Group Blog
 
All blogs
 

Paths of Glory (1957): หัวอกคนเป็นทหาร (ชั้นผู้น้อย)


Paths of Glory (1957) :
สำหรับคนที่รักการดูหนังแบบจริงๆ จังๆ แล้วคงจะมีน้อยรายที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามหรือเคยผ่านตาผลงานของ ผกก.Stanley Kubrick (ค.ศ.1928-1999) มาก่อน ซึ่งในบรรดาผลงานแทบจะทั้งหมดของเขาล้วนได้รับการอัญเชิญขึ้นบนหิ้งหนังในตำนานไปแล้วเกือบทั้งสิ้น ส่วนหนังต่อต้านสงครามสุดคลาสสิคเรื่องนี้นั้นก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมสวดยอดที่สุดของเขาเลยทีเดียวเชียว


ทหารฝรั่งเศสเรื่องนี้พูดอังกฤษสำเนียงมะกันปร๋อเชียว
พันเอก Dax (Kirk Douglas) เป็นนายทหารฝรั่งเศสที่ดี เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร แต่เขากำลังเจอเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ทำภารกิจที่ยากจะประสบผลสำเร็จ และเมื่อเกิดเรื่องไม่ชอบธรรมขึ้นกับลูกน้องในบังคับบัญชาของตน เขาก็ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือ แม้ว่ามันจะส่งผลร้ายต่อหน้าที่การงานของเขาเองก็ตามที

หนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของ ผกก.Stanley Kubrick
ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกก่อนว่าทางเราไม่ค่อยจะถูกโรคกับหนังเก่าๆ หรือหนังขาวดำ ซึ่งด้วยความอ่อนด้อยวิทยายุทธในการดูหนังหรืออะไรก็แล้วแต่ เลยดูหนังของ ผกก.Kubrick มากี่เรื่องๆ แล้วก็ไม่ค่อยอินกับเขาซะที แต่พอได้มาดูเรื่องนี้ในฉบับที่หนังรับการบูรณะขัดสีฉวีวรรณอย่างพิถีพิถันจนภาพออกมาใสปิ๊งแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าของเขาดีจริง มีองค์ และดูไม่เชยเลย แม้ตัวหนังจะมีอายุอานามกว่า 54 ขวบมาแล้ว!

คนซ้ายคือภรรยาของ ผกก.Kubrick ที่ครองรักกันตราบจนเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ.1999
หนังมีฉากรบแค่ตอนต้นเรื่อง แล้วก็มีแต่เรื่องราวขึ้นโรงขึ้นศาล (ทหาร) ตอนฉายก็เลยเจ๊งสนั่น แต่ลองคิดดูสิว่า ผกก.Kubrick แกล้ำและกล้าที่จะคิดต่างแค่ไหนในการทำหนังต้านสงครามที่มีฉากหลังเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในขณะที่ยุคนั้นเขานิยมทำแต่หนังเชิดชูวีรกรรมทหารในสงครามโลกครั้งที่สองกันทั้งนั้น แค่นี้ก็ต้องซูฮกถึงความเปรี้ยว (ที่ไม่ใช่เหม็นเปรี้ยว) ของแกแล้วล่ะ


โปสเตอร์สมัยหนังออกฉาย
นอกจากเทคนิคการสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันของ ผกก.แล้ว (เล่ากันว่าหนังมีบางฉากที่ ผกก.แกสั่งถ่ายกันถึง 70 กว่าเทคเลยถึงจะเป็นที่พอใจ) หนังยังเสนอภาพอันน่าเย้ยหยันของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ต่างเสวยสุขกันอย่างหนุกหนาน ในขณะที่สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปตายที่แนวหน้าอย่างไร้เหตุผล เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แล้วพอเจอปัญหาเข้าก็พร้อมจะโยนขี้ให้ทหารชั้นผู้น้อยอยู่ร่ำไป ซึ่งยุคนี้ก็ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ แค่เท่านี้ก็พอที่จะทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสงครามสุดคลาสสิคที่ไม่มีวันตกยุคแล้วล่ะครับพี่น้องที่เคารพรัก
  • + หนังคลาสสิกขึ้นหิ้งของ ผกก.Stanley Kubrick ที่มาดูในทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำว่าเชย คอหนังถ้ามีโอกาสก็น่าจะดูเป็นบุญตาสักครั้งเน้อ
  • - เห็นว่าเป็นหนังสงครามแต่ฉากรบมีนิดเดียว นอกนั้นก็เต็มไปด้วยบทสนทนา และด้วยความที่เป็นหนังสมัยก่อนทำให้ฉากยิงกันไม่มีรูกระสุนบนตัวคนที่ถูกยิงเลยสักนัด (ไม่สะใจคอซาดิสม์เลย อิอิ)





 

Create Date : 19 ตุลาคม 2554    
Last Update : 19 ตุลาคม 2554 7:07:04 น.
Counter : 3491 Pageviews.  

Viy (1967): คืนนี้ผีมาตามฟอร์ม

Viy (1967) :
หนังจากสหภาพโซเวียตความยาว 77 นาทีเรื่องนี้ ได้ชื่อว่าเป็นหนังสยองขวัญเรื่องแรกของโซเวียต แถมยังทำออกมาฉายในช่วงที่คอมมิวนิสต์เรืองอำนาจแบบสุดๆ เสียด้วย ซึ่งเรื่องผีๆสางๆ แบบนี้นั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อการโดนแบนในข้อหาสร้างความงมงายและมอมเมาประชาชนเอาได้ง่ายๆ แต่แล้วก็ผ่านคมกรรไกรอันสุดเข้มงวดมาได้อย่างสะดวกโยธิน เนื่องจากผู้สร้างให้เหตุผลว่านี่เป็นตำนานปรัมปราพื้นบ้านที่เป็นสมบัติของชาติ และควรอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน (แถได้ดี อิอิ)


สงสัยหลวงพี่จะเจอดีเข้าซะแล้ว
หนังเล่าเรื่องของบาทหลวงฝึกหัดหนุ่มจอมกะล่อน ที่ถูกขอร้องแกมบังคับจากผู้มั่งมีรายหนึ่งให้ไปสวดส่งวิญญาณเป็นเวลาสามคืนแก่บุตรสาวแสนงามที่เพิ่งเสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอันตัวหลวงพี่เราก็รู้อยู่เต็มอกว่าตัวสาวคนนี้เป็นแม่มด ว่าแล้วชีลุกขึ้นมาหลอกหลอนต้อนรับเขาตั้งแต่คืนแรกเสียจนฉี่แทบราด ไอ้ครั้นเขาจะหลบหนีไปก็ไม่ได้เพราะโดนชาวบ้านจับขังไว้ในโบสถ์ให้ประกอบพิธีจนถึงเช้าอีกด้วย งานนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไปล่ะว่าเขาจะอยู่รอดปลอดภัยจนผ่านสามคืนสุดทรหืดครั้งนี้ไปได้หรือไม่


มีเล่นขี่ม้าส่งเมืองกันด้วยแฮะ
เห็นปีที่หนังสร้างออกมาก็น่าจะพอเดาออกว่า เทคนิคงานสร้างอะไรๆ คงจะดูไม่สมจริงเช่นทุกวันนี้อยู่แล้ว ซึ่งอันที่จริงแล้วเทคนิคในหนังค่อนข้างพื้นๆ ง่ายๆ แบบเห็นปุ๊บก็รู้ว่าทำยังไงเสียด้วยซ้ำไป แต่เพราะความเก่าของหนังจึงได้อารมณ์ความขลังเข้ามาทดแทน และอันตัวผีสาวที่รับบทโดยคุณ Natalya Varley (ตอนนั้นอายุ 20 ขวบ) ก็ช่างงดงามเหนือกาลเวลายิ่งนัก เธอจึงกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าติดตามขึ้นมาอีกแยะเลยทีเดียว (อิอิ)


ผีอะไรจะสวยปานนั้น
ดูหนังผีโบราณแล้วถึงมันจะไม่สมจริง เทคนิคก็ยังบ้านๆ แต่ก็ได้อารมณ์หลอนโบราณๆ ไปอีกแบบ อย่างในกรณีของเรื่องนี้ ถ้าเอาปัจจัยเรื่องยุคสมัย การปกครอง เทคนิคทางภาพยนตร์ เข้ามาพิจารณาด้วยแล้วจะพบว่าทำออกมาได้เท่านี้ก็ถือว่าแจ่มมากมายแล้ว และไม่แปลกที่จะขึ้นหิ้งคลาสสิคไปโดยปริยาย นี่ล่าสุดเห็นว่ากำลังมีเวอร์ชั่นรีเมคที่ทุ่มทุนสร้างเน้นความสยองกันเต็มเหนี่ยว เตรียมจะออกฉายในปีนี้ปีหน้าด้วย ยังไงก็โปรดติดตามดูกันต่อไปเน้อว่าจะสู้ของเก่านี้ได้หรือไม่
  • + เป็นหนังผีคลาสสิคและได้ชื่อว่าเป็นหนังผีเรื่องแรกของรัสเซียเชียวนะ ผีสาวก็สวยโคตร (อันนี้สำคัญเลย) ทุกวันนี้หนังยังพอจะดูหลอนได้อยู่ด้วย
  • - เทคนิคค่อนข้างโบราณตามยุคสมัย ซึ่งอาจจะดูไม่น่ากลัวเอาซะแล้วสำหรับบางคนในทุกวันนี้

ปล.1 เรามีเทรลเลอร์ทั้งเวอร์ชั่นดั้งเดิมและเวอร์ชั่นรีเมคมาให้ดูเปรียบเทียบกันด้วยจ้า

ปล.2 ท่านสามารถหาดูเวอร์ชั่นดั้งเดิมนี้ได้ใน youtube เน้อ (ซับอังกฤษ)

*เวอร์ชั่นปี 1967*


*เวอร์ชั่นรีเมค*




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2554    
Last Update : 23 มิถุนายน 2554 2:15:34 น.
Counter : 849 Pageviews.  

The Frighteners (1996): มาหลอกน่ะไม่ว่า แต่อย่าฆ่ากันเซ่!

The Frighteners (1996) :
ในที่สุดก็มาถึงผลงานเรื่องสุดท้ายของ ผกก. Peter Jackson ใน'ยุคก่อนเดอะลอร์ดฯ' (Post-LOTR Era) กันแล้ว ซึ่งนี่ก็นับเป็นหนังระดับฮอลลีวู้ดเรื่องแรกของน้า(สตูดิโอ Universal ออกงบให้ 30 ล้านเหรียญแน่ะ) โดยได้ Robert Zemeckis มาเป็นป๋าดันอำนวยการสร้างให้ แถมยังแนะนำให้ใช้ดาราคู่บุญของตนอย่าง Michael J. Fox (ไตรภาค Back to the Future) มาเป็นตัวเรียกลูกค้าและเสริมความไฮโซให้หน้าหนังอีกต่างหาก ซึ่งปรากฏว่าพอหนังออกฉาย ก็ดันไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง แต่ก็ยังได้รับคำสรรเสริญจากนักวิจารณ์กับคอหนังอยู่พอสมควรเลยทีเดียว


ผีฝรั่งสมัยนั้นยังไม่นิยมไว้ผมยาวปรกหน้าหรือคลานไปคลานมา
จากเดิมที่น้ากับภรรยาปิ๊งไอเดียเขียนบทโดยกะจะให้ทั่น Zemeckis กำกับ (แต่ไปๆ ทั่นเขาก็ตระหนักว่าให้น้ากำกับอ่ะดีแล้ว) โดยเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Frank (J. Fox) อดีตสถาปนิกผู้สูญเสียภรรยาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งก็ส่งผลให้เขาสามารถมองเห็นวิญญาณคนตายได้ ว่าแล้วก็เลยผันตัวเองกลายมาผู้เชี่ยวชาญด้านผีๆ สางๆ รับจับผีทั่วราชอาณาจักรซะเลย ทว่าอันที่จริงแล้วมันเป็นการสมคบคิดกับผีเพื่อนๆ สุดต๊อง มาต้มตุ๋นชาวบ้านไปวันๆ ซะมากกว่า


หนังเต็มไปด้วยผี CG สุดเดิ้น(ในสมัยโน้น)
แต่แล้วเรื่องวุ่นๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อ จู่ๆ ผู้คนในเมืองของพระเอกเราก็พากันล้มตายจากอาการหัวใจวายอย่างปริศนาไปทีละคนๆ ซึ่งต่อมา Frank ก็ค้นพบว่าตัวการของเรื่องเหล่านี้คือ วิญญาณยมทูตในชุดคลุมสีดำที่เที่ยวไปฆ่าคนอย่างเมาแมว และด้วยความที่เป็นพระเอกคนดีศรีสังคมเลยต้องเข้าขัดขวางตามฟอร์ม จนเกิดเรื่องราวโกลาหล สนุกสนานตามมาชนิดที่ ทั้งคนทั้งผี ทั้งผีและผี ทั้งคนและคน ได้ฟัดกันวุ่นวายเลยล่ะคราวนี้


เฮีย Michael J. Fox กับหนังโรงเรื่องท้ายๆ ของเขา
แม้จะเป็นผลงานในร่มเงาฮอลลีวู้ดเรื่องแรกของน้า แต่น้าแกก็สามารถทำหน้าที่ได้อย่างไม่เสียเซลฟ์ เล่าเรื่องได้ลื่นไหล เนื้อเรื่องที่ไม่ตื้นเขิน ถึงจะต้องลดความโหด ความบ้า ความเหวอ ลงไปเพื่อต้องประนีประนอมต่อตลาดและสตูดิโออยู่บ้าง แต่หนังก็ไม่ออกมาหน่อมแน้ม ทั้งยังมีความโหดและตัวละครรั่วๆ ให้เห็นกันอยู่ ในขณะที่ดูจะเน้นในเรื่อง CG ฉากผีๆ สางๆ กันเต็มที่ ซึ่งพอมาดูกันในสมัยนี้ก็พบว่าค่อนข้างธรรมดาไม่น่าตื่นตาไปซะแล้ว(แต่ก็ยังโอเคอยู่นะ)

มาดูทุกวันนี้เอฟเฟกท์ก็ค่อนข้างธรรมดาไปแล้ว
ทว่าการที่ต้องประนีประนอมกับตลาดแบบนี้ ก็เลยพลอยทำให้หนังดูจะเล่นอะไรได้ไม่เต็มที่มากนัก พอมาเจอความยาวหนังกว่าสองชั่วโมงแบบนี้ก็เลยดูเหมือนหนังจะยาวไปหน่อยมั้ย แต่สำหรับคนที่ตามงานของน้าเขามาตลอดก็จะมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ดูได้เพลินขึ้นมาหน่อย เช่นการที่มีนักแสดงจากหนังเรื่องก่อนๆ ของน้าโผล่มาร่วมแจมคนละนิดคนละหน่อยให้ได้เฮ้ยกันบ้าง (และตามฟอร์มที่ต้องมีน้าโผล่มาร่วมแจมในบทเล็กๆ ที่น้าเขาจะได้ชูนิ้วกลางให้พระเอกและพูดว่า 'Asshole'ด้วยแหล่ะ) โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหนังสยองขวัญปนตลกที่ดูเพลินได้อยู่ แฟนๆ หนังก็จะได้เห็นพัฒนาการของน้าว่าได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับหนังระดับใหญ่ๆ และหนังที่ต้องใช้เอฟเฟคท์เยอะๆ ได้ยังไง จนในอีกสี่ปีต่อมาถึงได้คลอดหนัง The Fellowship of the Rings และอีกสองภาคที่เหลือออกมาให้ทั้งโลกกล่าวขานถึงมาจนทุกวันนี้
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังฮอลลีวู้ดเรื่องแรกของป๋า ที่ดูได้สนุกดี ดาราก็ดังดี แฟนๆ หนังของป๋าก็ไม่ควรพลาด
  • ไม่น่าดูเพราะ: มาดูทุกวันนี้ CG ค่อนข้างดูธรรมดาไปแล้ว และหนังยาวไปหน่อย เลยทำให้หนังดูจืดลงไปนิด



*สุดท้ายเราก็มีรายนามหนังของป๋า(คลิกเพื่ออ่านรีวิว)ตั้งแต่เรื่องแรกยันเรื่องนี้มาให้ด้วยจ้า*


  • The Frighteners (1996): มาหลอกน่ะไม่ว่า แต่อย่าฆ่ากันเซ่!



  • *ช่วงเพลงในหนัง*
    Sonic Youth ยุคชราภาพ
    ด้วยเพราะเป็นหนังแนวสยองขวัญตลก และไม่ได้มีวัยรุ่นเป็นตัวดำเนินเรื่อง ในหนังจึงไม่มีเพลงให้ฟังสักเท่าไหร่ อันที่จริงแล้วมีอยู่เพลงเดียวเท่านั้นนั่นก็คือเพลง Superstar ของ Carpenters ที่ถูกวงโพสต์พั้งค์รุ่นเก๋าจากนิวยอร์คอย่าง Sonic Youth นำมาคัฟเวอร์ไว้อย่างเก๋ไก๋ในอัลบั้มทริบิวต์ If I Were a Carpenters ซึ่งในหนังก็ถูกนำมาใช้ในฉากที่จนท.เอฟบีไอจิตรั่วของเรื่องได้จับตัวนางเอกไป และด้วยเพราะทนเสียงกรีดร้องของนางเอกไม่ได้ เลยต้องเปิดเพลงนี้กลบซะเลย เอาเป็นว่าถ้าใครยังนึกไม่ออกล่ะก็ เรามีมาให้ฟังแล้วจ้า






     

    Create Date : 12 มิถุนายน 2553    
    Last Update : 16 พฤษภาคม 2554 3:58:14 น.
    Counter : 1205 Pageviews.  

    Meet the Feebles (1989): ตุ๊กตาเสื่อมหรรษา


    Meet the Feebles (1989) :
    ผลงานลำดับสองของป๋า Peter Jackson ต่อจาก Bad Taste (1987) ซึ่งกับเรื่องแรกที่ว่าคัลต์ๆ แล้วนะ เรื่องนี้ยิ่งคัลต์หนักขึ้นไปอีก เพราะเป็นหนังที่ใช้ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาสิงสาราสัตว์หน้าตาน่ารักเล่นตลอดทั้งเรื่อง แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังของ Peter Jackson แล้ว จะให้เรื่องราวออกมาแอ๊บแบ๊วให้เด็กๆ ดูก็กระไรอยู่ เพราะอันที่จริงแล้ว เรื่องราวในหนังเรื่องนี้โคตรจะ'เสื่อม'ได้ใจเลยทีเดียวล่ะ

    เจ๊ฮิปโปมาพร้อมกับปืนกล M60
    ที่บอกว่าเสื่อมนั้นก็เพราะเหล่าตัวละครหน้าตาบ๊องแบ๊วน่ารักในหนังต้องมาเจอกับเรื่องราวของการ ค้ายาเสพติด, การเสพยา, การข่มขืน, เซ็กซ์หมู่, การถ่ายทำหนังเอ็กซ์, การถ่ายทำสนัฟฟิล์ม, การสังหารหมู่, โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตายแบบเละเทะของเหล่าตัวละครทั้งหลายด้วย คือว่าอะไรที่เสื่อมๆ บัดซบๆ หนังเรื่องนี้มีมาให้หมด ดังนั้นจึงไม่ใช่หนังที่เหมาะสำหรับเด็กๆ อย่างแน่นอนนะจ้ะ


    มองผิวเผินนึกว่าหนังจะออกมาแอ๊บแบ๊ว
    แม้เรื่องราวในหนังจะบัดซบได้ใจ แต่เพราะการที่มีแต่ตัวละครสัตว์หน้าตาน่ารักเลยทำให้ลดความแรงลงไปได้เยอะ จนกลายเป็นหนังตลกร้ายไปในที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นหนังตุ๊กตาหรรษาที่เสื่อมที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นเดียวกัน! จริงอยู่ที่ทุกวันนี้มีหนังเสื่อมๆ สไตล์นี้ออกมาให้ดูเยอะแยะ แต่ลองนึกถึงตอนที่หนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อ 21 ปีที่แล้วสิ นี่จึงนับว่าเป็นหนังที่สุดโต่งมากเรื่องหนึ่งในยุคนั้นเลยทีเดียว(แม้ในทุกวันนี้ก็เหอะ) คือถ้าดูแล้วไม่ชอบก็คงจะเกลียดไปเลย ซึ่งนี่แหล่ะคือคุณสมบัติที่ดีของหนังคัลต์ ที่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังคัลต์คลาสสิคไปอีกเรื่องแล้วในทุกวันนี้


    ดูสภาพตัวละครแต่ละตัวก็พอจะรู้ว่างานนี้เสื่อมแค่ไหนแล้ว
    แม้รวมๆ แล้วหนังจะดูง่อยๆ ไม่สนุกเถิดเทิง และไม่มีอะไรโดดเด่นในด้านงานสร้าง แต่ก็มีลูกบ้า ลูกโหดมาทดแทน ผลงานเรื่องนี้ของ Peter Jackson ยังแสดงให้เราเห็นว่าเขาเป็น ผกก.ที่กล้าทำในสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกัน และก็ทำได้ดีซะด้วย จะว่าไปแล้วป๋าเขาก็ทำหนังได้ทุกแนวจริงๆ นะ ไม่ว่าจะหนังเอเลี่ยนบุกโลก หนังผี หนังดราม่า หนังแฟนตาซี ดังนั้นเดาว่าผลงานต่อๆ ไปของเขาอาจจะมากับอะไรๆ ที่แปลกแหวกแนวจากผลงานที่ผ่านๆ มาแน่ๆ เชียว นับถือๆ
    • น่าดูเพราะ: เป็นหนังที่กล้าแหวกแนว ทั้งเสื่อมได้ใจคอหนังคัลต์จริงๆ แหม่ ทำ ไป ได้
    • ไม่น่าดูเพราะ: ไม่เหมาะสำหรับเด็กๆ เป็นที่สุด และเสื่อมขนาดนี้ก็อาจจะไม่เหมาะกับผู้ใหญ่บางคนเช่นกัน




     

    Create Date : 04 มิถุนายน 2553    
    Last Update : 16 พฤษภาคม 2554 3:56:50 น.
    Counter : 637 Pageviews.  

    Braindead (1992): โทษทีจ้ะ... แม่ผมเป็นซอมบี้


    Braindead (1992) :
    มาต่อกันกับช่วงมหกรรมย้อนรอยหนังเก่าของ Peter Jackson อีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นผลงานลำดับที่สามของเขาต่อจาก Bad Taste (1987) และ Meet the Feebles (1989) ซึ่งหนังซอมบี้ปนตลกของเขาเรื่องนี้ที่ทั้ง โหด มันส์ ฮา เลือดสาดสุดๆ จนได้กับการสรรเสริญเยินยอจากคอหนังสยองขวัญเอามากๆ ทุกวันนี้หนังก็ขึ้นหิ้งหนังคัลต์คลาสสิคที่คอหนังคัลต์สยองขวัญทุกคน'ต้อง'ดูไปซะแล้ว

    อาวุธของพระเอกคือ เอิ่ม..เครื่องตัดหญ้า
    ผกก. Jackson แสดงศักยภาพของเขาให้ประจักษ์อีกครั้ง ด้วยการผสมผสานเรื่องราวขำขัน ตลกท่าทาง ความรักของหนุ่มสาว และความสยองขวัญสุดเว่อร์เข้าไปได้อย่างลงตัว จนออกมาเป็นหนังซอมบี้ที่ดูเพลินมากๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แม้ว่าเอฟเฟกท์ต่างๆ ยังดูหลอกๆ อยู่ตามงบสร้าง แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เรียกได้ว่าเรื่องนี้ป๋าเขาปล่อยของกันเต็มที่ ซะจนมีฉากแหว่ะๆ เลือดสาด อวัยวะปลิวว่อน มาให้เต็มเรื่องชนิดสะใจคอหนังสยองไปตามๆ กันแน่

    ทั้งแหว่ะทั้งบ้าบอทั้งฮามีมาให้ครบครับ
    ถึงจะเป็นหนังซอมบี้ที่เหมือนจะได้รับอิทธิพลมาจากหนังแนวนี้เรื่องโน้นนิดเรื่องนี้หน่อยมาก็ตาม แต่ก็ยังทำเก๋บิดขนบหนังแนวนี้ โดยแทนที่จะให้เป็นเรื่องของการป้องกันไม่ให้ซอมบี้เข้ามาในบ้านเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ แต่หนังกลับให้เป็นการป้องกันซอมบี้ไม่ให้ออกจากบ้านแทนซึ่งก็ดูเข้าท่าไปอีกแบบ แถมตอนจบยังบ้าบอคอแตกได้ใจจนงานนี้สยองกันไม่ลงแล้ว แต่ดูแล้วจะออกแนว "โหย หนังบ้าอะไรฟะเนี่ย ทำ ไป ได้?!"แทนซะมากกว่า เจ๋งจริงๆ นะป๋า Jackson!

    ถึงจะแหว่ะแต่ก็เว่อร์ๆ ฮาๆ จนดูไม่สยองแต่ประการใด
    หลังจากเรื่องนี้ที่ป๋าปล่อยของเต็มที่แล้ว ก็ไปทำหนังดราม่าคุณภาพอย่าง Heavenly Creatures (1994) และโกฮอลลีวู้ดไปทำ The Frighteners (1996) ต่อ(แต่ก็ยังขอถ่ายทำในนิวซีแลนด์บ้านเกิดอยู่ดี) ซึ่งแม้ไม่มีทีท่าว่าเขาจะกลับมาทำหนังสไตล์นี้อีกหรือไม่ แต่เราก็ยังคงเห็นความโหด ความบ้า ความคัลต์ อันสร้างสรรค์ของเขาได้ในผลงานต่อๆ มาของเขาได้เสมอ และน่าชื่นชมที่เห็นเครดิตของทีมงานจะพบว่าคนที่เคยร่วมงานกับเขามาแต่ไหนแต่ไร ก็ยังคงร่วมงานกับเขามาจนทุกวันนี้ แบบนี้เขาเรียกว่า ดังก็ดังด้วยกัน ไม่มีทิ้งเพื่อน ไม่มีดังแล้วชิ่ง ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของป๋าที่เราชื่นชมนักหนาเชียว


     + เป็นหนังคัลต์ โหด มันส์ ฮา สุดคลาสสิค ที่ดูเพลินเอามากๆ ทั้งคอหนังสยอง และแฟนหนังของป๋า Jackson ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 

     - เป็นหนังสยองเกรดบี ที่เน้นแหว่ะ ไม่จริงจังกับตัวเอง ถ้าไม่ใช่คอจริงๆ ก็น่าจะเมินอยู่หรอก




    *ช่วงรู้มั้ยเอ่ย? (แล้วจะรู้ไปทำไมเนี่ย?!)*
    ป๋า Jackson กำลังตีหน้าทะเล้นแข่งกับเด็กผีในเรื่อง
    • ป๋าแจ็คสันโผล่มาร่วมแจมในหนัง(ตามฟอร์ม) ในบทผู้ช่วยสัปเหร่อและเรื่องนี้ป๋าเขามีบทพูดด้วยนะเออ
    • ร้านวีดีโอในประเทศสวีเดน(และอีกหลายๆ ประเทศ) จะมีการแถมถุงอ้วกให้กับผู้ที่เช่าหนังเรื่องนี้ไปดูด้วย(เก๋จริงๆ)
    • แค่ฉากสุดท้ายฉากเดียว หนังก็ใช้เลือด (ปลอม) กว่า 300 ลิตรเลยทีเดียว จนถ้านับทั้งเรื่องแล้วจะพบว่านี่เป็นหนังที่เลือดสาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
    • ตอนเข้าฉายในอเมริกาหนังต้องเปลี่ยนชื่อเป็น Dead Alive เพราะชื่อเดิมดันไปซ้ำกับหนังสยองของพระเอก Bill Pullman เข้า

    *คัดข้อมูลจาก IMDB จ้า*




     

    Create Date : 03 มิถุนายน 2553    
    Last Update : 30 กรกฎาคม 2555 16:21:52 น.
    Counter : 2321 Pageviews.  

    1  2  

    Nanatakara
    Location :
    กรุงเทพฯ Thailand

    [Profile ทั้งหมด]

    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
    ฝากข้อความหลังไมค์
    Rss Feed
    Smember
    ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




  • Friends' blogs
    [Add Nanatakara's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.