It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

มธุรดา yuri บทที่ ๗/๑

บทที่ ๗/๑

รัญชน์นั่งอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อซึ่งเป็นที่ศรัทธาของคนที่นั่งอยู่ในศาลาแห่งนั้นตัวของรัญชน์รู้สึกว่าตอนนี้ทุกรูขุมขนลุกชันขึ้นมาโดยไม่ต้องปรึกษาใคร

“กลัวมากหรือโยม”ภิกษุที่นั่งอยู่บนแท่นไม้ยกสูงกว่าพื้นราวๆ ห้าสิบเซนติเมตร เอ่ยถามรัญชน์

“ค่ะหลวงพ่อ เกิดมาเพิ่งจะเคยได้ยินอะไรแบบนี้”

รัญชน์ยังคงรู้สึกเหมือนมีใครสักคนจ้องมองเธออยู่ เหลียวกลับไปมองก็ไม่เห็นอะไรจึงยิ่งทำให้เธอหวาดกลัวความมืดรอบด้านเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

“โชคดีที่โยมเป็นคนปากหนัก ไม่ตอบรับเสียงเรียกนั้นไม่อย่านั้นคงไม่ได้มานั่งตรงนี้หรอก”

“ทำไมคะหลวงพ่อ ถ้ารันขานตอบเขา รันจะเป็นอะไรหรือคะ”

“โยมเคยได้ยินไหม เรื่องที่มีเสียงเรียกแล้วเอ่ยตอบรับบางครั้งอาจเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น เขาเหล่านั้นต้องการที่จะเอาชีวิตของเราเพื่อไปเป็นตัวตายตัวแทนของเขา”

หลวงพ่ออธิบายคร่าวๆ เพื่อให้รัญชน์เข้าใจ

“จริงหรือคะหลวงพ่อ ตายแล้วรันไม่อยากคิดเลยว่าถ้ารันตอบเขา ตอนนี้รันจะเป็นไง คิดแล้วขนลุกบรื้อๆ” รัญชน์ส่ายหน้าไปมา ตามความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้นในใจของเธอ พร้อมๆกับลูบแขนของตนไปพลาง

“อุทิศส่วนกุศลให้เขาสิโยม”

“รันไม่เคยทำบุญ จะมีกุศลอุทิศให้เขาหรือคะ”

“แค่ทำจิตให้มั่น อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาน่าจะได้นะโยม อาตมาไม่เชื่อว่าคนเราไม่เคยทำความดีอะไรเลยคนอย่างโยมน่าจะมีความดี มีบุญเก่าสั่งสมมาบ้าง ไม่มากก็น้อย”

“ค่ะหลวงพ่อ”

รัญชน์ทำตามที่หลวงพ่อบอกกับเธอพยายามตั้งจิตอธิษฐานถึงเจ้ากรรมนายเวรเก่าของเธอและเดินลงไปด้านล่างกรวดน้ำให้กับสิ่งเหล่านั้น

ระหว่างที่เดินลงไปรัญชน์ยังได้ยินเสียงเรียกชื่อของเธออยู่เป็นระยะๆ เมื่อเธอรินน้ำในขันลงบนพื้นดิน

เสียงเรียกโหยหวนกลับเปลี่ยนเป็นเสียงที่ฟังแล้วไพเราะเสนาะโสต

“รัญชน์ขอบใจเจ้ายิ่งนัก”

เสียงๆ หนึ่งบอกกับรัญชน์อย่างนั้น รัญชน์ยิ้มรับ

เธอแปลกใจที่ครั้งนี้เธอกลับไม่รู้สึกกลัวเสียงนั้นอีกต่อไปแต่กลับรู้สึกอิ่มเอมที่ได้ยินคำพูดนั้นจากที่ใดที่หนึ่งในป่าแห่งนี้

“เรียบร้อยดีไหมลูก”

“ค่ะแม่ เรียบร้อยทุกอย่าง”

“ดีแล้วลูก เราจะได้เดินทางอย่างสบายใจไม่มีอะไรยึดติดกันอีก”

“อะไรยึดติดคะแม่”

“ไม่มีอะไรหรอกลูก แม่แค่พูดไปอย่างนั้นเองจะนอนต่อไหม”

“คงนอนไม่หลับแล้วค่ะแม่ ตาค้างจนนอนไม่ลง”

“นั่งข้างๆ แม่ไหม”

“ค่ะแม่”รัญชน์คลานเข่าไปนั่งอยู่ข้างๆ แม่ของเธอ นั่งนิ่งๆ เงียบๆคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

“พี่รัน เค้าไปด้วยคนสิ” อยู่ๆเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นในหัวของรัญชน์

“เฮ้ย...” รัญชน์ร้องลั่นศาลา

เธอไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเธออีกเธออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรไปหมดแล้วนี้แล้วนี่อะไรทำไมถึงมีใครมาเรียกเธออีก หรือว่าคืนนี้ผีทั้งป่า ทั้งเขาจะมาหลอกหลอนเธอคนเดียว ถือเป็นการรับน้องใหม่หรือไรกัน

“เป็นอะไรลูก”

“ใครไม่รู้ค่ะแม่มาขอไปอยู่กับรัน”

“ใครกัน” แม่มองรัญชน์ด้วยสายตาแห่งความสงสัย

“เด็กซนๆ แถวๆ นี้แหละโยม ชอบมีเพื่อนเล่นอยากมีน้องไหมละโยม อาตมาจะได้ยกให้”

ในที่สุดหลวงพ่อเป็นคนเฉลยให้กับสองแม่ลูกได้รับรู้

“เด็กแบบไหนคะหลวงพ่อ รัญชน์ยังไม่ได้แต่งงานจะมีเด็กไปอยู่กับรันได้ยังไงคะหลวงพ่อ หรือว่ารันจะท้องไม่มีพ่อ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นโยมเด็กที่ว่านี่เป็นเด็กแบบที่ไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องใช้รถ ไม่ต้องเดิน ลอยไปลอยมาได้”

“หา...หลวงพ่อคะ นั่นไม่เรียกเด็กแล้วค่ะรันเรียกว่าผะ...”

รัญชน์หยุดคำพูดของตนไว้เพียงเท่านั้นเธอไม่อยากพูดอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็น ด้วยเกรงว่าเธอจะโดนกลั่นแกล้งอะไรอีกแค่นี้ก็ขนลุกทั่วทั้งตัว ถ้าโดนอีกรอบสงสัยผมร่วงทั้งหัวหรือไม่ก็ผมขาวหมดหัวเป็นแน่

“พี่รัน ไม่ชอบหนูจริงๆ เหรอ”

เสียงนั้นดังมาอีกครั้งครั้งนี้เดาว่าหลวงพ่อกับแม่ของเธอคงได้ยินด้วยเช่นกัน

“เฮ้ย...” รัญชน์ตกใจ ทั้งๆที่นั่งอยู่ในศาลา เสียงนั้นยังดังฟังชัด ราวกับว่ามานั่งอยู่ข้างๆ เธอแล้วพูด

“พอได้แล้ว นิลไปแกล้งพี่เขาทำไมกัน” หลวงพ่อดุเสียงๆ นั้น

“หลวงพ่อก็ บอกหลายทีแล้วว่าชื่อนิลยา ไม่ใช่นิลเฉยๆทำไมไม่รู้จักจำสักทีนะ เรียกนิลๆ อยู่ได้ ตัวเค้าออกจาขาวผ่องเห็นไหมไม่ได้ดำเป็นถ่านสักหน่อย เชอะ...”

จากที่มีเสียงเพียงอย่างเดียว ณ วินาทีนี้ร่างเล็กๆในชุดกางเกงยีนส์มีรูปอุลตร้าแมนติดอยู่ตรงกระเป๋าหลังสวมเสื้อยืดลายมิคกี้เม้าส์ตรงหน้าอกและสวมรองเท้าผ้าใบลายโดเรม่อนก็ออกมาปรากฏให้เห็น

“เฮ้ย...” รัญชน์สะดุ้งสุดตัวเข้าไปกอดแม่ของเธอที่นั่งอยู่ติดๆ กันและจ้องมองเด็กน้องในชุดที่ไม่เข้ากันเลยสักนิดคนนั้น

ไม่สิต้องเรียกว่าตนนั้นมากกว่า

แถมทรงผมนั่นอีกเล่า ทำไมถึงต้องเกล้าขึ้นไปมัดอยู่บนนั้นก็ไม่รู้จะถักเปียหรือมัดรวบๆ ธรรมดาไม่ได้หรืออย่างไร

“อย่ามาว่าหนูแต่งตัวไม่มีเทสนะพี่รันคนเขาเอามาให้แบบนี้ ต้องใส่แบบนี้ ชุดนี้ใหม่สุดๆ แล้วนะพี่ สองเดือนก่อนเองสวยปะ”

คนพูดรีบวิ่งตึงๆ มาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าของรัญชน์ ราวกับจะอวดชุดที่ตนใส่

“สะ...สวย..จ้า...”รัญชน์แทบพูดไม่ออก

“แต่นิลยาว่า ต้องมีอะไรขาดไปสักอย่างแน่ๆ เลย”

แล้วคนที่บอกว่าตัวเองขาดอะไรไป ยกมือขึ้นกอดอก ไม่นานนักจึงร้องออกมา

“ใช่แล้ว…”

เสียงนั้นทำเอารัญชน์สะดุ้งโหยงจากที่กลัวอยู่แล้วกลัวเพิ่มขึ้นไปอีก แต่เมื่อเห็นสิ่งๆ หนึ่งในมือน้อยๆ ของนิลยาเธอก็โล่งอก

“หมวกสวยปะ เซเลอร์มูนเชียวน้า”

จากที่กลัวๆ อยู่ รัญชน์ถึงกับสะกดอารมณ์ขันของตัวเองไม่อยู่

“ขำไรพี่รัญชน์ หมวกเซเลอร์มูน น่าขำตรงไหน น่ารักดีออก”

“ปะ..เปล่าจ้า”

รัญชน์รีบปฏิเสธทันทีเมื่อเห็นว่าเจ้าของหมวกเริ่มเกิดอาการไม่พอใจ

“เปล่าได้ไง ไหนดูสิ”เจ้าตัวนิ่งไปขณะหนึ่ง ก็ร้องออกมา

“ว่าเค้าอีกแล้วใช่ไหม ใช่ซี้...เค้ามันเด็กบ้านป่าบ้านดอยไหนเลยจะสู้เด็กในเมืองหลวงอย่างพวกพี่ได้ล่ะ มีให้ใส่ก็บุญแล้ว”

ว่าจบเดินตึงๆ ไปนั่งแปะอยู่ตรงหน้าหลวงพ่อ

“หา ผีไม่กลัวพระ มีด้วยเหรอ” รัญชน์ร้องลั่นเมื่อเห็นภาพนั้น

“ไม่ใช่ผี จะกลัวพระไปทำไมกัน”

“ไม่ใช่ผี แล้วทำไมหายตัวได้” รัญชน์แย้ง

“เออ...น่า รู้มากไปไม่เกิดประโยชน์รู้เท่าที่เห็นนี้พอ เปลืองที่เก็บในสมองเปล่าๆ”

“อ้าว...” คนรับฟังหน้าเหรอหรางุนงงกับสิ่งที่ได้ยิน

ตกลงการที่จะรู้ว่าผีไม่กลัวพระเนี่ยมันต้องใช้เนื้อที่ของสมองในการจัดเก็บข้อมูลกี่กิ๊กกะไบท์กันนะ

“ไม่ต้องไปต่อปากต่อคำกับน้องหรอกลูกนิลยาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“แม่รู้จักเด็กคนนี้ด้วยหรือคะ”

“รู้จักตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่แล้วล่ะ”

“โห.... เฮี้ยนจริงๆ”

“ไม่ได้เฮี้ยน แค่ไม่มีเพื่อนเล่นเท่านั้นเอง”

“อ้าว...แล้วเห็นพี่กับแม่เป็นเพื่อนเล่นหรือไง”

เด็กน้อยทำหน้างอ ก้มลงกราบหลวงพ่อ

“มาถึงยังไม่ได้สวัสดีทักทายหลวงพ่อเลยค่ะ ลืม”

“ไม่เป็นไรโยม คราวหลังค่อยคิดได้ตอนจะกลับก็ได้นะอาตมาไม่ว่าอะไรหรอก”

“แหม่...ๆๆๆ หลวงพ่อ เค้าไม่ได้ขี้ลืมขนาดนั้นสักหน่อยทำใจน้อยไปได้ ผมก็ไม่มี ไม่น่าใจน้อยได้เล๊ย”

“เดี๋ยวเถอะ ลามปามใหญ่แล้วนะนิลยา หลวงพ่อท่านเป็นศิษย์ตถาคตนะไม่ใช่เพื่อนเล่นของเรา”บุษบงกตแม่ของรัญชน์เป็นคนปรามเด็กน้อย

“มันจริงนี่นาน้าบุษ หนูเปล่าโกหกนะโกหกครั้งเดียวตกนรกร้อยชาติ หนูไม่ทำแบบนั้นร็อก”คนพูดท่าทางจริงจัง จนคนฟังเริ่มระอาใจ

“พอๆ ตกลงจะไปเที่ยวโมระกับพี่รันหรือเปล่าล่ะถ้าไปก็เตรียมตัวได้” บุษบงกตตัดความ หากต่อความยาวสาวความยืดกับนิลยาต่อไป คงไม่จบ ไม่สิ้น

“ไปๆๆ เดี๋ยวมานะจ๊ะ หนูขอไปเก็บเสื้อผ้าก่อน”

ว่าจบร่างนั้นก็หายวับไปกับตา

“แม่คะ แม่จะเอาเค้าไปด้วยจริงๆ รึ”

รัญชน์ถามด้วยความกลัวผสมความแปลกใจ

“เอาไปเถอะ เผื่อช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง”

“แล้วแม่ถามรันสักคำไหม ว่าอยากเอาไปด้วยหรือเปล่า”

“เอาเป็นว่า แม่อยากให้น้องไปด้วยก็แล้วกัน จบไหม”

“จะ...จบค่ะแม่”รัญชน์จำใจจำยอมทำตามที่แม่บอก ทั้งๆ ที่เธอเริ่มกลัวจนขึ้นสมอง

เมื่อฟ้าสาง รัญชน์เก็บเสื้อผ้าของเธอใส่กระเป๋ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในกองเสื้อผ้าใช้แล้วของเธอ

“อะไร”รัญชน์ถามตัวเองกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

ก้อนหินทรงมาคีสีดำสนิทที่อยู่ในนั้น ทำให้รัญชน์แปลกใจเมื่อไม่ใช่ของเธอ เธอจึงหยิบมันออกมาวางไว้บนเตียง เธอเดินไปที่รถ รอแม่ของเธอตามมาสมทบเธอเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง บนหน้าคอนโซลรถปรากฏหินก้อนนั้นวางอยู่

“เฮ้ย...มาได้ไง ใครเอามาวางไว้วะ” รัญชน์บ่นกับสิ่งที่เธอเห็นอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ทันทำอะไรแม่ของเธอก็เดินมาถึงรถ

“เอาไปเถอะรัญชน์ วางไว้ตรงเบาะด้านหลังนั่นแหละ”

“ของแม่หรือคะ” รัญชน์มองสิ่งที่อยู่ในมือของเธอ

“เปล่า...ไม่ใช่ของแม่”

“อ้าว ไม่ใช่ของแม่ก็ของวัดสิคะเราเอาของวัดออกไปไม่บาปเหรอแม่ ข้อหาขโมยเชียวนะ”

“ไม่บาปหรอก พกติดกระเป๋าเสื้อเอาไว้ก็ได้”

“เครื่องรางหรือคะ”

“คล้ายๆ”

เมื่อแม่ยืนยันเช่นนั้น รัญชน์จึงทำตาม วางหินมาคีสีดำเอาไว้ที่เบาะหลังรถถึงจะไม่เข้าใจ แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะตั้งคำถาม หากไม่ออกจากป่าในตอนนี้กว่าจะถึงกรุงเทพฯ คงดึกดื่น





 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:02:30 น.
Counter : 163 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๖/๕

บทที่ ๖/๕


รัญชน์ทำตามที่แม่ของเธอบอก หลังจากที่กินข้าวเสร็จ เธอเข้าห้องพัก

ห้องพักของที่นี่มีขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับการอยู่คนเดียวในห้องมีเตียงเล็กๆ และโต๊ะข้างเตียง วางอยู่ข้างๆ ประตูห้องน้ำ

ดังนั้น ถ้าเป็นคนตัวโตอีกนิด ห้องนี้อาจจะคับแคบไปสักหน่อย

ด้วยขนาดห้องไม่น่าจะเกินสี่คูณสี่เมตร เมื่อเข้าไปในห้องน้ำเธอเดาว่าห้องน้ำของห้องนี้คงใช้ผนังร่วมกับห้องน้ำของอีกห้องที่อยู่ติดกันแบบของบ้านจึงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อมองมาจากด้านนอก

สำหรับเธอ ห้องๆ นี้อยู่สบาย ไม่ร้อนจนเกินไปนักถึงจะมีพัดลมเพดานเพียงตัวเดียวก็ตาม

ถ้าจะให้เดา สำนักสงฆ์แห่งนี้คงปั่นไฟเอง เท่าที่เธอขับรถผ่านมาไม่มีเสาไฟฟ้าลากผ่านเข้ามายังบริเวณนี้

แต่ก็แปลก ถ้ามีเครื่องปั่นไฟ ทำไมไม่ได้ยินเสียงของมัน รัญชน์ไม่ได้

ใส่ใจกับเรื่องนี้มากมายนักอาบน้ำเสร็จรัญชน์ล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อน หลังจากเหนื่อยล้าจากการขับรถมาทั้งวัน

“รัญชน์ๆๆ”เสียงบางอย่างเรียกให้รัญชน์ตื่นขึ้นจากการหลับ

“รัญชน์” เสียงๆ นั้นยังคงเรียกอยู่เนืองๆทำให้รัญชน์ต้องลุกขึ้นมาดูว่าใครเรียกเธอ

เธอเดินออกไปดูนอกห้อง พบกับความว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น

รัญชน์ไม่ได้พูดอะไร เมื่อไม่เห็นมีใครเธอจึงเดินกลับเข้าห้องก่อนที่เธอจะเปิดประตู เสียงนั้นก็เรียกเธอซ้ำอีกครั้ง “รัญชน์”

รัญชน์หันกลับไปมอง ความมืดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณบ้านที่เธออยู่ทำให้รัญชน์ไม่สามารถเห็นอะไรได้

เธอกำลังจะขยับปากถามว่าใคร มีเสียงแทรกขึ้นมาก่อน

“นอนไม่หลับหรือลูก”เสียงนั้นดังมาจากตรงที่มีแสงจากไฟฉายสว่างวาบและกำลังเดินมายังจุดที่รัญชน์ยืนอยู่

“ค่ะแม่”

“แม่บอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืน”

“แล้วแม่ล่ะคะ เดินมาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ”

“แม่เอาไฟฉายมาให้ เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน เที่ยงคืนกว่าๆเราจะปิดเครื่องปั่นไฟ”

“ค่ะแม่”

“ร้อนไหมในห้อง”

“ไม่ค่ะ พัดลมเปิดอยู่เลยไม่ร้อน”

“ไปนั่งที่ศาลาปฏิบัติธรรมกับแม่ไหม”

“ดีเหมือนกันค่ะ สะดุ้งตื่นแล้วนอนไม่หลับ”

“ตามแม่มาลูก”

รัญชน์เดินตามแม่ของเธอไปติดๆหูของเธอยังได้ยินเสียงเรียกชื่อของเธออยู่ตลอดทางที่เดินตามแม่ไปยังศาลาปฏิบัติธรรม

“แม่คะ”

“ไม่ต้องพูดอะไร ตามแม่มาก็แล้วกัน”

“ค่ะแม่”

รัญชน์ๆๆ เสียงเรียกนั้นดังขึ้นทุกก้าวที่รัญชน์เดินไปยังศาลา

เมื่อรัญชน์เห็นพระประธานบนศาลานั้น เสียงเรียกสงบไปทำเอารัญชน์ขนลุกซู่

“ซวยแล้วตู โดนตั้งแต่คืนแรก”

พูดจบ รัญชน์รีบสาวเท้ายาวๆ เดินไปอยู่ข้างๆ แม่ของเธอและมองหน้าแม่เป็นเครื่องหมายคำถาม

“ขึ้นข้างบนก่อนลูก แล้วค่อยคุยกัน”

รัญชน์รู้แล้วว่า สิ่งที่เรียกเธอนั้นคืออะไร เธอรู้อีกว่าทำไมแม่ถึงได้บอกว่าอย่าออกมานอกที่พัก

เพราะสถานที่แห่งนี้ มีสิ่งที่ตาของคนมองไม่เห็นอยู่รายรอบ และสิ่งๆนั้น อาจจะเอาชีวิตของเธอไปตอนไหนก็ได้

แต่ตอนนี้ ขอวิ่งไม่คิดชีวิต ไปกราบพระเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวก่อนดีกว่าเผื่อเหลือเผื่อขาด จะได้กอดองค์พระ นอนหลับเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 19:01:08 น.
Counter : 218 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๖/๔

บทที่ ๖/๔


พัณณินรับรู้เรื่องที่รัญชน์จะไปโมระพร้อมๆ กับแม่ด้วยความงุนงง

“แม่แกนี่นะอยากไปโมระ เป็นไปไม่ได้เลยไอ้รันแม่แกธรรมะธรรมโมจะตายไปจะอยากเที่ยวได้ไง”

“แม่อยากไปหาเพื่อนเก่า”

“หาเพื่อนเก่า แปลกจังปกติแม่แกเคยมีเพื่อนหรือเปล่าหือไอ้รัน”

“ไม่รู้สิ แม่บอกแบบนั้น ถ้าแม่จะไปหาเพื่อนเก่าจริงๆไม่เห็นจะแปลกอะไร แม่ไม่ได้ไปไหนมานานแล้ว ฉันอยากพาแม่ไปเที่ยวอยู่เหมือนกันติดอยู่ตรงที่แม่ไม่ยอมไปจะอยู่วัดอย่างเดียว”

“นั่นแหละๆ ฉันถึงได้ว่าแปลก แล้วนี่แกบอกบอสหรือยังว่าแกจะลางาน”

“บอกแล้ว”

“แล้วบอสว่าไง”

“จะว่าไง บอกแต่ว่าให้ทำคุ้มให้เสร็จก่อนถึงไปได้”

“อ้าว แบบนี้แกอดไปโมระสิ”

“เปล่า”

“แกทำท่าไหน บอสถึงยอม”

“เขียนใบลาออก”

“เฮ้ย ไอ้บ้า ตัดอนาคตตัวเองเลยนะนั่น

“แล้วจะให้ทำไง แม่บอกแม่อยากไป แกคิดว่าฉันจะมีโอกาสพาแม่เที่ยวแบบนี้อีกสักกี่ปีถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำ”

“เออ...เพื่อนกู ยอดหญิงลูกกตัญญูจริงๆ”

“มันไม่เชิงหรอก แค่เบื่อๆ งาน มันซ้ำๆ เดิมๆ เบื่อๆอยากๆ”

“ถ้ากลับมาแล้วหางานทำไม่ได้ กินแกลบไปแล้วกันเพื่อน”

“หึหึ” รัญชน์หัวเราะในลำคอ

เธอไม่ได้บอกอะไรบางอย่างกับพัณณิน เรื่องที่เมื่อเธอขอลาออกแต่สหวัตรไม่ให้ออก จึงยอมให้เธอลาพักร้อนได้ไม่จำกัดเวลา

ตั้งแต่เธอเข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้ เธอไม่เคยลาพักร้อนไม่เคยลากิจ ลาป่วย เรียกใช้เมื่อไหร่ได้ทุกที่ทุกเวลาไม่เคยเกี่ยง หากเธอจะลาพักร้อนยาวๆเพื่อพาแม่ไปเที่ยวบ้างไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

สหวัตรคงเป็นห่วงงานที่คุ้ม แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อแม่ของเธอบอกแบบนั้น แม่ไม่เคยขอให้เธอพาไปไหนไม่เคยเรียกร้องอะไรจากลูกอย่างเธอ มีแต่เธอเสนอให้แม่

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แม่ขอร้องเธอ ถ้าไม่ทำให้เธอคงเป็นลูกที่ใช้ไม่ได้ ถึงต้องกลับมากินแกลบหลังจากพาแม่เที่ยว เธอก็ยินดี

เงินเก็บที่พอมีอยู่บ้างคงจะเอามาใช้ ถ้าประหยัดอีกสักนิดคงอยู่ได้หลายปี

รัญชน์ส่งมอบงานต่อให้กับพัณณินและคิดว่าพัณณินจะเป็นคนที่ทำให้คุ้มแห่งนี้กลับมาสวยงามดังเดิมในไม่ช้า

เธอสะสางงานในมือของเธอทั้งหมดให้กับลูกค้าเตรียมตัวไปรับแม่เพื่อเดินทางไปโมระ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เธอคิดถึงหวาน ป่านนี้หวานคงอยู่ที่โมระคงมีความสุขกับการได้อยู่กับครอบครัว เหมือนกับที่เธอกำลังจะไปพบแม่และได้อยู่กับแม่ทั้งวันทั้งคืน

พ่อเคยบอกกับเธอว่าแม่เป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดเท่าที่พ่อเคยพบมาพ่อกับแม่เจอกันในวัยที่พร้อมทุกอย่าง

พ่อจึงตัดสินใจมีลูก แม่เองก็เห็นด้วย เธอเกิดมาบนความรัก และความ

ห่วงใยของพ่อกับแม่เมื่อเธอเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พ่อต้องมาจากเธอกับแม่ไปทำให้แม่ต้องเลี้ยงดูเธอเพียงลำพัง

หลังจากที่เธอเรียนจบ แม่จึงขอเธอว่าอยากจะไปอยู่วัดแม่ยกทุกอย่างที่เป็นของพ่อกับแม่ให้กับเธอ ใจจริงเธอไม่อยากได้อะไรจากแม่เธออยากให้แม่อยู่กับเธอใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามลำพังสองคนแม่ลูกมากกว่าการที่แม่จะย้ายไปอยู่วัด

เธอขัดแม่ไม่ได้ เมื่อแม่ต้องการ เธอจึงจำยอมให้แม่ไป แม่ไม่ได้บวชชีเพียงแต่ไปอยู่วัดสวดมนต์และทำสมาธิในแบบที่แม่ชอบ

“ขอบใจนะลูก”

แม่เคยบอกเธอแบบนั้น ทุกครั้งที่เธอโทรไป แม่จะพูดคำว่า ขอบใจนะลูกราวกับเธอเป็นคนอื่นคนไกล

รัญชน์ค่อยๆ ขับพี่สุดสวยหรือบางครั้งเธอเรียกว่าพี่ทากในยามที่ไม่สบอารมณ์รถญี่ปุ่นอายุสี่สิบปีกว่าๆ ที่เธอได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากพ่อของเธอ รถแล่นไปบนถนนลูกรังโล่งๆซึ่งกำลังนำพาเธอไปสู่วัดป่าแห่งหนึ่ง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่าน

วัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนักเหมาะแก่การจำศีลภาวนาอย่างที่แม่ของเธอบอก

ถนนที่เธอกำลังขับรถเข้าไปนี้ คงไม่ค่อยมีคนใช้มันมากนักตรงกลางของถนนมีต้นหญ้าขึ้นบ้างประปราย ดีที่ยังขับรถเข้ามาได้

น้องสุดสวยของรัญชน์ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปบนถนนสีแดงอย่างช้าๆ

ราวๆ สองชั่วโมงกว่าๆ กับหนทางเพียงแค่สามสิบกิโลทำเอารัญชน์ถึงกับลุ้นจนเหงื่อตก ทั้งๆ ที่แอร์ในพี่สุดสวยค่อนข้างเย็น

รัญชน์ลงจากรถเดินเข้าไปในศาลาโล่งๆ กว้างๆที่มีโต๊ะและเก้าอี้วางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ

เดาว่าน่าจะเป็นโรงทานมีแม่ครัวกำลังทำอาหารหม้อใหญ่อยู่ด้านข้างศาลานั้น

“คุณคะ ขอโทษนะคะ ฉันมาขอพบคนที่เขามาปฏิบัติธรรมต้องติดต่อที่ไหนคะ”

คนทำครัวรูปร่างอ้วนหันมามองเธอและยิ้มให้ ก่อนที่จะตอบว่า

“เดินเข้าไปด้านในเลยน้อง”

แล้วก็ชี้มือไปทางด้านหลังของศาลาแห่งนั้น

“ขอบคุณค่ะ”

รัญชน์กล่าวขอบคุณและโค้งให้กับแม่ครัวเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไป

ตามทางเล็กๆที่อยู่ข้างๆ ศาลา

โรงปฏิบัติธรรมรูปร่างไม่แตกต่างจากโรงทานมากนักเพียงแต่เป็นโรงที่ยกขึ้นสูงจากพื้นราวๆ เกือบเมตรต้องเดินขึ้นบันไดไปสี่ขั้นจึงจะถึงพื้นชั้นแรก

รัญชน์มองไปยังปลายสุดอีกด้านหนึ่ง มีพระประธานปางสมาธิอยู่หนึ่งองค์นอกนั้นบนโรงปฏิบัติธรรมแทบไม่มีอะไรเลย

เธอยืนมองผู้ปฏิบัติธรรมจากด้านหลัง มองหาแม่ของเธอไม่นานนักแม่ก็หันหน้ามาหาเธอ ราวกับล่วงรู้ว่าลูกสาวมาถึงแล้ว

แม่ลุกขึ้นจากพื้นเดินมาหาเธอรัญชน์ยกมือขึ้นไหว้แม่ของเธอซึ่งอยู่ในชุดสีขาวสะอาดตา

“หวัดดีค่ะแม่ คิดถึงจัง”

รัญชน์เข้าสวมกอดแม่ของตน ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านจากอ้อมกอดของแม่มายังร่างของเธอ

“เหนื่อยไหมลูก”

“นิดหน่อยค่ะ”

“คืนนี้พักที่นี่ก่อนนะ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกไป”

“รัญชน์ก็ว่าอย่างนั้นค่ะแม่ กว่าจะมาถึงเล่นเอาอ่วมพี่สุดสวยคงต้องพักให้หายร้อนก่อน ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้คงไม่รอดแน่ๆ”

“ตามแม่มาลูก ไปที่พักกันก่อน หิวไหม”

“นิดหน่อยค่ะ”

“เข้าที่พักเอาของไปเก็บแล้วค่อยออกมาหาอะไรกินรองท้องที่นี่เขาเลี้ยงข้าวสามมื้อ แต่พระท่านฉันมื้อเพลมื้อเดียว”

“ห่างไกลขนาดนี้ เอากับข้าวที่ไหนมาทำคะ”

“ไปตลาดวันเว้นวันจ๊ะ”

“แล้วถ้าหน้าฝน ไปลำบากไหมคะแม่”

“ลำบากนะ แต่เรามีคนรับจ้างซื้อเข้ามาให้”

รัญชน์พยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่แม่บอกกับเธอสมัยนี้ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล หรือหมู่บ้านในตัวเมืองใหญ่ๆมักจะอาศัยฝากท้องกับรถพุ่มพวงด้วยกันทั้งนั้น ไอ้เจ้ารถพุ่มพวงที่ว่านี้คือรถขายกับข้าว ที่มักจะใส่ของสารพัดอย่าง ผูก

ติดเอาไว้กับโครงหลังคารถเป็นพุ่มๆ พวงๆ

รัญชน์และเพื่อนๆ ในหมู่บ้านรู้กันเมื่อถึงเวลาที่มีเสียงดังจากถนนว่า กับข้าวครับกับข้าว

นั่นแหละแสดงว่ารถพุ่มพวงได้มาปรากฏกายให้ทุกๆคนในหมู่บ้านต้องรีบออกไปต้อนรับ หากไม่ออกไป คุณพุ่มพวงจะขับหายไปอย่างรวดเร็ว

รัญชน์เข้าพักในห้องที่แม่ของเธอพาไปเธอวางกระเป๋าใบย่อมของตนไว้บนเตียง

“แม่พักที่ไหนคะ”

“แม่พักเลยไปจากนี้นิดหน่อยจ๊ะ ที่นี่ต้องพักคนเดียวเราไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”

“แม่สบายดีหรือเปล่าคะ”

“สบายดี ดูสิแม่แข็งแรงนะ”

“แต่แม่ผอมไป”

“กินมื้อเดียว พอปะทังชีพ ก็แบบนี้แหละรันนั่นแหละผอมกว่าแม่อีก”

รัญชน์ก้มลงมองดูตัวเอง เธอไม่ค่อยได้ใส่ใจตัวเองเท่าที่ควรเลิกงานกลับบ้านดึกดื่น ตื่นแต่เช้าไปทำงาน ชีวิตวนเวียนอยู่เพียงแค่นี้จะมีเวลาเป็นของตัวเองต่อเมื่องานมีน้อย และได้พักในวันหยุดยาวๆ ของบริษัทเท่านั้น

สำหรับเธอ การตื่นขึ้นมาและยังมีลมหายใจอยู่ถือเป็นพรจากพระเจ้าที่มอบให้กับตัวเธอ

“มาเถอะลูกไปทานอะไรก่อน”

แม่ของรัญชน์เดินนำไปยังโรงทานที่รัญชน์เดินผ่านมาก่อนหน้านี้

จากนั้นจึงเดินไปตักอาหารราดมาบนจานข้าวสองสามอย่างมาวางให้กับรัญชน์ที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารใกล้ๆ นั้น

“ทำไมแม่ถึงจะไปโมระคะ”รัญชน์เริ่มเปิดฉากถามขึ้นมาก่อน

“แม่จะไปหาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันนานมาก”

“เพื่อนแม่เคยอยู่เมืองไทยหรือคะ”

“ไม่เชิง”

“โมระมีอะไรน่าเที่ยวหรือเปล่าคะแม่ รัญชน์ดูในเน็ตเห็นมีแต่บ้านเก่าๆ เขาสูงๆ แล้วก็ธรรมชาติ แค่นั้น”

“โมระไม่มีอะไรหรอกลูก เป็นเมืองเงียบๆ ในหุบเขาไม่มีสีสันอะไรน่าสนใจ”

“แม่เคยไปหรือคะ”

“เคยอยู่มาพักใหญ่”

“อ้าว....รันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่เคยอยู่โมระ”

“จะรู้ได้ไง ในเมื่อแม่ไม่เคยเล่าอะไรให้รันฟัง กินข้าวก่อนเถอะลูกจะได้ไปอาบน้ำพักผ่อน คืนนี้ถ้าไม่มีเรื่องอะไร อย่าออกมานอกที่พักนะ”

“ทำไมคะแม่”

“แถวนี้ยังมีสัตว์ป่าชุกชุมอาจอันตรายถ้าเราไม่รู้จักระวังตัว”

“ค่ะแม่ ขอบคุณนะคะที่เตือน”




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 18:59:45 น.
Counter : 223 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๖/๓

บทที่ ๖/๓


รัญชน์เป็นคนบอกให้หวานเลือกเช่าห้องเพียงห้องเดียวเธอให้เหตุผลกับหวานว่า เก็บเงินเอาไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า

เธอเข้าใจว่าหวานคงไม่ค่อยจะมีเงินมากนักถึงจะเห็นการแต่งตัวของหวานออกแนวหวานสมชื่อก็ตามเถอะ ถ้าเป็นเพียงแค่คนของเจ้านางหวานอาจจะไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าเช่าห้องพักถึงสองห้อง

หวานไม่ได้ว่าอะไร เธอยอมรับในความคิดของรัญชน์ คืนนั้นทั้งคู่หลับสนิท กว่าจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งเกือบจะเที่ยงวัน

“หวานๆ”

รัญชน์เรียกคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงข้างๆ เตียงของเธอเบาๆ

“หือ มีอะไรหรือคะนม”เสียงคนหลับพูดอ้อแอ้

“หวานๆ ตื่นเถอะจะเที่ยงแล้ว”

รัญชน์ตัดสินใจเขย่าร่างใต้ผ้าห่มเพื่อให้ได้สติ

คนถูกเรียกสองครั้งลืมตาตื่นขึ้นมามอง ด้วยอาการงัวเงียเมื่อสายตาสามารถปรับแสงที่ส่องเข้าตาได้ มธุรดาจึงรีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงของตน

“จะเที่ยงแล้วค่ะ คงต้องกลับกันแล้ว”

รัญชน์บอกเหตุผลที่เธอปลุกคนกำลังหลับสบายให้ตื่น

“ขอโทษทีค่ะ เมื่อคืนมันดึกมากไป ฉันเลยฟิวส์ขาดหลับเป็นตายเลย”

“นั่นสิ ฉันหลับเป็นตายเหมือนกันพอดีมีเสียงข้อความเข้ามาในโทรศัพท์เลยตกใจตื่น”

“คุณต้องรีบกลับกรุงเทพฯ หรือเปล่าคะ”

“นิดหน่อยค่ะ”

“ขอเวลานิดนะคะ ขอไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันก่อน”

“ค่ะเชิญตามสบาย”

รัญชน์รอไม่นาน หวานออกมาจากห้องน้ำ เป็นอันว่าการหนีเที่ยวของเธอทั้งสองคนคงจบลงเพียงเท่านี้

ทั้งสองต้องกลับไปรับความเป็นจริงที่ต้องรับผิดชอบรัญชน์หนักใจกับข้อความที่พัณณินส่งมาให้เธอเมื่อเช้า เธอคงต้องกลับไปสะสางงานที่เธอหนีมาและคงต้องยุ่งยากใจไปอีกหลายวัน

รัญชน์นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดขับรถด้วยความเร็วเพื่อเร่งให้ตัวเธอและรถคันเก่าๆของเธอไปถึงยังจุดหมายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

“เบาๆ หน่อยก็ได้ค่ะ รถจะพังเอา”

“ไม่พังหรอกค่ะ ถึงจะดูเก่า แต่เครื่องยังใช้งานได้ดี”

“คือฉันไม่ได้ห่วงแค่รถนะคะฉันห่วงว่าเราสองคนจะลงไปนอนข้างทางด้วยกันทั้งคู่”

รัญชน์ค่อยๆ ผ่อนคันเร่งและขับในความเร็วปกติเพื่อไม่ให้คนที่นั่งมาด้วยเกิดความกลัว

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ ทำไมถึงได้รีบอย่างนี้”

“คานไม้ที่เราเอาขึ้นไปเมื่อวาน มันหักลงมาค่ะ”

“อ้าวเหรอคะ มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจค่ะ เท่าที่รู้คือตัวบ้านเสียหายคงต้องรีบเร่งซ่อม”

“ทำไมถึงได้หักลงมาได้ แปลกจัง”หวานพึมพำกับตัวเองเบาๆ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งเสียงภาษาโมระไปกับโทรศัพท์ของเธอเอง

“แม่นมเกิดอะไรขึ้นที่คุ้ม ทำไมคานถึงได้หักลงมาได้”

“เจ้านางเจ้าขา หายไปไหนมาทั้งคืนเจ้าคะนมเป็นห่วงรู้ไหม”

“ตอบคำถามหญิงมาก่อนเกิดอะไรขึ้นทำไมเสาคานถึงได้ถล่มลงมา”

“ลวดที่เอาไปยึดไว้มันขาดเจ้าค่ะเครนที่ดึงเสารับแรงไม่ไหว แต่ไม่มีใครเป็นอะไรนะเจ้าคะ มีแค่ตัวบ้านเท่านั้นที่พังเสียหายโชคดีที่เราเอาของออกมาหมดแล้วเจ้านางไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะเดี๋ยวนมจะบอกผู้รับเหมาให้รีบๆ ซ่อมให้เสร็จ”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวหญิงจัดการเองหญิงจะไปที่คุ้มไม่ต้องส่งคนมารับ หญิงจะกลับที่พักเอง จะรอคุมงานจนกว่าจะเสร็จ”

“แต่พรุ่งนี้เจ้านางต้องเด็ดกลับโมระนะเจ้าคะ”

“รู้แล้วๆ ไม่ต้องเป็นห่วง แค่นี้นะนมหญิงรีบ” พูดจบมธุรดาวางสายหันกลับไปมองคนที่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถกลับไปยังบ้านริมน้ำ

“โทรถามแล้วค่ะ ไม่มีใครเป็นอะไรส่วนตัวบ้านพังนิดหน่อย สั่งไม้มาเปลี่ยนให้แล้ว โครงหลังคาที่โดนทับคงต้องรื้อออกและทำใหม่ทั้งหมด”

“ค่ะ พอทราบ คุณนี่มีความรู้เรื่องบ้านเหมือนกันนะคะ”

“พอมีค่ะ เพราะเป็นแบบบ้านของโมระปกติคนโมระจะทำบ้านเอง พวกเราจะไปช่วยไสไม้ ตอกตะปู อะไรทำนองนั้น”

“เหรอคะ ดีจังไม่ต้องเสียเงินค่าจ้าง”

“พวกเราเป็นแบบนี้มานานแล้วค่ะและยังสืบทอดการกระทำเหล่านี้มาเรื่อยๆ บ้านไหนจะทำอะไร ไม่ต้องจ้างบางครั้งมีเงินไม่มีประโยชน์”

“จริงหรือคะ เป็นสังคมที่น่าอยู่จังเลยโมระของคุณ”

“ว่างๆ แวะไปเที่ยวสิคะ ถ้ามีโอกาส”

“หึๆ” รัญชน์หัวเราะในลำคอ

“ทำไมคะ ไม่ค่อยว่างหรือว่าไง”

“คุณเห็นนี่คะ นี่ขนาดฉันหนีเที่ยว งานยังตามมางอกถึงที่”

“นั่นสิเนอะ”การชวนสนทนาของทั้งคู่ยังคงมีไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหมาย

รัญชน์เห็นความเสียหายของตัวบ้านแล้วใจชื้นขึ้นถึงจะเกิดความเสียหายบ้างแต่ก็ไม่มาก บ้านไม้มีข้อดีกว่าบ้านตึกตรงที่ถึงจะมีบางส่วนถล่มลงมา แต่สามารถที่จะแก้ไขได้ง่ายกว่า

“ดีกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ”รัญชน์บอกกับหวานอย่างนั้น

“ฉันก็ว่าแบบนั้นค่ะ”

“คงต้องให้ช่างช่วยๆ กันรื้อไม้ด้านบนออกพรุ่งนี้ถึงจะลงมือทำงานใหม่ได้ เสียเวลานิดหน่อยแต่คงไม่ทำให้งานล่าช้า”

“ถึงจะช้าคงไม่เป็นอะไรมังคะงานนี้ไม่ได้เร่งอะไรสักหน่อย”

“ค่ะ ถึงงานไม่เร่งแต่ต้องรีบทำให้จบคนจ้างเขาจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก”

“เจ้านางรวยออกจะตายไป ต่อให้เสียเงินมากๆคงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งท่านร่วง”

“ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ทางเราต้องรับผิดชอบค่ะ”

“ถ้ามีผู้รับเหมาแบบคุณเยอะๆ ก็ดีสิคะส่วนมากจะเตะถ่วงเวลากันทั้งนั้น”

“สำหรับคนอื่นๆ ฉันไม่รู้ แต่สำหรับฉันไม่ชอบทำอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ ฉันมีอย่างอื่นให้ทำมากกว่าการรับงานเพียงแค่อย่างเดียว”

เสียงโทรศัพท์ของรัญชน์ดังขึ้น เธอจึงหยุดการสนทนาลง เพื่อพูดคุยกับคนที่โทรมา

“ขอโทษนะคะ ขอตัวสักครู่”

รัญชน์หันไปบอกกับหวาน จากนั้นจึงเดินเลี่ยงมาคุยโทรศัพท์

“ค่ะแม่ มีอะไรหรือเปล่าคะ รันโอนเงินไปให้แม่แล้วนะคะ”

“แม่ไม่ได้โทรมาเรื่องนั้นหรอกลูกแม่มีเรื่องจะขอร้องรันหน่อย”

“เรื่องอะไรคะแม่”

“แม่จะไปโมระไปหาเพื่อนเก่าที่เวียงฟ้ารันไปเป็นเพื่อนแม่ได้ไหมลูก”

“ขอสะสางงานให้เสร็จก่อนนะคะแม่ตอนนี้งานของรันยุ่งไปหมดเลย”

“อีกสักเดือนทันไหมลูก แม่ต้องรีบไป”

“รันจะพยายามค่ะแม่ แม่มีอะไรอีกหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีแล้วจ๊ะ ทำงานของลูกต่อเถอะ”

“รักแม่นะคะ”

“แม่ก็รักลูกจ๊ะ”รัญชน์กดวางสายจากนั้นจึงเดินกลับไปหาหวานที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“คุณต้องทำอะไรอีกคะ ที่ทำงานโทรมาอีกหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ แม่ฉันโทรมา ท่านบอกว่าอยากไปบ้านคุณ”

“หือ... บ้านฉันนี่นะ บ้านที่ไหนคะ โมระ หรือเมืองไทย”

“ค่ะ ท่านอยากไปโมระ ไปเวียงอะไรน้า ไม่แน่ใจ”

“เวียงฟ้า”

“ค่ะๆ นั่นแหละเวียงฟ้า ท่านบอกว่าอยากจะไปเวียงฟ้า”

“น่าแปลก ปกติไม่ค่อยอยากมีใครขึ้นไปบนนั้น”

คนฟังมีสีหน้าแปลกใจ โดยปกติมีเพียงคนโมระเท่านั้นที่รู้จักเวียงฟ้าไม่น่าจะมีใครที่ไหนจะอยากไปเวียงฟ้า

นอกจากพวกที่ศรัทธาในเวียงฟ้าจนล้นออกมานอกอกเท่านั้น

“ท่านว่าจะไปหาเพื่อนเก่า”

“เพื่อน...”

“ค่ะ เพื่อนท่านอยู่ที่นั่น”

“แม่ของคุณเป็นคนโมระหรือคะ”

“เปล่าค่ะ ท่านเป็นคนไทยแต่อาจจะเคยมีเพื่อนเป็นคนโมระเหมือนๆ ที่ฉันเป็นเพื่อนกับคุณก็ได้”

“โมระยินดีต้อนรับล่วงหน้าค่ะ”

“ถ้าฉันเคลียร์งานจบ เราคงได้พบกันที่โมระ”

“ถ้าสบโอกาสฉันจะพบคุณที่โมระค่ะ”

“แล้วฉันจะติดต่อคุณได้ที่ไหนคะ”

“ไปที่คุ้มเจ้าหลวงสิคะ ฉันอยู่ที่นั่น ถามหาหวานทุกคนรู้จักฉันทั้งนั้น”

“มีชื่อเสียงใช่เล่นนะคุณ”

“บอกแล้วไงคะว่าฉันเป็นเหมือนเงาของเจ้านางคนในคุ้มต้องรู้จักฉันเป็นธรรมดา”

“ค่ะ หวังว่าเราคงจะได้พบกัน แต่ตอนนี้ฉันขอไปคุมคนงานรื้อกองไม้

ออกก่อนนะคะจะได้เสร็จเร็วๆ เจ้าของบ้านจะได้สบายใจ”

“ค่ะเชิญตามสบายเดี๋ยวฉันจะให้คนของคุ้มไปช่วยคุณด้วยอีกแรง”

“ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ”รัญชน์ส่งยิ้มแห่งความเป็นมิตรให้กับหญิงที่อายุน้อยกว่าจากนั้นทั้งคู่ก็ต่างแยกย้ายกันทำงาน

พรุ่งนี้คงไม่มีหวานมาคอยส่องดูพฤติกรรมในการทำงานของเธอคงเหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต





 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 18:58:07 น.
Counter : 172 Pageviews.  

มธุรดา yuri บทที่ ๖/๒

บทที่ ๖/๒


รัญชน์พาหวานออกมาจากบ้านริมน้ำ และแวะร้านอาหารใกล้ๆ แถวๆนั้น ร้านแห่งนี้เป็นร้านที่ได้ขึ้นป้ายเชลล์ชวนชิม

“ร้านนี้มีมานานแล้วค่ะห้าสิบกว่าปีได้ป้ายเชลล์ชวนชิมด้วยนะ”

“อะไรคะป้ายเชลล์ชวนชิม”

คนฟังอยากรู้ความหมายของสิ่งที่คนนั่งตรงหน้า

“เหมือนได้ดาวจากมิชิลินนั่นแหละค่ะ” รัญชน์อธิบายคร่าวๆ

“ทำไมต้องเป็นเชลล์ชวนชิมล่ะคะ เป็นชิกเก้นชวนชิม บัตเตอร์ฟลาย์ชวนชิมไม่ได้หรือ”

“คืองี้ค่ะ เมื่อสมัยก่อนโน้นบริษัทน้ำมันเชลล์มีนโยบายที่จะทำถังแก๊สหุงต้มจำหน่าย หาทางโฆษณาถังแก๊สของตัวเองวิธีที่ดีที่สุดคือหาร้านอร่อยๆ แล้วเอาถังแก๊สไปติดตั้งให้และให้นักชิมที่มีชื่อเสียงที่สุดแวะมาชิม ให้ป้ายโฆษณา พอคนเห็นว่าทำกับข้าวด้วยแก๊สก็เหมือนๆ กับทำด้วยเตาถ่าน แถมยัง

อร่อยไม่ผิดจากเดิมเลยช่วยส่งเสริมการขายแก๊สของเชลล์ไปด้วยในตัว”

“อ๋อ เป็นการโปรโมทขายแก๊สนี่เอง”

“แต่ก็อร่อยจริงๆ นะคะ ไม่แพง ร้านนี้บรรยากาศดี ใครๆผ่านมาแถวนี้ต้องแวะทั้งนั้น” รัญชน์ว่า เธอลุกขึ้นไปสั่งอาหารมาหลายอย่าง

พนักงานเอาอาหารมาวางไว้ให้ รัญชน์แนะนำอาหารหน้าตาดีๆบนโต๊ะให้หวานได้รู้จัก

“นี่เมนูเด็ดของที่นี่ค่ะ ไก่บ้านรวนขิงกรอบ ปลาตะเพียนต้มเค็ม ผัดเผ็ดปลาดุกกรอบ แกงขี้เหล็กหมูย่างแกงเขียวหวานเนื้อ น้ำพริกกระท้อน ลองทานสิคะ”

“เยอะขนาดนี้จะทานหมดหรือคะมากันแค่สองคนเอง”

“ไม่หมด ใส่ถุงกลับบ้านได้ค่ะ” รัญชน์ตอบยิ้มๆ

“ไม่รอแล้วนะคะลงมือเลยน่าทานทั้งนั้น”

“ตามสบายค่ะ”รัญชน์บอกแบบนั้น ต่างคนต่างลงมือจัดการกับอาหารหน้าตาดีตรงหน้า

เมื่อเอาเข้าปาก สิ่งที่คิดว่าหน้าตาดียิ่งรู้สึกดีเป็นเท่าทวีคูณ เพราะรสชาติอาหาร ถูกปากถูกใจทั้งสองคนยิ่งนัก

จากครั้งแรกที่คิดว่าจะกินไม่หมด สุดท้ายต้องสั่งข้าวเพิ่มและจัดการกับข้าวตรงหน้าจนไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว

“โอ๊ยอิ่มๆ”รัญชน์บ่นออกมา แถมยังเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้านหลังด้วยความรู้สึกอิ่มจุกจนถึงคอหอย

ดูเหมือนว่าหวานคงไม่ต่างกันทั้งสองคนจึงนั่งมองหน้ากันตาปริบๆ ด้วยความอิ่ม

และแล้วเสียงหัวเราะทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเมื่อทั้งคู่ต่างทำหน้าทำตาเบี้ยวๆ บูดๆ เมื่ออาหารอันแสนอร่อยเริ่มทำให้ทั้งสองคนจุก

“อร่อยมากๆ เลยค่ะแต่ตอนนี้หวานไม่ไหวแล้วจริงๆ ทำไมไม่แนะนำร้านนี้ให้หวานรู้จักแต่แรกล่ะคะ”

“ไม่คิดว่าคุณจะชอบทานไม่แน่ใจว่าจะทานได้หรือเปล่าด้วยซ้ำไป ขอโทษด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรคะมาคราวหน้าจะแวะมาทานอีก”

“คราวหน้า หมายความว่าจะกลับมาอีกหรือคะ”

“ค่ะ คงอีกราวๆ หกเดือนจะกลับมาอีกถึงตอนนั้นบ้านคงเสร็จแล้ว และคงจะสวยน่าดู เพราะมีคุณรัญชน์ช่วยคุมงานให้”

“พูดเหมือนกับเป็นบ้านของคุณเองอย่างนั้นแหละ”

“เปล่าค่ะ บ้านของเจ้านาง แต่เหมือนๆกับบ้านของพวกเราชาวโมระทุกคนนั่นแหละค่ะ คนโมระที่คิดถึงบ้านเกิด สามารถแวะเวียนมาที่บ้านหลังนั้นได้”

“เจ้านางของคุณมีความคิดดีนะคะที่ทำบ้านให้เป็นเหมือนบ้านเกิด ฉันรู้สึกเหมือนตอนที่ไปอยู่เมืองนอกแล้วได้ไปที่สถานทูตไทย พวกเราคิดว่าเหมือนๆ ได้กลับบ้านเช่นกัน”

“ค่ะ คนที่พลัดบ้านพลัดเมืองมาไม่ว่าจะมาเรียน ทำงาน หรือแต่งงานกับชาวต่างชาติล้วนแล้วแต่คิดถึงบ้านด้วยกันทั้งนั้น”

“คุณจากบ้านมานานๆ อย่างนี้รู้สึกคิดถึงบ้านบ้างไหมคะ”

“คิดถึงสิคะ คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่และคิดถึงน้องชาย”

“ไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงครอบครัวเลยสักครั้ง”

“คุณไม่เคยพูดถึงเหมือนกันนี่คะ”

“สำหรับฉันเหลือแม่แค่คนเดียวเท่านั้นค่ะ ท่านไม่ได้อยู่กับฉันหรอกค่ะท่านไปถือศีลอยู่ที่วัด ตั้งแต่คุณพ่อเสียไป”

“ดูท่านเป็นคนเคร่งศาสนาจังนะคะ”

“ค่ะ ท่านนับถือของท่านส่วนฉันไม่ได้คิดอะไรหรอกค่ะ”

“คุณมีพี่ น้องเหมือนฉันหรือเปล่า”

“ไม่มีค่ะ ฉันลูกคนเดียว แม่กับพ่อแต่งงานกันตอนอายุของท่านมากแล้วแม่ไม่อยากมีลูกหลายคน”

“ขอโทษนะคะ ตอนนี้ท่านอายุเท่าไหร่”

“หกสิบแปดค่ะน่าจะหกสิบแปดปีเต็มแล้วนะ”

“แล้วคุณล่ะคะ เท่าไหร่”

“ยี่สิบแปดค่ะ”

“ห่างกับฉันแปดปีเชียว”

“ค่ะ ฉันพอทราบอายุของคุณ ขอซอกแซกนิดนึงนะคะฉันพอรู้มาคร่าวๆ ว่าเจ้านางของคุณอายุพอๆ กับคุณคุณคงเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้านางใช่ไหมคะ”

หวานยิ้มที่มุมปากราวกับว่าเรื่องที่รัญชน์ถามนั้นเป็นเรื่องตลก

“ไม่เชิงหรอกค่ะฉันเป็นเหมือนเงาของเจ้านางเท่านั้น คนธรรมดาๆ อย่างฉันจะเอาไปเปรียบกับเจ้านางคงไม่ได้หรอกค่ะ ท่านอยู่สูงเกินไป”

“นั่นสิคะ ว่าแต่คุณรีบกลับหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ กว่าฉันจะกลับโมระวันมะรืนนี้ตอนเช้า”

“งั้นฉันจะพาคุณไปเที่ยวต่อให้รู้ว่าประเทศไทยของฉัน ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่คุณคิด”

“ได้เลยค่ะ ยินดียิ่ง”

ทั้งรัญชน์และหวานติดสอยห้อยตามกันไปทุกหนทุกแห่ง ราวๆกับเป็นเงาของกันและกัน


รัญชน์ตัดสินใจไปเที่ยวทะเลทะเลยามดึกของอ่าวคุ้งกระเบนสวยประทับใจรัญชน์

“สวยจังนะคะ”

“ค่ะ สวยมาก ฉันชอบที่นี่ อ่าวดูสงบ ไม่มีคนพลุกพล่านไม่เหมือนพัทยาหรือหัวหิน ต้องทำใจนิดนึงค่ะ ทะเลลงเล่นน้ำไม่ค่อยได้”

“ได้ยืนชมวิวก็ประทับใจแล้วค่ะ โมระไม่มีทะเลมีแต่แม่น้ำสายเดียวที่หล่อเลี้ยงประชากรโมระ พอฤดูร้อนน้ำก็จะเต็มตลิ่ง”

“น้ำมีเยอะในฤดูร้อนหรือคะ ที่เมืองไทยจะมีน้ำเยอะๆในฤดูฝน”

“ค่ะ น้ำของเรามาจากการละลายของหิมะจากเวียงฟ้าสองสามปีที่ผ่านมา น้ำท่วมด้วยสิคะ”

“ทำไมคะ”

“โลกคงร้อนมังคะ ไม่รู้เหมือนกันหิมะจากเวียงฟ้าละลายเร็วกว่าที่เคยเป็น ทำให้น้ำในแม่น้ำมีมากกว่าที่ควรจะเป็นน้ำในเขื่อนมากเกินกว่าจะจะกักเก็บเอาไว้ โมระทางตอนปลายเลยโดนน้ำท่วม”

“แย่จัง เหมือนเมืองไทยเลยค่ะ คงเป็นกันทุกประเทศ”

“ค่ะ จะอย่างนั้นก็ได้ พายุมาผิดฤดู แห้งแล้งผิดฤดูช่างเถอะค่ะ เรื่องใหญ่ขนาดนั้นคนตัวเล็กๆ อย่างเราคงช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้ว่าแต่ว่าคืนนี้เราจะพักที่ไหนคะ”

“แถวๆ นี้มีที่พักเยอะค่ะ มีตั้งแต่ห้องละหลักร้อยต้นๆไปยันหลักหมื่น แล้วแต่เราจะเลือกค่ะ”

“ขอเป็นหลักพันก็ได้ค่ะ ฉันยังไม่ได้ตอบแทนที่คุณซื้อเสื้อผ้าและเลี้ยงข้าวฉันเลย”

“ยังจำได้อยู่หรือคะ”

“จำได้สิคะ ใครจะลืมคนที่วิ่งมาชนกันง่ายๆ”

“ขอให้จำได้ตลอดไป”รัญชน์พูดเสียงแผ่วๆ ในประโยคนั้น

ทั้งคู่นั่งตากลมพูดคุยกันในหลายๆ เรื่องกว่าจะออกจากอ่าวเพื่อไปหาที่พักเกือบจะรุ่งสาง






 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 18:55:09 น.
Counter : 176 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.