สวัสดีทุกท่านครับ หวังว่าบล็อกนี้จะมีประโยชน์แก่ท่านที่เข้ามาชมบ้าง ไม่มากก็น้อย สิ่งใดที่ไม่ถูกไม่ควรก็เสนอแนะได้ครับ...

 
กันยายน 2558
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
5 กันยายน 2558
 

ประวัติพระควัมปติ หรือภควัมบดี



พระควัมปติเถระ เป็นหนึ่งในพระมหาเถระลำดับแรก ๆ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้รับการบรรพชาโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยได้รับการบวช จากพระบรมศาสดา ต่อจากพระยสเถระ ถ้าถือตามลำดับชื่อที่ปรากฏในพระบาลีท่านก็เป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๑๐ ของโลก

พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระองค์ ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ดังนี้

บุรพกรรมในสมัยพระสิขีพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า ได้พบท่านได้เห็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี แล้วบังเกิดมีใจเลื่อมใส จึงได้ทำการบูชาพระบรมศาสดาพระองค์นั้นด้วยดอกอัญชันเขียว ด้วยบุญกรรมนั้น เมื่อท่านสิ้นชีวิตแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลก

บุรพกรรมในสมัยพระโกนาคมนพุทธเจ้า
ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะ ท่านได้กระทำบุญไว้มากอย่าง เช่นให้สร้างฉัตร และไพรที ไว้บนเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

บุรพกรรมในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ท่านก็บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ตระกูลนั้นได้มีฝูงโคเป็นอันมาก จึงต้องมีพวกนายโคบาลก็เฝ้ารักษาฝูงโคนั้น มาณพผู้เป็นนายผู้นี้ก็ต้องเที่ยวตรวจดูการทำงานที่พวกนายโคบายทั้งหลายทำอยู่ วันหนึ่งขณะที่ออกตรวจงานอยู่นั้น ท่านก็ได้เห็นพระเถระผู้ขีณาสพรูปหนึ่ง ซึ่งเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้าน แล้วทำภัตกิจอยู่นอกหมู่บ้าน ณ บริเวณแห่งหนึ่งทุก ๆ วัน ท่านเกรงว่า พระคุณเจ้าคงจะลำบากเพราะความร้อนของแดด จึงให้สร้างมณฑปด้วยไม้ซึกถวายแก่ท่านพระขีณาสพรูปนั้น อรรถกถาบางเล่มกล่าวว่า ท่านปลูกต้นซึกไว้ใกล้มณฑป พระเถระจึงนั่งใต้ต้นซึกนั้นทุก ๆ วันเพื่อจะ อนุเคราะห์เขา

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว บังเกิดในวิมานชั้น จาตุมหาราชิกะ ใกล้ประตูวิมานก็บังเกิดป่าไม้ซึกใหญ่อันระบุถึงกรรมเก่าของเขา และมีดอกไม้ประเภทอื่นอื่นที่เต็มไปด้วยสีและกลิ่น เข้าไปช่วยเสริมความงามทุกฤดูกาล ด้วยเหตุนั้น วิมานนั้นจึงปรากฏนามว่า "เสรีสกวิมาน" เทวบุตรนั้นท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง

กำเนิดเป็นควัมปติมาณพในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านเกิดเป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆ มา ในพระนครพาราณสี มีชื่อว่า ควัมปติ เป็นหนึ่งในบรรดาสหายผู้เป็นคฤหัสถ์ทั้ง ๔ ของ ยสกุลบุตรผู้ เป็นบุตรของนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวปายาส ผสมน้ำนมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าในเช้าวันวิสาขปุรณมี เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงตัดสินพระทัยเลิกกระทำทุกรกิริยา และในคืนนั้นก็ทรงบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของพระยสออกบรรพชา
สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของท่านพระยส คือ วิมล ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ ควัมปติ ๑ ซึ่งเป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆ มา ในพระนครพาราณสี ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตรปลงผมและผนวช นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว ครั้นทราบดังนั้นแล้วได้ดำริว่า ธรรมวินัยและบรรพชาที่ยสกุลบุตรที่กระทำลงไปนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส ท่านจึงพาสหายคฤหัสถ์ทั้ง ๔ นั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหายของข้าพระองค์เหล่านี้

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทรามและความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา พวกเขาก็บรรลุโสดาบัน ณ ที่นั่งนั้นเอง จากนั้นท่านทั้ง ๔ จึงได้ทูลขอบรรพชา อุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาค.พระผู้มีพระภาคจึงทรงโปรดประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ท่านทั้ง ๔ โดยทรงตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านทั้ง ๔ เหล่านั้น

ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.บรรลุเป็นพระอรหันต์

สมัยนั้น จึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์

พระควัมปติเถระแสดงฤทธิ์หยุดกระแสน้ำ
พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ในอัญชนวัน เมืองสาเกต ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังเมืองสาเกต แล้วประทับอยู่ในพระวิหารอัญชนวัน เสนาสนะไม่พอ อาศัย ภิกษุเป็นอันมากพากันนอนที่เนินทราย ริมน้ำสรภู ใกล้ ๆ พระวิหาร ครั้งนั้น เมื่อห้วงน้ำหลากมาในเวลาเที่ยงคืน พวกสามเณรเป็นต้น ส่งเสียงร้องดังลั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุนั้นแล้ว สั่งท่านพระควัมปติไปว่า ดูก่อนควัมปติ เธอจงไปสะกด (ข่ม) ห้วงน้ำไว้ เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายอยู่อย่างสบาย พระเถระรับพระพุทธดำรัสว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วสะกดกระแสน้ำให้หยุดด้วยกำลังฤทธิ์ ห้วงน้ำนั้นได้หยุดตั้งอยู่ดุจยอดเขา แต่ ไกลทีเดียว จำเดิมแต่นั้นมาอานุภาพของพระเถระ ได้ปรากฏแล้วในโลก

ครั้นวันหนึ่ง พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระเถระ นั่งท่ามกลางเทวบริษัทจำนวนมาก แล้วแสดงธรรมอยู่ เมื่อจะทรงสรรเสริญพระเถระ เพื่อประกาศคุณของท่าน ด้วยความอนุเคราะห์สัตวโลก จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาว่า

"เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พากันนอบน้อมพระ ควัมปติ ผู้ห้ามแม่น้ำสรภุให้หยุดไหลได้ด้วยฤทธิ์ ไม่ติดอยู่ในกิเลสและตัณหาใด ๆ ไม่หวั่นไหวต่ออะไร ทั้งสิ้น เป็นผู้ผ่านพ้นเครื่องข้องทั้งปวง เป็นมหามุนี เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ดังนี้"

ในการแสดงฤทธิ์หยุดกระแสน้ำของพระเถระในครั้งนั้น เป็นเหตุให้มาณพผู้หนึ่งชื่อว่า มหานาค ซึ่งได้เห็น ได้เกิดศรัทธา จึงขอบวชในสำนักของพระเถระ ต่อมาท่านมหานาคเถระก็ได้บำเพ็ญเพียรจนได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง

พระควัมปติเถระกับปายาสิเทวบุตร
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านพระกุมารกัสสปะพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ไปถึงเสตัพยนคร ได้เทศนาโปรดพระยาปายาสิผู้เข้าไปหาท่านในนครนั้น จากมิจฉาทิฏฐิ ให้ดำรงอยู่ใน สัมมาทิฏฐิ จำเดิมแต่นั้นมา พระยาปายาสิก็เป็นผู้ขวนขวายในบุญ แต่เมื่อถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านได้ถวายทานโดยไม่เคารพ เพราะมิได้เคยสร้างสมในทานนั้น ในเวลาต่อมาทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดใน เสรีสกวิมานในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช

ดังที่ได้เล่ามาแล้วในตอนต้นว่า อดีตชาติท่านพระควัมปติเถระ ท่านเคยบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่เสรีสกวิมานมาก่อน ด้วยความเคยชินกับการพำนักอยู่ในวิมานนี้มาก่อน มาในพุทธุปบาทกาลนี้ เมื่อท่านเป็นพระควัมปติ ตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ในเวลาหลังภัต จึงไปพักผ่อนยังวิมานนั้นเนือง ๆ

ต่อมา เมื่อพระยาปายาสิสิ้นชีวิตลงและไปบังเกิดเป็นเทพบุตร ณ ที่นั้น เมื่อท่านพระควัมปติเถระไปพักกลางวัน จึงได้พบกับปายาสิเทพบุตร ท่านจึงถามว่า ผู้มีอายุ ท่านเป็นใคร

"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าคือเจ้าปายาสิ ฯ"

"ดูกรท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้า ไม่มีเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มิใช่หรือ ฯ"

"เป็นความจริง ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะ เหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดี ทำชั่วไม่มี แต่ว่า พระผู้เป็นเจ้ากุมารกัสสปได้ไถ่ถอนข้าพเจ้าออกจากทิฐิอันลามก นั้นแล้ว ฯ"

"ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็อุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของท่าน ไปเกิด ที่ไหน ฯ"

"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของข้าพเจ้านั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานด้วยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลงจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ส่วนข้าพเจ้ามิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วย มือของตน มิได้ให้ทานด้วยความนอบน้อม ให้ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลง จึงได้เพียงอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมาน ชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า"

"ท่านควัมปติผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านไปยังมนุษยโลก แล้วโปรดบอกชนทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยเคารพ จงให้ทานด้วยมือของ ตน จงให้ทานโดยความนอบน้อม จงอย่าให้ทานอย่างทิ้งให้ เจ้าปายาสิมิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของตน มิได้ให้ทานโดยความนอบน้อม ให้ ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลงจึงได้เพียงอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมานชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า ส่วนอุตตรมาณพ ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตนให้ ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลง จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ฯ"

ท่านควัมปติมาสู่มนุษยโลกแล้วจึงได้บอกแก่ชนทั้งหลายเช่นนั้นฯ

(พระควัมปติ กับพระสังกัจจายน์ ท่านเป็นคนละองค์กัน)





ความเชื่อโบราณ
ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน มีการสร้างพระควัมปติไว้เคารพบูชามากมาย หลายคณาจารย์ แม้แต่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน ก็ยังกล่าวถึงพระควัมปติอยู่หลายตอน เช่น

"ถ้าขุนแผนต่อสู้อย่าสู้ได้
ให้บรรลัยแพ้ฤทธิ์ทุกทิศา
ให้สมหวังดังประสงค์ของลูกยา
ขุนช้างรับพรมาลาหอกลาง
จัดแจงแต่งตัวนุ่งยก
เข็มขัดรัดอกแล้วโจงหาง
ผูกตัวเข้าเป็นพรวนล้วนเครื่องราง
พระปรอทขอดหว่างมงคลวง
ลูกไข่ดันทองแดงกำแพงเพชร
ไข่เป็ดเป็นหินขมิ้นผง
ตะกรุดโทนของท่านอาจารย์คง
แล้วอม พระภควัม ล้ำจังงัง
ลงยันต์ราชะปะท้ายทอย
ยังหยอมแหยมหยอกหยอยเหมือนหอยสังข์
จับถือของ้าวก้าวเก้กัง
ขึ้นนั่งคอช้างพลายกางพลัน"

หรืออีกบทที่กล่าวถึง

"แล้วตั้งกองอัคคีทั้งสีทิศ
เอาเครื่องวางกลางมิดในกองไฟ
เปลวลุกคึกคักไม่ขาดสาย
ชั้นแต่เส้นได้หาไหม้ไม่
จึงเอา พระภควัม ที่ทำไว้
ใส่ขันสำริดประสิทธิ์มนต์
ในขันนั้นใส่น้ำมันหอม
เสกพร้อมเป่าลงไปสามหน
พระนั่งขึ้นได้ในบัดดล
น้ำมันนั้นทาทนทั้งทุบตี
ล่องหนกำบังจังงังครบ
อุปเท่ห์เล่จบเป็นถ้วนถี่
ปลุกเครื่องเสร็จพลันอัญชลี
อ่านมนต์เรียกพวกผีและภูตพรายฯ"

นอกจากจะมีการสร้างรูปพระเครื่องไว้เคารพบูชาแล้ว บางตำราท่านทำเป็นเลขยันต์ไว้สักติดตัวก็มี ดังในเรื่องขุนช้างขุนแผนก็ได้กล่าวไว้ว่า

“กล่าวถึงทัพอัสดรตรีเพ็ชรกล้า
อันแม่ทัพคนนี้มีศักดา
อยู่คงศาสตราวิชชาดี
แขนขวาสักธงเป็นองค์นารายณ์
แขนซ้ายสักชาติเป็นราชสีห์
ขาขวาหมึกสักพยัคฆี 
ขาซ้ายสักหมีมีกำลัง
สักอุระรูปพระโมคคลา
ภควัม ปิดตานั้นสักหลัง
สีข้างสักอักขระนะจังงัง
ศีรษะฝังพลอยนิลเม็ดจินดา
ฝังเข็มเล่มทองไว้สองไหล่
ฝังเพชรเม็ดใหญ่ไว้แสกหน้า”

จากการกล่าวถึงนี้ทำให้เราพอจะทราบว่า การสร้างพระควัมปตินั้น มีมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยอยุทธยาเลยทีเดียว ในสมัยปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อและสร้างอยู่เป็นระยะ แต่ก็มีความเชื่อของบางท่านถึงเรื่องพระควัมปติ ว่าเป็นพระปิดตาที่ไม่ควรไว้บูชาที่บ้านนั้น มีท่านผู้หนึ่งได้ออกมาบรรยายจำแนกไว้ดังนี้ว่า

ตามความเข้าใจดั้งเดิมโดยทั่วๆ ไปเข้าใจกันว่า พระปิดตาหรือพระปิดทวารทั้งเก่าเป็นพระมหาอุตม์จะอุดโชคอุดลาภต่างๆ เช่นเดียวกับพระรอด ซึ่งมักจะเข้าใจกันว่า โชคลาภต่างๆ จะรอดพ้นไปหมด ยังเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

คำว่า "อุตม์" กับ "อุด" มีความหมายต่างกัน
"อุตมะ" มีความหมายว่าสูงยิ่ง เลิศ มากมาย บริบูรณ์
"อุตมัตถ์" มีความหมายว่าผลอันยอดเยี่ยม
"มหา" มีความหมายว่ายิ่งใหญ่
"อุด" มีความหมายว่า จุกกันจุดช่อง จุดให้แน่น

ดังนั้น "มหาอุตม์" จึงมีความหมายว่า ผลอันยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ และเป็นความหมายที่ถูกต้องกว่าคำที่ว่า "มหาอุด" เช่นเดียวกับคำว่า "รอด" หรือทางเหนือเขียนว่า "ลอด" ซึ่งหมายถึงมีขนาดเล็ก

พระมหาอุตย์ จึงมีความหมายว่า พระนั้นๆ มีพุทธานุภาพอันยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ ซึ่งมีความหมายที่ถูกต้องกว่าคำว่า "มหาอุด" ซึ่งหมายถึงยิงไม่ออก ยิงไม่เข้า

พระควัมปติ จึงมีสองลักษณะ คือ เมตตามหานิยม ๑ และด้านมหาอุด ๑ โดยมีวิธีกรรมการสร้างแตกต่างกัน ก่อนจะหาไว้บูชาจึงควรตรวจสอบให้แน่แก่ใจก่อนว่าพระควัมปติที่ท่านอาจารย์เหล่านั้นสร้างนั้น ท่านเน้นไปในทางสายไหน เพื่อท่านจะได้บูชาพระควัมปติได้ดั่งใจที่ปราถนา

บทสวดบูชาพระควัมปติ

ธัมมะจักกัง ปะทังสุตะวา 
พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง 
สันติเก อะระหาโลเก 
โลกานัง หิตะการะนา 
ภันเตควันปิติ นามะตี 
สุโลเก สุปากะโต 
พรหมะปุตโต มหาเถโร 
อะระหะโห เชฏฐะโก 
มุนินัตถิ เถโร 
สะโมอินทะ คันธัพพา 
อะสุรา เทวา สักโก 
พรหมาภิ ปูชิโต 
นะโมพุทธัสสะ ควัมปะติสะ 
นะโมธัมมัสสะ ควัมปะติสะ 
นะโมสังฆัสสะ ควัมปะติสะ 
สุขา สุขะวะรัง 
ธัมมัง ธัมมะ จักกัง 
ปะวะรัง นัฏฐิตัง ฯ

ตามตำราครูอาจารย์กล่าวไว้ว่า บทสวดบูชาพระควัมปติ สำหรับใช้สวดมนต์บูชาขอลาภทุกๆ วัน เป็นสิริมงคล เจริญรุ่งเรื่องด้วยลาภยศสรรเสริญ มีโชคลาภหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย บริบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคนานาประการแล


*ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Internet และตำราเก่าแก่ของครูอาจารย์ท่าน รวมถึงภาพประกอบจาก Internet ด้วยครับ




 

Create Date : 05 กันยายน 2558
4 comments
Last Update : 5 กันยายน 2558 16:30:21 น.
Counter : 2038 Pageviews.

 
 
 
 
ขอบคุณมาก ๆ ที่แวะไปร่วมไว้อาลัยอาจารย์เพ็ญพรรณด้วยกันนะคะ
ดีใจที่คุณ yosa กลับมาอัพบล็อกอีก
หลัง ๆ มานี้เพื่อนบล็อกหายหน้ากันไปเยอะเลย
ถ้าอัพบล็อกใหม่ อย่าลืมแวะไปเคาะบอกด้วยนะคะ
รักษาสุขภาพด้วยค่ะ โหวตให้ค่า
 
 

โดย: haiku วันที่: 5 กันยายน 2558 เวลา:23:35:40 น.  

 
 
 
จะพยายามอัพบล็อกอย่างน้อย อาทิตย์ละครั้งละกันนะครับ ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย
 
 

โดย: yosa วันที่: 6 กันยายน 2558 เวลา:10:20:28 น.  

 
 
 
เยี่ยมครับ ขอทราบรายละเอียดการติดตามการโพสต์ด้วยครับ....เช่น id line เป็นต้น เผื่อมีโอกาสอันควรแก่ความเจริญของสรรพสัตว์.....สาธุ อนุโมทนามิ.....is23459


 
 

โดย: I IP: 125.24.171.218 วันที่: 30 เมษายน 2559 เวลา:8:57:38 น.  

 
 
 
ต้องขออภัยอย่างมากครับ ที่ผมไม่สามารถอัพบล็อกบ่อยๆ ได้ เนื่องจากช่วงนี้มีภารกิจส่วนตัวค่อนมาก และการจะอัพแต่ละครั้งผมต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลพอสมควร จึงไม่สามารถอัพบ่อยๆ ได้

ทั้งนี้ ผมจะพยายามหาข้อมูลต่างๆ มาอัพเผยแพร่ เพื่อทุกท่านที่มีความสนใจได้ศึกษาอยู่เรื่อยๆ ครับ

ขอบคุณครับ
 
 

โดย: yosa วันที่: 20 มิถุนายน 2559 เวลา:19:44:10 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

yosa
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ...เหตุผลที่ผมสร้างบล็อกนี้ขึ้น เพื่อเก็บรวบรวมความรู้ต่างๆ ไว้ศึกษาค้นคว้า ทั้งสำหรับตัวเองและสำหรับผู้ที่สนใจในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน...
[Add yosa's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com