เราเป็นทั้งผู้ปฏิเสธและผู้ถูกปฏิเสธ (งานตะพาบครั้งที่ 286)


ตั้งแต่เล็กจนโตมา เราก็เป็นทั้งผู้ปฏิเสธและผู้ถูกปฏิเสธในหลาย ๆ เรื่อง บางเรื่องก็เป็นเรื่องเล็ก บางเรื่องก็เป็นเรื่องใหญ่ บางเรื่องเมื่อเลือกทำไปแล้วก็รู้สึกดี บางเรื่องเมื่อเลือกทำไปแล้วก็รู้สึกแย่ บางเรื่องมีผลกับชีวิตเรา บางเรื่องไม่มีผลกับชีวิตเรา

ขอยกตัวอย่างเรื่องที่มีผลกับชีวิตเราก็แล้วกัน แต่มีผลไปในทางที่ดีนะ ตอนเราอยู่ประถม เราเรียนโรงเรียนสายน้ำทิพย์ พอจะขึ้นมัธยมก็ใฝ่ฝันอยากเรียนสายน้ำผึ้ง เป็นโรงเรียนที่อยู่ตรงข้ามกัน นักเรียนหญิงของโรงเรียนสายน้ำทิพย์หลาย ๆ คนก็เลือกที่จะสอบเข้าที่นี่

เราเลือกสอบเข้าที่โรงเรียนสายน้ำผึ้งหลังจบ ป.6 แต่ไม่ติด ไปติดสำรองที่โรงเรียนมักกะสันพิทยา แต่เราก็ไม่ได้เรียนที่นี่ เราจำไม่ได้ว่าที่เราเลือกไม่เรียนที่นี่นั้นเพราะอะไร สุดท้ายเรามาเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนศรีวิกรม์ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน แต่ถึงจะเป็นโรงเรียนเอกชนที่เขารับหมด แต่เราก็ต้องสอบก่อนเข้านะ เพราะเขาจะได้จัดห้องได้ถูกว่าเราควรจะได้อยู่ห้องไหน ผลปรากฏว่าเราได้อยู่ห้องคิง เพื่อน ๆ ก็ดีนะ แต่เรียนยากชะมัด เพราะเขาเน้นให้ห้องนี้ไปเรียนต่อสายวิทย์ คณิต พอเราเรียนจนจบถึงม.3 เราก็อยากที่จะไปสอบเข้าโรงเรียนสายน้ำผึ้งอีกครั้ง

เมื่อไปสอบเข้าโรงเรียนสายน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อจะไปเรียนต่อมัธยมปลายที่นั่นก็ปรากฏว่าสอบไม่ติดอีก คราวนี้ไปติดสำรองที่โรงเรียนศรีพฤฒา เมื่อรู้ว่าติดที่นี่ เราก็ให้แม่พาไปดูโรงเรียน บอกเลยโรงเรียนน่าเรียนมาก รู้สึกชอบบรรยากาศ แต่แม่ก็บอกว่ามันไกลเกินไป แค่เดินทางก็เหนื่อยแล้ว ทีนี้ก็ต้องหาโรงเรียนใหม่ เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่อยากเรียนที่ศรีวิกรม์ต่อ ปรากฏว่าทางพ่อแม่เราก็ได้มีโอกาสคุยกับแม่เพื่อนสนิทของเรา (เพื่อนสนิทสมัยประถม) แม่เพื่อนก็บอกว่าให้ลองไปคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้งดูเผื่อว่าจะเข้าได้

ก็ปรากฏว่าเมื่อได้ไปคุย ทางผู้อำนวยการก็บอกว่าตอนนี้เหลืออยู่สายเดียวที่รับได้ คือ สายคหกรรม ตอนเราอยู่ในห้องผู้อำนวยการ เราก็นั่งคิดไปว่าถ้าเรียนต่อที่นี่ เราไม่มีความสุขแน่เลย เพราะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ถึงเราจะไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่เราก็ไม่เคยทำอาหาร งานประดิดประดอย เราก็ไม่ถนัด เพราะรู้ตัวตั้งแต่ตอนเรียนประถมแล้ว นั่งเย็บใบตองอะไรอย่างนี้ไม่ถนัดจริง ๆ สุดท้ายเราก็ปฏิเสธ

ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้งก็แนะนำโรงเรียนหนึ่งมาว่าให้ลองไปสมัครดู เพราะตอนนี้กำลังเปิดรับสมัคร โรงเรียนนั้นคือโรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย ซึ่งโรงเรียนนี้อยู่ใกล้บ้านเรามาก เราก็เลยไปสมัครที่โรงเรียนนี้ ห้องที่เราได้อยู่เป็นห้องสายศิลป์ ภาษาเยอรมัน ก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะยากหรือไม่ยาก แต่ยังไงก็ดีกว่าเลือกไปเรียนสายคหกรรมที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ถ้าเราเลือกที่จะเรียนสายคหกรรม มันจะต้องเป็น 3 ปีที่เราทุกข์แน่ ๆ

แต่สุดท้ายห้องสายศิลป์ ภาษาเยอรมันก็กลายเป็นห้องสายศิลป์ ภาษาฝรั่งเศส เพราะปีที่เราเข้าปีนั้นเป็นปีที่ครูสอนภาษาเยอรมันไปเรียนต่อพอดี ไม่มีครูสอนภาษาเยอรมัน มีแต่ครูสอนภาษาฝรั่งเศส เราเลยได้เรียนภาษานี้

นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่เราปฏิเสธแล้วมีผลกับชีวิตเรา เป็นไปในทางที่ดี เมื่อเขียนถึงเรื่องปฏิเสธ ก็ขอเขียนถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เราปฏิเสธต่ออีกสักหน่อย ตอนที่เราอยู่มัธยมปลายที่ปฏิเสธเพื่อนก็คือการไปเที่ยวหลังจากเลิกเรียน ที่เพื่อน ๆ ชอบไป คือ ห้างซีคอนสแควร์ ที่เราไม่ไปนอกเหนือจากที่บ้านไม่อยากให้ไปก็คือเรารู้สึกว่ามันไกล และเดินทางกลับลำบาก เลยไม่ไป แต่เราก็เคยไปกับเพื่อนครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นจำต้องไปเพราะเพื่อนชวนไปถ่ายสติกเกอร์รวมกลุ่มเพื่อเอามาแปะใช้ทำงานส่งครู (จริง ๆ งานนั้นครูไม่ได้บอกให้ต้องถ่ายสติกเกอร์ แต่มันเป็นความคิดของกลุ่มเราเอง) ขากลับเจอน้าชายพอดี เลยได้กลับรถน้าชาย ไม่อย่างนั้นคงต้องกลับเองก็คงงง ๆ อยู่

ตอนเด็กปฏิเสธที่จะไปเที่ยว ตอนโตมาก็ปฏิเสธที่จะไปงานแต่งงาน งานสังสรรค์ เพราะเป็นงานกลางคืน อยากบอกว่ารู้สึกผิดอยู่เหมือนกันนะที่บางคนอยากเจอและให้การ์ดเชิญมา

ส่วนเรื่องที่เราปฏิเสธและรู้สึกผิดมากสุด คือ เรื่องที่หัวหน้าห้องตอนมัธยมปลายเขาทำอาชีพขายตรง เขาอยากจะนัดเจอเราและขอชื่อเราไปอยู่ในลิสต์อะไรสักอย่าง แต่เราปฏิเสธไม่ไป ยังไม่พอ ยังไปบล็อกเขาอีก ตอนที่ทำก็แค่ไม่อยากให้เขามายุ่งกับเรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปคิดได้ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรทำ ก็ไปปลดบล็อก แต่หลังจากปลดบล็อกเขา ก็ยังไม่ได้เคลียร์ใจกันเรื่องนี้ เราคิดว่าเขาต้องรู้สึกกับเราไม่ดีไปแล้วแน่ ๆ คิดว่าถ้ามีโอกาสได้เจอตัวกันสักวันจะไปขอโทษ ถ้าเขายังเคืองหรือรู้สึกไม่ดี ก็คงต้องทำใจ เพราะเราก็ทำอะไรที่ไม่สมควรทำไปจริง ๆ

เล่าบางเรื่องที่เราปฏิเสธไปแล้ว ขอเล่าเรื่องที่เราถูกปฏิเสธบ้างแล้วกัน เดี๋ยวจะไม่ตรงโจทย์ เรื่องที่เราถูกปฏิเสธแล้วรู้สึกเจ็บก็เป็นเรื่องของความรัก

ที่เราถูกปฏิเสธและรู้สึกว่าไม่ชอบ เกิดขึ้นตอนที่เราอยู่มัธยมปลาย ตอนนั้นเราชอบผู้ชายต่างห้อง ผู้ชายคนนี้เขามาที่ห้องเรียนเราบ่อย ๆ เพราะเขาสนิทกับเพื่อนผู้ชายในห้องเรามาตั้งแต่มัธยมต้น เราก็ชอบแอบมองเขาและเราก็เห็นว่าเขาไม่มีใคร เราไม่เคยเห็นเขาเดินมากับใคร ไม่ว่าจะเวลาที่มาห้องเรา หรือเดินสวนกันระหว่างเปลี่ยนตึกเปลี่ยนห้องเรียน เราก็บอกเพื่อนในกลุ่มเราว่าเราแอบชอบเขา ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะรู้ แต่สุดท้ายเขาก็รู้ วันต่อมาเขาก็ควงผู้หญิงมาเลย เราเดินสวนกัน แล้วเขาก็มองเรา ซึ่งปกติเขาจะไม่เคยมองเราด้วยสายตาแบบนั้น สายตาประมาณว่าฉันมีแฟนแล้วนะ อะไรประมาณนี้ เป็นการถูกปฏิเสธที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบ เราว่าพูดกันตรง ๆ ดีกว่าว่าไม่ชอบ อย่าใช้สายตาแบบนั้นเลย สายตาที่ดูเหมือนเหยียด ๆ

การถูกปฏิเสธอีกแบบที่เรารู้สึกไม่ชอบก็คือเงียบ แล้วไปทำดีกับคนอื่น แต่กับเราเฉยชา ก็เข้าใจนะว่าอยากให้เราลืม อยากให้เราเลิกยุ่ง แต่อยากบอกว่ามันเจ็บปวดว่ะ ตอนอยากรู้จักก็เข้ามาทัก พอไม่อยากรู้จักแล้วก็ไม่อยากสื่อสาร มันคืออะไร ความเป็นเพื่อนไม่มีหลงเหลือแล้วหรือ

การถูกปฏิเสธในเรื่องความรัก บางทีเจ็บมาก บางทีเจ็บน้อย จะบอกว่าไม่เจ็บเลยคงเป็นคำตอบที่โกหก ถ้าไม่เจ็บเลย แปลว่าเราไม่ได้รักมากพอที่จะเจ็บ

ถ้าไม่อยากเจ็บ ก็ควรเผื่อใจไว้บ้าง หรือรักเขาให้น้อย รักตัวเองให้มาก เมื่อถูกปฏิเสธ เราจะได้ไม่เจ็บ


ทั้งหมดที่เราเขียนมานั้นเป็นแค่เรื่องราวบางส่วนในชีวิต เราคิดว่าเรายังต้องเป็นผู้ปฏิเสธและผู้ถูกปฏิเสธในอีกหลายครั้งคราวในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องไหนบ้าง ถ้ามีแล้วอยากเขียน เราก็คงจะนำมาบันทึกในโอกาสต่อ ๆ ไป ถ้าเรายังรักและอยากที่จะเขียนอยู่



Create Date : 24 กันยายน 2564
Last Update : 24 กันยายน 2564 2:02:29 น.
Counter : 396 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณเริงฤดีนะ, คุณtoor36


BlogGang Popular Award#17



comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



Group Blog
All Blog
  •  Bloggang.com