It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
มธุรดา yuri บทที่ ๑

บทที่ ๑

“เฮ้ย...สวยปะวะ” อยู่ๆเพื่อนสาวของรัญชน์ก็ยื่นหนังสือนิตยสารฉบับหนึ่งมาตรงหน้าเธอ

“เออ...สวย” รัญชน์ตอบส่งๆไปอย่างนั้น เธอไม่ได้เหลือบตาแลดูหนังสือในมือของเพื่อนสาวด้วยซ้ำไป

ปกติแม่แต้วแต้แว้ดหรือพัณณินเพื่อนซี้ของเธอชอบหารูปนางแบบสาวๆ สวยๆมาให้เธอดูอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าเพื่อนสาวจะชื่นชอบความสวยของนางแบบที่ลงปกนิตยสารเพื่อนสาวของเธอชอบชุดที่นางแบบเหล่านั้นสวมใส่ถ่ายแบบเสียมากกว่า

พัณณินชอบชุดที่ทันสมัย เปลี่ยนชุดเป็นว่าเล่นและยังมีหัวในการเอาชุดโน้นมาใส่กับชุดนี้ ประมาณว่าชอบเอาโน่นนิด เอานี่หน่อยมาผสมผสานกันแล้วก็ทำให้การแต่งตัวของพัณณินสวยในสายตาของรัญชน์

“เนอะ...ฉันว่าสวย”คนหยิบหนังสือมาให้ดู พูดจบก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง

รัญชน์ไม่ได้สนใจที่จะดูรูปบนหน้าปกอีกต่อไปเธอก้มหน้าก้มตาทำงานของเธอต่อ ตั้งแต่เช้าที่เข้าบริษัท รัญชน์ได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นใหม่

แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ต้องมาหาข้อมูลในการทำงานชิ้นนี้ไหนจะต้องไปพบลูกค้ารายใหม่ ไหนจะต้องเตรียมแบบเก่าๆที่เคยออกแบบให้ลูกค้าเอาไปลองเสนอให้กับลูกค้าใหม่ดูปะเหมาะเคราะห์ดีอาจมีบางแบบที่ลูกค้าใหม่สนใจ เธอจะสบายไม่ต้องออกแรงคิดให้เหนื่อยสมอง

“คนอะไรว้า สวยก็สวย รวยก็รวยแถมยังเก่งอีกต่างหากแกว่าไหม” พัณณินยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆโดยที่ไม่สนใจว่ารัญชน์จะรับฟังหรือไม่

“อือ...”รัญชน์ส่งเสียงจากลำคอแทนคำตอบ เธอไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเพื่อนมากนัก ฟังผ่านๆราวกับว่าเป็นเสียงนกเสียงกา

“นั่นสิเนอะนี่ถ้าฉันเป็นผู้ชายคงหลงใหลได้ปลื้มไปกับนาง อย่างว่า คนสูงๆแบบนี้คงไม่มองผู้ชายธรรมดาๆ หรอกเนอะ แกว่าไหมไอ้รัน”

“อือ...”เสียงจากลำคอยังคงส่งออกไปเช่นเดิมโดยที่ไม่ได้ฟังคำถามที่ออกมาจากปากของเพื่อนอีกตามเคย

“เฮ้ย....ไอ้บ้า นี่แกฉันฟังฉันอยู่หรือเปล่าวะไอ้รัน”

“อะไรวะ!!! ส่งเสียงดังจนตกใจหมดฉันฟังแกอยู่นี่ไง ไม่ฟังจะตอบแกได้รึ” รัญชน์แก้ตัวน้ำขุ่นๆ

“จริงของแก ทำอะไรง่วนหัวฟูตั้งแต่ฉันมาแกพูดกับฉันนับคำได้”

“งานเข้าไง แกอย่ามายุ่งกับฉันตอนนี้ได้ไหมขอเวลาทำงานก่อนเถอะ เสร็จไม่ทันวันนี้ฉันตายแน่ๆ นังแต้ว”

“เออ... ตามใจแก วันๆ ทำแต่งานๆสักวันงานจะทับตัวแกตาย เงินทองมีมากมาย ไม่มีเวลาเอาไปใช้ ว่างๆแกเอามาให้ฉันใช้แทนแกก็ได้นะไอ้รัน ฉันว่างใช้เงินแทนแกอยู่”

“ประสาท”รัญชน์ว่าจบก้มหน้าก้มตาหางานเก่าๆ ของเธอต่อไป ไม่สนใจเสียงกระแตแต้แว้ดของเพื่อนที่ส่งเสียงสูงบ้างต่ำบ้างเมื่อเปิดดูรูปในนิตยสารฉบับที่พัณณินได้มาใหม่จากร้านหนังสือใต้ตึกที่บริษัทของเธอเช่าอยู่

รัญชน์รีบหาข้อมูลจนลืมเวลาเธอเสร็จงานเลยเวลาเลิกงานไปนานแล้ว พัณณินบอกกับเธอว่าจะออกไปธุระที่ไหนสักแห่งเธอฟังไม่ชัดเท่าใดนัก

เท่าที่จับใจความได้ เหมือนๆพัณณินจะไปรอใครที่จะมาเปิดงานอะไรสักอย่างในห้างหรูใกล้ๆ ที่ทำงานของเธอ รัญชน์ยกแขนทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกับบิดตัวสลัดเอาความเมื่อยขบออกไปจากร่างกายเมื่อรู้สึกดีขึ้นหลังจากสลัดเอาความเมื่อยออกไปได้แล้ว เสียงๆ หนึ่งร้องดังขึ้น

“ครืด....โครก..”

“ฮ่าๆ” รัญชน์หัวเราะตัวเองเธอทำงานจนลืมเวลากินเวลาพัก เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู พบว่าเกือบจะสองทุ่ม “ตายๆ สองทุ่มกว่า มิน่าถึงหิว”

เมื่อเช้ารัญชน์เอารถคู่ใจไปเข้าศูนย์เอาไว้เธอกะว่าถ้าทำงานเสร็จจะไปรับเจ้าหอยทากออกจากศูนย์ แต่ตอนนี้คงไม่สามารถทำได้แล้วศูนย์ซ่อมรถคงไม่เปิดรอเธอ ความคิดที่จะกลับไปรับรถที่ซ่อมเสร็จ จึงต้องพักไปรัญชน์เก็บของใส่กระเป๋าเป้ใบย่อมๆ ของเธอ จากนั้นสะพายมันเดินออกมาจากบริษัทก่อนที่จะไปหาอะไรรองท้องข้างๆ ตึกที่ทำงาน

แล้วอยู่ๆ ฝนตกโดยไม่มีวี่แววมาก่อน รัญชน์ต้องวิ่งเข้าไปหลบฝนพร้อมๆกับผู้ร่วมชะตาชีวิตของเธออีกหลายสิบคน

“บ้าฉิบ ตกมาได้ไงไม่ขออนุญาต”รัญชน์บ่นไปอย่างนั้น จริงๆ แล้วเธอรู้อยู่แก่ใจดีว่าฟ้าฝนนั้นไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ ถึงจะบอกว่าไม่อนุญาตให้ตกก็ตามเถอะหากฝนจะตกคงต้องตกลงมาอยู่ดี สภาพการจราจรที่ติดขัดอยู่แล้วเมื่อมีน้ำเจิ่งนองบนผิวจราจรยิ่งทำให้ติดขัดหนักกว่าที่เคยเป็น

“อะไรวะ แท็กซี่ไม่มีมาสักคัน จะกลับบ้านไงเนี่ย” รัญชน์บ่นรถสาธารณะที่ไม่เคยได้อย่างใจเวลาที่ต้องการจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนเวลาที่ไม่ต้องการจะมาจอดรอข้างทางให้รถที่วิ่งเลนซ้ายสุดติดขัดเป็นแถวยาวโดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนจะรีบไปตอกบัตร

เสียงโทรศัพท์ของรัญชน์ดังขึ้น เธอจึงละความสนใจจากสายฝนที่ตกหนักและการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนนหันมาสนใจอุปกรณ์สื่อสารเครื่องจิ๋วที่เธอเก็บมันเอาไว้ในกระเป๋ากางเกง

“ว่าไง..มีอะไรแก”รัญชน์ส่งเสียงเบื่อหน่ายไปกับโทรศัพท์ของเธอ

“แกเอ๊ย... แกไม่มากับฉัน นังรันเอ๋ยคนอะไรไม่รู้สวยบาดใจจริงๆ ผู้หญิงอะไรไม่รู้สวยจนผู้หญิงด้วยกันอิจฉาถ้าแกได้มาเห็นนะ ฉันว่าแกต้องตกหลุมรักหล่อนแน่ๆ”

“เออๆ แกตกหลุมรักไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่ว่างไปตกอยู่หล่มหลุมเดียวกับแกหรอกเดี๋ยวอดตาย”

“ตามใจแก ฉันแค่จะโทรมาบอกแก ว่าแกพลาดเรื่องเด็ดๆในชีวิตไปแล้วเท่านั้น แค่นี้นะ เบื่อพวกฤๅษีชีไพร...ชิ”จากนั้นเสียงจากโทรศัพท์กลายเป็นเสียง “ตุ๊ดๆๆๆๆ”

รัญชน์ยิ้มให้กับโทรศัพท์ของตัวเอง ตกลงเพื่อนของเธอเป็นเอามาก มากจนไม่สามารถกู่กลับได้แล้วกระมังถ้าไม่รู้มาก่อน ว่าเพื่อนสาวของเธอคนนี้มีคู่หมั้นแล้ว เป็นชายหน้าตาหล่อเหลารับรองได้ คงมีคนฟันธงว่าเพื่อนสาวของเธอเป็นเลสเบี้ยนอย่างแน่นอน

เพราะอะไรน่ะรึ? เพราะพัณณินไม่ค่อยจะกรี๊ดกร๊าดผู้ชายหล่อๆแต่กลับมากรี๊ดกร๊าดสาวๆ ด้วยกันเอง แถมแต่ละองค์แต่ละนางที่พัณณินกรี๊ดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสาวสวยระดับไฮเอ็น เอ้ย....ไม่ใช่...ไฮโซแทบทั้งสิ้น

“นังแต้วเอ้ย... ตกลงฉันหรือแกกันแน่วะที่ชอบผู้หญิง” รัญชน์ส่ายหน้าแล้วยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนที่จะยกเป้ของตนขึ้นเหนือศีรษะเดินข้ามสะพานไปยังอีกฝั่งคลองเพื่อหาทางกลับบ้านด้วยวิธีใหม่

“จะเด็ดไปไหนเจ้าคะ”หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงแรกรุ่นที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกกำลังจะลงจากรถ

“รถติดแบบนี้จะให้นั่งแช่อยู่ในรถคงไม่ไหวนะนม”มธุรดาเปลี่ยนจากเปิดประตูรถที่ตนนั่งกลับมาตอบคำถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆตัวเธอ

“นี่ไม่ใช่บ้านเรานะเจ้าคะเจ้านางจะเด็ดไหนต้องมีคนคุ้มกัน”

“ยิ่งไม่ใช่บ้านเราสิดี ไม่มีใครรู้จักเราหรอกน่าเชื่อหญิงสินม อ้อแล้วอีกอย่างไม่ต้องเรียกหญิงว่าเจ้านางแล้วเพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา”

“มิได้เจ้าค่ะ”

“พระนม!!” น้ำเสียงดุๆแสดงความไม่พอใจออกมาจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้านางของอีกคนหนึ่ง

“เจ้านางยังเรียกนมว่าพระนมอยู่เลย”

“เออ...ใช่ลืมไป นมไม่ต้องห่วงหญิงออกไปเดินเล่นแถวนี้ โรงแรมอยู่ข้างหน้า ไม่ต้องตามไปหรอก รับรองหญิงถึงโรงแรมก่อนนมแน่ๆ”เมื่อโดนแย้ง สรรพนามที่เรียกจึงเปลี่ยนไปทันที

“เดี๋ยวเจ้าค่ะแล้วจะลงไปทั้งชุดอย่างนี้ได้หรือเจ้าคะ”

“ลืมไป” มธุรดามองชุดของตน จัดแจงถอดชุดออกหน้าตาเฉย

ข้างในชุดหรูนั้นมีชุดกางเกงขาสั้นเหนือเข่าและเสื้อกล้ามสีขาวแนบลำตัว ราวกับว่าเจ้าตัวได้เตรียมการเพื่อที่จะลงไปเดินถนนมาแต่แรกเธอคว้าเสื้อคลุมสีขาวมาใส่ทับเสื้อกล้ามของเธออีกชั้นหนึ่ง

“แบบนี้พอได้ไหมนม”

“โอเค นมจะได้เบาใจ” เธอรู้ดีว่าเจ้านางของเธอต่อให้บอกว่าห้ามก็ไม่

สามารถห้ามได้เธออยู่กับเจ้านางมานานจนรู้ ว่าความเป็นส่วนตัวของเจ้านางนั้นมีสูงตั้งแต่สมัยที่ไปเรียนอังกฤษ เจ้านางของเธอไม่เคยจะเชื่อฟังคำเอ่ยห้ามของเธอแถมยังใช้ชีวิตเหมือนๆ กับคนทั่วๆ ไป

หากไม่บอกใครว่าผู้หญิงตรงหน้าเธอคนนี้เป็นหญิงสูงศักดิ์ในราชสกุลของประเทศแถมอนาคตยังเป็นพระพี่นางเธอของอนาคตกษัตริย์พระองค์ใหม่ คงไม่มีใครรู้

“ขอบใจนะจ๊ะคนดีของหญิง”มธุรดาโอบคอของพระนมมาใกล้ๆ ตัวเธอพร้อมๆ กับหอมแก้มไปฟอดใหญ่ เธอเปิดประตูรถคันหรูลงไปเดินตากฝนอยู่ท่ามกลางผู้คนในเมืองหลวงที่ชื่อว่า กรุงเทพมหานคร

รัญชน์เดินลงรถไฟฟ้าใต้ดินเธอนั่งมาแค่เพียงสถานีเดียวต้องขึ้น จริงๆ แล้วถ้าฝนไม่ตก เธอคงใช้วิธีเดินจากตึกมายังถนนแห่งนี้เวลานี้ฝนตกหนักมากเธอจึงต้องตัดสินใจใช้รถไฟฟ้าใต้ดินเป็นทางเลือกในการเดินทางมายังห้างที่อยู่ไม่ไกลจากทางขึ้นรถไฟฟ้าถ้าไม่มาที่นี่ เธอคงหาอะไรกินไม่ได้ แม่ค้าพ่อค้าที่เคยขายของริมทางเท้าหายไปพร้อมกับสายฝน เธอต่อคิวเดินออกจากเครื่องหยอดเหรียญดูเหมือนว่าผู้คนที่คิดเช่นเดียวกันกับเธอจะมีมากมายมหาศาลฝนที่ตกทำให้คนที่เดินออกมาจากรถไฟฟ้าใต้ดิน เริ่มแออัดจนแทบจะเบียดกันตาย

รัญชน์ตัดสินใจเดินเลี่ยงออกมา เพื่อหนีผู้คนจำนวนมาก เธอวิ่งตากฝนไปยังทางเข้าห้างตรงหน้าเธอเธอหวังว่าเมื่อเข้าไปด้านในแล้วเธอจะได้ทำความสะอาดตัวเอง อย่างน้อยๆไม่ต้องเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้

อยู่ๆ เธอกระแทกเข้ากับใครบางคนจนทั้งคู่ล้มลงไปก่อนที่จะถึงประตู

“ยายเด็กบ้าเอ๊ย เดินชนมาได้ไม่มีตาหรือไง” เท่าที่ดูด้วยตา คนที่ชนเธอจนล้มคงเป็นเด็กสาวอายุไม่เกินยี่สิบ

ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาจ้องเธอ ทำเอารัญชน์ถึงกับตะลึง

“ขอโทษคะ”เป็นคำพูดประโยคที่สองที่รัญชน์เอ่ยกับหญิงคนนั้น

เมื่อเธอลุกขึ้นตั้งตัวได้ เธอยื่นมือของเธอให้กับหญิงคนนั้นเพื่อช่วยฉุดให้ลุกจากการนั่งจมอยู่กับน้ำที่ท่วมพื้นถนน

หญิงคนนั้นรับไมตรีจากรัญชน์เมื่อลุกขึ้นได้ทั้งคู่รีบวิ่งเข้าไปในห้าง

“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ทันได้มองว่าคุณเดินมาตรงนั้น” น้ำเสียงแปร่งๆ

ที่ส่งออกมาจากริมฝีปากคู่สวยนั้นทำให้รัญชน์เดาได้ว่า คนที่ชนเธอจนล้มลงไป คงไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

“ฉันต้องขอโทษคุณเหมือนกันค่ะ แต่ฉันว่าตอนนี้แทนที่เราจะขอโทษกันไปมาเราไปหาห้องน้ำทำความสะอาดตัวเองกันดีไหมคะ”

หญิงคนนั้นไม่ตอบอะไร เธอพยักหน้ารัญชน์เดินนำหล่อนไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลนักทั้งคู่จับจองอ่างล้างมือกันคนละที่ ลงมือล้างทำความสะอาด

รัญชน์แอบมองและสังเกตว่าหญิงคนนี้ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง

ครั้งแรกที่เธอเห็นยังคิดไปว่าหญิงคนนี้อาจจะอายุราวๆ ยี่สิบหรือไม่ก็เป็นพวกเด็กนักศึกษา พอดูอีกครั้งเธอคิดว่าตัวเองนั้นอาจคิดผิดด้วยใบหน้าและท่าทางที่ได้เห็นเต็มๆ ตานั้นรัญชน์คิดว่าอายุของหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอกับตัวเธอเองคงพอๆ กัน

“ฉันว่าเราสองคนคงต้องไปหาซื้อชุดใหม่มาใส่แล้วล่ะคุณ”

“ฉันไม่มีเงินไทยติดตัวเลยสักบาท” คนยืนข้างๆ รัญชน์บอก

“อ้าว” เมื่อได้ยินดังนั้นรัญชน์คิดถึงพวกสิบแปดมงกุฎที่ชอบหลอกลวงให้คนตกหลุมพราง ดูดเอาทรัพย์สินของคนที่โง่หลงเชื่อไปจนหมดเนื้อหมดตัว คิดอีกทีเธอเองก็ผิดที่มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเข้าห้างไม่ได้มองว่ามีใครวิ่งมาพร้อมๆ เธอหรือเปล่า หากต้องเสียเงินซื้อเสื้อผ้าให้ใหม่คงไม่เป็นอะไร

“ไม่เป็นไร ฉันซื้อให้ได้คุณไม่ต้องเอาเงินมาคืนฉันหรอก ถือว่าเป็นการขอโทษที่ฉันวิ่งชนคุณจนหกล้มก็แล้วกัน”

“โอเค” หญิงคนนั้นยักไหล่น้อยๆเป็นการบอกว่าเธอยินดีรับข้อเสนอ

ทั้งสองคนเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าราคาถูกที่ลดราคากองอยู่ในกระบะกลางห้างหลังจากได้ชุดใหม่คนละชุดจึงเดินเข้าห้องน้ำอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนชุด ชุดแห้งๆทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น เมื่อตัวอุ่นท้องก็เริ่มร้อง

“หิวไหมคุณรัญชน์เอ่ยถาม

หญิงตรงหน้า พยักหน้าน้อยๆ “ฉันไม่มีเงินเลยสักบาทจะกินได้หรือ

“งั้น...ไปกินข้าวกัน ฉันก็หิว เงินนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก” รัญชน์เดินนำหญิงแปลกหน้า ที่กำลังจะกลายเป็นคนคุ้นหน้าไปยังศูนย์อาหาร

เธอเลือกซื้อข้าวราดแกงสองจาน เอามาวางไว้ให้คนแปลกหน้าหนึ่งจานของเธออีกหนึ่งจาน

“กินก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ถูกปากค่อยว่ากันใหม่”

ทั้งคู่ลงมือกับอาหารตรงหน้าด้วยความหิวเหมือนกัน

“คุณพักที่ไหน ฉันจะไปส่ง” รัญชน์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“แถวๆ นี้แหละ ไม่ไกลมาก ซอยสิบเอ็ด”

รัญชน์พยักหน้านิดๆ เป็นการรับรู้ในสิ่งที่หญิงแปลกหน้าบอกกับเธอ เธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงเป็นชาวต่างชาติที่มาทำงานรับจ้างในร้านอาหาร

คนไทยโดนแย่งงานจากชาวต่างชาติไปหลายตำแหน่ง จะโทษคนพวกนั้นคงไม่ได้ในเมื่อคนไทยไม่คิดจะทำงานเหล่านั้น คนไทยชอบสบาย งานหนักๆจึงตกเป็นของชาวต่างชาติเกือบหมด ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ตกงาน

“รอฝนหยุดแล้วค่อยไปก็ได้”มธุรดาเสนอ เธอรู้สึกถูกชะตากับคนแปลกหน้าที่บังเอิญวิ่งชนกับเธอ อย่างน้อยๆหากเธอคบหาเป็นเพื่อนกับหญิงสาวคนนี้เอาไว้ ช่วงเวลาที่เธออยู่ในเมืองไทย จะได้มีเพื่อนชาวไทยสักคนที่ไม่รู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหนการคบกันจะสะดวกใจกว่า

“ลืมไปเลย ฉันมธุรดาค่ะ”เธอยื่นมือให้กับรัญชน์

“ฉันรันค่ะ”รัญชน์รับไมตรีจากคนตรงหน้า และรับรู้อีกว่ามือที่เธอจับอยู่นั้นช่างนุ่มเหลือเกิน

“ชื่อคุณวิ่งนี่เอง มิน่าวิ่งมาชนฉันจนล้มเลยเชียว”

“อ้าว...แล้วกัน”เสียงหัวเราะของมิตรใหม่สองคนเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

นี่เป็นมิตรคนแรกที่เกิดจากการวิ่งชนของรัญชน์เลยเชียวนะ ขอบอก




Create Date : 23 พฤษภาคม 2556
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 18:32:25 น. 0 comments
Counter : 272 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.