วยังคงค้างคาใจกับเรื่องที่เธอยังพิสูจณ์ไม่ได้

“ไม่ก็ขี่ม้าไปเอ๊า” ใบเงินพยายามหาวิธีการเดินทางของกลุ่มหญิงสาวที่ก้านแก้วเห็นเมื่อเช้า

“พูดเป็นเรื่องตลกไปได้พี่ใบใครจะนุ่งผ้าซิ่นขี่ม้าไปได้ตลกแล้วพี่ แล้วอีกอย่างนึงนะพี่ก้านถ้าพวกเค้าขี่ม้ามาทำไมไม่ขี่ไปหาผู้ใหญ่เลยล่ะคะ ทำไมต้องผูกม้าไว้ที่ชายป่าแล้วเค้าถึงเดินกลับไปเอาม้า มันแปลกๆ อยู่นาพี่ใบ” ก้านแก้วพยายามออกความคิดอีกครั้ง

“ก้านว่าอะไรนะผู้หญิงพวกนั้นนุ่งผ้าซิ่นเหรอ” ใบเงินชักรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เพราะหญิงสาวที่เธอเห็นเมื่อคืนก่อนก็นุ่งผ้าซิ่นเช่นเดียวกัน

“ก็ใช่นะสิพี่นุ่งผ้าซิ่น ห่มผ้าคลุมแปลกๆ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน อีกอย่างนะพี่ คนพวกนี้หอมมากๆ เลยพี่ใบ หอมแปลกๆ กลิ่นแปลกๆ เดินตามไปเหมือนโดนมนต์สะกดให้ตาม นี่ถ้าพวกผู้กองอยู่ด้วยสงสัยเข้าไปจีบแหง๋ม”

ใบเงินนึกขำคำพูดของก้านแก้ว ก็เลยต้องแซวน้องสาวไปบ้าง“แบบพวกนางตานีในทีวีหรือเปล่า ผ้าซิ่นนุ่งจง แถมด้วยพันตัวด้วยสไบเฉียงสีเขียวตองอ่อนบรื้อๆ ขนลุก”

“แหมพอบอกว่านุ่งผ้าซิ่นนึกถึงนางตานีเลยเหรอพี่ใบ”

“เอ๊าแล้วจะให้พี่จินตนาการแบบไหนกันเล่าพี่ไม่ได้เห็นเหมือนที่ก้านเห็นนี่จะได้รู้ว่าใส่ชุดอะไร”

“เออนั่นสินะ นี่ๆ พี่ใบแต่ที่ก้านเห็นมันน่ากลัวจริงๆ นะพี่ใบ ก้านไม่ได้พูดเล่น”

“ก้านพี่จะบอกอะไรให้นะ เรื่องแบบนี้พี่ว่าเราต้องพิสูจณ์กันให้เห็นจะๆ”

“เหวอ ไม่เอาดีกว่าพี่ใบหากว่าคนพวกนั้นเป็นผีจริงๆ ก้านวิ่งป่าราบแน่เลย”

“ถ้าเป็นผีจริงๆ พี่ว่าพี่หัวโกร๋นก่อนก้านอีก เอางี้เดี๋ยวตอนเย็นพี่ไปเป็นเพื่อนก้านลองไปดูสิว่ามีทางเดินหรือทางรถหรือเปล่า ก้านอาจจะตาฝาดไปก็ได้ใครจะรู้”

แล้วเย็นวันนั้นสองพี่น้องก็เดินมายังชายป่าข้างๆ ผาเดียวดาย

“นั่นๆ ตรงนั้นแหละพี่ใบพวกเค้าหายไปตรงนั้น” ก้านแก้วชี้ให้เห็นถึงบริเวณที่กลุ่มคนหายไปทั้งกลุ่มพร้อมๆ กัน

ใบเงินมองดูบริเวณนั้นแล้วก็นึกเห็นพ้องกับก้านแก้วว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ หากคนกลุ่มนั้นจะหายไป เพราะแนวป่าที่เห็นตรงหน้าเป็นบริเวณป่าทึบ หากจะไปไหนได้ก็คงต้องปีนลงไปทางหน้าผาที่อยู่ด้านหน้าของเธอ หรือคนกลุ่มนั้นจะใช้เส้นทางบริเวณหนาผาเพื่อเดินทาง แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะหน้าผาที่สูงชัน ประกอบกับแนวหินตะปุ่มตะป่ำ ผู้หญิงจำนวนมากขนาดนั้นจะปีนขึ้นปีนลงจากหน้าผาแบบนี้ได้อย่างไร

“แล้วก้านบอกใครเรื่องนี้หรือยัง”

“ฮึ” ก้านแก้วส่ายหน้า

“ใครจะกล้าบอกเล่าพี่ใบ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าก้านบ้านะสิ”

“แล้วทำไมไม่ไปถามผู้ใหญ่ว่าวันนั้นเค้าคุยกับใคร”

“เออจิงสิพี่ทำไมก้านถึงได้ลืมเรื่องนี้ไปเลยนะ ถ้าผู้ใหญ่บอกเราว่าเค้าคุยกับใครเราก็รู้แล้วว่าคนกลุ่มนั้นเป็นใครจริงไหมพี่”

“ก็ใช่นะสิ ถ้าเราเห็นเค้าคุยกับผู้ใหญ่ได้ก็แสดงว่าเค้าก็ต้องไม่ใช่ผีถูกไหมก้าน”

“ถูกพี่ใบ” ก้านแก้วพยักหน้าเข้าใจในคำพูดของใบเงิน สองพี่น้องเดินตามกันไปที่บ้านผู้ใหญ่อาเค่อในทันที

“ผู้ใหญ่คะ อยู่หรือเปล่า”

“อยู่ขรับครูเชิญขรับเชิญ” ชายชราเดินหลังงองุ้มออกมาต้อนรับขับสู้สองพี่น้องเป็นอย่างดี

“เราสองคนมีเรื่องจะถามผู้ใหญ่สักหน่อย” ก้านแก้วเปิดเรื่องโดยไม่มีการเกรินนำ

“ขรับคุณทหาร”

“คืองี้ผู้ใหญ่ก้านเค้าบอกใบว่าวันก่อนเค้าเห็นผู้หญิงกลุ่มนึงมาหาผู้ใหญ่แล้วก็เดินหายไปที่ชายป่าก่อนถึงผา เค้าก็เลยสงสัยว่าเป็นคนหรือเป็นผี ใบก็เลยพาน้องมาถามผู้ใหญ่ให้รู้ๆ กันไปเลยว่าคนหรือผี”

“วันไหนขรับ”

“เมื่อวันก่อนนะผู้ใหญ่”

“แหะๆ โผ้มจำอะไรไม่ได้หรอกขรับครู มีใครมาหาโผ้มหรือขรับ”

“อ้าวไหงมาความจำเสื่อมเอาตอนนี้ล่ะผู้ใหญ่หมดกัน แบบนี้ก้านก็ไม่รู้เลยสิว่าคนพวกนั้นเป็นใคร” ก้านแก้วรู้สึกฉุนกับอาการอัลไซเมอร์กระทันหันของชายชราที่อยู่ตรงหน้าเธอ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรมาก ทั้งสองก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียงตอบกลับมาแทนคำพูดของผู้ใหญ่

“ตามหาฉันหรือคะคุณ”

ใบเงินและก้านแก้วหันขวับไปยังต้นกำเนิดเสียงนั้นทันที ส่วนผู้ใหญ่บ้านเตรียมที่จะทำความเคารพแบบที่เคยทำ แต่ผู้มาเยือนคนใหม่ยกมือห้ามไว้

“ว่าไงคะคุณตามหาฉันหรือคะ” เสียงนุ่มกังวานยังคงถามมาที่สองพี่น้องเช่นเดิม

“ค่ะ ฉันมาตามหาคุณ” ใบเงินตอบทั้งๆ ที่เธอไม่เคยเห็นตัวตนจริงๆ ของผู้หญิงที่ก้านแก้วบอกด้วยซ้ำไป แต่เมื่อเห็นลักษณะการแต่งกายของผู้มาเยือนใบเงินก็พอจะเดาออกว่าคนที่ก้านแก้วพูดถึงนั้นเป็นเธอคนนี้อย่างแน่นอน

“ตามหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่าค่ะ”

“คืองี้ค่ะ วันก่อนฉันเห็นคุณหายไปแถวๆ แนวป่าฉันก็เลยแปลกใจว่าคุณคือคนหรือผีกันแน่ก็เลยมาถามผู้ใหญ่ให้แน่ใจ”

“พวกมนุษย์นี่ก็แปลกนะคะเห็นด้วยว่าเป็นกายเนื้อแท้ๆ ยังไม่เชื่อในการเห็นของตัวเองอะนี่จับดูสิคะจะได้รู้ว่าคนหรือผี” ผู้มาเยือนยื่นแขนของเธอให้กับก้านแก้วได้จับ และก้านแก้วก็จับทันทีเช่นกัน

“แฮะๆ คนนี่นา โถหลงนึกว่าผีอยู่ได้ตั้งนาน ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ฉันเข้าใจคุณผิด ลืมแนะนำไปเลยค่ะ ฉันชื่อก้านแก้วส่วนนี่พี่ของฉันใบเงิน” ก้านแก้วยกมือไหว้ผู้มาเยือนเพราะเห็นว่าเมื่อผู้ใหญ่อย่างอาเค่อยังทำความเคารพ นั่นก็แสดงว่าผู้มาเยือนคนนี้เป็นคนสำคัญอยู่เหมือนกัน

ผู้มาเยือนไม่ได้ยกมือไหว้รับก้านแก้วแต่เธอกลับยกมือไหว้ตอบใบเงินพี่สาวของก้านแก้วแทน

“ฉันชื่อแสงตะวันค่ะ มาจากอีกเมืองนึงที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ นานๆ ฉันจะมาที่นี่สักครั้งเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น”

“คุณมาติดต่อค้าขายกับผู้ใหญ่หรือค่ะ” ก้านแก้วชิงถามก่อนที่ผู้มาเยือนจะถามเธอ

“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ ฉันมาติดต่อธุระสำคัญนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเสร็จธุระแล้วฉันก็จะกลับ”

“ท่าทางธุระของคุณคงสำคัญมากๆ สิคะ”

“ใช่ค่ะ สำคัญมากและมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมา”

“เรื่องอะไรพอจะบอกได้ไหมคะถ้าฉันช่วยได้ฉันก็จะช่วย” ก้านแก้วรีบเสนอตัวเพราะเธอรู้สึกผิดที่คิดว่าผู้หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็นผี

“เรื่องนี้คุณคงช่วยไม่ได้หรอกค่ะ แต่คงต้องให้คุณใบเงินช่วยมากกว่า”

“อ๋อสงสัยจะมาเรื่องโรงเรียน งั้นตามสบายเลยค่ะคุณแสงตะวัน ฉันคงต้องขอตัวกลับบ้านก่อนไหนๆ คุณก็พบพี่ใบแล้วคงมีธุระคุยกันอีกยาว” ก้านแก้วปลีกตัวออกมาปล่อยให้ใบเงินและแสงตะวันคุยกันเพียงลำพัง

“จะสะดวกไหมคะหากฉันจะเชิญคุณไปคุยที่หน้าผาเดียวดาย เพราะฉันชอบบรรยากาศที่นั่นมากกว่ามานั่งอุดอู้อยู่ที่นี่”

“ยินดีค่ะงั้นเชิญคุณเลยค่ะคุณแสงตะวัน” สองสาวก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็ชักชวนกันคุยเรื่องทั่วๆ ไป

“เรียกฉันง่ายๆ ว่าวันก็ได้ค่ะฉันก็จะเรียกคุณว่าคุณใบเช่นกัน”

“ค่ะ เรียกใบได้ตามสะดวกเลยค่ะ ใบไม่คิดมากอะไรอยู่แล้ว ว่าแต่ธุระของคุณที่บอกว่าจะคุยกับใบมันเรื่องอะไรหรือคะ”

“ให้ฉันบอกคุณตอนนี้เลยหรือคะ ไว้เราไปถึงที่ผาเดียวดายก่อนก็แล้วกันเพราะที่นี่ฉันไม่มีแรงจะพูดอะไรตามมาเถอะคะ”

ใบเงินรีบเดินตามแสงตะวันไปเธอรู้สึกเหมือนกับว่าแสงตะวันนั้นเดินเหมือนลอยได้ ไม่มีเสียงฝีเท้าที่บดลงไปกับก้อนกรวดก้อนดิน ไม่มีเสียงผ้าซิ่นสะบัดพัดปลิวตามลม แต่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากร่างกายเท่านั้นที่ใบเงินยังคงสัมผัสได้ว่าแสงตะวันมีตัวตนอยู่จริงๆ และที่สำคัญใบเงินไม่เห็นเงาของแสงตะวันที่ตกกระทบกับพื้นดิน เธอขยี้ตาแรงๆ อีกครั้งก็กลับปรากฏเงาของแสงตะวันทาบทับลงพื้นดิน

“สงสัยจะตาฝาดแล้วเราเงาก็ยังมีปกตินี่นา” เมื่อใบเงินเดินไปถึงผาเดียวดายก็พบกับตามะแนหญิงสาวเมื่อคืนก่อนนั่งรออยู่ที่นั่นแล้ว

“อ้าวคุณแนก็มาด้วยหรือคะ” ใบเงินทักทายตามะแนเพราะเธอรู้จักกับตามะแนตั้งแต่เมื่อครั้งก่อน

“ไม่คิดว่าจะได้พบคุณอีก”

“เราบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเราต้องได้พบกันอีกในไม่ช้า” ตามะแนยิ้มเยือกเย็นอีกแล้ว ใบเงินยังรู้สึกหวาดกลัวรอยยิ้มของตามะแนอีกหน

“เห็นคุณวันบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษากับใบ เรื่องที่ว่าเกี่ยวกับอะไรคะ”

“อยากจะรู้ในตอนนี้เลยรึคุณ”

“ค่ะฉันไม่ชอบอะไรที่ค้างคาใจ มันเหมือนทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง”

“ดี” คำตอบสั้นๆ ของตามะแนทำเอาใบเงินขนลุกซู่

“เข้ามาใกล้ๆ ข้าสิแล้วข้าจะบอกเจ้าใบเงิน” ตามะแนจ้องตาของใบเงิน เหมือนกับใบเงินถูกมนต์สะกดให้เดินเข้าไปคุกเข่าทั้งสองข้างอยู่หน้าโขดหินที่ตามะแนนั่งอยู่

ฉับพลันก็มีแสงส่องออกมาจากดวงตาของตามะแนและแสงนั้นก็ส่งเข้าที่กลางหน้าผากของใบเงิน ทำให้ใบเงินสะดุ้งนิดๆ จากนั้นเหมือนภาพต่างๆ ก็ฉายออกมาให้ใบเงินได้เห็น

ปราสาทโบราณ เมืองโบราณเก่าๆ หลายพันปีที่ผ่านมา บริเวณกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อาณาจักรตามะแนปุระ ผู้คนยิ้มหน้าใส ค้าขายกันรอบๆ เมืองแห่งนี้ ในสวนดอกไม้ใบเงินเห็นตามะแนนั่งอยู่บนเสลี่ยงคานหาม ล้อมรอบไปด้วยผู้คนที่สวยสดงดงาม ประดับด้วยเครื่องทองและผ้าแพรผ้าทอผืนสวย

“พระนางเพคะ อย่าทรงซุกซนนักเพคะ” นางกำนัลที่วิ่งตามขบวนเสด็จเริ่มเหนื่อยเพราะพระธิดาองค์เดียวของเจ้าชีวิตนั่งทรงพระสำราญกับการปีนป่ายอยู่บนต้นไม้โดยไม่คิดว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่เหมาะสมกับการเป็นธิดาพระองค์เดียวของกษัตริย์เลยสักนิด

“โถแสงตะวันข้ามิได้ซุกซนอันใดเลยข้าปีนขึ้นมาบนนี้เพื่อต้องการชมทิวทัศน์อันสวยงามแห่งเมืองเรา เหตใดเจ้าจึงกล่าวว่าข้าซุกซนเยี่ยงนั้น” พระสุรเสียงที่อ่อนหวานผิดกับทางทางของพระธิดากล่าวตำหนินางสนมพระพี่เลี้ยงของพระนางเอง

“พระนางเจ้าขามิมีพระธิดาแห่งกษัติย์พระองค์ใดดอกเจ้าคะที่จักทรงปีนป่ายไปบนต้นไม้เพื่อทอดพระเนตรทิวทัศน์เยี่ยงพระนางดอกเจ้าข้า” พระพี่เลี้ยงแสงจันทร์เอยปาก

“เราจักลงไปบัดเดี๋ยวนี้ก็ได้ ปุดโธ่เอ๋ย” สิ้นพระสุรเสียงพระธิดาองค์น้อยก็กระโดดลงมาจากต้นไม้โดยพลัน

“โอ๊ยพระนางบัดเดี๋ยวก็พระโสภีเคลื่อนพระชานุแตกดอกเจ้าข้า” พระสนมแสงตะวันรีบเข้าไปรับองค์พระธิดาขณะที่ทรงกระโดดลงมาจากต้นไม้ที่ทรงปีนไปประทับอยู่บนกิ่งไม้ที่แข็งแรง

“เอาน่าข้ามิเป็นอันใดดอกพี่แสงตะวัน เพราะข้าคือนางแห่งไพร เจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งมวล ข้าคือเนื้อทรายที่ปราดเปรียว มิเช่นนั้นเสด็จพ่อคงมิตั้งชื่อข้าว่าตามะแนดอกพี่”

“เพคะข้าจักรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมเพคะว่าพระนางมิทรงระคายเคืองอันใด”

“ประชดข้าฤาพี่แสงดาว”

“หามิได้เพคะ”

“แลที่พี่กล่าวมามิได้ประชดข้าดอกฤา”

“หม่อมฉันจักกล้าเอาหัวของหม่อมฉันท้ายทายคมดาบฤาเพคะพระนาง”

“ข้ามิได้โหดเยี่ยงนั้นดอกพี่ กล่าวกับพี่ไปข้าชักเบื่อไปหาพระอัยกาจักดีกว่า เรียนพระเวทจากพระอัยกาสนุกกว่ากล่าวกับพี่มากนัก”

“เชิญเสด็จเพคะพระนาง”

องค์ตามะแนดำเนินไปตามทางลาดจนถึงที่ประทับของพระอัยกา ผู้ทรงฤทธามากมาย ตามาะแนทรงสนพระทัยในการเรียนรู้ศาสตร์แขนงต่างๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่พระองค์มิใส่ใจนั้นคือการงานของหญิงสาวทั่วไป พระนางมิเคยแตะต้องอันใด มิใช่ว่ามิทรงโปรดแต่พระนางทรงเบื่อกับการนั่งเฉยๆ เสียมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่พระนางทรงโปรดมากที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเรียนด้านการเรือนก็คือการทรงเรียนพระเวทจากพระอัยกา

“พระอัยกาเจ้าขา” พระนางตามะแนดำเนินด้วยพระชานุด้วยความเร็วเข้าพบพระอัยกาที่ยังทรงร่ายมนต์อยู่หน้าแท่น

“มาแล้วฤาตามะแน”

“เพคะพระอัยกา” องค์ตามะแนก้มลงกราบถวายบังคมพระอัยกาของพระองค์ด้วยพระกริยาที่นุ่มนวนอ่อนช้อยผิดแผกกับที่ทรงแสดงกับพระพี่เลี้ยงของพระองค์

“เจ้าจงจำไว้ว่าอีกมินานเหตุร้ายจักเกิดกับเมืองแห่งเรา”

“เหตุร้ายอันใดฤาพระอัยกาเจ้าขา”

“เหตุที่ว่านั้นมิมีผู้ใดรอดพ้นไปได้แม้กระทั่งข้า” พระผู้ครองนครดำรัสด้วยความขมขื่นในพระทัยยิ่งนัก

“เยี่ยงนี้ทุกคนในเมืองแห่งเราก็จักต้องตายกันหมดฤาพระอัยกา”

“ก็มิแน่นักดอกหลานรัก ข้าจักรักษาเจ้าไว้มิให้เหตุใดแผ้วพาน”

“ให้ข้าอยู่เพียงผู้เดียวฤามิเอาดอกพระอัยกาข้าเหงา”

“เจ้าจักมิเหงาแต่ประการใด เจ้าจักมีข้าทาสบริวารพร้อมมูล”

“มีข้าทาสบริวารแต่หากมิมีพระอัยกาข้าก็มิอยากอยู่ดอกท่าน” องค์ตามะแนโอบพระกฤษฎีแห่งพระอัยกาเพื่อออดอ้อนพระอัยกาอันเป็นที่รักแห่งนาง

“ข้าจักจัดผู้มีเวทย์ไว้กับเจ้าเพื่อปกป้องเจ้านะตามะแน”

“มิเอาดอกท่านข้าจักมิอยู่หากมิมีพระอัยกา” ตามะแนทรงกรรแสงปิ่มว่าจะขาดใจ ด้วยพระองค์ทรงพระเยาว์นักที่จักรับรู้เรื่องแห่งการพลัดพราก

“เจ้าจักต้องเรียนพระเวทย์จากข้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่เจ้าจักทำได้ ข้าจักให้ชาวเมืองอบพยบออกจากเมืองก่อนที่จักเกิดเรื่อง นำเอาความรู้แลความสามารถแห่งเมืองเราออกไปเผยแผ่ให้กับชาวเมืองอื่นๆ ก่อนจักถึงวันล่มสลาย”

“แลเหตุอันใดที่จักทำให้เมืองเราล่มสลาย”

“เหตุแห่งอัมพรกระมังหลานรัก”

“หากอัมพรมีฤทธีมากเยี่ยงนั้นเราผู้ซึ่งต่ำต้อยใยมิยอมตามคำบันดาลนั้นเล่าท่าน”

“เพราะเจ้าถูกลิขิตมาเยี่ยงนั้นอย่างไรเล่าหลานรัก ชีพแห่งเจ้าถูกลิขิตมาเยี่ยงนั้นจักเปลี่ยนแปลงมิได้จงร่ำเรียนอาคมแลเวทย์อื่นให้คล่องเถิดเจ้า อีกมิกี่เพลาเราก็จักต้องพรากกัน” พระดำรัสแห่งพระอัยกามีแต่ความรักและห่วงหาพระนัดดาองค์เดียวแห่งพระองค์ยิ่งนัก

ชาวเมืองตามะแนต่างอพยบออกจากเมืองตามพระดำรัสแห่งองค์ผู้ครองนคร และตั้งใจสืบทอดศิลปะแขนงต่างๆ ให้กับเมืองใกล้เคียง วิชาการแขนงต่างๆ ถูกถ่ายทอดเพื่อไม่ให้ล่มสลายไปดั่งพระราชโองการแห่งองค์ผู้ครองนคร

องค์สุริยะชัยเชษฐทรงตั้งพิธีกรรมอยู่บนแท่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แท่นนี้สูงจากพื้นดิน เก้าวาเก้าศอกและฐานก็กว้างเก้าวาเก้าศอกเช่นกัน

องค์สุริยเชษฐบริกรรมคาถาท้องฟ้าเริ่มมืดลง สุริยะคราสบดบังแสงอาทิตย์จนเมืองทั้งเมืองเงียบสงบ หากครานั้นพระองค์มิไปลบหลู่เทพแห่งฟ้า มิทำร้ายทูตแห่งสวรรค์จนถึงกับสินชีพ เรื่องทั้งหมดก็จักมิเกิด มันเป็นความผิดของพระองค์เพียงผู้เดียว ดังนั้นพระองค์จึงจักต้องปกป้องผู้คนแลประชาราษฏร์แห่งเมืองนี้จนกว่าพระชนม์ชีพจักหาไม่

“โอมพระมหาเทพแห่งข้า โปรดไว้ชีพนางตามะแนนัดดาแห่งข้าและพวกแห่งนางด้วยเถิดพระเจ้าข้า ข้ามิอยากให้เมืองแห่งข้าต้องล่มสลายก่อนกาลอันควร” องค์สุริยะชัยเชษฐร่ายมนต์บริกรรมคาถาของพระองค์จนสุริยะคราสเคลื่อนคล้อย พระองค์จึงเสด็จลงจากแท่นบูชาศิลาแลงแห่งนั้น

“ตามะแนอีกเพียงสิบสี่ราตรีนับจากราตรีนี้เจ้าจักต้องรักษาพรรมจรรย์มิพูดมิดื่มมิกินอันใด สะอาดดุจดังน้ำใสแลเจ้าจักปลอดภัยไปชั่วกาล”

“เพคะพระอัยกา”

“จำไว้ตามะแนหากเจ้าจักหลุดพ้นจากบ่วงนี้เจ้าจักต้องมีตัวตายตัวแทนแห่งเจ้า เป็นเนื้อแห่งเจ้าเป็นกายแห่งเจ้าแลเป็นหทัยแห่งเจ้าเท่านั้น ณ เพลาที่เจ้าจักหลุดพ้น ดวงดาวจักเรียงกันเป็นเส้นตรง ราหูจักเกิด ตะวันจักดับ พระจันทร์จักไร้แสง เพลาที่เจ้าหลุดพ้นเจ้าจักพบเจอข้าบนสรวงสวรรค์”

“เพคะพระอัยกาหม่อมฉันจักรอวันนั้น” องค์ตามะแนรับสนองพระราชโองการแห่งพระอัยกาเจ้า ผู้เป็นดั่งดวงหฤทัยแห่งนางอย่างแม่นมั่น นางจักต้องดำรงอยู่สืบไปจนกว่าจักถึงวันอันควร พระนางมิมีวันล่วงรู้ได้เลยว่าเมื่อใดการอันควรที่องค์พระอัยกาตรัสนั้นมันนานแสนนานจนพระนางเลือนกาลเวลา

ณ ราตรีแห่งราหูมาเยือนอีกครา แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงพร่ำบ่นบริกรรมคาถาถูกส่งออกมาจากปากของผู้คนในเมือง องค์สุริยะชัยเชษฐเลือกนางในที่เพียบพร้อมและยินยอมที่จะติดตามองค์ตามะแนให้มาอยู่ในพระราชวังแห่งพระองค์ ก่อนที่จะร่ายพระเวทย์โอบล้อมพระราชวังของพระองค์

พระจันทร์ถูกราหูบดบังจนมิดภาพของพระราชวังทั้งวังก็หายวับไปกับตาของประชาชนทั้งเมือง อีกไม่นานนักเมืองทั้งเมืองก็ถูกสูบล่มสลายลงไปในพื้นปฐพี

... จบบทที่ ๗ ....




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2551 18:59:17 น.
Counter : 213 Pageviews.  

1  2  3  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.