It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
มธุรดา yuri บทที่ ๕/๒

บทที่ ๕/๒


ยี่สิบปีก่อน....

เจ้านางปริมเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของครรภ์ของตน จึงได้บอกกับนีรเพื่อให้คนของเวียงฟ้าลงมาดูแลเธอ อัคริมารีบลงมาจากเวียงฟ้า เข้าใจว่าเจ้านางปริมคงจะใกล้ประสูติเต็มที และครั้งนี้ ทุกคนต่างรู้ว่าเจ้านางจะประสูติพระธิดาสองพระองค์ หนึ่งในพระธิดานั้น จะต้องขึ้นไปอยู่บนเวียงฟ้า เมื่อถึงเวลาอันสมควร

เมจกาและเจ้าหลวงถิร เดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องประสูติของเจ้านาง

ล่วงเวลาไปอีกเกือบวัน เจ้านางจึงให้กำเนิดเจ้านางน้อยๆ สองพระองค์ เมื่อนีรได้เห็นหนึ่งในสองเด็กทารกแรกเกิด เธอรับรู้ได้ในทันทีว่า ทารกคนใดคือวรทา

“สวัสดี วรทาน้อย สบายดีไหม”

เมื่อนีรเรียกชื่อทารกน้อย หนึ่งในนั้นหยุดร้องและทำท่าราวกับพยายามจะเงี่ยหูฟังในสิ่งที่นีรพูด

“ดูสิน้ำ ท่าทางจะใช่คนนี้แหละ” อัคริมาคือหนึ่งในผู้ทำคลอดให้กับเจ้านางปริมเอ่ยขึ้น ทั้งสองรับรู้และเข้าใจตรงกัน ว่าใครคือวรทา

“ปริมขอบใจนะเพื่อน” นีรบอกกับเจ้านางปริมที่มองหน้าเด็กทารกทั้งสองคนที่นอนอยู่ข้างๆ ตัวเธอ

“คนไหนหรือน้ำ” เจ้านางเอ่ยถาม

นีรอุ้มทารกน้อยมาวางบนอกของเจ้านางปริม “คนนี้แหละปริม ท่านวรทา”

“โถ...ลูกแม่ เกิดมาไม่เท่าไหร่ต้องจากกันแล้วสินะ”

“ตัวไปหาลูกบนเวียงฟ้าได้นะ หรือจะเอาเจ้านางทั้งสองไปเลี้ยงบนเวียงฟ้าด้วยกันก็ได้ แต่พอหกขวบเราคงต้องขอตัวเอาไว้บนเวียงฟ้า ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการ สอนอะไรไม่ทัน”

“เราขอต่อรองนิดนึงได้ไหมน้ำ”

“ว่ามา”

“สิบขวบได้ไหม”

“เก้าแล้วกันนะปริม เราเข้าใจตัว แต่เราก็ต้องทำตามหน้าที่ของเรา ถึงตัวจะรั้งลูกเอาไว้ สักวันลูกตัวต้องไปอยู่บนเวียงฟ้าอยู่ดี นี่คือสิ่งที่บนนั้นลิขิตเอาไว้แล้ว” นีรเงยหน้ามองเพดานห้อง เพื่อบอกว่าสิ่งที่เธอพูดนั้น เป็นสิ่งที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

“เราเข้าใจ แต่เราทำใจไม่ได้นะน้ำ” เจ้านางปริมเอ่ยพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ความเป็นแม่ย่อมรู้สึกสงสารลูกที่ต้องพลัดพรากไปจากอก ตั้งแต่อายุยังน้อย

“องค์วรทาคงจะรู้ล่วงหน้า ถึงได้แบ่งภาคลงมาเป็นเจ้าหญิงน้อยๆ สององค์ให้กับปริมไง ถึงจะไม่มีอีกคน ยังมีอีกคนให้ได้อยู่ใกล้ๆ กับแม่”

อัคริมาปลอบใจคนเป็นแม่หมาดๆ

“คงต้องเอาไปให้พ่อเขาดู ป่านนี้คงเดินเป็นเสือติดจั่น”

นีรบอกยิ้มๆ เธอกับอัคริมาจึงอุ้มทารกน้อยสองคนออกไปนอกห้องเพื่อให้เจ้าหลวงถิรและเมจกาได้เห็นพร้อมๆ กัน เป็นไปตามที่คาด ทั้งสองคนถามขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า คนไหนคือองค์วรทากลับชาติมาเกิด คำตอบของนีรคือคนที่เกิดคนแรก อีกคนคือส่วนแบ่งภาคขององค์วรทาเช่นกัน หากแต่เธอเกิดมาเพื่อโมระ มิใช่เพื่อเวียงฟ้า นีรตั้งชื่อทารกน้อยที่จะขึ้นไปอยู่บนเวียงฟ้ากับเธอว่า“วรัทยา” แปลว่าผู้มีความกรุณาอันประเสริฐ

ส่วนอีกคนนั้น เมจกาเป็นผู้ตั้งชื่อให้ เด็กคนนั้นชื่อว่า “มธุรดา” แปลว่าความงดงาม ความหวาน หรือเป็นชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีสีสันจัดจ้าน แต่ไม่มีกลิ่น

“ทำใจนะทิดอ้น อีกไม่นาน หนึ่งในฝาแฝดต้องจากโมระ ไปอยู่กับเวียงฟ้า” เมจกาตบบ่าเจ้าหลวงถิร เป็นการปลอบใจ

“ผมทำใจไว้แล้วครับ แต่ปริมสิ จะทำใจได้อย่างผมหรือเปล่า”

“เรื่องปริม เดี๋ยวน้ำคงเป็นคนจัดการให้เองแหละ ต้องขอบใจองค์วรทา ที่ให้ทารกน้อยกับทิดถึงสองคน”

“ครับ ผมเข้าใจ” เจ้าหลวงถิรอุ้มลูกน้อยทั้งสองคนของเขาไว้ด้วยลำแขนแข็งแรงทั้งสองข้าง

เขาสงสารปริม คนอุ้มท้องทารกในอ้อมแขนของเขา ณ วินาทีแรกที่ได้พบหน้ากัน ก็ต้องนับวันแห่งการจากลา น่าสลดใจยิ่งนักสำหรับคนเป็นแม่

หนึ่งในทารกนี้จะเป็นองค์เทพีเวียงฟ้าคนต่อไป และอีกหนึ่งในทารกนี้เช่นกัน จะกลายเป็นตัวแทนของเขาที่จะปกครองโมระให้ยั่งยืนสืบไป

“มาๆ ถ่ายรูปเอาไว้ด้วยกันหน่อย พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก” เมจกาจัดแจงท่าทางของเจ้าหลวง เจ้านางและเจ้านางน้อยทั้งสององค์ ให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด

รูปภาพนี้จะถูกเผยแพร่ให้กับประชาชนชาวโมระได้เห็น ภาพของเจ้าหลวงผู้มีใจงดงาม และครอบครัว คงเป็นภาพที่ชาวโมระหลายๆ คนอยากเห็น

“ไม่ต้องเกร็งเลยทิด ทำตัวตามสบาย ยูงไม่ได้ดูดวิญญาณทิดออกมาสักหน่อยแค่ถ่ายรูปเท่านั้นเอง”

เมจกาขำท่าทางคุณพ่อหมาดๆ ของเจ้าหลวงถิร ที่พยายามตั้งท่าถ่ายรูปให้ดูดีที่สุดเท่าที่คิดว่าทำได้

“อ้าวแล้วกัน ทำไมล่ะ เอาแบบหล่อๆ ไง”

“หล่อไปทำไม เขาจะดูรูปเจ้านางน้อยต่างหาก ไม่ดูหรอกเจ้าหลวง เบื่อขี้หน้าแล้ว”

ปริมขำกับคำพูดของเมจกา ไม่มีใครกล้าพูดแบบนี้กับเจ้าหลวงแห่งโมระ ยกเว้นเมจกาเพียงคนเดียวเท่านั้น จริงอย่างเมจกาว่า เจ้านางน้อยทั้งสอง น่ารัก น่าตีไปในคราวเดียวกัน แม่อย่างเธอเมื่อต้องเลี้ยงลูกครั้งละสองคน เล่นเอาเหนื่อย เธอไม่อยากให้ใครมาช่วยเธอ เธอต้องการให้ลูกๆ ซึมซับความอบอุ่นจากอกของเธอ อีกไม่นานวรัทยาก็ต้องจากเธอไป เธอไม่ลำเอียงรักคนใดคนหนึ่ง ให้ความรักเอาใจใส่เท่าเทียมกัน

ใครไม่มีลูกฝาแฝด ไม่มีทางรู้ความเหนื่อยของเธอ คนหนึ่งร้อง อีกคนก็ร้องตาม คนหนึ่งหิว อีกคนก็หิวตาม คนหนึ่งตื่น อีกคนก็ตื่นตาม จากที่เธอเคยทำน้ำหนักล้ำหน้าไปเกือบสี่สิบกิโลในช่วงที่ตั้งท้อง ผ่านไปสามเดือน น้ำหนักของเธอลดลง และลดลงมากกว่าที่เคยมีอยู่ด้วยซ้ำ ทำให้เธอดูผอมไปในสายตาของเมจกา

“ปริมผอมไปนะเรา เดี๋ยวให้อัคเอายาบำรุงมาให้”

เมจกาบอกกับปริมอย่างนั้น

หลังจากนั้น ยาบำรุงหลายขนานก็ถูกขนมาให้เธอที่คุ้มเจ้าหลวง และมันก็กลายเป็นสิ่งที่เธอต้องดื่มทุกวัน ไม่นับรวมไปถึงอาหารมากมายที่เจ้าหลวงถิรนำมาให้เธอ

“ทานเยอะๆ นะปริม ลูกดื่มนมปริมจะได้แข็งแรงเหมือนแม่”

ดูเหมือนทุกๆ คนจะเป็นห่วงลูกของเธอมากกว่าตัวเธอซึ่งเป็นแม่ หากจะนับว่าดี ก็ดี แต่หากจะคิดน้อยใจคนรอบข้างนิดหน่อย คงไม่เป็นอะไรมั๊ง

c�-�<H� `N =TH>คงสั่งๆ กันเอาไว้มั๊ง” พัณณินเดามั่ว หากเป็นเธอ ถ้าสหวัตรสั่งอะไรไว้เธอต้องจดและจำคำสั่งนั้นเป็นอย่างดี หากกลัวลืมงัดเอาสมุดที่จดไว้ขึ้นมาดู เพราะสหวัตรออกคำสั่งมากจนจำแทบไม่หวาดไม่ไหว

“ไม่รู้สิไม่เห็นตอนเข้ามาสั่ง”

“แกเลยไม่ได้เจอคนสวยของฉันสักที ใช่ปะ ว้า...น่าเสียดายจริงๆ ถ้าแกได้เจอสักครั้งแกคงชื่นชมแบบฉัน”

“ไม่อยากเจอนักหรอกนะ กลัวจะมาเล่นงานฉันมากกว่า จากสวยๆ เล่นเป็นนางเอกจะกลายเป็นตัวนางมารร้าย ประหนึ่งว่าลีมกโช้วมาเอง”

“เกินไป แกไม่รู้อะไร ลีมกโช้ว ก่อนที่จะมาเป็นนางมารร้าย หล่อนก็สวยจนใครๆ อยากเป็นเจ้าของนะยะ ถ้าเล็กเต็งง้วนไม่ทำให้นางเสียใจ นางคงไม่บ้าบอแบบนั้นหรอก”

“นี่ๆ จะอินมังกือหยกไปถึงไหน”

“แกไม่รู้เหรอ ฉันเป็นศิษย์น้องลีมกโช้วนะยะ”

“แกนี่นะเซียวเหล่งนึ่ง เสี่ยวข้าวเหนียวนึ่งสิ ดั้งแทบไม่มี ระวังเถอะกิน

ข้าวเหนียวมากๆ มันมีสารสลายดั้งนะแก” รัญชน์ยกมือขึ้นจับจมูกของเพื่อนบิดไปมา

“โอ๊ย... เจ็บนะแกไอ้รัน บิดไปบิดมาอยู่ได้ แกก็รู้ว่าฉันไปเสริมดั้งมา ไอ้เพื่อนเวร หรือแกอยากเป็นซะเองยะ นังเสี่ยวเหนียวหนึบหนับ” พัณณินเริ่มต่อว่ารัญชน์กลับบ้าง

คนอย่างรัญชน์ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่มีทางควักเงินออกจากกระเป๋าง่ายๆ ยกเว้นเสียแต่ของสิ่งนั้นจำเป็นต้องใช้ อย่าว่าแต่อะไรอื่นเลย รถยนต์คันเก่าสับปะรังเคของรัญชน์ ใช้มาตั้งแต่รุ่นพ่อ จนป่านนี้เพื่อนรักของเธอก็ยังไม่ขายและซื้อใหม่ บอกแต่ว่า ซื้อรถ คือลด ต้องซื้อบ้าน ถึงจะมีโอกาสเพิ่มมูลค่า รัญชน์อดทนใช้รถคันนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

“เออๆ พูดกับแกทีไร ปวดประสาททุกที ทำงานต่อดีกว่า” รัญชน์รีบตัดบทสนทนาของเธอกับพัณณิน

เธอต้องรีบทำรายการของที่จัดเก็บไปไว้ในเรือนเล็ก ส่งให้กับสหวัตรภายในเช้าวันนี้ ไม่อย่างนั้น เธอนี่แหละจะโดนเฉ่งว่าทำงานล่าช้า

นี่แหละชีวิตคนทำงาน กินเงินเดือน

ทำดีเสมอตัว ทำชั่วโดนไล่ออก เหมือนๆ เป็นกฎที่ไม่ได้รับการยกเว้น แม้แต่คนทำงานเก่งๆ อย่างรัญชน์




Create Date : 23 พฤษภาคม 2556
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 18:46:27 น. 0 comments
Counter : 227 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.