กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
ธันวาคม 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
12 ธันวาคม 2564
space
space
space

พุทโธวาทก่อนปรินิพพาน (๓)

ต่อ

  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปดประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจประเสริฐสุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด บรรดาสัตว์สองเท้าพระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด มรรคมีองค์แปดนี่แลเป็นไปเพื่อทัศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปดนี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียร เธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร"


  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นเป็นเราเป็นของเรา รวมถึงความเพลินในอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตน เป็นของตนที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้ เมื่อใด บุคคลมาเห็นสักแต่ว่าเห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สึกสักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เพียงสักว่าๆ ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้น จิตก็จะว่างจากความยึดถือต่างๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่"


  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ  ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง   ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น   เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม   แต่ก็ไม่เคยทัน  การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น  เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเหนื่อย  เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็กๆ เพียงตัวเดียว  มนุษย์ส่วนใหญ่  มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้น คือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว  เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน   เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้  เมื่อมีเกียรติมากขึ้น  ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น  จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย  เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา  เขาพากันบ่นว่าหนัก และเหน็ดเหนื่อย  พร้อมๆกันนั้น  เขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง"

175 170 175

เพื่อให้เห็นภาพประเด็นนี้ 450 

   "ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ   ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง   ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น   เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย..."

ชัด  มีตัวอย่างเทียบ 450

สวัสดีสหายธรรมทุกคนครับ

   นี่เป็นครั้งแรกของผมในเวปบอร์ดนี้   ถ้าอย่างไรขอความกรุณาด้วยนะครับ :)
   ตอนนี้   ผมอยู่ที่ญี่ปุ่น  ก่อนหน้านี้ไม่เคยปฏิบัติธรรมจริงๆจังๆเลย  จนกระทั่งไม่นานมานี้ วาสนาพาให้ได้พบกับพระสงฆ์ไทยรูปหนึ่งที่ญี่ปุ่นนี่    ทราบว่าท่านน่าจะมาโปรดสัตว์   
ผมได้ถามท่านว่า    ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์    ท่านก็ไม่ตอบอะไร  ยื่นหนังสือของท่านให้สามเล่ม เป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามแนวทางในอานาปานสติสูตร แล้วผมก็กราบลาท่านมา

    ต่อจากนี้ผมจะขอเล่าเหตุการณ์เป็นลำดับ เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้สอบอารมณ์ผมได้ถูกต้อง หวังว่าท่านจะไม่รำคาญนะครับ :)
   หลังจากได้หนังสือสามเล่มนั้นมาแล้ว ผมก็อ่านแค่เล่มแรกก่อน ใจความในเล่มแรกคือ ให้กำหนดรู้ลมหายใจให้ตลอด ในชีวิตประจำวัน จะทำกิจกรรมอะไรก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจไปด้วย ยกเว้นเวลาขับรถ หรือเวลาอ่านหนังสือ แต่ก็ให้มีสติรู้อยู่ว่าเราทำอะไรอยู่ ท่านว่าให้กำหนดรู้ลมหายใจเสมือนว่าลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร ให้เรายึดกัลยาณมิตรนี้ไว้
หลังจากนั้นผมก็พยายามกำหนดรู้ลมหายใจในชีวิตประจำวัน เวลาเดิน ก็รู้สึกดีครับ รู้สึกเพลินกับการยึดลมหายใจ
    หลังจากนั้นมีวันหนึ่ง    ผมเกิดนึกอยากนั่งสมาธิขึ้นมา   ผมก็เลยนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ (ก่อนหน้านี้ตอนเด็กๆ เวลาคุณครูที่  รร.สั่งให้นั่งสมาธิในห้องเรียน ให้พยายามตามดูลมหายใจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ   น่าปวดหัวมาก    แต่คาดว่าคงเป็นเพราะจากที่ได้ฝึกในชีวิตประจำวัน ทำให้ตั้งแต่นั่งครั้งนี้   ก็ไม่รู้สึกเช่นนั้นอีก)   
   ในการนั่งสมาธิครั้งนี้    ผมสามารถรับรู้ลมหายใจได้ตลอดสายเป็นเวลานาน   แต่ผมก็คิดว่าเวลาจิตเราสงบมากแล้ว    แต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น    ถ้ายังไงเราลองเปลี่ยนวิธีกำหนดดูดีกว่าผมเลยเปลี่ยนวิธีกำหนดในใจเป็นสมถแบบอัปปมัญญา ๔   (ที่ผมเปลี่ยนเป็นวิธีนี้เพราะก่อนหน้านี้เคยอ่านหนังสือเรื่องสมถ ๔o วิธีแล้วรู้สึกว่าเราน่าจะเหมาะกับวิธีนี้ คือเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นเอง) แล้วกำหนดคำบริกรรมในใจแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณในทิศเบื้องหน้า  จากนั้นก็เบื้องหลัง   จากนั้นก็เบื้องบน   เบื้องล่าง เบื้องซ้าย   แล้วก็เบื้องขวา  พอครบทุกทิศแล้ว ก็กำหนดแผ่ไปในทุกทิศพร้อมกันไม่มีประมาณ 
    กำหนดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น    จากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนกายผมขยายตามที่กำหนดแผ่เมตตาไปด้วย รู้สึกว่ากายขยายไปทุกทิศ    ความรู้สึกนี้มันเกิดในเวลาแค่แปปเดียว  กายขยายไปทุกทิศจนรู้สึกว่ากายหายไป คือไม่มีกาย   เวลานี้รู้สึกว่าความรู้สึกของเราเหมือนจุ่มอยู่ในปิติ มีแต่ความสุขไปหมด

   จากนั้นผมก็คิดขึ้นมาว่า   "มีความสุขขนาดนี้ในโลกด้วยหรือ  ความสุขนี้ดีกว่าความสุขในโลกที่เราเคยพบมาทั้งหมด  โอ   ความสุขนี้แค่นั่งก็ได้แล้ว   คนทั้งโลกมัวแต่วุ่นวายทำอะไรกันอยู่ บางคนทำทุจริตต่างๆ เพื่อหาเงินมาสนองความสุขตน   ทำไปทำไมนะ  มันเทียบกับความสุขที่เกิดจากความสงบนี้ไม่ได้เลย  ความสุขนี้ไม่ต้องไขว่คว้ามาก  อยู่กับตัวเองแท้ๆ   คนในโลกกลับไม่รู้

   จากนั้น   ผมก็สังเกตลมหายใจ   ก็รู้สึกว่าลมหายใจตอนนี้มันละเอียดมาก  ถึงค่อยเข้าใจคำว่าลมหายใจหยาบลมหายใจละเอียดว่าเป็นยังไง   ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าคือลมหายใจแรงๆเบาๆซะอีก :)

   ความรู้สึกจากการเกิดสมาธิครั้งแรกนี้มันเหมือนจุ่มค้างอยู่ปิติ คือปิติเกิดค้างอยู่ แต่ไม่เห็นนิมิตอะไรทั้งสิ้น   แต่รู้สึกจิตเวลานี้ไม่มีนิวรณ์เลย  คือมีความรู้พร้อมอยู่   

   จากนั้น  ผมก็รู้สึกยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคิดไปเรื่อยว่า   "นี่คือปฐมฌานหรือเปล่านี่ ปฐมฌานเกิดกับเราหรือ"     จนจิตเริ่มไม่เป็นสมาธิ   เริ่มปั่นป่วน   หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงห้องข้างๆตะโกนเสียงดัง (คาดว่าน่าจะดูบอล) ผมก็เลยหลุดออกมาจากสภาวะนั้น

   แต่หลังจากนั้นมา    ผมก็ไม่สามารถเข้าถึงสภาวะดังกล่าวได้อีกเลย คือทำได้มากสุดก็แค่ทำปิติให้เกิดขึ้นแวบหนึ่งเท่านั้น   (แต่ก็สามารถทำให้เกิดได้ตลอดเวลา ตามที่ต้องการทันที)  แต่ไม่สามารถทำให้เกิดค้างไว้    จนรู้สึกเหมือนจุ่มลงในปิติ  แล้วมีลมหายใจละเอียดแบบครั้งแรกได้

* คำถามแรกคือสภาวะที่ผมพบในครั้งแรกนั้นคืออะไรครับ  ใช่ปฐมฌานหรือป่าวครับ แล้วทำไมในครั้งหลังๆผมถึงไม่สามารถเข้าถึงสภาวะนั้นได้ เป็นเพราะผม "หวัง" มันหรือป่าวครับ

174 170 174

  มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว  เช่น จิตสงบมันก็มีความสุข   แต่พอเราประสบกับความสุขจากจิตสงบ  เราคิดนั่นนี่ชื่นชมยินดีมัน  จิตก็เลยไม่สงบ   เมื่อจิตไม่สงบมันก็หลุด  เข้าไม่ได้  คือ หาทางเข้าไม่เจอะ  เพราะตอนเข้าไป เราเข้าไปแบบฟลุ๊คๆ ซึ่งมันยังไม่ถึงปฐมฌาน   ถ้าเป็นปฐมฌานเราจะต้องผ่านการฝึกเข้าฝึกอยู่ฝึกออกจนชำนาญแล้ว (วสี ๕) 


Create Date : 12 ธันวาคม 2564
Last Update : 12 ธันวาคม 2564 11:25:35 น. 0 comments
Counter : 193 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space