หมึกสีดำของไผ่สีทอง
ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตมั่นคง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาในทางปฏิบัติถึงมโนปฏิบัติ เป็นผู้คงที่ ระงับแล้ว มีสติทุกเมื่อ,, การไม่ทําบาปทั้งปวงหนึ่ง การยังกุศลให้ถึงพร้อมหนึง การชําระจิตใจของตนให้ผ่องแผ้วหนึ่ง นี่แลเป้นคําสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
กฎการปฏิบัติกรรมฐาน




อธิศีลสิกขา, ระงับนิวรณ์ ๕, เจริญพรหมวิหาร ๔, บารมี ๑๐ อุปกิเลสของวิปัสสนาญาณ ๑๐



การปฏิบัติพระกรรมฐานในพระพุทธศาสนา มีกฎของการปฏิบัติเพื่อผลของการบรรลุเป็นระดับไป ตามนัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุทุมพริกสูตร ดังจะยกมากล่าวไว้แต่ตอนที่เห็นว่าสมควรดังต่อไปนี้

อธิศีลสิกขา

ในระดับแรก ก่อนที่ท่านจะหวังผลในฌานโลกีย์ ซึ่งเป็นระดับของอธิจิตตสิกขานั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงสอนให้รักษาศีลให้เป็นอธิศีลเสียก่อน คำว่า อธิศีล แปลดังนี้ อธิ แปลว่า ยิ่ง เกิน หรือล่วง เฉพาะคำว่า อธิ แปลได้สามอย่างดังนี้ถึงแม้ว่าจะแปลได้เป็นสามนัยก็คงมีความหมาย
อย่างเดียวกันคำว่า ยิ่ง ก็หมายถึงการปฏิบัติยิ่งกว่า หมายถึงการปฏิบัติเคร่งครัดกว่าปกติหรือรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิตนั่นเอง เกินหรือล่วงก็มีความหมายเหมือนกัน เกิน ก็หมายถึงปฏิบัติเกินกว่าที่ปฏิบัติกันตามปกติ ล่วง ก็หมายถึงการปฏิบัติล่วง คือ เกิน ที่กระทำกันตามปกติ ศัพท์สามคำนี้มีความหมาย
อย่างเดียวกัน การปฏิบัติตามนี้จึงจะจัดเป็นอธิศีล การปฏิบัติเป็นอธิศีล ท่านแนะนำไว้ในอุทุมพริกสูตรดังนี้

๑. จะรักษาศีลไว้ด้วยดี มิให้ขาดมิให้ทำลาย แม้แต่ศีลจะมัวหมองก็มิยอมให้เป็น ด้วยมีวิธีรักษาดังนี้

จะไม่ทำลายศีลให้ขาดเอง ไม่แนะนำให้คนอื่นทำลายศีล และไม่ยินดีต่อเมื่อเห็นผู้อื่นทำลายศีล การปฏิบัติพระกรรมฐานก่อนที่จะหวังให้ฌานสมาบัติอุบัติปรากฏแก่จิตใจนั้น ต้องมีศีลบริสุทธิ์เสียก่อน ถ้าศีลของท่านยังขาดตกบกพร่อง รักษาบ้าง ไม่รักษาบ้าง ยังเกรงใจความชั่ว คือสังคมที่มอมแมมด้วยความชั่วช้า ที่ต้องมีการดื่มของมึนเมาอวยพร ต้องกินเนื้อสัตว์ที่ยังมีชีวิตเพราะถ้าสัตว์ตายก่อนแล้ว เนื้อมีรสไม่อร่อย ต้องพูดตลบตะแลงให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเกรงใจสังคมที่นิยมมีเมียเก็บ เมียอะไหล่ นิยมสะสมสมบัติที่ได้มาโดยมิชอบธรรม เฉพาะอย่างยิ่งการดื่ม ถึงแม้ว่าท่านจะละมาในวันอื่น ๆ ทุกวัน แต่ถ้าวันใดมีการเลี้ยง ก็ต้องดื่มเพื่อสังคม แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าท่านไม่มีความบริสุทธิ์ ไม่มีศีล เป็นอธิศีล แม้แต่ปกติศีลก็ยังไม่จัดว่าท่านเป็นผู้มีศีล ทั้งนี้เพราะการบกพร่องในศีลเป็นความชั่ว จะด้วยกรณีใดก็ตาม ถ้าท่านล่วงศีลด้วยเจตนาแล้ว ท่านก็เป็นคนเลวสำหรับนักปฏิบัติในศีล ท่านจะอ้างว่าท่านล่วงเพื่อสังคม ก็ไม่มีทางจะเอาตัวรอดได้เพราะการที่ท่านต้องเกรงใจสังคมที่ชั่วช้าเลวทราม เพราะมุ่งที่จะทำลายความดี สิ่งที่ท่านทำไปนั้นมันเป็นเหตุของความชั่ว ขึ้นชื่อว่าความชั่ว แม้แต่นิดหนึ่งก็เป็นความชั่ว ของเหม็นที่มนุษย์รังเกียจ ร่างกายเราทั้งใหญ่ทั้งโต แต่พอสิ่งโสโครกที่มีกลิ่นเหม็นเพียงนิดเดียวมาติดกาย เราก็ต้องรีบล้าง รีบชำระ เพราะรังเกียจในกลิ่นเหม็นที่เราไม่ยอมปล่อย ด้วยคิดว่ามันมีจำนวนนิดเดียว ร่างกายเรายังว่างจากสิ่งโสโครกนั้นมากมาย เราไม่ปล่อยไว้ก็เพราะคิดว่า สิ่งโสโครกแม้แต่นิดเดียวก็สร้างความเดือดร้อนแก่จิตใจ ข้อนี้ฉันใด แม้ศีลที่ท่านรักษาเพื่อเป็นภาคพื้นของสมาธิสมาบัติก็เช่นเดียวกัน ท่านพร่องในศีลด้วยเจตนาเพียงนิดเดียว ท่านไม่มีหวังที่จะทรงสมาธิเพื่อฌานสมาบัติได้เลย เพราะเพียงศีลมีการรักษาแบบหยาบๆท่านยังรักษาไม่ได้ ท่านจะเป็นผู้ทรงสมาธิที่มีอารมณ์ละเอียดกว่านี้ได้อย่างไร ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานมาเป็นเวลาหลายสิบปีที่ไม่ได้สำเร็จผลใดๆ แม้แต่ฌานโลกีย์ก็ไม่ได้ก็เพราะพร่องในศีลเป็นสำคัญ เมื่อท่านรักษาศีลตามนัยที่กล่าวมาแล้วโดยมั่นคง จนถึงขั้นไม่ต้องระวังหมายความว่า ละเสียได้จนชินไม่มีการพลั้งเผลอแล้ว ต่อไปท่านให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้



ระงับนิวรณ์ ๕

ท่านสอนให้ระงับนิวรณ์ห้าประการ โดยพิจารณาเห็นโทษของนิวรณ์ปกติ คือ
๑. เห็นโทษของกามฉันทะ ความมั่วสุมในกามารมณ์ว่า เป็นทุกข์เป็นภัยอย่างยิ่ง
๒. เห็นโทษของการจองล้างจองผลาญ เพราะการพยาบาทมาดร้ายซึ่งกันและกันเป็น เสมือนไฟคอยผลาญความสุข
๓. คอยกำจัดความง่วงเหงาหาวนอน เมื่อขณะปฏิบัติสมณธรรม
๔. คอยควบคุมอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านออกนอกลู่นอกทางเมื่อขณะภาวนา
๕. ตัดความสงสัยในมรรคผลเสีย โดยมั่นใจว่าผลของการปฏิบัติมีแน่นอนถ้าเราทำถึง



เจริญพรหมวิหาร ๔

๑. แผ่เมตตา ความรักไปในทางทิศทั้ง ๔ โดยคิดไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า เราจะเป็นมิตรแก่คนและสัตว์ทั่วโลก จะยอมเคารพในสิทธิของกันและกัน จะรักสิทธิของผู้อื่นเสมอด้วยสิทธิของกันและกัน จะรักสิทธิของผู้อื่นเสมอด้วยสิทธิของตนเอง จะไม่ทำใครให้เดือดร้อนด้วย กายวาจา แม้แต่จะคิดด้วยใจ จะรักษาและเคารพในบุคคลและสัตว์เสมอด้วยความรักตนเอง

๒. กรุณา จะสงสาร หวังสงเคราะห์สัตว์และมนุษย์ทั้งปวง ทั่วในทิศทั้ง ๔

๓. มุทิตา จะไม่อิจฉาริษยาคนและสัตว์ทั้งหลาย ทั่วทิศทั้ง ๔ จะพลอยส่งเสริมเมื่อผู้อื่นได้ดีมีโชค มีความรู้สึกในเมื่อได้ข่าวว่าผู้อื่นได้ดีมีโชค เหมือนตนของตนเป็นผู้ได้ดีมีโชคเอง

๔. อุเบกขา วางเฉยเมื่อผู้อื่นพลาดพลั้ง ไม่ซ้ำเติมให้ช้ำใจ และตั้งใจหวังสงเคราะห์เมื่อมีโอกาส

การรักษาศีลบริสุทธิ์ ด้วยการไม่ล่วงเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นล่วง และไม่ยินดีต่อเมื่อผู้อื่นล่วงศีลและตัดความพอใจในนิวรณ์ ๕ โดยระงับนิวรณ์ไม่ให้รบกวนจิต เมื่อขณะปฏิบัติสมณธรรมได้ และทรงพรหมวิหาร ๔ ประการได้อย่างครบถ้วนอย่างนี้ อารมณ์จิตก็เป็นฌานและฌานจะไม่รู้จักเสื่อมเพราะพรหมวิหาร ๔ อุ้มชู คนที่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ ศีลก็บริสุทธิ์ไม่เศร้าหมอง สมาธิก็ตั้งมั่นวิปัสสนาญาณก็ผ่องใส รวมความว่า พรหมวิหาร ๔ เป็นกำลังใหญ่ในการปฏิบัติสมณธรรมทุกระดับ

การรักษาศีลบริสุทธิ์ เป็น อธิศีลสิกขา การกำจัดนิวรณ์และทรงพรหมวิหารเป็นอธิจิตตสิกขาคือทรงฌานสมาบัติไว้ได้ ท่านปฏิบัติได้ถึงระดับนี้ พระพุทธชินสีห์ตรัสไว้ในอุทุมพริกสูตรว่า มีความดีในระดับเปลือกของความดีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เรียกว่าเริ่มเป็นพุทธศาสนิกชนชั้นเด็ก ๆ

ความดีระดับกระพี้

ท่านมีศีลบริสุทธิ์ กำจัดนิวรณ์ ๕ ได้ ทรงพรหมวิหาร ๔ แล้วสร้างฌานพิเศษมี ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่ล่วงมาแล้วได้โดยไม่จำกัดชาติ ทำได้อย่างนี้ท่านว่า มีความดีระดับกระพี้ของความดีในพระพุทธศาสนา ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้ายกย่องสรรเสริญ

ความดีระดับแก่น

เมื่อท่านรักษาศีลบริสุทธิ์ กำจัดนิวรณ์ ๕ ได้ ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณและบรรลุทิพยจักษุญาณ สามารถรู้ว่าสัตว์ตายแล้วไปเกิดที่ไหน สัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากไหน มีความสุขความทุกข์เพราะอาศัยกรรมอะไรเป็นเหตุ ตอนนี้พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นความดีที่ทรงความเป็นสาระแก่นสาร ความดีระดับนี้ก็เป็นความดีระดับวิชชาสาม แต่ก็ดีเพียงแค่มีศรัทธาแก่กล้าไม่ท้อถอยเท่านั้นเอง พระองค์ทรงกล่าวแก่นิโครธะต่อไปว่า ความดียิ่งกว่านี้ยังมีอีก ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์มีแต่สุขล้วนๆ ทรงกล่าวว่า ผู้ใดทรงความดีตามที่กล่าวมาแล้วนั้นได้ครบถ้วนแล้ว ถ้าจะปฏิบัติเพื่อธรรมเบื้องสูงที่จบพรหมจรรย์แล้ว อย่างช้าไม่เกิน ๗ ปี อย่างกลางไม่เกิน ๗ เดือน อย่างเร็วไม่เกิน ๗ วัน ก็จะเข้าถึงอรหัตตผล เป็นพระอริยบุคคลระดับยอดในพระพุทธศาสนา

กฎของการปฏิบัติสมณธรรมที่จะได้รับผลสมตามที่มุ่งหมาย ท่านต้องยึดหลักตามที่กล่าวมาแล้วเป็นบันไดการปฏิบัติ ทำให้ได้ให้ถึงระดับเป็นขั้นๆ ไป เช่น ศีลก็ต้องปฏิบัติฝึกหัดจิตให้เป็นมิตรกับศีลจริงๆ จังๆ อย่างชนิดที่ถ้าบกพร่องศีลนิดหนึ่งก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำความรู้สึกในจิตใจของตนเองให้มีอารมณ์เป็นปกติดีว่า การพร่องในศีลก็เป็นการเปิดโอกาสให้ความเลวทรามเข้าแทรกแซงสิงใจ ทำให้จิต กาย วาจาของเราที่ขัดเกลาแล้วด้วยดี กลายเป็นวาจาใจที่เลวทรามต่ำช้า การพร่องในศีลเลวอย่างไรจะขอย้อนมาพูดเรื่องขาดศีลแล้วกลายเป็นคนเลวทรามให้ท่านได้พิจารณาสักหน่อย พอที่ท่านผู้มีจิตเป็นธรรม จะได้เห็นเป็นแนวทางปฏิบัติ

การบกพร่องในศีลเป็นคนเลว

ตอนนี้ให้ถือว่าคุยกันฐานญาติเถอะนะ อย่าคิดเป็นอย่างอื่นเลย อยากจะขอถามท่านสักนิดว่า

๑. ปกติท่านชอบให้ใครมาทำร้ายร่างกายท่านไหม ? ถ้าท่านอยู่ดีๆ โดยไม่มีความผิดใดๆ ถ้ามีคนจะมาฆ่าท่านหรือมาทำร้ายร่างกายท่าน ท่านจะยินยอมให้เขาทำด้วยความเต็มใจ หรือท่านจะไม่พอใจในการกระทำอย่างนั้นของเขา

๒. ทรัพย์สมบัติที่ท่านได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษก็ดี หรือทรัพย์ที่ท่านพยายามเก็บหอมรอมริบไว้ด้วยความวิริยะอุสาหะ ที่คอยกระเหม็ดกระแหม่ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน เมื่อท่านเก็บสะสมไว้พอสมควรแก่การที่คิดว่าจะพอดำรงความเป็นอยู่ให้มีความสุขได้ตามสมควรแล้ว ถ้ามีบุคคลคณะหนึ่งหรือคนเดียวก็ตาม มาบังคับขู่เข็ญยื้อแย่งหรือลักขโมยทรัพย์ที่ท่านอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบไว้นั้นไปเป็นสมบัติของเขา โดยที่เขาไม่มีสิทธิและท่านเองก็มิเห็นชอบด้วย

๓. ท่านมีคู่ครองที่รัก หากมีใครก็ตามมาแอบละเมิดสิทธิร่วมรักกับคู่ครองของท่าน โดยที่ท่านมิได้เห็นชอบด้วย

๔. ปกติมักจะมีคนมาพูดเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงให้ฟังเสมอ ๆ แม้แต่เรื่องที่พูดนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเกี่ยวแก่ผลได้ผลเสียของชีวิตและทรัพย์สิน เขายังไม่ยอมพูดอะไรตามความเป็นจริง ข่าวคราวการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่ได้รับจากผู้นั้นเป็นข่าวเท็จตลอดมา หาความจริงจากวาจาของเขาไม่ได้เลย

๕. ปกติท่านเป็นคนดีมีสติสัมปชัญญะ แต่บังเอิญมีใครมาแนะนำท่านว่า การเป็นคนเรียบร้อยอย่างนี้ ติ๋มเกินไป ไม่ทันสมัย เรามาหาน้ำยาย้อมใจพอที่จะช่วยส่งเสริมใจให้เคลิบเคลิ้ม ทำอาการต่างๆ อย่างคนบ้าๆ บอๆ ได้ร้องเพลงในที่รโหฐานที่เขาต้องการ ความสงัดก็ได้โดยไม่ต้องเกรงใจใครทั้งๆ ที่เวลาปกติทำไม่ได้ นอนกลางถนนหนทางก็ได้ ด่าพ่อเตะแม่ก็ได้ โดยไม่ต้องคิดถึงบุญคุณที่ท่านเลี้ยงดูมารวมความว่าทำแบบคนบ้าๆ บอๆ ได้ด้วยความเต็มใจ จนชาวบ้านชาวเมืองที่มีสติสัมปชัญญะพากันเห็นว่าเรากลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ เสียแล้ว

อยากจะถามว่า อาการทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นอาการของคนที่พร่องในศีลแต่ละอย่างตามสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ถ้าท่านถูกกระทำอย่างนั้นทั้ง ๕ ข้อ หรือข้อใดข้อหนึ่ง ท่านจะมีความพอใจเพียงใดหรือไม่ ท่านคิดว่าคนที่ปกติทำอย่างนั้นเป็นสุภาพบุรุษหรือเป็นอันธพาลที่โลกประฌามว่าชั่วช้าสารเลว ขอให้ท่านตอบและเลือกเอาเอง ถ้าท่านเลือกเอาในปฏิปทาที่กล่าวมาแล้วแม้แต่ข้อเดียว ท่านก็อย่าเพ่อหวังฌานสมาบัติหรือมรรคผลเลย เพราะท่านเลวเกินไปกว่าที่จะเข้าถึงฌานสมาบัติหรือมรรคผลได้ ถ้าคิดว่าท่านเว้นความชั่วช้าเลวทรามอย่างนั้นได้เด็ดขาด จนมีความรู้สึกเป็นปกติธรรมดาไม่ต้องระมัดระวัง อย่างนี้ ท่านมีหวังดำรงอยู่ในฌานได้แน่นอน การที่มีคนพูดว่าฌานสมาบัติหรือมรรคผลในสมัยนี้ไม่ควรหวัง เพราะไม่มีใครจะบรรลุได้นั้น ไม่เป็นความจริงขอให้ท่านดีเท่าดีถึงเถิด ฌานและมรรคผลยังมีสนองความดีท่านอยู่เป็นปกติ ที่ไม่ได้ไม่ถึงแม้แต่ฌานโลกีย์ ก็เพราะแม้แต่ศีลที่เป็นความดีหยาบๆ ที่พระอริยะเจ้าเห็นว่าเป็นของเด็กเล่น ก็ไม่สามารถจะรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ จะเอาอะไรมาเห็นผี เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ นรกอันเป็นวิสัยของผู้ได้ฌาน เพราะศีลเป็นความดีในระยะต่ำก็ยังทรงไม่ได้ความมุ่งหมายเอาพระนิพพานก็ยิ่งไกลเกินไปที่จะหวังได้คนประเภทนี้ท่านกล่าวว่า แม้แต่ความฝันเห็นนิพพานก็ยังไม่เคยมี

เมื่อมีศีลเป็นปกติแล้ว ก็พยายามกำจัดนิวรณ์ ๕ ประการ แล้วทรงฌานตามที่ได้ศึกษา โดยมีพรหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์ คอยควบคุมรักษาจิตใจให้ชุ่มชื่น เป็นการประคับประคองศีล และฌานสมาบัติผ่องใสไม่บกพร่อง ระดับของสมาธิที่จะทรงฌาน ทรงญาณให้ดีเด่นบริบูรณ์ไม่บกพร่องต้องทำอย่างนี้ อันดับนี้เป็นฌานโลกีย์ ท่านที่นั่งคิดนอนฝันถึงพระนิพพานอย่างเพ่อท้อใจว่าการปฏิบัติตามลำดับอย่างนี้จะช้าเกินไปไม่ทันการ ขอบอกว่าท่านคิดว่าจะก้าวลัดตัดไปนิพพานให้เร็วกว่านี้ก็จงคิดว่าท่านไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านอาจเป็นพระศาสดาองค์ใหม่ที่บัญญัติกฎการปฏิบัติใหม่เอาเองเพราะพระพุทธเจ้ามีแนวปฏิบัติที่พระองค์ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทพระองค์สอนตามแนวนี้ ที่เขียนนี้ก็ลอกเอามาจากอุทุมพริกสูตร อันปรากฏมีมาในพระไตรปิฎกตามที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นเพียงการเตรียมการและการปฏิบัติระดับฌานโลกีย์เท่านั้น ถ้าจะปฏิบัติเพื่อมรรคผลและพระนิพพานท่านให้เตรียมการและปฏิบัติดังต่อไปนี้



บารมี ๑๐

ทาน ศีล เนกขัมมะ สัจจะ วิริยะ ปัญญา ขันติ เมตตา อธิษฐาน อุเบกขาทั้ง ๑๐ อย่างนี้เป็นบารมี ๑๐ อย่าง บารมี แปลว่า ทำให้เต็มไม่บกพร่อง ท่านที่หวังมรรคผลต้องบำรุงบารมีให้ครบถ้วนจนเป็นกิจประจำใจ ไม่ละเลยเหินห่างและบกพร่อง ต้องคิดต้องตรอง ประคับประคองไว้เป็นปกติ ดังจะอธิบายไว้พอเข้าใจ

๑. ทาน ทานแปลว่า การให้ นักปฏิบัติต้องมีจิตใจจดจ่อเพื่อการให้ด้วยจิตใจที่หวังการสงเคราะห์อยู่เป็นปกติ คิดไว้เสมอด้วยจิตที่ภาคภูมิว่า ถ้าการให้ด้วยการสงเคราะห์มีแก่เราเมื่อใดเมื่อนั้นความสบายสุขสันต์จะมีแก่เราอย่างหาสุขอื่นเปรียบมิได้ ในขณะใดท่านมีคนต้องการความสงเคราะห์ แต่เรางดเว้นการให้เสีย จะถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะคิดว่าเราพ่ายแพ้ต่อความตระหนี่ อันเป็นกิเลสตัวสำคัญที่เข้ามาเหนี่ยวรั้งใจ การให้นี้ต้องไม่พิจารณาบุคคลถึงสุขภาพและฐานะถือเอาเพียงว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเราก็ช่วยตามต้องการ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความทุกข์ความขัดข้องของเขา และไม่หวังการตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น

๒. ศีล ศีล แปลว่า ปกติ การรักษาอาการตามความพอใจของปกติชน ที่มีความปรารถนาอยู่เป็นสุข ไม่อยากให้ใครฆ่า หรือทำร้ายร่างกาย ไม่ต้องการให้ใครมายื้อแย่งทรัพย์สิน ไม่ต้องการให้ใครมาละเมิดความรัก ไม่ต้องการฟังคำพูดที่ไร้ความจริง และไม่ต้องการความคลั่งไคล้ด้วยการย้อมใจด้วยสุราเมรัย ที่ทำให้สติสัมปชัญญะฟั่นเฟือน เมื่อปกติของใจคนและสัตว์เป็นอย่างนี้ เราก็ไม่ทำลายปกติของความปรารถนาความพอใจของชาวโลก โดยไม่ละเมิดในสิ่งที่ปกติของจิตใจต้องการ ฉะนั้นศีลท่านจึงแปลว่า ปกติ คือรักษาอารมณ์ปกติของจิตใจของคนและสัตว์ ไม่ต้องการให้ได้รับความเดือดร้อน การรักษาศีลก็ต้องรักษาให้เข้าถึงใจ ไม่ใช่รักษาแต่เปลือกศีล การรักษาศีลต้องรักษาอย่างนี้ ไม่ละเมิดบทบัญญัติของศีล คือทำให้ศีลขาด ศีลด่าง ศีลพร้อย และศีลทะลุด้วยตนเอง ไม่แนะนำให้คนอื่นทำ และไม่ยินดีต่อเมื่อผู้อื่นทำแล้ว ต้องรักษาระดับนี้จึงจะเป็นศีลเพื่อมรรคผล

๓. สัจจะ สัจจะ แปลว่า ความตั้งใจจริง เราจะไม่ยอมเลิกละความตั้งใจเดิม แม้แต่จะต้องตายก็ตาม

๔. วิริยะ วิริยะ แปลว่า ความเพียร ความเพียรนี้ต้องมีประจำใจจริงๆ วิริยบารมีเป็นเครื่องควบคุมใจในเวลาที่จิตใจเกิดความท้อถอย ต้องตัดสินใจบากบั่นไม่พรั่นพรึงต่ออุปสรรคใด ๆ แม้จะต้องสิ้นลมปราณก็ตามที ในเมื่อเรานี้เป็นนักเสียสละ แม้แต่ชีวิตจะสูญสิ้นไป เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไปก็ตามที ถ้ามรรคผลนิพพานที่เราปรารถนานี้ยังไม่ปรากฏเพียงใด เราจะไม่ละความพยายามประพฤติปฏิบัติไปโดยไม่คำนึงถึงอุปสรรค

๕. เนกขัมมะ เนกขัมมะ แปลว่าการถือบวช หมายถึงการอดในกามารมณ์ อย่างที่ท่านทรงพรหมจรรย์ โดยตัดใจไม่ใยดีในอารมณ์ยั่วเย้าด้วยอำนาจกามฉันทะ คือความพอใจในกามารมณ์ คือไม่นิยมรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสเลิศ สัมผัสที่นิ่มนวลและการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี ด้วยเห็นว่าเป็นภัยใหญ่ของการปฏิบัติเพื่อมรรคผล โดยพิจารณาให้เห็นความเป็นทุกข์ของการที่มีความประสงค์อย่างนั้น ตัวอย่างของคนคู่มีความทุกข์ มีเป็นตัวอย่างดื่น ควรพิจารณาค้นคว้าให้เห็นด้วยตนเอง ถ้าทำตลอดกาลไม่ได้ก็ให้ปฏิบัติตัดกามารมณ์เป็นครั้งเป็นคราว จิตจะค่อยๆ ชินไปจนตัดใจได้เป็นปกติ

๖. ปัญญา ปัญญาแปลว่า ความรู้ ที่เกิดขึ้นจากการพินิจพิจารณา แปลว่า ความเฉลียวฉลาดก็ได้ ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นทุกข์ จนเกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่ายต่อการเกิดในชาติภพต่อไป จนกระทั่งได้สังขารุเปกขาญาณ คือไม่มีความหวั่นไหวในเมื่อความทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้นแก่สังขาร

๗. ขันติ ขันติ แปลว่าความอดทนหรืออดกลั้น ต่ออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวนให้เกิดความรักความโกรธ ความหลง มีความอดกลั้น อดทนเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้อารมณ์ฝ่ายชั่วเข้ามาล้างอารมณ์วิปัสสนาญาณได้

๘. เมตตา เมตตา แปลว่าความรักที่ปราศจากความใคร่ด้วยอำนาจกิเลส หมายถึงรักด้วยความปราณี ไม่มีอารมณ์ในส่วนของกิเลสเจือปน ทำจิตของตนให้มีความรักอย่างกว้างขวาง แม้แต่คนที่เคยประกาศตนเป็นศัตรูมาในกาลก่อน ถ้าเห็นหน้าเข้าเราก็มีจิตใจแช่มชื่นไม่ลำบาก ไม่มีการอาฆาตจองล้างจองผลาญ แต่กลับมีความเมตตาปราณีสงสารหวังสงเคราะห์ให้มีความสุขตามสมควรแก่อัตภาพ

๙. อธิษฐาน อธิษฐานแปลว่า ความตั้งใจมั่น คือเมื่อตั้งใจไว้แล้วเพียงใด จะไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากความตั้งใจเดิมเป็นอันขาด ทั้งนี้หมายถึงตั้งใจไว้ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าตั้งใจไว้เดิมผิดพลาด เมื่อพิจารณาทราบแล้ว แก้ไขให้ถูกต้องได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ตรงตามแนวปฏิบัติเพื่อมรรคผลไม่เสียอธิษฐาน ถ้าผิดแล้วขืนดันทุรังไม่ยอมแก้ไข กลายเป็นมานกิเลส เสียหายใหญ่

๑๐. อุเบกขา อุเบกขาแปลว่า ความวางเฉย หมายถึงเฉยต่ออารมณ์ที่เป็นทุกข์และเป็นสุขอันเป็นวิสัยของโลกีย์ คือ ไม่ยอมยินดียินร้ายต่ออารมณ์ของโลกวิสัย ทำจิตใจให้ว่างต่ออารมณ์ที่เป็นสุขและทุกข์อันเป็นโลกีย์วิสัยเสีย

บารมีทั้ง ๑๐ อย่างนี้ นักวิปัสสนาญาณต้องมีครบถ้วน แล้วต้องปฏิบัติได้เป็นปกติไม่ใช่ท่องจำได้ การปฏิบัติได้ก็ต้องเป็นไปตามความพอใจเป็นปกติ ไม่ใช่ฝืนใจ ถ้าบังคับใจ ฝืนใจอยู่ ก็เห็นจะยังนานหน่อยที่จะเข้าถึงมรรคผล ถ้าท่านเห็นว่า การประพฤติตามในบารมี ๑๐ นี้ เป็นปกติธรรมดาไม่มีอะไรหนักใจแล้ว ท่านก็เป็นคนที่ใกล้ต่อมรรคผลผู้หนึ่งเช่นเดียวกับท่านที่ได้บรรลุมรรคผลมาแล้วนั่นเอง



อุปกิเลสของวิปัสสนาญาณ ๑๐

ในขั้นวิปัสสนาญาณ เป็นกฎการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล ท่านก็ต้องมีการเตรียมเครื่องอุปกรณ์การปฏิบัติให้ครบถ้วนอย่างปฏิบัติขั้นฌานเหมือนกัน เมื่อท่านตระเตรียมในขั้นบารมี ๑๐ ชื่อว่าเป็นการเตรียมปูพื้นให้เรียบเพื่อเป็นพื้นฐานขั้นต้น เช่นเดียวกับการปรับปรุงศีลให้บริสุทธิ์ขั้นปฏิบัติฌานเมื่อท่านปรับปรุงบารมี ๑๐ เพื่อเป็นพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ต้องระวังการพลั้งพลาดในการเจริญวิปัสสนาอารมณ์จิตอาจจะข้องหรือหลงใหลในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนทำให้เสียผลในการกำจัดกิเลส เช่นเดียวกับจิตข้องในนิวรณ์ทำให้เสียกำลังสมาธิ ไม่ได้ฌานเช่นกัน อารมณ์กิเลสที่คอยกีดกันอารมณ์วิปัสสนาก็คืออารมณ์สมถะที่มีอารมณ์ละเอียดคล้ายคลึงวิปัสสนาญาณ ท่านเรียกว่าว่า อุปกิเลสของวิปัสสนา ๑๐อย่าง คือ

๑. โอภาส โอภาส แปลว่า แสงสว่าง ขณะพิจารณาวิปัสสนาญาณนั้น จิตที่กำลังพิจารณาอยู่จิตย่อมทรงอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ สมาธิระดับนี้ เป็นสมาธิเพื่อสร้างทิพยจักษุญาณ ย่อมเกิดแสงสว่างขึ้น คล้ายใครเอาประทีปมาตั้งไว้ใกล้ ๆ เมื่อปรากฏแสงสว่าง จงอย่าทำความพอใจว่าเราได้มรรคผลเพราะเป็นอำนาจของอุปจารสมาธิอันเป็นผลของสมถะ ที่เป็นกำลังสนับสนุนวิปัสสนาเท่านั้น ไม่ใช่ผลในวิปัสสนาญาณ

๒. ปีติ ปีติ แปลว่า ความอิ่มใจ ความปลาบปลื้มเบิกบาน อาจมีขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหลกายโยกโคลง กายลอยขึ้นบนอากาศ กายโปร่งสบาย กายเบา บางคราวคล้ายมีกายสูงใหญ่กว่าธรรมดามีอารมณ์ไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติอารมณ์ สมาธิแนบแน่นดีมาก อารมณ์สงบสงัดง่าย อาการอย่างนี้ไม่ใช่ผลของวิปัสสนา เป็นผลของสมถะ อย่าเข้าใจว่าบรรลุมรรคผล

๓. ปัสสัทธิ ปัสสัทธิ แปลว่า ความสงบระงับด้วยอำนาจฌาน มีอารมณ์สงัดเงียบ คล้ายจิตไม่มีอารมณ์อื่น มีความว่างสงัดสบาย ความรู้สึกทางอารมณ์ โลกียวิสัยดูคล้ายจะสิ้นไปเพราะความรักความโลภ ความโกรธ ความข้องใจในทรัพย์สินไม่ปรากฏ อาการอย่างนี้เป็นอารมณ์ของอุเบกขาในจตุตถฌาน เป็นอาการของสมถะ ผู้เข้าถึงใหม่ๆ ส่วนมากหลงเข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผล เพราะความสงัดเงียบอย่างนี้ตนไม่เคยประสบมาก่อน ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน อย่าด่วนตัดสินใจว่าได้มรรคผล เพราะมรรคผลมีฌานเป็นเครื่องรู้มีอยู่ ถ้าญาณเป็นเครื่องรู้ยังไม่แจ้งผลเพียงใด ก็อย่าเพ่อตัดสินใจว่าได้บรรลุมรรคผล

๔. อธิโมกข์ อธิโมกข์แปลว่า อารมณ์ที่น้อมใจเชื่อโดยปราศจากเหตุผล ด้วยพอได้ฟังว่าเราได้มรรคได้ผล ยังมิได้พิจารณาให้ถ่องแท้ก็เชื่อแน่เสียแล้ว ว่าเราได้มรรคได้ผล โดยไม่ใช้ดุลพินิจเป็นเครื่องพิจารณา อาการอย่างนี้ เป็นอาการของศรัทธาตามปกติ ไม่ใช่มรรคผลที่ตนบรรลุ

๕. ปัคคหะ ปัคคหะแปลว่า มีความเพียรกล้า คนที่มีความเพียรบากบั่นไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เป็นเหตุที่จะให้บรรลุมรรคผล แต่ถ้ามาเข้าใจว่าตนได้บรรลุเสียตอนที่มีความเพียรก็เป็นการที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ความพากเพียรด้วยความมุมานะนี้ เป็นการหลงผิดว่าได้บรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน

๖. สุข สุขแปลว่า ความสบายกายสบายใจ เป็นอารมณ์ของสมถะที่เข้าถึงอุปจารฌานระดับสูง มีความสุขทางกายและจิตอย่างประณีต ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต อารมณ์สงัดเงียบ เอิบอิ่มผ่องใส สมาธิก็ตั้งมั่น จะเข้าสมาธิเมื่อใดก็ได้ อารมณ์อย่างนี้เป็นผลของสมถภาวนา จงอย่าหลงผิดว่าได้มรรคผลนิพพาน

๗. ญาณ ญาณแปลว่า ความรู้อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจที่จิตมีสมาธิ จากผลของสมถภาวนา เช่น ทิพยจักษุฌาน เป็นต้น สามารถเห็นนรก สวรรค์ พรหมโลกได้ และรู้อดีต อนาคตปัจจุบันได้ตามสมควร เป็นผลของสมถะแท้ไม่ใช่ผลของวิปัสสนา เมื่อได้ เมื่อถึงแล้วอาจจะหลงผิดว่าได้บรรลุผลนิพพาน เลยเลิกไม่ทำต่อไป พอใจในผลเพียงนั้น ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะญาณที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นญาณในสมถะ ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ถ้าพอใจเพียงนั้นก็ยังต้องเป็นโลกียชน ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไป

๘. อุเบกขา อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย เป็นอารมณ์ในสมถะ คือ ฌาน ๔ ถ้ามาเข้าใจว่าความวางเฉยนี้เป็นมรรคผล ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ความจริงก็อาจคิดไปได้ เพราะคนใหม่ยังเข้าใจอารมณ์ไม่พอ ท่านจึงบอกไว้ให้คอยระวัง

๙. อุปปัฏฐาน อุปปัฏฐาน แปลว่า เข้าไปตั้งมั่น หมายถึงอารมณ์ที่เป็นสมาธิ มีอารมณ์สงัดเยือกเย็น ดังเช่นที่ท่านเข้าฌาน ๔ มีอารมณ์สงบสงัด แม้แต่เสียงก็กำจัดตัดขาดไม่มีปรากฏอารมณ์ใดๆ ไม่มี เป็นอารมณ์ที่แยกกันระหว่างกายกับจิตอย่างเด็ดขาด เป็นปัจจัยให้นักปฏิบัติเข้าใจพลาดว่าบรรลุมรรคผลก็เป็นได้ ความจริงแล้วเป็นฌาน ๔ ในสมถะแท้ๆ

๑๐. นิกกันติ นิกกันติแปลว่า ความใคร่ เป็นความใคร่น้อยๆ ที่เป็นอารมณ์ละเอียดไม่ฟูมาก ถ้าไม่กำหนดรู้อาจไม่มีความรู้สึก เพราะเป็นอารมณ์ของตัณหาสงบ ไม่ใช่ขาดเด็ดเป็นเพียงสงบ พักรบชั่วคราวด้วยอำนาจฌาน มีปฐมฌานเป็นต้น เข้าระงับ อารมณ์ตัณหาที่อ่อนระรวยอย่างนี้ ทำให้นักปฏิบัติเผลอเข้าใจว่าบรรลุมรรคผลนิพพานมีไม่น้อย แต่พอนานหน่อยฌานอ่อนกำลังลง พ่อกิเลสตัณหาก็กระโดดโลดเต้นตามเดิม อาการอย่างนี้ นักปฏิบัติก็ต้องระมัดระวัง

วิปัสสนาญาณที่พิจารณาต้องมีสังโยชน์เป็นเครื่องวัด และพิจารณาไปตามแนวของสังโยชน์เพื่อการละ ละเป็นขั้น เป็นระดับไป ค่อยละค่อยตัดไปทีละขั้น อย่าทำเพื่อรวบรัดเกินไป แล้วคอยระมัดระวังใจ อย่าให้หลงใหลในอารมณ์อุปกิเลส ๑๐ ประการ ท่านค่อยทำค่อยพิจารณาอย่างนี้ ก็มีหวังที่จะเข้าถึงความสุข ที่เป็นเอกันตบรมสุข สมความมุ่งหมาย



สังโยชน์ ๑๐

สังโยชน์ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ตกอยู่ในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่างด้วยกันคือ

๑. สักกายทิฏฐิ เห็นว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย และร่างกายคือเรา (คำว่าร่างกายในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕)
๒. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในคุณพระรัตนตรัย โดยคิดว่าอาจช่วยให้บรรลุผลไม่ได้จริง
๓. สีลัพพตปรามาส รักษาศีลแบบลูบๆ คลำๆ คือไม่รักษาศีลจริงจังเคร่งครัดตามสมควร
๔. กามฉันทะ มีจิตมั่วสุมหมกมุ่น ใคร่อยู่ในกามารมณ์เป็นปกติ
๕. พยาบาท มีอารมณ์ผูกโกรธ จองล้างจองผลาญเป็นปกติ
๖. รูปราคะ ยึดถือมั่นในรูปฌาน โดยคิดว่ารูปฌานเป็นคุณธรรมพิเศษ สูงสุดที่ทำให้พ้นจากวัฏฏะ
๗. อรูปราคะ ยึดมั่นในอรูปฌาน โดยคิดว่าอรูปฌานเป็นคุณพิเศษที่ทำให้พ้นจากวัฏฏะ
๘. มานะ มีอารมณ์ถือตัวถือตน ถือชั้นวรรณะเกินพอดี
๙. อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ครุ่นคิดอยู่ในอกุศล มีอกุศลวิตกเป็นอารมณ์
๑๐. อวิชชา มีความคิดเห็นว่า โลกามิสเป็นสมบัติที่ทรงสภาพไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สลายตัว


กิเลสทั้ง ๑๐ ประการนี้ ท่านเรียกว่า สังโยชน์ เพราะเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจของสัตว์ ผู้ข้องให้จมอยู่ในวัฏฏะ นักเจริญวิปัสสนาญาณต้องรู้ไว้ และพยายามกำจัดกิเลสทั้ง ๑๐ ประการนี้ให้เด็ดขาดไปเป็นขั้นๆ ตามกำลังของสมาธิและวิปัสสนาญาณ ผู้ใดกำจัดกิเลสนี้ได้ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ ท่านว่าท่านผู้นั้นได้บรรลุพระโสดาและพระสกิทาคา ถ้าตัดกิเลสได้ ๕ ข้อ คือ ข้อ ๑ ถึงข้อ ๕ ท่านว่าท่านผู้นั้นได้บรรลุพระอนาคามี ถ้าตัดกิเลสได้เด็ดขาดหมดทั้ง ๑๐ ข้อ ท่านผู้นั้นได้บรรลุพระอรหัตตผล การกำหนดรู้จุดหมายปลายทางเป็นระยะอย่างนี้ เป็นเหตุให้การปฏิบัติไม่หนักจนเกินไป และหวังผลสำเร็จได้แน่นอน ดีกว่าการกระทำแบบเดาสุ่ม ไม่รู้จุดหมายปลายทาง ทำแบบคลุมตาเดิน ทำไปตามความคิดเห็นและความเข้าใจ โดยไม่ทราบจุดหมาย คิดเอาแต่เพียงว่าจะไปพระนิพพานเท่านั้นเอง พระนิพพานเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ กิเลสที่จะละมีอะไรบ้างก็ไม่ทราบทำไปตามเขาว่า แล้วจะเอาจุดจบได้อย่างไร ความบรรลุและการปฏิบัติ เพื่อพระนิพพานหรือฌานโลกีย์ในพระพุทธศาสนา ท่านมีกำหนดจุดหมายปลายทางตามที่กล่าวมาแล้วนั้น

เมื่อท่านเตรียมพร้อมในการเจริญวิปัสสนาญาณ ศึกษาบารมี ๑๐ และมีจิตใจทรงบารมี ๑๐ ได้อย่างปกติ ไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว ต่อไปก็ศึกษาอุปกิเลส ๑๐ ประการให้เข้าใจ ระมัดระวังใจไม่ให้หลงผิดคิดว่า อารมณ์ในอุปกิเลส ๑๐ เป็นมรรคผล ต่อแต่นั้นไปก็เริ่มเจริญวิปัสสนาญาณ โดยในระยะแรก ท่านให้ชำระศีลให้บริสุทธิ์แล้วเข้าสมาธิดำรงฌาน ถ้าเข้าถึงฌาน ๔ ได้ก็เข้าฌาน ๔ ถ้ามีสมาธิไม่ถึงฌาน ๔ ก็เข้าสมาธิตามกำลังที่ได้เข้าสมาธิจนอารมณ์สงบดีแล้ว ก็ถอยสมาธิมาหยุดอยู่ที่อุปจารสมาธิ แล้วพิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยวิปัสสนาญาณ เริ่มพิจารณาตามลำดับที่ ๑ ก่อน จนมีอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นตามองค์วิปัสสนาญาณนั้นโดยที่จิตจะไม่ฟั่นเฟือน แล้วจึงค่อยๆ เลื่อนอารมณ์มาพิจารณาในญาณที่ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ และถอยหลังเป็นอนุโลมปฏิโลม ที่ท่านเรียกว่าสัจจานุโลมิกญาณ เมื่อขณะพิจารณาวิปัสสนาญาณนั้น ถ้าเห็นว่าอารมณ์จะฟุ้งซ่าน ท่านให้หยุดพิจารณาในวิปัสสนาญาณเสีย เข้าฌานตามกำลังสมาธิใหม่ พอให้จิตใจตั้งอยู่ในสมาธิ เป็นอุเบกขารมณ์แล้ว จึงค่อยๆ คลายสมาธิหยุดอยู่ที่อุปจารฌานแล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณใหม่ ทำอย่างนี้เป็นปกติ การพิจารณาวิปัสสนาญาณก็อย่าเร่งรัดรีบร้อน ถ้าพิจารณาข้อใดจิตใจยังปลงข้อนั้นไม่ตกจนเป็นเอกัคคตารมณ์ คือเกิดความคิดเห็นเป็นเช่นนั้นจริงจัง จนเกิดความเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ แล้ว ก็อย่าย้ายไปพิจารณาข้อต่อไปเป็นเด็ดขาด ถ้าพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงข้อเดียว ข้อต่อไปก็ไม่มีอะไรเสียเวลา พอเริ่มพิจารณาก็มีอารมณ์รู้แจ้งเห็นจริงทันที การพิจารณาอย่างนี้ เสียเวลาไม่นาน ก็จะเข้าถึงโคตรภูญาณแล้วได้มรรคผลตามที่ตนตั้งใจปรารถนาไว้




ควรกำหนดการละเป็นข้อๆ

เพื่อไม่ให้ยุ่งยากฟั่นเฝือ การพิจารณาวิปัสสนาญาณควรมุ่งตัดกิเลสเป็นตอนๆ ไปถ้าตอนใดคิดว่าจะละให้เด็ดขาดก็ยังละไม่ได้ ก็ไม่ย้ายข้อที่ตั้งใจจะละต่อไปในข้ออื่น ต้องย้ำซ้ำๆ ซากๆ อยู่ในข้อนั้น จนเห็นว่าตัดได้เด็ดขาดไม่กำเริบแล้ว จึงเลื่อนไปพิจารณาละข้อต่อไปอย่าทำแบบสุกเอาเผากิน คราวเดียวมุ่งละหมดทั้ง ๑๐ หรือคราวละหลายๆ ข้อ ถ้าทำอย่างนั้นจะกลายเป็นพวกโมฆกรรม คือทำไม่ได้ผลไป จงอย่าใจร้อน เพื่อผลแน่นอนในการปฏิบัติ

หวังในพระโสดาบัน

ระดับแรกควรหวังในพระโสดาบันก่อน ด้วยคิดว่าอย่างน้อย แม้ไปพระนิพพานยังไม่ได้ ก็พ้นอบายภูมิก็พอใจมากแล้ว แล้วกำหนดการละสักกายทิฎฐิก่อน พิจารณาให้เห็นชัด มีอารมณ์เป็นหนึ่งแน่วแน่ว่า ร่างกาย คือ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา มีอารมณ์รู้แจ้งเห็นจริง ไม่หวั่นไหวในเมื่ออันตรายจะเกิดแก่ ขันธ์ ๕ มีอารมณ์เป็นปกติไม่ประหวั่นพรั่นพรึง แล้วจึงเลื่อนไปกำหนดละสังโยชน์ที่ ๒

คือพิจารณาให้เห็นคุณพระรัตนตรัย โดยเห็นด้วยใจอันเต็มไปด้วยศรัทธาแท้และเห็นด้วยปัญญาว่า พระรัตนตรัยมีคุณประเสริฐจริงๆ เราจะรู้บาปบุญคุณโทษได้ก็เพราะพระรัตนตรัยเป็นเหตุ จนจิตมีความเคารพมั่นคงดำรงความนอบน้อมในคุณพระรัตนตรัยเป็นเหตุ จนจิตมีความเคารพมั่นคงดำรงความนอบน้อมในคุณพระรัตนตรัยจริง ๆ ไม่ยอมกล่าววาจาล่วงเกิน แม้แต่จะพูดเล่นๆ ว่า พระพุทธ ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม ไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่พระสงฆ์ แม้พูดเล่นๆ โดยไม่คิดปรามาสก็ไม่ยอมพูด ทั้งนี้เพราะเคารพด้วยความจริงใจ จนจิตมั่นคงเป็นอารมณ์

ต่อไปก็เริ่มวิจัยในสังโยชน์ที่ ๓ คือปรับปรุงศีล ตั้งใจกำหนดรักษาศีล จนรักศีลยิ่งกว่าชีวิต โดยกำหนดจิตรักษาศีลโดยมั่นคง อย่านั่งคิดนอนตรองเฉยๆ ต้องรอการประสบการณ์ด้วยเมื่อประสบการณ์เกิดขึ้น จนคิดว่านี้ถ้าเป็นในกาลก่อนแต่นี้ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้ปรากฏ เราเห็นจะยั้งใจไม่ไหว แต่นี่ถูกรุกรานขนาดนี้ อารมณ์ใจยังแจ่มใส เสมือนไม่มีอะไรมากระทบใจ ถ้าอารมณ์จิตใจเป็นอย่างนี้ จัดว่าพอใช้ได้แล้ว

ละสังโยชน์สามอย่างนี้ได้แน่นอน ท่านว่าได้บรรลุพระโสดาบัน ถ้าละเอียดไปอีกนิดก็บรรลุ พระสกิทาคามี คงละสังโยชน์ได้สามเท่ากัน แต่ตอนที่ได้พระสกิทาคามี มีอารมณ์ละเอียดมากว่าพระโสดาที่เห็นได้ชัดก็คือ อารมณ์ที่ใคร่ในกามคุณ เกือบหาความรู้สึกมิได้ เพราะมีอารมณ์ สงบสงัดจากกามคุณมาก บางท่านคิดว่าได้บรรลุพระอนาคามี

ต่อไปก็มุ่งกำจัดสังโยชน์ ๔ พิจารณาโทษของกามคุณ ตั้งจิตกำจัดให้เด็ดขาดและละพยาบาทจิตที่คิดประทุษร้าย จนจิตระงับไปเป็นเอกัคคตารมณ์ คือกามคุณไม่มีในความรู้สึกอวัยวะสืบพันธุ์สงบระงับ มีอารมณ์ผ่องใส เห็นกามคุณเสมือนเห็นซากศพ เห็นคนที่เคยเป็นศัตรูกันมีจิตเมตตาคล้ายเห็นบุตรสุดที่รัก อย่างนี้ท่านว่าได้บรรลุพระอนาคามีผล

ต่อไปก็ตั้งใจละรูปราคะ คือกำหนดรู้ชัดว่า รูปฌานเป็นกำลังสมาธิที่ช่วยวิปัสสนาญาณกำจัดกิเลส มิใช่ว่ารูปฌานเป็นตัวมรรคผล ไม่หลงว่าดีเลิศในขณะที่ทรงอยู่ในรูปฌาน

กำหนดรู้ชัดในอรูปฌานว่า ไม่ใช่ตัวมรรคผล เป็นสมาธิที่เป็นกำลังสนับสนุนวิปัสสนาญาณให้มีกำลังกำจัดกิเลสโดยรวดเร็ว ไม่ยับยั้งการปฏิบัติแต่เพียงเท่านั้น มุ่งเจริญวิปัสสนาญาณเพื่อมรรคผลนิพพานต่อไป

กำหนดตัดอุทธัจจะ คือจิตที่คิดพล่านไปในส่วนที่เป็นอกุศล บังคับอารมณ์ของตนให้ตั้งอยู่ในกุศลวิตก ด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณ

ตัดมานะ ความถือชั้นวรรณะ อันเป็นการยึดถือที่ไม่ถูกไม่ควรเสีย ทำจิตรู้ตามความเป็นจริงด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณ

ละอวิชชา ด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณเสียได้ คำว่า อวิชชานี้ แปลว่า ไม่รู้ เคยถกเถียงสอบถามมาหลายท่านว่า อวิชชามีความจำกัดเพียงใด ในสมัยยังศึกษานักธรรมอยู่ หาคนแก้ให้ฟังไม่ได้ ต่อมาได้ตรวจดูในพระไตรปิฎก พบว่า อวิชชา ท่านหมายเอาอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ไม่รู้ตามความเป็นจริง และอุปาทานนี้มีคำจำกัดอยู่ ๒ คำ คือ ฉันทะ และราคะ ท่านหมายเอาว่า อุปาทานนี้ก็ได้แก่ ฉันทะ ความหลงใหลใฝ่ฝันในโลกามิสทั้งหมด มีความปรารถนา มีความพอใจในสมบัติของโลก โดยมิได้คิดว่าสมบัติของโลกนี้มันมีอันที่จะต้องสลายฉิบหายไปในที่สุดราคะ มีความกำหนัดยินดีในสมบัติของโลกด้วยอารมณ์ใคร่ในกิเลส ฉะนั้น การกำจัดอวิชชาหรืออุปาทาน ท่านก็ให้พิจารณาเห็นว่าสมบัติของโลกไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา เราไม่มีในสมบัติของโลก สมบัติของโลกไม่มีในเรา จนมีอารมณ์ไม่ยึดถืออะไร เป็นอารมณ์มีอยู่ก็เป็นเสมือนไม่มีจิตไม่ผูกพันเกินพอดี มีใช้ก็ใช้ เมื่อมันอันตรธานไปก็ไม่เดือดร้อนเท่านี้พอแล้วมีอารมณ์เหือดแห้งในโลกามิส มีจิตชุ่มชื่นต่ออารมณ์ในพระนิพพาน เห็นอะไรใจไม่ข้อง ไม่เศร้าหมองเดือดร้อนในอารมณ์ที่เป็นโลกวิสัย มีความสุขใจเป็นที่สุด หมดพันธะผูกพันในอารมณ์ต่างๆ ทั้งสิ้น เท่านี้ท่านจัดว่าหมดภาระหน้าที่ ที่จะต้องแสวงหาภพเป็นที่เกิดต่อไป

อารมณ์วิปัสสนาญาณมีว่าอย่างไร อะไรบ้างนั้น ขอได้โปรดดูตอนท้ายหนังสือนี้ ตอนที่กล่าวด้วยวิปัสสนาญาณ ที่กล่าวพาดมาถึงเรื่องราวในการปฏิบัติวิปัสสนาญาณก็กล่าวไว้พอเป็นแนวปฏิบัติเท่านั้น การที่จะปฏิบัติจริงและถูกต้องตามแบบตามแผนต้องอ่านในตอนที่ว่าด้วยสมถะและวิปัสสนาซึ่งจะเขียนต่อไป

ที่มา เวปพลังจิต


ทำนองเพลง ลาวม่านแก้ว



Create Date : 29 มิถุนายน 2553
Last Update : 29 มิถุนายน 2553 21:09:22 น. 44 comments
Counter : 880 Pageviews.

 
ห่างหายมิตรสหายไปเลยค่ะท่านไผ่สีทองผู้พลิ้วไหว


เนื้อหาวันนี้ยาวมากคุณแคทตาลายแล้วค่ะท่าน

แวะมาราตรีสวัสดิ์ก่อนนะค่ะ
แล้วจะมาอ่านเนื้อหาที่มากด้วยประโยชน์ค่ะท่าน

มีความสุขมากมากนะค่ะ




โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 29 มิถุนายน 2553 เวลา:21:32:13 น.  

 
สวัสดีครับพี่ไผ่

ราตรีสวัสดิ์ครับพี่




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 มิถุนายน 2553 เวลา:22:05:04 น.  

 

หายไปนานเชียวนะคะ
คิดว่าคงสบายดี..
ตอนนี้มีสามธิกับบอลอยู่ค่ะ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 29 มิถุนายน 2553 เวลา:23:36:15 น.  

 
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ พี่ไผ่

เนื้อหายาวมากกกก
กะให้อ่านเป็นเดือนรึไงคะ
เอ..หรือเป็นกุศโลบาย ว่าจะอัพเดือนล่ะครั้ง


โดย: พ่อระนาด วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:0:02:48 น.  

 
สวัสดีค๊าพี่ไผ่

สบายดีรึป่าว คิดถึง
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


โดย: mastana วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:0:02:54 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ไผ่
ญี่ปุ่นแพ้ชะละ

หยุดทำภารกิจก็พักผ่อนเยอะๆนะค่ะ
ฝันดีค่ะ


โดย: นุ่มณอ่อนนุช วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:0:08:49 น.  

 
Spain VS Portugual 1:0
David Villa เป็น Hero ของ Spain เป็นลูกที่ 4 ของ Tournament นี้ เท่ากับ Gonzalo Higuain ของ Agrentina


โดย: cengorn วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:3:42:23 น.  

 
เจริญธรรมยามเช้านะโยมไผ่
เรื่องน้อยใหญ่ปานกลางให้วางเสีย
หยุดสังโยชน์ละได้ก็หายเพลีย
แล้วค่อยเคลียร์ทีละคนหายหม่นทรวง....(อิอิ)

อรุณสวัสดีจ้าโยมไผ่
ว่าจะทักธรรมดาไหกลายเป็นกลอนได้น้อ..!




โดย: คนสาธารณะ วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:6:55:07 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


สวัสดีวันพุธวันสุดท้ายของเดือนค่ะคุณไผ่


โดย: ดอกฝิ่นในสายลมหนาว วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:7:18:52 น.  

 
สวัสดีค่ะ..
สบายดีนะคะ..


โดย: อาลีอา วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:7:25:02 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ไผ่ หายไปนานเลยนะคะ แต่หวานว่าหวานหายไปก่อนนะคะ ใช่ป่าวน๊อแหะๆ ยังไงก็ขอบคุณนะคะ ที่ยังคิดถึงน้องคนนี้ค่ะ เอ....รู้สึกเนื้อหาคราวนี้จะดูเยอะๆไปมากนะคะ รึว่าจะอัพเดือนละครั้งจริงๆคะ ห้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


โดย: ณรินทร์รัตน์ชนา วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:7:29:09 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่ไผ่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:7:46:42 น.  

 
สวัสดีตอนเช้าครับ


โดย: อัสติสะ วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:7:48:49 น.  

 
ต้องขอขอบคุุณ
เท่าที่ได้ลองทำมั่วๆ
รู้สึกว่า
ในขณะที่เรากำลังทำสมาธิอยู่นั้น
ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา มันก็มาพร้อมหน้ากันอยู่แล้วนะ

แต่จะได้ผล
หรือไม่ได้ผลนั้น

อยู่ที่เรารักษาอารมณ์ต่างหาก


"ธรรมะ............ขี้โม้ 2.0"
//www.pantip.com/tech/coffee/topic/JX2893917/JX2893917.html


โดย: lee sonchot IP: 116.197.202.136 วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:10:38:47 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณหมึก..

จะพยายามฝึกจิตนะค่ะ..

ไม่รู้ว่า จะไปได้สักกี่น้ำ

มันอยู่ที่จิตที่ว๊อกแว๊กของอ้อมแอ้มเองนะค่ะ

เมื่อคืนเสียดายญี่ปุ่นจัง..แพ้ลูกโทษ

ช่วงนี้เลยพักยก นอนเอาแรงก่อน

อีก 2 วันค่อยมาเชียร์กันใหม่นะค่ะ


Bebês






โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:11:00:35 น.  

 
เชิญคุณไผ่ไปอนุโมทนาบุญด้วยกันที่บล็อกค่ะ

คลิกเลยค่ะ


ดีใจที่คุณไผ่กลับมาเขียนเรื่องของหลวงพ่ออีกครั้งค่ะ




โดย: addsiripun วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:12:47:01 น.  

 
สวัสดียามบ่ายครับคุณไผ่


โดย: JohnV วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:13:52:32 น.  

 
สวัสดีค่ะ..พี่ไผ่

หายไปตั้งนานแน่ะ..สบายดีรึเปล่าค่ะ

ดูฟุตบอลกะเค้ารึเปล่า...เชียร์ใครเอ่ย?


โดย: nootikky วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:20:36:53 น.  

 
สวัสดีทักทายค่ะพี่ไผ่



โดย: โซดาบ๊วย วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:22:18:44 น.  

 
สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณไผ่


โดย: redclick วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:7:05:57 น.  

 
กลับมาแล้วเหรอคะทิดไผ่ อิอิ
เที่ยวนี้ไปซะนานเลย 55..
แพทก็กะลังงานเข้าเลยง่ะ
ไม่รู้เมื่อใหร่งานจาออกไปซะที


คุณแมกซ์ก็คอมป่วยอยู่ง่ะ
โดนไวรัสคราวก่อนเลยรีไซท์ภาพไม่ได้
ลองให้โหลดโปรแกรมใหม่แล้วไม่รู้ทำได้เปล่า
พี่ไผ่มีโปรแกรมรีไซด์อะไรเด็ดๆ
ไปบอกคุณแมกซ์ด้วยน้า...


โดย: ตัวp_box วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:9:33:53 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณไผ่

ไม่ค่อยได้คุยกันเลยช่วงนี้
คุณไผ่สบายดีนะคะ


โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:4:37:21 น.  

 
สวัสดีค่ะ ^^
ขอบคุณมากนะคะ ที่แวะไปเยี่ยมที่บ้าน
ไม่ได้เข้ามา up blog นานมากเลยช่วงนี้
แต่หลังจากนี้ คงจะแวะเวียนมาปกติค่ะ



็Happy Day and Take care. ^^


โดย: NateUnbreakable วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:7:14:43 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณหมึก..

เตรียมตัวดูบอลเต็มที่ค่ะ..

ไม่รู้จะเชียร์ใครดี ระหว่างฮอลแลนด์กะบราซิล


Bebês







โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:12:50:16 น.  

 
ส่งความสุขให้คุณไผ่ท่ามกลางสายฝนเย็นฉ่ำ แถวบ้านตกบ้างไหมครับ ที่ภูเก็ตตกติดต่อกันทุกวันมากว่า 2 อาทิตย์แล้ว


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:14:52:53 น.  

 

พี่ไผ่ พรุ่งนี้จะไปวัดแล้ว

ขับคันนี้ไปส่งหน่อยน๊า

อยากนั่ง อยากนั่ง




โดย: นุ่มณอ่อนนุช วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:19:34:16 น.  

 
..ไปทักทายนิดเดีย..หายตัวอีกแล้วอะ..คืนนี้อย่าลืมเชียร์บอลนะคะ..คุณพี่ไผ่..Photobucket


โดย: อ๋อซ่าส์ วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:20:00:44 น.  

 

อ่านมาทั้งหมดนี่ก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง รวมทั้งสงสัย และ ท้อใจ
แต่ก็ไม่เคยหมดศัทธา
ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเลย

...การให้อภัยนั้นทำได้ไม่ยาก
แต่สิ่งที่ยากกว่า..คือการที่ต้องให้อภัย
แก่คนที่คิดทำร้ายเราตลอดเวลา...




โดย: ขึ้น15ค่ำ วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:55:49 น.  

 
คุณที่หาย ๆ ไปหลายวันนี่แอบไปปฏบิติธรรมหรือเปล่านี่ อิอิ

ราตรีสวัสดิ์จ้า


โดย: maxpal วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:56:35 น.  

 
Brazil แพ้ Holland 2-1
ลูกกลมๆอะไรก็เกิดขึ้นได่



เพราะฉะนั้น
ชาวArgentina นัดเจอกับชาวGerman"บนถนนข้าวสาร
คืนวันเสาร์นี้ 3 กค.2553


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:23:30:17 น.  

 



สวัสดีคะ แวะมาทักทายในวันหยุด
พร้อมดอกกุหลาบนี้ด้วยจ้า



โดย: หน่อยอิง วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:47:45 น.  

 


สวัสดีค่ะ พี่ไผ่




โดย: พธู วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:14:03 น.  

 
สวัสดีค่ะ

อ่านเรื่องพร่องในศีลแล้ว รู้สึกว่าคนสมัยนี้ใช้ชีวิตด้วยความมัวเมาอยู่พอสมควรนะคะ



เวลาไม่ทำอะไรตามที่สังคมเขาทำกัน ก็รู้สึกแปลก ๆ ที่ถูกมองเหมือนกันค่ะ


ต้องใจเด็ดเดี่ยวจริง ๆ นะ


โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:9:40:48 น.  

 
แวะมาส่งความคิดถึงในวันหยุดค่ะพี่ไผ่

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: sawkitty วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:27:58 น.  

 
สวัสดีค่ะ.คุณหมึก.

แวะเอารูปน้องที่ทำงานมาให้ดู..

ที่สวมกุงเกงเอว52นิ้ว ไม่ได้

ยังหาคนสวมกุงเกง 2ตัวไม่ได้เลยค่ะ

ทำไงดีล่ะ..




4 ทีมสุดท้าย ใครจะได้เป็นแชมป์นะ

รอลุ้นอยู่ค่ะ..(^^)


โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:20:15:52 น.  

 



สพุเพ ตสนุติ ทณุฑสุส สัตว์ทั้งหมดกลัวโทษทัณฑ์
สพุเพ พายนุติ มจุจุโน สัตว์ทั้งหมดกลัวความตาย
อตุตานิ อุปมัง กตุวา เปรียบตัวเองกับผู้อื่นอย่างนี้แล้ว
น หเนยุย น ฆาตเย ก็ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรสั่งให้คนอื่นฆ่า

สุขกามานิ ภูตานิ
โย ทณุเฑน วิหึสติ สัตว์ทั้งหลายปราถนาความสุขทั้งนั้น

เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด
ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขา
และตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา
ท่านอาจตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

**อับราฮัม ลินคอน **

ผู้ใดเอื้อเฟื้อเกื้อหนุน จะแทนคุณจนกว่าจะอาสัญ
แม้นไม่มีสิ่งใดจะให้ปัน ก็จะหมั่นสรรเสริญเจริญคุณ

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงยกเอา ส่วนดี เขามีบ้าง
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ของ เขาเลย ฯ

ความทุกข์สอนอะไรให้เราได้ดีกว่าความสุข
สุข... พาให้หลงระเริงเผลอเพลินไป กลายเป็นประมาท
ทุกข์.. ทุกข์ทำให้ตื่นระวังตัวตั้งสติ สู้ปัญหา

ในพระนี้คุณแคทคิดห่างหาย
แต่ด้วยความรู้สึกนึกคิดในใจระลึกถึง

ขออโหสิทุกอย่างที่เกิด
และอนุโมทนาบุญมายังมิตรที่แสนดี





แวะมาราตรีสวัสดิ์ค่ท่านหมึกสีดำ
คุณแคทห่างหายจังเลยด้วยภาระกิจแสนยุ่ง
แต่พระนี้ระลึกถึงมิตรคนนี้เสมอ

นอนหลับฝันดีนะค่ะท่าน
แคทรียา


ปล..คุณแคทจะลองนั่งกรรมฐานดูบ้างค่ะ
แต่ดูแล้วสงบยากจัง



โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:21:36:56 น.  

 
สวัสดีค่ะ
มาส่งคุณไผ่เข้านอน ฝันดีนะคะ



โดย: addsiripun วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:36:15 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่ไผ่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:7:27:05 น.  

 
บอกให้เอารถแรง....ไปส่ง
แค่นี้....ทำงง
ปล่อยให้น้อง...ปลง
เดินลง....จากรถไฟ





โดย: นุ่มณอ่อนนุช วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:54:50 น.  

 
สาธุ .. มาขออนุโมทนาบุญด้วยจ๊ะ


โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:18:02:11 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณไผ่


ป้าไม่ได้แวะมานาน คุณไผ่สบายดีนะคะ


ช่วงนี้เน็ตป้ามีปัญหามากค่ะ คือส่วนใหญ่จะเปิดไม่ได้
ยิ่งเข้าบล็อกยิ่งยาก ภาพและสัญลักษณ์ต่างๆจะไม่ขึ้นเลย
คอมเมนท์แล้วกว่าจะส่งได้ต้องลุ้นกันสุดๆ


โทรไปแจ้งศูนย์2-3ครั้งแล้วก็ยังงั้นๆ
ปรึกษาหมอคอมเผื่อมีไวรัสจะให้ช่วยจัดการเขาก็ว่าไม่มีไวรัส
ชักเหนื่อย…..ไม่รู้จะทำไงดีค่ะ…….ขอมาบ่นแถวๆนี้แล้วกัน
เฮ้อออออออออออออ




โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:18:15 น.  

 
พี่ไผ่สบายดีเป่า
งานยุ่งเหรอคะ
พักผ่อนและรักษาสุขภาพด้วยนะคะ..



โดย: ตัวp_box วันที่: 6 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:54:12 น.  

 
PhotobucketPhotobucket


โดย: อ๋อซ่าส์ วันที่: 6 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:19:14 น.  

 
แวะมาเยี่ยมค่ะ
คุณไผ่สบายดีนะคะ


โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 7 กรกฎาคม 2553 เวลา:4:18:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หมึกสีดำ
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add หมึกสีดำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.