It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
มธุรดา yuri บทที่ ๑๐/๔

บทที่ ๑๐/๔


"อย่าขัดน้าบุษได้ไหมพี่รัน นิลยากำลังตั้งใจฟังอยู่เชียว”

“คนมันสงสัยนี่หว่า นาคไม่สงสัยหลบไปห่างๆ ได้ไหม”

“เฮ้อ...มนุษย์ ช่างสงสัยเสียจริงๆ ทั้งๆ ที่สงสัยไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์โพดผลอะไรสักนิด ไอ้ที่น้าบุษเล่ามานั้น มันเกิดขึ้นมาเป็นพันๆ ปีแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ จะถามไปทำไมกัน เสียเวลาฟังเรื่องสนุกๆ”

“พอๆ ไม่ต้องเถียงกัน จะให้แม่เล่าต่อไหม” บุษบงกตรีบขัดขึ้นก่อนที่ลูกสาวของเธอจะต่อปากต่อคำกับนิลยา

“ต่อค่ะแม่ อยากรู้”

“เอาเรื่องเวียงฟ้ากับโมระเลยดีกว่าค่ะน้าบุษ เวียงฟ้ากับที่อื่นๆ ไม่ต้องเล่าหรอก พี่รันเขาไม่อยากรู้”

“แสนรู้นักนะเรา”

“เป็นนาคไม่ใช่หมา จะได้แสนรู้ นิลยาน่ะ ล้านรู้ มากกว่าแสนตั้งเยอะ” นิลยาใช้มือของเธอเปิดไรผมที่ปิดหน้าผากของเธอให้เสยขึ้นไป เผยให้เห็นหน้าผากกว้างๆ ของเด็กน้อย ทำเอารัญชน์อมยิ้มกับการกระทำนั้น

“เวียงฟ้ามาอยู่ที่เขาแห่งนี้เมื่อสามพันกว่าปีก่อน”

“โห...แม่เจ้าสามพันกว่าปี ให้ตายเถอะโรบิ้น”

“แก่กว่านิลยา สองพันปี ก็โอนะ อายุเท่าเจ้าพ่อเลย”

“สามพันปีก่อน ราวๆ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แล้วเวียงฟ้าเกี่ยวอะไรกับดวงจันทร์หรือเปล่าคะแม่”

“ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย ดวงจันทร์เกิดขึ้นตอนที่โลกยังไม่อิ่มตัว และถูกอุกกาบาตขนาดพอๆ กับดวงจันทร์พุ่งเข้าชน จากนั้นมวลของโลกกระเด็นออกไปอยู่นอกการหมุน เมื่อเวลานานวันเข้า เศษฝุ่นที่กระจัดกระจายและมวลใหญ่ๆ บางส่วนที่ยังร้อนอยู่รวมตัวกันกลายเป็นดวงจันทร์ในปัจจุบัน ลูกรู้ไหม สมัยโบราณนานมาแล้ว โลกเรามีดวงจันทร์ถึงสองดวง แต่อีกดวงถูกชนจนหลุดไปจากวงโคจรของโลก จึงเหลือดวงจันทร์เพียงแค่ดวงเดียว และอีกประมาณล้านๆ ปี โลกของเราจะไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาร”

“ทำไมคะแม่”

“เป็นข้อพิสูจน์ของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้ไงพี่รัน เชยอีกแล้ว ไม่เคยดูสารคดีเลยหรือไง เขาว่ากันว่า แรงไทดอลระหว่างโลกกับดวงจันทร์ จะทำให้โลกและดวงจันทร์ค่อยๆ ขยับห่างกันไปอย่างช้าๆ ปีละ ราวๆ สองเซน และในที่สุด ทั้งโลกและดวงจันทร์ จะหันหน้าด้านเดียวเข้าหากันตลอดเวลา แต่เมื่อถึงตอนโน้น..... มนุษย์ไม่มีแล้ว เพราะมันนานเกิ๊น...” นิลยาลากเสียงยาวเฟื้อย

“เอาซะวิชาการเลยนะแม่ตัวยุ่ง”

“งี้แหละ หาว่าเราแสนรู้ เราล้านรู้ บอกแล้วก็ไม่เชื่อ”

“อย่างที่น้องบอกนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น”

“แล้วทำไมมีคนบอกว่า เวียงฟ้ามีฤทธิ์เฉพาะตอนกลางวัน ตกกลางคืนจะหมดแรงล่ะคะ”

“ใครเล่าให้รันฟัง”

รัญชน์ชี้ไปที่นิลยาที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ “ตัวยุ่งนี่แหละแม่ เล่าเรื่อยเปื่อย”

“จริงอย่างที่น้องบอกอีกนั่นแหละ เวียงฟ้าจะไม่มีพลังพอที่จะทำอะไร หากอยู่ในคืนเดือนมืด ไม่มีแสงสว่างมากพอ พลังของเวียงฟ้าจะหดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ และจะฟื้นกลับมาอีกครั้งเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น”

“งั้นจุดบอดของเวียงฟ้าคือความมืดสิคะ”

“เวียงฟ้าถึงเป็นนกยูงไฟไงจ๊ะ เมื่อคืนเดือนมืดมาถึง นกยูงแห่งเวียงฟ้าจะเป็นนกยูงไฟ ส่องสว่างให้กับคนของเวียงฟ้า”

“อ๋อ...พอเข้าใจแล้ว ที่มาของนกยูงไฟ มาจากเรื่องนี้นี่เอง”

รัญชน์พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เธอรู้ ถึงจะเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่ไม่เกินความสามารถของสมองน้อยๆ ของเธอที่จะแปลความหมายนั้นออกมา




Create Date : 23 พฤษภาคม 2556
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:19:22 น. 0 comments
Counter : 461 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.