It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องแนวยูริ : อรุณรุ่งในดวงใจ บทที่ ๓๔

บทที่ ๓๔ ๘.๐๕ น.

การพยายามวางตัวเป็นกลางของแสงอุษาค่อนข้างทำให้เธอลำบากใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรสองคนพี่น้องก็ขัดกันไปหมดทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเข้าห้องน้ำการเปิดไฟปิดไฟนอน ทั้งเรื่องอาคิราชอบเปิดเพลงเสียงดังๆ แถมยังชอบเป่าคาลิเนมเสียงแสบแก้วหู และหลายๆ เรื่อง ทำเอาแสงอุษาปวดหัวกับเสียงทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวันของสองพี่น้องเอื้ออังกูร

“จะทะเลาะกันอีกนานไหมสองคนนั้นน่ะ” แสงอุษาหมดความอดทนทีจะต้องมานั่งฟังพี่น้องสองคนทะเลาะกัน

“ก็ษาดูสิอาเถียงเราทุกคำพูดเลยมันน่าไหมละนี่” อวภาส์พยายามหาพวกที่จะเข้าข้างเธอ

“ก็พี่ษาดูสิพี่ภาว่าอาก่อนนี่” อาคิราก็เช่นกัน

“พอๆ เลิกกันได้แล้วทั้งสองคน เอางี้แล้วกันถ้าจะเถียงกันเราจะไปนอนห้องเพื่อนเชิญทะเลาะกันตามสบายเลยก็แล้วกันสองคนพี่น้อง” แสงอุษาเหลืออดแล้วกับศึกสายเลือดของทั้งสองคน เธอหอบหมอนและผ้าห่มเดินออกจากห้องไปนอนห้องของเพื่อนที่เรียนคณะแพทย์ด้วยกันที่อยู่ชั้นล่าง

สองพี่น้องมองตากันแล้วก็ต่างคนต่างอยู่ในความสงบ นี่ถ้าหากว่าบรรยากาศสงบแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกแสงอุษาก็คงไม่ต้องหอบผ้าหอบผ่อนลงไปนอนกับเพื่อนของเธอหรอก

อาคิรากำลังสนุกสนานกับการรับน้องเธอไม่ค่อยได้สนใจทั้งแสงอุษาและเรื่องเรียนมากเท่าที่ควรจะเป็นเมื่อสอบเก็บคะแนนในครั้งแรกก็พอถูๆ ไถๆ ไปได้นิดหน่อยจากนั้นก็มาบ่นกับอวภาส์

“พี่ภาอาคงต้องตั้งใจเรียนแล้วเราพักยกศึกของเราไปก่อนนะ”

“ก็ได้ไว้ว่างเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน” อวภาส์หันไปยิ้มให้น้องสาวคนเดียวของเธอที่กลับมาบ้านแล้วก็ล้มตัวลงนอนที่พื้นห้องด้านหลังเก้าอี้อ่านหนังสือของเธอ

“แล้วนี่พี่ษายังไม่กลับมาเหรอพี่จะสามทุ่มแล้ว”

“ษากลับมาแล้ว แล้วก็ไปอ่านหนังสือที่ห้องของเพื่อนแล้วตั้งแต่ทุ่ม สงสัยกลัวอาส่งเสียงรบกวน” อวภาส์คาดเดาเรื่องราวตามที่เธอคิด

“เหรอ งั้นอาไปอาบน้ำก่อนนะพี่เหนียวตัวมากๆ เลย วันนี้วิ่งไปตั้งหลายรอบ”

“ไปอาบน้ำเถอะแล้วก็อย่าลืมทำการบ้านอ่านหนังสือด้วยล่ะไม่ใช่อาบน้ำเสร็จแล้วก็ไปนอนอุตนิยมวิทยาทำนายอากาศกับพระอินทร์บนสวรรค์โน่นนะ” อวภาส์บ่นอีกแล้ว แต่อาคิราก็ไม่ได้ต่อความอะไร เพราะเธอรู้ว่าถ้าวันไหนถ้าอวภาส์ไม่บ่นเธอเองก็นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน

..........

หลายวันผ่านไปอาคิราแทบไม่ได้เห็นหน้าแสงอุษาเพราะเธอออกไปเรียนตั้งแต่เช้า กลับมาแสงอุษาก็ลงไปอ่านหนังสือที่ห้องของเพื่อนแล้ว สิ่งที่อาคิราถามอวภาส์ทุกๆ วันที่กลับมาถึงห้องก็คือ

“พี่ษาล่ะ”

เป็นคำถามที่อวภาส์ก็ต้องตอบทุกวันเช่นเดียวกันว่า

“ลงไปข้างล่างแล้ว”

“อืมเหรอ ห้องเพื่อนมีอะไรดีนักหนานะพี่ษาถึงได้ลงไปอ่านหนังสือแล้วก็ไปนอนทุกวัน พี่ภาว่าไหม”

อวภาส์ไม่ได้ตอบอะไรยังคงนั่งอ่านหนังสือของเธอต่อไป

อาคิราเริ่มรู้สึกว่าแสงอุษาเปลี่ยนไป เธอเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายเพราะการบ้านที่ท่วมหัวเอาตัวแทบจะไม่รอด ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้ขี้เกียจทำงาน แต่ด้วยความที่อาจารย์เข้ามาถึงก็ใส่ๆ ทุกอย่างลงในสมองของเธอไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งแคลคูลัส สถิติ และอื่นๆ อีกมากมาย

อาคิราต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อทำความเข้าใจกับบทเรียนที่เธอต้องเรียน เพราะพื้นฐานของการเรียนของอาคิราที่จบเพียงมอสี่มีน้อยกว่าเพื่อนๆ ที่เรียนกันจนจบมอหก การเรียนจึงลุ่มๆ ดอนๆ หากไม่พยายามอาคิราก็ตามเพื่อนไม่ทัน

ในช่วงแรกๆ ที่อาคิรา เริ่มเข้ามาเรียนการรับน้องและอื่นๆ อีกมากมายมาแย่งเอาเวลาที่จะอ่านหนังสือของอาคิราไปจนเกือบหมด กว่าที่อาคิราจะตั้งตัวได้ก็ใช้เวลาเป็นเดือนๆ วิศวะไม่ได้ง่ายอย่างที่อาคิราคิดไว้ และหากจะเรียนวิชาเอกที่อาคิราตั้งใจไว้ก็ต้องทำคะแนนให้ได้สูงๆ การตัดคะแนนเพื่อลงเรียนวิชาเอกในปีที่สองมันดูหินมากมายเหลือเกิน

อาคิรามีเพื่อนใหม่ๆ เป็นผู้ชายเกือบทั้งสิ้นจะมีเพื่อนที่เป็นผู้หญิงก็น้อยคนมาก วิศวะเป็นคณะที่มีผู้ชายเปรียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมากกว่าคณะไหนๆ ทั้งหมด ดังนั้นการทำการบ้านหรือรายงานก็เลยตกเป็นของผู้หญิงแบบเธอไปโดยปริยาย

ครั้นจะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะเป็นรายงานกลุ่ม แต่หากจะทำคนเดียวก็ไม่ไหวเพราะแต่ละหัวข้อต้องระดมพลังทางสมองมาช่วยๆ กัน อาคิราไม่อยากจะได้ชื่อว่าเธอเป็นคนเผด็จการทางมันสมอง แต่บางครั้งมันก็เหลืออดที่จะทนเพราะเพื่อนๆ มักจะทำอะไรล่าช้า เมื่อเห็นอาคิราทำแล้วก็ปล่อยเลยตามเลย ดังนั้นรายงานหลายๆ เรื่องก็เลยตกเป็นหน้าที่ของอาคิราและเพื่อนผู้หญิงบางคนในกลุ่มเท่านั้น

การที่ต้องมีผู้ชายอยู่ในกลุ่มบ้างก็เพราะต้องการที่จะใช้แรงงานในการยกโน่นยกนี่ แต่เมื่อเห็นว่ามีหรือไม่มีผู้ชายฝ่ายผู้หญิงก็ต้องทำกันเอง ดังนั้นรายงานฉบับต่อมาเพื่อนๆ ที่เป็นผู้หญิงก็หันมาจับกลุ่มกันเองและมีเพื่อนๆ สาวประเภทสองเข้ามาร่วมแจมทำรายงานด้วย จะว่าอาคิราเห็นแก่ตัวก็คงไม่ได้ เพราะเธอและเพื่อนๆ ผู้หญิงหลายๆ คนไม่ได้เป็นคนรับใช้ทางวิชาการให้กับพวกเพื่อนผู้ชาย

เพื่อนๆ ผู้ชายมักจะไปต่อกันหลังจากที่ซ้อมน้องใหม่เรียบร้อยแล้ว อาคิราเคยตามไปแต่เธอก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก เพราะพวกผู้ชายมักไปตั้งวงเหล้า แถมบางครั้งยังชักชวนกันไปเคล้านารี ดังนั้นระยะหลังๆ เมื่อเพื่อนๆ ผู้ชายไปเคล้านารีหรือไปเปิดซิงขึ้นครูกันที่ไหนอาคิราและเพื่อนๆ ผู้หญิงก็รู้ตัวและหลบฉากออกมาก่อนเป็นดีที่สุด

เมื่ออ่านหนังสือไปเรื่อยๆ อาคิรารู้สึกว่าเธอตาพล่าลงมากว่าเดิม ขยับแว่นไปมาจนเจ็บหลังใบหูไปหมดเรื่องแบบนี้ก็คงต้องปรึกษาอวภาส์พี่สาวคนเดียวที่ทำการเจรจาหย่าศึกกันไปแล้ว

“พี่ภาอาว่าอาต้องไปตัดแว่นใหม่แล้ว”

“ทำไมล่ะอาปวดตาเหรอ สายตาเรามันเพิ่มขึนหรือเปล่า” อวภาส์ละสายตาจากหนังสือตรงหน้าหันไปมองหน้าน้องสาวของตัวเองที่ถอดแว่นออกแล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บีบไปที่ดั้งจมูกโด่งๆ ของตัวเอง

“มันมัวๆ เบลอๆ ไงไม่รู้” อาคิราใช้หลังมือขยี้ตาของตัวเองเพื่อปรับสายตาให้ชัดยิ่งขึ้นก่อนที่จะสวมแว่นตาลงไปยังที่อยู่ประจำของมัน

“อย่าไปขยี้ตามากๆ แบบนั้น เดี๋ยวตาก็เจ็บหมดหรอก แล้วมือนั่นนะมันสะอาดแล้วเหรอแม่อาเซฟโซ่ยอมซกมก”

“เอาน่าพี่ภาก็อาแสบตานี่พี่ภาก็”

“งั้นวันหยุดพี่จะพาอาไปตัดแว่นใหม่แล้วกัน” อวภาส์บอกแล้วก็หันกลับไปอ่านหนังสือของเธอต่อไป

“พี่ภาหยุดอ่านหนังสือเดี๋ยวได้ปะ” อาคิราปิดหนังสือและเก็บรายงานของตัวเองที่พึ่งทำเสร็จลงในกระเป๋าเป้ใบโตของตัวเอง

“ทำไมมีอะไรทำไม่ได้เหรอไหนว่ามาข้อไหน” อวภาส์ยังคงเป็นอวภาส์ยังคงรักและเป็นห่วงน้องของตัวเองเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้น้องจะขัดใจอะไรเธอก็ยังเป็นห่วงและดูแลน้องเสมอต้นเสมอปลาย

“เปล่าพี่ อาจะถามว่าอาไม่ได้เห็นหน้าพี่ษามากี่วันกี่เดือนแล้ว”

“คงราวๆ เดือนกว่าๆ มั๊งไม่แน่ใจอาถามทำไมเหรอ”

“อาคิดถึงพี่ษาห้องเพื่อนพี่ษาอยู่ที่ไหนห้องไหนล่ะพี่ภา”

“ไม่รู้สิ เดี๋ยวนะขอดูเบอร์โทรก่อน” อวภาส์เปิดสมุดโทรศัพท์ที่เธอจดหมายเลขเบอร์โทรที่ห้องของเพื่อนแสงอุษาไว้ แล้วก็ยื่นให้อาคิราดู

“๖๐๒ เหรอพี่ภา”

“อืมคงใช่”

“งั้นอาลงไปหาพี่ษานะ”

“ดึกแล้วอย่าลงไปกวนเค้าเลย จะตีหนึ่งแล้วอา” อวภาส์มองดูนาฬิกาเห็นว่าเป็นยามวิกาลดึกสงัดแล้วป่านนี้แสงอุษากับเพื่อนคงนอนหลับกันไปแล้วก็เลยเตือนน้องสาว

“ไม่มั๊งพี่ ถ้าพี่ษาลงไปอ่านหนังสือป่านนี้คงยังไม่นอน”

“เอางั้นเหรองั้นก็ลองลงไปดูเองก็แล้วกัน” อวภาส์เห็นว่าเธอคงห้ามอะไรคนรั้นอย่างอาคิราไม่ได้ก็เลยปล่อยเลยตามเลย

อวภาส์หวังว่าคงไม่เกิดเรื่องอะไรร้ายแรง แสงอุษาเคยปรึกษาเธอเรื่องที่อาคิราไม่เคยสนใจอะไรเธอเลย แถมกลับมาก็ยังมาเล่าแต่เรื่องรับน้องเรื่องของเพื่อนๆ และแถมท้ายด้วยการทะเลาะกับอวภาส์ทุกวัน

ดังนั้นเรื่องที่แสงอุษากับเธอและเพื่อนของแสงอุษาปรึกษากันไว้ว่าจะทำให้อาคิราหันมาสนใจแสงอุษาบ้างก็ดำเนินไป อวภาส์ไม่ลืมที่จะโทรไปบอกแสงอุษากับเพื่อนให้เตรียมตัวรับสถานการณ์บรรยากาศมาคุที่กำลังพัดลงไปที่ห้องด้านล่าง แผนการจะสำเร็จไหมน้อ

บรื้อๆ

คิดแล้วอวภาส์ก็ขนลูกซู่ขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงอารมณ์ร้ายๆ ของอาคิราน้องสาวคนเดียวของเธอ

.................................

อาคิราเดินลงบันไดมาจนถึงหน้าห้อง ๖๐๒ อาคิราก็คิดถึงคำพูดของแสงอุษาว่า

“เพื่อนพี่คนนี้เรียนโรงเรียนเดียวกันกับพี่เราสนิทกันมากเค้าเป็นคนแพร่มาเรียนที่เชียงใหม่เหมือนกัน สวยด้วยนะอา”

“เหรอพี่ษาแล้วพี่เค้าชื่ออะไรล่ะ”

“ชื่อป้อม”

“อ๋อพี่ป้อมไว้ว่างๆ อาจะลงไปดูว่าพี่ป้อมสวยแค่ไหน” อาคิราหยุดความคิดไว้แค่นั้น

เธอมองไปที่ห้องไม่เห็นแสงไฟส่องออกมาจากตัวห้อง ยังคิดว่าจะเคาะประตูให้เจ้าของห้องเปิดหรือจะขึ้นไปลองโทรลงมาก่อนดีหรือเปล่าแต่สุดท้ายก็คิดว่า

“ไหนๆ ก็ไหนๆ ลงมาถึงหน้าห้องแล้วจะขึ้นไปทำไมให้เสียเวลา เคาะเรียกเลยก็แล้วกัน” อาคิราบอกกับตัวเอง

แต่เมื่ออาคิราที่กำลังจะเคาะห้องลองบิดลูกบิดประตูดูก็เห็นว่าไม่ได้ล็อคห้อง

“ขี้ลืมกันจังเลยพี่สองคนนี้อันตรายนะนี่แบบนี้ เดี๋ยวต้องต่อว่าซะหน่อยเป็นสาวเป็นนางนอนไม่ล็อคประตูห้องได้ไงกัน” อาคิราบ่นกับตัวเองอีกครั้ง

เมื่อประตูเปิดออกสิ่งที่อาคิราเห็นกลับทำให้อาคิราแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ขาอ่อนหมดแรง ภาพของพี่ษานอนกอดกับพี่ป้อมหลับสบายในอ้อมกอดของกันและกันทำเอาอาคิราพูดไม่ออก ก้าวขาไม่ได้ สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้มันสับสนไปหมด

นี่เธอหึงพี่ษาหรืออย่างไร

ใช่ !!!

อาคิราหึงแสงอุษาจนไม่มีสติจะยั้งคิด เมื่อรวบรวมพลังใจในตัวได้อาคิราก็เข้าไปกระชากแขนของแสงอุษาที่ดูเหมือนว่ากำลังนอนหลับสบายให้ลุกขึ้นจากการนอน

“ลุกขึ้นมาคุยกันเดี๋ยวนี้เลยพี่ษา” อาคิราพูดเสียงดังจนแสงอุษาที่ลุกขึ้นเพราะแรงกระชากของอาคิราเซไปปะทะกับตัวสูงๆ ของอาคิราที่ยืนจังก้าอยู่ข้างเตียง

“อะไรนี่อาพี่กำลังจะนอนมาปลุกพี่ทำไม” แสงอุษาพูดเสียงงัวเงีย

“ออกไปนอนที่ห้องของเราเลยพี่ษาอาไม่ให้พี่นอนที่นี่แล้ว” เสียงของอาคิราบ่งบอกถึงความโกรธเป็นอย่างมาก

“พี่ก็นอนมาได้ตั้งเป็นเดือนแล้ววันนี้ทำไมไม่ให้พี่นอน ทีเมื่อก่อนไม่เห็นจะเคยสนใจ” แสงอุษาแย้งความคิดและคำพูดของอาคิราทันที

“ก็พี่ษาเป็นแฟนอาพี่ษาก็ต้องนอนกับอาไม่ใช่มานอนกับพี่ป้อมแบบนี้”

“แล้วอาจะให้พี่นอนได้ไงในเมื่ออากับภาทะเลาะกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทำเอาพี่อ่านหนังสือไม่ได้นอนไม่หลับ”

“แต่พี่ก็ไม่สมควรมานอนกอดกับคนอื่นที่ไม่ใช่อา ไปเลยพี่ษากลับไปห้องของเรา” อาคิราฉัดกระชากลากถูแสงอุษาให้ขึ้นไปกับเธอ

วันวิสาที่ลุกขึ้นมานั่งมองอาคิราที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่กับแสงอุษาแอบยิ้มกับภาพที่เห็นอยู่ในมุมมืดของห้องที่แสงสว่างจากทางเดินส่องเข้ามาไม่ถึง

“ขอโทษนะพี่ป้อมอาคงต้องขอเอาตัวแฟนของอากลับห้องแล้วพี่นอนไปเถอะคะตามสบายหลับฝันดีนะพี่”

จากนั้นอาคิราก็ฉุดกระชากลากถูแสงอุษาให้เดินขึ้นบันไดไปยังห้องของเธอที่อยู่ชั้น ๙ เมื่อพาแสงอุษามาได้ก็จับแสงอุษาให้นั่งลงที่เตียง จากนั้นก็เดินไปหยิบขวด Wine Cocktail น้ำสีฟ้าๆ เขียนข้างขวดไว้ว่า Kamikaze ที่อาภาส์ซื้อติดมือกลับมาจากแดนไกลและแช่ไว้ในตู้เย็นเป็นเวลานานแล้วแต่ก็ไม่มีใครสนใจที่จะหยิบออกมาดื่ม เมื่อเปิดขวดได้อาคิราก็กระดกอักๆ ลงไปในลำคอเหมือนว่าน้ำสีฟ้านั้นเป็นน้ำเปล่าสำหรับดื่มแก้กระหายดับความโมโหของตนเอง

“เฮ้ยอาเดี๋ยวก็เมาตายหรอก” อวภาส์รีบแย่งขวดจากมือน้องสาวของตัวเอง

“ปล่อยอานะพี่ภาอาจะกินให้ตายไปเลย” อาคิราปัดมือของอวภาส์ออกจากมือของเธอที่ยังกระดกน้ำในขวดต่อไปเรื่อยๆ

“เกิดอะไรขึ้นอามันเกิดอะไรขึ้น” อวภาส์ถามอาคิราทั้งๆ ที่ตนนั้นรู้อยู่แก่ใจดีว่าตอนนี้น้องสาวของตัวเองเป็นอะไร ใจหนึ่งก็อยากจะหัวเราะแต่อีกใจหนึ่งเมื่อเห็นน้องสาวกำลังจะเป็นจะตายก็ไม่อยากปล่อยให้น้องสาวที่เธอรักทำอะไรนอกลู่นอกทาง

“ถ้าคนที่พี่ภารักกำลังจะนอกใจพี่ภา พี่ภาจะทำไง อาพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าทำไมไอ้มณมันถึงจะเป็นจะตายเวลาที่ไอ้ณีมันปันใจไปให้คนอื่น” อาคิรากระดกน้ำสีฟ้าในขวดต่อจนหมดและกำลังจะเปิดขวดใหม่โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากพี่สาวของตัวเอง

“ไปกันใหญ่แล้วอา ษาเค้าไปทำอะไรให้อาถึงได้หัวฟัดหัวเหวี่ยงแบบนี้” อวภาส์ส่ายหน้ากับพฤติกรรมของน้องสาว แถมคิดในใจว่าแสงอุษาไม่น่าที่จะคิดแผนการนี้ขึ้นมาเลยดูสิอาคิราควบมคุมตัวเองไม่ได้แล้ว เธอได้แต่ถอนหายใจหนักๆ ออกมากับเรื่องที่เกิดขึ้น

“พี่ก็ลองไปถามเพื่อนสุดที่รักของพี่ดูสิว่าทำอะไรไว้กับอา” เสียงของอิคิราเริ่มอ้อแอ้ พูดลิ้นแข็งๆ เพราะอาคิราไม่เคยดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมมาก่อนเลยในชีวิต

“ใจเย็นๆ อาค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเราใจร้อนมากไปแล้วทำใจร่มๆ หน่อยน้องรัก” อวภาส์พยายามจักจูงให้อาคิรามีสติยั้งคิดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

“ไม่ยงไม่เย็นแล้วพี่ภาพี่ภาปล่อยอานะอาจะจัดการกับพี่ษาเป็นไงเป็นกัน” อาคิราปลดมือของอวภาส์ที่เกาะแขนของเธอไว้ จากนั้นก็ย่างสามขุมทำหน้ายักษ์เข้าหาแสงอุษาโดยที่แสงอุษาไม่ทันได้ตั้งตัว

“ดูสิดูใส่ชุดเข้า นุ่งน้อยห่มน้อยแบบนี้นอนกอดกับคนอื่นที่ไม่ใช่อา พี่ทำได้ไงกันพี่ษาไหนบอกอามาสิว่าทำไปได้ไง” อาคิราจับชุดนอนสายเดี่ยวและกางเกงนอนขาสั้นของแสงอุษาดึงไปมา เหมือนกับจะให้เสื้อผ้าเหล่านั้นขาดคามือของเธอ

จากนั้นอาคิราก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงก้มลงจูบแสงอุษาอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ต่อหน้าต่อตาของอวภาส์ โดยไม่สนใจว่าแสงอุษาจะขัดขืนหรือไม่ แถมยังกดแสงอุษาให้นอนลงกับที่นอน

“ว๊าไอ้อาบ้ามาทำอะไรแบบนี้” อวภาส์ร้องออกมาแล้วก็วิ่งเปิดประตูห้องแถมล็อคประตูปิดไฟให้ก่อนที่จะออกจากห้องของเธอ และลงไปนอนที่ห้องของป้อมเพื่อนสนิทของแสงอุษาทันที

………………

อวภาส์เดินลงไปที่ห้องของวันวิสาตามแผนการที่ทั้งสามคนได้วางเอาไว้ และก็พบว่าวันวิสายืนรอเธออยู่ที่หน้าห้องก่อนแล้ว อวภาส์ถอนหายใจหนักๆ ออกมาอีกครั้ง

“สำเร็จไหมภา” วันวิสาที่ยืนรออยู่ถามอวภาส์ที่เดินเข้ามาในห้องของเธอ

“คงสำเร็จมั๊งแต่พรุ่งนี้หายาทาแก้ฟกช้ำดำเขียวให้ษาหน่อยก็แล้วกันป้อมเราว่าน้องเรามันคงซาดิส์นะแก” อวภาส์พูดปนหัวเราะกับวันวิสาเพราะเท่าที่เธอเห็นพรุ่งนี้แสงอุษาคงเจ็บไปทั้งตัวอย่างแน่นอน

วันวิสาได้แต่ยิ้มรับคำตอบของอวภาส์ เพราะเท่าที่เธอเห็นเหตุการ์เมื่อสักครู่ ก็คิดแบบเดียวกับอวภาส์ว่าพรุ่งนี้คงต้องเตรียมหยูกยาเอาไว้ให้กับแสงอุษาเพื่อนของเธออย่างแน่นอน นักเรียนแพทย์กับนักเรียนพยาบาลคงต้องทำการปฐมพยาบาลให้กับเพื่อนรักก่อนที่จะเรียนจบแล้วงานนี้

....................

อาคิรารุกเร้าแสงอุษาจากรุนแรงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงเรื่อยๆ แสงอุษาในอ้อมกอดของอาคิราช่างเร้าร้อนน่ากิน เธอแพ้กลิ่นของแสงอุษามาตั้งแต่ไหนแต่ไร กลิ่นที่เธออยากจะกลื่นกินให้หมดทั้งตัว ไม่อยากให้ใครสัมผัสและได้รับรู้ถึงกลิ่นหอมของแสงอุษาอีกต่อไป

อาคิรายอมรับกับตัวเองว่าเธอหึงแสงอุษา และหึงมากจนแทบยับยั้งชั่งใจตนเองไว้ไม่ได้ เธอเฝ้าถนอนแสงอุษาไม่ยอมแตะต้องจนกว่าจะถึงวันเวลาอันควร แต่เมื่อได้เห็นภาพที่บาดตาบาดใจของตัวเองเมื่อครู่ที่ผ่านมา ทำให้ความอดทน และความอดกลั้นของอาคิราตลอดระยะเวลาหลายปีได้หมดสิ้นลง

อาคิรายอมให้ภรณีเพื่อนสนิทตราหน้าว่าพวกเต่าทาก เธอยอมถูกเพื่อนว่าหาว่าไม่เอาไหนไม่ทันใจ เพราะเธอต้องการจะเก็บแสงอุษาให้สุขงอม ไม่อยากตกเขียวตั้งแต่ข้าวยังไม่ออกรวง แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจบลง ความอดทนอดกลั้นแทบไม่มีหลงเหลือ

อาคิราไม่ต้องการให้แสงอุษาตกไปอยู่ในเงื้อมมือหรืออ้อมกอดของใครนอกจากเธอเพียงคนเดียว เธอจะไม่ยอมให้อ้อมกอดของแสงอุษามีใครอยู่ในนั้นยกเว้นเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น

บัดนี้ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามใจและสมองฝ่ายต่ำของอาคิราที่คอยบงการให้อาคิราทำในสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจมาเนินนาน แสงอุษาร้องครางทุกครั้งที่อาคิราซุกซนไปบนเรือนร่างของเธอ สัมผัสที่ผ่อนหนักและเบาของอาคิราทำให้อารมณ์ของแสงอุษากระเจิงไปไหนต่อไหน แสงอุษาถูกเหวี่ยงออกอย่างรุนแรงและถูกดึงเข้าด้วยความนุ่นนวนจนสับสนปนเปไปหมด เธออยากจะร้องออกมาดังๆ และไม่อยากกลั้นเสียงอะไรไว้ แต่เธอก็ทำได้แค่เพียงครางออกมาเบาๆ จากริมฝีปากบางของเธอเท่านั้น

ไฟในกายโหมกระหน่ำร้อนร่า ถูกโหมด้วยแรงปรารถนาที่ซุกซ่อนไว้นานวัน แสงอุษาดิ้นรนแต่ก็ไม่สามารถพ้นเงื้อมมือของพญาเหยี่ยวที่พยายามฉกกินเนื้อหนังมังสาของเธอแทบจะทุกอนูของร่างกาย เมื่อพญาเหยี่ยวตัวโตได้กินอิ่มหน่ำสำราญไปรอบหนึ่งแล้วก็ยังไม่ลดราวาศอก โหมมาจิกกินแทะทึ้งเนื้อหนังของเธออีกครั้งและอีกครั้ง กว่าจะผ่านพ้นการฉกชิงเอาเนื้อหนังของเธอไปได้แสงอุษาก็แทบขาดใจ

นับเป็นครั้งแรกที่อาคิราแสดงให้รู้ว่าเธอเป็นของอาคิราทั้งตัวและหัวใจ

แสงอุษาซบลงที่อกของคนรัก บัดนี้เธอเรียกอาคิราว่า “คนรัก” ของเธอได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ไม่ใช่เป็นเพียงแฟนหรือคนที่ชอบพอกัน อาคิราไม่ได้เป็นน้องที่น่ารักของเธออีกต่อไปแล้ว กายและใจของแสงอุษาได้มอบให้กับอาคิราเพียงคนเดียวเท่านั้น

อาคิราหมดแรงที่จะทำอะไรอีกต่อไป บทรักที่รัญจวนใจยังกรุ่นอยู่ในอก แสงอุษาทั้งหอมทั้งหวานยิ่งกว่าดอกไม้ใดๆ ในโลก น้ำหวานของแสงอุษายังคงหวานติดอยู่ที่ปลายลิ้น ไม่มีอะไรที่จะหวานเกินคนที่นอนซบอยู่ตรงอกของเธออีกแล้ว

อาคิรารับรู้แล้วว่าดอกไม้ดอกนี้ไม่เคยถูกผึ้งตัวไหนได้ชมเชย เพราะเมื่อยามที่อาคิราพยายามจะรุกล้ำไปในเรือนกายแสงอุษาก็ร้องไห้ครวญครางด้วยความเจ็บปวด จากนั้นสิ่งที่อาคิราทำได้คือค่อยๆ ประคองดอกไม้งามถนอมให้ไม่บอกช้ำเพราะน้ำมือของตนเอง

บทรักที่แสนอ่อนหวานถูกแทรกขึ้นมาระหว่างการต่อสู้ที่ดูจะดุเดือด อาคิราปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนโยนทุกครั้งที่สัมผัสไปทุกหนแห่งของดอกไม้แรกแย้มดอกนี้และจบลงด้วยความอิ่มแอมทั้งกายและใจ

ไม่ว่าอรุณรุ่งพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไรอาคิราจะมีแสงอุษาอยู่เคียงข้างเสมอและตลอดไป

...............................

อวภาส์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและเธอก็เห็นวันวิสาหรือป้อมเพื่อนสนิทของแสงอุษาตื่นขึ้นมาอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือในตอนเช้าแล้ว

“อ้าวป้อมโทษทีนะเราหลับไปไม่รู้เรื่องเลย”

“ไม่เป็นไรเพราะเราก็ตื่นแบบนี้อยู่แล้วทุกวัน ว่าแต่ว่าภาเถอะไม่ไปดูษาหน่อยเหรอว่าเป็นไงบ้าง”

“คงไม่เป็นไรหรอกมั๊งป้อม แค่หายาแก้ฟกช้ำไปให้ก็เท่านั้น เมื่อคืนสองคนนั้นคงไม่ได้หลับได้นอนเท่าไรนักหรอกเชื่อเราสิ”

“ฮ่าๆ เหรอคิดได้ไงนี่เพื่อนเรา ภานี่ดีนะยอมรับน้องได้ด้วย” วันวิสารู้สึกชื่นชมอวภาส์ที่ยอมให้น้องสาวมีคนรักเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง เธอรู้เรื่องของอาคิราและอวภาส์จากปากของแสงอุษาตั้งแต่สมัยยังเรียนมอปลายด้วยกัน และเธอก็ไม่คิดว่าจะมีครอบครัวไหนรับเรื่องเหล่านี้ได้ ถ้าเป็นครอบครัวของเธอคงโดนผูกโยนมันกับขื่อและตีซ้ำแบบนางทาสในเรือนเบี้ยไปแล้ว

“ไม่ยอมก็ต้องยอมป้อมไม่รู้อะไรยายอารั้นจะตายไปเราเป็นพี่ยังรั้งอาไว้ไม่อยู่เลย”

“เราก็พอได้ยินกิติศัพท์ของน้องภามาบ้างเหมือนกันร้ายไม่เบาเลยนะ เออวันนี้พี่เสกจะมารับเราไปเที่ยวภาจะไปกับเราหรือเปล่า” วันวิสาพูดถึงคนรักของเธอที่เป็นรุ่นพี่ที่เรียนคณะแพทย์ด้วยกันและเคยเป็นรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันกับเธอสมัยเมื่อยังเรียนมอปลาย

“ไม่ไปดีกว่าไม่อยากเป็น กขค.ของใคร ป้อมไปกับพี่เสกสองคนเถอะ” อวภาส์ปฏิเสธแบบนุ่มๆ

“เอางั้นเหรอ”

“อืมไปเถอะเราอยู่หอทำงานดีกว่างานเยอะจริงๆ นี่กว่าจะเถียงกับยายอาเสร็จแต่ละวันเราเสียเวลาไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ได้แต่หวังว่าคราวนี้ยายอาจะเงียบลงไปได้บ้าง”

“กลัวน้องเหมือนกันนะภา”

“เราไม่ได้กลัวน้องแต่เราไม่อยากไปต่อปากต่อคำให้มันมากเรื่อง นี่ขนาดเรายอมๆ แล้วนะ เรื่องยังมากมาย ถ้าเราไม่ยอมคงบ้านแตกแน่ๆ”

“เป็นพี่คนนี่มันก็ลำบากเหมือนกันเน๊อะ”

“ช่ายเป็นพี่คนมันก็ลำบากแบบนี้แหละ ป้อมเป็นน้องคนสุดท้องดีแล้วจะได้ไม่ต้องปวดหัว”

“ใครว่าล่ะ เราเป็นน้องคนสุดท้องนี่แหละยิ่งลำบากใจพี่ๆ เราไม่เคยฟังความเห็นอะไรเราหรอกตั้งแต่เล็กๆ เราต้องทำตามที่พวกพี่ๆ บงการอึดอัดจะตายไป” วันวิสานึกถึงเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก เธอถูกพี่ๆ ใช่ให้หาบน้ำจากบ่อขึ้นมาที่โอ่งตรงชานเรือน เพราะพี่ๆ ต้องอ่านหนังสือสอบ เธอยังโดนพี่ๆ ใช้งานให้ซักผ้ารีดผ้า กวาดบ้านถูกบ้าน เยอะแยะไปหมด กว่าจะรอดพ้นมาได้ก็ตอนที่ย้ายมาเรียนที่เชียงใหม่ เหมือนสวรรค์บนดินสำหรับวันวิสาเลยทีเดียวที่หลุดพ้นมาได้

“ถ้าอาว่านอนสอนง่ายแบบป้อมก็ดีสินะ เราจะได้ไม่ต้องปวดหัว”

“ใช่ถ้าพี่ๆ เรายอมเราหมือนที่ภายอมน้องก็ดีเหมือนกันเราจะได้ไม่อึดอัด”

“นานาจิตตังนะป้อม เรื่องแบบนี้”

“ใช่นานาจิตังจริงๆ ภา เดี๋ยวเราขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ เราจะลงไปใส่บาตรให้แม่เราหน่อยภาจะลงไปด้วยกันไหมเอาเสื้อผ้าเราไปใส่ก่อนก็ได้ถ้ายังไม่อยากปลุกสองคนนั้นให้ตื่น”

“ก็ดีเหมือนกันเราก็อยากไปใส่บาตรพอดีแล้วงั้นป้อมไปจัดการตัวเองก่อนก็แล้วกัน เสร็จแล้วเดี๋ยวเราต่อ”

สองสาวต่างแยกย้ายทำธุระของตัวเอง อวภาส์ไม่ได้ขึ้นไปที่ห้องของตัวเองเธอใช้เสื้อผ้าของแสงอุษาที่เอามาฝากไว้ที่ห้องของวันวิสาใส่ไปพลางๆ ก่อนและลงไปใส่บาตรพระที่เดินออกมาจากวัดไม่ไกลจากที่เธอพักอยู่

แสงอาทิตย์กำลังสวยงาม วันใหม่ที่สดใสกำลังจะเข้ามา อวภาส์แอบคิดคนเดียวในใจว่า จากนี้ไปหวังว่าน้องสาวคนเดียวของเธอจะโตเป็นผู้ใหญ่กับใครๆ เขาสักที และคงฟังคำทัดทานหรือทักท้วงจากเธอมากขึ้นกว่าเดิม

มีความหวังก็ยังดีกว่าไม่มีความหวังไม่ใช่หรือ

... จบบทที่ ๓๔ ...




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 23:29:53 น.
Counter : 455 Pageviews.  

เรื่องแนวยูริ : อรุณรุ่งในดวงใจ บทที่ ๓๓

บทที่ ๓๓ ๘.๐๐ น.

โรงเรียนเปิดแล้วฉันกลับไปหาเพื่อนๆ ที่ห้องอีกครั้งในวันลงทะเบียนเรียน เพื่อนๆ หลายๆ คน Entrance ติดลาออกไปเรียนบ้างไม่ลาออกไปเรียนบ้าง คงเหลือเพื่อนที่เรียนต่ออีกหลายคน หนึ่งในนั้นก็คือเพื่อนสนิทของฉันนัยนา

ฉันไม่ได้หิ้วกระเป๋าอะไรมา มาแต่ตัวและชุดนักเรียน พร้อมกับการมายื่นใบลาออก และขอใบรบ.ที่ฉันจบแค่มอสี่ของโรงเรียนเท่านั้น

“อานี่เก่งนะทำได้ด้วยอา” นัยนาพุดกับฉันเมื่อฉันนั่งลงในห้องเรียนรอครูมาให้จ่ายเงินค่าลงทะเบียน

“ไม่หรอพี่ษาเก่งกว่านาก็เห็นว่าพี่ษาติวเรามากขนาดไหน” ฉันยกความดีให้กับพี่ษาคนดีของฉัน

“แล้วเรื่องพ่อพี่ษาเป็นไงบ้างอาไปถึงไหนแล้ว”

“เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปถึงไหน รู้แต่ว่าพ่อเรากำลังทำคดีอยู่”

“พี่ษาทนได้ไงเน๊อะพ่ออาก็เป็นคนทำคดี พ่อพี่ษาก็เป็นผู้ต้องหาเราไม่เข้าใจเลย”

“นั่นสิ”

ใช่!! นั่นสิพี่ษาทนได้อย่างไรที่เห็นพ่อของฉันพยายามทำทุกวิถีทางให้พ่อของเธอเข้าซังเต ถ้าเป็นฉันคงไม่ทนอยู่กับคนที่จะเอาพ่อของตัวเองเข้าคุกหรอก

ประเด็นนี้ฉันไม่เคยคิดมาก่อน ฉันเคยคิดแต่ว่าคนผิดก็ต้องเป็นคนผิดไม่เคยคิดในแง่ของพี่ษาเลยสักครั้งว่าเธอจะเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด ที่ต้องเห็นพ่อของฉันทำงานหนักเพื่อที่จะให้พ่อของพี่ษาไร้ซึ่งอิสรภาพในคุก

“อาๆ” นัยนาเขย่าตัวฉันที่นั่งเหม่อมองออกไปนอกห้อง

“อะไรเหรอนา” ฉันได้สติและกลับมาสู่โลกของความเป็นจริงหันไปถามนัยนา

“เปล่าเราเรียกอาตั้งหลายหนไม่เห็นตอบ เราก็เลยลองเขย่าตัวดูฝันกลางวันหรือไงเพื่อน”

“อืมเราคิดเรื่องของพี่ษาอยู่”

“นั่นสินะ เราเป็นอาก็คงต้องคิดมากเหมือนกันแหละ เรื่องแบบนี้มันเปราะบางจริงๆ ไปเถอะอาเราเสร็จแล้วเดี๋ยวไปหาอะไรกินกัน” นัยนาหิ้วหนังสือแบบเรียนของเธอกับสมุดอีกตั้งใหญ่เตรียมตัวที่จะลงจากห้องเพื่อที่จะกลับบ้าน

ฉันช่วยนัยนาถือสมุดและเดินลงมาที่ใต้ถุนตึกระหว่างที่ยังเดินลงบันไดมายังไม่ถึงชั้นล่าง ฉันกับนัยนาก็ได้ยินเสียงของเพื่อนๆ ในห้องที่เดินลงมาก่อนพูดคุยกันจน

“แกว่าไอ้อามันจะทนได้เหรอวะที่แฟนมันมีพ่อเป็นโจร”

“นั่นสิวะฉันเองก็พึ่งรู้นะว่าเสี่ยนั่นขายยาด้วยแถมแถวๆ หลังวัดก็ซ่องของเสีย แล้วแบบนี้แฟนไอ้อามันไม่รู้เรื่องเลยหรือไงวะ”

“ไม่รู้เหมือนกันแต่ฉันว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวหรอกว่ะแก หรือไม่ก็เห็นมาเยอะก็เลยเบี่ยงเบนเว่ย”

“ข้าว่าข้อหลังมากกว่าแฟนไอ้อามันเห็นมาเยอะเลยกลัวก็เลยมาคบไอ้อาเป็นแฟน แม่งเสียดายวะสวยฉิบ ขนาดไอ้เป้อว่าหล่อๆ ยังไม่ได้กินแม่สองสาวนั่นเลย”

“นั่นสิวะแก่งก็แก่งสวยก็สวยไม่น่าเล๊ยอดว่ะงานนี้” เสียงเพื่อนผู้ชายในห้องฉันคุยกันเสียงดังจนฉันต้องหยุดฟังเรื่องทั้งหมดและกำหมัดแน่น ฉันจะก้าวขาเดินไปต่อว่าแต่นัยนาฉุนแขนฉันไว้

“อย่าเอาเพชรไปถูกระเบื่องเลยอาปล่อยหมามันเห่าไป เข้าตัวเปล่าๆ”

ฉันหยุดเดินและหันไปมองหน้านัยนา จริงอย่างที่นัยนาพูด เมื่อฉันไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ไม่ร้อนตัว เมื่อฉันทำหูทวนลมเรื่องก็ไม่เกิด

ฉันเดินไปส่งนัยนาที่รถ และวางตั้งสมุดใหม่ไว้ที่หน้าตระแกรงรถ

“โชคดีนะอา เราคงได้เจอกันอีก”

“อืมเหมือนกันนะนาโชคดี หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก”

“แล้วนี่อาจะไปเชียงใหม่เมื่อไหร่”

“คงรอให้พี่ภามาก่อนแต่พ่อบอกว่าพี่ภาจะต่อเครื่องไปลงเชียงใหม่เลยไม่ต้องไปรับ เห็นว่างั้น เราก็คงไปรอพี่ภาที่โน่นแล้วก็เข้าหอมั๊ง”

“งั้นเหรอโชคดีเพื่อนเรียนให้สนุกวิดวะมันโหดแต่ก็เลือกแล้วนี่นะ”

“นั่นสิบายๆ เพื่อน”

“บายๆ” นัยนาขี่รถมอเตอร์ไซด์ของเธอออกไปแล้ว ฉันก็ไปที่รถของฉันเหมือนกัน ธุระทั้งหมดที่ต้องทำในโรงเรียนแห่งนี้ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

มัธยมปลายเพียงปีเดียวของฉันได้จบลงอย่างรดวเร็ว ชีวิตวัยรุ่นในโรงเรียนของฉันหมดไปแล้ว จากนี้ไปคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของนางสาวอาคิรา เอื้ออังกูร อายุ สิบหกปีเศษน้อยๆ กับรั้วมหาวิทยาลัย

.................

ฉันขี่รถไปตามถนนและได้พบกับรมณที่เดินอยู่ริมข้างทาง ท่าทางของรมณดูจะโทรมลงไปถนัดตา ฉันจอดรถแอบริมถนนฝั่งตรงข้ามและตะโกนเรียกรมณ

“เฮ้ยไอ้มณ” เสียงตะโกนโหวกแหวกของฉันแข่งกันกับเสียงรถที่สัญจรไปมาบนท้องถนน ก่อนที่จะตีวงเลี้ยวโค้งกลับไปฝั่งตรงข้ามที่รมณเดินอยู่

เมื่อกลับรถได้ฉันก็ปลดขาตั้งจอดรถและลงไปกอดรมณ

“ไอ้มณฉันคิดถึงแกจังเลยวะ” รมณมองหน้าฉันสายตาเบลอๆ เหมือนเหม่อลอย

“อาเหรอไปไงมาไงถึงมาที่นี่ได้”

“เอ๊าไอ้มณฉันก็ขี่รถมาสิ ตัวร้อนหรือเปล่าไอ้มณ” ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากของรมณเธอจับมือของฉันขึ้นมาพลิกดูไปมา

“หายแล้วไอ้มณไม่ได้เป็นอะไรมากฉันหายดีแล้ว” ฉันบอกรมณเพราะฉันรู้ว่าสิ่งที่รมณพลิกดูก็คือรอยแผลของฉันที่เธอได้ฝากเอาไว้

“แกไม่เป็นอะไรใช่ไหมอา แกปลอดภัยดีใช่ไหมอา”

“ไม่ได้เป็นอะไรปลอดภัยดีและสบายดีมากๆ ด้วยนะแก”

“ขอบคุณสวรรค์แกรู้ไหมว่าฉันกลัวแกจะพิการ ฉันกลัวไปหมดฉันกลัวฉันจะทำให้เพื่อนพิการ” รมณปล่อยโฮออกมาโดยไม่แคร์สายตาของผู้คนที่เดินกันขวักไขว่

“ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ นะไอ้มณฉันปลอดภัยดีไม่ได้บุบสลายอะไรเลย ฉันขอโทษด้วยที่ไม่ได้ติดต่อกับแกเลย ฉันเรียนยุ่งมาก จนไม่มีเวลาได้แวะไปหาแกที่หอ”

“ขอบใจนะอาที่แกไม่เป็นอะไร” รมณมองหน้าฉันทั้งที่น้ำตายังคลออยู่ที่ดวงตาทั้งสองข้างของเธอ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรื่องที่เกิดขึ้นคงทำให้รมณคิดมากจนไม่เป็นอันทำอะไร ทั้งๆ ที่ฉันเองไม่ได้คิดอะไรเลย ฉันผิดเองที่ไม่ได้ติดต่อกับรมณทำให้เพื่อนต้องเป็นทุกข์

“ขอโทษนะมณที่ฉันไม่ได้ส่งข่าวอะไรให้แกได้รู้ฉันขอโทษนะเพื่อน” ฉันกอดรมณเพื่อแสดงว่าฉันยังรักเพื่อนเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

“ไม่ต้องคิดมากมณเราไม่เคยโกรแกเลยเพื่อนเรารักแกนะ ไม่ต้อคิดมากนะเพื่อน” ฉันปลอบใจรมณอีกครั้ง

เราสองคนคุยกันอยู่ที่ข้างถนนอีกพักใหญ่ฉันก็ขอตัวกลับบ้านเพราะต้องเก็บของและเสื้อผ้าเตรียมตัวไปเชียงใหม่ในวันมะรืนนี้

.........................

พ่อไม่ยอมให้ฉันไปรับน้องรถไฟ พ่อให้เหตุผลว่าเป็นการมากเรื่อง ฉันกับพี่ษาก็เลยไม่ได้ไปรับน้องรถไฟกับรุ่นพี่ๆ เรานั่งรถที่พ่อกับแม่พาเรามาถึงเชียงใหม่ และมารอรับพี่ภาที่สนามบิน เครื่องบินเสียเวลาไปหลายชั่วโมง เราก็ยังรอเพราะหากว่าพี่ภามาถึงแล้วไม่เห็นใครพี่ภาคงเสียใจ

ฉันเห็นพี่ภาเดินหัวเหม่งออกมาจากทางเดินออกของผู้โดยสารก็ตะโกนเรียกพี่ภาสุดเสียง

“ไอ้หัวแหม่งทางนี้พี่ภา”

แม่ตีฉันทันทีที่ได้ยินฉันเรียกพี่ภาแบบนั้น

“อาเรียกพี่เค้าดีๆ หน่อยเรียกแบบนี้ได้ไงพี่เค้าก็อายคนหมดสิ”

“เอ๊าก็อาชินนี่แม่”

“ชินก็ไปเรียกกันสองคนนี่มันสาธารณะชนแล้วพี่เค้าก็ไม่ใช่เด็กๆ ให้เรามาจิกเรียกได้แบบนั้น อะไรเป็นสาวเป็นนางทำกริยาแบบนี้ไม่สุภาพเลย ใครเค้าเห็นเค้าได้ยินเค้าจะมาบอกว่าพ่อแม่ไม่สั่งไม่สอน ทั้งๆ ที่แม่สอนจนปากจะฉีกถึงหูอยู่แล้วอาก็ไม่เคยจะฟังแม่สักครั้ง คราวหลังจะไว้เลยนะอย่าเรียกพี่เค้าแบบนี้อีก ถ้าแม่ได้ยินอีกครั้งแม่จะตัดเงินเราแล้วก็จะตีซ้ำเข้าใจไหม” แม่บ่นจนฉันหูชา

“เข้าใจคะแม่” จากยิ้มๆ ฉันเลยจ๋อยไปโดยปริยาย

พี่ภาเดินมากอดแม่กับพ่อ และกอดพี่ษาแต่ไม่กอดฉัน ฉันเอียงตัวเข้าหาพี่ภาแต่พี่ภาก็ไม่สนใจ

“จำไวเลยนะไอ้เหม่ง” ฉันบ่นพึมพำ

“อะไรนะอาเมื่อกี้เรียกพี่ภาว่าอะไรนะ”

“เปล่าแม่อาบอกว่าอะไรเหม็นๆ ไม่ได้เรียกใครเลยจริงๆ นะ” ฉันบุ้ยใบ้ไปเรื่อยก่อนที่เรื่องจะเข้าตัว

“ว่าไงไอ้แว่นสบายดีหรือเปล่า” พี่ภาทักฉัน

“แม่ดูสิพี่ภาเรียกอาว่าไอ้แว่นแม่ตัดเงินพี่ภาเลยนะ”

“แล้วไอ้แว่นมันไม่สุภาพตรงไหน” แม่กลับเถียงแทนพี่ภา

“เอ๊าทีอาเรียกพี่ภาว่าไอ้เหม่งแม่ยังว่าอาเลย” ฉันเถียงกลับ

“แล้วคำว่าเหม่งกับแว่นอันไหนมันไม่สุภาพกว่ากันไหนบอกแม่มาสิ” แม่คาดคั้นฉัน

“คำว่าเหม่งไม่สุภาพ” ฉันอ้อมแอ้มตอบ

“แล้วพี่ภาเรียกเราแบบนี้มันผิดตรงไหนหะไอ้แว่น” แม่เรียกฉันว่าไอ้แว่นตามพี่ภาไปแล้ว

“โอ๊ยจะบ้าตายใครๆ ก็ไม่รักอาจำไว้” ฉันเดินสะบัดก้นหนีพ่อมาพี่ภาและพี่ษามาที่รถโดยไม่สนใจใครอีก ก็คนมันน้อยใจนี่นาเช๊อะ

“แม่ดูสิแม่ลิงแว่นงอนป่องไปโน่นแล้ว” ฉันได้ยินเสียงพ่อบ่นให้แม่ฟัง

“ปล่อยไปเถอะขอให้งอนให้ตลอดรอดฝั่งเถอะพ่อ เดี๋ยวพอเห็นขนมนมเนยกับข้าวก็หายงอนไปเองแหละพ่อว่าไหม”

“นั่นสิแม่อย่างอาจะมีอะไรโกรธง่ายหายเร็ว”

จากนั้นพ่อก็พาพวกเราไปที่หอพัก พ่อเช่าหอพักให้เราสามคนอยู่ด้วยกันหลังมหาวิทยาลัย เพราะใกล้กับตลาด และเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ส่วนรถของพี่ษาพ่อก็ให้ลูกน้องของพ่อขับมาจอดรอเราที่หอพักเรียบร้อยแล้วพร้อมๆ กับขนกระเป๋าของใช้ของพวกเราขึ้นไปเก็บไว้อย่างเรียบร้อยอีกด้วย

หอพักนี้ไม่กว้างมากนัก วางเตียงใหญ่ได้หนึ่งเตียงชิดประตูทางเข้า และโต๊ะหนังสือเล็กๆ สามตัวอยู่ข้างๆ เตียง มีตู้เสื้อผ้าอยู่ชิดมุมหน้าห้องน้ำ และพ่อหาตู้เย็นไว้ให้เราอีกหนึ่งตู้ สิ่งที่ฉันชอบก็คือห้องนี้ทาด้วยสีฟ้าก็เป็นสีที่ฉันชอบนี่นาไม่ชอบสีฟ้าอาคิราจะไปชอบสีอะไร

“ชอบไหมลูกภา”

“ชอบค่ะพ่อแล้วนี่พวกเราจะนอนกันไงคะแบบนี้ภาก็โดนอาเตะตกเตียงพอดีสิคะพ่อ”

“ไว้พ่อให้เค้าหาเตียงเล้กๆ มาให้สักสามเตียงก็แล้วกัน เราจะได้รับผิดชอบของใครของมันไม่เกี่ยงกันทำความสะอาด” พ่อปรายหางตามาที่ฉัน

“ไหงมามองอาแบบนี้ล่ะพ่ออารับผิดชอบแล้วนะ”

“แล้วอย่าให้แม่รู้นะว่าให้พี่ภารีดผ้าซักผ้าให้อีกโตแล้วนะอารับผิดชอบตัวเองได้แล้ว”

“แม่อะว่าอาอีกแล้ว ใช่สิลูกสุดที่รักกลับมาแล้วนี่อาก็เลยตกกระป๋องใช่ปะเช๊อะ” ฉันสะบัดก้นอีกรอบเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้ก็ไม่รู้แต่ก็ยังจะทำ ฉันหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าวางกระแทกลงกับพื้นและเอาเสื้อผ้าของตัวเองใส่ไว้ในตู้ เมื่อใส่เสร็จเรียบร้อยก็ปิดประตูตู้เสื้อผ้าเสียงดังโครมคราม ไม่สนใจอีกสี่คนที่มองฉันตาไม่กระพริบ

พี่ภาหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอที่มีป้ายบ่งบอกว่าได้รับการขนมาจากแดนไกล

“แม่ขานี่อะไรเอ่ย” พี่ภาเล่นกับแม่

“โหหมวกไวกิ้งกับมีดดาบของแท้หรือเปล่าลูก” แม่แกล้งทำเสียงตื่นเต้น ฉันปรายหางตาไปมองแต่ก็ยังนั่งนิ่งๆ ไม่ไหวติง

“ของแท้สิคะแม่ นี่นะภาไปหาซื้อมาให้ลิงน่ะแม่ เดินจนขาลากกว่าจะได้ แต่สงสัยว่าลิงคงไม่สนแล้วแม่เอาไปให้น้องข้างบ้านสิคะเดี๋ยวจะเสียของเปล่าๆ”

“ได้ภาเดี๋ยวแม่เอาไปให้เจ้าตึกข้างบ้านเราเล่นก็ได้ ว้าเสียดายของเน๊อะภา แล้วนั่นอะไร”

“ช็อกโกแลคคะแม่มีหลยรสด้วยนะแม่เอาไปให้เจ้าตึกก็ได้คะ ภาไม่กินหรอกเดี๋วภาอ้วน”

“โหภามีรสส้ม สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ แล้วนี่อะไร Dark ด้วยเหรอ อันนี้ ตั้ง ๗๐ % พ่อต้องชอบแน่ๆ เลยเอาไปกินกับกาแฟดีไหมพ่อ” แม่หยิบช๊อกโกแลตออกมาจากกระเป๋าพี่ภาทีละอันสองอัน

“นี่ษาเรามีนี่มาให้ Postcard สวยๆ ทั้งนั้นเลย” พี่ภาหยิบของฝากออกมาให้พี่ษาด้วย

“อะแม่คะเอาถุงมาคะเอาของไปฝากเจ้าตึกแล้วกันแล้วเดี๋ยวแม่จะกลับเลยหรือเปล่าคะ”

“อืมพาภากับษาไปกินข้าวก่อนดีกว่าจะได้ไมหิวไงลูก”

“งั้นไปกันคะพ่อกับแม่ใครไม่ไปก็ไม่ต้องไป” จากนั้นทั้งสี่คนก็เดินออกจากห้องปล่อยทิ้งฉันไว้ในห้องคนเดียว ฉันแทบจะระเบิดเสียงร้องเพราะการทำสงครามเย็นของคนทั้งสี่กับฉัน

ท้องฉันร้องโครกคราก เพราะตั้งแต่ที่กินข้าวไปเมื่อเช้าฉันยังไม่ได้กินอะไรอีกเลย นอกจากขนมปังอีกสองสามแผ่นที่สนามบินระหว่างรอเครื่องพี่ภาลงเท่านั้น ฉันรีบวิ่งตามคนทั้งสี่ออกไปและปิดประตูห้องกระแทกดังปัง แล้ววิ่งลงบันได แต่หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ตรงบันไดหนีไฟ

“พ่ออะ” ฉันตะโกนเมื่อคนทั้งสี่ยืนหัวเราะฉันที่วิ่งเหมือนกับจะตามอะไรสักอย่างที่หลุดออกจากคอก

“เข็ดหรือยังอา” พ่อถามฉันแต่ฉันก็ไม่ตอบ ฉันกับพ่อตอนนี้คงเกือบจะสูงเท่ากันแล้วเพราะพ่อโอบไหล่ฉันเหมือนกับเป็นเพื่อนเล่นของพ่อได้อย่างสบายๆ

“สูงขึ้นแล้วนะอา เป็นสาวแล้วด้วยทำอะไรก็ใจเย็นๆ หน่อยสิลูก ไม่มีใครให้อภัยได้เท่าพวกพ่อแม่และพี่ๆ หรอกจำไว้นะลูก” ฉันเอนตัวไปซบไหล่พ่อ ผู้ชายคนเดียวที่ฉํนรักสุดหัวใจโดยไม่เคยมีเงื่อนไข

“ค่ะพ่อ”

“ไปได้แล้วแม่หิวตาลายแล้วพ่อลูกคู่นี้อ้อนกันอย่างกับเป็นแฟนกัน”

“โด่แม่หึงที่พ่อรักอามากกว่าแม่ก็ว่ามาเถอะ”

“นี่ยายอาปากแบบนี้นี่สิแม่ถึงไม่รักเรา” พี่ภาเริ่มบ่นแทนแม่อีกรอบ

“เอ๊าก็หรือไม่จริง”

“ก็ไม่จริงนะสิพี่ถึงได้ออกรับแทนแม่ ต่อให้พ่อรักเรามากแค่ไหนพี่ก็เชื่อว่าแม่ไม่มีทางหึงลูกของตัวเองได้หรอก”

“พี่ภารู้ได้ไง”

“รู้สิเพราะแม่ก็รักพี่มากกว่ารักพ่อ พ่อยังไม่เคยหึงแม่เลยสักครั้งจริงไหมคะพ่อ” ท่าทางของพ่อคงตอบอะไรไม่ได้ หากจะตอบว่าใช่ก็เท่ากับว่าเป็นการยอมรับว่าแม่รักพี่ษามากกว่าฉัน

“พอดีกว่าไปกินข้าวได้แล้ว” พ่อตัดบทฉันสองคนและเดินนำเข้าไปยังลิฟท์ที่เปิดรอเราทั้งห้าคนอยู่

………………….

ศึกสายเลือดที่พลัดพรากกันมานานแรมปีไม่ได้จบเพียงแค่สนามบินและที่ห้องเท่านั้นยังลามมาถึงร้านขายข้าวที่ตลาด

“กินอะไรดีภา”

“กินอะไรก็ได้คะแม่ภาเบื่ออาหารฝรั่งจะแย่แล้ว นี่ดีกว่าค่ะแม่ต้มยำกุ้ง ลาบ ตับ หวาน อุ้ยพูดแล้วน้ำลายสอ” อวภาส์บอกรายการอาหารที่เธอไม่ได้กินมานานมากแล้ว

“แต่อาจะกินสเต๊คหมู สลัดผัก ซุป อาไม่อยากกินลาบน่ะแม่อาเบื่อแล้ว” อาคิราเสนอเมนูของตัวเองบ้าง

“แล้วตลาดมันมีขายที่ไหนเล่าอา” แม่หันมาบ่นฉันที่เลือกกินอาหารเมนูที่ตลาดข้างถนนไม่มีขาย

“ก็อาอยากกินนี่แม่อาอยากกินอาหารฝรั่งนะๆ แม่นะ” อาคิราอ้อนแม่ของตัวเอง

“จะเรื่องมากอะไรนักหนานะอาเดี๋ยวก็แม่ก็ตีเลยนี่ พี่เค้าพึงกลับมาจากเมืองนอกก็เอาใจพี่เค้าหน่อยสิลูก”

“แต่อาไม่อยากกินที่พี่ภาอยากกินนี่แม่” อาคิราทำท่างอนแม่แก้มป่องเป็นอึงอ่างพองลม

“เอาๆ พ่อพาไปเองอา แม่กับภากินที่นี่แล้วกัน ษากินอะไรดีลูก”

“อะไรก็ได้คะพ่อ”

“อะไรก็ได้ไม่มีขายนะษาเอางี้ษาเลือกว่าจะกินอะไรดีกว่าจะได้เลือกถูก อาหารฝรั่งหรืออาหารไทย”

“งั้นษาขออาหารไทยดีกว่าคะพ่ออาหารฝรั่งมันเลี่ยนๆ ไงไม่รู้” แสงอุษาเลือกแล้ว

ดังนั้นพ่อกับอาคิราก็เลยต้องเดินไปกินอาหารฝรั่งที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนเลยไปจากตลาดไม่ไกลนัก ศึกแย่งชิงเมนูอาหารก็เลยจบลงอย่างง่ายดาย อาคิราเดินจนเหนื่อยหมดแรงเพราะกว่าจะถึงร้านอาหารหนทางไม่ใช่ใกล้ๆ แต่ด้วยอาคิรามีอารมณ์อยากจะเอาชนะ ก็เลยต้องอดทนเดินไปไกลๆ เพื่อกินอาหารที่ตัวเองเลือก

ร้านอาหารอิตาเลี่ยนก็มีคนรอต่อคิวเข้าไปกินจนล้นทะลักออกมา อาคิราหิ้วท้องรอจนลูกค้าที่ใช้บริการทยอยออกมากว่าจะถึงคิวของอาคิราและพ่อก็รอเกือบครึ่งชั่วโมง หิวก็หิว แต่ด้วยทิฐิและความดื้อรั้นของตัวเองอาคิราก็จำเป็นต้องรอต่อไป พนักงานของร้านออกมาเรียกชื่อลูกค้ารายต่อไปซึ่งเป็นชื่อของอาคิรา ในร้านนั้นมีเมนูอาหารมากมายหลากหลายอาคิราเองก็เลือกไม่ถูกเพราะไม่เคยจะกินอะไรแบบนี้ เธอมองๆ แล้วก็ชี้ไปที่รูปในเมนูที่พนักงานเอามาให้

กว่าอาหารจะมาถึงอาคิราก็รอจนตาลายหิวท้องร้องโครกคราก แม่ อวภาส์และแสงอุษาเดินมาที่หน้าร้าน เมื่อเห็นว่าพ่อกับอาคิรายังไม่ได้กินสเต๊คก็เลยเดินเข้ามาบอกกับทั้งสองคนว่า

“พ่อแม่พาษากับภาไปซื้อชุดนักศึกษาก่อนนะพ่อถ้าพ่อกินเสร็จแล้วตามแม่ไปแล้วกัน”

“ซื้อแถวไหนล่ะแม่ไม่รออาไปด้วยกันล่ะ”

“ไม่ดีกว่าพ่อ แม่อิ่มกันหมดแล้วจะไปเดินย่อยด้วยเดี๋ยวพ่อพาลูกตามไปก็แล้วกัน”

“ก็ได้แม่กินเสร็จแล้วพ่อจะตามไป”

จากนั้นแม่ก็เดินออกจากร้านพาแสงอุษาและอวภาส์ไปเดินซื้อเสื้อผ้ากันอย่างสนุกสนาน อวภาส์เลือกเสื้อนักศึกษามาแล้วสี่ตัว และกระโปรงทรงบานๆ อีกสี่ตัว ส่วนแสงอุษาเลือกกระโปรงบานสอง กระโปรงสอบสอง จากนั้นสามสาวก็ช๊อปกระจายตามแบบของผู้หญิงทั่วไป กว่าอาคิรากับพ่อจะมาถึงทั้งสามคนก็เดินกันจนทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว

“เสร็จแล้วเหรอแม่” พ่อถามเมื่อเห็นสามสาวหอบถุงหิ้วกันพะรุงพะรัง

“เสร็จแล้วพ่อ พ่อพาอาไปเดินดูเสื้อผ้าได้ร้านนั้นแม่ต่อราคาไว้แล้ว” แม่ชี้ไปที่ร้านขายเสื้อผ้าชุดนักศึกษาหญิงที่อยู่เลยจากที่แม่นั่งไปไม่กี่เมตร พ่อกับอาคิราเดินดูไปเรื่อยๆ

“เอาตัวไหนอา”

“ไม่เอาล่ะพ่ออาไม่ชอบแบบนี้”

“เอ๊าก็นี่มันชุดนักศึกษาหญิงไม่ชอบแบบนี้แล้วอาจะเอาแบบไหน” พ่อเริ่มอารมณ์เสีย

“อาจะเอาเสื้อแบบมะๆ นะพ่อ”

“อะไรของอามะๆ”

“ก็แบบเท่ห์ๆ ไงพ่อ เสื้อเชิร์ตผู้ชายกับกระโปรงซิปหน้าสอบๆ นิดๆ ร้านนี้ไม่มีขาย”

“เออนะไอ้ลูกคนนี้มีไอ้นี่จะเอาไอ้โน่นมีไอ้โน่นจะเอาไอ้นี่ เดี๋ยวพ่อไปถามแม่ก่อน” พ่อเดินนำออกจากร้านและไปปรึกษาแม่จากนั้นแม่ก็พาอิคิราไปหาซื้อเสื้อผ้าอีกร้านหนึ่งกว่าจะเสร็จเรียบร้อยอาคิราดูเหมือนจะทำให้ทุกคนปั่นป่วนไปหมด

พ่อกับแม่เห็นอาคิราเดินดุ่มๆ กลับไปยังหอพักโดยไม่สนใจใคร ก็เลยหันมาบอกกับแสงอุษา เหมือนๆ เป็นการขอร้อง

“พ่อกับแม่คงต้องขอแรงษาเป็นกรรมการห้ามทัพของสองสิงห์กับเสือแล้วล่ะนะ” สารวัตรอนลบอกกับแสงอุษา

“สบายใจได้คะพ่อษาจะเป็นกรรมการห้ามศึกให้เองถ้าจำเป็น” แสงอุษารับคำอย่างง่ายดาย เพราะเธอก็พึ่งจะรู้ว่าสึกสายเลือดของอวภาส์กับอาคิราเป็นศึกที่ใหญ่หลวงยิ่งนัก การจะทำให้ทั้งสองเมืองหย่าศึกกันได้ คงต้องใช้จิตวิทยาขั้นสูงระดับปรมาจารย์ขงเบ้งแล้วกระมังนี่

เฮ้อ..เหนื่อยใจจริงๆ แสงอุษาคนสวย

... จบบทที่ ๓๓ ...




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 13:32:46 น.
Counter : 225 Pageviews.  

เรื่องแนวยูริ : อรุณรุ่งในดวยใจ บทที่ ๓๒

บทที่ ๓๒ ๗.๕๕ น.

หลังจากที่ครอบครัวของเธอเดินเข้าไปขึ้นเครื่อง อวภาส์นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้หยิบขนมและหมวกนักรบไวกิ้งที่เธอตั้งใจจะซื้อให้อาคิราน้องสาวสุดที่รักของเธอนำติดตัวกลับไปด้วย อวภาส์ได้แต่บ่นกับตัวเอง

“ไม่น่าลืมเล๊ยเรา”

“อะไรนะภายูว่าอะไรนะ” จิมที่ยืนอยู่ข้างๆ อวภาส์ถามขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่อวภาส์พูดไม่ถนัด

“ไม่มีอะไรจิมเราแค่พูดว่าไม่น่าลืมหยิบของเล่นให้อากลับไปเลย”

“น้องยูนี่แปลกนะโตแล้วยังเล่นเป็นเด็กๆ” จิมนึกถึงของเล่นแบบเด็กๆ ที่อวภาส์ซื้อให้น้องสาวของเธอ ทั้งมีดดาบหมวกและของเล่นที่แปลกๆ

“ใช่น้องไอชอบเล่นอะไรเป็นเด็กๆ เสมอ ยูไม่รู้อะไรน้องไอชอบน้ำแข็งมากๆ น่าเสียดายไม่มีหิมะให้เล่น สมัยเด็กๆ อาชอบเอาน้ำแข็งปุยๆ ที่ติดอยู่ในช่องฟรีสตู้เย็นมาเล่นโปรยไปทั่วบ้าน มีอยู่ครั้งนึงอาไปเล่นนอกบ้านกลับมาคงจะร้อนก็เลยเอาลิ้นเลียน้ำแข็งเรื่องไม่เป็นเรื่องก็เกิดขึ้น”

“เกิดอะไรขึ้น”

“ก็ลิ้นของอาติดอยู่กับช่องฟรีสจะทำอย่างไรก็เอาไม่ออกจนร้องเสียงลั่นบ้าน พ่อเห็นเข้าก็เลยต้องไปถอดปลั๊คตู้เย็นออกอาถึงได้เอาลิ้นออกมาได้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงกลายเป็นเดชไอ้ลิ้นด้วนไปแล้ว”

จิมขำเรื่องที่อวภาส์เล่าเรื่องของน้องสาวของเธอ เขาไม่คิดว่าเด็กคนที่หวงพี่สาวมากมายอย่างอาคิราจะมีวีรกรรมเปิ่นๆ เมื่อสมัยยังเป็นเด็กที่แปลกๆ แบบนี้

“ยูคงรักน้องของยูมากเลยนะภาดอน” จิมเรียกอวภาส์ว่าภาดอนตามฉายาของเพื่อนๆ ในกลุ่มของอวภาส์ตั้งไว้ให้

“ใช่เรารักน้องของเรามากเราโตมาด้วยกัน อาเป็นเด็กฉลาดน่ารัก เสียอย่างดียว” อวภาส์หน้ามุ่ยเมื่อนึกถึงความร้ายของอาคิราที่แสดงออกกับเธอเมื่อวานและวันนี้

“อะไร”

“ก็ชอบเอาแต่ใจตัวเองนะสิ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เล็กจนโตไม่หายสักที” ถึงแม้ว่าอวภาส์จะบ่นอาคิราแต่ก็บ่นไปพร้อมกับรอยยิ้ม

จิมเข้าใจสิ่งที่อวภาส์พูดทุกอย่างเพราะเพียงแค่วันเดียวเขาก็รู้แล้วว่าอาคิราน้องสาวของผู้หญิงที่เขาหลงรักนั้นเอาแต่ใจตัวเองแค่ไหน เขาคงต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายกว่าจะพิชิตใจสาวไทยคนนี้ได้

เขาเคยถามอวภาส์ครั้งหนึ่งที่ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะคบกันเป็นแฟนแต่อวภาส์ไม่ยอมแม้กระทั่งให้เขาหอมแก้ม

“ทำไมยูไม่ยอมให้ไอแตะเนื้อต้องตัวยูบ้างเลยทำอย่างกับเนื้อตัวของยูเป็นทอง”

“วัฒนธรรมของประเทษไอไม่เหมือนของบ้านยูไม่ Free sex แบบประเทศยูนี่”

“ทำไมนะใครๆ ก็มองว่าประเทศของไอ Free sex”

“จะไปรู้เหรอก็ใครๆ เค้าก็พูดกันทั่วโลกว่าสวีเดน Free sex จะตายไป”

“คงเป็นเพราะหนังเรื่องนั้นแน่ๆ เลยทำให้ภาพพจน์ของประเทศไอเสียหาย”

“หนังเรื่องอะไร”

“ไอก็จำชื่เรื่องไม่ได้ แต่ก็ประมาณว่าเรื่องที่นำเสนอเป็นประเภทเปลี่ยนคู่เป็นว่าเล่น แล้วก็ไม่อยู่กับใครนานๆ ประเภท One night stand อะไรทำนองนั้นคนก็เลยคิดว่าประเทศของไอเป็นแบบนั้นกันหมดทั้งประเทศ แต่ประเทศของยูก็แปลกนะทำไมไม่ทดลองอยู่กันก่อนแต่ง ถ้าแต่งแล้วไม่พอใจกันขึ้นมาต้องมาหย่าร้างกันตอนหลังมันไม่ยิ่งแย่ไปกันใหญ่เหรอ”

“ทำไงได้วัฒนธรรมของประเทศไอเป็นแบบนี้ พวกเราก็เลยต้องคบกันไปก่อนและกว่าจะได้แต่งงานก็นานโขอยู่ ไม่ใช่คบๆ เลิกๆ แบบที่พวกยูนิยมกัน จำไว้เลยนะว่าหญิงไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่ยูคิด”

จิมนึกถึงคำพูดของอวภ่ส์ในวันนั้นเขาเองก็รู้สึกอ่อนใจ หากเขาคบกับผู้หญิงชาติเดียวกันป่านนี้คงเข้าใจกันไปแล้ว ก็ทำอย่างไรได้ ใจมันรักอวภาส์สาวไทยคนนี้ไปแล้วนี่ อย่างไรก็ต้องลองลุยดูกันสักตั้ง

..........................

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยข่าวใหญ่หน้าหนึ่งที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ของบ้านเราทำเอาฉันที่หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านถึงกับสะดุ้ง

“จับแก๊งค์ทะลายซ่องเสี่ยใหญ่ทางภาคเหนือ เจ้าตัวหนีลอยนวลไปยังประเทศที่สาม”

“ทะลายซ่องหาแหล่งกบดานเสี่ยใหญ่ เจ้าตัวหนีได้อย่างหวุดหวิด”

“อายัติทรัพย์สินเสี่ยใหญ่นับร้อยล้าน”

พอฉันพลิกเข้าไปอ่านเนื้อความข้างในก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเสี่ยสุวัจน์พ่อของพี่ษา ฉันกับพ่อมองหน้ากันเมื่อเห็นข่าวที่ลงหราอยู่ในหน้าหนึ่งของทุกฉบับ ดูพ่อจะมีสีหน้าที่เขร่งขรึมไปถนัดตา กรามของพ่อขบกันจนนูนออกมา ฉันไม่ค่อยจะได้เห็นพ่อเครียดอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว เราต่อเครื่องบินกลับลำปางในวันนั้น โดยไม่ได้แวะพักที่กรุงเทพอย่างที่แม่ได้วงแผนเอาไว้

พ่อกลับมาถึงบ้านก็ขับรถออกไปที่ทำงานทันที และกลับมาอีกครั้งก็ตอนเช้าของวันใหม่ ส่วนพวกฉันก็รื้อกระเป๋าเดินทางเอาเสื้อผ้าออกมาซัก การเดินทางไกลหลายๆ วันเสื้อผ้ามันมากมายก่ายกอง แม้ว่าพวกฉันจะใส่กางเกงยีนส์ตัวเดียวหลายๆ วันเพราะอากาศที่โน่นมันหนาว แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เสื้อผ้าที่พวกเราใส่มันลดน้อยลง

ฉันกับแม่และพี่ษากว่าจะจัดของเก็บของเสร็จก็เกือบจะเย็นแล้ว ความอ่อนเพลียจากการเดินทางทำให้พวกเราหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เมื่อตอนได้ยินเสียงรถของพ่อแล่นเข้ามาในบ้าน ฉันเห็นพ่อหอบเอาเอกสารมากมายกลับมาที่บ้าน แถมยังมีลูกน้องของพ่อตามมาอีกสามสี่คน พ่อคงไม่มีเวลาที่จะมาพูดคุยกับฉันและแม่จนกว่าจะทำงานเสร็จ

ฉันพาพี่ษาออกตระเวนร่อนเอาขนมไปแจกเพื่อนๆ รอบเมือง กว่าจะกลับถึงบ้านก็ช่วงเย็นๆ พ่อยังคงนั่งทำงานกับลูกน้องอยู่ที่เดิม ไม่ได้ลุกไปไหน ฉันกับพี่ษาก็เลยกลับมาอยู่ที่บ้านสีน้ำเงินกันสองคน พี่ษาไม่ยอมกินอะไรเลยตั้งแต่กลับมา ดูเธอเศร้าๆ แปลกๆ

ฉันเข้าบ้านไปหาแม่เพื่อที่จะหยิบขนมไปให้พี่ษาได้กินรองท้องและได้ยินเสียงที่พ่อคุยกับลูกน้องแว่วๆ

“นายครับเรื่องทรัพย์สินของลูกสาวกับบ้านของเมียเก่านายจะว่าไง”

“เรื่องนั้นคงต้องให้ทางปปป.เป็นคนตัดสิน ส่วนสมบัติอื่นๆ ที่เป็นชื่อของเสี่ยสุวัจน์ก็คงต้องให้ศาลประกาศอายัติทรัพย์ไปได้เลย คุณทำสำนวนไปถึงไหนแล้ว”

“อีกนิดหน่อยก็ส่งให้อัยการได้แล้วครับนาย”

“โอเค งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกันเหนื่อยกันมามากแล้วกลับไปพักผ่อนกันได้” พ่อบอกกับลูกน้อง ฉันมองหน้าแม่เหมือนกับจะถามแต่แม่ยกนิ้วขึ้นมาจุ๊ปากตัวเองเป็นการห้ามฉันไม่ให้เอ่ยวาจาใดๆ ออกจากปาก

เท่าที่ฉันจับใจความได้พี่ษาจะไม่มีอะไรเหลือแม้แต่บ้านที่เธอเคยอาศัย แล้วพี่ษาจะอยู่อย่างไร

“แม่ให้พี่ษาเป็นลูกของแม่อีกคนนะ” ฉันนั่งแปะลงข้างๆ แม่และบอกแม่ที่นั่งแกะหัวหอมอยู่ในครัว

“ทำไมล่ะอา”

“ก็พี่ษาไม่มีใครแล้วแม่รับพี่ษาเป็นลูกบุญธรรมเถอะนะแม่อาขอร้อง”

“อาเรื่องนี้มันละเอียดอ่อนเกินไปอาต้องเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ล้อเล่นกันไม่ได้ อีกอย่างพ่อกับแม่ของพี่ษาเค้าก็ยังอยู่เราจะไปก้าวก่ายพ่อกับแม่เค้าไม่ได้ ษาเองก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะให้แม่ทำอะไรแม่กับพ่อของษาเค้าก็ต้องเซ็นยินยอมมาก่อน”

“งั้นอาจะให้พี่ภาไปบอกแม่ของพี่ษาให้เว็นยินยอมให้พี่ษามาเป็นลูกของแม่ให้แม่พี่ษายกพี่ษาให้แม่” ฉันลุกขึ้นจะไปโทรศัพท์หาพี่ภา แต่แม่ก็คว้าข้อมือของฉันเอาไว้

“อาใจเย็นๆ ลูกถามพ่อก่อนดีไหมอา”

“อาเรื่องที่อาบอกพ่อคงทำให้ไม่ได้” พ่อได้ยินที่ฉันพูดกับแม่ก็บอกกับฉัน

“ทำไมล่ะคะพ่อทำไมพ่อจะให้พี่ษมมาเป็นลูกของพ่อไม่ได้”

“เพราะพ่อทำคดีนี้อยู่นะสิอา ถ้าพ่อรับษามาเป็นลูก พ่อก็ทำคดีนี้ต่อไปไม่ได้ อีกอย่างการเป็นตำรวจมันต้องเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พ่อพูดไปอาก็คงไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อพูด ไว้อาโตกว่านี้อาจะเข้าใจพ่อเอง”

ฉันโมโหพ่อกับแม่และวิ่งตึงๆ กลับไปที่บ้านน้ำเงิน นั่งกระแทกแรงๆ ลงบนเก้าอี้โต๊ะอ่านหนังสือ พี่ษาเห็นอาการฉันที่โมโหกลับมาก็เดินเข้ามาจับที่บ่าของฉันบีบเบาๆ ลงบนนั้น ฉันหันไปกอดพี่ษาและร้องไห้ พี่ษาเองก็ไม่ได้ต่างไปจากฉัน

เด็กผู้หญิงสองคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่างสับสนในหัวสมองของตัวเอง ทำไมเรื่องร้ายๆ ต้องมาเกิดขึ้นกับพี่ษา ทำไมไม่มีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับเราสองคนบ้าง

ทำไมนะทำไม

..............................


ฉันกับพี่ษาเราคุยกันแล้วว่าฉันจะพาพี่ษากลับไปเก็บของจากบ้านของเธอที่เชียงใหม่ ฉันก็เลยไปขอพ่อกับแม่

“พ่อคะอาจะพาพี่ษาไปเก็บของที่บ้านเชียงใหม่”

“งั้นเดี๋ยวให้พี่สหัสขับรถไปส่ง”

“ไม่ต้อคะพ่ออาจะไปกันเอง”

“แต่อาไม่มีใบขับขี่ทั้งคู่โดนจับไปจะว่าไงแล้วมันก็อันตรายมากๆ เลยนะลูกที่จะไปกันสองคน”

“พ่อคะให้เราได้ทำอะไรกันเองบ้างเถอะค่ะพ่อ อารู้ว่าพ่อเป็นห่วงเราสองคน แต่พ่อคะพี่ษาตอนนี้ไม่มีใจจะทำอะไรอีกแล้วพี่ษาเธออ่อนทั้งกำลังและหัวใจ พ่อให่อาพาพี่ษาไปแค่สองคนเถอะคะพ่อ อาขอร้อง”

พ่อพยักหน้ารับคำพูดของฉัน ฉันกับพี่ษาเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยรถคันเก่าของแม่พี่ษา เราสองคนไปถึงที่บ้านของพี่ษาและเดินขึ้นไปเก็บของ มันไม่มีอะไรมากมายนอกจากหนังสือและหนังสือ

พี่ษาไม่ใช่คนที่ชอบแต่งตัว ก็เลยไม่มีเสื้อผ้ามากมายที่จะต้องจนกลับ มีชุดนักเรียนไม่กี่ชุด กระเป๋านักเรียนใบเก่า เป้สะพานหลังสองสามใบ รองเท้านักเรียน รองเท้าพละ และชุดไม่กี่สิบตัว

แต่กล่องหนังสือ ที่เราไปขอซื้อกล่องเบียร์มาจากร้านชำหน้าปากซอยร่วมสิบกว่ากล่องมันยังไม่พอที่จะให้ขนหนังสือทั้งหมดของพี่ษากลับไปบ้านฉัน จะให้ทิ้งไว้ก็คงไม่ดีเท่าไรนัก หนังสือของพี่ษายังอยู่ในสภาพที่ดีทุกเล่ม แถมยังเป็นหนังสือดีๆ มีประโยชน์ต่อสมองน้อยๆ ของพวกเราทั้งนั้น

เราสองคนช่วยกันขนหนังสือลงมาใส่ไว้ที่ท้ายรถ จนรถหน้าเชิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันมองไปรอบๆ บริเวณบ้าน บ้านหลังนี้แม้จะเก่ามากแล้วแต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี ฉันว่าบ้านหลังนี้ไม่น่าที่จะถูกยึด เพราะเป็นบ้านของแม่พี่ษาหากจะโดนยึดก็คงเกินไปหน่อย จริงอยู่ถึงแม้นว่าเสี่ยสุวัจน์จะทธุรกิจที่ผิดกหมาย แต่บ้านที่เป็นของภรรยาเก่า ที่เลิกร้างกันไปอาจจะหลุดก็ได้

และเราสองคนก็ค่อยๆ ขับรถกลับมาจากเชียงใหม่มุ่งตรงกลับลำปางทันที่ที่เก็บของเสร็จเรียบร้อย เราไม่ได้รีบร้อนอะไร ฉันขับรถมาอย่างใจเย็น จนถึงบ้านอย่างปลอดภัย พ่อเห็นกล่องหนังสือของพี่ษามากมายที่เราทยอยขนกันลงมาจากรถคันเล็กนั้นก็บอกว่า

“แบบนี้พ่อคงต้องต่อห้องให้อีกห้องแล้วมั๊งอาเอาไว้เก็บหนังสือโดยเฉพาะ”

“ได้ก็ดีสิคะพ่อ ทำเป็นห้องเก็บหนังสือแบบห้องสมุดเลยยิ่งดี”

จากนั้นในวันรุ่งขึ้นพ่อก็ให้ช่างมาทำห้องเพิ่มให้กับฉัน เป็นห้องไม่ใหญ่มาก ต่อจากบ้านสีน้ำเงินของฉันออกทางปีกขวาของตัวบ้าน ไม้ที่พ่อเอามาทำบ้านน้ำเงินมันเพียงพอที่จะทำห้องขนาดไม่ใหญ่มาก สี่คูณห้าเมตรได้อย่างสบายๆ

พ่อยกเรือนนั้นให้สูงเท่ากับบ้านน้ำเงินของฉันและให้เดินผ่านระเบียงบ้านน้ำเงินไปที่ห้องนั้นได้ ขนาดมันก็พอๆ กับความยาวของระเบียงบ้านน้ำเงิน ฉันยืนดูช่างขุดหลุมฝังเสาเพื่อโยงยึดตัวบ้านใหม่กับระเบียงบ้านน้ำเงินและมองพี่ๆ ที่เป็นช่างทำไม้ไสไม้

“พี่คะให้อาลองทำหน่อยได้หรือเปล่า”

“ได้สิครับจะลองทำอะไรดี”

“อาจะลองเลื่อยไม้ไสไม้”

จากนั้นพี่ช่างที่เราเรียกกันว่าสล่าก็ให้ฉันที่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับการทำบ้านใหม่ ลงมือทำบ้านหลังนั้นเองกับมือ งานช่างไม้ไม่ได้ง่ายอย่างที่ฉันเห็นพี่ๆ สล่าทำงานแต่มันทั้งหนักและเหนื่อยกว่าจะไสไม้ให้ได้เรียบๆ กว่าจะตอกตะปูได้แต่ละตัว พี่สล่าบอกกับฉันว่าไม่ที่พ่อใช้เป็นไม้เก่าดังนั้นเราต้องไสกลบรูที่เคยถอนตะปูออกไป และตอนที่จะทาสีก็ต้องเอาเศษไม้ผสมกาวมายาในรูก่อนที่จะทาสี ไม่อย่างนั้นบ้านก็จะเป็นรูให้เราเห็น

งานใหม่ของฉันก็เลยเป็นหน้าที่ยาไม้ และทำให้ไม้ไม่มีรู ฉันวุ่นวายอยู่คนเดียวไม่ไปข้องเกี่ยวกับใคร ส่วนพี่ษาก็ช่วยแม่ทำกับข้าวเลี้ยงพี่สล่า และเอามาให้ฉันกับพี่สล่าในตอนกลางวัน แม่ลางาน(อีกแล้ว) เพื่อมาดูฉันกับพี่สล่าทำงาน แม่บอกว่าปล่อยให้ฉันกับพี่ษาที่เป็นเด็กผู้หญิงสองคนอยู่กับช่างผู้ชายหลายๆ คนในบ้านไม่ได้ แม่กลัวว่าพวกฉันจะอันตราย แต่ฉันว่าพี่ๆ สล่าใจดีจะตายไปจะมาทำอะไรฉันได้

บ้านเป็นรูปเป็นร่าง พ่อให้ทำหน้าต่างไว้ทั้งสี่ทิศ เปิดหน้าต่างรับลม และทำหลังคาใสๆ ให้แสงแดดส่องลงมาได้ ไม่ต้องเปลืองไฟในตอนกลางวัน แถมยังให้ทำชั้นวางหนังสือตั้งสี่ตู้ใหญ่ ตู้ละห้าชั้นเพื่อให้ฉันได้เอาหนังสือต่างๆ มาวางไว้ โดยไม่ลืมให้พี่สล่าเทน้ำยากันปลวกไว้ด้วย พ่อสั่งให้เดินท่อพลาสติกฝังไว้ที่พื้นเมื่อเวลาที่จะฉีดปลวกจะได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ฉันว่าพ่อไม่ได้เป็นวิศวกรแต่ก็เก่งเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

ผ่านไปแค่หนึ่งสัปดาห์บ้านสำหรับหนังสือของฉันก็เสร็จเรียบร้อยทาด้วยสีน้ำเงินสลับกับสีขาวและชมพู ดูเป็นบ้านหนังสือลูกกวาดไงก็ไม่รู้ แต่ก็เพราะพ่อประหยัดเงินค่าสี เพราะสียังพอมีเหลือจากการทำบ้านหลังก่าและห้องนอนของพี่ภา แถมพ่อยังติดพัดลมเพดานตัวโตๆ ไว้ที่กลางห้องเพื่อไล่ความร้อนและทำให้ห้องเก็บหนังสือของฉันไม่ร้อนจนเกินไป

ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ฉันก็ต้องเตรียมตัวไปโรงเรียน ผลสอบ Entrance ก็ยังไม่ออกมา ขวัญหทัยแวะมาที่บ้านมาดูฉันที่กำลังง่วนกับการทำบ้านหนังสือใหม่ และบอกว่าสุภนัยสอบเข้าโรงเรียนทหารอากาศได้ และเธอก็จะตั้งใจเรียนเพื่อให้ตัวเองสอบเข้าพยาบาลทหารอากาศด้วยเช่นกัน สรุปว่าเพื่อนฉันสองคนเป็นแฟนกันไปเรียบร้อยแล้ว

ขวัญหทัยมาบอกข่าวดีแล้วก็กลับไป พี่ษาหลังจากที่มีอะไรทำเธอก็ไม่ค่อยเศร้ากับเรื่องที่เธอต้องหมกมุ่นอยู่ตลอดเวลา เธอหันมาทำ Index ของหนังสือ และจัดหมวดหมู่หนังสือที่อยู่ในบ้านของฉันและหนังสือของเธอ แถมยังไปลากกระเป๋าหนังสือของพี่ภาที่พวกเราช่วยกันขนกลับมาเอามาจัดหมวดหมู่อีกด้วย

ตลอดเวลาที่ฉันกับพี่ษาช่วยกันทำบ้านหนังสือและจัดเรียงหนังสือ พ่อก็พาลูกน้องมาที่บ้านของพ่อทุกวัน มานั่งทำงานที่ใต้ถุนบ้านที่พวกฉันเคยใช้เป็นที่นั่งติวหนังสือ

ฉันว่าพี่ษาถ้าจะยึดอาชีพเป็นบรรณารักษ์ก็คงจะรุ่ง เพราะพี่ษาจัดหนังสือได้เหมือนกับห้องสมุด แบ่งเป็นหนังสืออ่านเล่นหนังสือเรียนตามรายวิชา หมวดหนังสือต่างประเทศ นิตยสาร การ์ตูน นวนิยาย แถมยังมีแถบด้านข้างสันปก ลงเลขทะเบียนของหนังสือต่างๆ ไว้ด้วย พี่ษาแปะติดรายชื่อหนังสือไว้กับชั้นหนังสือ และยังทำดัชนีค้นหนังสือไว้ด้วย เพราะมันจะสะดวกเมื่อตอนที่พวกเราอยากรู้ว่าหนังสือเล่มไหนอยู่ตรงไหน

ฉันยืนมองดูหนังสือแบบเรียนของตัวเองตั้งแต่สมัยยังเรียนชั้นปอหนึ่งวางเรียงๆ กันมาเรื่อยๆ จนถึงชั้นมอสาม และหนังสือการตูนของฉันกับพี่ภาที่ซื้อมาเก็บสะสมไว้ในเรื่องที่พวกเราชอบหนังสือในห้องนี้มีอยู่เกือบพันเล่มแต่ละเล่มล้วนผ่านสายตาของฉันมาแล้วทั้งสิ้น

ยกเว้นหนังสือภาษาต่างประเทศของพี่ภาที่พี่ษาเอามาไว้อีกมุมหนึ่งของห้องแยกไปต่างหากไม่ข้องเกี่ยวกับหนังสือภาษาไทยที่ฉันยังไม่ได้หยิบมาอ่านแค่มองผ่านๆ จากปกหนังบสือเท่านั้น ห้องสมุดของบ้านฉันเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้วสินี่ เหนื่อยเหมือนกันนะกับการทำห้องหนังสือที่ดูดีและเรียบร้อยขึ้นมาสักห้องในบ้านหลังนี้

“พี่ษาหนังสือของพี่หมดหรือยัง”

“คิดว่าน่าจะเกือบหมดแล้วนะเดี๋ยวต้องไปลองดูในกรเป๋าเก่าๆ ก่อนว่ายังเหลือหนังสืออะไรอีกบ้างงั้นเดี๋ยวพี่มานะอาไปเอากระเป๋ามาก่อน” พี่ษาเดินกลับเข้าไปในบ้านน้ำเงินและไปหิ้วกระเป๋านักเรียนใบเก่าของเธอกลับมาที่ห้องหนังสือเปิดกระเป๋าและหยิบหนังสือในนั้นออกมา มันเป็นหนังสือแบบเรียนของชั้นมอสี่ที่พี่ษาเคยเรียนที่เชียงใหม่

แต่พอรื้อๆ ไปเรื่อยๆ พี่ษาก็รู้สึกเหมือนกับว่ากระเป๋าด้านหน้าเล็กๆ สองฝั่งและซิปด้านในหลังสุดของกระเป๋าเหมือนมีอะไรอยู่ เธอเปิดช่องซิปออกดูแล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น

“เฮ้ยอาเงินมาอยู่ที่นี่ได้ไง” พี่ษาร้องตกใจเมื่อเธอเห็นธนบัตรใบละห้าร้อยหลายใบถูกวางแบบกระจายอยู่ในกระเป๋านักเรียนใบเก่าของเธอ และก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเปิดช่องเล็กๆ ด้านหน้ากระเป๋าทั้งสองข้างก็พบกับปึกธนบัตรใบละห้าร้อยอยู่ด้านละสองปึก

ฉันเองก็ตาโตเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในกระเป๋า

“เอาไปบอกพ่อของอาดีไหม”

“เดี๋ยวก่อนก็ได้พี่ ลูกน้องพ่อเยอะอยู่เลยไว้กลางคืนเราค่อยบอกพ่อ” ฉันห้ามพี่ษาไว้ก่อนเพราะฉันไม่อยากให้เรื่องนี้รู้ถึงหูของคนนอกครอบครัวของเรา

“ก็ได้อางั้นคืนนี้เราค่อยบอกพ่อของอา” พี่ษาคงเข้าใจเหตุผลขอฉันเธอเอากระเป๋าวางพิงไว้กับฝาผนังห้องและหันมาจัดการกับหนังสือที่รื้ออกมาจากกระเป๋าต่อโดยที่ไม่ได้สนใจกระเป๋านักเรียนใบเก่านั้นอีกเลย

................

พวกเรารอจนเวบาอาหารเย็นและเดินถือกระเปาใบเจ้าปัญหามาที่บ้านแม่ด้วย แม่กับพ่อรอเราสองคนที่โต๊ะกินข้าวแล้ว ฉันไปถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงยื่นกระเป๋าของพี่ษาให้พ่อ

“อะพ่ออามีอะไรจะให้ดู”

“อะไรของอาก็กระเป๋านักเรียนใบเก่าอย่าบอกพ่อนะว่าอาจะให้พ่อซื้อให้ใหม่ หรือว่าใบนี้มันขาด” พ่อพลิกดูกระเป๋านักเรียนในมือไปมา

“ก็ยังดีอยู่แต่มันเก่าไปหน่อยก็เท่านั้น” พ่อบอก

“เปล่าพ่อ พ่อลองเปิดดูที่กระเป๋าเล็กหน้าสุดสิ” ฉันบอกและพ่อก็ทำตามเปิดดูด้านในและเมื่อพ่อเห็นธนบัตรที่อยู่ในกระเป๋าก็หันมาถามพี่ษาทันที

“ของเสี่ยสุวัจน์ใช่ไหม”

พี่ษาพยักหน้าแทนคำตอบ พ่อยื่นกระเป๋ากลับให้พี่ษาและบอกว่า

“ษาเก็บไว้เถอะลูก เอาไว้เรียนหนังสือษาต้องใช้เงินอีกเยอะแค่นี้ก็คงไม่พอ ถ้าหมดเมื่อไหร่บอกพ่อกับแม่ได้นะลูกไม่ต้องเอาไปฝากธนาคารนะษาเก็บไว้กับตัว เกิดเอาไปฝากตอนนี้มีหวังโดนยึดหมด” พ่อบอกกับพี่ษาฉันรู้ว่าพ่อก็คงลำบากใจ ใจหนึ่งพ่อก็คือผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ อีกใจหนึ่งก็คือพ่อของเพื่อนพี่ษา ฉันเข้าใจถึงความลำบากใจของพ่อเป็นอย่างดี

“ษาทำตามที่พ่อบอกเถอะลูกเชื่อพ่อเค้าแล้วหากว่ามันไม่พอจริงๆ ก็มาบอกแม่กับพ่อ ถ้าษาต้องเรียนจริงๆ มันคงต้องใช้เงินอีกมากแค่นี้อาจจะไม่พอด้วยซ้ำไป พ่อกับแม่จะเป็นผู้ปกครองให้ษาเองไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น”

“ขอบพระคุณค่ะพ่อกับแม่ ษาไม่รู้ว่าจะขอบพระคุณพ่อกับแม่ยังไง ถ้าไม่มีพ่อกับแม่ ไม่มีอาษาคงไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว”

“ไม่ต้องคิดมากษาอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด กินข้าวกินปลาซะ วันนี้มีปลาทูทอดของโปรดษาอีกแล้วนะแม่ทำให้จิ้มน้ำพริกกะปิอร่อยดีกินข้าวเถอะลูก” แม่ตักปลาทูทอดให้พี่ษาเป็นการเอาใจลูกสาวคนใหม่แต่ไม่แกะกล่องอีกตามเคย

แต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรเรื่องที่แม่เอาใจพี่ษาเพราะในตอนนี้ฉันไม่อยากให้พี่ษาต้องมาคิดมากเรื่องอะไรอีกต่อไป แม้ว่าฉันยังอยากจะแกล้งพี่ษาเหมือนๆ กับที่อยากจะแกล้งพี่ภา แต่ฉันก็ไม่ได้ทำให้เธอขุ่นข้องหมองใจมากไปกว่าเดิม

ฉันอยากจะถนอมพี่ษายิ่งกว่าไข่ในหิน ฉันบอกกับตัวเองเสมอว่าพี่ษาบอบบางเกินกว่าที่จะรับเรื่องร้ายๆ อะไรได้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่ฉันจะมอบให้พี่ษาก็คือความสบายใจและความสุขแม้มันจะเพียงน้อยนิดฉันก็อยากที่จะทำเพื่อเธอ

...........................

แล้วผลการสอง Entrance ก็ประกาศก่อนวันเปิดเรียนสองวัน แม่เอาหนังสือพิมพ์ที่ลงประกาศมาให้ฉันกับพี่ษา แน่นอนแม่เช็คดูโดยละเอียดแล้วแถมยังวงกลมตัวโตๆ ให้กับฉันและพี่ษาได้ดูอีกด้วยว่าเราสองคน Ent ติดคณะอะไร แม่ยิ้มแก้มแทบปริ ฉันไม่กล้าที่จะดูเมื่อรับหนังสือพิมพ์จากแม่ก็ยื่นให้กับพี่ษาเอาไปดูเอง

พี่ษาพลิกหนังสือพิมพ์และไล่ดูตามที่แม่วงกลมไว้ให้ เธอยิ้มแก้มแทบปริ ฉันก็รู้ว่าเธอคงสอบติดคณะแพทย์ที่ไหนสักแห่ง

“หมอที่ไหนพี่ษา” ฉันถามเพราะรู้ดีว่าพี่ษาต้องทำได้

“มอชอ” พี่ษายิ้มและตอบฉัน

“โห่ดีจังพี่ษาเรียนหมอพี่ภาเรียนพยาบาล งั้นบ้านเราก็เปิดคลินิกได้สบายๆ แล้วสิตอนนี้” ฉันดีใจกับพี่ษาด้วย และก็รู้ดีว่าอีกไม่กี่วันพี่ภาก็จะกลับมาเรียนคณะพยาบาลที่เธอสอบได้ไปเมื่อปีที่แล้วแต่ต้อง Drop ไว้เพราะต้องไปเป็นนักเรียน AFS

“อาสอบไม่ติดใช่ปะพี่”

“เปล่าสอบติด”

“คณะอะไร” ฉันถามด้วยความตื่นเต้นเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะสอบได้

“ดูเองสิ” พี่ษายื่นหนังสือพิมพ์ให้ฉัน

“สถาปัตย์เปล่าพี่”

พี่ษาส่ายหน้าและบอกว่า “ไม่ใช่ ขึ้นต้นด้วยวอแหวน”

“ว้าวิดยาเหรองั้นเรียนต่อมอห้าดีกว่า” ฉันคิดว่าด้วยความสามารถของฉันเองคงติดได้แค่คณะวิทยาศาสตร์ที่ฉันเลือกพ่วงเป็นคณะสุดท้ายของการสอบในครั้งนี้เท่านั้น

พี่ษาส่ายหน้าอีกครั้ง “เปล่าไม่ใช่วิดยาแต่เป็นวิดวะต่างหากอา”

เมื่อได้ยินคำตอบของพี่ษาฉันแทบกระโดดไปรอบบ้าน ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ และไม่คิดว่าตัวเองจะสำเร็จ

“เย้ๆๆ” เสียงร้องดีใจของฉันที่วิ่งไปวิ่งมาหอมแก้มแม่ที หอมแก้มพี่ษาที มันดังลั่นไปหมดทั้งบ้าน จะติดที่ไหนฉันก็จะเรียนไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ขอนแก่น หรือสงขลา จะที่ไหนฉันเรียนหมดขอให้เป้นคณะที่ฉันตั้งใจจะเรียนเท่านั้น

“แล้วไม่ถามสักคำเหรอว่าติดที่ไหน” แม่ถามฉัน

“ที่ไหนก็ได้แม่ แค่นี้ก็ดีใจจะตายแล้ว” ฉันตอบแม่ด้วยท่าทางหอบๆ จากการกระโดดโลดเต้นของตัวเอง

“อาติดเชียงใหม่เหมือนพี่เลย”

“จริงเหรอพี่ษาเย้ๆๆ ดีใจๆ เราสามคนเรียนเชียงใหม่เหมือนกันเว่ย ไม่ได้แล้วต้องโทรบอกพ่อจะได้พาอาไปเลี้ยงข้าว” ฉันจะเดินไปโทรศัพท์บอกพ่อที่ไปทำงานยังไม่กลับ

“ช้าไปแล้วอาแม่บอกพ่อเรียบร้อยแล้วตอนนี้พ่อกำลังไปซื้อกับข้าวร้านอร่อยกลับมาให้อาอยู่ วันนี้บ้านเราจะเลี้ยงฉลองนักศึกษาใหม่ของบ้านเป็นไงดีไหมอา” แม่บอกฉันแล้วก็กอดฉันหอมแก้มฉัน รวมถึงแม่ยังหอมแก้มพี่ษา

รอยยิ้มมีบนใบหน้าของพวกเราบ้านเอื้ออังกูรได้เลี้ยงฉลองกันอีกครั้ง เสียดายที่พี่ภายังไม่กลับมา แต่ไม่เป็นไรอีกไม่กี่วันก็ครบกำนดที่พี่ภาจะเดินทางกลับมา และก็เป็นก่อนวันเปิดเทอมของมหาวิทยาลัยเพราะพี่ภาครบกำหนดและต้องกลับมาเรียนต่อหลังจากที่ได้ Drop เรียนไปแล้วหนึ่งปีเต็มๆ เพื่อไปแสวงหาประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ในตลาด และหาอ่านไม่ได้ในตำราเรียน

เมื่อวันนั้นมาถึงอาคิราพระอาทิตย์จะมีอวภาส์รัศมีแจ่มจรัสของแสงอุษายามรุ่งอรุณ

... จบบทที่ ๓๒ ...




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2551 8:23:23 น.
Counter : 170 Pageviews.  

เรื่องแนวยูริ : อรุณรุ่งในดวงใจ บทที่ ๓๑

บทที่ ๓๑ ๗.๕๐ น.

วันรุ่งขึ้นพ่อกับแม่ก็เอาของฝากจากเมืองไทยให้กับแม่และพ่อของพี่จิม แถมยังมีกางเกงนักมวยมาฝากให้พี่จิมอีกด้วย พี่จิมดีใจมากๆ บอกว่าอยากได้กางเกงนักมวยมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสที่จะไปซื้อ หลังจากที่ร่ำลาพ่อกับแม่พี่จิมเรียบร้อยแล้วพี่จิมกับพี่ภาก็พาพวกเรานั่งรถไฟเข้าเมืองหลวงของประเทศและพาพวกเราให้เอากระเป๋าไปไว้ที่โรงแรม จากนั้นก็ให้พวกเราไปเดินเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ

ฉันตื่นตาตื่นใจกับเรือใหญ่ยักษ์ที่มีคนบอกว่าเป็นเรือเก่ามากๆ พึ่งจะขุดพบได้ไม่นานมานี้ เมืองสวีเดนเป็นเมืองไวกิ้งขนานแท้นักรบโบราณของเมืองนี้ล่าอาณาจักรมาด้วยเรือรบไว้กิ้งจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ฉันก็พึ่งจะรู้ว่ารางวัลโนเบล มาจากการที่เจ้าของรางวัลต้องสูญเสียน้องชายคนเดียวไปกับระเบิดไดนาไม นายอัลเฟรด เบอนาร์ด โนเบล (หุหุชื่อยาวจริงๆ เชียว) ก็เลยตั้งรางวัลเป็นทุนสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมนุษย์โลก เพราะเขาร่ำรวยมากจากการขายระเบิดไดนาไมให้กับทหารเอามารบรากันจนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ได้รับจากการค้นพบระเบิดนี้ทำให้ประเทศสวีเดนเป็นประเทศแรกๆ ที่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน

พี่จิมพยายามอธิบายถึงที่มาของชื่อถนนตรอกซอกซอยต่างๆ ที่เราเดินกันระหว่างพิพิธภัณฑ์โนเบลแถวๆ ใจกลางเมืองไปยังพระราชวังของพระมหากษัตริย์ที่นั่น พี่ษาซื้อ Postcard และเขียนส่งไปให้ตัวเองที่บ้านฉัน

พี่ษาบอกว่าเธออยากได้อะไรเป็นที่ระลึกกับการมาเที่ยวของเธอ เธอส่งมาแล้วหลายประเทศที่เราได้แวะเวียนไป เธอบอกว่าเขียนถึงตัวเองก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ฉันก็เลยเอาอย่างเธอบ้าง

แล้วอาการหวงพี่ของฉันก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อฉันเห็นพี่จิมเดินจับมือพี่ภาไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่าฉันที่เดินตามมาจะคิดอย่างไร

ฉันเข้าไปแทรกกลางระหว่างพี่จิมกับพี่ภาทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉา แถมยังแย่งเอามือของพี่ภาออกมาจากมือของพี่จิมและยังควงพี่ภาไปไหนต่อไหนโดยไม่สนใจพี่จิมที่เดินตามพวกเราสามคนต้อยๆ

ฉันยังรู้มาอีกว่าที่เมืองนี้ซื้อบัตรเดียวขึ้นรถได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นรถใต้ดินรถเมล์ที่ทีตรงเวลาเป๊ะ เพราะรถไม่หนาแน่นการจราจรไม่คับคั่งแบบกรุงเทพบ้านเรา มีตารางเวลาขึ้นให้ดูว่าอีกกี่นาทีรถสายไหนมาจะถึงที่เรายืนรออยู่ ฉันตื่นเต้นที่ได้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ระหว่างที่เดินไปตามทางก็มีจิตรกรมาวาดรูปสวยๆให้พวกเราได้ดู ไปตลอดอุโมงค์ใหญ่ๆ ที่เป็นทางเดิน

แถมบันไดทางขึ้นก็ยาวจนฉันที่ไม่กลัวความสูงยังรู้สึกหวิวๆ เมื่อได้เดินลงไปตามทางเดินนั้น พี่ษาไม่ต้องพูดถึงเธอตื่นตาตื่นใจกับรูปวาดในอุโมงค์ ถ่ายรูปหมดฟิล์มไปหลายม้วน เราสามคนให้พี่จิมเป็นตากล้อง ไหนๆ มาแล้วก็ใช้ซะให้เข็ด มาจีบพี่สาวฉันเองช่วยไม่ได้

พี่ภาบอกพวกเราว่าพี่จิมเรียนวิศวะและกำลังจะจบแล้ว พี่จิมอายุมากกว่าเราหมายถึงฉันเกือบหกปี พี่จิมเรียนเก่งมาก และกำลังจะไปเรียนเป็นนักบินในไม่ช้านี้ (คนอะไรเก่งชะมัด) ฉันก็ได้แต่ฟังๆ เพราะฉันไม่ปลื้มพี่จิมผิดกับพี่ษาที่นั่งฟังพี่ภาไปก็สนับสนุนพี่ภาจนฉันโมโหพี่ษาที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับพี่ภา

กว่าพวกเราจะกลับมาถึงโรงแรมก็เป็นเวลาเย็นมากๆ พี่ภาบอกว่าต้องกลับไปที่บ้านเพื่อเตรียมของที่จะฝากพวกเรากลับไปยังเมืองไทยหลายกระเป๋า สรุปว่าคืนนี้ฉันก็ไม่ได้นอนกอดพี่ภาอย่างที่ได้ตั้งใจไว้เช่นเดิม พี่ภาเปลี่ยนไปมาก ฉันไม่มีพี่สาวคนเดิมหลงเหลืออีกแล้วหรือ

เย็นวันนั้นแม่ของพี่ษาก็มาหาเราที่โรงแรม เพราะพี่จิมเป็นคนติดต่อให้อีกเช่นเคย ดูเหมือนว่าชื่อจิมจะตามหลอกหลอนฉันซะจริงๆ เชียว

“ษาเหรอลูก โอ้วโตเป็นสาวแล้วนะลูกแม่” แม่ของพี่ษาเมื่อเห็นพี่ษาเดินออกมาจากลิฟท์ของโรงแรมก็เดินเข้ามาทักทางลูกสาวคนเดียวของเธอ

ฉันที่เดินลงมาด้วยกันกับพี่ษายกมือไหว้สวัสดีแม่ของพี่ษาเรียบร้อยก็ถอยฉากตัวเองออกมาให้สองแม่ลูกได้พูดคุยกัน ส่วนตัวเองออกไปเดินเตร่อยู่หน้าโรงแรม ฉันยกนาฬิกาข้อมือเรือนใหม่ที่พ่อซื้อให้ขึ้นมาดู

ขณะนี้เวลาเกือบจะทุ่มแล้วท้องฟ้ายังคงสว่างไสวอยู่เลยไม่ได้มืดลงไปสักนิด นี่สินะที่ใครๆ ชอบบอกกันว่าทางด้านเหนือสุดของโลกในฤดูร้อนจะมีพระอาทิตย์เที่ยงคืนฉันว่ามันไม่แปลกอะไรเลย แต่คนที่นี่อยู่กันได้อย่างไร ท้องฟ้าไม่มืดแล้วจะนอนกันเวลาไหน

ฉันนั่งทอดหุ่ยอยู่ที่ริมแม่น้ำมองแสงแดดที่ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ เกือบจะสองทุ่มท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแดง วิวแบบนี้ฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกหนก็ได้ ฉันก็เลยปล่อยอารมณ์ไปกับบรรยากาศรอบข้างเรื่อยๆ

ไม่นานนักฉันก็ได้ยินเสียงของพี่ษาเรียกฉัน

“อามาเถอะไปเราไปกินข้าวเย็นที่ร้านของแม่กัน” พี่ษาเดินมาจูงมือฉันที่ดูเหมือนจะโดดเดี่ยวไร้คนเอาใจให้กลับเข้าไปที่โรงแรม

เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็เห็นพ่อกับแม่ของฉันและแม่ของพี่ษานั่งรอฉันอยู่ที่ชุดรับแขกในโรงแรมแล้วแม่ของพี่ษาพาพวกเรานั่งรถหรูฉันว่าแม่ของพี่ษาคงฐานะดีไม่น้อยที่เดียวที่มาอยู่ที่นี่ได้ เพราะเมื่อเห็นรถที่เธอใช้แล้วฉันก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่พอฉันถามแม่ของพี่ษากลับได้คำตอบมาว่า

“ไม่แพงหรอกลูกอา ที่นี่เป็นเมืองแม่ของรถยี่ห้อนี้ ค่ารถไม่เท่าไหร่แต่ค่าที่จอดกับค่าภาษีที่จะใช้รถต่อปีสูงมากๆ แถมนี่แม่ยังไม่ได้ไปเปลี่ยนยางเลยนะยังไม่มีเวลา”

“ทำไมล่ะคะแม่ต้องเปลี่ยนยางด้วยเหรอ”

“ก็ที่นี่ตอนหน้าหนาวมันจะมีหิมะตกยางก็จะเป็นยางที่มีดอกเป็นหนามๆ หน่อยเพื่อไม่ให้รถเราไถลเป็นสเก็ตไปตามถนน แล้วพอหมดหน้าหนาวก็ต้องไปเปลี่ยนยางเป็นยางธรรมดาเพราะไม่อย่างนั้นยางเราก็จะตะกุยเอาพื้นถนนขึ้นมาพังเสียหายหมดตำรวจก็จับปรับแพงๆ ด้วนะอา”

“เหรอคะ อาไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะคะแม่ว่ามันต้องมีอะไรแบบนี้ด้วย”

“อาเห็นหรือเปล่าลูกรถนั่นคันนั้น” แม่ของพี่ษาชี้ให้ฉันดูรถที่กำลังดูดฝุ่นทำความสะอาดพื้นถนนและฟุตบาทอยู่

“ทำไมคะแม่ก็รถทำความสะอาดถนน”

“ใช่มันเป็นรถทำความสะอาดถนนที่เค้าจะเอามาดูดกรวดหินที่เค้าเอามาโรยไว้ให้เมื่อตอนที่มีหิมะ เพราะถ้าไม่โรยไว้คนที่เดินไปตามท้องถนนก็จะหัวทิ่มหัวตำกันหมดเพราะมันลื่นมาก”

“อ๋อแบบนี้นี่เอง” ฉันพยักหน้ารับรู้ถึงความรู้ใหม่ที่ไม่มีเรียนในหนังสือแบบเรียนเล่มใดที่บ้านเมืองเรา

แม่พี่ษาพาเรามาถึงที่ร้านของแม่พี่ษาที่อยู่ห่างออกไปแถบชานเมือง ร้านของแม่พี่ษาไม่ได้เป็นร้านใหญ่โตอะไรอย่างที่เราคิดไว้ เป็นร้านที่ขายอาหารแบบเดียวกับร้านพิซซ่า ที่จัดเป็นชุดมีทั้งชุดเล็กชุดใหญ่ หรือจะสั่งเดี่ยวก็ได้ แต่ก็ราคาแพงกว่าที่จัดชุดไว้

คนก็มากพอสมควรแต่ที่สำคัญเด็กนักเรียนไทยที่มารับงานพิเศษทำที่นี่ดูจะเยอะไปหมด ทั้งเป็นเด็กเสริ์ฟ และเป็นแม่ครัว

“ที่นี่คนไทยครึกครื้นดีนะครับคุณ” พ่อฉันเอ่ยขึ้นเมื่อแม่ของพี่ษาหาที่นั่งให้กับพวกเราได้แล้ว

“ค่ะเยอะค่ะพวกเราก็ช่วยๆ กันทำมืดบ้างทำถูกบ้างแล้วแต่ว่าจะโดนจับได้หรือเปล่า เพราะที่นี่ภาษีแพงมาก แพงจนคิดว่าจะทำไปทำไมทำแล้วรัฐก็เอาไปกินหมด”

“เหรอคะเท่าไหร่คะภาษีที่นี่” แม่ถามขึ้นมาบ้าง

“สามสิบห้าค่ะ”

“โหแพงจริงๆ ถ้าบ้านเมืองเราโดนภาษีสามสิบห้าผมคงกินแกลบแน่ๆ”

“แต่ถึงที่นี่จะเสียภาษีแพงก็มีสวัสดิการดีนะคะอย่างถ้าเราเกษียณก็จะได้เงินเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต ลาคลอดได้เกือบปี แถมผลัดกันลาจนลูกเข้าโรงเรียนยังได้เลย เด็กๆ ไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียน เรียนฟรีหมดรัฐออกให้ แต่อย่าเจ็บอย่าไข้เลยเชียวนะแพงบรมเชียวล่ะคุณ”

ฉันกับพี่ษานังฟังอ้าปากหวอเพราะเราสองคนไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่พูดคุยกันอาหารมื้อนั้นก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนที่สุดพี่ษาก็บอกว่าอยากเข้าไปดูในครัว

“แม่ไม่ต้องเข้าไปหรอกคะอยู่คุยกับพ่อแม่ไปเถอะเดี๋ยวษาไปเอง อาจะไปกับพี่หรือเปล่า”

“ไม่ไปดีกว่าพี่ษาไปเถอะอาไม่ชอบเข้าครัวมันเหม็น”

หลังจากที่พี่ษาเดินเข้าครัวไปได้ไม่นานพ่อของฉันก็ถามแม่ของพี่ษาว่า

“คุณรู้เรื่องของเสี่ยสุวัจน์หรือยัง”

“ค่ะพอรู้มาบ้างแล้วตอนแรกก็เป็นห่วงษาแต่พออรณีบอกข่าวมาฉันก็เลยโล่งใจที่ลูกษาอยู่กับพวกคุณขอบคุณจริงๆ นะคะที่ดูแลลูกษาให้”

“แล้วคุณไม่คิดที่จะบอกเรื่องที่คุณแต่งงานใหม่ให้ษาเค้ารู้ด้วยเหรอ” พ่อถามแม่พี่ษากับคำถามนี้ทำให้ฉันถึงกับตกตะลึง

“ฉันก็อยากจะบอกษาคะแต่ฉันกลัวว่าลูกจะรับไม่ได้เค้ารู้สึกผิดหวังกับพ่อของเค้าแล้วจะให้มารู้ว่าแม่ของเค้าเป็นแบบนี้อีกก็คงจะรับไม่ไหวฉันห่วงลูกมากๆ นะคะ แต่คุณก็คงเข้าใจว่าผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างฉันกับโลกกว้างถ้าเฮนรีไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยฉันก็คงไม่มีที่พึ่งที่ไหน อีกอย่างการที่จะหางานทำที่นี่มันก็ลำบากเหลือเกินถ้าไม่ใช่คนของประเทศเค้าฉันก็คงจะลืมตาอ้าปากไม่ได้มาจนทุกวันนี้”

“แต่คุณก็ต้องเข้าใจษาบ้างว่าษาเฝ้านับวันตั้งตารอคุณให้กลับไปหาเธอ”

“ฉันเข้าใจดีค่ะและรู้ดีทุกอย่างฉันได้แต่บอกกับลูกว่าให้อดทนและอดทนเท่านั้น” ฉันเห็นสีหน้าของแม่พี่ษาเริ่มเปลี่ยนไปใบหน้าเศร้าๆ นั้นยังคงติดตาฉันมาจนทุกวันนี้

เรื่องของผู้ใหญ่เด็กๆ อย่างเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปสอดแทรกได้ และพ่อก็เปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อพี่ษาเดินกลับออกมาจากครัว เป็นฉันเองที่เปลี่ยนเรื่องคุย

“โหพี่ษาเข้าไปทำอะไรมาทำไมตัวเหม็นงี้ล่ะ” ฉันแกล้งบอกพี่ษาว่าเนื้อตัวของเธอเต็มไปด้วยกลิ่นของอาหาร

พี่ษายกแขนตัวเองขึ้นมาดมๆ

“ไม่เห็นจะเหม็นอะไรเลยอาโม้จมูกดียิ่งกว่าน้องหมาแถวบ้านพี่อีกนะอา”

“อาไม่ได้โม้ไม่เชื่อให้แม่ดมดูสิ” ฉันจับแขนพี่ษาให้แม่ของฉันดม

“เหม็นจริงๆ หรือคะแม่” พี่ษาหันมาถามแม่ของฉัน

“ไม่หรอกลูกษา อาก็พูดเกินไปพี่เค้าไม่ได้เหม็นอะไรมากมายสักหน่อย” แม่หันมาเล่นงานฉันเป็นการตอบแทน

“เอ๊าก็อาเหม็นพี่ษาจริงๆ นี่แม่ก็”

“ดีงั้นคืนนี้นอนคนเดียวเพราะพี่จะไปนอนกับแม่พี่ให้อานอนคนเดียวไปเลยมาว่าพี่ตัวเหม็นดีนัก” พี่ษาลอยหน้าลอยตาแบบเดียวกับที่พี่ภาเคยทำกับฉัน

“แต่ษาแม่คงจะนอนกับษาไม่ได้หรอกนะกว่าแม่จะเลิกงานก็ตีสองกว่าๆ พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงษาก็ต้องเดินทางกลับแล้วแม่เกรงว่าจะไม่สะดวกเกรงใจคุณอนลกับคุณอรณีเค้าน่ะลูก”

“แต่ว่าษาคิดถึงแม่นี่คะษาอยากนอนกอดแม่” พี่ษาอ้อนแม่เป็นเด็กๆ นานๆ ฉันจะได้เห็นพี่ษาทำตัวเป็นเด็กดื้อสักครั้ง

“แม่บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิษาอย่าดื้อกับแม่สิลูก ไว้แม่กลับเมืองไทยเมื่อไหร่แม่จะไปหาให้ษาแม่จะกอดให้ชื่นใจเลยนะลูกรัก”

“แม่สัญญาจริงๆ นะคะแม่ต้องกลับเมืองไทยไปให้ษากอดแม่จริงๆ นะคะ” แสงอุษาคุกเข่าข้างๆ เก้าอี้ที่แม่ของเธอนั่งและกอดเอวแม่ของเธอซบหน้าลงบนตักอุ่นๆ ของแม่ตัวเอง เธอไม่ได้รับการกอดจากแม่มานานกี่ปีแล้ว

แสงอุษาซบหน้าลงที่ตักของแม่ตัวเองอยู่นานน้ำตาไหลอาบแก้มของเธอ ดวงตาที่แดงก่ำนั้นหลับลงช้าๆ มนรดาประคองลูกสาวของตัวเองให้ลุกขึ้นแต่แสงอุษาขืนตัวไว้ ก้มลงกราบที่เท้าของแม่ตัวเองทำเอาแขกที่เป็นชาวต่างชาติหันมามองที่โต๊ะเป็นตาเดียวว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดหญิงสาวสองคนต่างวันถึงได้มีภาพอะไรแปลกๆ ให้เขาเหล่านั้นได้เห็น

อย่าว่าแต่คนต่างชาติเลย ขนาดฉันเองเป็นคนไทยได้เห็นกริยาของลูกที่แสดงต่อแม่ของพี่ษาฉันยังแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และหากฉันไม่รู้ว่าแม่ของพี่ษามีความจำเป็นเช่นไรที่จะต้องปกปิดเรื่องที่ได้แต่งงานกับฝรั่งตาน้ำข้าวเจ้าของร้านอาหารไทยแห่งนี้ ฉันคงจะคิดว่าแม่ของพี่ษาเป็นคนที่ใจแข็งมากๆ หรือไม่ก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้ใจร้ายได้แม้กระทั่งลูกสาวของตัวเอง

“ษาลูกลุกขึ้นเถอะลูก” มนรดาบอกกับลูกสาวของเธอให้ลุกขึ้นอีกครั้งแสงอุษาทำตามที่แม่ของเธอบอกอย่างว่าง่ายลุกขึ้นจากพื้นมานั่งบนเก้าอี้ข้างๆ แม่ของตัวเอง

“อดทนนะลูกแม่อีกไม่นานแล้วแม่รักลูกนะษาแม่รักลูกจริงๆ นะ” มนรดากอดแสงอุษาไว้กับอกและพร่ำบอกกับลูกสาวของตัวเองอยู่อย่างนั้น

“หนูก็รักแม่ค่ะ แม่คะษาไม่อยากได้เงินษาอยากได้แม่ของษากลับไปอยู่ด้วยกัน เงินไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับษาเลยสักนิดนะคะแม่ แม่กลับบ้านไปอยู่กับษานะคะษาจะทำงานเลี้ยงแม่เองแม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป นะคะแม่” แสงอุษากอดตอบผู้เป็นแม่ของเธอเอง แต่แม่ของพี่ษาก็ไม่ได้ตอบรับคำของร้องจากพี่ษา

ฉันมองภาพของสองแม่ลูกกอดกันฉันเองก็กอดแม่ของฉันไปด้วย ฉันรู้ว่าพี่ษาอยากกอดแม่ของเธอมากแค่ไหน และฉันก็รู้ว่าอ้อมกอดของใครก็ไม่อบอุ่นเท่าอ้อมกอดของแม่ตัวเอง ไม่ว่าจะเหนื่อยมาจากไหนเมื่อได้กอดแม่ฉันรู้สึกว่าความเหนื่อยความอ่อนล้าที่มีมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด

กลิ่นของแม่เป็นกลิ่นที่ฉันคุ้นเคยที่สุดมากกว่ากลิ่นไหนๆ ฉันรู้ดี เพราะเมื่อตอนที่แม่ไม่อยู่บ้านฉันแอบไปเอาหมอนที่แม่หนุนนอนมากอดนอนที่บ้านของฉันเสมอ แม่มักจะบ่นว่าฉันติดผ้าห่มติดหมอนข้างหรือติดอะไรก็ตามแต่ที่แม่จะว่าสิ่งของนั้นเป็นขี้เป็ด เป็นน้องมอมแมมแต่สิ่งที่ฉันติดและโหยหาเมื่อยามที่อ่อนล้าก็คือกลิ่นของแม่

ฉันยังจำวันที่ตัวเองต้องนอนไม่สบายเพราะผ่าตัดใส้ติ่งได้เป็นอย่างดี แม่มาลูบหัวฉันไปมาและกล่อมให้ฉันนอน มันเป็นวันที่ฉันจะไม่มีวันลืมว่าแม่รักและห่วงใยฉันมากมายเพียงใด แม่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะเฝ้าฉัน ฉันตื่นขึ้นมาตอนไหนก็ยังเห็นแม่นั่งอยู่ข้างๆ

พี่ษาเองก็คงเป็นเช่นเดียวกับฉัน พี่ษาที่แม่ของเธอจากเธอไปตั้งแต่เธอยังอยู่ในวัยที่ต้องการการปกป้องจากอ้อมกอดของแม่ ฉันไม่รู้ว่าพี่ษาเข้มแข็งแบบนี้ได้อย่างไร หากเป็นฉันฉันก็คงร้องไห้ทุกวันร้องจนไม่เป็นอันทำอะไร

แต่พี่ษาเอาความเปลี่ยวเหงาของเธอมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองลุกขึ้นสู้ และตั้งใจเรียนโดยหวังว่าสักวันหนึ่งแม่ที่จากไปไกลแสนไกลของเธอจะเห็นว่าลูกคนหนึ่งของแม่ทำตัวเป็นลูกที่ดี ตั้งใจเรียนและเพื่อให้แม่ได้ภาคภูมิใจในตัวเธอในวันที่แม่หวนคืนกลับมายังบ้านของเธอ

กว่าพวกเราจะกลับออกมาจากร้านอาหารของแม่พี่ษาก็เกือบจะเที่ยงคืน แม่พี่ษารีบมาส่งพวกเรากลับโรงแรมและก็รีบกลับไปดูงานที่ร้านอีกครั้ง พี่ษามีท่าทางที่เปลี่ยนไปจากเดิม ดูเธอเศร้าๆ ไม่พูดไม่จาไม่เล่น จากที่พี่ษาเคยเป็นคนเงียบอยู่แล้วเธอก็ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่

ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเศร้าของพี่ษาที่ส่งออกมาจากท่าทางและดวงตาคู่นั้นของเธอ ถึงฉันจะพยายามล้อเล่นหรือแกล้งเธอให้คลายเศร้าอย่างไรก็ไม่เป็นผล

จากทุกคืนที่ฉันกับพี่ษาเคยนอนกอดกันแต่คืนนี้พี่ษานอนหันหลังให้ฉัน ตัวพี่ษาสั่นเพราะอาการสะอื้นอยู่ตลอดเวลา แรกๆ ฉันก็คิดว่าเธอนอนสะดุ้ง แต่เมื่อห้องอยู่ในความเงียบฉันจึงได้รู้ว่าพี่ษานอนร้องไห้

ฉันสอดแขนไปใต้หมอนของพี่ษาและเลื่อนตัวเองเข้าไปใกล้พี่ษามากกว่าเดิม ตัดสินใจกอดเธอจากด้านหลัง เมื่อพี่ษารู้ว่าฉันกอดเธอ เธอก็เริ่มสะอื้นไห้มากยิ่งขึ้น

“ร้องไห้เถอะพี่ษาไม่ต้องกลั้นเอาไว้ ร้องไห้กับอาให้พอแล้วพรุ่งนี้พี่จะได้ไม่ต้องร้องไห้อีก” ฉันกอดกระชับพี่ษาแน่นกว่าเดิม ส่งผ่านความรักและความปรารถนาดีของฉันที่มีให้เธอไปกับอ้อมกอดของฉัน ไม่มีเสียงตอบรับจากพี่ษายังคงมีแต่อาการสะอื้นอย่างต่อเนื่องของเธอ

ฉันคงทำได้เพียงเท่านี้เพราะฉันรู้ดีว่าอ้อมกอดของฉันไม่สามารถแทนอ้อมกอดของแม่พี่ษาได้เลยสักนิดเดียว คืนสุดท้ายที่สวีเดนเราสองคนแทบไม่ได้นอน ฉันลุกขึ้นมาเปิดม่านและมองออกไปบนฟ้า อ้อนวอนขอให้เทวดาปกป้องดูแลคนที่ฉันรักทุกคน รวมถึงพี่ภาที่อยู่ใต้ฟ้าเดียวกันในแผ่นดินเดียวกัน แต่มันชั่งห่างไกลเหลือเกิน

...............................

“อาถ้าพี่เจอแม่พี่อาจจะอยู่ต่อที่สวีเดนแล้วกลับเมืองไทยพร้อมภาก็ได้นะ”

“อาถ้าแม่พี่เจอพี่แม่ต้องดีใจมากๆ แน่เลย”

“อาถ้าพี่เจอแม่พี่จะนอนกอดแม่ทุกวันให้หายคิดถึง อารู้ไหมเวลาที่โรงเรียนมีงานวันแม่ทีไรพี่ไม่อยากไปเลยสักครั้ง พี่ไม่ไปโรงเรียนลาป่วยปวดหัวตัวร้อนทุกครั้ง พี่อยากกราบที่ตักแม่ พี่อยากกอดแม่ พี่อยากหอมแก้มแม่โอ๊ยพี่ทนไม่ได้แล้วตื่นเต้นจังเลยที่จะได้เจอแม่”

ฉันยังจำคำพูดของพี่ษาที่พูดกับฉันในวันที่เธอรู้ว่าเธอจะได้เจอแม่ของเธอได้ทุกคำ เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาเก็บกระเป๋าพยายามไม่ส่งเสียงให้พี่ษาที่พึ่งนอนหลับไปไม่นานนักได้ยินเสียงกุ๊กกั๊กที่ฉันเก็บของลงกระเป๋า

ฉันเข้าไปอาบน้ำอย่างลวกๆ ด้วยความหนาวเย็นของอากาศแม้จะอยู่ในเดือนเมษายนแต่ก็ไม่ได้มีอุณหภูมิที่ร้อนมากเท่าไรนัก

ฉันปิดม่านลงเมื่อแสงแดดส่องผ่านเข้ามาในห้องและมันจะแยงตาเธอที่กำลังนอนหลับและสะดุ้งเป็นระยะๆ แดดที่นี่เหมือนแดดปลอมๆ สว่างแต่ไม่ร้อน แสงแสบตาแต่ไม่มีความอบอุ่นหรือว่ายังไม่ถึงฤดูร้อนของที่นี่ก็อาจเป็นได้

ฉันก็เลยเข้าใจว่าทำไมฝรั่งถึงได้ชอบนอนอาบแดดและชอบที่จะเปิดเผยร่างกายให้แสงแดดได้ลามเลียผิวกายไปทุกส่วน ก็เพราะแดดที่บ้านเมืองของเขาไม่มีความร้อนแรง ไม่สามารถแผดเผาอะไรได้

ฉันไม่อยากจะนึกว่าเมื่อยามที่มีหิมะตกท่วมไปทั้งเมืองให้ขาวโพลนไปหมดมันจะเป็นอย่างไร ถือว่านี่เป็นโชคดีของคนเมืองร้อนแบบฉันหรือเปล่าที่ไม่ได้เจอกับอากาศหนาวๆ จนเป็นน้ำแข็งแบบนั้น แต่ก็น่าเสียดายที่อุตส่าห์เดินทางมาถึงถิ่นหิมะแต่ไม่ได้เห็นหิมะ แต่ก็ไม่เป็นไรฉันได้จับน้ำแข็งที่สวิสมาแล้ว ไม่ได้เห็นหิมะก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน

สวีเดนเป็นเมืองของซานต้า ถ้าซานต้ามีจริงๆ ก็ดีสินะ ฉันจะขอพรซานต้าที่ขี่กวางเรนเดียร์ว่าขอให้ปีนี้พี่ษาได้อยู่กับแม่ของเธอในวันคริสต์มาสที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนนี้

พี่ษาขยับตัวจะลูกขึ้นจากเตียงทำให้ฉันที่ยืนมองดูแดดนอกห้องหันไปมองเธอ

“ตื่นแล้วเหรอพี่ษา”

“อืม” พี่ษาลุกขึ้นเข้าห้องน้ำและอาบน้ำ โดยไม่ได้พูดกับฉันสักคำ

เมื่อลงไปข้างล่างก็เห็นพ่อกับแม่รอเราสอคนอยู่ที่หน้าโรงแรมเพื่อที่จะไปหาอะไรกินกันที่ตลาดใกล้ๆ กับโรงแรมที่เราพัก ตลาดแห่งนี้มีอาหารทั้งสดและอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว ราคาไม่แพงมาก ก็ราวๆ ร้อยบาทไทย ขนาดว่าค่าเงินของที่นี่ไม่แพงมากก็ยังแพงอยู่ดีกับการที่ต้องใช้เงินไทยมาซื้ออาหารที่นี่ ฉันซื้อไปก็คูณเลขไปด้วย อาหารจืดๆ เค็มๆ ไม่ได้ถูกปากฉันเลยสักนิดเดียว

สิ่งที่ฉันหมายตาไว้ว่าจะต้องซื้อกลับตอนถึงสนามบินก็คือช็อกโกแลตมากมาย ฉันเป็นคนที่ชอบกินช็อกโกแลตมากที่สุด และเมื่อเห็นก็ซื้อมาจนเงินที่พ่อให้ฉันพกติดตัวหมดลงไปอย่างง่ายดาย

กระเป๋าเดินทางของฉันครึ่งหนึ่งที่ว่างอยู่เต็มไปด้วยช็อกโกแลตหลากหลายรสชาติ ราคาไม่แพงเท่าที่บ้านเราขาย ถูกกว่าเกินครึ่ง ฉันจึงตัดสินใจซื้อกลับมาตุนไว้กับตัวโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

เมื่อเรากลับมาที่โรงแรมพี่จิมกับพี่ภาก็มารอเราแล้วพ่อจัดการไปจ่ายค่าห้องพักและก็พาพวกเราขึ้นรถของพี่จิมที่พาเราไปยังสนามบินออลันดาเตรียมตัวกลับบ้านของเรา และพ่อให้เราเอาเสื้อกันหนาวออกมาถือไว้เองจะได้มีเนื้อที่ในกระเป๋าสำหรับใส่ของที่พี่ภาเอามาแต่มันก็เยอะไปหมด กว่าจะเก็บของได้พวกเราก็เหมือนบ้าหอบฟาง

“พี่ภาเป็นแฟนกับพี่จิมจริงๆ เหรอ” ฉันพูดกับพี่ภาเมื่อเราสองคนได้นั่งคุยกันระหว่างรอที่จะตรวจตั๋วและโหลดกระเป๋า

“ก็ไม่เชิงเรายังดูๆ กันอยู่” พี่ภาตอบเลี่ยงๆ

“แต่อาไม่อยากมีพี่เขยเป็นฝรั่ง”

“ถ้าเลือกได้พี่ก็ไม่อยากมีน้องสะใภ้เหมือนกัน”

ฉันนั่งอึ้งกับคำพูดของพี่ภาและก็ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากของเราสองคนพี่น้องอีก จนพ่อมาเรียกเราให้ไปเช็คตั๋วเดินทาง พี่ษามองแล้วมองอีกกับประตูทางเข้าของสนามบิน ชะเง้อจนคอยาว

“ษารอก่อนก็ได้แค่ไปเช็คตั๋วเท่านั้นเอง” แม่ของฉันบอกกับพี่ษาแม่คงรู้ว่าพี่ษารออะไร

ฉันกับพี่ภาช่วยกันเข็นรถที่ใส่กระเป๋ามาที่เช็คตั๋ว กระเป๋าเดินทางของพวกเรางอกได้ เพราะมีกระเป๋าของพี่ภาเพิ่มมาอีกสี่ใบและในนั้นก็หนักอึ้งพี่ภาคงเอาหนังสือฝากพวกเรากลับไป ส่วนของอื่นๆ พี่ภาคงจะเอากลับไปเอง

จนทางสนามบินขึ้นเตือนเป็นครั้งสุดท้ายให้พวกเราเข้าไปขึ้นเครื่องพี่ษาดูจะเศร้ามากกว่าเมื่อวานอีกหลายเท่า

“ภาถ้าได้เจอแม่เราอีกครั้งฝากบอกแม่ด้วยว่าเราขอบคุณที่ให้เราเกิดมาบนโลกใบนี้เราจะไม่ลืมพระคุณของท่านไปตลอดชีวิต” พี่ษาฝากคำพูดไปบอกยังแม่ของเธอกับพี่ภา

“ได้ษาเราจะบอกแม่ของษาให้ษากลับไปเถอะใช้ชีวิตให้ปกติให้เหมือนเดิม อะไรที่มันเจ็บช้ำน้ำใจก็อย่าเก็บมันไว้ ปล่อยวางเถอะนะษาเชื่อเรา” เพื่อนรักสองคนกอดกันอวภาส์ไม่อยากจะบอกสิ่งที่เธอได้รับรู้เรื่องของแม่แสงอุษาจากคำบอกเล่าของจิมให้กับเพื่อนได้รับรู้

“แม่ของเพื่อนยูเป็นภรรยาของพวกมาเฟียที่นี่ ดูเหมือนว่าจะช่วยแม่เพื่อนของยูมาจากซ่องของพวกเวียดนามแต่ไอไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าเพราะไอก็ฟังมาจากเพื่อนของไออีกที”

สิ่งที่อวภาส์ได้รับรู้จากปากของจิมเธอไม่มีทางที่จะบอกต่อให้กับเพื่อนของเธอได้รับรู้ ในเมื่อแสงอุษาไม่รู้ ก็คือไม่รู้จะดีกว่ารู้ รู้ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ เรื่องมันเกิดไปแล้วไม่มีทางแก้ไขอะไรได้

ถึงต่อให้เพื่อนของเธอรับรู้เรื่องราวที่ผ่านมาของแม่ตนเองก็ไม่ได้ทำให้เรื่องดีขึ้น มีแต่แสงอุษาเท่านั้นที่จะจมปลักอยู่กับความทุกข์ อวภาส์รู้ดีว่าการที่แม่ของแสงอุษาต้องถูกขายให้กับมาเฟียก็เพราะความที่ต้องการหาเงินเก็บไว้ให้กับลูกสาวของตัวเอง และก็มีคนที่หากินกับการอยากได้ใคร่ดีของคนเหล่านี้ ทำนาบนหลังคน ไม่ว่าบ้านเมืองไหนก็มีคนแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้น

อวภาส์กราบที่อกของพ่อและแม่

“ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก” พ่อบอกกับพี่ภา

“อย่าทำตัวเหลวไหลก่อนวัยอันควรล่ะภา” แม่เตือนพี่ภาอีกครั้ง

“รับรองแม่ภาไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวแน่ๆ ถ้าเมื่อไหร่ภารู้ตัวภาจะหนีบเข่าไว้ให้แน่นเลยแม่รับรองได้อิอิ” พี่ภาพูดเล่นกับแม่และก็โดนแม่ตีแรงๆ ไปที่ไหล่ของพี่ภาหนึ่งทีจนพี่ภาต้องลูบไหล่ของตัวเองปอยๆ

ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหนีบเข่าให้แน่นๆ หันไปมองหน้าพี่ภาแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบเพราะพี่ภาเดินไปหาพี่ษา

“รักษาตัวดีๆ นะษา อาดูแลษาดีๆ ล่ะ อย่าให้ร้องไห้อีกนะพี่เป็นห่วงเพื่อนพี่รู้ไหม”

“รู้แล้วน่าพี่ภาไม่ต้องพูดมากก็ได้อาจะดูแลพี่ษาอย่างดีพี่ภาไม่ต้องห่วงหรอก พี่ภาก็ดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน” ฉันกอดพี่ภาและพี่ภาก็กอดฉันก่อนที่ฉันจะเดินจูงมือพี่ษาเข้าไปด้านใน

การเดินทางข้ามน้ำทะเลครั้งแรกกับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สนุกในวันแรกๆ และจบลงด้วยน้ำตาแห่งการจากลาก็ได้หมดเวลาลง

จากนี้ต่อไปก็คือการเผชิญโลกแห่งความจริง แม้ว่าโลกจะโหดร้ายเพียงใด หากเรายังมีกำลังใจที่จะต่อสู้และไม่หมดกำลังใจไปเสียก่อน โลกนี้ยังมีอะไรมากมายให้เราให้เรียนรู้และแสวงหา

ระหว่างการเดินทางกลับฉันยกม่านหน้าต่างที่ปิดไว้ให้เปิดออกดูวิวที่ฉันล่องลอยอยู่เหนือเมฆ ฉันยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปของพวกเราที่นั่งเรียงกันอยู่และขอร้องให้พี่แอร์ถ่ายรูปให้พวกเราเป็นที่ระลึกในการเดินทางครั้งนี้

อาคิรากลับเมืองไทย มาแบบเหนือแมฆด้วยนะขอบอก ชิช๊ะ

... จบบทที่ ๓๑ ...




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2551 23:25:45 น.
Counter : 198 Pageviews.  

เรื่องแนวยูริ : อรุณรุ่้งในดวงใจ บทที่ ๓๐

บทที่ ๓๐ ๗.๔๕ น.

กีฬาสีของโรงเรียนใหม่เริ่มต้นขึ้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ฉันได้มีโอกาสที่จะได้ดูการแข่งขันกีฬาของที่โรงเรียนแห่งนี้ ที่นี่ไม่ได้จัดให้ห้องใดห้องหนึ่งเป็นสีใดสีหนึ่ง แต่ให้จัดนักเรียนตามเลขท้ายของเลขประจำตัวนักเรียน ดังนั้นโรงเรียนของพวกเราจึงมีถึงสิบสีด้วยกัน

แต่การแข่งขันก็ยังแบ่งไปตามระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย แบ่งเป็นชายกับหญิง ฉันไม่ได้เล่นกีฬาอะไรเลยเหมือนเช่นที่ผ่านมา ก็มีเพื่อนๆ ในห้องที่เป็นนักกีฬาอยู่บ้างโดยเฉพาะพวกผู้ชาย แม้ว่าจะมีอยู่น้อยนิดในห้องแต่ก็เล่นกันแทบทุกคน

ใครที่ดูหวานๆ หน่อยก็ไปเล่นวอลเล่บอล ใครที่ดูแข็งแรงก็ไปเล่นบาสกับฟุตบอล ส่วนผู้หญิงก็มีกีฬาปิงปองกับวิ่ง มีไม่กี่คนหรอกค่ะ เพราะห้องของฉันไม่ค่อยจะทำกิจกรรมอะไร แต่หากเป็นงานแข่งขันทางด้านวิชาการห้องของฉันจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกว่าห้องอื่นๆ

สุภนัยดูจะเป็นคนเด่นคนดังในเรื่องกีฬาของห้องฉัน เพราะสุภนัยเป็นตัวทำคะแนนและตัวเด่นของห้องฉัน ส่วนขวัญหทัยปีนี้เธอได้นั่งรถของสีถ้าเป็นงานลอยกระทงที่ผ่านมาขวัญหทัยอาจจะได้เป็นนางนพมาศไปแล้วก็ได้ โชคดีที่ฉันกับขวัญหทัยได้อยู่สีเดียวกัน แถมยังพ่วงสุภนัยและนัยนามาด้วย การเข้าสีของฉันก็เลยไม่ขาดสีสันไปมากเท่าไรนัก

ฉันโดนจับให้ไปเป็น Staff ของสีในกลุ่มชั้นมอสี่ ไม่แปลกอะไรที่ฉันจะโดนเพราะฉันเป็นเด็กใหม่ถูกชักจูงได้ง่ายๆ ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่มานานมีวิธีหลบเลี่ยงกันได้ง่ายๆ เรื่องเป็นตัวแทนมันไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมายก็เพียงแค่เป็นคนเก็บเงินเพื่อนๆ คนละห้าบาทมาเป็นทุนในการตบแต่งรถสีและเอามาใช้เป็นค่าเครื่องตบแต่งอัฒจรรย์ของสีเพื่อเข้าร่วมประกวดก็เท่านั้น

ฉันไปช่วยเพื่อนๆ ห้องอื่นที่อยู่สีเดียวกันตกแต่งรถสีของพวกเรา และก็ได้รู้จักกับรุ่นพี่อีกหลายๆ คน ที่เป็นเพื่อนกับพี่ษา เพราะพี่ษามาช่วยงานฉันด้วย กว่าจะแต่งรถเสร็จพวกเราก็เหนื่อยกันไปตามๆ กัน เสื้อ Staff ก็มีเพื่อนๆ และรุ่นพี่บางคนที่เก็งทำ Silk screen ช่วยทำให้กับพวกเรา และเราก็เอามาบล๊อคมานั่งปาดสีลงไปบนเสื้อกีฬาสีของพวกเราเอง ทั้งที่แขนเสื้อและที่ด้านหลังของเสื้อ

ฝีมือของพวกเราไม่ได้ดีเริดแต่ก็พอใช้ได้ อย่างน้อยก็มีความแตกต่างกันของพวก Staff กับคนที่ไม่ได้เป็น Staff ก็แล้วกัน

การแข่งขันรอบคัดเลือกในกีฬาชนิดต่างๆ ผ่านพ้นไปแล้วในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแข่งขันจริงๆ ของพวกเราและจะเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขันกีฬาสีของเด็กๆ ในโรงเรียน ขวัญหทัยตามติดไปเชียร์สุภนัยแข่งทุกนัด ชนะบ้างแพ้บ้างก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ฉันเห็นการเอาใจใส่ของขวัญหทัยกับสุภนัยแล้วก็คิดว่าสองคนนี้คงจะต้องเป็นแฟนกันในสักวัน
รถสีของพวกเรามีการประดับประดาเป็นสวนหย่อมทำน้ำตกไหลผ่านลงมาจากหน้าผาน้อยๆ ที่เราเอาปั๊มตัวเล็กๆ ไปติดไว้ มีแอ่งน้ำ มีนกกระยางที่ฉันแอบหยิบมาจากสวนหน้าบ้านของพี่ประธานสีมาประดับอยู่ข้างๆ มีขวัญหทัยนั่งเป็นนางเงือกน้อยอยู่บนโขดหินที่อยู่ด้านหน้าของน้ำตก

แต่นางเงือกของพวกฉันไม่ได้โป๊ด้านบนแบบนางเงือกทั่วไป เพราะพวกเราให้ขวัญหทัยใส่เสื้อสีขาวรัดรูปแขนยาว ทาตัวขวัญหทัยที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อด้วยสีขาวทั้งตัว และนั่นหมายถึงน้องๆ และพี่ๆ ที่นั่งรวมเป็นนางเงือกน้อยกับขวัญหทัยด้วย

รถของเราก็เลยกลายเป็นรถที่น่าขบขันมากกว่าที่จะตบแต่งแบบสวยงาม ขบวนเริ่มจากบริเวณสนามของโรงเรียนแล้วก็เดินวนรอบเวียงรอบเล็กๆ หนึ่งรอบก่อนที่จะมาจบในสนามของโรงเรียนเช่นเดิม เด็กๆ เป็นลมกันก็มาก

ฉันที่เป็น Staff สีที่ดีก็ต้องคอยช่วยดูแลน้องๆ ที่เดินอยู่ในแถวให้ได้รับความสะดวกสบายที่สุด ฉันยังคิดในใจเลยว่าก็ดีกว่าแบกเครื่องดนตรีและเป่าไปเรื่อยๆ แบบเมื่อก่อนตั้งเยอะ เดินแค่นี้ไม่เท่าไรหรอกน้องเอ๊ย พี่เคยมาแล้วหายใจหายคอไม่เคยออกเลยน้องอดทนอีกนิดเถอะ

แต่กว่าจะจบกระบวนความทุกคนก็แทบแย่ กว่าประธานจะเปิดพิธีเสร็จเด็กๆ ก็อ่วม ทำไมน้อการเปิดพิธีอะไรสักอย่างมันถึงได้เยิ่นเย้อ พูดมากกันอยู่ได้ไม่รู้เลยเหรอว่าที่พวกคุณๆ นั่งสบายๆ กันอยู่ มีเด็กอีกกี่ร้อยชีวิตที่ต้องเหนื่อยเพราะการเดินตากแดด เหนื่อยเพราะการยืนจนเมื่อยและเหนื่อยเพราะต้องมาทนฟังคุณๆ เหล่านั้นพูดพล่ามไปเรื่อยๆ

ฉันยังเคยพูดเล่นกับเพื่อนเมื่อสมัยที่ฉันยังเป็นวงโยฯ อยู่ว่าเมื่อไหร่พวกประธานจะสำลักน้ำลายตัวเองตายไปสักที น้ำสักหยดก็ไม่มีให้ดื่ม แถมยังต้องเดินและยืนตากแดดอีกตั้งหลายชั่วโมงเพื่อรอให้ประธานเปิดพิธีที่เย่นเย้อยาวนานอีก เหนื่อยนะขอบอกไม่ใช่ไม่เหนื่อยเฟ้ย

คนเรานี่ก็แปลกนะคะดูแลแต่คนใหญ่คนโตไม่เคยสนใจเด็กๆ เล็กๆ แบบพวกฉัน เห็นพวกฉันเป็นหุ่นยนต์หรืออย่างไร ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฉันไม่สนใจหรอกคะว่าแถวของฉันมันจะไม่เป็นระเบียบ ฉันกับพี่ษาช่วยกันแบกกระติกน้ำใบโตและแก้วน้ำพลาสติกอีกหลายใบเดินแจกจ่ายน้องๆ ที่ยืนหน้าซีดหน้าเหลือง ให้ได้คลายร้อนปล่อยให้ประธานพล่ามต่อไป

ฉันอดขำไม่ได้ที่เห็นประธานยืนเหงื่อไหลเต็มใบหน้าและเต็มหัวเหม่งที่เกือบจะล้านของเขา ก็เพราะว่ามันร้อนขนาดนี้ยังพูดอะไรก็ไม่รู้ไปเรื่อยเปื่อยอย่าหวังเลยว่าฉันจะสนใจประธานฉันสนใจน้องๆ ในสีของฉันมากกว่า หลังจากให้น้องดื่มน้ำแล้วก็แจกลูกอมให้ไปอีกคนละหลายๆ เม็ด เผื่อน้องจะอยากได้น้ำตาลไปหล่อเลี้ยงบ้าง

สรุปว่าพาเหรดสีน้ำเงินแต่ทุกคนลิ้นแดงกันเป็นแถว อะไม่เห็นแปลกอะไรเลยถ้าน้ำเงินจะเจือแดงบ้างจริงไหมจ๊ะ

เสร็จพิธีทุกคนก็มารวมตัวกันที่อัฒจรรย์ส่งเสียงร้องเพลงไปเรื่อยๆ โชคยังดีที่น้องที่นั่งบนอัฒจรรย์กับน้องๆ ที่เดินในขบวนไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน ดังนั้นก็เลยไม่ต้องมาทำงานสองเด้งแบบที่พวก Staff อย่างพวกฉันต้องทำ

พี่ษาแม้ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนของฉันเธอก็คอยช่วยเหลือฉันทำงานทุกอย่างราวกับว่าเธอเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับฉัน ฉันรู้ว่ามันผิดกฎของโรงเรียนที่เอาคนนอกมาช่วยงานแต่จะทำอย่างไรได้ก็เพราะว่าเพื่อนๆ ฉันที่อยู่สีเดียวกันไม่ใครมีน้ำใจที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเลยสักนิด แถมวันนี้ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้เห็นหน้าเพื่อนๆ ร่วมห้องบางคนที่อยู่สีเดียวกับฉันเลยด้วยซ้ำไป

ฉันไม่ได้บ่นอะไรใดๆ ให้ใครฟังหรอกค่ะก็แค่รู้ซึ้งในน้ำใจของเพื่อนๆ ก็แค่นั้นเอง

“เหนื่อยไหมอา” พี่ษาถามฉันที่มานั่งหลบอยู่หลังอัฒจรรย์ของสี

“ไม่เหนื่อยหรอกพี่ษาเรื่องแค่นี้จิ๊บๆ” ฉันตอบแต่ก็เหงื่อแตกไปทั่วทั้งตัว เพราะความร้อนที่แผดเผาตั้งแต่เช้า พี่ษาเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อให้ฉันและยื่นขวดยาดมกลิ่นเดิมที่เธอเคยใช้เป็นประจำให้ฉัน ฉันรับมาพร้อมกับรอยยิ้ม

“ขอบคุณคะพี่แล้วพี่ล่ะเหนื่อยมากไหม”

“พี่ไม่ได้เหนื่อยอะไรนี่นิดๆ หน่อยๆ แล้วนี่น้องๆ ได้ข้าวกล่องกินตอนเที่ยงกันหรือยัง” พี่ษาถามฉันเรื่องข้าวกล่องที่ยังไม่เห็นวี่แวว

“เออจริงสินี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วทำไมไม่มีใครเอาข้าวมาส่ง” ฉันรีบเดินไปถามพี่ประธานสีที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดการเรื่องต่างๆ ภายในสี

“พี่คะแล้วข้าวของน้องๆ ล่ะพี่”

“เออนั่นสิมีใครไปเอามาหรือยัง” พี่ประธานถามฉันกลับ แล้วงานนี้ฉันจะไปถามใครเล่า

“อ้าวแล้วกันอามาถามพี่ไม่ได้ให้พี่มาถามอา”

“เอ๊าก็พี่ไม่รู้นี่หว่าใครทำสเบียงล่ะพี่ไม่ได้ดูเรื่องอาหารมัวแต่ยุ่งเรื่องอื่นอยู่ แล้วคราวนี้ทำไงล่ะ เฮ้ยไอ้ตั้วใครดูเรื่องข้าวกลางวันวะ” พี่ประธานหันไปถามเพื่อนอีกคนของเขา งานนี้ตายแน่ๆ ถ้าน้องๆ ไม่มีข้าวกินโลกต้องระเบิดชัวร์

แต่ถือว่ายังโชคดีที่อีกไม่นานพี่ๆ ที่ดูแลเรื่องอาหารก็ช่วยกันแบกข้าวกล่องเข้ามาให้พวกเรา ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก และชักชวนพี่ษาออกมาหาอะไรกินที่โรงอาหารที่ยังพอมีแม่ค้ามาขายอาหารอยู่บ้างสองสามเจ้า ฉันไม่อยากไปแย่งข้าวของน้องๆ กิน

อีกอย่างฉันเข็ดกระผัดกระเพรารสชาติเผ็ดๆ ของแถมสียังชอบสั่งกับข้าวสิ้นคิด ไม่ผัดกะเพราราดข้าวโป๊ะไข่ดาว ข้าวผัดสารพัดชนิด หรือไม่ก็ผัดผักรวมมิตรราดข้าว มันดูน่าเบื่อเอามากๆ ที่จะต้องมากินกับข้าวจำเจแบบที่เคยๆ กินอยู่เป็นประจำในกล่องที่ชุ่มโชกไปด้วยไอน้ำ และข้าวแฉะๆ แถมบางครั้งยังเปื้อนไข่ดาวที่แตกๆ เต็มกล่องหรือไม่ก็น้ำปลาที่เลอะอยู่ข้างๆ กล่องอีกเล่นเอาเหม็นไปทั้งมือ

จะว่าฉันเรื่องมากก็คงจะใช่ถึงแม้ฉันจะเป็นคนงกนิดหน่อยแต่ฉันก็เลือกที่จะทำอะไรแบบที่สบายๆ มากกว่า ถึงกินไปก็เท่านั้นไม่ได้มีความอร่อยแค่ข้าวไม่กี่สตางค์ให้น้องๆ กินไปดีกว่า เพราะเหมือนจะเจริญอาหารเพราะใช้แรงใช้เสียงเชียร์กันอยู่ตลอดเวลาให้น้องๆ เหล่านั้นได้เบิ้ลกันคนละกล่องสองกล่อง

“ทำไมไม่กินข้าวที่สีแจกล่ะอามากินข้าวที่โรงอาหารทำไม” ขวัญหทัยถามฉันทันทีที่เห็นฉันนั่งกินข้าวอยู่กับพี่ษาที่โรงอาหาร

“ขี้เกียจไปแย่งข้าวน้องๆ เดี๋ยวไม่พอกินแล้วขวัญกับเป้อล่ะมากินที่โรงอาหารทำไม” ฉันถามกลับขวัญหทัยไปบ้าง

“ขี้เกียจไปแย่งน้องเหมือนกันกำลังกินกำลังนอนน้องบางคนกินตั้งสองกล่องแน่ะ” ขวัญหทัยตอบฉัน

“อากินอะไร” สุภนัยถามฉันเพราะอาหารของฉันหมดไปแล้ว

“สุกี้แห้งทะเล”

“เหรอดีๆ ก๊อปเมนูเลยแล้วกันขวัญเอาด้วยหรือเปล่า” สุภนัยหันไปถามขวัญหทัย

“ก็ดีหิวตาจะลายอยู่แล้วตอนนี้ไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากน้ำกับลูกอมที่อาเอามาให้” ขวัญหทัยหันไปตอบสุภนัย

“นี่นายเป้อนายจะไม่คิดอะไรเลยใช่ไหมนี่ ลอกตั้งแต่การบ้าน ข้อสอบยันเมนูอาหาร” ฉันบ่นสุภนัย

ส่วนสุภนัยได้แต่ยิ้มแหยๆ และรีบเดินไปสั่งอาหาร ขวัญหทัยเองก็เดินไปซื้อน้ำหวานกลับมานั่งรออาหารตามสั่งจากป้าร้านประจำที่พวกเราสั่งกินกันเสมอๆ

“แล้วนี่นาหายไปไหน” ขวัญหทัยถามฉันเพราะปกตินัยนาจะติดฉันแจเป็นฝาแฝดอินจัน

“สงสัยไปกับพี่วัฒน์มั๊งไม่รู้สิวันนี้เราเห็นนาแค่ตอนที่อยู่ในสนามแค่นั้นเอง” ฉันตอบไปเพราะไม่รู้จริงๆ เพราะหลังจากที่ฉันเข้าประชุมสีคราวก่อนนัยนากับพี่สุวัฒน์ที่ต้องทำงานด้วยกันบ่อยๆ ก็ติดกันแจเป็นเงาตามตัว

“เหรอคงงั้นมั๊งเราเองก็ไม่เห็นเหมือนกันมัวแต่ไปดูเป้อแข่งบาส”

“แล้วเป็นไงชนะไหม” พี่ษาที่กินสุกี้แห้งหมดไปแล้วก็ถามขวัญหทัย

“ชนะพี่แต่กว่าจะชนะก็เล่นเอาคนเชียร์หืดขึ้นคอ”

“ฮ่าๆๆ เพื่อนขนาดนั้นเลยเหรอ” ฉันขำที่ขวัญหทัยพูด เพราะเท่าที่ผ่านมาขวัญหทัยไม่เคยจะไปเชียร์อะไรที่ติดขอบสนามแบบครั้งนี้มาก่อน

“ก็ใช่สิเหนื่อยแทบตายหัวใจแทบจะวายตาย”

“เป็นเอามากเว่ยเพื่อนเรา” ฉันบ่นไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็หยุดบ่นเพราะสุภนัยถือจานสุกี้แห้งควันฉุยกลับมาที่โต๊ะที่ฉันนั่งอยู่

ฉันสะกิดให้พี่ษาดูความเอื้ออาทรต่อกันและกันระหว่างสุภนัยกับขวัญหทัย ดูน่ารักตามที่ควรจะเป็น ดูเหมือนว่าสุภนัยจะมีใจให้กับขวัญหทัยเพื่อนของฉันแล้วสิท่า พี่ษาหันมายิ้มกับฉันเราสองคนยิ้มให้กันและกัน และนั่งมองสุภนัยกับขวัญหทัยกินสุกกี้ไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็มีเพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งที่เมื่อก่อนเคยชอบพอกับผู้หญิงด้วยกันและตอนนี้เธอก็หลุดพ้นไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

ฉันกับพี่ษาจะคอยตามดูความรักของเพื่อนไปเรื่อยๆ ตราบที่เพื่อนยังคงคบฉันเป็นเพื่อนก็แค่นั้น

..............

งานกีฬาสีผ่านไปด้วยดีรถสีที่พวกฉันทำได้รางวัลตลกขบขันอันดับที่สองและได้ถ้วยรวมเหรียญกีฬาเป็นที่สองอีกเช่นกัน แค่นี้ก็ทำให้พวกเราดีใจกันมากแล้ว แม้ไม่ได้เป็นที่หนึ่งแต่ก็ยังดีที่ได้ตั้งที่สอง พี่ประธานสีบอกพวกเราว่าจะมีงานเลี้ยงฉลองกันที่บ้านของพี่ประธานในเย็นวันนี้ให้ Staff ทุกคนไปร่วมฉลองกันที่บ้านของพี่ประธานสีด้วย

ขวัญหทัยมาชักชวนฉันกับพี่ษาให้ไปด้วยแต่เราสองคนปฏิเสธ

“ไม่ไปหรอกขวัญไปเถอะ”

“ทำไมล่ะอาไปสิเหนื่อยมาด้วยกันก็ต้องไปฉลองด้วยกันสิ”

“ไม่ดีกว่าเราจะสอบเทียบอีกแล้วเราจะกลับไปอ่านหนังสือดีกว่าแค่นี้เราก็สนุกมากๆ แล้วล่ะขวัญ ตัวไปสนุกกับพี่ๆ เค้าเถอะ อีกอย่างเราก็ไม่ได้ช่วยงานอะไรมากมายขอบใจนะขวัญเต็มที่เพื่อน” ฉันบอกกับขวัญหทัยและจูงมือพี่ษาเดินออกมาจากสนามฟุตบอลของโรงเรียน

งานวันนี้สนุกและเหนื่อยฉันที่ไม่เคยทำงานร่วมกับคนหมู่มากแบบนี้มาก่อนก็ได้ประสบการณ์ที่ดีไว้เป็นบทเรียนของชีวิตว่าครั้งหนึ่งก็เคยทำงานร่วมกิจกรรมกับคนในโรงเรียนแห่งใหม่ มีน้อยคนนักที่จะยอมทำงานที่ไม่ได้ค่าจ้างค่าออนอะไรแบบนี้

ไม่ได้เงินแต่ก็สร้างความสามัคคีกันในกลุ่มรุ่นพี่รุ่นน้องอย่างน้อยๆ รุ่นพี่ก็เคยเรียกชื่ออาคิราติดปากอยู่บ้าง ประสบการณ์ที่ไม่สอนที่ไหนในที่แห่งใด สิ่งที่ฉันได้มาจากการทำงานในครั้งนี้ก็คือมิตรภาพใหม่ๆ ของคนในโรงเรียน ได้รู้จักคนมากมายได้เห็นน้ำใจของคนที่ยังมีอยู่บนโลกใบนี้

และที่สำคัญได้เห็นคนที่ฉันรักช่วยเหลืองานฉันไม่มีคำบ่นสักคำออกมาจากปากของเธอ ไม่มีคำว่าไม่ทำไม่อยากทำ มีแต่ไปด้วยสิอา พี่อยากไปช่วย ฉันเคยคิดว่าหากวันใดสักวันฉันไม่มีพี่ษาอยู่ข้างกายแบบนี้ฉันคงเหงายิ่งกว่าเหงาและฉันก็คงจะคิดถึงเธอกมากๆ หากว่าพี่ษาต้องจากฉันไปไกลๆ แบบที่พี่ภาต้องไป

อาคิราจะอยู่คนเดียวโดยไม่มีหัวใจอยู่ด้วยได้หรือเปล่านะ ต้องคิดกันหน่อยแล้ว

.............

เทศกาลสอบก็โผล่มาเรื่อยๆ ฉันไปสอบเทียบวิชาสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอาทิตย์หน้าก็มีสอบ Pre Entrance ของบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำหนังสือพวกเตรียมสอบขาย ฉันสมัครไว้เพราะพี่ษาบอกว่าให้ลองสอบดูมันเป็นเหมือนการลองลงสนามของฉันและจะได้รู้ว่าเมื่อฉันจะต้องเลือกลงสอบ Entrance จริงๆ จะเลือกลงคณะอะไรดี เพราะมันก็คงคล้ายๆ กับที่ฉันจะไปสอบ

คะแนนจะถูกส่งกลับมาให้เราอีกไม่กี่สัปดห์หลังจากที่เราไปสอบและเราจะได้รู้ว่าคะแนนวิชาอะไรที่เราสอบได้น้อยจะได้เตรียมตัวอ่านในวิชานั้นๆ ให้ได้มากขึ้น หรือไม่ก็จะได้เตรียมทำคะแนนให้ดีในวิชาที่เราคิดว่าทำคะแนนได้ดีอยู่แล้วเพิ่มขึ้นไปอีก

พี่ษาสมัครสอบกับฉันด้วยเพราะเธอไม่ได้กลับไปที่เชียงใหม่ ดังนั้นเราก็เลยอ่านหนังสือด้วยกัน พวกฉันย้ายไปอ่านหนังสือใต้ถุนบ้านของแม่ฉัน พ่อทำกระดานดำไว้ให้พวกเราและเอาไม้ที่เหลือจากทำบ้านสีน้ำเงินมาต่อเป็นโต๊ะยาวๆ ที่มีเก้าอี้ติดไว้ด้วยสองตัว ให้พวกเราได้นั่งติววิชากันอย่างสบายๆ

จากที่เคยมีกันแค่สี่คนในตอนนี้ก็มีเพื่อนๆ ของฉันและของนัยนามาร่วมวงเรียนติวกันอีกสามสี่คน ดังนั้นวงก็เลยใหญ่ขึ้น แม่ฉันก็ใจดีทำกับข้าวให้พวกเรากินกันอยู่เรื่อยๆ คนที่ติวให้โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นพี่ษาเป็นตัวตั้งตัวตีในการหาโน่นนี่มาให้เราทำ ฉันว่าการทำแบบนี้ดีกว่าการไปเรียนพิเศษของครูเสียอีก แต่สำหรับคนอื่นๆ ฉันไม่รู้

ขวัญหทัยถึงกับลาออกจากการไปเรียนพิเศษกับครูที่ใครๆ ก็บอกว่าเก่งที่สุดและเข้าเรียนยากมากๆ เพราะที่จะเข้าไปเรียนนั้นเต็ม เธอมาให้พี่ษาติวให้แถมแม่ของขวัญหทัยก็มักจะหอบเอาขนมนมเนยมาแจกจ่ายพวกเราที่นั่งติวกันจนอิ่มกันทั่วหน้าอีกด้วย

พี่สาวของนัยนากลับมาที่บ้านและก็มาช่วยพี่ษาติวในบางวิชาที่พี่ษาไม่ถนัดเช่นภาษาไทยกับสังคม พี่อ้อนเก่งทางด้านภาษาเพราะพี่อ้อนเรียนศิลป์ภาษาที่โรงเรียนเตรียมอุดม พี่อ้อนมาช่วยเราติววิชาภาษาทั้งหมดที่เราต้องสอบ ส่วนพี่ษาก็สอนวิชาเลขให้กับพี่อ้อนไปด้วย

กลุ่มเล็กๆ ของเราเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการสอบไล่ปลายภาค พี่ษากลับไปสอบที่โรงเรียนของเธอ พี่อ้อนก็กลับไปกรุงเทพ ส่วนพวกฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาสอบในสิ่งที่พวกฉันเตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดี

ผลสอบเทียบของฉันออกมาแล้วสรุปว่าฉันสอบผ่าน ดูเหมือนว่าแม่จะดีใจมากกว่าพ่อเป็นไหนๆ แม่ขอบอกขอบใจพี่ษายกใหญ่ว่าพี่ษาทำให้ฉันสอบเทียบผ่าน ทั้งๆ ที่ฉันตั้งใจอ่านหนังสือมาโดยตลอดแต่แม่กลับไม่ได้ยกย่องว่าฉันเก่ง กลับไปบอกพี่ษาว่าพี่ษาเก่งที่สอนฉันให้สอบผ่าน เป็นงั้นไปแม่ฉัน

ผลสอบ Pre Entrance ของฉันออกมาว่าคะแนนของฉันมันช่างน้อยนิดไม่สามารถที่จะเรียนวิศวะหรือสถาปัตย์ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ พี่ษาบอกว่าวิชาที่ทำให้ฉันต้องคะแนนตกก็คือเคมีกับภาษาไทย ฉันก็เลยต้องอ่านเคมีมากกว่าเดิม และท่องจำภาษาไทยสังคมมากว่าที่เคยอ่านมา

พ่อบอกกับพวกฉันว่าหลังจากที่พวกฉันสอบ Entrance เสร็จเรียบร้อยแล้วพ่อจะพาพวกเรายกโขยงไปหาพี่ภาที่สวีเดน ทำให้ฉันกับพี่ษาตื่นเต้นมากๆ เพราะจะเป็นการเดินทางไปเมืองนอกไกลๆ ของพวกเราทุกคน แต่พ่อบอกว่าเราจะต้องไปกับทัวร์เพราะพ่อต้องไปกับเพื่อนนักเรียนที่เรียนเสธอะไรสักอย่างของพ่อมันได้ราคาที่ถูกกว่าไปซื้อทัวร์เอง และเราคงไม่ไปทำความลำบากให้กับ Fam ของพี่ภาที่โน่น

แม่เตรียมของฝากไปให้ Fam ของพี่ภาอีกเช่นเคย ฉันก็ช่วยแม่จัดเตรียมโน่นนี่ลงกระเป๋า จากนั้นฉันก็เตียมตัวไปสอบ Entrance ครั้งแรกในชีวิตที่เชียงใหม่ ตื่นเต้นแต่ก็ไม่แสดงออก อ่านหนังสือสอบเกือบทั้งวันในวันที่ว่างๆ และก็ไปสอบด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น ฉันเลือกคณะเรียงคะแนนเป็นอย่างดี โดยมีพี่ษาเป็นที่ปรึกษาที่ดีข้างๆ กายฉัน

หลังจากสอบเสร็จฉันไม่ได้รอฟังผลการสอบเพราะพ่อซื้อทัวร์ให้กับพวกเราเรียบร้อยแล้ว พ่อเป็นผู้ปกครองแทนพ่อของพี่ษาและรับรองพี่ษาในการของวีซ่าไปเที่ยวครั้งนี้ ฉันก็พึ่งจะรู้ว่าการไปเมืองนอกมันต้องขอวีซ่า และที่สำคัญฉันก็พึ่งจะรู้ว่าพี่ษามีเงินฝากมากมายในบัญชีของเธอ ถึงขนาดที่ว่าพ่อเห็นสมุดบัญชีเงินฝากพี่ษาแล้วถึงกับตะลึง

พี่ษาบอกว่าแม่ของเธอฝากไว้ให้เมื่อครั้งที่แม่ของเธอยังอยู่และแม่ก็โอนเข้ามาให้เสมอๆ พี่ษาหวังไว้ว่าเธอจะได้เจอแม่ของเธอที่ไปเปิดร้านอาหารไทยที่โน่นด้วย ฉันก็ได้แต่หวังว่าพี่ษาจะได้เจอกับแม่ของเธอบ้าง อย่างน้อยแม่ลูกที่จากกันไปนานแล้วก็จะได้กอดกัน แม้เพียงสักครั้งก็ยังดี

...................

สุภนัยไปสอบเข้าทหารอากาศอย่างที่เขาตั้งใจไว้ ผลสอบที่ขวัญหทัยบอกมานั้นทำให้ฉันที่ได้รับฟังก็ยิ้มแก้มแทบปริ เพราะสุภนัยสอบผ่านข้อเขียนไปแล้ว คงไม่ยากสักเท่าไรนักสำหรับสุภนัยหากจะต้องสอบวิ่งและว่ายน้ำ

ขวัญหทัยดูจะเป็นปลื้มกับสุภนัยเป็นอย่างมากเธอยังบอกฉันอีกว่าเธอจะสอบเข้าพยาบาลทหารอากาศให้ได้ ดูเหมือนว่าคู่นี้จะชอบเหลือเกินกับการได้มีปีกบินเป็นเทวดานางฟ้ากันไปหมด

ใกล้เวลาเดินทางแล้วพ่อโทรไปบอกพี่ษาว่าให้เก็บของลงกระเป๋าอันไหนที่ไม่ได้ใช้พ่อจะหิ้วกลับมาให้เพราะพวกเราไปกันหลายคนและไม่ได้มีอะไรไปมากมายนอกจากเสื้อผ้าของพวกเราเองและของฝากหากว่าพี่ภาต้องขนกลับมาเองคงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนของกลับมาสูงมากๆ แม่สนับสนุนความคิดของพ่อและโทรเร่งให้พี่ภาเก็บของลงกระเป๋าก่อนที่พวกเราจะไปถึงสวีเดน

สนามบินคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย นั่นรวมถึงเพื่อนร่วมรุ่นของพ่อเราด้วย บางคนที่ยังไม่แต่งงานก็มาเดี่ยว บางคนก็ยกกันมาทั้งครอบครัวแบบที่บ้านฉันยกโขยงกันมาเรียกว่าเครื่องบินเกือบทั้งลำเป็นเพื่อนๆ และครอบครัวของเพื่อนพ่อทั้งนั้น

เสียงคุยกันดังไปทั้งห้องโดยสาร การเดินทางได้ได้เงียบเหงา พ่อบอกว่าคนที่เสียงดังคุยโหวกเหวกให้พวกเราได้หัวเราะก็คือลุงสุจินต์เพื่อนที่เป็นประธานรุ่นของพ่อ ลุงสุจินต์จะมีมุขตลกๆ ให้พวกเราเด็กๆ ได้ขำกันไปได้ตลอดการเดินทาง

ที่ฝรั่งเศสมีภรรยาของเพื่อนพ่อลงไปซื้อของพวกเสื้อผ้ามากมายหอบถุงใหญ่ๆ กันคนละหลายๆ ใบ ลุงสุจินต์ก็เข้าไปขอดูของในถุงนั้น

“ไหนๆ คุณนายผมขอดูหน่อย โห นี่ร้านชื่อดังเลยนะนี่” ลุงสุจินต์หยิบเสื้อผ้า Brnad name ชื่อดังของประเทศนั้นออกมาดู แล้วก็พลิกไปพลิกมา

“ใช่สิคะผู้กับกับนี่นะชื่อดังมากๆ เลยฉันอยากได้มานานแล้วอยู่เมืองไทยซื้อไม่ได้เลยนะมันแพงจนไม่กล้าจับ” คุณน้าเจ้าของถุงเสื้อบอกกับลุงสุจินต์ด้วยท่าทางภูมิใจที่ได้ซื้อเสื้อผ้าที่เธอใฝ่ฝันจะได้มานานแล้ว

“เหรออะนี่มันป้ายอะไรคุณนายไหนลองอ่านให้ผมฟังสิตาผมไม่ค่อยดี” ลุงสุจินต์พลิกป้ายด้านหลังชื่อที่มีสติ๊กเกอร์แปะอยู่ให้คุณน้าเจ้าของเสื้ออ่าน

เมื่อคุณน้าได้เห็นป้ายนั้นก็ถึงกับหน้าซีด ฉันเดินไปดูกับเขาด้วย เพราะฉํนก็อยากรู้อยากเห็น และสิ่งที่ได้เห็นก็ทำเอาฉันแอบขำกับสิ่งที่ได้อ่านข้อความตรงหน้า

“Made in Thailand”

สติ๊กเกอร์ตัวไม่โตมากแต่ก็เห็นได้ชัดเจนฉันไม่ต้องใส่แว่นก็มองเห็น ฉันรีบเดินออกมาเมื่อได้เห็นข้อความนั้น แต่คุณน้าเจ้าของเสื้อถึงกับเข่าอ่อน เพราะเธอซื้อเสื้อตัวนั้นมาด้วยราคาเกือบสิบหมื่น ไม่เข่าอ่อนวันนี้จะไปเข่าอ่อนตอนไหนกัน

ฉันเอาเรื่องที่ได้เห็นมาเล่าให้แม่กับพ่อและพี่ษาฟัง ทั้งสามคนหัวเราะจนปิดไม่มิด

“พ่อว่าลุงสุจินต์คงแกล้งคุณน้าเคามากกว่า” พ่อบอกพวกฉัน

“พ่อรู้ได้ไงว่าลุงสุจินต์หลอกคุณน้าคะ” ฉันถามด้วยความสงสัย

“ก็พ่อเห็นลุงสุจินต์ลงทุนไปสั่งทำสติ๊กเกอร์ Made in Thailand มาอยู่หลายแผง สงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะเอามาทำอะไรตอนแรก แต่ตอนนี้พ่อรู้แล้วว่าเอามาทำอะไร เออช่างคิดนะพี่สุจินต์” พ่อพูดไปก็ขำไป

ฉันอยากจะไปบอกคุณน้าเจ้าของเสื้อตัวนั้นจังเลยว่าคุณน้าโดนหลอกแต่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะเธอนั่งดมยาดมอยู่ที่ทางเท้าข้างๆ ร้านเสื้อผ้าชื่อดังนั้นโดยมีสามีของเธอนั่งพัดให้อยู่ไม่ห่าง หากฉันเข้าไปบอกตอนนี้ลุงสุจินต์คงโดนเพื่อนของเขาไล่เตะแน่ๆ เรื่องแบบนี้อาคิราทำเฉยๆ ไปจะดีกว่าที่จะสอเสือใส่เกือกหาเรื่องใส่ตัว

เมื่อคณะทัวร์เรามาถึงประเทศสวีสพ่อก็พาพวกเราไปซื้อนาฬิกาและไม่ลืมที่จะซื้อให้พี่ภาด้วยอีกหนึ่งเรือน

“อะอานี่ของขวัญสำหรับการเรียนดีของลูก” พ่อยื่นกล่องนาฬิการาคาแพงให้กับฉัน

“โหพ่อมันแพงไปสำหรับอานะพ่อไม่เอาดีกว่าอากลัวทำหาย” ฉันบอกปัดพ่อไปเพราะเมื่อเห็นราคาที่ตีเป็นเงินไทยแล้วเกือบสี่พันบาทเล่นเอาฉันไม่กล้าแม้แต่จะใส่มันลงไปบนข้อมือของฉัน

“เอาไปเถอะอาพ่อซื้อให้ทุกคนแหละอะนี่ของษาของขวัญสำหรับการช่วยติวให้น้องรับไปเถอะลูกไม่ต้องคิดมาก” พ่อเห็นท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ที่จะรับกล่องนาฬิกาจากมือพ่อของพี่ษาแล้วก็พูดขึ้น

“ษาไม่เอาหรอกค่ะพ่อษาเต็มใจที่จะติวให้น้อง”

“รับเถอะษาพ่อเค้าซื้อสองแถมหนึ่งเหมือนกันเป๊ะสามเรือนไม่ต้องคิดมากหรอกลูก” แม่บอกพี่ษาให้รีบๆ รับกล่องนาฬิกาเรือนนั้น

จะจริงหรือเปล่าฉันก็ไม่รู้กับสิ่งที่แม่พูด แต่ก็เป็นคำพูดที่ทำให้พี่ษารับกล่องนาฬิกานั้นไปอยู่ในมือของเธอได้ และแม่ยังช่วยใส่ให้ที่ข้อมือของพี่ษาอีกด้วย แต่สำหรับฉันที่เป็นลูกกลับต้องแกะกล่องเปิดเอานาฬิกามาใส่เอง คิดดูก็แล้วกันลำเอียงกันเห็นๆ แม่ฉัน

ทัวร์ยุโรปของคณะของพ่อก็ต้องจบลงที่ประเทศสวิสแห่งนี้ แต่พ่อได้ติดต่อให้เจ้าของทัวร์ซื้อตั๋วไปสวีเดนให้กับพวกเราแล้ววันนี้เราก็เลยต้องนั่งเครื่องไปสวีเดนเพื่อไปหาพี่ภากัน ใช้เวลาเดินทางไม่นานเท่าขาที่เรามาจากเมืองไทยและเราก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก Fam ของพี่ภา

ฉันเห็นพี่ภายืนตัวขาวฟันขาวรอรับพวกเราอยู่ที่ด้านหน้า ฉันวิ่งไปกอดพี่สาวสุดที่รักของฉันทันทีเมื่อเห็นพี่ภา ไม่สนใจรถเข็นกระเป๋าที่หิ้วมาทิ้งให้พ่อต้องเป็นคนเข็นต่อ

“พี่ภาดีใจจังคิดถึงพี่ภาที่สุดในโลกเลย” ฉันกระโดดกอดพี่ภาและหอมแก้มซ้ายขวาให้สมกับความคิดถึงที่ฉันมีต่อพี่ภา จนพี่ภาแทบทรุดลืมทั้งยืน

“ไอ้น้องบ้านึกว่าจะโตแล้วที่ไหนได้โตแต่ตัวใจยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่เลยปล่อยพี่นะพี่จะไปกอดแม่” พี่ภาว่าฉันและพยายามจะปลดแขนฉันที่กอดเธอให้พ้นตัว

“บอกให้ปล่อย” พี่ภาตวาดฉันแว๊ดๆ

“ไม่ปล่อยก็คนมันคิดถึงนี่” ฉันยังล็อคพี่ภาไว้ในอ้อมแขนไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ

ส่วนพ่อก็เดินไปจับมือกับพ่อใน Fam ของพี่ภาและแม่เองก็เช่นกัน ส่งภาษากันให้ดังไปหมด พี่ษาได้แต่ยืนยิ้มมองดูฉันกับพี่ภาทะเลาะกันจนพ่อทักทางเสร็จก็เรียกฉันให้ไปทักทายกับพ่อ Fam พี่ภา ฉันยกมือสวัสดีด้วยคสามเคยชินเมื่อต้องทักทายกับผู้ใหญ่แต่พ่อก็ยื่นมือมาให้ฉัน ครั้นพอฉันจะยื่นมือไปให้พ่อจับ พ่อก็กลับยกมือทำท่าทางสวัสดีแบบเก้ๆ กังๆ สลับกันไปมาอยู่อย่างนั้น จนเราสองคนหัวเราะกันขำกลิ้งกับการทักทายที่สลับกันไปมา

จากนั้นการทักทายก็จบลงที่พ่อยื่นมือค้างไว้ให้ฉันได้จับนั่นแหละถึงได้ยุติความวุ่นวายลงไปได้ พวกเราเข็นรถไปที่รถของพ่อ Fam และท่านก็พาเราไปที่ Farm ของท่านให้ได้เห็นการเป็นอยู่ของพี่ภาว่าอยู่อย่างไรที่เมืองไกลเมืองนี้

ฉันว่าพี่ภาได้รับการปฏิบัติที่ดีครอบครัวนี้เลี้ยงดูพี่ภาราวกับเป็นลูกของเขาและแถมยังสนับสนุนพี่ภาหลายๆ อย่างในการเรียนเสริมเพิ่มเติม พี่ภาแนะนำลูกชายของบ้านนี้ให้พวกเราได้รู้จัก พี่จิมพูดภาษาไทยได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะพี่ภาช่วยสอนให้ และพี่จิมก็สอนภาษาสวีดีสให้กับพี่ภาเป็นการแลกเปลี่ยน

แต่สิ่งที่ฉันได้เห็นก็คือสายตาที่พี่จิมมองพี่ภามันมากกว่าสายตาของพี่กับน้องที่สนิทกัน มันเป็นเหมือนสายตาของฉันที่มองพี่ษา ในใจฉันคิดว่าฉันคงเสียดุลการค้าเสียพี่สาวสุดที่รักให้กับฝรั่งผมทองตาน้ำข้าวแล้วแน่ๆ อาการหวงพี่สาวของฉันปรากฏขึ้นได้อย่างชัดเจนจนพี่ษาต้องคอยสะกิด

“อาอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ”

“ก็อาไม่ชอบนี่พี่ษาใครจะมาแย่งพี่ภาไปจากอาไม่ได้”

“แล้วอาไม่คิดกลับกันบ้างเหรอถ้าภาเค้ามาทำท่าทางแบบนี้กับพี่บ้างอาจะรู้สึกอึดอัดไหม”

“ก็มันไม่เหมือนกันนี่นาพี่ษา พี่ษาเป็นเพื่อนพี่ภาแต่หมอนี่มันเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวพูดกันคนละภาษาแถมยังฟังกันไม่รู้เรื่องอีก”

“ความรักมันมีพรมแดนเหรออาถ้ามันห้ามกันได้พวกเราก็คงไม่ได้รักกันแล้ว” พี่ษาพยายามเตือนสติฉันให้ได้ยั้งคิด

ฉันได้แต่นิ่งเงียบ เพราะอย่างไรคืนนี้พวกเราก็ต้องค้างที่ Fam แห่งนี้หนึ่งคืนก่อนที่พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปค้างในตัวเมืองในโรงแรมที่พี่ภาได้ติดต่อไว้ให้กับพวกเราจากความช่วยเหลือของพี่จิมฉันไม่ชอบแต่ก็ต้องฝืนใจ

คืนนี้ฉันนอนไม่ได้นอนกอดพี่ภาอย่างที่ได้ตั้งใจไว้เพราะพี่ภาไปนอนกอดพ่อกับแม่ให้หายคิดถึง ส่วนฉันที่เป็นน้องต้องรอต่อคิวในคืนถัดไป ช่วยไม่ได้เกิดที่หลังก็ต้องเป็นตัวสำรองแบบนี้แหละเฮ้อ... อาคิรา

.... จบบทที่ ๓๐ ...




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2551 18:39:11 น.
Counter : 193 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.