Group Blog
 
All blogs
 

Hall Pass (2011): คุณเมียใจดีปล่อยพี่ลั้ลลา


Hall Pass (2011) :
สองพี่น้อง Farrelly เคยได้ชื่อว่าทำหนังตลกเรทอาร์ได้ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงปลายยุค 90 จาก There's Something About Mary (1998) ที่กวาดเงินไปได้กว่า 369 ล้านทั่วโลก (ตอนนี้ถูก The Hangover ล้มแชมป์ไปแล้ว) แม้ว่าผลงานเรื่องหลังๆ ของพวกเขาจะไม่ตูมตามเปรี้ยงปร้างเท่าสมัยยังรุ่ง แต่ก็ยังทำเงินไว้ใจได้แบบไม่มีเจ๊งสักเรื่องเลยล่ะ


สองหนุ่มคู่ลั้ลลาประจำเรื่อง
และนี่คือผลงานล่าสุดของพวกเขา ที่เล่าเรื่องราวของ Rick (Owen Wilson) และ Fred (Jason Sudeikis) สองหนุ่มใหญ่คู่ซี้ซึ่งกำลังประสบภาวะชีวิตแต่งงานเหี่ยวเฉา เมียเหม็นเบื่อขี้หน้า ไอ้ครั้นจะแอบไปมีเมียน้อย มีกิ๊กให้หัวใจกระชุ่มกระชวยอีกครั้งก็ยังเคารพรักและเกรงใจคุณเมียอยู่ (กลัวเมียว่างั้นเหอะ) จึงได้แต่แอบเหล่สาวไปวันๆ ตามประสาคนมีเมียมาคุม เมียมาคุ๊มเมียมาคุม


ก็คุณผัวเป็นแบบนี้แล้วจะไม่ให้คุณเมียละเหี่ยใจได้ยังไงล่ะเนอะ
แต่แล้วก็สวรรค์โปรดเมื่อวันหนึ่งจู่ๆ คุณเมียของทั้งคู่ก็ได้ไอเดียบรรเจิด พร้อมใจกันอนุญาตให้สองหน่อของเรา 'ลากิจจากการเป็นผัว' ไปใช้ชีวิตแบบคนโสดอีกครั้งเสียให้เข็ดเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ให้ทั้งคู่ได้ลั้ลลากันเต็มที่ และทำชีวิตตนให้เป็นเขตปลอดเมียอีกครั้ง แล้วเรื่องราววุ่นๆ ป่วนๆ ฮาๆ ตามสไตล์สองพี่น้อง Farrelly ก็ตามมาอีกเพียบเลยล่ะงานนี้

หนังเรื่องนี้เหมาะกับบรรดาคู่ผัวตัวเมียที่อยู่กันมานานๆ แล้วจริงๆ
ฟังจากพล็อตแล้วหนังเหมือนจะมีไอเดียเด็ด ที่น่าจะเล่นมุกฮากันได้เต็มที่ แถมดาราก็เด็ดดวง แต่ปรากฏว่าหนังทำออกมาแค่ระดับขำๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ ลูกบ้าก็ไม่เต็มที่แบบผลงานในอดีตของสองพี่น้องเขา เรียกได้ว่าค่อนข้างจะเป็นหนังของ ผกก.คู่นี้ที่เรียบร้อยพอสมควร แต่หนังโดยรวมก็ยังอยู่ในระดับที่ดูได้ดูดี เหมาะสำหรับคนในวัยที่มีครอบครัวแล้ว เพราะหนังก็มีแง่คิดในเรื่องนี้ให้อยู่พอสมควรนะขอบอก

ดูรูปขวาก็รู้ว่าสองหนุ่มอยู่ในเผ่า 'เกลียมัว'
ถึงดูเผินๆ เหมือนหนังจะมาพร้อมด้วยประเด็นฉาวประเด็นแรง อย่างการที่คุณแม่บ้านเห็นดีเห็นงามในการปล่อยให้สามีไปลั้ลลาทั้งที่มีลูกมีเมียเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้วหนังฮอลลีวู้ดน่ะเขาแสนจะอนุรักษ์นิยมจะตายไป เพราะสุดท้ายแล้วหนังก็พร่ำสอนศีลธรรมให้เห็นถึงคุณค่าของการมีผัวเดียวเมียเดียว ความซื่อสัตย์ต่อคู่ครองนะคร้าบพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย
  • + เป็นหนังตลกสำหรับคนมีครอบครัว หรือชายชาวเผ่าเกลียมัว (กลัวเมีย) ทั้งหลาย ที่ดูได้พอขำๆ มีแง่คิดติดปลายนวมมาด้วยนะเออ
  • - ไม่ฮา ไม่บ้า เท่ากับผลงานเก่าๆ ของ สองผกก.เขา เลยค่อนข้างจะจืดไปนิดนะจ้ะ



*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของเฮีย Owen Wilson ภายในบล็อก*




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2554 20:36:15 น.
Counter : 5900 Pageviews.  

The Hangover Part II (2011): ก๊วนเมาปลิ้น ตะลุยกรุงเทพ




The Hangover Part II (2011) :
เพราะภาคแรกที่ออกมาเมื่อปี 2009 นั้นเกิดฮิตเกินคาด โดยกวาดเงินไปกว่า 467 ล้านเหรียญทั่วโลก รั้งตำแหน่งหนังตลกเรทอาร์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล และได้รับคำชื่นชมจากคนดูและนักวิจารณ์อย่างท่วมท้น จนสามารถซิวรางวัลลูกโลกทองคำสาขาหนังเพลงหรือตลกยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ ส่งผลให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมต่างได้ดิบได้ดีไปตามๆ กัน จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าจะมีภาคสองออกมาให้ได้ดูกันอีก


ก๊วนเดิมมาตะลุยกรุงเทพแว้ว
ภาคนี้ยังคงมาพร้อมกับพล็อตเรื่องที่แทบจะถอดแบบมาจากภาคแรก ประมาณว่าพวกพระเอกต้องไปงานแต่งเพื่อน (ในภาคนี้คืองานของคุณหมอฟัน Stu) แล้วก็ดันเมาปลิ้น พอรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็ดูเหมือนว่าจะทำคนในก๊วนหายไปอีกซะแล้ว (ในที่นี้คือน้องเมีย) จนต้องออกตามหากันให้วุ่น เพียงแต่ว่าภาคนี้ผู้สร้างขอย้ายทำเลมาเมาปลิ้นกันที่ประเทศไทยแดนสไมล์แทน โดยเน้นหนักกันที่กรุงเทพเมืองฟ้าอมรของเรานั่นเองจ้า


ริจะเล่นมุกพระก็ต้องเกรงใจกันเช่นนี้แล
ผกก.Todd Phillips จากภาคแรกยังกลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง ส่วนทีมนักแสดงหลักๆ จากภาคแรกก็มากันครบทีม ซึ่งงานนี้แฟนๆ จากภาคแรกคงจะมีเฮ ในขณะที่คนที่เพิ่งจะมาดูก็คงจะไม่เก็ตหลายมุกและต้องจับต้นชนปลายกันนิดหน่อยล่ะ ส่วนการที่หนังเล่นใช้พล็อตเดิมๆ ทางเดินเรื่องเดิมๆ แบบภาคแรกก็จึงทำให้สูญเสียความสดใหม่ไปอย่างน่าเสียดาย


เรื่องนี้ป๋า นิรุตต์ เราเท่มาก
ส่วนลำพังจะใช้โลเกชั่นในบ้านเราอย่างกรุงเทพหรือวิวสวยๆ ทางภาคใต้นั้นก็คงได้แค่ความสวยงามและความแปลกตาเท่านั้น เพราะตัวหนังเล่าเรื่องได้เฉยมาก คนที่เคยผ่านตาภาคแรกมาแล้วจะพบว่าภาคนี้สนุกน้อยลง บ้าน้อยลง ตลกน้อยลงไปซะงั้น ซึ่งเข้าใจว่าพอมาถ่ายทำในบ้านเราแล้วผู้สร้างคงพบว่ามีข้อห้ามยุ่บยั่บมากมาย เลยเล่นอะไรไม่ได้ตามใจนัก หนังเลยออกมากั๊กๆ เช่นนี้


งานนี้พี่ตุ้ย Zach Galifianakis วาดลวดลายแทบไม่ออกเลย
เหล่านักแสดงนำที่ถึงจะมากันครบทีม แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ แม้แต่จอมขโมยซีนจากภาคแรกอย่าง Zach Galifianakis ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ในขณะที่นักแสดงไทยเราที่ร่วมแจม ที่โดดเด้งที่สุดคงไม่พ้นป๋า นิรุตติ์ ศิริจรรยา ที่ทำหน้าที่ได้ดี มาดเท่ ไม่ทำให้เสียเส้นคนไทยแต่ประการใด (คนที่เล่นเป็นตำรวจก็ใช่ย่อย ว่าแต่ว่า เขาชื่ออะไรนะ? วานบอกที)


วิวกรุงเทพเรามีให้ดูกันจุใจเชียว
ถึงยังไงแล้ว หนังโดยรวมก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมากมาย ก็ยังดูกันได้เรื่อยๆ อยู่ ถ้าไม่เอาไปเปรียบเทียบกับภาคแรก (มีใครจะไม่เอาไปเปรียบล่ะ?) เอาแค่การได้เห็นก๊วนเมาปลิ้นมาวาดลวยลายกันที่กรุงเทพ เท่านี้ก็น่าสนใจพอดูแล้ว แต่ว่าก็ว่าเหอะ ไหนๆ จะพาไปดูแหล่งอโคจรของบ้านเราแล้ว ไฉนไยใจร้ายพาไปดูเหล่า 'เลดี้บอย' (กระเทยแต่งหญิงที่ยังมีปิ๊กาจู้อยู่) ซะโตงเตงเต็มจอซะขนาดนั้น คนดูหนุ่มๆ คงถึงกับเซ็งและต้องมีตัดคะแนนหนังกันบ้างล่ะนะ เหอๆ

ล้อมวงดูอะไรกันอยู่จ้ะนั่น?
ส่วนคนที่กลัวว่าหนังจะเสนอภาพลักษณ์ในแง่ลบของบ้านเราก็สบายใจได้เลย เพราะมีแน่ (อ้าว?) แต่ทั้งนี้ผู้สร้างก็พยายามเสนอทั้งด้านสวยงามและด้านมืดของบ้านเราควบคู่คละเคล้ากันไปมิได้ลำเอียง และการเอาพระสงฆ์มาเล่นก็ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นพระสงฆ์ในนิกายอื่นไปเสีย เพื่อป้องกันการครหาจากคนไทย ซึ่งหนังก็คงทำให้ฝรั่งชาวต่างชาติอยากจะมาเที่ยวไทยมากขึ้นแน่นอน แต่ว่าเขาจะมาหาด้านมืดหรือด้านสวยงามนั้นก็ต้องว่ากันอีกทีล่ะเน้อ

ปล.Mason Lee หรือคนที่เล่นเป็นน้องเมียของ Stu ที่หายไป ตัวจริงเขาเป็นลูกชายของ Ang Lee ผู้กำกับชื่อดังจาก Brokeback Mountain (2005) เชียวนะ
  • + แฟนๆ จากภาคแรกคงยินดีที่ได้เจอพวกเขาอีกครั้ง และคราวนี้มาวาดลวดลายกันที่บ้านเราเสียด้วยสิ
  • - หนังออกมาเดิมๆ ไม่สนุกเท่า ไม่สดเท่า ไม่บ้าเท่าภาคแรก รอบที่ดูแทบจะไม่มีเสียงคนขำสักแอะเลยด้วยซ้ำ (ป๊าด!)





*ช่วงเพลงในหนัง*
เฮีย Mike Tyson มาครวญเพลงให้ฟังกันในภาคนี้ด้วย
และเหมือนกับภาคแรก หนังยังคงโดดเด่นเรื่องการเลือกเพลงมาประกอบ เพราะคัดกันมาแต่เพลงแหล่มๆ เหมาะกับสถานการณ์ของหนังทั้งสิ้น โดยตัวอัลบั้มก็มีออกมาสองเวอร์ชั่นคือแบบมีแต่เพลงเฉยๆ และแบบที่มีไดอาล็อกสั้นๆ จากหนังคั่นระหว่างเพลง

ซึ่งเพลงที่เด่นๆ ก็คงจะไม่พ้นการที่มี Mike Tyson มาครวญเพลง One Night In Bangkok แบบหลงๆ เพี้ยนๆ ในช่วงท้ายๆ ของหนัง แต่ที่จะลืมไม่ได้เลยคือการที่มีวงไทยอย่าง Sky Rangers โผล่ในหนังด้วย โดยเล่นเป็นวงดนตรีในงานแต่งช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งในตัวอัลบั้มซาวน์แทร็คก็มีเพลงของพวกเขาอัดมาถึงสองเพลงด้วยกันเชียวนะ เรียกว่าได้โกอินเตอร์กันไปแล้วล่ะงานนี้ แจ่มไปเลยจ้า




*รีวิวหนังตลกสัปดนเรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2554 12:05:52 น.
Counter : 2552 Pageviews.  

The Lucky Ones (2008): โร้ดมูวี่ฉบับ 3 หาร


The Lucky Ones (2008) :
พี่หารสามคนอันประกอบด้วย จ่าหนุ่มที่จู๋บาดเจ็บจากการรบจนใช้การไม่ได้ (Michael Peña), จ่าแก่ที่ส้วมล้มทับจนบาดเจ็บที่หลัง (Tim Robbins) และพลทหารสาวที่โดนกระสุนเจาะต้นขาจนต้องเดินเดี้ยงหมดสวย (Rachel McAdams) เพิ่งกลับมาจากตะวันออกกลาง และด้วยภารกิจส่วนตัวอันสำคัญบางประการของแต่ละคน ทำให้ทั้งสามตัดสินใจร่วมเดินทางกันข้ามอเมริกา จากนิวยอร์ค ยัน ลาสเวกัส จนเกิดเรื่องราววุ่นๆ ขำๆ ประทับใจตามมามิเว้นวาย


หนังเล่นกันอยู่หลักๆ แค่สามคนนี้แหล่ะ
นี่คือผลงานลำดับที่สามของ ผกก.Neil Burger หลังจากผลงานเรื่องก่อนอย่าง The Illusionist (2006) ค่อนข้างไปได้อย่างสวยสดงดงามในหมู่นักวิจารณ์และคอหนังส่วนใหญ่ โดยคราวนี้เขาขอทำหนังที่เกี่ยวกับทหารจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งผลที่ตามมาก็คือหนังไม่เป็นที่ต้อนรับของนักวิจารณ์และคนดูเพราะคนเขาเริ่มจะเอียนกับสงครามในตะวันออกกลางแล้ว หนังจึงเจ๊งระเบิดระเบ้อ ถูกถอดออกจากโรงหลังจากเข้าฉายได้เพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น (ชะตากรรมคล้ายหนังหลายเรื่องในบ้านเราเลย)


สาว McAdams ยังคงน่ารักได้ใจเช่นเดิม
แต่พอมาดูกันจริงๆ แล้ว ถึงหนังจะพูดถึงเหล่าทหารที่กลับมาจากการรบ แต่ก็มีฉากการรบหรือการพูดถึงสนามรบแค่เพียงนิดๆ เท่านั้น เพราะตัวหนังจริงๆ แล้วเป็นหนังโร้ดมูวี่ที่ให้อารมณ์เบาๆ สบายๆ ขำๆ ที่ดูแล้วเพลิดเพลินจำเริญใจอีกต่างหาก และถึงแม้จะไม่แตะประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สงครามแบบจะๆ ทว่าก็ยังสามารถสะท้อนแง่มุมนี้ออกมาได้ดีไม่หนักหนาหรือผิวเผินจนเกินไป


มาดของ 3 หารในเรื่อง
และที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์ตรึงใจคนดูไปตลอดรอดเรื่องก็คือเหล่านักแสดงหลักทั้งสาม ที่ล้วนทำหน้าที่ของตนได้ดีทั้งสิ้น โดยเฉพาะในรายของสาว McAdams ที่ถึงจะแต่งตัวง่ายๆ ไม่เน้นสวย แต่ก็ยังคงน่ารักน่าชังได้ใจหนุ่มๆ ไปไม่ยากเลยล่ะ (ปลื้มมาก อิอิ) แต่การที่หนังพยายามฉีกตัวเองไม่เดินตามสูตรสำเร็จจนเกินไปอย่างที่เป็นอยู่ก็อาจจะทำให้หลายคนไม่ค่อยจะแฮปปี้กับบทสรุปของหนังก็เป็นได้

ทหารที่ดีต้องชอบเอามือเท้าสะเอว
และก็เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นภาพของชาวมะกันส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติอย่างให้เกียรติแก่เหล่าทหารหาญของตน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพหรือไม่ก็ตามก็ถือว่าเป็นการสร้างภาพอย่างสม่ำเสมอมากเพราะเห็นแบบนี้มาหลายเรื่องแล้ว (หรือว่าจะจริง? อิอิ) เห็นแล้วก็อยากให้ทหารบ้านเราถูกมองอย่างให้เกียรติแบบนั้นบ้างจัง ซึ่งก็คงจะยากเนอะถ้ายังหมั่นจะคอยถอยรถถังมาวิ่งกลางกรุงกันอย่างหนุกหนานหรือเอาแต่รบกับประชาชนเช่นที่เคยผ่านมาอยู่นั่นแหล่ะ เหอๆ
  • + เป็นหนังโร้ดมูวี่ ที่ดูได้เพลิดเพลิน นักแสดงนำก็ล้วนมีเสน่ห์ได้ใจยิ่งนัก
  • - หนังหลีกเลี่ยงสูตรสำเร็จ จนอาจจบแบบค้างคาใจคนดู ประมาณว่า โหย ไม่ใจเจ๊เล๊ย!




*รีวิวหนังของ ผกก.Burger นางเอก McAdams และหนังเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2554 22:38:37 น.
Counter : 1590 Pageviews.  

Limitless (2011): เม็ดเดียวก็เมพได้



Limitless (2011) :
ด้วยอานิสงส์ผลบุญของ The Hangover (2009) ส่งให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมมีชื่อเสียงขึ้นมาทันควัน และสองคนที่ดูเหมือนว่าจะโดดเด้งติดลมบนกว่าเพื่อนก็คือเฮียตุ้ยเคราดก Zach Galifianakis (Due Date [2010]) และอีกคนก็คือพี่ Bradley Cooper (The A-Team [2010]) ซึ่งหลังจากได้รับบทประเภทพระรองในหนังระดับเอกหรือไม่ก็พระเอกในหนังระดับรองมาตลอด และแล้วก็ถึงวาระเลื่อนขั้นมาเป็นพระเอกระดับดีหนึ่งประเภทหนึ่งชนิดเต็มตัวได้กับเขาซะทีในผลงานเรื่องนี้นั่นเองจ้า


ขอเป็นพระเอกเต็มตัวในหัวใจแฟนๆ ซะทีนะคร้าบ
หนังสร้างจากนิยายเรื่อง The Dark Fields ของ Alan Glynn ที่ตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่ปี 2001 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ นักเขียนสมองตันแถมยังกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง (Cooper) ที่ดูมุมไหนก็คงจะเป็นพวกขี้แพ้ได้โล่ ซึ่งบังเอิญได้ลิ้มลองยาสุดเทพชื่อ NZT-48 ที่มีฤทธิ์ทำให้เขาสามารถใช้ประสิทธิภาพของสมองตนได้เต็ม 100% (หนังอ้างว่าคนเราส่วนใหญ่ใช้สมองไปแค่เพียง 20% เท่านั้น) จนกลายเป็นคนเมก้าเคลฟเวอร์ฉลาดสุดๆ และหันมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนให้ไปในทางที่ดีขึ้น (รวยขึ้น?) แต่เสียดายที่ฤทธิ์ยาอยู่ได้เพียงวันต่อวัน ทำให้เขาต้องขวนขวายหายานี้มาเสพอยู่ตลอด จนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายต่างๆ ตามมาเป็นเงาตามตัว


นางเอกเรามาในมาดที่ชวนให้นึกถึง Nicole Kidman เวอร์ชั่นอวบ
ผกก.Neil Burger (เจ้าของหนังสุดแจ่ม The Illusionist [2006]) กลับมาพร้อมผลงานลำดับที่ 4 (ซึ่งนี่เป็นเรื่องแรกของเขาที่ไม่ได้เป็นคนเขียนบทเอง) หนังเปิดตัวมาได้อย่างน่าสนใจ มีพล็อตเรื่องที่น่าติดตาม การนำเสนอก็มีสไตล์ เก๋และเท่แบบที่ไม่หนักมือจนเกินไป ถึงแม้ว่าพอหนังเดินทางไปได้ครึ่งเรื่องจะเริ่มสูญเสียความน่าสนใจลงไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วหนังก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจไม่เสียเซลฟ์อยู่ดีนั่นแหล่ะจ้า


ป๋า Robert De Niro แก่แต่ยังเก๋า
ต้องขอบอกว่าพี่ Cooper เรายังดูไม่ค่อยเหมือนพวกขี้แพ้อย่างที่บทต้องการสักเท่าไหร่ ยังดีที่พอถึงช่วงแกฉลาดเนี้ยบขึ้นมาแล้วล่ะก็ไปได้สวยเชียว (ถ้าเป็นนาย Shia LaBeouf ได้เล่นก็คงจะเข้าท่าดีนะเนี่ย) ในขณะที่คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครโดดเด่นเกินหน้า ทั้งป๋า Robert De Niro และสาว Abbie Cornish (Sucker Punch [2011]) ที่มาในบทสมทบก็แทบไม่มีอะไรให้ได้ทำมากนัก (แต่คนหลังก็ยังสวยได้ใจเราอยู่ดีแหล่ะ อิอิ)


Shia LaBeouf และ Elizabeth Banks เกือบได้มาเป็นพระนางของหนังแล้ว
หนังบอกว่าถ้าเราฉลาดเราก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ไม่ยาก (ซึ่งมันก็คงจะจริง) แต่สิ่งที่เป็นมาตรฐานวัดว่าใครฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่คงไม่ได้อยู่แค่ตรงที่ มีอำนาจ วาสนา หรือร่ำรวยล้นฟ้า เท่านั้นหรอกมั้ง เพราะไม่ต้องฉลาดนักก็เป็นนักการเมืองสุดร่ำรวยได้ (เหอๆ) และการที่เราฉลาดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็นคนดีไปด้วยโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้ามีแต่ไอคิวแต่ขาดอีคิว เป็นคนฉลาดแต่ชั่วช้า มันก็ไม่มีค่าอะไรเลย ว่ามั้ย?

ปล.นักวิทยาศาสตร์แย้งว่าจริงๆ แล้วคนเราก็ใช้สมอง 100% กันอยู่แล้ว (แต่ไม่ตลอดเวลา) ซึ่งที่เชื่อกันว่าใช้เพียงแค่ 20% นั้นจึงเป็นเพียงแค่ความเชื่อผิดๆ เท่านั้นเน้อ

  • + มีพล็อตน่าสนใจ การนำเสนอมีสไตล์ พี่ Cooper พาดวงตาสีฟ้าใสมาทำให้สาวๆ ใจละลายแบบเต็มๆ
  • - พอผ่านครึ่งเรื่องไปหนังเรื่องหมดความน่าสนใจ หลายคนคงคาดหวังว่าหนังน่าจะเล่นอะไรได้มากกว่านี้นะ




*ช่วงเพลงในหนัง*
The Black Keys
หนังเรื่องนี้มีเพลงให้ฟังเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ว่าล้วนแต่เป็นเพลงจากศิลปินที่ไม่เป็นที่รู้จักแทบทั้งสิ้น รู้สึกว่าจะมีแต่เพียงในรายของ Prosphorescent และ The Black Keys เท่านั้นที่พอจะมีชื่อเสียงเรียงเพลงพอเป็นที่คุ้นหูกันอยู่บ้าง ว่าแล้วเราก็นำเพลงของพวกเขาในหนังมาฝากกันจ้า
*รีวิวหนังของพี่ Bradley Cooper และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2554 6:15:14 น.
Counter : 1590 Pageviews.  

Drive Angry (2011): แหกนรกมาเฉ่งแค้น


Drive Angry (2011) :
เสี่ย Nicolas Cage ยังคงตั้งหน้าตั้งตารับเล่นหนังตะบันดะอย่างไม่ลดละ นัยว่าต้องรีบกอบโกยเงินทองให้เต็มที่ก่อนที่ชื่อเสียงของตนจะขายไม่ได้แล้ว ซึ่งเราก็คงจะโทษเขาไม่ได้ เพราะคนเราต้องทำเพื่อความอยู่รอดและความสุขสบายของตนอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าได้แปลกใจถ้าเสี่ยจะมีหนังออกมาให้ดูกันบ่อยๆ ที่ก็มีทั้งดีบ้าง แย่บ้าง คละกันไปตามยถากรรม (ของคนดู) นั่นแล


เฮียเคจมากับผมทรงใหม่อีกแล้วจ้า
และในผลงานเรื่องที่สอง (ในสี่เรื่อง) ของเสี่ยในปีนี้ แกก็ขอมาในหนังสไตล์บู๊ภูธร ประมาณหนัง Grindhouse เกรดบี ที่บู๊โหดๆ โป๊ๆ บ้าๆ เน้นสะใจคนดูหนุ่มๆ เป็นหลัก และก็ตามเทรนด์ยุคนี้ที่ไม่ว่าหนังจะดีหรือเห่ยก็ต้องขอเป็น 3D ไว้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น 3D พันธุ์แท้เสียด้วยสิ ไม่ใช่เป็นการถ่ายแบบปกติแล้วเอามาแปลงเป็น 3D ทีหลังนะเออ เด๋วจะหาว่าเสี่ยแกเล่นท่าง่ายเอานะจ้ะ จุ๊บๆ


อิตาคนขวากับมาดที่ยังกับหลุดมาจากซีรี่ส์ Prison Break แน่ะ
ผกก.Patrick Lussier (My Bloody Valentine [2009]) ที่เคยทำแต่หนังสยองขวัญเกรดรองมาตลอด ก็ยังคงมุ่งมั่นในการทำหนังเกรดรองอีกต่อไป เพราะถึงจะมีทั้ง สาวสวย สาวโป๊ รถสวยๆ ฉากบู๊โหดๆ หรืออะไรๆ ที่คนดูหนังแนวนี้คาดหวังมาให้ดูครบ แต่หนังก็ยังออกมาแบบกั๊กๆ ลูกบ้าก็มาแบบกั๊กๆ บู๊ก็แบบกั๊กๆ ไม่สุดโต่งสะใจ หนังเลยค่อนข้างจะธรรมดาถึงขั้นน่าเบื่อไปสักนิด แถมมาเจอซีจีที่ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานฮอลลีวู้ดเข้าไปอีก งานนี้ก็ต้องมีมึนกันไปบ้างล่ะครับ


นางเอกเราคือสิ่งที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้ (เธอฮ็อตมาก)
ถึงหนังจะมีบางมุมที่เหมือนจะจิกกัดความเป็นอเมริกัน เช่นตาอ้วนที่เอามือถือมาถ่ายรูปสาวโป๊ หรือนายอำเภอแฟนพันธุ์แท้หนังคัลต์ แต่นั่นก็ไม่ได้เด่นชัด และที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือเสี่ยเราที่ครั้งหนึ่งเคยซิวออสก้าร์นำชายมาครองอย่างเต็มภาคภูมิ ทว่าในเรื่องนี้แกดันมาเล่นบทที่ต้องมีฉาก 'อึ๊บไปบู๊ไป' (แหม่...ทำไปได้) ซะเป็นที่สนุกสนาน จนน่าริบรางวัลออสก้าร์คืนยิ่งนัก แต่ก็อย่างที่บอกแหล่ะว่า คนเราต้องทำเพื่อความอยู่รอด ซึ่งในที่นี้ก็คือ เงินกองทุนเกษียณอายุ กองทุนเลี้ยงดูลูกเมีย (ไม่รู้มีเยอะแค่ไหน) และกองทุนไถ่ชีวิตโคโยตี้ของเสี่ยแกล่ะนะ เหอๆ


*ของแถม*

รวมทรงผมของเฮียเคจ ส่วนทรงไหนมาจากเรื่องไหนนั้นก็เดาๆ กันเองเน้อ





*ช่วงเพลงในหนัง*
Peaches ที่แร๊งส์ไม่แพ้ Lady Gaga เลย
เพราะเป็นหนังบู๊ภูธร หนังเลยมีแต่เพลงร็อคแมนๆ สไตล์ภูธร แต่ก็ยังอุตส่าห์มีแนวอื่นหลุดมาให้ฟังกันด้วย ซึ่งที่น่าสนใจคือเพลงอิเลคโทรนิคป็อปเก๋ๆ แรงๆ จาก Peaches ที่ถูกใช้ในฉากที่นางเอกขับรถกลับบ้านหลังจากลาออกจากงาน และอีกเพลงคือเพลงแนวน้อยส์ป็อปจาก The Raveonettes คู่หูอินดี้ป็อปจากเดนมาร์กซึ่งจะได้ยินกันในฉาก 'อึ๊บไปบู๊ไป' อันบ้าบอของป๋าเคจนั่นเองจ้า




*รีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ของเฮียเคจและ ผกก. ภายในบล็อก*




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2554 10:18:52 น.
Counter : 1876 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  

Nanatakara
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




  • Friends' blogs
    [Add Nanatakara's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.