It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

บทที่ ๓๑ ปรับความเข้าใจ



ระหว่างทางกลับที่พัก ต้องไม่พูดกับฉันสักคำ เธอเงียบ และมองฉันเหมือนเป็นอากาศธาตุ คนยิ่งใจไม่ดีอยู่พอมาเจอเรื่องแบบนี้ยิ่งใจฝ่อเข้าไปกันใหญ่

“ต้องพูดกับพี่บ้างสิคะ” ฉันเริ่มประโยคสนทนาขึ้นก่อน

“ระหว่างเรายังจะมีเรื่องพูดกันอีกเหรอพี่จอย” โดนไม้นี้เข้าไปฉันถึงกับอึ้ง

“มีสิคะ เรามีเรื่องต้องทำความเข้าใจกัน” ฉันโอบไหล่ต้อง แต่เธอปัดมือของฉันออก

“เอามือสกปรกของพี่ออกไปจากตัวต้องนะ มือที่ไปโอบใครต่อใครของพี่ มันสกปรกสำหรับต้องเอาออกไปนะ” ฉันไม่ค่อยจะเห็นต้องสติแตกแบบนี้ ปกติต้องสงบกว่าฉันมาก แต่วันนี้ต้องเหมือนคนที่ฉันไม่รู้จัก

ฉันสงบปากสงบคำ เพราะฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองผิดที่ทำให้ต้องเข้าใจผิด ฉันพอจะรู้แล้วว่าที่ต้องพยายามจะอธิบายฉันเรื่องเกี่ยวกับเธอกับหมอบิวว่าฉันเข้าใจผิดนั้นมันหมายถึงอะไร และตอนนี้ฉันก็โดนแบบเดียวกันกับที่ต้องโดนฉันทำ ผิดกันก็ตรงที่ต้องไม่ได้หนีไปไหน ต้องยังยืนอยู่ตรงหน้าฉันและพร้อมที่จะฟังฉันอธิบายเรื่องทั้งหมด

หากวันนั้นฉันใจเย็นได้เหมือนต้องเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นก็คงไม่เกิด

“งั้นพี่บอกมาว่าที่ต้องเห็นมันคืออะไร” ต้องเริ่มถามขึ้นมาก่อนเหมือนเธอจะเปิดทางให้ฉันอธิบาย เมื่อทางเปิดฉันก็รีบเดินเข้าไป เพื่อความอยู่รอดของตัวเองทันทีเหมือนกัน

“มันก็แค่พี่น้องพูดคุยกัน ต้องเข้าใจพี่หรือเปล่าคะ”

“เหรอ” ต้องจ้องฉันดวงตาของเธอดุจนฉันหงอ

“ค่ะ กับสองเราสองคนเป็นพี่น้องกันจริงๆ เราสองคนไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันนะต้อง พี่กับสองสนิทกัน เพราะเราสองคนก็มีเรื่องปวดหัวให้คิดด้วยกันทั้งคู่”

“ใช้คำว่า “เรา”เหรอพี่ เราสองคนหรือคะ ต้องคงเข้าในผิดเนอะ ว่าคำว่า “เรา” หมายถึงต้องกับพี่ แต่พี่กับใช้คำว่า “เรา” หมายถึงพี่กับเด็กสองคนนั้น แล้วนั่งปรึกษากันเลยไม่พอใช่ไหม ต้องนอนปรึกษากันด้วยถึงจะได้เข้าใจกันดีใช่ไหมพี่จอย” ทั้งประชดประชัน ทั้งเสียดสี แม้คำพูดเหล่านั้นจะนิ่มๆ แต่ก็ทำเอาฉันกลืนน้ำลายไม่ลง มันเหนียวจนไม่อยากจะกลืนลงไป

“เปล่านะต้อง เอาอะไรมาพูด พี่กับสองไม่เคยนอนปรึกษากันแบบที่ต้องคิดนะ” ฉันพยายามที่จะอธิบาย แต่มันไร้ผล

“เหรอ แต่ต้องไม่อยากฟังคำพูดพล่อยๆ ของพี่อีกต่อไปแล้วพอเถอะพี่จอย เราจบกันแค่นี้ ขอให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราสองคนจะอยู่ด้วยกัน ต้องไม่อยากฟังพี่เข้าใจไหม” ต้องหันหลังให้กับฉัน เธอคงไม่อยากจะได้ยินเรื่องที่ฉันพูดอีกต่อไป เพราะเธอยกมือของเธอทั้งสองข้างปิดใบหูของเธอไว้

“ไม่นะต้อง อย่าจากพี่ไปนะ พี่เข้าใจแล้วต้อง ที่ต้องพยายามจะอธิบายเรื่องของต้องกับหมอ พี่เข้าใจแล้วต้อง” ฉันคุกเข่าลงตรงหน้าต้องอีกครั้ง ต้องยืนร้องไห้ ฉันเองก็ร้องไห้ แต่เป็นน้ำตาแห่งความเข้าใจกันและกัน

ฉันกอดต้องด้วยหัวใจรักทั้งหมดที่มี ต้องเองอาจจะรู้ เธอทรุดลงนั่งข้างๆ ฉัน เรากอดกัน ต้องร้องไห้ซบที่ไหล่ของฉัน น้ำตาของเธอไหลเป็นทางที่เสื้อของฉัน ฉันรู้และเข้าใจความรู้สึกของต้องเป็นอย่างดี เพราะฉันเองก็เคยเป็นแบบนี้ แต่ฉันไม่ได้ปรับความเข้าใจกับต้อง ฉันเลือกที่จะเดินหนีจากความจริงที่ปวดร้าวใจ

เพราะอะไรนะหรือ เพราะฉันกลัว

กลัวที่จะสูญเสียความรักที่มีให้กับต้อง กลัวที่จะรับไม่ได้เมื่อต้องบอกว่าภาพที่ฉันเห็นเป็นเรื่องจริงเหมือนที่ฉันคิด

ใครบ้างล่ะไม่กลัวการพลัดพราก

ความอึดอัด ความเข้าใจผิดที่มีทั้งหมด บัดนี้มะลายหายไปสิ้น เหลือแต่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน

จากนี้ไป เราจะอยู่บนพื้นฐานของความรักและความเข้าใจ และจะพยายามพูดคุยกันในทุกเรื่อง ที่ผ่านมาเรายังมีอัตตาในตัวเองสูง ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานวัดว่าคนนั้นผิดคนนี้ถูก

เราสองคนลืมไปว่า คนสองคนต้องปรึกษาหารือ ให้ความไว้ใจเชื่อใจกันและกัน รักถึงจะได้ราบรื่น หากเราสองคนปรับความเข้าใจกันได้ และเข้าใจกัน ต่อจากนี้ไปเรื่องก็คงไม่เกิด

ถ้าจะมีเรื่องอะไร เราคงคุยกันได้ไม่ยาก

แปลกนะ กว่าจะเข้าใจกันได้ ต้องให้เกิดเรื่องก่อนถึงจะเข้าใจกัน แปลกแต่จริง


กว่าเราจะได้กลับเมืองไทยก็เลยปีใหม่ไปหลายวัน ฉันกับต้องรอจนอากาศดีขึ้น และฉันก็ได้เครื่องบินเที่ยวเดียวกับต้อง ฉันไม่อยากแยกเดินทาง เพราะเคยเสียคนรักมาแล้วเมื่อครั้งที่ตองเครื่องบินตก และถ้าฉันจะต้องเสียคนรักไปอีกครั้งด้วยสาเหตุเดียวกันฉันคงทำไม่ได้

ไม่มีใครมารับเราสองคนที่สนามบิน เราเดินทางกลับกันเอง ไปถึงบ้านแม่ก็รอฉันอยู่ ต้องคงโทรมาบอกแม่ว่าเราสองคนจะกลับมาถึงเมืองไทยวันนี้

ฉันเข้าไปกอดแม่ แม่กอดฉันและกอดต้อง แม่ไม่ได้ต่อว่าฉันที่หายไปไม่พูดถึงเรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ ถามแค่ว่าเดินทางเหนื่อยไหม และให้เราสองคนเข้าไปพักผ่อนก่อนที่จะทำอะไรอย่างอื่น ฉันเลือกที่จะอาบน้ำ เพราะอุณหภูมิที่เมืองไทยกับที่ฉันจากมามันต่างกันเยอะ เมืองไทยแม้จะอยู่ในฤดูหนาวแต่ก็ยังร้อน

ฉันชอบอากาศแบบนี้จัง มันไม่ทรมาน มันไม่หนาวจับขั้วหัวใจ ก็ที่นี่มันบ้านเกิดเมืองนอนของฉันนี่ จะให้ไปชอบบ้านอื่นเมืองอื่นมากกว่าบ้านเกิดของตัวเองได้อย่างไร

รถคันเก่าของฉันยังจอดอยู่ที่เดิมฝุ่นเกาะจนแทบจะมองไม่ออกว่ามันคือรถหรือว่าเศษเหล็ก ฉันทิ้งรถไว้จนแมงมุมมาชักใย แม่คงไม่มีเวลามาทำความสะอาดให้ และเด็กที่มาทำงานบ้านให้แม่ก็คงไม่ใส่ใจดูแล แทนที่อาบน้ำเสร็จฉันจะได้นอนพักก็เลยต้องออกมาล้างรถ จัดการคราบฝุ่นที่เกาะรถออกจนหมด นานๆ ล้างรถทีก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

ต้องไม่ได้ออกมาช่วยฉัน เธอคงจัดการกับของฝาก และเก็บเสื้อผ้าที่เราสองคนใช้ก่อนที่จะกลับมาไปซักเพราะฉันได้ยินเสียงเครื่องซักผ้ากำลังทำงาน เสียงมันดังลอดออกมาจนถึงหน้าบ้าน แม่คงไม่ได้เปลี่ยนเครื่องซักผ้าเครื่องใหม่ เวลาทำงานแต่ละทีดังไปสามบ้านแปดบ้าน เราสองคนต่างคนต่างทำงานที่ตัวเองต้องทำ สักพักต้องเดินออกมาหาฉัน

“หิวหรือยังคะพี่”

“ยังเลยต้องขอล้างรถให้เสร็จก่อน จะได้เอาไปที่อู่ให้ช่างดู ทิ้งไว้นานๆ มันคงใช้ได้ไม่ดี” ฉันไม่ได้หันไปมองต้องด้วยซ้ำ ก้มหน้าก้มตาล้างรถของตัวเอง

“อะนี่กินซะ” ต้องยื่นกล้วยน้ำว้าที่ปลอกแล้วมาใส่ปากของฉัน งับเข้าไปคำนึงก็มีเสียงบอกว่า

“ระวังเม็ดด้วยนะพี่” ยังไม่ทันหมดคำของต้องฉันก็กัดโดนเม็ดเข้าไปอย่างจังจนต้องร้อง “อุ้ย”

“นั่นๆ บอกไม่ทัน” ต้องยืนหัวเราะฉัน ทั้งๆ ที่เธอเองเป็นต้นเหตุ

“ก็นะ ใส่มาให้ถึงที่ก็ต้องรับไว้สิเดี๋ยวจะเสียน้ำใจ” ฉันพูดไปโดยไม่ได้คิดอะไร

“ทุกเรื่องเลยเหรอพี่จอย”

“ใช่สิคนเค้ามีน้ำใจยื่นมาให้ไม่รับก็นะ เกรงใจ”

“แสดงว่าใครมาประเคนถึงที่พี่ก็รับหมดว่างั้น”

“ถูกต้อง” แล้วฝ่ามือของต้องก็ฟาดมาที่กลางหลังของฉันเต็มๆ

“โอ๊ยอะไรนี่ เจ็บนะต้องมาตีพี่ทำไม” ฉันร้องแบบไม่คิดชีวิต มันไม่ได้เจ็บอะไรหรอกแต่ตกใจ

“ก็พูดออกมาได้ยังไง ใครมาประเคนให้ก็รับ” เสียงต้องขุ่นๆ ฟังแล้วจากร้อนๆ อยู่หนาวเลยเชียวแหละ

“เอ๊าก็ต้องเอากล้วยมาจ่อถึงปากพี่ พี่ก็กินนะสิพี่ผิดตรงไหน”

“ผิด” น้ำเสียงยังคงดุเหมือนเคย

“ไหนว่ามาซิพี่ผิดตรงไหนที่กินกล้วย” ฉันเลิกล้างรถ โยนผ้าเช็ดรถลงไปในถังน้ำ ยืนขึ้นมามองหน้าต้องจังๆ

“ผิดตรงที่พี่บอกว่าพี่รับหมดไม่ว่าใครจะเอาอะไรมาให้” ต้องถลึงตาใส่ฉันและส่งเสียงแว๊ดๆ

“แค่กินกล้วยนี่นะ”

“แค่กินกล้วยมันไม่ผิดหรอก แต่มันไม่ได้หมายถึงกล้วย” ท่าทางที่ต้องพูดราวกับว่าเรื่องที่ฉันกับที่เธอพูดมันคนละเรื่องเดียวกันอย่างนั้นแหละ

“แล้วมันหมายถึงอะไรเล่า” ฉันงงกับคำพูดของต้องยิ่งพูดก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ แต่พอมองหน้าต้องอีกครั้งและทบทวนคำพูดของฉันกับต้องอีกหน ฉันก็เดาออกแล้วว่าสิ่งที่ต้องคิดมันคือเรื่องอะไร เรื่องไม่เป็นเรื่องก็กวนอารมณ์ต้องได้แล้ว

หรือว่าต้องจะเข้าวัยทองกันแน่นะ อารมณืผลุบๆ โผล่ๆ แบบนี้ เลือดจะไปลมจะมาหรือเปล่าน้อ น้องต้องของพี่


ปรากฏว่ารถของฉันต้องซ่อมครั้งใหญ่ กว่าจะเอารถมาที่อู่ได้ก็เล่นเอาเหนื่อยเพราะต้องจ้างรถมาลากไปที่อู่ ยางสี่ล้อแบนราบ ระบบเบรก ระบบไฟ พังหมด หนูมาแทะสายไฟยับเยิน แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ แค่หกเดือนกว่าๆ ที่ไม่ได้ใช้รถ ทำเอารถแล่นไม่ได้

“ซื้อใหม่เลยดีกว่าพี่จอย ขายคันนี้แล้วเอาคันใหม่มาใช้ เอารถแบบนี้ขึ้นดอยลงดอยอันตรายเปล่าๆ” ต้องออกความเห็น

“แต่มันแพงนะต้องเราต้องใช้เงินอีกเยอะ”

“แล้วมันคุ้มเหรอพี่ถ้าจะเอาชีวิตมาเสี่ยงกับรถเก่าๆ แบบนี้”

“ก็ได้ก็ได้ ซื้อใหม่ก็ได้ตกลงพี่จะขายคันนี้” ฉันตอบแบบส่งๆ เพราะไม่อยากเถียงกับต้องอีกแล้ว

ฉันบอกพี่แขกไปว่าฉันอยากขายรถคันเก่าพี่แขกก็เลยช่วยหาคนซื้อให้ ได้ราคาพอสมควรกับการใช้งานจนคุ้ม มีพี่ก็ดีแบบนี้นี่เอง ปกติฉันเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยคิดที่จะมีพี่น้อง อดนึงถึงเด็กตัวน้อยลูกของพ่ออีกคน ป่านนี้คงเป็นสาวสวยไปแล้ว หรืออาจจะแต่งงานมีครอบครัว ให้พ่อได้เป็นตาสมใจอยากแล้วกระมัง

ฉันได้รถแบบเดิมมาอีกคัน ตัดสินใจผ่อนให้นานที่สุดเท่าที่ทางบริษัทจะทำให้เราได้ เอาเงินที่มีมาใช้จ่ายอย่างอื่น และรถที่เลือกก็เป็นรถที่เราต้องใช้จริงๆ สมบุกสมบันจริงๆ มันต้องขึ้นดอยลงดอยเกือบจะทุกวัน ถูกของต้อง ฉันไม่ควรจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับรถเก่าๆ เพราะชีวิตฉันมีค่ามากกว่าความประมาทเลินเล่อในเรื่องรถคันนั้น

หลังจากนั้นฉันกับต้องเราก็กลับบ้านไร่ของเรา งานเยอะและหนักเหมือนเดิม ฉันอดทนทำงานเพื่อให้เราสองคนได้สบาย ต้องเองก็คงคิดแบบฉันเช่นกัน แม้ว่างานจะหนัก แม้ว่าต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ เราก็อดทนทำงานแลกกับเงินที่ได้มา

ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้นดูเหมือนว่าต้องไม่ยอมอะไรฉันอีกเลย ฉันไม่อยากทะเลาะก็ต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแทบจะทุกวัน และก็เป็นฉันที่ต้องยอมต้องเสมอๆ

เมื่อก่อนต้องไม่เคยเป็นแบบนี้ เดี๋ยวนี้มองอะไรนิดอะไรหน่อยก็โดนทุบ โดนตี มองผู้ชายก็ว่า มองผู้หญิงก็บ่น ต้องเป็นเอามาก และอาการคงหนักขึ้นเรื่อยๆ จากคนที่เคยอะไรก็ได้ ตอนนี้อะไรก็ไม่ได้ ระแวงไปหมด ถ้าระแวงมดได้ต้องคงทำไปแล้ว ฉันเกรงใจต้องจนทำอะไรแทบจะไม่ถูก จะกระดิกไปทางไหนก็หวาดๆ กลัวๆ กล้าๆ เพราะไม่อยากมีปากเสียงกับต้อง จะทำงานดึกๆ ก็มีเสียงส่งมาว่า

“แชตกับใครอยู่ดึกๆ ดื่นๆ มานอนได้แล้ว” ทั้งๆ ที่หน้าจอก็เห็นว่าฉันไม่ได้เปิดโปรแกรมแชตอะไรสักอย่าง นั่งทำงานจริงๆ เธอก็ยังพูดแบบนั้น เลิกทำงานทันทีปิดเครื่องปิดไฟนอน

แม่นางต้องโหดจริงๆ ให้ตายสิ ถ้าไม่รักไม่มีทางยอมแบบนี้หรอกนะ


“พอได้หรือยังต้อง พี่จอยกลัวต้องจนไม่เป็นตัวของตัวเองแล้วนะ” หมอบิวเตือนต้องในวันที่ต้องและพี่จอยลงมาส่งของในเมืองและพบกันโดยบังเอิญ ส่วนหมอบิวเข้ามาเลือกซื้อหนังสือในร้านเพราะเธอชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ มันทำให้เธอคลายเหงาได้บ้าง

“ยังพี่หมอ ต้องเอาให้เข็ด จะได้หลาบจำ” ต้องพูดยิ้มๆ กับความสะใจเล็กๆ ของเธอเอง

“มากไปก็ไม่ดีนะต้อง พี่จอยยิ่งบ้าๆ อยู่” หมอบิวพยายามจะเตือนต้องเพราะเท่าที่ผ่านมาบทพี่จอยจะบ้าก็บ้าดีเดือดจริงๆ

“แล้วพี่หมอจะให้คนผิดลอยนวลเหรอพี่” ต้องพยายามจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง

“คนรักกันเค้าอภัยกันได้นี่นาต้อง” หมอบิวเตือนสติต้องอีกครั้ง

“ต้องรู้ค่ะพี่ อีกสักพัก ให้ต้องสะใจก่อน ต้องก็จะเลิกไปเองแหละ” จริงๆ แล้วต้องเองก็เบื่อเหมือนกันที่ต้องตีหน้าเป็นคนขี้หึงขี้โวยวาย โดยนิสัยส่วนตัวของเธอ ไม่ใช่คนแบบนี้สักนิด แล้วทำไมเธอจะไม่รู้เรื่องของพี่จอยกับน้องสองว่าสนิทกับในฐานะอะไร ก็น้องสองนี่แหละที่เป็นคนพาต้องไปโน่นมานี่ พาต้องไปซื้อของไปจ่ายตลาด ตอนที่พี่จอยยังนอนไม่ได้สติ

น้องสองไม่ใช่คนที่ต้องจะระแวงอะไรเลย แต่ที่เธอต้องทำแบบนี้เพราะต้องการจะแก้เผ็ดคนขี้น้อยใจ คนขี้ระแวง ให้ได้รู้สำนึกบ้างว่าการที่ทำตัวแบบนั้นคนที่อยู่ข้างๆ จะรู้สึกกดดันแค่ไหน

“ระวังมันจะติดเป็นนิสัยนะต้อง มันไม่งามเลยรู้หรือเปล่า” ดูเหมือนว่าหมอบิวจะเป็นห่วงต้องเอามากๆ

“ค่ะพี่ ต้องจะไม่ทำจนติดเป็นนิสัยหรอกพี่หมอก็รู้ว่าต้องเป็นคนยังไง”

“ตามใจก็แล้วกัน งั้นพี่ไปก่อนนะ มีประชุมที่โรงพยาบาล ตอนบ่ายว่างๆ ก็โทรมาแล้วกัน”

“บายค่ะพี่ขับรถดีๆ นะคะ”

“เหมือนกันแหละ อย่าขับเร็วนักก็แล้วกัน ลงดอยขึ้นดอยมันอันตราย”

“จ้าไปเถอะพี่ เดี๋ยวพี่จอยมาเห็นพี่ ต้องขี้เกียจแก้ตัว”

หมอบิวเดินลับมุมไปแล้วพี่จอยก็โผล่มาแทบจะทันที ต้องอดมองไม่ได้ว่าพี่จอยเห็นที่เธอคุยกับหมอบิวหรือเปล่า ถ้าหากเห็นพี่จอยเข้าใจผิดขึ้นมาอีกเรื่องจะยิ่งวุ่นไปกันใหญ่

“รอนานไหมต้อง” พี่จอยทักต้องเหมือนว่าจะไม่เห็นเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ทำเอาต้องโล่งใจ

“ไม่นานหรอกพี่ต้องว่าจะไปดูหนังสือในร้านพอดี” ต้องปรับสีหน้าทันทีเหมือนกัน

“งั้นดีเลยพี่ก็อยากได้สักเล่มสองเล่มเหมือนกัน ขี้เกียจลงดอยมาบ่อยๆ เบื่อนั่งรถ”

“ว่าแต่ตกลงแม่จะมาหาเราเมื่อไหร่คะ” ต้องถามเรื่องแม่ของพี่จอย เพราะล่าสุดพี่แขกบอกว่าหมอสั่งให้แม่หยุดพักงานและหาสถานที่อากาศดีๆ มาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง มันเหมาะกับการพักฟื้นของคนสูงอายุ

“ไม่รู้สิพี่ก็ลืมถาม แต่เห็นพี่แขกบอกว่าแม่คงมาวันมะรืน”

“คราวนี้แม่ยอมแล้วเหรอพี่จอย ปกติแม่ไม่ค่อยอยากมาอยู่ดอยนี่นะ”

“คงยอมแล้วมั๊ง ไม่เห็นแม่ว่าอะไร แม่คงปล่อยมือจากงานแล้วล่ะ แก่มากแล้วทำงานไปมากๆ ทำไมก็ไม่รู้”

“แม่คงไม่อยากอยู่ว่างๆ มังคะ”

“ก็คงงั้น แล้วนี่ต้องจะเอาหนังสืออะไร” จอยเดินเข้าไปเลือกๆ นิตยสารและหยิบขึ้นมาพลิกดู เธอชอบนิตยสารแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แม้ไม่ได้เปเห็นด้วยตา หากมองจากรูปก็สบายใจแล้ว

“หนังสือแนวฆาตกรรมค่ะ อ่านแล้วเพลินดี”

ตายๆ ขนาดหนังสือยังแนวฆาตกรรม พ่อแก้วไม่แก้วช่วยลูกช้างด้วยเถอะ เกิดวันดีคืนร้ายต้องโมโหแล้วฆาตกรรมฉันแบบในหนังสือจะว่ายังไง หนังสือพิมพ์มิลงหน้าหนึ่งกันเกลื่อนทุกฉบับเลยเหรอว่า

“คู่รักผิดเพศฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” หรือไม่ก็ “ดี้ขี้หึง หวงแฟนฆ่าหมกไร่” ข่าวแบบนี้ยิ่งลงก็ยิ่งขายดี คิดแล้วก็ขนลุก

“พี่ว่าต้องหาหนังสือแนวรักหวานๆ ไปอ่านไม่ดีเหรอ”

“ต้องไม่ชอบนี่พี่ อ่านเรื่องแบบนั้นมันเลี่ยนๆ ไงไม่รู้ ชีวิตใครจะหวานได้ตลอดเวลาจริงไหม มันก็ต้องมีทะเลาะกันบ้าง กัดกันบ้างเพิ่มรสชาติให้ชีวิต”

“จ้าๆ งั้นเลือกหนังสือของต้องไปเถอะ พี่ไปหาหนังสือของพี่ก็แล้วกัน” แล้วก็ต้องยอมเธออีกครั้ง ขืนไม่ยอมสิวีนกลางร้านหนังสือขายหน้าประชาชีตายแน่ๆ


แม่ตกลงใจย้ายมาอยู่กับฉันถาวร ฉันทำเรือนใหม่ให้แม่ แม่จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นบันได เพราะเข่าของแม่ไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน ทำห้องน้ำให้ใหม่ ใกล้ๆ กับห้องนอนไม่ต้องลุกเดินไปไหนไกลๆ อากาศดีๆ ของที่นี่จะทำให้แม่อาการดีขึ้นหมอบิวบอกอย่างนั้น

การมีแม่มาอยู่ด้วยรู้สึกว่าจะทำให้ต้องดีขึ้น จากที่เคยขี้โมโห ขี้วีนก็ลดน้อยลง โลกของฉันสงบมากยิ่งขึ้น เราสามคนเหมือนครอบครัวเดียวกัน แม่มาอยู่ที่นี่ก็ใกล้หมอ เพราะหมอบิวยังคงทำงานของเธออยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ เดินทางสะดวกไม่ต้องไปต่อคิวในโรงพยาบาลในเมือง

นานๆ ครั้งเท่านั้นที่หมอบิวจะส่งแม่ไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลในตัวเมืองนอกนั้นก็รักษากับเธอ ฉันว่าหมอบิวเป็นหมอที่รับผิดชอบคนหนึ่งเลยทีเดียว เธอทำงานอย่างหนัก ดูแลคนไข้ที่เข้ามารักษากับเธออย่างดี ฉันไม่เคยได้ยินหมอบิวบ่นว่าเหนื่อยกับการทำงานแต่กลับเก็นรอยยิ้มเมื่อเธอพูดคุยกับคนไข้

ฉันพอเข้าใจว่าทำไมต้องรักและเคารพพี่หมอบิวของเธอเพราะหมอบิวเป็นคนดีจริงๆ


ฉันส่งแม่เข้านอนแล้วเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา ฉันกับต้องออกมานอนดูดาวกันที่ริมระเบียง ต้องนอนหนุนแขนของฉันเหมือนเคย ความสุขเล็กๆ กับการได้อยู่กับธรรมชาติและคนที่เรารัก แม้มีเงินสักพันล้านก็แลกซื้อมาไม่ได้

“กิ๊กบอกว่าจะมาเยี่ยมเรานะต้อง” ฉันบอกต้องเพราะกุ๊กกิ๊กโทรมาหาฉันเมื่อตอนเย็นบอกว่าอีกไม่กี่วันจะมาเมืองไทยและจะเมาเยี่ยมฉันกับต้องที่บนดอยนี้

“เหรอคะดีสิต้องจะได้พาพี่กิ๊กเที่ยวให้สนุกเลย” ท่าทางต้องจะดีใจมากที่กุ๊กกิ๊กจะมาหาเรา

“แต่สองจะมาด้วยนะ” ฉันอุ๊บอิ๊บบอกต้องกลัวต้องจะโกรธขึ้นมาอีก งานเข้าแน่ๆ ถ้าต้องไม่พอใจ

“ค่ะ”

“แค่ค่ะเหรอ ต้องไม่โกรธพี่กับสองแล้วเหรอ” ต้องทำให้ฉันแปลกใจ ทั้งๆ ที่เตรียมรับมือกับการวีนของต้องแล้ว แต่นี่ต้องกลับเฉยๆ เมื่อได้ยินชื่อของน้องสอง

“แล้วต้องจะไปโกรธพี่ทำไมคะ”

“อ้าวก็เมื่อก่อนเห็นหึงจะเป็นจะตาย หน้าดำคร่ำเครียดอย่างนั้น พี่ล่ะกลัวต้องไปนานเลย” ฉันบอกความจริงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

เสียงหัวเราะออกมาจากปากต้อง ทำเอาฉันงงอีกแล้ว ก็เลยย้อนถามต้องไปว่า “หัวเราะอะไร”

“ก็พี่นี่นะ เชื่อเหรอว่าต้องโกรธพี่งอนพี่”

“อ้าวแล้วต้องไม่โกรธไม่งอนพี่เหรอ”

“จะไปโกรธพี่ทำไมคะ ต้องไม่ใช่คนขี้น้อยใจแบบพี่สักหน่อย”

“แล้วที่ต้องเป็นแบบนั้นล่ะ”

“ต้องแกล้งพี่ต่างหากเล่า”

“อ้าว” อึ้งไปเลยสิฉันงานนี้

“จริง...ต้องแกล้งพี่ แก้เผ็ดที่พี่ทำกับต้องก่อน ต้องไม่ได้หึงพี่กับน้องสองหรอกต้องจะไปหึงทำไม ต้องขอบใจน้องสองด้วยซ้ำไป ที่เป็นเพื่อนพี่ ตอนที่พี่อยู่ที่โน่น” ท่าทางของต้องจริงจัง เหมือนที่เธอพูด

“อ้าว”

“ร้อนมากนักเหรอพี่อ้าวหลายรอบแล้วนะ”

“เออนะ เราก็หลงเข้าใจผิด” ฉันยิ้มกับคำตอบที่ได้รับ อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าต้องเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งและฉันเลือกคนที่จะเดินทานร่วมไปกับฉันไม่ผิดคน

“รักนะหอยขม” ต้องหยิกแก้มฉัน หยอกล้อตามประสาของเธอ

“อะไรหอยขม”

“เวลาที่พี่กินหอยขมพี่ทำยังไง” ต้องถามกลับฉันมาบ้าง

“ก็จุ๊บๆ มันไง มันกินง่ายดี”

“ก็นี่ไง รักนะหอยขม” แล้วต้องก็หอมแก้มฉัน และฉันรู้ดีว่าราตรีนี้อีกยาวไกลนัก

ความรักของคนสองคนกว่าจะลงเอยกันได้ มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป ไม่มีรักไหนที่จะจบลงเหมือนนิยาย ความรักไม่ได้จบลงเพียงแค่การอยู่ร่วมกันเหมือนในนิยายที่จบแบบมีความสุข แต่ความรักต้องอาศัยทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งหมดที่มีในตัวของคนหนึ่งคน เอามารวมกับคนอีกหนึ่งคน

บางรัก....อดทนที่จะรอคอยทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีวันสมหวัง

บางรัก.... จบด้วยน้ำตา

บางรัก.... จบด้วยร้อยยิ้ม

และบางรัก....จบด้วยความสุขใจ

อยู่ที่คุณจะเลือกว่าจะให้ รักของคุณเป็นแบบไหน

ส่วนความรักของฉัน จบลงแบบนี้ แบบที่มีคนที่ฉันรักและรักฉัน พร้อมจะเดินเคียงข้างกันตลอดไป ตราบนานเท่านาน


...จบ...

11 พฤษภาคม 2552 0.28 น. ณ หน้าคอมพิวเตอร์




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 16:00:15 น.
Counter : 470 Pageviews.  

บทที่ ๓๐ น้ำผึ้งหวานจริงหรือเปล่านะ



สรุปว่าเราสองคนก็คงไม่ได้กลับเมืองไทย ติดแหงกอยู่ที่สวีเดน เพราะพายุหิมะที่ตกไม่หยุด ทางสายการบินก็โทรมาแจ้งข่าวอยู่เรื่อยๆ ว่าตอนนี้ยังเดินทางไม่ได้ หากจะไปไหนมาไหนได้ก็คงต้องรอให้เลยปีใหม่ไปก่อน

ฉันกับต้องก็เลยขลุกกันอยู่แต่ในบ้าน ออกไปนอกบ้านก็เฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น ก็มันหนาวนี่คะ นอนกอดกันอุ่นๆ ดีกว่า

ฉันขี้เกียจเลยค่ะ พอได้อยู่กับต้องแบบนี้ มันเหมือนกับย้อนเวลาไปหาอดีต ฉันอ้อนต้องราวกับว่าตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ จะทำอะไรก็ร้องหาต้อง แอบออดอ้อนต้องเหมือนกับจะทดแทนช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้ว่าเราสองคนละเลยการใส่ใจซึ่งกันและกันมานาน

แม้เราจะอยู่ด้วยกัน แต่ก็นะ เราก็ต้องทำงานด้วยกันทั้งคู่ เวลาในการสวีทหวานก็เลยไม่ค่อยจะมี เมื่อได้มาอยู่กันสองต่อสองแบบนี้ ฉันจึงทำตัวเป็นอิสระจากความรับผิดชอบต่างๆ และลดอายุตัวเองเหลือแค่ 10 ขวบ ทั้งๆ ที่อายุจริงๆ ไม่อยากจะบอกว่าเลยหลักสี่ไปไกลแล้ว

การอยู่ด้วยกันสองคนโดยไม่มีใครมารบกวน ไม่มีงานเข้ามารกหัวสมอง เหมือนๆ เราสองคนกำลังดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันเพียงสองคน สบายอุราจอยดีแท้

ต้องนั่งพิงหัวเตียงอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ส่วนฉันเคล้าเคลียอยู่ไม่ห่าง นอนหนุนตักต้องบ้าง แอบหอมพุงแบนๆ ของต้องบ้าง บางครั้งก็แอบเล่นปูไต่ไปตามแขนขาและเนื้อตัวของต้อง

“ไต่ๆ อะปูไต่ๆ” ฉันเล่นไปก็พูดไปเรื่อยๆ ต้องขยับขาหนี สงสัยเธอจะจั๊กจี้ แต่เธอก็ไม่วางสายตาจากการอ่านหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือของเธอ และแล้วเมื่อเล่นไปเรื่อยๆ ต้องก็บ่นออกมาว่า

“พี่จอยเลิกเล่นได้ไหมรำคาญ” ต้องบ่นฉันปล่อยมือจากหนังสือพิมพ์มาตีมือของฉันที่ซุกซนกับรยางค์ของเธอ หมายถึงแข้งขานะอย่าคิดมาก

“โหขนาดรำคาญเลยเหรอ ก็คนมันคิดถึงนี่นาที่รัก” ฉันร้องอ้อนขึ้นมาแทบจะทันที

“ก็รู้ว่าคิดถึง แต่ทำแบบนี้มันจั๊กจี้ไม่รู้เหรอ” ต้องจ้องตาฉันไม่กระพริบ ตายๆ ฉันจะโดนแม่เสือบ่นอีกสักกี่คำกันล่ะนี่

“รู้สิ ถ้าไม่รู้จะเล่นทำไมเล่า” ฉันทำแก้มป่องๆ ปากจู๋ๆ แล้วก็ส่งสายตาเจ้าเล่ให้กับต้อง

ดูเหมือนจะได้ผล ต้องไม่บ่นฉันอีกแล้ว ต้องลูบหัวของฉันไปมา ปัดเส้นผมที่ยาวไม่ได้ทรงของฉันให้เข้ารูป ก็ฉันไม่ได้ใส่ใจกับทรงผมของตัวเองมานานแล้วนี่

“ผมพี่จอยขาวเยอะมากเลยนะ คิดมากหรือไงพี่ อ๊ะหรือว่าแก่แล้ว ต๊าย... คนเรา แก่แล้วทำตัวเป็นเฒ่าทารก” นี่นะคำพูดของต้อง ฟังแล้วชักของขึ้น

“อ้าวๆ ไหงมาว่ากันแบบนี้เล่า ท่าไม่รักจะมานอนหนุนตักเล่นแบบนี้เหรอ” ฉันบ่นกลับไปบ้าง ก็ดูฟังพูดเข้าสิ เข้าหูคนอายุมากแบบฉันซะที่ไหน

“ก็นะพี่ เล่นอะไรก็ให้เป็นผู้ใหญ่บ้าง ต้องมีแฟนอายุมากกว่าก็เพราะต้องการให้พี่ดูแลต้องไม่ใช่ให้ต้องมาดูแลพี่ อะไรกัน” ต้องบ่นอีกแล้ว

“อ้าวเหรอ” ฉันแกล้งทำหน้าตกใจกับคำพูดของเธอ แต่ฉันก็ยังคงนอนหนุนตักต้องอยู่ดี ก็ใครจะลุกง่ายๆ ล่ะ ตักต้องทั้งนุ่มทั้งหอม แถมยังมีอะไรให้ฉันเล่นได้อีกเยอะ เวลามองต้องจากมุมล่างขึ้นข้างบนแบบนี้ ต้องก็ดูสวยไปอีกแบบ

“ก็ใช่นะสิ พี่ไม่รู้ตัวหรอกนะบางเวลาพี่ก็ทำตัวแก่ซะจนต้องตามไม่ทัน บางเวลาพี่ก็กลายเป็นเด็กแล็กๆ อ้อนโน่น อ้อนนี่ ต้องก็ปรับตัวไม่ถูกเหมือนกันนะพี่” ปากต้องก็พูดไป แต่มือก็ยังคงลูบผมของฉันไปเรื่อยๆ ราวกับสิ่งที่ต้องพูดมันไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องใส่ใจ

“ก็แหมนะ”

“อะไรก็แหมๆ แล้วไอ้ตัวแหมของพี่มันเป็นยังไง ไหนบอกต้องให้ต้องเข้าใจหน่อยสิ” ต้องก้มหน้าลงมาใกล้ๆ หน้าของฉัน แล้วก็บ่น

“ก็” ฉันพยายามคิดคำว่าแหมของตัวเองว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากตัวเองเหมือนกัน

“ก็อะไร ไหนลุกขึ้นมาแล้วพูดกันดีๆ แบบที่ผู้ใหญ่เค้าคุยกันสิคะ” ต้องจับตัวฉันให้ลุกจากการนอนหนุนตักเธอและให้ฉันนั่งพิงหัวเตียงเคียงข้างเธอ

“ก็พี่รักต้องพี่ก็อยากเคล้าคลอเล่นกับต้องบ้าง บางทีพี่ก็อยากเป็นเด็กเล็กๆ ออดอ้อนต้องเหมือนเด็กๆ ที่ต้องการให้แม่เอาใจ บางทีพี่ก็อยากเป็นคนที่ดูแลต้องปกป้องต้องไม่ให้ต้องเจอกับอะไรที่พี่ไม่อยากให้ต้องเจอ แล้วบางทีพี่ก็อยาก...” ต้องยกมือปิดปากฉัน

“พอๆ ยกแม่น้ำทั้งห้ามา สรุปว่าคนเดียวหลายอารมณ์พอแล้วไม่ต้องขยายให้มากความ”

ฉันยิ้มๆ ต้องพูดถูกฉันเป็นคนหลากหลายอารมณ์จริงอย่างที่ต้องว่า และเป็นหลายอารมณ์ที่บรรยากาศหนาวๆ พาไปด้วยสิ

“แล้วนี่พี่ไม่ต้องไปทำงานกับพี่กิ๊กแล้วเหรอคะ”

“ไม่ต้องแล้วพี่บอกลาออกไปตั้งแต่วันก่อนโน้นแล้ว”

“ไม่รับผิดชอบจริงๆ ปกติ คนจะลาออกต้องลาออกล่วงหนาหนึ่งเดือนให้เจ้าของกิจการเค้าหาคนมาแทนให้ได้ก่อนไม่ใช่เหรอ”

“ถ้าทำงานแบบเต็มเวลาก็คงต้องทำแบบนั้น แต่นี่พี่ทำงานแบบผี หลบๆ ซ่อนๆ ไม่ต้องลาออกล่วงหน้าก่อนเดือนนึงก็ได้”

ต้องพยักหน้าเข้าใจที่ฉันพูด

“ต้องเราออกไปเดินเล่นกันไหม”

“หนาวแบบนี้นี่นะจะไปเดินเล่น ประสาทหรือเปล่าพี่จอย”

“ไม่ได้ประสาท แต่เราสองคนอยู่แต่ในห้องพี่ก็อยากให้ต้องออกไปเดินเล่นบ้าง อีกอย่าง เราสองคนจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เวลาที่เราสองคนจะอยู่ด้วยกันสองต่อสองแบบนี้มันมีน้อยนะต้อง เก็บความสุขกลับไปสิ อย่างน้อยเราก็จะได้เดินข้างๆ กัน ในสถานที่แปลกๆ เราจับมือกันเดินเที่ยว โรแมนติกดีออกจะตายไป”

“เออนะ คิดได้นะพี่ ทีตอนหนีต้องมาไม่ยักกะคิด”

เอาแล้วซวยแล้วไอ้จอยเอ๊ย แม่นางต้องขุดเอาเรื่องโบราณยุคสมัยหินออกมาแล้ว แก้ตัวยังไงล่ะคราวนี้

“ก็แหมนะ”

“อะไรก็แหมๆ เลิกพูดซะทีได้ไหมเวลาคิดอะไรไม่ออกเถียงอะไรไม่ทันก็แหมทุกที ขอซื้อไม่ไหมได้คำว่าแหมของพี่คำนี้”

“ซื้อด้วยอะไรล่ะ ถ้าให้ราคาดีพี่ก็ขาย”

“ซื้อด้วยตัวและหัวใจของต้อง ให้ราคาดีไหม แล้วก็เลิกเถียงต้องซะที หัดสงบปากสงบคำบ้าง เข้าใจไหม” ต้องมาไม้นี้ก็ต้องเงียบสิคะ

“อะจ้า เข้าใจแล้วจ้า” และแล้วฉันก็รู้ในทันทีว่า สิ่งที่แม่นางต้องต้องการจริงๆ คืออะไร เธอต้องการคนรู้ใจที่ไม่มีปากไม่มีเสียง สงบปากสงบคำ ไม่พูดไม่เถียง หากเธอต้องการอะไรก็แค่รับคำว่า “จ๊ะ” คำเดียวเท่านั้น อีกหน่อยฉันคงต้องเรียกต้องว่า “แม่” อีกคนแล้วสิ เศร้าไปเลยไอ้จอยเอ๊ย

หรือผู้หญิงเป็นแบบนี้กันหมดทุกคน เพราะฉันเองก็เป็น วะฮะฮ่า...


ฉันพยายามทำตัวเป็นแฟนที่ดี ไม่ทำให้ต้องหงุดหงิดโมโห เพื่อทดแทนความผิดที่ตัวเองได้ก่อขึ้นพาต้องเดินในตัวเมืองหาซื้อของใช้ และของฝากกลับไปเมืองไทย ต้องเดินเลือกซื้อของอยู่นานแต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือออกมา

แม้ว่าสินค้าลดราคากระหน่ำวินเทอร์เซลล์ จะวางขายเกลือน ต้องก็ได้แต่หยิบๆ จับๆ และก็ถอยตัวฉากออกมา

“ไม่ซื้อล่ะกลับไปจะได้มีอวดว่าใส่ของนอก”

“ไม่เอาอะพี่มันแพง อีกอย่างอยู่ป่าอยู่ดอยใส่อะไรก็ได้ไม่ต้องไปอวดใคร ของแพงๆ แบบนี้ไม่ซื้อหรอกเปลือง”

“ก็อย่าคิดว่าเป็นราคาบ้านเราสิ คิดว่าเป็นราคาของที่นี่ก็ได้จะได้ไม่ต้องคิดมาก” ฉันมองป้ายราคาสีแดงๆ พอเห็นราคาเก่ากับราคาใหม่เปรียบเทียบกันแล้ว มันลดลงไป ถึง 80 % น่าจะได้

“ถูกที่ไหนกันตั้ง 200” ต้องทำตาโตเมื่อเห็นป้ายราคา

“แต่ราคาเก่ามันพันกว่าๆ นะ” ฉันอ้างเหตุผลและชี้ให้ดูป้ายราคาเก่าที่ถูกแปะทำด้วยป้ายใหม่สีแดง

“นั่นแหละแพง พี่เอา 5 บาทคูณไปสิ เสื้ออะไรตัวนิดเดียวราคาตั้งพัน ไปซื้อสำเพ็งถูกว่าตั้งเยอะ สวยกว่านี้ถมไป” ต้องบ่นแล้วก็ลากฉันออกมาจากกองเสื้อผ้าที่ลดราคา

“จ๊ะแม่ แพงก็แพง” ฉันเดินตามต้องออกไปจากฝูงฝรั่งมุง แล้วต้องก็มาหยุดอยู่ที่ร้านขายผ้าพันคอ เธอเดินไปเลือกซื้อผ้าพันคอที่ทำจากขนสัตว์ พอเห็นป้ายราคาแล้วก็อดตกใจไม่ได้ ราคาแพงกว่าที่ต้องบอกว่าแพงเมื่อกี้เห็นๆ

“ไหนว่าไม่ซื้อของแพง จะไปซื้อที่สำเพ็งไงต้อง”

“อันนี้มันเป็นผ้าขนสัตว์ พันคอแล้วอุ่นดี จะซื้อเอาไปฝากพี่หมอ”

พอได้ยินคำว่า “พี่หมอ” แค่นั้นไฟก็ปะทุขึ้นมาในสมองฉันทันทีโดยที่ก่อนหน้านี้มันมอดไปนานแล้ว ความโกรธพุ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องพูดต่อไปอีกว่า

“หนาวๆ แบบนี้พี่หมอต้องมีอะไรกันหนาวบ้าง ไม่เคยใสใจดูแลตัวเองเลย มัวแต่ห่วงคนไข้ หมอเองก็จะแย่เหมือนกัน”

ฉันไม่ได้พูดอะไรจากสีหน้ายิ้มๆ ก่อนหน้านี้มันกลายเป็นปั้นปึ่ง ต้องคงไม่ได้สังเกตฉันหรอก เพราะเธอมัวแต่เลือกผ้าพันคอขนสัตว์ของเธอไปเรื่อยๆ

“ทีเสื้อผ้าตัวเองบอกว่าแพง ทีซื้อให้ไอ้หมอบิวบอกว่าถูก ชิ หมั่นไส้” ฉันบ่นแต่ไม่ดังมาก ต้องคงไม่ได้ยินเพราะเสียงผู้คนรอบข้างคงดังกว่าเสียงของฉัน

ต้องเลือกซื้อของอีกสองสามอย่าง แต่ละอย่างก็เป็นของฝากทั้งนั้น ดูเหมือนว่าต้องจะไม่ได้ซื้อของอะไรที่เป็นของเธอเองเลยสักอย่าง ครีมสำหรับพี่แขก กระเป๋าสะพายของแม่ฉัน มีดพกให้กับผู้จัดการไร่ แต่ของเธอ เธอไม่ได้มอง

ฉันสิเดินเข้าไปเลือกซื้อนาฬิกาเรือนใหม่ให้กับต้อง และซื้อเป้สะพายใบใหม่ให้เธอ ฉันรู้ว่าต้องชอบใช้เป้มากกว่ากระเป๋าเดินทาง เธอบอกว่ามันสะดวกเวลาจะแบกไปไหนต่อไหน ได้ของตามที่เราสองคนต้องการเมื่อเหนื่อยและหิว เราก็ตัดสินใจไปที่ร้านของกุ๊กกิ๊ก เพื่อกินอาหารกัน


กว่าจะเดินจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมาที่ร้านของกุ๊กกิ๊กได้ ก็ใช้เวลานาน พื้นทางเดินลื่นๆ แถมยังไกลทำเอาเราแทบหมดแรง

เสียงกรุ้งกริ้งจากกระดิ่งที่ติดอยู่ตรงประตูทางเข้า ทำให้คนในร้านตะโกนต้อนรับเราสองคนก่อนที่จะเห็นหน้าด้วยซ้ำไป

“ร้านไทยสวัสดีค่ะ เชิญค่ะ”

มันเป็นกฎของกุ๊กกิ๊กที่จะต้องให้พนักงานทุกคนส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ต้อนรับลูกค้าด้วยภาษาไทยและเมื่อลูกค้าเดินเข้าไปในร้านก็ต้องยกมือไหว้สวัสดีอย่างนอบน้อม เป็นการต้อนรับลูกค้า กุ๊กกิ๊กบอกว่าเป็นคนไทยก็ต้องรักษาวัฒนธรรมไทยๆ เอาไว้ อย่างให้ใครดูถูกได้

กุ๊กกิ๊กเห็นฉันเธอก็รี่เข้ามาหาแทบจะทันทีพร้อมกับเสียงแหลมๆ ที่ฉันคุ้นชิน

“ต๊ายนังจอยลมอะไรหอบแกมายะ”

“ลมหิวเว่ยมาขอข้าวกินฟรี” ฉันตอบแบบเซ็งๆ เพราะยังกรุ่นอยู่กับการไม่พอใจต้องที่เลือกของฝากไอ้เจ้าหมอบิว

“เอองั้นนั่งก่อนจะกินอะไรดีฉันจะไปทำให้”

“เอาอะไรมาก็ได้สองอย่างหิวเว่ยรีบๆ เลยนะแก ไม่อย่างนั้นฉันพังร้านแกแน่ๆ”

“ไอ้นี่ท่าจะโมโหหิวของแท้ งั้นเอาผัดไทยกับข้าวคลุกกะปิแล้วกันวันนี้มันเป็นเมนูแนะนำ หนูสองไปเอามาให้ไอ้พี่จอยด่วนจี๋เลยเดี๋ยวร้านพี่พังเพราะความหิวของมัน” กุ๊กกิ๊กหันไปสั่งน้องสองเด็กไทยอีกคนที่ย้ายถิ่นฐานตามครอบครัวมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบประถมต้นด้วยซ้ำไป

ฉันกับสองเราสนิทกัน เพราะสองจะช่วยสอนภาษาสวีดีสให้กับฉัน ในบางคำที่เป็นศัพท์แสลง ไม่มีในพจนานุกรม และเราก็ช่วยกันทำงาน ในร้านของกุ๊กกิ๊ก

เด็กไทยจะรู้กันว่าที่ร้านนี้มีงานให้ทำเสมอ ในยามที่ตกยาก และรู้ว่ากุ๊กกิกเป็นกระเทยใจพระ คอยช่วยเหลือดูแลเด็กๆ ที่รักดี อยากมีเงินเอาไปจุนเจือตัวเองยามยาก แต่ต้องขยันนะ เพราะกุ๊กกิ๊กไม่ใช่คนจับจด คนที่มาทำงานต่างรู้ดีว่าถ้าวันไหนได้หน้าที่อะไรก็ต้องทำตามนั้น

หั่นผักก็ต้องหั่นเป็นสิบกิโล หั่นเนื้อก็เหมือนกัน แรกๆ ฉันเองก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน เรียกว่าหั่นจนไม่อยากจะหั่นหรือจับมีดอีกเลย เพราะมันเยอะมากๆ พอทำเสร็จก็ต้องเอาเข้าตู้แช่แข็ง เพื่อถนอมอาหาร เพราะสินค้าพวกผักพวกปลาที่ไม่ใช่ของในแถบนี้จะแพงมากๆ ถ้าเก็บไม่ดีของเสียหายก็เจ๊งกันเป็นแถบ

ฝรั่งเรื่องมากแต่ก็จ่ายงาม จ่ายค่าข้าวแล้วก็ต้องทิปให้กับทางร้าน ประเภท บวกบวก ทำนองนั้น ทั้งภาษีที่แพง ทั้งค่าพนักงานเสริ์ฟ และทิปให้กับพนักงานต่างหาก

แม้ว่าจะจ่ายด้วยบัตรเครดิตสำหรับอาหารแล้ว แต่ก็ต้องทิปด้วยใบละยี่สิบเป็นการตอบแทน ดังนั้นพวกฝรั่งจึงเลือกที่จะไปกินอาหารในห้างมากกว่าเพราะที่เหล่านั้นจะไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มนอกจากราคาอาหาร และการที่จะเข้ามากินอาหารในร้านต้องเป็นร้านที่คนเหล่านั้นเลือกแล้วจริงๆ ว่าบริการดี อาหารอร่อย

ฝรั่งไม่ชอบปรุงแม้ว่าทางร้านจะมีพวงเครื่องปรุงมาให้พร้อมๆ กับอาหารก็ตาม แต่ก็มักไม่มีใครหยิบจับพวงเครื่องปรุง ทุกคนพอใจในรสชาติอาหารที่ตัวเองได้รับ และก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานของตัวเองจนเกลี้ยงจาน

น้องสองเอาอาหารมาให้ฉันกับต้อง และฉันก็นั่งกินเงียบๆ ไม่พูดไม่จา ราวกับว่าอาหารตรงหน้าคือจุดสนใจของฉัน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย กินผัดไทยแต่ใจอยากฆ่าคน

ก็มันหึงนี่นา ทำไงได้ แล้วดูเจ้าตัวสิไม่ทุกข์ไม่ร้อน นั่งกินข้าวคลุกกะปิสบายใจเฉิบ

มันน่านัก น่าจับปล้ำให้ลืมไอ้หมอบ้าคนนั้นจริงๆ ให้ตายสิ

ดูสิดูทำหน้าเข้า ยิ้มอยู่ได้ ฉันน่ะ โมโหอยู่นะเว่ย ขอบอกครับขอบอก


กินเสร็จฉันเก็บจานมาล้างในครัวแล้วก็เดินเข้าไปคุยกับน้องสองที่กำลังประจำหน้าที่ล้างจานของเธอ คนที่ทำงานในร้านไม่ได้มีหน้าที่ตายตัว ยกเว้นก็แต่แม่ครัว ที่คงออกไปข้างนอกไม่ได้เพราะต้องดูแลการทำอาหารอยู่หน้าเตา หากละเลยหน้าเตาไปคนอื่นๆ ก็ทำแทนไม่ได้ รสมือไม่เหมือนกัน แม่ครัวจึงสำคัญที่สุดในร้านอาหารแห่งนี้

“ไงสองเหนื่อยไหมไอ้หนู”

“เหนื่อยสิพี่ ช่วงนี้กลับบ้านกันหมด ไม่มีใครทำงานเลย มีแต่น้าจิตกับป้าผ่องทำครัว สองแทบกระอักแล้วพี่จอย” สองบ่นความเหนื่อยของเธอให้ฉันฟัง ฉันพอเข้าใจเพราะรู้ว่าช่วงเทศกาลแบบนี้ ผู้คนในเมืองหนีออกไปกันหมด บางคนก็เดินทางไปต่างประเทศ คนที่นี่ลาพักร้อนได้เดือนเต็มๆ แต่ก็ต้องทำงานมหาโหดทั้งปี แล้วไปเสวยสุขตอนสิ้นปีกันแทบทั้งนั้น

“อดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปได้” ฉันโอบไหล่น้องสองแล้วก็ให้กำลังใจเธอ และยืนพิงขอบอ่างล้างจานคุยกับสองไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่แขนยังโอบไหล่ของสองอยู่

“ทนอยู่แล้วพี่ เงินดีขนาดนี้หาได้ที่ไหน เหนื่อยหน่อยแต่ก็คุ้ม”

“แล้วเมื่อไหร่จะซื้อบ้านไหนว่าเก็บเงินได้แล้วไง” ฉันยังชวนสอคุยไปเรื่อยๆ เพราะสองเคยบอกว่าอยากจะซื้อบ้านและแยกตัวเองออกมาอยู่คนเดียว เพราะเธออึดอัดกับพ่อเลี้ยงต่างชาติของเธอที่กินเหล้าทุกวัน ฉันก็พึ่งจะรู้นี่แหละว่าไม่ใช่แต่คนไทยที่ติดเหล้า ฝรั่งเองก็ติดเหล้าไม่เป็นอันทำงานทำการเหมือนกัน สองก็คงจะอึดอัดใจที่มีพ่อเลี้ยงแบบนั้น เพราะเธอมาบ่นให้ฉันฟังเกือบจะทุกวันว่าพ่อเลี้ยงของเธอเป็นอย่างไร

แต่สองกับแม่ก็ต้องทนเพราะพ่อเลี้ยงคนนี้ทำให้เธอกับแม่มาอยู่ที่นี่และได้เป็นประชากรของที่นี่ก็เพราะพ่อเลี้ยงคนนี้ ใครบอกว่าแต่งงานกับฝรั่งแล้วสบาย ย้ายมาอยู่ที่เมืองนอกแล้วสบายมันไม่ใช่เลยสักนิด เมืองนอกถือเอาตัวเองเป็นหลัก ไม่ค่อยจะสนใจใคร ถ้าใครไม่มายุ่งกับเค้า เค้าก็จะไม่ยุ่งกับใคร ขนาดฉันจะทาสีห้องก็ต้องขออนุญาตคนที่อยู่ร่วมชั้นว่าฉันจะทาสี ถ้าทุกห้องไม่อนุญาต ก็ทาไม่ได้ เพราะกลิ่นสีจะไปรบกวนคนที่อาศัยร่วมชั้นเดียวกัน

“ยังหรอกพี่พอไปดูอีกทีมีคนตัดหน้าไปแล้ว แล้วพอจะหาใหม่มันก็ไกล นั่งรถไฟตั้งชั่วโมง” สองบ่นๆ

“ก็เลยยังไม่ได้ เอาน่าใจเย็นๆ ไว้ถ้ามันจะเป็นของเราก็ต้องเป็นของเราจริงไหม” ฉันจับจมูกของสองบี้ไปมาเพราะสองเป็นชาวตะวันออกเฉียงเหนืออย่างชัดเจน จะดีก็ตรงที่มีผิวขาวกว่าใครก็เท่านั้น

“เจ็บนะพี่จอย เอามือออกไปเลย ว่าแต่พี่เถอะ จะกลับแล้วนี่นาเนอะ ดีใจด้วยนะที่แฟนมาขอคืนดี แต่เมื่อไหร่ไม่พอใจยกให้สองก็ได้นะพี่ ของแบบนี้สองไม่ถือ” สองจับมือของฉันออกจากจมูกของเธอ มันจึงเหมือนเราสองคนกำลังบอกรักหรือจู๋จี๋กันอยู่ที่อ่างล้างจานในครัว

“ไอ้บ้าพี่หวงเว่ยไม่ให้” ฉันบอกเจตนาของตัวเองด้วยเสียงดุๆ

“ล้อเล่นน่าพี่ ทำเป็นจริงจังไปได้” สองทำลอยหน้าลอยตาจนฉันเขกหัวเธอไปหนึ่งที เจ้าตัวก็ลูบหัวตัวเองปอยๆ

“ไงไอ้จอยตอนอยู่ต่อหน้าแฟนทำหน้าเป็นตูดลิงกัง พอมาคุยกับสองยิ้มหน้าบานเชียวนะยะหล่อน” กุ๊กกิ๊กเดินกอดอกเข้ามาหาฉัน

“ก็จะไงล่ะแก พาไปซื้อของดั๊นไปซื้อของฝากหมอบิวซะงั้น นี่ไม่รู้บ้างเลยหรือไงนะว่าฉันหึงนะเว่ย” ฉันบอกกิ๊กด้วยเสียงขุ่นๆ กุ๊กกอ๊กเองก็พอจะรู้มาบ้างว่าที่ฉํนมาอยู่ที่นี่ต้นสายปลายเหตุก็เพราะหมอบิวคนนั้น

“เหรอ แล้วไม่คิดบ้างเหรอว่าที่แกมานั่งกอดกับน้องสองต้องเค้าจะไม่หึง” กุ๊กกิ๊กหน้าตายแบบที่เธอเป็น

“จะหึงได้ไง ก็ฉันกับสองไม่ได้คิดอะไรกันเราสองคนเป็นพี่น้องกัน คิดไปได้” ฉันแก้ตัวไปตามความจริง เพราะฉันกับสองเรามีทางเดินที่แตกต่างกันไม่มีทางมาร่วมลงเรือลำเดียวกันได้หรอก

“คนที่เค้าไม่เคยรู้ เค้าก็ไม่รู้แกไปดูแฟนแกเองก็แล้วกัน เกิดโมโหหึงขึ้นมาร้านฉันจะพังไปซะก่อน” กุ๊กกิ๊กบอกเสียงเรียบๆ หน้าเดิมๆ

“หึงตรงไหนมิทราบ” ฉันย้อนกลับไปบ้าง

“ก็หึงตรงที่แก คุยยิ้มๆ สนุกๆ กับน้องสองแล้วก็กอดกันให้แฟนแกเห็นไงเล่า”

“อ้าวเฮ้ย” พอฟังที่กุ๊กกิ๊กบอกฉันเต้นผาง

“เออ เมื่อกี้ฉันเห็นต้องจะมาตามแกออกไปข้างนอกแล้วก็เดินหันหลังกลับไป แค่นี้แกพอเข้าใจหรือยังไอ้จอย”

“ฉิบแล้วไอ้กิ๊ก” ฉันตบอกตัวเองดัง “ตุ๊บ”

“เออไปง้อเองแล้วกัน เกิดโมโหกลับเมืองไทยไปก่อน แกนั่นแหละจะซวย”

พอหมดคำพูดของกุ๊กกิ๊กฉันก็รีบออกมาที่หน้าร้านแทบจะทันทีฉันเห็นต้องนั่งอยู่ที่เดิม ดื่มน้ำในแก้วช้าๆ ด้วยอารมณ์ที่เยือกเย็นจนฉันสัมผัสได้ ฉันยิ้มเจื่อนๆ และเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามเธอ

“อิ่มหรือยังต้องเอาอะไรอีกไหมมีขนมไทยนะ ป้าผ่องแกทำฝีมือดีมากลองกินสักหน่อยไหม”

ไม่มีเสียงตอบจากต้องแต่พอมองไปที่ดวงตาของต้องตาคู่นั้นกำลังร้องไห้ ใช่ต้องร้องไห้ ใบหน้าของต้องแดงหูแดง ตาแดง หรือว่าต้องจะโกรธฉันจริงๆ

“พี่กับสองเราเป็นแค่พี่น้องกันนะต้องไม่ได้มีอะไรเกินเลย” ฉัยพยายามจะอธิบาทั้งๆ ที่ต้องไม่ได้พูดอะไรเลยสักนิด เหมือนตุ๊กแกกินปูนร้อนท้องเลยเชียวแหละ ต้องนิ่งและเงียบมาก จนฉันกลัว

“ต้องพูดอะไรบ้างสิอย่างเงียบแบบนี้” ฉันพยายามบอกต้องให้ส่งเสียงอะไรออกมาก็ได้ เธอเป็นแบบนี้ฉันกลัว

“กลับบ้านแล้วเราค่อยคุยกัน” ต้องพูดช้าๆ น้ำเสียงของต้องที่ฉันได้ยินมันเยือกเย็นยิ่งกว่าหิมะที่ปกคลุมอยู่ด้านนอกด้วยซ้ำไป ต้องหยิบถุงที่เราสองคนซื้อมา แล้วเดินออกจากร้านไปหน้าตาเฉยปล่อยให้ฉัน นั่งบื้อเพราะทำอะไรไม่ถูก

หรือต้องจะหึงฉันขึ้นมาแล้ว

ซวยแล้วไอ้จอย งานเข้าแล้ว เซ็งจริงๆ ขอบอก

จบบทที่ ๓๐




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 15:59:24 น.
Counter : 251 Pageviews.  

บทที่ ๒๙ แนวทางของต้อง



หิมะตกหนักแต่ต้องก็ต้องออกไปซื้ออาหารเข้ามาไว้ ไม่อย่างนั้นเธอกับพี่จอยก็คงอดตายคาบ้านกันทั้งสองคน

ต้องกลับเข้ามาที่ห้องก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นพี่จอยจัดกระเป๋าเหมือนเตรียมจะไปไหนสักแห่ง แต่เธอก็ต้องบอกไปตามมารยาทว่า

“ไปซื้ออาหารมา”

“ค่ะ” ดูเหมือนว่าพี่จอยจะไม่สนใจฉันเธอยังคงลงมือจัดการกับเสื้อผ้าของเธอต่อ

“คุณจะไปไหนยังไม่หายดีเลย” ต้องถามพี่จอยเพราะเธออดแปลกใจไม่ได้ที่อยู่ๆ พี่จอยก็ลุกขึ้นมาจัดกระเป๋า ราวกับว่าจะหนีเธอไปอีกรอบ

“ฉันจะกลับบ้าน ฉันหายดีแล้ว” คำตอบของพี่จอยทำเอาต้องยิ้มแก้มแทบปริแต่รอยยิ้มนั้นหลบซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสำหรับปิดปากเท่านั้นเอง

“คุณทำใจได้แล้วหรือกับเรื่องที่คุณบอกฉัน” ต้องแกล้งถาม ทั้งๆ ที่รู้ว่าถ้าพี่จอยตัดสินใจกลับบ้านก็แสดงว่าพี่จอยให้อภัยเธอแล้ว

“ฉันทำใจได้แล้ว และฉันก็รู้ว่าฉันอภัยให้เธอแล้ว ว่าแต่คุณชื่ออะไรฉันลืมถามชื่อคุณ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายวัน” คำตอบของพี่จอย ทำให้ต้องยิ้มอีกครั้งแต่คำถามที่ตามมานี่สิ ทำเอาพูดไม่ออก

“ไม่สำคัญหรอก แค่คุณรู้ว่าฉันคือพยาบาลของคุณก็พอ” ต้องพูดจบก็เดินเข้าครัวไปจัดเตรียมอาหาร ต้องไม่อยากจะโกหกว่าเธอคือใคร หากถูกจับได้อีกครั้งถ้าพี่จอยโกรธเธออีกแล้วหนีไปอยู่ป่าอเมซอน เธอคงไม่มีปัญญาไปตามหาพี่จอยได้แน่ๆ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ต้องเห็นพี่จอยรีบลุกจากการจัดกระเป๋าไปรับสาย และจากการสนทนาทำให้รู้ว่าพายุหิมะตกหนักมากๆ ทัศนวิสัยไม่ดี เครื่องบินจากที่ไหนๆ ก็เดินทางไม่ได้ ตัวแทนของสายการบินคงโทรมาแจ้งข่าวพี่จอย ต้องได้ยินพี่จอยตอบว่า

“ยังจะเดินทางอยู่ เพราะฉันอยากกลับบ้าน หากว่าเดินทางได้เมื่อไหร่ให้โทรติดต่อกลับฉันโดยทันที” คำตอบนั้นแสดงว่าพี่จอยคงอยากจะกลับเมืองไทยจริงๆ เหมือนจะเสียมารยาทแต่ต้องก็แอบฟังการสนทนาไปเรื่อยๆ

“คงไม่มีคลื่น ทำอะไรอยู่นะต้อง พี่คิดถึงต้องเหลือเกินแล้วคนดีของพี่” เสียงพี่จอยบ่นและเดินกลับไปจัดกระเป๋าต่อ

ต้องทำอาหารเสร็จแล้วเรียกก็พี่จอยให้มากิน “อาหารเสร็จแล้วค่ะจะรับเลยหรือว่ารอก่อน”

“ยังค่ะ ฉันยังไม่หิว” เสียงตอบนั้นทำเอาต้องโมโหไม่ได้ ต้องอุตส่าห์ทำอาหารให้อย่างสุดฝีมือ พี่จอยกลับมาสนใจใยดีที่จะแตะต้องอาหารเหล่านั้น

ดูสิ ทำเหมือนอาหารที่ต้องทำมันไม่อร่อยอย่างนั้นแหละ

“เสียมารยาทรู้ไหมยะ แม่คุณ” ต้องบ่นในใจ

“แต่คุณก็ต้องกินอาหารจะได้กินยา ลองลาซานญ่าดูหน่อยไหม ฝีมือฉันใช้ได้นะ” ต้องเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ พี่จอย แต่สายตาของพี่จอยดูเหมือนจะมองต้องไม่กระพริบ

“วันนี้คุณจะกินพร้อมฉันหรือเปล่า” พี่จอยถามคำถามที่ต้องไม่อยากจะตอบขึ้นมาบ้าง การเงียบถือเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

“ไม่เป็นไรนะ ถ้าทำให้คุณลำบากใจ แต่ฉันหายดีแล้ว หากคุณอึดอัดที่จะปิดปากก็เอาผ้าออกได้นะคะ รับรองว่าเชื้อไม่แพร่ผ่านไปถึงคุณแน่นอน” ต้องอดขำไม่ได้ ดวงตาของเธอยิ้ม ใบหน้ายิ้มกับคำถามนั้น และดูเหมือนว่าพี่จอยจะรู้

“นี่คุณขำฉันเหรอ” ไม่มีเสียงตอบจากต้องเช่นเคย

“หรือไม่จริงเล่าฉันหายมาหลายวันแล้วฉันคงไม่ปล่อยเชื้อให้คุณหรอกน่า” ดูเหมือนว่าพี่จอยจะน้อยใจเข้าให้บ้างแล้ว

“จัดกระเป๋าของคุณไปเถอะไม่ต้องห่วงเรื่องฉันจะอึดอัดหรอก ฉันชินแล้ว” ต้องพยายามบ่ายเบี่ยง ที่จะไม่ถอดผ้าปิดปากออก ถ้าถอดออกเมื่อไหร่ความก็แตกเมื่อนั้น

“ฉันจะบอกคุณว่าขอบคุณนะที่ดูแลฉัน แม้จะรู้ว่าคุณทำเพราะเพื่อนฉันจ้างคุณมาแต่ฉันก็ต้องขอบคุณคุณอยู่ดี”

“ไม่เป็นไรมันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องดูแลคุณ” ต้องตอบเลี่ยงๆ ก็เพราะมันเป็นหน้าที่ของคนรักกันจริงๆ นี่นา

“คนรักกันก็ต้องดูแลกันทั้งในยามสุขและในยามทุกข์สิ ไม่ใช่ทิ้งขว้างกันแบบที่พี่จอยทำหรอกนะ เข้าใจไหม”

“ฉันอยากให้คุณเป็นคนอื่นจังเลย” พี่จอยพูดแล้วก็จ้องหน้าต้อง จริงๆ จังๆ

“นี่พี่จอยอย่าบอกนะว่าตอนนี้แอบหลงรักพญามาร ใจง่ายชะมัดคนอะไร อยู่กับคนแปลกหน้าไม่กี่วัน จะไปหลงรักเค้าแล้วเหรอพี่ แล้วต้องล่ะพี่เอาไปทิ้งที่ไหน” เสียงตัดพ้อในใจของต้องดังอยู่อย่างนั้นก่อนที่จะถามกลับไปแบบห้วนๆ ว่า

“ใคร”

“คนรักของฉันเอง เวลาที่ฉันเหนื่อ ท้อ ฉันมักจะคิดถึงเธอเสมอ” ฟังคำตอบแล้วก็โล่งอก ที่แท้พี่จอยของเธอก็อยากให้พญามารเป็นเธอนั่นเอง

“แต่คุณก็หนีหัวใจของตัวเองมาอยู่ไกลแสนไกล” คำถามของต้องเป็นคำถามที่ต้องอยากจะรู้มานานแล้วว่าทำไมพี่จอยถึงได้หนีเธอมา โดยไม่ยอมบอกกล่าว

“ที่หนีเพราะฉันไม่อยากรับรู้ความจริง แต่คุณรู้ไหมต่อให้ฉันหนีไปไกลสุดขอบโลก ฉันก็หนีหัวใจของตัวเองไม่พ้น ฉันรักเธอมาก” น้ำตาของพี่จอยไหลออกมาให้ต้องเห็น ต้องอยากจะเข้าไปกอดพี่จอย แต่เธอทำไม่ได้

“แต่ตอนนี้ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว ต่อให้กลับไปและรับรู้ว่าเธอคนนั้นมีคนใหม่ ฉันก็จะร่วมแสดงความยินดีกับรักครั้งใหม่ของเธอจากใจจริงของฉัน และฉันจะไม่หนีอะไรอีกแล้ว ฉันจะไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ฉันแก่มากแล้วสำหรับเรื่องความรัก ให้ฉันไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งฉันคงทำไม่ได้”

“คุณยังดูไม่แก่เท่าไหร่เลยนะ” ต้องมองหน้าพี่จอยของเธอ พี่จอยไม่เคยเปลี่ยนไปเลยในสายตาของต้อง พี่จอยยังสวยเสมอ

สวยสมวัย

ใช่พี่จอยสวยสมกับวัยของเธอ และยังคงเป็นคนรักของต้องเสมอไม่เคยเปลี่นแปร

“อย่ามายอฉันเลยฉันรู้ดีว่าฉันแก่ลงไปมาก” น้ำเสียงพี่จอยดูหดหู่สำหรับต้องมากจริงๆ

“แล้วถ้าคุณเจอเธอคุณจะบอกเธอว่าอะไร”

“บอกว่าฉันรักเธอคนเดียวนะสิ ฉันรักเธอมาก” คำตอบทำเอาคนฟังอมยิ้ม

“แค่นี้หรือ”

“คงต้องขอโทษเธอด้วยที่ฉันหุนหันหนีจากมาโดยที่ไม่ได้ถามไถ่เรื่องราวต่างๆ ฉันรู้ว่าฉันผิดกับเธอมากเธอคงลำบากที่ต้องทำงานคนเดียว ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเวลาที่เธอไม่มีฉันเธอจะเหนื่อยแค่ไหน”

“รู้แล้วทำทำไม” ต้องหลุดภาษาไทยออกไปอย่างจัง เมื่อหลุดแล้วก็หลุดเลยสิ จะต้องปิดบังกันไปทำไมอีก หลายวันที่ผ่านมาเธออึดอัดแค่ไหน ทั้งอยากร้องไห้ ทั้งอยากหัวเราะ

เมื่อหลุดไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็โล่งโปร่งสบาย

“ถามว่าพี่รู้แล้วพี่ทำทำไม ทำไมต้องหนีต้องมา” ต้องเปิดผ้าปิดปากออก และถอดหมวกคลุมผมของเธอออกแทบจะพร้อมๆ กัน ดูเหมือนว่าพี่จอยจะอึ้ง เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าก็คือต้อง

“ต้องจริงๆ ด้วย ต้องพี่คิดถึงต้อง” พี่จอยร้องออกมาดังๆ และกอดต้องแรงๆ

“ออกไปนะต้องเกลียดพี่ คนไม่มีหัวใจ คนไม่มีเหตุผล” ต้องผลักพี่จอยออกมาอย่างไม่ใยดี และลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้สวมเสื้อกันหนาวต้องเห็นพี่จอยวิ่งตามเธอลงมา

“ต้องอย่าหนีพี่ไป” เสียงพี่จอยร้องตามแต่ต้องก็ไม่สนใจ

พี่จอยวิ่งมาทันต้องบริเวณสวนข้างที่พัก ต้องโดนคว้าข้อมือของไว้ เพื่อหยุดไม่ให้เธอวิ่งต่อ

“อย่าหนีพี่ไปนะต้องพี่รักต้อง ได้ยินไหม”

“แล้วทีพี่ล่ะ พี่หนีต้องมา ไม่บอกต้องสักคำว่าพี่หายไปไหนตลอดเวลาต้องเป็นห่วงพี่ ต้องคิดถึงพี่ แล้วพี่ก็มาอยู่ที่นี่ หนีต้องมาพี่ทำแบบนี้กับต้องได้ยังไง” ต้องแผดเสียงร้องออกมาดังลั่น แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจใคร

“พี่ขอโทษต้องพี่ขอโทษ”

“ขอโทษแล้วมันหายหรือไง ทำไมนะพี่จอยทำไมพี่ไม่เคยเชื่อใจต้องสักนิดเลยหรือไง แล้วพี่หึงใครไม่หึงมาหึงต้องกับพี่หมอนี่นะ บ้าชะมัด” ต้องพูดด้วยความโมโห

“พี่ก็รู้ตัวว่าพี่ผิดนะต้อง แล้วต้องจะให้พี่ทำยังไงต้องถึงจะหายโกรธพี่” พี่จอยคุกเข่าลงบนหิมะและโอบเอวต้องไว้เพราะต้องพยายามที่จะเดินหนีอีกครั้ง

“ปล่อยต้องนะต้องจะไปตามทางของต้อง”

“ถ้าต้องไม่รักพี่แล้วมาดูแลพี่ทำไม”

“ไม่อยากเห็นคนแก่ตายก็เท่านั้นเอง”

“ในสมองของต้องพี่มันแก่มากๆ เลยใช่ไหม ใช่สิพี่ไม่สวยไม่สาวเหมือนพี่หมอของต้องนี่”

“พี่หมอไปเกี่ยวอะไรด้วย ปล่อยต้องนะ” ต้องพยายามแกะวงแขนของพี่จอยออกจากสะโพกของเธอ

“อย่าทิ้งพี่ไปนะต้องพี่รักต้อง” พี่จอยพยายามอ้อนวอนต้องที่ดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการ

และเธอก็หลุดออกไปจนได้ เดินจากไปปล่อยให้พี่จอยนั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้น เมื่อเดินไปแล้วพี่จอยไม่ตามมาง้อเหมือนที่คิดไว้ ต้องก็ส่งเสียงออกไปว่า

“ทำไมไม่ตามมาเล่า ไหนว่ารักกันไงหนาวนะเว่ย”

ดูเหมือนพี่จอยยิ้มออกมาจนแก้มแทบปริ และรีบวิ่งตามต้องเอาเสื้อกันหนาวไปคลุมให้ต้องและโอบเอวของต้องให้เดินกลับมายังที่พักของเธอ

เพียงเท่านี้เองทีต้องต้องการ ก็เพียงอยากให้คนรักของเธอ งอนง้อ แค่นี้ใจของต้องก็ละลายแล้ว น้ำแข็งในใจต้องไม่ได้แข็งจนไม่สามารถละลายได้

ธารน้ำแข็งหลายพันปียังละลายเป็นน้ำ

แล้วใจรักของต้องที่มีให้พี่จอยจะไม่ยอมอ่อนไหลลื่นไปตามคนที่เธอรักหรอกหรือ น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังสึกและกร่อน เธอรักพี่จอยอยู่เป็นทุนเดิม เธอมอบทั้งใจและกายให้พี่จอยมาเนิ่นนาน แล้วเรื่องแค่นี้ เธอจะมางอนพี่จอยอยู่เพื่ออะไร

หกเดือนทีผ่านมามันยังไม่เพียงพออีกหรือกับการรอคอยที่แสนจะทรมานด้วยกันทั้งสองฝ่าย

แค่การเข้าใจผิดนิดเดียว ทำเอาเธอและพี่จอยต้องแยกจากกันนาน และเกือบจะพรากจากกันเพราะความทิฐิ ในใจของทั้งสองฝ่าย

ในเรื่องความรักไม่มีฝ่ายไหนชนะฝ่ายไหนแพ้ มีแต่การโอนอ่อนผ่อนปรนตามกันและกัน ต้องเข้าใจดีกับคำพูดของผู้เฒ่าผู้แก่ ที่อวยพรกันในวันเกิดว่า

“หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กัน” สิ่งนี้คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการอยู่เป็นคู่กับของคนสองคน

หากอภัยแล้วใจสงบ ก็จงอภัย

ถ้าหากว่าการยึดติดกับอารมณ์ร้อนทำให้ใจเป็นสุขก็เชิญทำเถิด แต่สำหรับต้อง เธอเลือกที่จะ อภัย และ อดทน เพื่อให้รักของเธอและพี่จอยราบรื่นตลอดไป

เธอกับพี่จอยจะอยู่กันบนโลกนี้ได้อีกสักกี่ปี เธอเองก็ไม่รู้ แต่เมื่อรักแล้วก็รักเลย

สำหรับเธอมันเพียงพอแล้วจริงๆ

จบบทที่ ๒๙




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 15:58:29 น.
Counter : 247 Pageviews.  

บทที่ ๒๘ ตามแผน



สิบสองวันก่อน

เสียงโทรศัพท์มือถือดังหลายครั้งแล้วแต่ต้องไม่มีจิตใจที่จะรับสายโทรศัพท์สายใดเลย ต้องปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังเรื่อยๆ ช่วงก่อนหน้านี้เธอรอโทรศัพท์จากพี่จอย สะดุ้งทุกครั้งที่มีเสียงเรียกเข้า หากพอรับสายกลับเป็นตัวแทนประกัน ขายประกันผ่านระบบโทรศัพท์ หรือไม่ก็พวกติดต่อให้เธอทำบัตรเครดิตหรือกู้ยืมตามวงเงินที่เธอได้มาจากเจ้าของบัตร

เธอเคยรับสายและฟังคนเหล่านั้นพร่ำพูดเรื่องที่ตัวเองต้องการจะขาย หรือไม่ก็พร่ำพูดเรื่องให้กูเงินด่วน โดยที่เธอมีสิทธิพิเศษมากมาย

“พอดีอยากได้สักล้านนะคะ ต้องการเอามาลงทุนเพิ่ม” ต้องกรอกเสียงหวานใส่ลงไปในเครื่องรุ่นจิ๋วของเธอ

“แต่ทางเราให้คุณได้แค่ แสนห้านะคะ”

“งั้นดิฉันไม่สนใจค่ะ ถ้าไม่ได้ล้านสองล้านไม่ต้องโทรมานะคะดิฉันยุ่งมาก อ้อ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยโทรไปบอกแผนกบัตรด้วยนะคะ ว่าฉันขอยกเลิก และไม่ต้องการรับโทรศัพท์ที่โทรมาขายอะไรพวกนี้อีก” ต้องพูดจบก็วางสายไป เธอหัวเสียทุกครั้งที่ได้รับโทรศัพท์ทำนองนี้

วันนี้ก็อีกเช่นกัน คงเป็นโทรศัพท์โทรเข้ามาขายของอีกตามเคย ต้องไม่ว่างพอที่จะรับโทรศัพท์อะไรเลย เธอยุ่งกับการทำงานในไร่ ลูกค้าสั่งผลไม้เพิ่ม เธอคงไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับคนพวกนั้นอีกแล้ว แต่พอเสียงเรียกเข้าดังหลายๆ ครั้งเข้าเธอก็อดที่จะยกโทรศัพท์ขึ้นดูไม่ได้ ว่าใครกันนะที่โทรจิกเธอจนไม่เป็นอันทำงาน

“พี่แขก” ต้องมองหน้าจอโทรศัพท์แล้วก็รู้สึกว่าเธอควรรับสาย เพราะถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พี่แขกคงไม่โทรกระหน่ำเข้ามือถือของเธอถึงยี่สิบครั้งแบบนี้แน่ๆ

“สวัสดีค่ะพี่แขก คุณแม่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” สิ่งที่ต้องคิดได้ก็คือแม่ของพี่จอยจะต้องไม่สบาย ไม่อย่างนั้นพี่แขกคงไม่โทรมาหาเธออย่างแน่นอน

“ท่านไม่ได้เป็นอะไรแต่จอยสิไม่สบายมาก” จากคำบอกเล่าของพี่แขกทำเอาต้องตกใจ

“พี่ว่าอะไรนะ ใครเป็นอะไร”

“จอยสิไม่สบายแถมไปอยู่สวีเดนโน่น กิ๊กเพื่อนของจอยโทรมาหาพี่เมื่อสักครู่นี้ แล้วบอกว่าให้แม่ไปดูใจหน่อย จอยล้มหมอนนอนเสื่อมาหลายวันแล้ว นี่ก็ยังอยู่ในโรงพยาบาล ต้องพอมีเวลาปลีกตัวไปเฝ้าจอยได้หรือเปล่า”

“ได้ค่ะพี่ต้องจะไปตอนนี้เลย”

“ต้องเอาพาสปอร์ตมาด้วยนะ เดี๋ยวพี่จะไปทำวีซ่าให้พรุ่งนี้เลย มันคงจะทันไปดูใจจอยแน่ๆ”

“ค่ะพี่” วางสายพี่แขกแล้วต้องยืนงงอยู่อีกสักพักและเธอนึกถึงใครไม่ออกนอกจากพี่หมอ กดโทรศัพท์อย่างรีบเร่ง ไปหาพี่หมอบิวแทบจะทันที

“พี่หมอพี่จอยไม่สบายมากพี่ต้องจะต้องไปหาพี่จอยที่สวีเดน” ต้องรัวคำพูดผ่านโทรศัพท์ไปอย่างเร็ว สมองของเธอสั่งการได้เร็วกว่าปากเสียอีก

“อะไรนะต้องเอาใหม่ช้าๆ พี่ฟังไม่ทัน” หมอบิวตกใจที่อยู่ๆ ต้องก็พูดอะไรเร็วจี๋จนแทบฟังไม่ทัน

“พี่จอยพี่ พี่จอยไม่สบายอยู่ที่สวีเดน ต้องจะรีบไปหาพี่จอย”

“เอางี้ต้องใจเย็นๆ กลับไปเตรียมของให้เรียบร้อย ยังไงต้องก็ไปตอนนี้ไม่ได้ ต้องยังไม่มีวีซ่า แล้วอีกอย่างต้องก็ต้องเตรียมเสื้อผ้าไป ตอนนี้ที่โน่นคงหนาวมาก ใกล้จะสิ้นปีแล้วด้วย ตั๋วเครื่องบินก็ยังไม่มี เก็บของก่อนแล้วพี่จะไปรับ จะขับรถไปส่งที่กรุงเทพใจเย็นๆ นะต้อง” หมอบิวเตือนสติต้องให้ได้คิด

ใช่สิ สวีเดนไม่ใช่ กรุงเทพที่จะขับรถไปได้ ทุกอย่างต้องทำตามระบบระเบียบที่แต่ละประเทศตั้งเอาไว้ เธอเรียกสติกลับคืนมาได้แทบจะทันทีที่พี่หมอพูดจบ

“ค่ะพี่”

“งั้นเอาตามนี้เข้าไปเก็บเสื้อผ้าเอาไปพอใช้ แล้วรอพี่ พี่จะไปรับ ไม่ต้องรีบร้อน สั่งการสั่งงานคนงานให้เรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องห่วงถ้าต้องจะไปหาพี่จอยจริงๆ พี่จะมาช่วยดูแลไร่ให้”

“ขอบคุณนะคะพี่ขอบคุณจริงๆ” ต้องวางสายและไปสั่งงานลูกน้องของเธอ จากนั้นก็เข้าไปเก็บกระเป๋า เตรียมเสื้อผ้าสามสี่ชุด เอาไปแค่พอใช้ การเดินทางไปต่างประเทศสำหรับต้องมันเป็นเรื่องธรรมดามาก เมื่อก่อนเธอเองก็เคยอยู่เมืองนอกมาเหมือนกัน และเดินทางไปเที่ยวในหลายประเทศ แต่ไม่มีครั้งใดที่เธอจะตื่นเต้นและรีบร้อนเท่าครั้งนี้มาก่อน

สำหรับเรื่องการสื่อสารไม่ต้องห่วงต้องสามารถที่จะพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองสำหรับตัวเองได้ และสำเนียงยังเกือบเหมือนเจ้าของภาษาด้วยซ้ำไป เพราะเธออยู่อเมริกามาหลายปี ก่อนที่พี่ตาลจะจากไป

สั่งลูกน้องเรียบร้อยพี่หมอบิวก็ขับรถมาจอดรอเธอที่หน้าบ้าน ต้องลากกระเป๋าออกมาจากบ้านและปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา เดินไปสั่งลูกน้องอีกครั้งก็เห็นหมอบิวเอากระเป๋าของเธอใส่ไปที่ท้ายกระโปรงรถเรียบร้อยแล้ว

เธอเปิดประตูและเข้าไปนั่งรอตรงที่นั่งข้างคนขับ ใจของเธออยากจะขับไปเองด้วยซ้ำไป ติดอยู่ที่รถคันนี้ไม่ใช่รถของเธอ และอีกอย่างเจ้าของคงไม่อยากให้เธอแตะต้องรถของหล่อนสักเท่าไหร่ เพราะเจ้าของรถพึ่งถอยออกมาจากโชว์รูมได้ไม่ถึงสองเดือนคงหวงรถอยู่เหมือนกัน

“ใจเย็นๆ นะต้องหลับพักสายตาให้สบายพี่ขับพาไปเอง” หมอบิวนั่งประจำที่คาดเข็มขัดนิรภัยและปิดประตูรถ ก่อนที่จะติดเครื่องและนำพาต้องที่หัวใจบินไปถึงสวีเดนก่อนร่างกายจะไปถึงเสียอีก

“เร็วๆ หน่อยสิคะพี่หมอขับเร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม” ต้องนั่งไปก็เร่งไป

“นี่แม่คุณรถนะไม่ใช่จรวดจะได้สั่งให้เร็วก็เร็วได้ดั่งใจ ไปหัดใจร้อนมาจากไหนกัน” หมอบิวบ่นกลับไปบ้าง นี่เธอก็แทบเหาะลงเขาอยู่แล้ว ทางก็คดเคี้ยวเลี้ยวลด หักพวงมาลัยไปก็อดภาวนาไปไม่ได้ ว่าอย่าให้เจอรถสวนทางขึ้นเขามาเลย

เธอเองก็ใจร้อนไม่แพ้กับต้องหรอกนะ ที่อยู่ๆ ก็มาได้ยินว่าคนที่เธอแอบรักมานานปี ไปเจ็บป่วยอยู่เมืองไกล ถ้าหากอยู่เมืองไทยเธอจะรักษาให้เอง และจะดูแลอย่างดีให้หายวันหายคืนเลยทีเดียว แต่นี่พี่จอยไปอยู่ตั้งสวีเดน เธอคงไม่มีปัญญาเหาะเหินเดินอากาศไปเฝ้าไข้หรือรักษาพี่จอยถึงที่โน่นได้ ทำได้ก็แต่เพียง ส่งคนรักของคนที่เธอรักไปดูแลอย่างใกล้ชิด เธอทำได้แค่นั้นจริงๆ

“ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่จรวดแต่พี่ขับเร็วกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง”

“นี่ต้องตอนนี้ก็ 140 แล้วจะเร็วกว่านี้อีกเหรอ”

“พี่จอดรถเลยต้องขับเอง”

“ไม่ได้นี่รถพี่ พี่ขับเอง นั่งหลับตาไปเถอะต่อให้พี่ไปเร็วแค่ไหน ต้องก็ยังไม่ได้บินไปพรุ่งนี้อยู่ดี เพราะไงต้องก็ต้องไปทำวีซ่าอีกไม่ใช่เหรอ หลับตาไปซะ ก่อนที่พี่จะอารมณ์เสีย” หมอบิวสั่งและต้องก็จำใจที่จะต้องทำตาม เธอหลับตาลงอย่างช้าๆ แต่ใจของเธอไม่ได้หลับไปด้วย


รุ่งเช้ารถของหมอบิวก็จอดเทียบอยู่ที่หน้ารั้วบ้านของจอย ดูเหมือนว่าพี่แขกจะมารออยู่ตั้งแต่เมื่อคืน

“สวัสดีค่ะแม่ สวัสดีค่ะพี่แขก” ต้องรีบลงจากรถและไปทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน

“ขอบใจนะหมอที่พาต้องมาส่ง เข้ามาพักก่อนสิ จะได้หายเหนื่อย”

“ค่ะพี่แขก” หมอบิวเดินตาหลังพี่แขกและต้องเข้าไปยังบ้านของอดีตภรรยาพี่เขยของเธอ

“หมอบิวสินะใช่ไหม” ผู้เป็นอดีตภรรยาพี่เขยทักขึ้น

“ค่ะ”

“ขอบใจนะที่พาต้องมาส่งอย่างปลอดภัย” ผู้สูงอายุเอ่ยปากขอบใจ จากใจจริง

“ไม่เป็นไรค่ะ บิวเต็มใจมาส่งอยู่แล้วและจะรอส่งต้องขึ้นเครื่องด้วยเลย”

“งั้นแม่ฝากต้องให้บิวช่วยดูแลด้วยนะ”

“ค่ะท่าน” หมอบิวรับคำด้วยความเต็มใจ

“งั้นเอางี้นะหมอ เดี๋ยวหมอไปตามที่อยู่นี้เอาเอกสารของพี่ไปให้ที่บริษัทนี้ เค้าจะเอาไปเร่งทำวีซ่าให้กับต้อง ถ้าโชคดี อีกสองวันต้องก็ได้วีซ่า แต่ถ้าโชคร้ายก็ต้องรอเป็นอาทิตย์” พี่แขกยื่นเอกสารให้กับหมอบิว เพราะเธอคิดว่าสภาพจิตใจของต้องคงจะมารับฟังเรื่องอย่างอื่นไม่ได้อีกแล้ว

“ค่ะพี่แขก”

“แล้วนี่เงินเอาไป รบกวนหมอส่งต้องซื้อเสื้อผ้ารองเท้าไปเผื่อว่าจะเจอหิมะ” พี่แขกยื่นปึกธนบัตรให้กับหมอบิว

“คงไม่ต้องมังคะพี่ เดี๋ยวบิวจัดการเองดีกว่า”

“รับไปเถอะหมอ แค่นี้ก็เกรงใจหมอจะแย่แล้ว” หมอบิว รับธนบัตรในมือของพี่แขกมาง่ายๆ เธอไม่อยากขัดใจคนที่ได้ชื่อว่าสูงวัยกว่า และอีกอย่างต้องคงต้องการใช้เงินจำนวนนี้จริงๆ

“งั้นพี่ไปก่อนนะ วันนี้พี่กับแม่มีประชุมเช้า” พี่แขกกับแม่ของพี่จอยออกไปทำงานแล้ว หมอบิวและต้องจัดการอาบน้ำแต่งตัวและไปติดต่อกับบริษัทที่พี่แขกบอกให้ไป


เมื่อไปถึงบริษัทบอกว่า ให้มารับเอกสารอีกสองวัน ต้องคิดไม่ออกว่าเธอจะต้องทำอะไรอีก แต่ที่แน่ๆ คงจะต้องหาซื้อเสื้อผ้าแบบที่พี่แขกบอก สถานที่ที่ใกล้ที่สุดก็คือประตูน้ำ หมอบิวขับรถพาต้องไปประตูน้ำแทบจะทันที และให้ต้องลงไปซื้อเสื้อผ้าที่จะเอาไปใช้

“ต้องจะเอาแบบไหน”

“แบบไหนก็ได้พี่หมอ ต้องไม่มีแก่ใจจะเลือกของแบบนี้หรอกนะตอนนี้”

“เอาแบบนี้ไหมต้องพี่มีแผน ต้องก็แกล้งทำเป็นคนอื่นสิ ให้พี่จอยงงไปเลยว่าใครมาดูแล แก้เผ็ดซะให้เข็ด จะได้รู้สำนึกบ้างว่าการคิดเองเออเอง แล้วก็หนีไปเองไม่ยอมบอกกล่าวใครๆ แบบนั้นมันผิด” เมื่อได้ยินคำบอกของพี่หมอ ต้องเองก็นึกสนุกขึ้นมาแทบจะทันที

เธอจะแก้เผ็ดคนใจร้ายใจดำแบบพี่จอยก็ต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง สิ่งที่พี่หมอบอกมาก็น่าจะทำตาม ต้องเลือกเสื้อผ้าตัวโคร่ง ใหญ่ยักษ์ ทั้งเสื้อใส่ปกติและเสื้อคลุม เอาแบบที่เรียกว่าเมื่อใครเห็นเธอก็จะมองไม่ออกว่าเป็นเธอ

จากนั้นพี่หมอก็ให้ไปซื้อหมวกคลุมผมและหน้ากากสำหรับปิดจมูกแบบที่หมอใช้กันในโรงพยาบาล ต้องเอาชุดพวกนั้นกลับมาลองที่บ้าน

“เป็นไงพี่จำได้หรือเปล่าว่าเป็นต้อง”

“ไงพี่ก็จำได้อยู่ดี”

“อ้าวยังจำได้อยู่เหรอพี่”

“ก็แหมนะ ลูกตาต้องไง มันยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทำไงดีน้าให้จำไม่ได้” หมอบิวคิดทบทวนอยู่นาน

“อ้อนึกออกแล้ว ใส่ขนตาปลอมแล้วใส่คอนแทคเลนส์สีเอาแบบสีเดียวกับพวกฝรั่ง แล้วก็ปัดเปลือกตาเข้มๆ แค่นี้คงพอพรางตาไปได้ พี่จอยตาถั่วจะตายไป ไม่กล้ามองใครจริงๆ จังๆ หรอกนะ”

“ไม่เลวพี่หมอ เอาแบบนี้เลย คอยดูนะ ต้องจะล้างแค้พี่จอยให้เข็ดจะได้ไม่กล้าเอาแต่ใจตัวเองอีก”

“พี่กลัวว่าพอไปเห็นพี่จอยล้มหมอนนอนเสื่อจะใจอ่อนล่ะสิไม่ว่า”

“แหมก็นะพี่ แค่รู้ว่าพี่จอยไม่สบายต้องก็ใจจะขาดแล้วพี่หมอ”

“พอเข้าใจน้อง แล้วก็ทำใจเลยนะ ถ้าพรุ่งนี้ได้วีซ่าเร่งด่วน ก็เตรียมตัวเดินทางได้เลย เห็นพี่แขกบอกว่ามีเครื่องบินตรงไปลงออลันดาแล้วก็จะให้พี่กิ๊กไปรับที่สนามบินแล้ววันนี้เราก็ไปนอนพักซะ จะได้สดชื่นวันพรุ่งนี้”

“ค่ะพี่” ต้องรับคำอย่างว่าง่าย เธอแยกไปนอนห้องพี่จอย ส่วนพี่หมอบิวกลับไปนอนที่บ้านของพี่สาวเธอที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพี่จอยมากนัก

“พรุ่งนี้เจอกันนะต้องพักผ่อนมากๆ อย่าลืมว่าเราจะไปเอาคืนพี่จอยให้สาสมเข้าใจไหม” ก่อนจากพี่หมอยังทำให้ต้องได้หัวเราะออกมาบ้างกับแผนการที่เธอสองคนช่วยกันคิดแก้เผ็ดพี่จอยตัวแสบ


หมอบิวตามมาส่งต้องที่สนามบิน พร้อมๆ กับพี่แขกและแม่ของจอย ทุกคนสั่งเสียต้องให้ดูแลจอยอย่างดี หมอบิวจัดยาแก้ไข้แก้ปวดเอาให้ต้องไป พร้อมๆ กับใบรับรองแพทย์ ว่ายานี้เป็นยาสำหรับรักษาคนไข้ ไม่ได้เอาไปขายแต่อย่างใด

“เช็ดตัวให้เยอะๆ เข้าไว้นะต้องแล้วก็ให้ห่มผ้าหนาๆ อย่าให้ไข้สูงมากนักจะชักได้ง่าย” หมอบิวที่สั่งต้องก่อนขึ้นเครื่อง

“ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็จับเข้าโรงพยาบาลอีกรอบนะต้อง ไม่ต้องกลัวเรื่องค่าใช้จ่ายเดี๋ยวแม่จะส่งไปให้ถ้ามันไม่พอ”

“ค่ะแม่ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นค่ะ ต้องพอมีเงินอยู่เหมือนกัน คงไม่ต้องรบกวนแม่”

“เอาเถอะ ถ้าไม่พอก็โทรบอกแม่แล้วก็บอกจอยด้วยว่าแม่เป็นห่วงมาก แต่แม่คงไปไม่ไหวเดินทางหลายชั่วโมงแบบนั้นแม่จะตายก่อนที่จะไปถึงจอย”

“ต้องเข้าใจค่ะแม่ไม่ต้องห่วง ใกล้เวลาแล้วค่ะ ต้องไปก่อนนะคะแม่ แล้วต้องจะโทรมารายงานข่าวความคืบหน้าเป็นระยะค่ะแม่” ต้องไหว้ลาผู้ใหญ่ทุกคนที่มาส่งเธอ และเดินเข้าประตูไป ปลายทางที่เธอกำลังจะเดินทางไปนั่น คือสถานที่ที่หัวใจของเธอกำลังไม่สบาย


เครื่องลงจอดแล้วผู้โดยสารทุกคนเรียงแถวกันออกจากเครื่องต้องอยากจะวิ่งออกไปเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ติดอยู่ตรงที่เธอจะต้องทำตามพิธีการของประเทศ ต้องผ่านตม. ต้องรับกระเป๋าเสื้อผ้า และต้องออกไปหาพี่กิ๊ก แล้วคนไหนล่ะพี่กิ๊ก เกิดมาก็ไม่เคยเห็น

เมื่อเดินออกไปยังปลายทางก็เห็นแผ่นกระดาษเขียนว่า “น้องต้อง” โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนชูอยู่ ต้องรีบเข้าไปหาทันทีโดยไม่รอช้า

“ต้องเองค่ะพี่กิ๊กหรือเปล่าค่ะ” ต้องยกมือสวัสดีทักทาย ผู้ที่เธอคิดว่าสูงวัยกว่า

“จ้าพี่เอง แล้วนี่เราเอากระเป๋ามาครบแล้วเหรอ”

“ค่ะพี่” ต้องรับคำชัดเจน จนกุ๊กกิ๊กแอบขำกับท่าทางของต้อง

“งั้นรีบไปกันเถอะ พี่ทิ้งจอยไว้คนเดียวไม่มีใครดูด้วย” กุ๊กกิ๊กเร่งต้อง เพราะจอยไข้ขึ้นมาอีกแล้วเมื่อคืนนี้ เธอเองก็แทบจะไม่ได้นอนทั้งคืนบอกให้อยู่โรงพยาบาลต่อก็ไม่เอา ไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรกับโรงพยาบาลนักหนา โตจนป่านนี้แล้ว เพื่อนของเธอก็ยังทำตัวเป็นเด็กเล็กๆ เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน

“ต้องขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนได้หรือเปล่าคะพี่”

“ได้สิไปเปลี่ยนที่บ้านพี่ก็ได้”

“คือต้องอยากเปลี่ยนก่อนที่จะเข้าไปหาพี่จอยน่ะค่ะพี่”

“อ๋อเหรอ งั้นเอางี้ ไปบ้านแฟนพี่ก่อนมันไม่ไกลกันนักหรอก แล้วต้องก็ค่อยเข้าไปหาจอยก็แล้วกันนะ”

“ค่ะพี่ตามนั้นเลย”


ต้องไขประตูเข้าไปในห้องที่กุ๊กกิ๊กบอกเธอ พี่จอยคงนอนหลับอยู่บนเตียง เธอเดินเข้าไปใกล้ๆ พี่จอยและยืนมองคนที่หลับอยู่ สักพักก็มีเสียงถามขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษว่า

“พยาบาลหรือคะ”

ต้องไม่ได้ตอบอะไร เธอคนนั้นพยุงให้พี่จอยลุกขึ้นหยิบยาและน้ำให้พี่จอยได้กินและดื่ม ดูเหมือนว่าพี่จอยทำตามอย่างว่าง่าย จากนั้นเธอก็ผลักให้พี่จอยนอนลงเหมือนเช่นเดิมและเดินจากไป เสียงของพี่จอยพูดออกมาเพียงเผ่วเบาว่า

“ขอบคุณค่ะ” เพียงแค่นั้นและพี่จอยของเธอก็หลับตาลงอีกครั้ง

ต้องออกไปทำซุปให้กับพี่จอย คนไม่สบายปากมันจะจืดกินอะไรก็มักไม่อร่อย แต่เธอก็พยายามสุดฝีมือ ซุปไก่ข้นๆ ที่เธอซื้อมาจากเมืองไทย ถูกฉีกออกแล้วจัดทำอย่างดีให้คนป่วยได้กินตอนตื่นขึ้นมา จากนั้นเธอก็เอาเสื้อผ้าของพี่จอยลงไปซัก เธอคุ้นชินกับการทำแบบนี้ และรู้ดีว่าจะซักเสื้อผ้าได้ที่ไหน ต้องเปิดประตูออกไปโดยไม่ทำเสียงรบกวนคนป่วยที่นอนพักอยู่เลยสักนิด


ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาพี่จอยนอนหลับๆ ตื่นๆ ตลอดเวลา หากแต่พี่จอยขึ้นมาเมื่อไหร่ก็พบกับต้องนั่งเฝ้าไข้อยู่ไม่ได้ห่าง พี่จอยพูดกับเธอแต่เธอก็ไม่โต้ตอบ

ท่าทางพี่จอยคงจะอยากจะเห็นใบหน้าของเธอแน่ๆ เพราะพี่จอยจ้องเธอเป็นจริงเป็นจัง นี่ดีนะที่เธอเตรียมการมาอย่างดี คอนแทคเลนส์สีฟ้าเหมือนสีตาของฝรั่ง ถูกใส่ไว้ที่ดวงตาของต้อง ต่อให้พี่จอยมองแค่ไหนก็ต้องไม่รู้ว่าเธอคือใคร เธอยังจำคำพูดของพี่หมอได้ดีว่า “พี่จอยตาถั่วจะตายไป แค่นี้จำไม่ได้หรอก” กับคำพูดนี้ต้องคิดถึงที่ไรก็อดขำไม่ได้

วันนี้พี่จอยทำซ่า เห็นว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นมาหน่อนก็คงอยากจะลุกจากที่นอนออกไปยืดเส้นยืดสายบ้าง แต่พอพี่จอยลุกจากที่นอนและยืนขึ้นก็เซแทบจะทันที เธอเลยดุไปว่า

“ลุกขึ้นมาทำไมยังไม่หายดี”

“ยัยกิ๊กเอ๊ย ส่งพยาบาลมาก็เอาแบบโหดมาเว่ย” เสียงพี่จอยบ่นเป็นภาษาไทยเสียงอู้อี้ในลำคอทำเอาต้องแทบอยากจะขำออกมาแต่ก็อดกลั้นเอาไว้

“จะไปห้องน้ำหรือคะ” ต้องถามกลับเป็นภาษาอังกฤษเช่นเคย

แต่พี่จอยไม่ตอบได้แต่พยักหน้าช้าๆ เป็นการตอบเธอ หรือว่าพี่จอยกลัวว่าเธอจะดุอีกก็ไม่รู้ สักพักได้ยินเสียงพี่จอยบ่นออกมา

“กลัวนะเฟ้ยไม่ใช่ไม่กลัว”

ต้องไม่ได้พูดอะไรพยุงพี่จอยให้ไปเข้าห้องน้ำ พี่จอยปิดประตูไปแล้ว ต้องก็เลยเข้าไปเปลี่ยนผ้าปูที่นอนผืนใหม่ให้ สักพักได้ยินเสียงแปรงฟัน ต้องก็เลยลงไปซักผ้าที่เหลือค้างเอาไว้อีกรอบ

แต่พอกลับขึ้นมาก็ได้ยินเสียงน้ำฝักบัว “ตายแล้วพึ่งจะฟื้นไข้ไปอาบน้ำเดี๋ยวก็ได้ปอดบวมตายหรอกพี่จอย ทำไมดื้ออย่างนี้นะ” ต้องบ่นคนในห้องน้ำ เธอเบื่อเหลือเกินกับความดื้อรั้นของพี่จอยที่ทำยังไงก็แก้ไม่ได้ เธอยืนรออยู่ที่หน้าห้องน้ำจนพี่จอยเปิดประตูออกมาและทำหน้าแหยๆ

“ยังไม่หายดีอาบน้ำได้ยังไง” เสียงดุๆ ของต้องทำเอาพี่จอยยิ้มเจื่อนๆ

จากนั้นเธอเดินเข้ามาหาพี่จอยและจับพี่จอยนั่งลงที่เก้าอี้และเอาไดร์เป่าผมมาเป่าให้ผมของพี่จอยนั้นแห้งเร็วๆ ก่อนที่ไข้จะกลับมาเพราะหัวชื้น ดูเหมือว่าพี่จอยจะทำตามเธออย่างว่าง่าย แถมไม่กล้าหือ ปล่อยให้เธอ ทำไปเรื่อยๆ จนเสร็จเรียบร้อย

พี่จอยมองหน้าต้องแล้วก็พูดขึ้นมา “เหมือนใครกันนะ คิดไม่ออกจริงๆ”

ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและถามกลับไป “เจ็บหรือคะ”

“เปล่าค่ะ”

“เสร็จแล้วก็กินอาหารและกินยานะคะ” ต้องสั่งเสร็จแล้วก็เดินออกไปจากห้อง เพราะเธอต้องไปเอาผ้าที่ซักไว้ขึ้นมา ถ้าไม่ลงไปเอา คนที่มาต่อคิวซักก็จะซักไม่ได้ เพราะไม่กล้าที่จะเอาผ้าของเธอออกจากเครื่องซัก

ไม่นานนักต้องก็กลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง เสียงพี่จอยร้อง “อ้าว” ดังลั่นบ้าน และถามต้องว่า

“นี่คุณยังไม่เลิกงานหรอกหรือ”

“ยัง” คำตอบห้วนๆ ของต้องทำให้พี่จอยแทบกลืนน้ำลายไม่ลง

“ฉันหายดีแล้วคงไม่ต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลอีกแล้วล่ะ ขอบใจนะ แต่ถ้าเธอจะอยู่ต่อจนกว่าหิมะจะหยุดก็ได้นะ ฉันจะจ่ายเงินค่าแรงให้เธอเอง”

“ไม่จำเป็น” ต้องตอบด้วยน้ำเสียงห้วนอีกตามเคย ถ้าพูดเพราะกว่านี้พี่จอยต้องจับสำเนียงของเธอได้แน่ๆ

“แม่คนนี้คงทะเลาะกับแฟนมาแหง๋มเลย อารมณ์บ่อจอยก็ไม่บอกจะได้ไม่พูดด้วย” พี่จอยบ่นต้อง ทำเอาต้องแทบจะขำออกมา แต่ก็ต้องข่มอารมณ์ขำเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นพี่จอยต้องรู้แน่ๆ ว่าต้องฟังภาษาไทยออก

ต้องคิดว่าพี่จอยไปหัดทำหน้าตาที่เรียกว่า “ปากอย่างใจอย่างแบบนี้มาจากไหน” หรือว่าเมืองนอกเค้าสอนให้คนเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว ปากก็พูดคำ “ด่าว่า” แต่หน้า “ยิ้มแป้น” มันอดขำได้ซะที่ไหนเล่า พอเห็นว่าพี่จอยเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ต้องแทบจะอยากเข้าไปทุบแรงๆ คนอะไรไม่ทันหายดี มานั่นรับลมหนาวอีกแล้ว คอยดูเถอะ ถ้าไข้กลับมาอีกรอบ ต้องจะเอายายัดปากสักโหลเลยคอยดู


แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ พี่จอยนอนร้องครางอีกแล้ว กี่คืนแล้วนะที่พี่จอยร้องครางเพราะพิษไข้ ตั้งแต่ต้องมาดูแลไม่มีวันไหนเลยที่พี่จอยจะไม่มีไข้ เมื่อกลางวันก็ดูเหมือนจะหายดี แต่คงเพราะความซนไปอาบน้ำ ไข้ก็เลยกลับมาอีกครั้ง

เสียงร้องนั้นทำเอาต้องที่นั่งเช็ดตัวให้ถึงกับน้ำตาซึม “หนาวเหลือเกินต้อง พี่หนาวจังเลย”

ต้องกอดผู้หญิงที่นอนซมอยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจรักที่มีต่อผู้หญิงคนนี้หมดทั้งใจ ไม่มีส่วนใดในสี่ห้องหัวใจของเธอที่จะว่างให้กับคนอื่นได้สอดแทรกเข้ามา แล้วนี่หรือคือสาเหตุที่ทำให้พี่จอยต้องมาอยู่เมืองอันแสนจะหนาวเย็นแบบนี้ ต้องกอดพี่จอยของเธอ ร้องไห้ซบอยู่กับอกที่กระเพื่อมขึ้นลง และร่างที่สั่นสะท้านเพราะพิษไข้ เธอทำตามคำสั่งของพี่หมอบิว และกอดพี่จอยของเธอทั้งคืน

สะดุ้งตื่นอีกครั้งก็ตอนที่พี่จอยปลุกเธอ เธอตกใจที่นอนทับอยู่บนอกของพี่จอย กลัวความจะแตกก็กลัว แต่จะทำไงได้ สิ่งที่จะต้องทำก็คือกลบเกลื่อนอารมณ์เอาไว้ และกล่าวขอโทษพี่จอยอย่างเป็นทางการ

“ขอโทษค่ะ ฉันคงง่วงมากๆ เมื่อคืนเลยนอนทับคุณ” น้ำเสียงของต้องอ่อนลงไปมาก และรีบลุกจากที่นอนอันแสนอุ่นของพี่จอยไปยืนที่ปลายเตียง

เสียงพี่จอยพูดลอดไรฟันออกมาเป็นภาษาไทยเบาๆ “ขอโทษแล้วมันหายชาหรือไงยะแม่คุ๊ณ” และจากนั้นก็ตอบไปเป็นภาษาที่เธอฟังออกว่า

“ไม่เป็นไร” เสียงนั้นแข็งๆ “แต่คราวหลังอย่ามานอนทับฉันอีกนะฉันหายใจไม่ออก” ฟังได้แค่นั้นต้องก็เดินออกไปจากห้องนอนพี่จอยเพราะถ้าขืนอยู่ฟังต่อ ต้องคงจะหัวเราะออกมาอีกเป็นแน่ ใครว่าอดอะไรก็อดได้ แต่กลั้นหัวเราะนี่มันทรมานยิ่งกว่ากลั้นสะอื้นอีกเป็นไหนๆ

“ดูเหมือนแม่นี่ท่าทางจะประสาทนิดๆ แฮะ” เสียงบ่นตามหลังไม่ดังแต่ได้ยินถนัด


ต้องทำซุปให้พี่จอยอีกมื้อ แต่วันนี้มีพิเศษทอดไข่ดาวกับหมูแฮมให้ด้วย

“ไม่กินด้วยกันเหรอ” พี่จอยถามต้องที่ยืนอยู่ไม่ห่าง

ต้องส่ายหน้าและเข้าไปในห้องหยิบชุดของเธอเดินเข้าห้องน้ำไปหน้าตาเฉย เพราะกว่าต้องจะเปลี่ยนเครื่องทรงเสร็จ กว่าจะทำโน่นทำนี่เพื่อพลางตัวเอง คงกินเวลานานโขมันเป็นแบบนี้ทุกวัน แล้ววันนี้พี่จอยก็ตื่นแล้ว ต้องคงต้องรีบทำเวลามากกว่าทุกวันที่ผ่านมา ไม่อย่างนั้นคงโดนจับได้อย่างแน่นอน แล้วก็เป็นดังคาดเอาไว้ เสียงพี่จอยบ่นออกมาดังๆ ทำเอาต้องที่กำลังแต่งหน้าถึงกับยืนหัวเราะอยู่ที่หน้าอ่างล้างหน้า

“ไปนอนในนั้นหรือไงแม่คุ๊ณ”

ต้องอดไม่ได้บ่นกลับไปเบาๆ บ้างว่า “บ้า” จากนั้นไม่นานต้องก็ออกมาจากห้องน้ำ แต่งตัวเหมือนเคย โผกผมมิดชิด ใช้ผ้าปิดปากเปิดให้เห็นแค่ลูกตา

“แม่เจ้าโว๊ย ท่าจะไม่มั่นใจถ้าไม่ได้แต่งหน้าล่ะสิแม่คุณ” พี่จอยพูดยิ้มๆ อีกเช่นเคย และเป็นอีกครั้งที่ต้องทนไม่ได้ ต้องยิ้มและฝืนหัวเราะ “นี่พี่จอยพี่จะรู้ตัวไหมนะว่าพี่ทำเอาต้องปวดท้องไปหมดแล้ว อย่ามาทำแบบนี้อีกนะแผนต้องจะแตกก็เพราะพี่นี่แหละ” ต้องบ่นกับตัวเองในใจก่อนที่จะปรับสีหน้าเป็นยายจอมโหดเช่นเดิม

“ข่าวบอกว่าหิมะจะตกหนักอีกวัน คุณคงกลับบ้านไม่ได้ คืนนี้ค้างที่นี่อีกคืนก็แล้วกัน หรือว่าถ้าอยากจะกลับก็กลับได้นะ อีกไม่กี่วันก็คริสมาสต์แล้วฉันพอเข้าใจ” ดูเหมือนว่าพี่จอยจะพยายามพูดคุยกับต้อง

“ไม่เป็นไร อยู่จนกว่าคุณจะหายดี” น้ำเสียงของต้องห้วนๆ เหมือนเคย

“แล้วนี่คุณจะไม่กินอะไรสัหน่อยหรือ หิวหรือเปล่า” ต้องไม่ตอบอาศัยบทเงียบอีกตามเคย และเดินออกไปนอกห้องเพื่อออกไปเอานมสดที่เธอสั่งให้เอามาส่ง

“ใครสั่งนมมา” พี่จอยถามต้อง

“ฉันสั่งเอง คุณต้องดื่มนม”

“ไอ๋หย๋า” เสียงพี่จอยร้องลั่น ทำไมต้องจะไม่รู้ว่าพี่จอยไม่ชอบกินนม พี่จอยบอกว่านมสดมากๆ มันคาว ต้องก็เลยตั้งไฟจากนั้นก็เติมผงโกโก้ และน้ำตาลลงไป เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยกมาให้พี่จอยดื่ม

“ดื่มซะ ยังร้อนๆ ช่วยให้หายไข้” แล้วต้องก็เดินจากไป แต่ได้ยินเสียงพี่จอยบ่นตามหลังเหมือนเคย สรุปว่าพี่จอยเป็นบ้าไปแล้วในความคิดของต้อง พูดคนเดียว เออเองพูดเอง ต้องออกไปขำอยู่อีกห้อง ขำจนน้ำตาเล็ดกันเลยทีเดียว

“คงไม่ใช่หรอกนะ จะมีคนหน้าเหมือนกันถึงสามคนบนโลกนี้เลยเหรอไม่น่าเป็นไปได้ คิดมากน่ารีบๆ กินแล้วไปนอนพักต่อดีกว่าไอ้จอย แกมันท่าจะคิดถึงต้องมากไปแล้ว เพี้ยนแล้วไอ้จอย แกต้องเพี้ยนแน่ๆ เลย”

ต้องเห็นพี่จอยกลับเข้าห้องไปพร้อมกับหนังสือพิมพ์ เธอก็เลยเข้าครัวมากินอาหาร โชคดีเหลือเกินที่เธอกินเสร็จก่อนที่พี่จอยจะเดินเข้ามาไม่อย่างนั้นความแตกแน่ๆ

“แหม อนามัยจริงนะยะแม่คุณ แต่อย่างว่านะ คงกลัวติดโรคจากฉันละสิใช่ไหมยะแม่พญามาร” ก่อนจะหัวเราะต้องก็แกล้งถามกลับ

“What?”

“อิ่มแล้วเหรอ ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ” แต่สิ่งที่ต้องได้ยินกลับไม่ใช่คำเรียกว่า “พญามาร” แบบเดิม “พี่จอยนะพี่จอย เรารึอดหลับอดนอนดูแลอย่างดีหนอยมาเรียกเราว่าพญามารเจ็บใจนัก”

“อากาศข้างนอกคงหนาวมากๆ เลยนะ” พี่จอยชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยระหว่างรอเธอล้างจาน

“คุณไม่กลับบ้านจริงๆ เหรอ” ดูเหมือนคำถามนี้พี่จอยจะเคยถามแล้ว

“ก็บอกแล้วไงว่าจนกว่าคุณจะหายดี ฟังภาษาไม่เข้าใจหรือไงกัน” ต้องกระแทกน้ำเสียงกลับไปเพราะกำลังโมโห คนตรงหน้า มาว่าฉันเป็นพญามาร ก็จะเป็นมารให้สมกับฉายาให้ดู

“เข้าใจแต่เป็นห่วงกลัวคุณไม่ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัวในวันเทศกาลแบบนี้ก็เท่านั้น”

“ครอบครัวของฉันไม่ได้อยู่ที่นี่” ต้องตอบออกมาเบาๆ ก็หรือไม่จริงครอบครัวที่อบอุ่นและแสนสุขของต้องก็คือบ้านไร่ปลายดอย ที่แห่งนั้น ไม่ใช่เมืองไกลแถวนี้สักหน่อย

“น่าเห็นใจนะ”

“แล้วคุณล่ะไม่กลับบ้านบ้างหรือ” ต้องถามกลับบ้างและเดินออกจากห้องครัวไปยังห้องนอนของพี่จอย

“บ้านไม่มีอะไรน่ากลับไป” ท่าทางเหมือนพี่จอยจะไม่ใยดีต่อการกลับบ้านเลยสักนิด ต้องอดน้อยใจไม่ได้ที่พี่จอยพูดแบบนั้นกับเธอ แล้วนี่พี่จอยคิดว่าเธอที่รออยู่ที่เมืองไทยเป็นอะไรกันแน่ เป็นผู้หญิงร้อยรักพันเล่หรืออย่างไร

“ฟังดูน่าหดหู่จริงๆ”

“ถ้าคุณเป็นแบบฉันโดนคนรักหักหลังคุณก็คงไม่อยากกลับไปเหมือนฉัน” พี่จอยยังบ่นไปเรื่อยๆ

“แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคนรักคุณหักหลัง”

“ฉันเห็นกับตานะสิ ว่าเธอมีคนใหม่”

“คุณแน่ใจหรือกับสิ่งที่คุณเห็น” ต้องยังย้ำคำถามเดิมๆ กลับไปอีกครั้งให้พี่จอยได้คิดทบทวนความคิด

“แน่ใจสิ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มาที่นี่ หนีเรื่องบ้าๆ มาที่นี่เพื่อให้ลืมเธอ”

“เจ็บปวดมากไหม”

“ยิ่งกว่าเจ็บอีก มันสุดทนเลยล่ะอยากจะตายจากโลกนี้ไปเลยด้วยซ้ำ”

“แต่ก็ยังอยู่รอดมาได้สินะ” คำถามเย้ยๆ หลุดจากปากต้อง

“ไม่มีใครตายเพราะอกหักหรอกคุณ เพียงแค่ใจมันไม่มั่นคงเหมือนเดิมเท่านั้นเอง”

“คุณก็เลยเลือกที่จะหนีมาจากภาพบาดตาของคุณ โดยที่ไม่ถามคนรักของคุณสักคำว่าสิ่งที่คุณเห็นมันเป็นเรื่องจริงหรือคุณคิดไปเองอย่างนั้นสิ”

“ใช่ เพราะฉันมั่นใจว่าสิ่งที่ฉันเห็นมันเป็นเรื่องจริง”

“คิดไปเองหรือเปล่า”

“มันไม่น่าพลาด”

“เหรอ” ต้องแบะปาก และยิ้มแสยะกับคำตอบนั้น เธออยากจะเข้าไปทุบพี่จอยให้แหลกคามือ เข้าใจผิดแล้วยังจะมาบอกว่าสิ่งที่เข้าใจผิดคือสิ่งที่ถูก น่าตบนัก คนอะไร

“ใช่” พี่จอยยืนยันคำเดิมแถมสีหน้ายังเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ

“งั้นก็แล้วแต่คุณความคิดของคน ฉันไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้หรอกนะ เพียงแต่จะให้คิดให้รอบคอบเท่านั้น เรื่องของคนสองคน ฉันไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก”

“ขอบใจนะที่เข้าใจฉัน” พี่จอยยิ้มให้ฉัน

“ยินดี มันเป็นส่วนหนึ่งในบริการของพยาบาลเฝ้าไข้”

“ปรึกษาปัญหาหัวใจนี่นะ”

“เปล่า พูดคุยไม่ให้ฟุ้งซ่าน ก่อนที่จะเป็นบ้าต่างหาก” ประชดแบบนี้จะรู้ตัวหรือเปล่านะ ว่าประชด เข้าใจไหม พี่จอยคนซื่อบื้อ

จบบทที่ ๒๘




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 15:57:29 น.
Counter : 238 Pageviews.  

บทที่ ๒๗ ทำใจ



หิมะตกตามข่าวที่บอกไว้จริงๆ ดูเหมือนว่าจะตกหนักกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ เวลาที่คนเรานั่งๆ นอนๆ มากๆ ก็รู้สึกเวียนหัวได้เหมือนกัน ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีอาการเวียนหัวเมื่อนอนมากไป

สองวันที่ผ่านมาเธอคนนั้น อยู่เป็นเพื่อนฉันทั้งวันทั้งคืน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจก็คือ เธอคนนั้นไม่ยอมเอาหมวกคลุมผมที่ทำจากผ้าและผ้าปิดปากออกจากร่างกายของเธอเลยสักครั้ง หรือเธอคนนั้นจะเป็นมุสลิม แต่ก็น่าจะไม่ใช่ เพราะปกติมุสลิมจะใช้ผ้าคลุมผมบาวา คลุมผมปิดมิดชิดไม่ใช่หมวกคลุมผมแบบนี้

และอีกอย่างเธอก็แต่งหน้า ใช่เธอแต่งหน้า โดยเฉพาะดวงตาคู่คุ้นเคยคู่นั้น

“ตายล่ะหว่า แล้วแม่พญามารชื่ออะไรล่ะนี่ลืมถามชื่อ” ฉันบ่นตัวเองเมื่อนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะขาวๆ ปกคลุมพื้นดินและต้นไม้เต็มไปหมด น้ำแข็งเริ่มเกาะตามกิ่งไม้ไหลลงมาเป็นทางราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ก็ไม่ปาน

“แล้วนี่หายไปไหน หรือว่าลงไปซักผ้า” ฉันมองหาพญามารคนสวย คิดว่าเธอคงสวย เพราะไม่เคยจะเห็นหน้าเธอสักครั้ง แต่จากกริยาท่าทางบ่งบอกว่าเธอคงเป็นผู้หญิงต่างชาติที่เรียบร้อยพอสมควร

ฉันไม่ค่อยได้เห็นผู้หญิงฝรั่งหรือหญิงต่างชาติทำอะไรละเมียดละไมแบบเธอ ปกติแล้วถ้าไม่ใช่คนเอเชียหรือคนไทย จะไม่มีกริยาแบบนี้ ยิ่งคนยุโรปด้วยแล้วนะนั่งจะลุกจะเดิน ขย่มเท้า นั่งไขว่ห้างกันเป็นแถว แต่นี้เธอกระมิดกระเมี้ยนดีแท้ แถมยังเดินได้เบาฝีเท้าเงียบกริบ ไปไหนมาไหนไม่มีเสียงฉันยังเรียกว่าแม่ขอมดำดินอยู่บ่อยๆ

ฉันรออยู่นานเธอก็ไม่กลับมาที่ห้อง จนร้อนใจออกไปตามเธอ เพราะคาดว่าเธอคงจะลงไปซักผ้า เนื่องจากไม่เห็นว่าเหลือผ้าในกระกร้าที่จะซัก ลงมาด้านล่างก็ไม่เห็นเธอ หรือว่าวันนี้เธอจะกลับบ้าน วันนี้วันที่ 24 ธันวา หลายๆ คนคงเตรียมกลับไปหาครอบครัว ร้านรวงคงปิดหมด

แล้วเธอไปไหน เป็นคำถามที่ฉันเองก็ตอบไม่ได้ ฉันตัดสินใจออกไปเดินเล่นในสวนข้างที่พัก เมื่อเปิดประตูออกไปจากตึก ร่างกายที่พึ่งจะฟื้นไข้ของฉันก็สั่นสะท้าน ปุยหิมะเบาหวิวตกลงมาที่ฉันจนเต็มไปหมด ฉันกระชับเสื้อโค้ท และหมวกหนังมาปิดหู

“หาเรื่องหรือเปล่านี่ ทำไมมันหนาวอย่างนี้นะ ไม่เหมือนดูในหนังเลย” ฉันบนตัวเอง ในหนังฝรั่งหนังญี่ปุ่นหรือหนังเกาหลี ที่เคยดูผ่านตามาบ้าง นักแสดงไม่เคยแสดงให้เห็นว่าหิมะที่ตกอยู่มันหนาวไปถึงกระดูก หนาวไม่เท่าไหร่ ลมนี่สิเป็นต้นเหตุของความเย็นจับขั้วหัวใจ

ฉันเดินไปยืนแหงนหน้ามองต้นไม้ไร้ใบที่กลายเป็นประติมากรรมธรรมชาติที่ถูกสร้างสรรค์โดยน้ำแข็ง มันดูสวยแต่เหงา สถานที่แบบนี้ไม่ใช่หรือที่เป็นที่สนใจของคนเมืองร้อน อยากจะมาเที่ยว อยากจะมาดูว่าปุยหิมะขาวสะอาดแค่ไหน อยากจะรู้ว่าการเล่นสกีหิมะเป็นอย่างไร อยากมาดูสถานที่มาดูเมืองที่แปลกตา

เมื่อก่อนฉันก็เคยคิดว่าที่แห่งนี้คงสวยงามน่าดู น่าอยู่และอยากจะมาอยู่ แต่เมื่อมาอยู่แล้วกลับคิดถึงบ้าน ฉันเห็นหญิงแก่กำลังเดินข้ามถนนตรงมายังฝั่งที่ฉันยืน เธอเดินเงอะงะเพราะในมือของเธอหอบถุงสำหรับใส่ของ และมืออีกข้างก็ถือร่ม ลมพัดแรงๆ จนหญิงแก่คนนั้นล้มลง แต่จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่มีใครใส่ใจเธอเลยสักคน ทั้งๆ ที่มีคนเดินอยู่ใกล้ๆ เธอเป็นสิบ ต่างคนต่างเร่งรีบเดินให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง และทิ้งหญิงแก่คนนั้นให้นั่งจมอยู่กับกองหิมะ

ฉันเสียอีกรีบวิ่งเข้าไปประคองเธอให้ลุกขึ้นและช่วยเธอเก็บของที่ร่วงหล่นลงที่พื้น เสียงขอบคุณดังมาจากปากของหญิงแก่คนนั้น เธอยิ้มให้ฉันเป็นการตอบแทนการช่วยเหลือ

“ให้ฉันเดินไปส่งไหมคะ”

“ไม่ต้องของคุณมาก” หญิงแก่ปฏิเสธฉัน

“งั้นระวังนะคะพื้นมันลื่น”

เธอยิ้มกลับมาอีกครั้งและเดินจากไป ฉันคิดอีกหลายรอบเมื่อเดินกลับเขามาในตึก ถ้าหากฉันต้องทำงานจนแก่แบบหญิงคนนั้นและไม่มีใครใส่ใจดูแลเพราะไม่ใช่เรื่องของตัวฉันจะเป็นเช่นไร ฉันจะทนอยู่กับความเหงาแบบนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไหร่ เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เธอคนนั้นก็ยังไม่อยู่ เธอคงจากฉันไปแล้ว

หกเดือนเพียงพอแล้วกระมังกับการหนีจากความรัก ตลอดหกเดือนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันอภัยให้ต้องได้ แม้ว่าเธอจะทำร้ายจิตใจของฉันมากแค่ไหนก็ตาม

ฉันโทรไปยังที่ขายตั๋วของสายการบิน เพราะฉันไม่ได้จองตั๋วไว้ก่อนก็เลยต้องเดินทางไปขึ้นเครื่องที่ฟินแลนด์ และรอต่อเครื่องจากที่นั่นกลับเมืองไทย และอีกอย่างค่าตั๋วก็ถูกกว่าการนั่งเครื่องของบ้านเราหลายบาท เสียเวลานิดหน่อยแต่เก็บเงินไว้ในกระเป๋าได้อีกโข

เมื่อได้ตั๋วฉันโทรบอกกุ๊กกิ๊กว่าฉันจะกลับในวันพรุ่งนี้

“กิ๊กฉันจะกลับแล้วนะแก ขอบคุณที่ให้ที่พักให้อาหาและให้งานทำ”

“เฮ้ยทำไมบทจะมาก็มาบทจะไปก็ไปแบบนี้ล่ะไอ้จอย” เสียงของกุ๊กกิ๊กที่ได้ยินคงตกใจกับคำบอกเล่าของฉันอย่างมาก

“ฉันคิดถึงบ้าน เออขอบใจนะที่ส่งพยาบาลมาดูแลฉัน”

“เออๆ ไม่เป็นไรเพื่อน แล้วนี่พยาบาลไม่อยู่เหรอ”

“ไม่อยู่คงกลับไปแล้วมั๊งเห็นเค้าบอกว่าถ้าฉันหายดีเค้าก็จะกลับบ้านเค้านี่ เออว่าแต่ว่าแกจ้างมาแพงไหม”

“เค้าดูแลแกไม่ดีสมเงินที่จ่ายไปหรือไงไอ้จอย”

“เปล่าๆ ดีมากๆ เลยด้วยซ้ำไปที่ฉันถามเพราะฉันจะเอาเงินคืนให้แกต่างหาก” ฉันรีบปฏิเสธทันทีที่ได้ยินคำพูดของกุ๊กกิ๊ก ถ้าไม่มีพยาบาลคนนั้น ป่านนี้คงไม่มีไอ้จอยมานั่งพูดนั่งคุยอยู่แบบนี้หรอกนะ

“เรื่องเงินไว้ว่ากันทีหลัง แต่ตอนนี้แกหายดีแล้วใช่หรือเปล่า” กุ๊กกิ๊กส่งเสียงแห่งความห่วงใยกลับมาเหมือนเช่นเคย

“เออ หายดีแล้วกำลังจะเก็บของจัดกระเป๋ากลับบ้านแล้วด้วย”

“ไงแกก็เดินทางปลอดภัยนะเพื่อน ไว้ว่างๆ ฉันจะไปหาแก ขอที่อยู่ที่กินสักปีสองปี”

“ได้เลยไอ้กิ๊กสำหรับแกกับลอชส์ฉันยินดีต้อนรับเสมอ”

“เฮดัว” กุ๊กกิ๊ก ส่งภาษาที่ฉันคุ้นเคยมันคือการบอกว่าจบการสนทนาเพียงเท่านั้น

หลังจากวางสายฉันก็เก็บเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นลงกระเป๋าใบเขื่อง ตอนมากระเป๋าใบน้อย อยู่ๆ ไปกระเป๋าโตได้ แค่หกเดือนข้าวของที่เพิ่มขึ้นไม่มีอะไรมากส่วนใหญ่ก็เป็นเสื้อผ้า ของอย่างอื่นฉันคงไม่เอาไป แต่กะว่าจะเก็บใส่ถุงดำแล้วทิ้งไปเลย หอบไปก็หนักเปล่าๆ กลับไปบ้านเราคงไม่ได้ใช้ หรือไม่ก็อาจจะให้กุ๊กกิ๊กเอาไปบริจาคที่ไหนก็ได้ที่มีคนต้องการ

เสียงเปิดประตูห้อง และฉันก็เห็นพญามารเดินกลับเข้ามาพร้อมกับถุงอาหารสำหรับเราสองคน เธอปิดหน้าปิดตามิดชิดเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่ฉันไม่ใช่ตัวแพร่เชื้อหวัดอีกแล้วเธอก็ยังคงปิดหน้าอยู่เช่นเคย

“ไปซื้ออาหารมา” เสียงเธอบอกฉัน

“ค่ะ” ฉันตอบไปแค่นั้นและก็ลงมือจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองต่อไป

“คุณจะไปไหนยังไม่หายดีเลย”

“ฉันจะกลับบ้าน ฉันหายดีแล้ว”

“คุณทำใจได้แล้วหรือกับเรื่องที่คุณบอกฉัน”

“ฉันทำใจได้แล้ว และฉันก็รู้ว่าฉันอภัยให้เธอแล้ว ว่าแต่คุณชื่ออะไรฉันลืมถามชื่อคุณ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายวัน”

“ไม่สำคัญหรอก แค่คุณรู้ว่าฉันคือพยาบาลของคุณก็พอ” เธอพูดจบก็เข้าครัว ไปจัดเตรียมอาหารให้กับเราสองคน ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าวันนี้เธอจะยอมเปิดผ้าปิดปากและนั่งกินข้าวให้ฉันเห็นหน้าสักวันจะได้หรือไม่

แต่ถึงจะไม่ได้เห็นหน้าเธอก็คงไม่เป็นไร แค่รู้ว่าเคยมีพยาบาลที่ดีคอยดูแลก็คงพอแล้วกระมัง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันรีบลุกจากการจัดกระเป๋าไปรับสาย และจากการสนทนาทำให้รู้ว่าพายุหิมะตกหนัก และหนักมากๆ ทัศนวิสัยไม่ดี เครื่องบินจากที่ไหนๆ ก็เดินทางไม่ได้ ตัวแทนของสายการบินถามฉันว่ายังจะเดินทางอยู่อีกหรือไม่ คำตอบคือคำเดิมว่ายังจะเดินทางอยู่ เพราะฉันอยากกลับบ้าน หากว่าเดินทางได้เมื่อไหร่ให้โทรติดต่อกลับฉันโดยทันที

ฉันอยากกลับไปหาหัวใจของตัวเอง แต่เหมือนฟ้าจะกลั่นแกล้ง ทำให้การเดินทางของฉันล่าช้า ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรไปยังเลขหมายที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

“เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” เสียงจากโทรศัพท์บอกกับฉัน

“คงไม่มีคลื่น ทำอะไรอยู่นะต้อง พี่คิดถึงต้องเหลือเกินแล้วคนดีของพี่” ฉันพูดกับโทรศัพท์ และเดินกลับไปจัดกระเป๋าต่อ

“อาหารเสร็จแล้วค่ะจะรับเลยหรือว่ารอก่อน” เสียงของเธอถามฉันดังมาจากห้องครัว

“ยังค่ะ ฉันยังไม่หิว” ฉันตอบไปอย่างนั้นเพราะฉันยังไม่หิวจริงๆ นั่นแหละ

“แต่คุณก็ต้องกินอาหารจะได้กินยา ลองลาซานญ่าดูหน่อยไหม ฝีมือฉันใช้ได้นะ” เธอเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ฉัน ฉันกำลังคิดว่าเธอท่าทางเหมือนใคร แต่เสื้อชุดโคร่งก็พลางสายตาได้ดีเหลือเกิน

“วันนี้คุณจะกินพร้อมฉันหรือเปล่า”

เธอไม่ตอบ ฉันก็เลยรีบพูดออกไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ถ้าทำให้คุณลำบากใจ แต่ฉันหายดีแล้ว หากคุณอึดอัดที่จะปิดปากก็เอาผ้าออกได้นะคะ รับรองว่าเชื้อไม่แพร่ผ่านไปถึงคุณแน่นอน” ปลายประโยคของฉันประชดนิดๆ ดูเหมือนว่าเจ้าของดวงตานั้นจะยิ้ม และเป็นยิ้มที่ใช้เวลานานกว่าทุกครั้ง

“นี่คุณขำฉันเหรอ”

ไม่มีเสียงตอบจากเธอเช่นเคย

“หรือไม่จริงเล่าฉันหายมาหลายวันแล้วฉันคงไม่ปล่อยเชื้อให้คุณหรอกน่า”

“จัดกระเป๋าของคุณไปเถอะไม่ต้องห่วงเรื่องฉันจะอึดอัดหรอก ฉันชินแล้ว”

“ฉันจะบอกคุณว่าขอบคุณนะที่ดูแลฉัน แม้จะรู้ว่าคุณทำเพราะเพื่อนฉันจ้างคุณมาแต่ฉันก็ต้องขอบคุณคุณอยู่ดี”

“ไม่เป็นไรมันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องดูแลคุณ”

“ฉันอยากให้คุณเป็นคนอื่นจังเลย”

“ใคร”

“คนรักของฉันเอง เวลาที่ฉันเหนื่อ ท้อ ฉันมักจะคิดถึงเธอเสมอ”

“แต่คุณก็หนีหัวใจของตัวเองมาอยู่ไกลแสนไกล”

“ที่หนีเพราะฉันไม่อยากรับรู้ความจริง แต่คุณรู้ไหมต่อให้ฉันหนีไปไกลสุดขอบโลก ฉันก็หนีหัวใจของตัวเองไม่พ้น ฉันรักเธอมาก” น้ำตาของฉันไหลออกมาเมื่อคิดถึงต้อง “แต่ตอนนี้ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว ต่อให้กลับไปและรับรู้ว่าเธอคนนั้นมีคนใหม่ ฉันก็จะร่วมแสดงความยินดีกับรักครั้งใหม่ของเธอจากใจจริงของฉัน และฉันจะไม่หนีอะไรอีกแล้ว ฉันจะไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ฉันแก่มากแล้วสำหรับเรื่องความรัก ให้ฉันไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งฉันคงทำไม่ได้”

“คุณยังดูไม่แก่เท่าไหร่เลยนะ”

“อย่ามายอฉันเลยฉันรู้ดีว่าฉันแก่ลงไปมาก”

“แล้วถ้าคุณเจอเธอคุณจะบอกเธอว่าอะไร”

“บอกว่าฉันรักเธอคนเดียวนะสิ ฉันรักเธอมาก”

“แค่นี้หรือ”

“คงต้องขอโทษเธอด้วยที่ฉันหุนหันหนีจากมาโดยที่ไม่ได้ถามไถ่เรื่องราวต่างๆ ฉันรู้ว่าฉันผิดกับเธอมากเธอคงลำบากที่ต้องทำงานคนเดียว ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเวลาที่เธอไม่มีฉันเธอจะเหนื่อยแค่ไหน”

“รู้แล้วทำทำไม” ภาษาที่เธอพูดทำให้ฉันตกใจ มันคือภาษาไทย ภาษาพ่อภาษาแม่ของฉันเอง และน้ำเสียงของเธอทำเอาฉันอึ้ง

“ถามว่าพี่รู้แล้วพี่ทำทำไม ทำไมต้องหนีต้องมา” เธอเปิดผ้าปิดปากออก และถอดหมวกคลุมผมของเธอออกแทบจะพร้อมๆ กัน ใบหน้าที่ฉันเห็นก็คือ “ต้อง”

ใช่ !!!

“ต้องจริงๆ ด้วย ต้องพี่คิดถึงต้อง” ฉันร้องออกมาดังๆ และกอดเธอด้วยความรักโหยหา

“ออกไปนะต้องเกลียดพี่ คนไม่มีหัวใจ คนไม่มีเหตุผล” เธอผลักฉันออกมาอย่างไม่ใยดี และลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้สวมเสื้อกันหนาวออกไป ฉันวิ่งตามและคว้าเสื้อของฉันและของเธอที่แขวนไว้ที่หน้าประตูเอาติดมือไปด้วย

“ต้องอย่าหนีพี่ไป” ฉันวิ่งลงบันไดตามเธอไปติดๆ แต่เธอก็ไม่ฟังเสียงฉัน

เราวิ่งมาทันกันอยู่ตรงสวนข้างที่พักของฉัน ฉันคว้าข้อมือของเธอไว้ มือของเธอเย็นจนเกือบเทียบเท่าอุณหภูมิของอากาศข้างนอก

“อย่าหนีพี่ไปนะต้องพี่รักต้อง ได้ยินไหม”

“แล้วทีพี่ล่ะ พี่หนีต้องมา ไม่บอกต้องสักคำว่าพี่หายไปไหนตลอดเวลาต้องเป็นห่วงพี่ ต้องคิดถึงพี่ แล้วพี่ก็มาอยู่ที่นี่ หนีต้องมาพี่ทำแบบนี้กับต้องได้ยังไง” เธอแผดเสียงร้องออกมาดังลั่น ไม่มีใครสนใจเราสองคนเหมือนเช่นเคย

“พี่ขอโทษต้องพี่ขอโทษ”

“ขอโทษแล้วมันหายหรือไง ทำไมนะพี่จอยทำไมพี่ไม่เคยเชื่อใจต้องสักนิดเลยหรือไง แล้วพี่หึงใครไม่หึงมาหึงต้องกับพี่หมอนี่นะ บ้าชะมัด”

“พี่ก็รู้ตัวว่าพี่ผิดนะต้อง แล้วต้องจะให้พี่ทำยังไงต้องถึงจะหายโกรธพี่” ฉันคุกเข่าลงบนหิมะที่เย็นเฉียบนั้น แม้อากาศจะเย็นแต่ใจฉันร้อนดังมีไฟสุม ฉันโอบเอวต้องไว้เพราะต้องพยายามที่จะเดินหนีฉันอีกครั้ง

“ปล่อยต้องนะต้องจะไปตามทางของต้อง”

“ถ้าต้องไม่รักพี่แล้วมาดูแลพี่ทำไม”

“ไม่อยากเห็นคนแก่ตายก็เท่านั้นเอง”

“ในสมองของต้องพี่มันแก่มากๆ เลยใช่ไหม ใช่สิพี่ไม่สวยไม่สาวเหมือนพี่หมอของต้องนี่”

“พี่หมอไปเกี่ยวอะไรด้วย ปล่อยต้องนะ” ต้องพยายามแกะวงแขนของฉันออกจากสะโพกของเธอ

“อย่าทิ้งพี่ไปนะต้องพี่รักต้อง” ฉันพยายามอ้อนวอนเธอ อีกครั้ง หากถ้ามันไร้ผล ครั้งนี้ฉันจะปล่อยเธอไปจริงๆ

เธอสะบัดแขนฉันออกอีกครั้ง และเดินจากไป ฉันไม่ได้ลุกขึ้นเดินตามเธอไป หัวใจของฉันหมดแรง เพราะความผิดของตัวเองทำให้ฉันเป็นแบบนี้ มันไม่ใช่ความผิดของต้อง ฉันรู้ดี

เสียงของต้องดังผ่านอากาศหนาวมาว่า

“ทำไมไม่ตามมาเล่า ไหนว่ารักกันไงหนาวนะเว่ย”

ฉันยิ้มออกมาจนแก้มแทบปริ และรีบวิ่งตามต้องเอาเสื้อกันหนาวไปคลุมให้เธอและโอบเอวเธอให้เดินกลับมายังที่พักของฉัน


“หายโกรธพี่หรือยังต้อง” ฉันพาเธอไปนั่งที่เตียงเล็กๆ ของฉัน เธอเองก็ไม่ขัดขืนแต่ปากก็บอกว่า

“ยัง” น้ำเสียงและท่าทางของเธอยังคงงอนฉันอยู่

“แล้วให้พี่แก้ตัวสักครั้งจะได้ไหม”

ไม่มีเสียงตอบจากเธออีกแล้ว ฉันทำตัวไม่ถูกเลย ถ้าต้องโกรธปกติฉันจะง้อเธอด้วยการ.....

ใช่ๆ จะต้องง้อเธอด้วยความรักที่มีทั้งหมดในหัวใจฉัน ฉันโน้มใบหน้าของต้องให้เข้ามาใกล้อีกนิดและอีกนิด บทแห่งการง้องอนเริ่มต้นขึ้นจากความอ่อนโยนเป็นร้อนแรงขึ้นทุกขณะจิต

เธอตอบรับการง้อของฉัน ด้วยการเปิดริมฝีปากขึ้นรับลิ้นอุ่นๆ จากฉัน มือไม้ของฉันไม่ได้อยู่กับที่เลื่อนไล้ไปยังแผ่นหลังของเธอ ชุดที่เธอสวมมันใหญ่กว่าตัวเธอมาก จึงหลุดออกไปได้อย่างง่ายดาย

ไม่แช่แค่เพียงการง้อ แต่มันคือการบอกรักครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อฉลองวันคริสมาสต์และฉลองวันแห่งการคืนดีของเราสองคน

ไม่มีวันใหนที่ฉันจะสุขใจเท่าวันนี้อีกแล้ว ไม่มีจริงๆ

“บอกพี่สิคะว่าต้องรักพี่หรือเปล่า” ฉันกระซิบที่ริมใบหูของเธอ เมื่อการบอกรักของฉันจบสิ้นไปรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เพราะไม่ได้นับ

“ไม่บอกรู้เองซะบ้างสิ” เสียงงอนๆ ยังออกมาจากปากของเธอ

“ยังงอนพี่อยู่อีกหรือ” ปากก็พร่ำถามแต่มือไม้ยังซุกซน

“อืมม์” เสียงครางของเธอบ่งบอกว่าเธอพร้อมเดินทางไปกับฉันอีกครั้งแล้ว

การแสดงความรักที่ไม่รู้จักเหนื่อยและอ่อนล้า ยิ่งแสดงยิ่งรู้ว่าเราสองคนโหยหากันมากเพียงไหน มันบ่งบอกว่าฉันยังไม่ไร้น้ำยา ฉันยังมีความรักที่อัดแน่และพร้อมจะให้ต้องเสมอ และต้องก็รู้ดีว่าสิ่งที่ฉันทำไม่ได้มีเพียงแค่กามารมณ์เท่านั้น แต่มันยังแสดงถึงความรักที่มีต่อเธอจนล้นหัวใจ

และความรักไม่ได้มีเพียงฉันฝ่ายเดียวที่เป็นผู้ให้ ฉันยังเป็นผู้ที่ได้รับความรักอย่างเหลือล้นจากเธอเช่นกัน

หากคุณเคยมีความรัก คุณจะรู้ว่าสิ่งที่ฉันพูด ไม่ใช่เรื่องโม้เลยสักนิดเดียว

หรือคุณว่าไม่จริง.....

จบบทที่ ๒๗




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 15:54:59 น.
Counter : 208 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.