กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
ธันวาคม 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
11 ธันวาคม 2564
space
space
space

พุทโธวาทก่อนปรินิพพาน (๒)


ต่อ

   พระอานนท์สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวนของโลกธาตุดังนี้   จึงเข้าเฝ้าพระจอมุนี  ทูลถามว่า  “พระองค์ผู้เจริญ  โลกธาตุวิปริตแปรปรวนผิดปกติ  ไม่เคยมีไม่เคยเป็น  ได้เป็นแล้วเพราะเหตุไรหนอ?”
 
   พระทศพลเจ้าตรัสว่า “พระอานนท์เอ๋ย    อย่างนี้แหละ  คราใดที่ตถาคต  ประสูติ  ตรัสรู้  หมุนธรรมจัก ปลงอายุสังขารและนิพพาน   ครานั้น ย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น”
 
   พระอานนท์ทราบว่า    บัดนี้พระตถาคตเจ้าปลงพระชนมายุสังขารเสียแล้ว   ความสะเทือนใจและความว้าเหว่ประดังขึ้นมา  จนอัสสุชนธาราไหลหลั่งสุดห้ามหัก   เพราะความรักเหลือประมาณที่ท่านมีในพระเชฎฐภาดา  ท่านหมอบลงที่พระบาทมูลแล้วทูลว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ  ขอพระองค์อาศัยความกรุณาข้าพระองค์และหมู่สัตว์   จงดำรงพระชนม์ชีพต่อไปอีกเถิดอย่าเพิ่งด่วนประนิพพานเลย”    กราบทูลเท่านี้แล้ว  พระอานนท์ก็ไม่อาจทูลอะไรต่อไปอีก  เพราะโศกาดูรท่วมท้นหทัย
 
   “อานนท์เอ๋ย   พระศาสดาตรัสพร้อมด้วยทอดทัศนาการไปเบื้องพระพักตร์อย่างสุดไกล   ลีลาแห่งความเด็ดเดี่ยวฉายออกมาทางพระเนตรและพระพักตร์  เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ    ตถาคตจะต้องปรินิพพานในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะอีกสามเดือนข้างหน้านี้  อานนท์   เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมา ไม่น้อยกว่าสิบหกครั้งแล้วว่า   คนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี  ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์  (คือหนึ่งร้อยยี่สิบปี)  หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้   แต่เธอหาเฉลียวใจไม่   มิได้ทูลเราเลย  เราตั้งใจไว้ว่า ในคราวก่อนๆ นั้น  ถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไป  เราจะห้ามเสียสองครั้ง  พอเธอทูลครั้งที่สามเราจะรับอาราธนาของเธอ  แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว    เรามิอาจกลับใจได้อีก   พระศาสดาหยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้ว  ตรัสต่อไปว่า
 
  “อานนท์   เธอยังจำได้ไหม  ครั้งหนึ่ง  ณ  ภูเขาซึ่งมีลักษณะเหมือนนกแร้ง  อันมีนามว่า  “คิชฌกูฎ”   ภายใต้ภูเขานี้มีถ้ำอันขจรนามชื่อ    “สุกรขาตา”   ที่ถ้ำนี้เอง   สาวกผู้เลื่องลือว่าเลิศทางปัญญาของเราคือ “สารีบุตร”   ได้ถอนตัณหานุสัยโดยสิ้นเชิงเพียงเพราะฟังคำที่เราสนทนากับหลานชายของเธอผู้มีนามว่า “ทีฆนขะ”  เพราะไว้เล็บยาว
 
  “เมื่อสารีบุตรมาบวชในสำนักของเราแล้ว   ทีฆนขปริพาชกเที่ยวตามหาลุงของตนมาพบลุงของเขาคือสารีบุตร  ถวายงานพัดเราอยู่  จึงพูดเปรยๆเป็นเชิงกระทบกระเทียบว่า  พระโคดม ทุกสิ่งทุกอย่างข้าพเจ้าไม่พอใจหมด ซึ่งรวมความว่า    เขาไม่พอใจเราด้วย   เพราะตถาคตก็รวมอยู่ในคำว่าทุกสิ่งทุกอย่าง  เราได้ตอบเขาไปว่า    “ถ้าอย่างนั้น    เธอก็ควรไม่พอใจ ความคิดเห็นอันนั้นของเธอเสียด้วย"
 
  “อานนท์  เราได้แสดงธรรมอื่นอีกเป็นอเนกปริยาย  สารีบุตรถวายงานพัดไปฟังไป  จนจิตของเธอหลุดจากอาสวะทั้งปวง”
 
  “อานนท์เอ๋ย  ณ  ภูเขาคิชฌกูฎดังกล่าวนี้ เราเคยพูดกับเธอว่า   คนอย่างเรานี้ถ้าจะอยู่ต่อไปอีกหนึ่งกัปหรือเกินกว่านั้นก็พอได้  แต่เธอก็หารู้ความหมายแห่งคำที่เราพูดไม่”
 
  “อานนท์   ต่อมาที่โคตมนิโครธ  ที่เหวสำหรับทิ้งโจรที่ถ้ำสัตตบรรณ  ใกล้เวภารบรรพต   ที่กาฬศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ   ซึ่งเลื่องลือมาแต่โบราณกาลว่า   เป็นที่อยู่อาศัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอันมาก  เมื่อท่านเข้าไป  ณ  ที่นั้นแล้วไม่มีใครเห็นท่านออกมาอีกเลย   จึงกล่าวขานกันว่าอิสิคิลิบรรพต  (ภูเขากลืนกินฤๅษี)  ที่เงื้อมเขาชื่อสัปปิโสณฑิกาใกล้ป่าสีตะวัน   ที่ตโปทารามที่เวฬุวันสวนไผ่อันร่มรื่นของจอมเสนาแห่งแคว้นมคธ   ที่สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์  ที่มัททกุจฉิมิคทายวันทั้งสิบแห่งนี้มีรัฐเขตแขวงราชคฤห์”
 
   “ต่อมาเมื่อเราทิ้งราชคฤห์ไว้เบื้องหลัง  แล้วจาริกสู่เวสาลีนครอันรุ่งเรืองยิ่ง  เราก็ให้นัยแก่เธออีกถึงหกแห่ง  คือ  ที่ อุเทนเจดีย์  สัตตัมพเจดีย์  โคตรมกเจดีย์  พหุปุตตเจดีย์  สารันทเจดีย์  และปาวาลเจดีย์เป็นแห่งสุดท้าย   คือสถานที่ซึ่งเราอยู่  ณ  บัดนี้  แต่เธอก็หาเฉลียวใจไม่   ทั้งนี้เป็นความบกพร่องของเธอเอง  เธอจะคร่ำครวญเอาอะไรอีก”
 
   “อานนท์เอ๋ย  บัดนี้  สังขารอันเป็นเหมือนเกวียนชำรุดนี้เราได้สละแล้ว   เรื่องที่จะดึงกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งนั้นมิใช่วิสัยแห่งตถาคต  อานนท์  เรามิได้ปรักปรำเธอ  เธอเบาใจเถิด   เธอได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว  บัดนี้  เป็นกาลสมควร  ที่ตถาคตจะจากโลกนี้ไป   แต่ยังเหลือเวลาอีกสามเดือน  บัดนี้สังขารของตถาคตเป็นเสมือนเรือรั่วคอยแต่เวลาจะจมสู่ท้องธารเท่านั้น”
 
  “อานนท์   เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า  บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา   หลีกเลี่ยงไม่ได้   “อานนท์   เอ๋ย  ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด  สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป  ดับไป  สลายไปเป็นธรรมดา จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้  ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป  เคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ”
 
   และแล้วพระจอมศาสดาก็เสด็จไปยังภัณฑุคาม  และโภคนครตามลำดับ   ในระหว่างนั้นให้โอวาทภิกษุทั้งหลายด้วยพระธรรมเทศนา  อันเป็นไปเพื่อโลกุตราริยธรรม  กล่าวคือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  วิมุตติ  และวิมุตติญาณทรรศนะ   เป็นต้นว่า
 
   “ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ศีลเป็นพื้นฐานเป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่   ประหนึ่ง   แผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีพและหาชีพมิได้   เป็นต้นว่าพฤกษาลดาวัลย์  มหาสิงขรและสัตว์จตุบททวิบาทนานาชนิด  บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อมอยู่สบาย  มีความปลอดโปร่งเหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาดเช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน”
 
   “ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ  คือ ความสงบใจ    สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้น   เป็นสมาธิที่มีผลมาก   มีอานิสงส์มาก    บุคคลมีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ    เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง   มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย  มีหลังคาสำหรับป้องกันลม  แดด  และฝน  ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้  ฝนตกก็ไม่เปียก  แดดออกก็ไม่ร้อน  ฉันใด  บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ ฉันนั้น   ย่อมสงบอยู่ได้    ไม่กระวนกระวาย  เมื่อลม  แดด  และฝน  กล่าวคือ  โลกธรรมแผดเผา  กระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า    สมาธิอย่างนี้   ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยีและเชือดเฉือนกิเลสอาสวะต่างๆ  ให้เบาบางและหมดสิ้นไป เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตราอันคมกริบแล้วถางป่าให้โล่งเตียนก็ปานนั้น”
 
   “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้น   ย่อมปรากฏดุจไฟดวงใหญ่กำจัดความมือให้ปลาสนาการ  มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ  ขับฝุ่นละอองคือกิเลสให้ปลิวหาย  ปัญญาจึงเป็นประดุจประทีปแห่งดวงใจ”
 
   “อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติผ่องใสอยู่โดยปกติ  แต่เศร้าหมองไปเพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด   ศีล  สมาธิ  และปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตให้ขาวสะอาดดังเดิม   จิตที่ฟอกแล้วด้วยศีล  สมาธิ  และปัญญา  ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง”
 
   “ดูกรภิกษุทั้งหลาย    บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ  ย่อมพบกับปีติปราโมทย์อันใหญ่หลวง  รู้สึกตนว่าได้พบขุมทรัพย์มหึมา   หาอะไรเปรียบมิได้  อิ่มอาบซาบซ่านด้วยธรรม  ตนของตนเองนั่นแลเป็นผู้รู้    บัดนี้กิเลสานุสัยต่างๆ  ได้สิ้นไปแล้ว  ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว    เหมือนบุคคลผู้ตัดแขนขาด   ย่อมรู้ด้วยตนเองว่าบัดนี้แขนของตนได้ขาดแล้ว”
 




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2564
0 comments
Last Update : 12 ธันวาคม 2564 8:08:06 น.
Counter : 375 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space