กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
ธันวาคม 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
13 ธันวาคม 2564
space
space
space

พุทโธวาทก่อนปรินิพพาน (๒๓)


  ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี ถึงกรุงกุสินารา เสด็จเข้าสู่สาลวโนทยาน คือ อุทยานซึ่งสะพรึบพรั่งด้วยต้นสาละ รับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทมระหว่างต้นสาละ  ให้หันพระเศียรไปทางทิศอุดร


  ครั้งนั้น มีบุคคลเป็นจำนวนมาก จากสารทิศต่างๆ เดินทางมาเพื่อเฝ้าพระพุทธสรีระเป็นปัจฉิมกาลแผ่เป็นปริมณฑลกว้างออกไปสุดสายตา สมเด็จพระมหาสมณะทรงเห็นเหตุการณ์ดังนั้นแล้ว จึงตรัสกับพระอานนท์เป็นเชิงปรารภว่า

  "อานนท์ พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำสักการะบูชาด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น หาชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่  อานนท์เอ๋ย  ผู้ใด ปฏิบัติตามธรรมปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ผู้นั้นแลชื่อว่าสักการะบูชาเราด้วยการบูชาอันยอมเยี่ยม"


   พระอานนท์ทูลว่า   "พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อก่อนนี้ออกพรรษาแล้ว  ภิกษุทั้งหลาย ต่างพากันเดินทางมาจากทิศานุทิศเพื่อเฝ้าพระองค์ ฟังโอวาทจากพระองค์ บัดนี้พระองค์จะปรินิพพานเสียแล้ว ภิกษุทั้งหลาย จะพึงไป ณ ที่ใด?"


   "อานนท์  สถานที่อันเป็นเหตุให้ระลึกถึงเราก็มีอยู่ คือ สถานที่ที่เราประสูติแล้ว คือลุมพินีวันสถาน สถานที่ที่เราตั้งอาณาจักรแห่งธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก คือป่าอิสิปตนมิคทายะแขวงเมืองพาราณสี สถานที่ที่เราตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณ บรรลุความรู้อันประเสริฐ ทำกิเลสให้สิ้นไป คือ โพธิมณฑลตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และสถานที่ที่เราจะปรินิพพาน ณ บัดนี้ คือป่าไม้สาละ ณ นครกุสินารา อานนท์เอ๋ย สถานที่ทั้งสี่แห่งนี้เป็นสังเวชนียสถาน สารานียสถานสำหรับให้ระลึกถึงเรา และเดินทางตามรอยพระบาทแห่งเรา"


    สังเวชนียสถาน    สถานเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช,  ที่ที่ให้เกิดความสังเวชมี ๔  คือ ๑.ที่ประสูติ ๒. ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  ๓.ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา  ๔. ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน 

    สังเวช   ความสลดใจให้ได้คิด,  ความรู้สึกเตือนสำนึกหรือทำให้ฉุกคิด, ความรู้สึกกระตุ้นใจให้คิดได้  ให้คิดถึงธรรม  ให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิต  และเร้าเตือนให้ไม่ประมาท;  ตามความหมายที่แท้ของศัพท์  สังเวช  คือ "สังเวค"  แปลว่า  แรงเร่ง  แรงกระตุ้น หรือพลังที่ปลุกเร้า  หมายถึง แรงกระตุ้นเร้าเตือนใจ  ให้ได้คิดหรือสำนึกขึ้นมาได้  ให้คิดถึงธรรม หรือตระหนักถึงความจริงความดีงามอันทำให้ตื่นหรือถอนตัวขึ้นมาจากความเพลิดเพลิน  ความหลงระเริงปล่อยตัวมัวเมา  หรือประมาท  แล้วหักหันไปเร่งเพียรทำการที่ตระหนักรู้ว่าจะพึงทำด้วยความไม่ประมาทต่อไป  แต่ในภาษาไทย  สังเวช  มีความหมายหดแคบลงและเพี้ยนไป  กลายเป็นความรู้สึกสลดใจ หรือเศร้าสลด แล้วหงอยหรือหดหู่เสีย ซึ่งกลายเป็นตรงขามกับความสังเวชที่แท้

 



Create Date : 13 ธันวาคม 2564
Last Update : 13 ธันวาคม 2564 19:18:29 น. 0 comments
Counter : 191 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space