อยากรีดไขมันส่วนเกิน เชิญทางนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะบันทึกเมนูทุกวัน
อยากรีดไขมันส่วนเกิน เชิญทางนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะบันทึกเมนูทุกวัน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤษภาคม 2553 09:52 น.

เอเจนซี – งานวิจัยใหม่ระบุแรงจูงใจและการบันทึกกิจกรรมและเมนูอาหารที่กินในแต่ละวัน คือองค์ประกอบหลักในการลดไขมันส่วนเกิน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้และมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา สหรัฐฯ พบว่าประเภทของแรงจูงใจในการควบคุมอาหารและเทคนิคส่งเสริมพฤติกรรมดังกล่าว อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลว โดยเฉพาะเมื่อแรงจูงใจหย่อนยาน

“แรงจูงใจมีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่ผลดังกล่าวอยู่ที่การปฏิบัติตามแนวทางในการตรวจสอบตัวเองเป็นหลัก

“ถ้าคุณตรวจสอบตัวเองเกี่ยวกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายทุกวัน คุณจะลดน้ำหนักได้มากขึ้น” เคลลี เว็บเบอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้กล่าว

รายงานที่อยู่ในวารสารเจอร์นัล ออฟ นิวทริชัน เอดูเคชัน แอนด์ บีแฮฟวิเออร์ ระบุว่าวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบตัวเองคือ จดบันทึกทุกสิ่งที่กินและเวลาและรูปแบบการออกกำลังกาย

นักวิจัยศึกษาแรงจูงใจสองแบบคือ แบบอัตโนมัติและแบบควบคุม ในโปรแกรมการลดน้ำหนักนาน 16 สัปดาห์ โดยครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงที่น้ำหนักเกิน 66 คน

ทั้งนี้ แรงจูงใจแบบอัตโนมัติถูกผลักดันโดยเหตุผลส่วนตัว ขณะที่แรงจูงใจแบบควบคุมอิงกับความกดดันจากคนอื่นและความรู้สึกผิดมากกว่า

นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ควบคุมอาหารและสร้างแรงจูงใจด้วยตัวเอง ตลอดจนคนที่บันทึกกิจกรรมและเมนูประจำวันมีแนวโน้มลดน้ำหนักได้มากขึ้น

“คนที่บันทึกทุกอย่างที่กินและดื่มระหว่างโปรแกรมลดน้ำหนักมีแนวโน้มประสบ ความสำเร็จมากกว่า และนี่อาจเป็นคำอธิบายว่า เหตุใดโปรแกรมลดน้ำหนักอย่างเว็ทวอทเชอร์จึงประสบความสำเร็จมากกว่าโปรแกรม อื่นๆ”

ผู้ควบคุมอาหารทั้งหมดจะต้องตอบแบบสอบถาม และอธิบายแรงจูงใจของตนเอง หลังจากนั้นจะมีการวัดผลทั้งในส่วนน้ำหนักที่ลดได้และแรงจูงใจทุก 4 สัปดาห์จนสิ้นสุดโปรแกรม รวมถึงวัดความคืบหน้าด้วยโปรแกรมการตรวจสอบตัวเองในระบบออนไลน์

“ความสำคัญของแรงจูงใจคือทำให้คุณจูงใจตัวเองได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก” เว็บเบอร์อธิบาย

แรงจูงใจที่ยั่งยืนยังมีความสำคัญในแง่ที่ว่าเมื่อแรงจูงใจเริ่มหย่อนลง ซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ที่ 4-8 ผู้ควบคุมอาหารที่ประสบความสำเร็จจะลดน้ำหนักได้น้อยกว่าผู้ที่ยังรักษาแรง จูงใจไว้ได้ 5%

เว็บเบอร์แนะว่า เมื่อแรงบันดาลใจเริ่มเสื่อมถอยหลังผ่านไป 4 สัปดาห์ อาจเป็นเวลาที่ดีในการกระตุ้นแรงบันดาลใจด้วยมาตรการริเริ่มต่างๆ เช่น ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงติดต่อกับคนที่พยายามรีดไขมันอยู่เช่นเดียวกัน

“กำลังใจเป็นสิ่งที่จะช่วยให้แรงจูงใจคงอยู่ต่อไป บางคนประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง แต่คนเราส่วนใหญ่ต้องการกำลังใจ”



Create Date : 09 พฤษภาคม 2553
Last Update : 9 พฤษภาคม 2553 12:33:25 น.
Counter : 311 Pageviews.

0 comment
คุมน้ำหนักเพิ่มความ เสี่ยงโรคร้าย ปรากฏการณ์โยโย่ส่งผลภูมิคุ้มกัน
คุมน้ำหนักเพิ่มความ เสี่ยงโรคร้าย ปรากฏการณ์โยโย่ส่งผลภูมิคุ้มกัน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 พฤษภาคม 2553 15:49 น.

เอเจนซี – คนนับล้านมองว่าเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการรีดไขมันส่วนเกิน แต่จริงๆ แล้วอาหารลดน้ำหนักสำเร็จรูปอาจทำให้คนกินรู้สึกไม่พอใจภายในระยะเวลาอัน สั้น ขณะเดียวกัน งานวิจัยอีกชิ้นเตือนว่า การควบคุมน้ำหนักอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง หลังพบผู้ที่พยายามจำกัดอาหารมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูง

นักวิจัยพบว่า ชาย-หญิงที่ได้กินสปาเก็ตตี้ซอสเนื้อสูตรไขมันต่ำหมดความปลาบปลื้มเมนูนี้ ภายในเวลาแค่ 5 วัน ในทางกลับกัน คนที่กินเมนูเดียวกันแต่เป็นสูตรปกติ ยังคงเอร็ดอร่อยเหมือนเดิมแม้ผ่านไปแล้ว 7 วัน

การค้นพบนี้อาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมคนมากมายไม่สามารถยึดมั่นกับการไดเอ็ต ได้ แม้อาหารควบคุมน้ำหนักดูเหมือนเป็นวิธีการง่ายดายในการรีดแคลอรี่ที่ไม่ต้อง การออก แต่เรากลับหันหลังให้และกลับไปหาอาหารปกติ อย่างรวดเร็ว และทำให้น้ำหนักเด้งกลับมาใหม่

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอล อังกฤษ เกณฑ์อาสาสมัครชาย-หญิง 36 คนที่มีน้ำหนักปกติ และขอให้อาสมัครเหล่านี้มาร่วมมื้อกลางวันทุกวันเป็นเวลา 5 วัน โดยครึ่งหนึ่งจะได้กินสปาเก็ตตี้ซอสเนื้อที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตและนำมา อุ่นในไมโครเวฟ และอีกครึ่งได้เมนูเดียวกันแต่เป็นแบบไขมันต่ำ

อาหารทั้งสองแบบได้คะแนนความอร่อยเท่ากันเมื่อเริ่มต้นการทดอง แต่หลังจากผ่านไป 5 วัน ความนิยมในไดเอ็ตพาสต้าลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว

เจฟฟรีย์ บรันสตรอม นักวิจัยในโครงการนี้ที่ได้ทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากเนสท์เล่ ชี้ว่านี่อาจเป็นที่มาของปรากฏการณ์โยโย่

ความคาดหวังของอาสาสมัครว่าพาสตาไขมันต่ำจะทำให้อิ่มไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับ จากต้นจนสิ้นสุดการทดลอง แต่อาจลดลงหากนานกว่านั้น

แม้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าคนเราจะรู้สึกเอร็ดอร่อยกับอาหารรสหวานและมัน อย่างรวดเร็ว แต่นี่ถือเป็นผลศึกษาฉบับแรกที่แสดงให้เห็นว่า เราสามารถหันหลังให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าภายในเวลาสั้นมาก

ขณะเดียวกัน งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก และมหาวิทยาลัยมินเนโซตาเตือนว่า การควบคุมน้ำหนักอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง หลังพบผู้ที่พยายามจำกัดอาหารมีระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดสูง

ที่สำคัญการมีฮอร์โมนเหล่านี้สูงยังทำให้น้ำหนักพุ่งขึ้น ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดคนจำนวนมากจึงลดน้ำหนักไม่ลงเสียทีทั้งที่ลด อาหารอย่างจริงจัง

นักวิจัยยังเตือนว่า แทนที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้นกับตัวเอง การควบคุมอาหารยังอาจทำลายสุขภาพจิต จากการถูกบังคับให้นับปริมาณแคลอรี่และระมัดระวังกับสิ่งที่จะกิน

ดังนั้น แพทย์จึงควรคิดให้รอบคอบก่อนสั่งให้คนไข้จำกัดอาหาร เนื่องจากอาจก่อให้เกิดผลระยะยาวต่อสุขภาพของคนไข้

ในการทดลอง นักวิจัยศึกษาจากผู้หญิง 121 คนที่ควบคุมอาหารตามสูตรมาตรฐานคือ วันละ 1,200 แคลอรี่นาน 3 สัปดาห์ แต่ครึ่งหนึ่งได้รับคำแนะนำให้เพิ่มเป็นวันละ 2,000 แคลอรี่

นักวิจัยยังนำตัวอย่างน้ำลายของอาสาสมัครมาวัดระดับคอร์ติซอลก่อนและหลังการ ศึกษา ซึ่งผลที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังครบ 3 สัปดาห์

งานศึกษาที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารไซโคโซเมติก เมดิซิน ระบุว่าเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายใช้คอร์ติซอลเพื่อเพิ่มพลังงาน เนื่องจากหากเรากินอาหารไม่เพียงพอที่จะให้พลังงานแก่ร่างกาย ร่างกายจะเริ่มผลิตคอร์ติซอลโดยอัตโนมัติ

อาสาสมัครยังถูกขอให้จดบันทึกประจำวันของสิ่งที่กินและความรู้สึกในช่วง 3 สัปดาห์ที่ทำการทดลอง ซึ่งนักวิจัยพบว่าอาสาสมัครเครียดมาก เนื่องจากอาจมีการย้ำเตือนตัวเองว่าร่างกายกำลังขาดแคลนอาหาร

แม้การกินอาหารที่เป็นประโยชน์ควบคู่กับการออกกำลังกายได้รับการยอมรับว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรีดไขมัน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้คำนึงถึงอันตรายของปรากฏการณ์โยโย่

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ควบคุมอาหารและลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วเพียงเพื่อจะกลับไปอ้วนใหม่ ผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไม่เหมาะสม



Create Date : 09 พฤษภาคม 2553
Last Update : 9 พฤษภาคม 2553 12:31:31 น.
Counter : 410 Pageviews.

0 comment
คนหัวใจอ่อนแอ
หัวใจอ่อนแอในที่นี้หมายถึงผู้ป่วยโรคหัวใจ

ผู้ป่วยโรคนี้มีปัญหาเรื่องการออกกำลังกาย เพราะมักจะกังวลว่าการออกกำลังกายจะทำให้อาการของโรคหัวใจกำเริบและทรุดหนักขึ้น

ยิ่งกีฬาบางประเภทที่ต้องออกแรงติดต่อกันนานๆ ก็มักจะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติได้

พูดตรงๆ กลัวตายนั่นเอง

อย่าวิตกไปเลย คอลัมน์ "ออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ" จดหมายข่าวฯ "สร้างสุข" ฉบับม.ค.มีคำแนะนำ

ลองอ่าน

ก่อน ออกกำลังกายผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ และควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ โดยเลือกเล่นกีฬาประเภทที่ไม่ต้องใช้แรงมาก อาทิ เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ปิงปอง แบดมินตัน การออกกำลังกายควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและใช้เวลา 30-60 นาที

แต่หากเกรงว่าระยะเวลาดังกล่าวจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าเกิน ไป ก็ให้แบ่งช่วงเวลาออกกำลังกายเป็นครั้ง ครั้งละ 20 นาที แล้วจึงหยุดพัก 5 นาที จากนั้นจึงค่อยกลับมาออกกำลังกายต่อ

สิ่งสำคัญเพื่อให้การ ออกกำลังกายเกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผู้ป่วยโรคหัวใจต้องใช้แรงในการออกกำลังกายให้พอดี ไม่หักโหมเกินไป หากออกกำลังกายติดต่อกันทุกวัน ควบคู่กับกินอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ ก็จะช่วยลดการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจได้

วิธีสังเกตว่าเหนื่อยเกินไปหรือยัง?

ให้ดูว่า หลังออกกำลังกายไปแล้ว 10 นาที หัวใจเต้นเร็วขึ้น 20-30 ครั้ง ถือว่าอยู่ในระดับปกติ

แต่ ถ้าหัวใจเต้นเร็วกว่านั้นย่อมแสดงให้เห็นว่ากำลังมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นใน ร่างกาย และในขณะที่ออกกำลังกาย หากผู้ป่วยสามารถพูดคุยกับคนรอบข้างได้โดยไม่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็วและแรงขึ้น

ถือว่าหัวใจยังปลอดภัยดีอยู่

ข้อควรระวังในระหว่างออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ

หากมีอาการหน้ามืด เจ็บหน้าอก ปวดหัวใจ หายใจไม่ออก และอ่อนเพลียผิดปกติ ควรหยุดออกกำลังกายและนอนพักผ่อนทันที

เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอาการของโรคหัวใจกำลังจะกำเริบ

มี คำเตือนว่า ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงร้อนจัดและความชื้นสูง พยายามหาเวลาว่างไว้ออกกำลังกายให้เป็นประจำทุกวัน เพื่อเสริมความคงทนแก่กล้ามเนื้อหัวใจ

พร้อมทั้งเลือกออกกำลังกายที่เป็นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หัวใจจะได้ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

เป็นวิธีการที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลยใช่ไหมล่ะ?

//www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hOekkxTURFMU13PT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5TlE9PQ==



Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2553 14:57:21 น.
Counter : 505 Pageviews.

0 comment
กินแก้นอนไม่หลับ
กําลังทุกข์ ทรมานกับอาการนอนไม่หลับ คอลัมน์ "Self-health care" นิตยสาร "Health & Cuisine" ฉบับม.ค.เก็บความจากหนังสือ "รักษาก่อนหาหมอ" โดย ศรีสุภา ส่งแสงขจร มาฝาก

อาหารช่วยนอนหลับ

- ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต มัน เผือก กล้วย และอินทผลัม เพราะมีสารอาหารช่วยให้สมองนำกรดแอมิโนทริปโตเฟน (tryptophan) ไปใช้สร้างสารเซโรโทนินช่วยให้หลับสบาย

- อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ถั่วประเภทต่างๆ ผักใบเขียวเข้ม บร็อกโคลี่ และผลไม้แห้ง เป็นต้น ช่วยให้หลับง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยลดอาการมือสั่น ขาสั่น หรือเหน็บชาอีกด้วย

- ดื่มน้ำอุ่นหรือชาสมุนไพรผสมน้ำผึ้งก่อนนอน น้ำผึ้งมีสรรพคุณเป็นยาระงับประสาทอ่อนๆ การดื่มน้ำผสมน้ำผึ้งช่วยให้สมองผ่อนคลายหลับง่ายขึ้น แต่ไม่ควรดื่มน้ำก่อนนอนมากเกินไป เพราะอาจปวดปัสสาวะกลางดึกได้

- งดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนก่อนนอน ทั้งชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงของหวานทุกชนิด เพราะน้ำตาลจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับ

วิตามินเสริม

สำหรับ ผู้ที่นอนไม่หลับจนรู้สึกอ่อนเพลีย ลองเลือกรับประทาน วิตามินชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้ แคลเซียม วันละ 600 มิลลิกรัม แมกนีเซียมวันละ 250-500 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 วันละ 50-100 มิลลิกรัม และวิตามินบี 12 วันละ 25 ไมโครกรัม โดยรับประทานคู่กับวิตามินบี 5 ปริมาณ 100 มิลลิกรัม รับประทานในช่วงที่รู้สึกนอนไม่หลับหรืออ่อนเพลียเท่านั้น

น้ำสมุนไพร

ต้ม ดอกไม้จีนแห้ง 15 กรัมในน้ำ 1 ถ้วย เติมน้ำตาลกรวดเล็กน้อย นำผลมะตูมอ่อน เหง้าขมิ้นอ้อย เถาบอระเพ็ด และพริกไทยปริมาณเท่าๆ กันมาต้มกับน้ำ ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา ใช้ราก ลำต้น และใบตะไคร้ ต้นข่าแดง อย่างละ 5 ต้นและเหง้าขิงสด ล้างให้สะอาด สับเป็นท่อนต้มกับน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดนาน 15 นาที ดื่มก่อนอาหาร 3 มื้อ ครั้งละ 1 ถ้วยชา

ดื่ม ชาคาโมมายล์หรือชาวาลิเรียนก่อนนอน หรือดื่มน้ำเสาวรสคั้นสดเป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้นอนหลับแล้ว ยังช่วยรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ด้วย

//www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hOekV5TURFMU13PT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB4TWc9PQ==



Create Date : 12 มกราคม 2553
Last Update : 12 มกราคม 2553 0:16:06 น.
Counter : 342 Pageviews.

1 comment
เหงาหน้าหนาว
ย่างเข้าหน้าหนาว บางคนอาจรู้สึกหงอยเหงาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด?

นั่นสิ ทำไม?

ใคร เคยมีความรู้สึกเหงาๆ แบบนั้น ลองอ่านคำอธิบายของ พ.ญ.เรขา กลลดาเรืองไกร เขียนในคอลัมน์ "Life & Relation ships" นิตยสาร "GRAZIA" ฉบับส่งท้ายปี

ลองอ่าน

ทางวิชาการพบว่า ฤดูกาลมีผลกับสภาวะทางร่างกายและจิตใจ มีคำจำกัดความที่เรียกว่า "Winter Blues" หรือ "Seasonal Disorder" อันเกิดจากการที่ฤดูหนาวมีแสง แดดน้อยลงและมีช่วงของวันที่สั้นกว่าฤดูกาลอื่นๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง คือ "Serotonin" และ "Melatonin" จะอยู่ในระดับที่ไม่ปกติ ทำให้เกิดอาการอ่อนแรง เพลีย เหนื่อยล้า ไม่อยากทำอะไร อยากอาหารมากกว่าปกติ โดยเฉพาะพวกแป้ง นอนหลับมากกว่าปกติ และมีอารมณ์หดหู่ ไม่สดชื่น บางคนถึงขั้นมีอาการวิตกกังวล

หลายคนซึม เศร้าในหน้าหนาวเพราะเกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้จากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเพลง มิวสิควิดีโอ ภาพยนตร์ ละคร ว่าถ้าหน้าหนาวเมื่อไรต้องเหงา ต้องเศร้า อยากมีคนข้างกายเป็นพิเศษกว่าฤดูกาลอื่น สิ่งเหล่านี้เกิดจากความคิด ความเชื่อผิดๆ ทั้งสิ้น

งานวิจัย ชี้ว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการซึมเศร้าในฤดูหนาวคือ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณของโลกที่มีช่วงวันสั้น ส่วนมากเป็นเพศหญิง กลุ่มคนที่มีอายุ 15-55 ปี และผู้ที่มีญาติทางสายโลหิตที่มีอาการ "Seasonal Affective Disorder"

พูดง่ายๆ ว่าเป็นกรรมพันธุ์นั่นเอง

ทางแก้ไข

- พยายามใช้ชีวิตกลางแจ้ง ที่มีแสงแดดตามธรรมชาติ อาจว่ายน้ำ ขี่จักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือทำสวน ฯลฯ

- ออกกำลังกายถือเป็นยาวิเศษ ยิ่งออกกำลังกายมากๆ อารมณ์ยิ่งดี

- รับประทานอาหารจำพวกแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการมากมายนัก รับประทานธัญพืช อาหารที่มีวิตามินดีช่วยสร้าง "Serotonin" ได้

- ธรรมชาติบำบัด เช่น กลิ่นบำบัด ลาเวนเดอร์ ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ หรือสมุนไพร St.John"s Wort และคาร์โมไมล์ ช่วยให้หลับได้ดี

- ตกแต่งบรรยากาศรอบตัวด้วยสีสันสดชื่นของหน้าร้อน เช่น สีแดง สีส้ม สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความร้อนและไฟ ทำให้จิตใจสัมผัสถึงความอบอุ่นและความสุข

ใครกำลังเหงาหรือหนาวใจ แก้ไขตามคำแนะนำคุณหมอโดยด่วน!

//www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hOekl4TVRJMU1nPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09TMHhNaTB5TVE9PQ==



Create Date : 28 ธันวาคม 2552
Last Update : 28 ธันวาคม 2552 20:44:57 น.
Counter : 303 Pageviews.

0 comment
1  2  

iamZEON
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 107 คน [?]



ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ^^/

ข่าวสารการ์ตูนญี่ปุ่น
กับเกี่ยวข้องอย่างภาพยนตร์-เพลง
รายชื่อการ์ตูนออกใหม่-งานหนังสือ
เรื่องทั่วๆไปทั้งในและนอกประเทศก็มีบ้าง
New Comments
Group Blog
MY VIP Friend