Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 7

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 7


ธีระสวมเสื้อคลุมอาบน้ำซึ่งแขวนอยู่บนราว เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็พบว่ากฤตภาสนั่งดื่มวิสกี้จากแก้วอยู่บนเตียง เรือนร่างสูงใหญ่บัดนี้สวมเพียงกางเกงยีนส์สีดำ ส่วนไฟจากหลอดขาวบนเพดานถูกปิดไปแล้ว ทั้งห้องถูกห่อหุ้มด้วยแสงนวลตาจากโคมไฟตั้งพื้นทรงสูงเท่านั้น

"อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ มานี่สิ"

กฤตภาสวางแก้ววิสกี้ลงเหนือหัวเตียงซึ่งวางโทรศัพท์มือถือไว้ จากนั้นก็หงายมือข้างหนึ่งออกมาหา เด็กหนุ่มรู้ได้ว่าหัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นเต้นจนต้องพยายามเตือนตัวเองให้ใจเย็นๆ เขาก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่สัญชาตญาณบอกว่าอย่าแสดงท่าทางหวาดหวั่นออกไปให้อีกฝ่ายเห็นเด็ดขาด

ธีระเดินเข้าไปใกล้เตียงด้วยฝีเท้าซึ่งฝืนบังคับให้มั่นคง เขายังไม่ทันยื่นมือออกไปวางบนมือที่หงายรอ กฤตภาสก็ยืดตัวมารั้งเอวเข้าไปหาจนเด็กหนุ่มสะดุดเสียหลัก

ลมหายใจกรุ่นกลิ่นวิสกี้ระอยู่บนปลายจมูกเมื่อกฤตภาสก้มหน้าลงจนริมฝีปากสัมผัสกัน วูบแรกเด็กหนุ่มพยายามจะหันหนีตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อมือใหญ่อีกข้างรั้งเสื้อคลุมอาบน้ำลงจากไหล่และลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าราวกับจะปลอบ อาการต่อต้านของเด็กหนุ่มก็ลดลง

ใจเย็นๆ ไว้สิ...ตี้...ไม่ต้องลนลาน

ธีระเตือนตัวเองพลางหอบหายใจถี่ เด็กหนุ่มถูกจับให้นั่งคร่อมบนตักของคนที่กำลังเอนหลังพิงหัวเตียง เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระจึงค่อยได้เหลือบตาลงสังเกตเห็นรอยสักบนไหล่ขวาของกฤตภาส รอยสักนั้นเป็นสีดำล้วนขนาดค่อนข้างใหญ่ ลวดลายที่เกี่ยวกระหวัดกินพื้นที่จากหัวไหล่ไปเกือบจรดข้อศอก ยังไม่ทันได้พิจารณาดูภายใต้แสงสลัวว่ามันคือลายอะไร เขาก็ถูกดึงความสนใจกลับมาเมื่อเชือกรัดเอวถูกกระตุกออก

"ชอบผู้ชายมีรอยสักเหรอ?"

น้ำเสียงล้อเลียนของคนถามทำให้เด็กหนุ่มนึกฉุน เพราะการถามแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการสื่อเป็นนัยว่าเขาหลงใหลผู้ชายมีรอยสักซึ่งรวมถึงเจ้าตัว และเขาไม่ยอมปล่อยให้ได้ใจง่ายๆ แบบนั้นแน่

"เปล่าครับ ผมแค่เห็นว่าลายมันแปลกดี แล้วผมก็ไม่เคยนอนกับผู้ชายมีรอยสักมาก่อน"

"งั้นเคยนอนกับผู้ชายมากี่คนแล้วล่ะ?"

น้ำเสียงคนถามแหบต่ำลงขณะพรมจูบไปบนซอกคอระหง ธีระค่อนข้างผอมก็จริงแต่ไม่ได้ถึงกับเห็นซี่โครงหรือกระดูกปูดโปน ตรงไหนที่ควรมีเนื้อหนังก็ยังมีมากพอให้คนสัมผัสได้รื่มรมย์ยามลูบมือผ่าน
และตอนนี้กฤตภาสก็กำลังใช้โอกาสที่ได้มาในการหาความรื่นรมย์อย่างเต็มที่

"สำคัญด้วยเหรอครับว่าผมเคยนอนกับผู้ชายมากี่คน?"

หางเสียงของคนที่ย้อนถามเริ่มรวน เมื่อกฤตภาสเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังมองไปทางอื่น จึงยื่นริมฝีปากไปแนบบนผิวแก้มแล้วถามด้วยน้ำเสียงเนิบเนือย

"ก็แค่อยากรู้ บอกไม่ได้เหรอ?"

เด็กหนุ่มเบนสายตากลับมา ไม่รู้ทำไมเขาจึงรู้สึกเหมือนประกายในแววตาของกฤตภาสบ่งบอกว่าอยากได้คำตอบอย่างซื่อตรง แต่ถึงอย่างไร...พวกเขาก็ไม่ได้สนิทกันในระดับที่จะยอมถ่ายทอดเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ให้รู้

"ผมไม่เคยนับ อีกอย่างคุณกฤตรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ"

ชายหนุ่มได้ฟังก็ทำเสียงหึ แต่น่าแปลกที่นอกจากกฤตภาสจะไม่นึกโกรธแล้วกลับยิ่งนึกสนุกขึ้นไปอีก ปกติเขาก็ไม่เคยถามคู่นอนแต่ละคนหรอกว่าผ่านมือคนอื่นมาแล้วกี่คน สมัยนี้คนที่ยังยึดติดกับแนวคิดว่าคู่นอนควรจะบริสุทธิ์ผุดผ่องจนหลุดรอดมาถึงมือตัวเองคงมีแต่พวกคร่ำครึที่โลกสวยเท่านั้น

แต่กับเด็กคนนี้...เขาก็แค่อยากรู้เรื่องส่วนตัวมากขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง

"ก็จริง อดีตจะไปสำคัญเท่าปัจจุบันได้ยังไง"

ธีระไม่ทันขบคิดว่าคำพูดนั้นมีความหมายแฝงหรือไม่ ผิวหน้าก็ซับสีเลือดจนแดงก่ำเมื่อถูกแหวกชายเสื้อคลุมอาบน้ำออกจนเผยผิวกายให้นัยน์ตาคมกริบได้สำรวจโดยสะดวก แต่กฤตภาสกลับไม่ถอดเสื้อคลุมออกจากตัวเขาจนหมด เพียงแค่รั้งสะโพกเพรียวให้กระถดขึ้นไปบนตักมากขึ้น ส่วนอ่อนไหวของธีระจึงทับอยู่บนเป้ากางเกงของอีกฝ่ายโดยตรง

กฤตภาสยิ้มเย็นขณะลอบสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่ม ก่อนจะใช้ปลายนิ้วลูบบนส่วนไวสัมผัสนั้นอย่างแผ่วเบาจนธีระเริ่มนั่งไม่เป็นสุข การขยับตัวของเขาส่งผลต่อคนเบื้องล่าง และธีระก็ต้องรีบห้ามตัวเองให้หยุดเคลื่อนไหวเมื่อรับรู้ได้ว่าส่วนที่เขานั่งทับกำลังมีปฏิกิริยาขึ้นมา

บ้าเอ๊ย...ทั้งที่คิดว่าจะไม่ยอมมีอารมณ์ร่วมให้ผู้ชายคนนี้ได้ใจแท้ๆ

เด็กหนุ่มขบริมฝีปากแน่นเมื่อรู้สึกได้ถึงการเล้าโลมที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ต้องหลุดเสียงครางเครือเมื่อกฤตภาสใช้ปลายลิ้นกรีดริมฝีปากของเขาออกจากกัน เด็กหนุ่มหลับตาแน่นและจิกนิ้วบนไหล่หนาเมื่ออีกฝ่ายลดมืออีกข้างลงลูบบั้นท้ายของเขาผ่านเสื้อคลุม

"อื้อ..."

ความเสียวซ่านที่รุมเร้าทำให้ธีระกระหวัดแขนไปรอบลำคอแกร่งแล้วซบหน้าลง ร่างเพรียวสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อชายเสื้อคลุมด้านหลังถูกร่นสูง จากนั้นฝ่ามือแข็งแรงก็นวดเฟ้นหนั่นเนื้อของเขาโดยตรงอย่างย่ามใจ

ไหล่ผอมสั่นสะท้านเมื่อคิดว่าจะเกิดอะไรต่อ วินาทีนั้นเขาอยากลุกขึ้นร้องโวยวายว่ายกเลิกข้อตกลงและวิ่งหนี ทั้งที่เมื่อครู่ทำใจไว้แล้วว่าจะทนเพื่อให้มันผ่านไปเร็วๆ ด้วยซ้ำ

ที่แท้เขาก็ยังคิดอะไรง่ายเกินไป...

กฤตภาสสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมแขนกำลังกลัว เขามีประสบการณ์มากพอจะรู้ว่าเวลาที่คู่นอนสั่นเพราะมีอารมณ์ร่วมนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นไม่ใช่ปฏิกิริยาที่เขาจับได้จากธีระ ต่อให้จะพยายามเสแสร้งเพื่อสร้างภาพว่าตัวเองด้อยประสบการณ์มาตบตา ก็คงไม่มีทางจะสั่นไปทั้งๆ ที่กล้ามเนื้อแต่ละมัดเกร็งจนทื่อได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นนี้แน่

ความคิดนั้นทำให้เขาทั้งลำพองใจทั้งสงสาร แต่กฤตภาสหาใช่พ่อพระที่จะปล่อยโอกาสเช่นนี้ให้หลุดมือ ใครจะรู้ว่าเด็กหนุ่มจะใช้วิธีไหนมาบ่ายเบี่ยงอีกหากผ่านค่ำคืนนี้ไปแล้ว

"อ๊ะ!"

ธีระอุทานอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ก็ถูกพลิกตัวให้นอนหงาย เสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวที่ยังไม่หลุดจากตัวแผ่ออกด้านล่างเหมือนผ้ารองอาหารเลิศรส กฤตภาสมองภาพตรงหน้าแล้วก็ปวดหนึบที่ส่วนกลางร่างกายจนต้องรีบปลดกระดุมและรูดซิปลงเพื่อให้ความอึดอัดได้เป็นอิสระ ความรู้สึกยามนี้ไม่ต่างจากเวลาที่เห็นอาหารซึ่งจัดแต่งอย่างสวยงามอยู่ตรงหน้า ความหิวโหยนี้จะไม่หายไปตราบใดที่ไม่จัดการอาหารในจานให้เกลี้ยง

"ไม่ต้องกลัว"

กฤตภาสเอ่ยปลอบเมื่อเห็นธีระเบิกตากว้างหลังเห็นร่างเปลือยเปล่าของเขา ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้คนที่นอนรอได้มีเวลาคิดฟุ้งซ่าน เขาเลื่อนตัวขึ้นทาบทับร่างผอมเพรียวแล้วก็จูบริมฝีปากที่กำลังเผยอ ฝ่ามือใหญ่ฟอนเฟ้นไปทั่วทุกส่วนสัดที่มือของเขาสัมผัสได้ กลิ่นสบู่อ่อนๆ ผสานกับกลิ่นเหงื่อโชยเข้าจมูกอย่างเย้ายวนยิ่งเร้าอารมณ์จนชายหนุ่มแทบทนไม่ไหว

ร่างสูงเอื้อมหยิบถุงยางมาสวมลงบนความตื่นตัวที่กำลังเครียดเกร็ง เขาจับเรียวขาของธีระให้แยกออกและดันขึ้นสูงขณะที่เด็กหนุ่มกำลังมึนเมาไปกับรสสัมผัส แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อธีระพยายามดันอกเขาและร้องห้ามอย่างตื่นตกใจ

"คุณกฤต! เจ็บ!!"

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แต่พอพยายามดึงดันจะเดินหน้าต่อก็ถูกทุบไหล่อย่างแรง

"ผมไม่ใช่ตุ๊กตานะ! เบาๆ หน่อยได้มั้ย!?!"

กฤตภาสชะงักเมื่อคนในอ้อมแขนทำหน้าเหยเกและมีน้ำตาคลอเต็มหน่วยตา เขาพยายามข่มใจถอยออกแล้วโอบเอวอีกฝ่ายเข้ามากอดอย่างปลอบประโลม

"ขอโทษ ฉันใจร้อนไปหน่อย แต่ตอนนั้นก็ไม่เห็นมีปัญหานี่"

ธีระแทบอยากจะบีบคอคนตรงหน้า ขณะเดียวกันความอายก็ผุดพลุ่งเมื่อนึกได้ว่าตรงทางหนีไฟที่ผับเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนนั้นเขาคงทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด และกฤตภาสคงไม่เคยมีประสบการณ์กอดผู้ชายมาก่อนเขาจริงๆ

"ตอนนั้นผมโดนยาก็ต้องไม่มีปัญหาอยู่แล้ว! แต่ว่านี่...ไม่เหมือนกัน ...ถ้าอยู่ๆ คุณกฤตจะเอาเข้ามาเลย...มันเจ็บ"

เด็กหนุ่มแทบอยากมุดพื้นหนีเมื่อต้องมาอธิบายเหมือนตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ไหนๆ ก็ตกกระไดพลอยโจนมาถึงขั้นนี้แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องให้กฤตภาสรู้ว่าจะทำกับเขาเหมือนหุ่นที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดไม่ได้

ใบหน้าที่แดงถึงหูเพราะความอายของธีระทำให้กฤตภาสนึกเอ็นดู ขณะเดียวกันก็รู้ว่าตัวเองผิดที่ใจร้อน กับพวกผู้หญิงที่เขาเคยกอดนั้นน้อยรายจะทักท้วงเมื่ออยู่ในวงแขนของเขาแล้ว แต่เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นฝ่ายกระโจนเข้าหาเขาเองตั้งแต่แรก หากจะต้องใช้เวลาทำให้คุ้นเคยบ้างก็เป็นเรื่องสมควร

เพราะถึงอย่างไรเสีย...หลังถูกเขากอดบ่อยขึ้นก็คงชินไปเองอยู่ดี

"เข้าใจแล้ว ฉันจะจำไว้ว่ากับเธอต้องค่อยเป็นค่อยไป"

ธีระเม้มปากแม้จะยังรู้สึกร้อนวูบวาบบนผิวหน้า แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะยอมให้กฤตภาสมีอะไรด้วย จึงไม่ได้เอ่ยขัดและเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ

ร่างสูงใหญ่ค่อยดันคนในอ้อมแขนลงและเริ่มปลุกเร้าอารมณ์อีกครั้ง ภาพของธีระที่น้ำตาคลอหน่วยเมื่อครู่ช่วยให้เขาชะลอความอยากครอบครองอันพลุ่งพล่านได้บ้าง ชายหนุ่มเอื้อมหยิบหลอดครีมทาผิวมาบีบลงบนนิ้วก่อนจะค่อยๆ สอดเข้าในช่องทางคับแคบเพื่อช่วยให้เด็กหนุ่มเตรียมตัว ขณะเดียวกันก็ดึงความสนใจให้จดจ่ออยู่ที่เขาผ่านริมฝีปากและปลายลิ้นที่พัวพันไม่หยุด

ความอ่อนโยนที่ได้รับทำให้ในหัวของธีระเบาหวิว แม้จะตระหนักดีว่าที่อีกฝ่ายใจเย็นด้วยเพราะมีจุดประสงค์ใด ทว่าความคิดฝั่งที่เป็นเหตุเป็นผลของเขาก็ปั่นป่วนมากขึ้นทุกที สวนทางกับความรู้สึกต่อต้านของร่างกายที่ดูจะโรยแรงลงทุกขณะ

หยาดเหงื่อบางเบาผุดซึมบนผิวกายของคนทั้งคู่ กฤตภาสมองธีระที่ปิดตาแน่น ผิวสีอ่อนถูกโลหิตสูบฉีดจนเรื่อเป็นสีชมพู เรือนร่างบิดไปมาอยู่ใต้ร่างเขาแล้วก็ก้มลงเลียซอกคอที่สะท้อนแสงไฟ ชายหนุ่มกระซิบเสียงเบาขณะเลื่อนใบหน้าขึ้นจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน

"จะทำต่อแล้วนะ"

ธีระหลับตาและพยักหน้า เขาไม่กล้าลืมตาเพราะกลัวที่จะได้เห็นแววตาของกฤตภาสในตอนนี้ เด็กหนุ่มเพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อรับรู้ว่านิ้วแกร่งทั้งสองนิ้วได้ถอนออกไปจากร่าง ก่อนจะกลั้นลมหายใจอีกครั้งเมื่อสิ่งที่ร้อนระอุกว่าจรดลงมาที่ปากทางอันเล็กแคบ

"ตี้ ลืมตา"

ไม่เอา! อยากจะทำอะไรก็รีบๆ ทำเสียทีเถอะ!

สมองของเด็กหนุ่มพยายามปิดกั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจนไม่รู้ตัวว่าเอ่ยคำเหล่านั้นออกไป กฤตภาสนึกหงุดหงิดจึงก้มลงบดริมฝีปากของธีระอย่างแรง ขณะเดียวกันก็ดันความเร่าร้อนของตนเข้าในร่างของอีกฝ่ายถึงครึ่งทาง

"คุณกฤต!! เจ็บนะ!!!"

ถึงแม้จะถูกทำให้ผ่อนคลายแล้ว แต่เมื่อถูกล่วงล้ำอย่างฉับพลันเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจ็บ ธีระเบิกตาโพลงและตะกุยข่วนไหล่ของฤตภาสเป็นพัลวัน ขณะที่ร่างสูงใหญ่กลับแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บแสบจากรอยเล็บเพราะกำลังซึมซับกับการบีบรัดอย่างรุนแรงของร่างข้างใต้

ตอนที่มีอะไรกันครั้งแรกนั่น...เขาก็รู้สึกว่าโดนรัดแน่นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่านะ...

กฤตภาสไม่แน่ใจกับความทรงจำของตัวเองนัก ค่ำคืนนั้นในมุมมืดของทางหนีไฟดูจะเทียบไม่ได้เลยกับสัมผัสอันยอดเยี่ยมที่เขาได้รับในตอนนี้ เช่นเดียวกับผิวกายอบอุ่นที่ได้แนบชิดกันและกันโดยตรงภายใต้แสงไฟซึ่งเผยให้เห็นใบหน้าของธีระได้ถนัดตา

"ตี้...ลืมตาสิ"

"ไม่เอา! คุณกฤตใจร้าย!! เอาออกไปเดี๋ยวนี้เลย!! เอาออกไปสิ!!!"

แรงบีบรัดจากส่วนล่างดูจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มร้องตะโกน กฤตภาสได้แต่ส่งเสียงคำรามเพราะเกรงว่าตนจะลุแก่อารมณ์ไปทั้งอย่างนี้ เขาได้แต่พยายามก้มลงจูบแพขนตาซึ่งชุ่มน้ำไปพร้อมๆ กับลูบหลังและไหล่ของคนตัวเล็กกว่าอย่างปลอบโยน

อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ไม่ได้เรียกชื่อคนอื่นให้เขาได้ยินอีก...

"ตี้ ฟังนะ ถ้าเธอบีบแน่นขนาดนี้ฉันคงเอาออกไม่ได้หรอก"

ประโยคนั้นทำให้เด็กหนุ่มเม้มปาก มือที่ทั้งทุบทั้งข่วนเมื่อครู่หยุดลงก่อนเจ้าตัวจะหันหน้าหนีไปอีกทาง การแสดงออกที่เหมือนกำลังน้อยใจทำให้กฤตภาสอดยิ้มแล้วก้มลงหอมแก้มไม่ได้

ไม่สิ...ไม่ใช่แค่เรื่องการแสดงออกหรอก ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครที่พอถูกเขากอดแล้วจะเรียกร้องให้หยุดกลางคันแบบนี้สักคน...

"คุณกฤตผิดสัญญา เมื่อกี้ยังบอกอยู่เลยว่าจะค่อยเป็นค่อยไป"

น้ำเสียงตัดพ้อทำให้กฤตภาสรู้สึกผิดขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น

"ขอโทษก็แล้วกัน ต่อจากนี้จะไม่ทำแรง"

ชายหนุ่มใช้น้ำเสียงนุ่มนวลดุจกำลังหลอกล่อเด็กน้อยด้วยขนมหวาน เขารู้ดีว่าหากฝืนทำต่อโดยที่ธีระไม่ยินยอมก็เท่ากับการข่มขืนดีๆ นี่เอง และต่อให้เขาจะไม่ใช่คนดียังไง การฝืนใจอย่างรุนแรงแบบนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำ

เขาอยากให้เด็กคนนี้ยินยอมด้วยความสมัครใจของตัวเองมากกว่า...

ธีระเงียบไปเมื่อถูกริมฝีปากอุ่นพรมจูบบนผิวหน้า เขาไม่เข้าใจกฤตภาสเลยจริงๆ ตอนแรกก็เหมือนจะใจดี ต่อมาก็ใช้ลูกล่อลูกชนให้เขาต้องตอบตกลงอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อกี้ก็ดึงดันใช้กำลังทำให้เขาเจ็บ พอมาตอนนี้กลับพยายามจะทำให้เขารู้สึกดี...จะอะไรกันนักหนา...คนอื่นที่ยอมให้เจ้าตัวกอดง่ายๆ ก็น่าจะมีอยู่แล้วตั้งเยอะแยะ...

ความคิดของเด็กหนุ่มสะดุดลงเมื่อแก่นกายที่อ่อนไปแล้วถูกช้อนขึ้นรูดรั้ง ร่างกายเริ่มซึมซับอุณหภูมิของกฤตภาสที่ทาบร่างลงบนตัวเขาและรุกล้ำคืบหน้าเข้ามาเรื่อยๆ ถึงแม้เมื่อครู่จะตั้งใจว่าจะปฏิเสธ แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มกลับหอบหายใจแรงและขยับกายตามการรุกเร้าอันช่ำชอง กว่าจะรู้สึกตัวว่าท้องน้อยจุกแน่นจากการถูกเติมเต็ม สัมผัสหยาบระคายที่สัมผัสกับเนินสะโพกก็บ่งบอกว่าส่วนหนึ่งของกฤตภาสฝังเข้าในกายเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว

"เก่งมาก ฉันอยู่ในตัวเธอหมดแล้วนะ"

กฤตภาสก้มลงกระซิบข้างหูของคนที่กำลังตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขน แต่การสั่นครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะมันเป็นการสั่นแบบที่แสดงความพึงใจของคู่นอนที่เขาคุ้นเคย

ธีระสูดน้ำมูกและก้มหน้างุด ความคิดของเขาลัดวงจรจนจำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงตกมาอยู่ในสภาพนี้ได้ สิ่งเดียวที่รู้มีแค่ร่างกายที่หวั่นไหวจากการถูกโอบกอดมากขึ้นทุกที

นี่เขาใจง่ายขนาดนี้เลยหรือ...พี่รงค์ก็เคยคิดว่าเขาใจง่ายแบบนี้ตอนที่คบกันหรือเปล่า...

"อย่าใจลอยสิ"

จู่ๆ ธีระก็ถูกเชยคางให้เงยหน้าขึ้น แววตาที่สะท้อนภาพของเขามีร่องรอยของความไม่พอใจจางๆ ที่เขาไม่แน่ใจว่ามาจากอะไร แต่ยังไม่ทันจะขบคิดต่อ กฤตภาสก็ก้มลงจูบไซ้ซอกคอและเริ่มเคลื่อนไหวสะโพกอย่างไม่ให้เวลาตั้งตัว

"ฮึ...อ๊ะ...อ๊ะ"

เสียงครางรื่นหูหลุดจากริมฝีปากของธีระตามจังหวะการโจนจ้วงของร่างเบื้องบน ความเร่าร้อนผลักดันความคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างในหัวให้หลุดลอยดุจถูกพายุซัด เขารับรู้ได้ว่าร่างกายเป็นอิสระจากการควบคุมจนไม่รู้ตัวอีกว่าเผลอทำอะไรไปบ้าง...เผลอตอบสนองกฤตภาสไปอย่างไรบ้าง รู้แต่ว่าตอนนี้เพลิงปรารถนากำลังโหมไหม้ดุจจะแผดเผาร่างกายให้เป็นเถ้าถ่าน

"ยะ...คุณกฤต...อื๊ออ!!!"

สุดท้ายเมื่อร่างกายไม่อาจต้านกระแสของความหฤหรรษ์ที่ถาโถม ร่างเพรียวก็บิดเกร็งและปลดปล่อยไอระอุเพราะความสุขสมออกมาจนหมดสิ้น ธีระหอบหายใจถี่ราวคนขาดอากาศ มือทั้งสองข้างจิกลงบนบ่าของคนเบื้องบนที่ยังกระแทกกระทั้นกายเข้าหาเขาไม่หยุด

"อืม!!"
เด็กหนุ่มได้ยินเสียงคำรามต่ำก่อนจะถูกบิดคางให้หันไปรับจูบ แขนอันอ่อนปวกเปียกของเขาเกาะเกี่ยวคอแกร่งไว้ราวกับฟางเส้นสุดท้ายกลางทะเลลึก เขารับรู้ได้ว่ากล้ามเนื้อของร่างเบื้องบนขมวดเกร็งก่อนที่อีกฝ่ายจะถอยออกแล้วดึงถุงยางทิ้ง จากนั้นก็ใช้มือรีดไออุ่นร้อนให้ถะถั่งลงบนหน้าท้องของเขาเป็นสาย

ธีระหน้าแดงก่ำขณะมองคราบขุ่นหยดสุดท้ายที่เลอะลงปนกับหยาดหยดของตนเอง เมื่อเงยหน้าขึ้นและได้เห็นสีหน้าของกฤตภาสที่กำลังมองเขาด้วยนัยน์ตาลึกล้ำ ผิวหน้าของเด็กหนุ่มก็ยิ่งร้อนฉ่าประดุจถูกไฟลวก ถึงแม้จะต่างก็เพิ่งถึงปลายทางของอารมณ์เช่นดียวกัน ตอนนี้เขากลับรู้สึกเขินอายจนแทบอยากวิ่งเข้าห้องน้ำแล้วล็อกขังตัวเองไว้ในนั้นจนเช้า เพื่อที่พอวันใหม่มาถึงจะได้หนีออกไปแล้วไม่ต้องเจอคนตรงหน้าอีก

กฤตภาสทิ้งตัวลงนอนหงายบนที่ว่างอีกด้านของเตียง เสียงหอบหายใจอันไม่เป็นจังหวะของทั้งสองคละเคล้าภายในห้องสลัว เตียงที่ยวบลงเพราะน้ำหนักของร่างสูงใหญ่โดยที่ไม่มีร่างกายส่วนใดสัมผัสกันฉุดสติอันเคว้งคว้างของธีระกลับมา พริบตานั้นเขาสำนึกเสียใจกับสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไปทันที

เขาทำอะไรลงไป...เขายอมให้ถูกทำอะไรแบบนี้ได้ยังไง...

ความทรงจำของเด็กหนุ่มหวนกลับไปยังช่วงเวลาสั้นๆ ที่เคยคบกับณรงค์เมื่อหลายเดือนก่อน ถึงแม้หลายต่อหลายครั้งเขาจะเป็นคนเปิดฉากยั่วยวน แต่อย่างน้อยหลังจากทั้งคู่บรรลุปลายทางของอารมณ์ร่วมกันแล้วเขายังมีสิทธิ์เข้าไปนอนซุกขอไออุ่นได้ แต่ว่าคนที่นอนอยู่ข้างเขาในตอนนี้เป็นใคร... หากไม่นับความสัมพันธ์ผิวเผินที่เรียกว่าผู้บริหารกับเด็กฝึกงานแล้ว เขากับกฤตภาสนับได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอย่างสิ้นเชิง

กฤตภาสนอนแผ่ด้วยท่าทางเหมือนเพิ่งอิ่มเอมจากอาหารมื้อใหญ่ ชายหนุ่มหรี่ตามองเพดานขณะรอให้ลมหายใจคืนจังหวะปกติ แล้วก็ต้องเลิกคิ้วเมื่อเห็นคนข้างๆ ยันตัวขึ้นนั่งแล้วหยิบกระดาษทิชชู่จากกล่องข้างเตียงมาเช็ดคราบเปื้อนบนหน้าท้อง จากนั้นก็ขยำกระดาษที่เลอะทิ้งลงถังขยะแล้วตวัดขาลงจากเตียง

“จะไปไหน?”

ร่างสูงใหญ่ดึงข้อศอกของเด็กหนุ่มไว้ทันก่อนจะลุกหนี ทว่าธีระเพียงแต่นั่งนิ่งโดยไม่หันกลับมา ครู่หนึ่งจึงกฤตภาสจึงได้ยินคำตอบผ่านเสียงเบาหวิว

“จะกลับหอ”

“ตอนตีหนึ่งเนี่ยนะ?”

“ยังไงแท็กซี่ก็วิ่งทั้งคืนอยู่แล้ว ผมจะกลับ”

ท่าทางที่ดูเหมือนมุ่งมั่นจะไม่หันมามองเขาทำให้อารมณ์ของกฤตภาสเริ่มขุ่น เขาลุกขึ้นนั่งแล้วฉุดแขนธีระให้หันกลับมาด้วยแรงที่ใกล้เคียงกับการกระชาก

“ดึกป่านนี้แล้ว อย่างอแงเป็นเด็กๆ น่า”

ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นใบหน้าของธีระถนัด ปลายจมูกโด่งรั้นเป็นสีแดงช้ำ ส่วนดวงตากลมโตที่ดูจะเป็นสิ่งดึงดูดสายตาบนใบหน้าอ่อนเยาว์ก็ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำที่เหมือนจะหยดมิหยดแหล่ ภาพนั้นทำให้เขานึกไปถึงค่ำคืนนั้นที่ทางหนีไฟในผับทันที

ที่แท้...ตอนนั้นเธอทำหน้าแบบนี้หลังถูกฉันกอดงั้นหรือ...

ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายคลึงกับความไม่พอใจแล่นพล่านในอกของกฤตภาส ชั่ววูบนั้นเขานึกอยากกระชากคนตรงหน้าเข้ามากอดแล้วจูบแรงๆ ให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็รู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นคงได้เห็นน้ำตานองบนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่มองเขาอย่างเกลียดชังแน่

และเขาก็ไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสีหน้าแบบนั้นเลยสักนิด

“ใช่สิ ผมมันเด็ก เด็กที่โง่พอจะให้ผู้ใหญ่อย่างคุณล่อลวงเอาแบบนี้แหละ ถ้าหากพอใจแล้วก็ปล่อยซักที! ผมจะกลับ!”

“ไม่ให้กลับ! ดึกป่านนี้แล้ว คิดว่าหน้าตาตัวเองตอนนี้น่าออกไปอวดชาวบ้านนักรึไง!?”

ธีระขึงตามองเขาอย่างดุดัน กฤตภาสรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนปากหวานมาแต่ไหนแต่ไร และที่พูดก็ตั้งใจจี้จุดให้คนฟังโกรธจริงๆ เพราะอย่างน้อยการได้เห็นใบหน้าโกรธเกรี้ยวก็ยังดีกว่าหน้าที่เขรอะน้ำหูน้ำตาเป็นไหนๆ

แต่ส่วนลึกในใจกฤตภาสสังหรณ์ได้ว่าธีระจะไม่มีวันร้องไห้ฟูมฟายให้เขาเห็น ถึงแม้ภายนอกเจ้าตัวจะดูเป็นเด็กหนุ่มที่น่าทะนุถนอม แต่การได้เห็นอีกฝ่ายพยายามกลั้นน้ำตาอย่างเต็มที่ในยามนี้ก็เป็นหลักฐานที่เพียงพอ

“นอนที่นี่แหละ! ถ้าฉันไม่หลับไปก่อนก็อย่าหวังเลยว่าจะได้หนีกลับ!”

ชายหนุ่มรวบร่างที่ยังสวมเสื้อคลุมเข้ามากอดแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง เขาออกแรงกอดรัดคนในอ้อมแขนแน่นเพราะธีระดิ้นขลุกขลักไม่หยุด จวบจนครู่ใหญ่ผ่านไปและดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้แล้วว่าถึงพยายามดิ้นไปก็เปลืองแรงเปล่า เด็กหนุ่มถึงค่อยยอมนอนนิ่งในอ้อมแขนของเขาแต่โดยดี

กฤตภาสนอนลืมตาในความมืดเพราะไม่รู้สึกง่วง เขารู้ว่าคนที่ตนกอดอยู่ก็ยังไม่หลับเพราะมีเสียงสูดน้ำมูกหลุดมาเข้าหูเป็นระยะ แต่ไม่นานเสียงนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงหายใจสม่ำเสมอ ไหล่และแผ่นหลังที่แข็งทื่อก็ค่อยผ่อนคลายลงตามไปด้วย

ท่าทีของคนในอ้อมแขนทำให้กฤตภาสรู้ว่าสามารถปล่อยมือได้แล้ว เพราะกอดแน่นเช่นนี้ต่อไปก็มีแต่จะอึดอัด ทว่ามือของเขากลับยังโอบอยู่รอบตัวเด็กหนุ่มทั้งอย่างนั้น

เด็กคนนี้บีบให้เขาต้องทำอะไรที่ไม่เคยทำกับคู่นอนคนอื่นอีกแล้ว...

นับตั้งแต่เริ่มรู้จักหาความสุขจากเรื่องบนเตียง กฤตภาสก็นอนกับผู้หญิงมาแล้วหลายคนจนคร้านจะนับ กระนั้นเขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าต้องเอาใจใครเพื่อขอมีอะไรด้วย ยิ่งหลังจากเสร็จกิจแล้วก็ถือว่าต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ หากพวกเธออยากเข้ามากอดก่ายเขาหลังมีอะไรกันก็เป็นเรื่องที่พวกเธออยากทำเอง แต่ส่วนใหญ่แล้วช่วงเวลาเช่นนั้นมักกินเวลาเพียงสั้นๆ เพราะกฤตภาสจะลุกหนีไปล้างตัวหรือสูบบุหรี่เสียก่อน เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ว่าเขาไม่ชอบให้ใครมาทำตัวเหมือนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของในร่างกายของเขา

แต่กับธีระ...กระทั่งขณะที่ถูกเขากอด...ถูกปรนเปรอกามรสจนครางไม่เป็นคำ...เขากลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกต่อต้านเหมือนอยากจะหนีอยู่ตลอดเวลา

ร่างสูงใหญ่ดันตัวขึ้นนั่งโดยระวังไม่ให้คนที่หลับรู้สึกตัวตื่น จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงขึ้นมากดลดระดับวอลุ่มก่อนจะกดรีเพลย์ เขายกลำโพงขึ้นแนบหูและฟังจนพอใจครู่หนึ่งจึงค่อยกดปุ่มหยุดเล่นคลิปเสียง จากนั้นก็เหลือบมองไปทางคนที่กำลังหลับสนิทเพราะความเหนื่อยอ่อนอีกครั้ง ปลายนิ้วใหญ่ยื่นออกไปแตะบนแพขนตาที่ยังชื้นเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา

อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลยนะ...ถึงยังไงฉันก็ไม่ใช่คนดีมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว...


+---TBC---++


A/N:




 

Create Date : 23 กันยายน 2556    
Last Update : 23 กันยายน 2556 17:50:21 น.
Counter : 1585 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 6

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 6



บรรยากาศรื่นเริงในงานเลี้ยงของบริษัทขายตรงพุ่งถึงขีดสุด เมื่อพิธีกรประกาศชื่อของนักขายที่ทำยอดได้สูงสุดประจำปี ธีระก็กระชับหูฟังซึ่งเชื่อมต่อกับวิทยุสื่อสารบนเอวเพื่อไม่ให้พลาดคิว

“เดี๋ยวพริตตี้จะเชิญคนที่ได้รางวัลขึ้นไปบนเวทีนะ พอพี่ให้สัญญาณแล้วตี้ก็ให้เขายิงเปเปอร์ชู้ตได้เลย”

“ครับ”

ธีระตั้งใจฟังสัญญาณขณะที่สายตาจับจ้องบนเวที เมื่อพนักงานขายที่ได้รางวัลขึ้นไปรับโล่ห์จากประธานบริษัท รุ่นพี่ของเขาก็ส่งเสียงมาตามวิทยุ เด็กหนุ่มจึงหันไปพยักหน้าให้ช่างเทคนิคกดรีโมทเปิดเครื่องยิงกระดาษพร้อมกับดนตรีที่เตรียมไว้

เสียงปรบมือดังเกรียวกราวพร้อมกับเสียงดนตรีและเศษกระดาษสีทองที่ถูกพ่นไปทั่วทั้งเวที ช่างภาพของงานกดชัตเตอร์ถี่รัวเพื่อถ่ายภาพการมอบโล่ห์ที่ระลึก ก่อนจะมีคนนำไมโครโฟนไปยื่นส่งให้ผู้ได้รับรางวัลเพื่อกล่าวคำขอบคุณ

ธีระเองก็ปรบมือไปด้วยอย่างโล่งใจ เนื่องจากหน้าที่ของเขาในอิเว้นท์แรกนี้คือการประสานงานกับทีมช่างเทคนิคเพื่อให้สเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คต์ต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อหมดคิวนี้จึงนับว่าหมดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เด็กหนุ่มมองไปทางด้านข้างเวทีก็เห็นพวกรุ่นพี่ชูนิ้วโป้งแล้วยิ้มให้ เขาจึงชูนิ้วโป้งแล้วยิ้มตอบ

“เก่งมาก”

ธีระสะดุ้งเมื่อมีมือตบลงบนแผ่นหลัง เมื่อหันไปก็เห็นกฤตภาสที่กำลังหมุนตัวเดินไปอีกทางพอดี จึงนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่มาถึงโรงแรมและเข้าสู่ช่วงเริ่มงานเลี้ยง อีกฝ่ายก็มาคอยประกบอยู่ข้างๆ เขาที่ด้านข้างเวทีร่วมกับพวกช่างเทคนิคซึ่งกำกับแสงและเสียงโดยตลอด ตอนแรกเขาก็กลัวว่าหากทำอะไรพลาดไปจะถูกดุเอา แต่พองานเลี้ยงเริ่มแล้วก็ลืมไปสนิทว่าใครบางคนยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังไม่ห่าง

เขาอาจไม่ค่อยได้พูดคุยกับกฤตภาสตั้งแต่มาฝึกงานก็จริง แต่การได้รับคำชมจากการร่วมจัดอิเว้นท์ครั้งแรกก็ทำให้เขาคิดว่าเริ่มชอบงานนี้มากขึ้น

“เฮ้ มีใครเห็นคุณกฤตมั่งมั้ย? สงสัยเขาจะลืมไอแพดไว้แน่ะ”

เมื่อการมอบรางวัลเสร็จสิ้นก็เท่ากับหมดภารกิจของทีมจัดอิเว้นท์ เพราะส่วนที่เหลือเป็นการกินเลี้ยงสังสรรค์ภายในของบรรดาพนักงานขายตรง ขณะที่ทีมงานของธีระสาละวนกับการเก็บอุปกรณ์บางส่วนเพื่อขนกลับบริษัท รุ่นพี่คนหนึ่งก็ถือไอแพดหุ้มหนังสีน้ำตาลแล้วเดินเข้ามาถาม

“เมื่อกี้ผมเห็นคุณกฤตเดินออกไปทางล็อบบี้ครับ เดี๋ยวผมเอาไปให้ก็ได้”

ธีระขันอาสาเพราะจำได้ว่าเห็นทิศทางที่กฤตภาสเดินออกไป อรรณพที่เก็บของอยู่ข้างๆ จึงหันมาตบไหล่

“ถ้างั้นตี้ไปรอที่ล็อบบี้เลยก็แล้วกัน อีกเดี๋ยวพวกพี่ก็คงเก็บของกันเสร็จแล้วล่ะ เดี๋ยวจะได้ช่วยลุงไกรขนขึ้นรถ”

ลุงไกรคือคนขับรถที่คอยขับรถรับส่งของระหว่างบริษัทกับสถานที่จัดงาน ธีระจึงพยักหน้าก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นสะพายและเดินถือไอแพดออกจากห้องจัดเลี้ยง

บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมมีลักษณะโปร่งเพราะเสาที่ตั้งห่างกันและมีเพดานสูงถึงสามชั้น ธีระพบว่ามีพนักงานขายตรงบางส่วนที่ออกจากห้องจัดเลี้ยงมานั่งจับกลุ่มคุยกันตามโซฟา แต่เมื่องมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นกฤตภาสจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูที่บาร์ซึ่งอยู่อีกฟากของล็อบบี้ และพบว่าคนที่ตามหากำลังนั่งคุยกับหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ ถึงแม้ทั้งสองจะหันหลังให้เขา แต่ภาพที่ฝ่ายหญิงเอนซบไหล่ของกฤตภาสก็ทำให้คนที่เห็นประดักประเดิดขึ้นมา

แย่ล่ะสิ...เหมือนได้มาเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเลย...

เด็กหนุ่มก้มลงมองไอแพดแล้วก็ตัดสินใจว่าออกไปรอที่ล็อบบี้น่าจะดีกว่า แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาก็ถูกเสียงทุ้มต่ำเรียกไว้เสียก่อน

"ตี้รึ มีอะไรหรือเปล่า?"

โดนเห็นจนได้...

ธีระได้แต่ผ่อนลมหายใจเพราะจะเดินหนีก็ไม่ได้แล้ว จึงเดินกลับเข้าไปหากฤตภาสพร้อมกับยื่นไอแพดให้ แต่คนเป็นเจ้าของเพียงเหลือบตาลงมองโดยไม่ยื่นมือออกมารับ

"พวกที่เหลือยังเก็บของกันไม่เสร็จล่ะสิ จะดื่มอะไรระหว่างรอก่อนมั้ย?"

กฤตภาสถามพลางหันกลับไปหยิบแก้ววิสกี้บนเคาน์เตอร์ขึ้นดื่ม คำถามนั้นทำให้ธีระเผลอย่นจมูกโดยอัตโนมัติ เพราะตอนนี้เขาเข็ดขยาดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์รวมถึงบรรยากาศเช่นนี้ยิ่งกว่าอะไร

"ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวผมออกไปรอขนของให้ลุงไกรที่หน้าล็อบบี้ดีกว่า"

"อื๋อ? พนักงานใหม่ของคุณกฤตเหรอคะ หน้าตาน่ารักเชียว"

หญิงสาวที่เมื่อครู่ยังซบไหล่กฤตภาสหันมามองธีระพลางยิ้มหวานให้ พอได้เห็นใบหน้าชัดๆ ธีระก็ถึงกับอึ้งเพราะเธอคือประธานบริษัทที่เพิ่งขึ้นมอบรางวัลในงานเลี้ยงนั่นเอง จากรูปลักษณ์แล้วเธอน่าจะอยู่ในวัยสี่สิบกลางๆ แม้จะยังดูสาวสะพรั่งกว่าอายุมาก นัยน์ตาสวยคมที่หยาดเยิ้มบอกให้รู้ว่าน่าจะกำลังเมา

"มาฝึกงานช่วงปิดเทอมน่ะครับคุณมณ เดี๋ยวผมคงต้องออกไปดูพวกเด็กๆ เก็บของกลับบริษัทก่อน เชิญคุณมณตามสบายครับ"

"อะไรกัน นานๆ จะได้เจอกันทั้งที ไม่อยู่ดื่มกับมณให้หมดแก้วก่อนเหรอคะ?"

หญิงสาวถามกฤตภาสด้วยนัยน์ตายั่วยวนจนธีระรู้สึกเหมือนตนอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่คาดไม่ถึงว่ากฤตภาสจะยกมือขึ้นโอบไหล่เขาแล้วดึงเข้าไปใกล้ตัว

"คืนนี้ไม่สะดวกจริงๆ ครับคุณมณ พอดีผมต้องขับรถไปส่งเด็กผมกลับบ้านอีก เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันครับ"

ธีระกะพริบตาปริบๆ กับคำที่ผู้สูงวัยกว่าใช้ หญิงสาวได้ฟังก็ชำเลืองมองมาทางเขาด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ไม่ใช่ด้วยความอิจฉาหรือเป็นศัตรู แต่เหมือนกำลังมองอะไรที่น่าสนใจจนริมฝีปากซึ่งเคลือบสีหวานหยักยิ้ม

"เฮ้อ...น่าเสียดายที่มณไม่ใสปิ๊งแบบนี้แล้วซะด้วย ถ้างั้นตามสบายค่ะคุณกฤต ดูแลเด็กคุณให้กลับถึงบ้านดีๆ นะคะ"

"คุณมณก็อย่าดื่มเยอะเกินไปนะครับ กู๊ดไนท์ครับ"

บทสนทนาของทั้งสองทำให้ธีระรู้สึกว่าเรื่องชักจะไปกันใหญ่ เพราะเจ้านายของเขาดูจะตั้งใจใช้คำพูดกำกวมให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดเห็นๆ เมื่อโดนรั้งไหล่ให้เดินออกจากบาร์ด้วยกันจึงอดจะหันไปท้วงไม่ได้

"คุณกฤตครับ อยู่ดื่มเป็นเพื่อนคุณมณต่อก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้"

ธีระรู้ว่ากฤตภาสคงมองเขาเป็นเพียงเด็กน้อยเมื่อเทียบกับพนักงานคนอื่นในบริษัท แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ชอบการถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลบเลี่ยงผู้หญิงแบบนี้เลยจริงๆ

"ฉันไม่ยุ่งกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรอก อีกอย่างถ้าฉันไปส่งนี่มันแย่นักรึไง?"

คำถามนั้นทำให้เด็กหนุ่มอึ้ง กฤตภาสปล่อยมือจากเขาแล้วก็ผละออกไปสูบบุหรี่ที่ด้านหน้าล็อบบี้ เด็กหนุ่มจึงได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ เพราะไม่รู้ว่าควรจะออกไปขอโทษดีหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ...ไอแพดยังอยู่กับเขาอยู่เลย

สงสัยคุณกฤตคงจะดื่มไปเยอะเหมือนกัน อย่าเพิ่งไปทำให้อารมณ์เสียตอนนี้ดีกว่า...

สุดท้ายธีระก็ตัดสินใจรอในล็อบบี้จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานเข็นอุปกรณ์ออกมาจากห้องจัดเลี้ยง จากนั้นก็ช่วยกันขนทุกอย่างใส่รถปิ๊กอัพของลุงไกรที่มาจอดรอและยืนมองส่งแกขับรถออกไป

"พอจบงานแล้วหิวชิบเป๋งเลย มีใครอยากไปกินข้าวต้มโต้รุ่งด้วยกันก่อนมั้ย?"

อรรณพถามขณะยืนอยู่หน้าล็อบบี้โดยมีเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนยกมือว่าจะไปด้วย แต่พอหันมาหาธีระ เด็กหนุ่มก็ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนเพลีย

"คืนนี้ขอตัวแล้วกันครับพี่อาร์ท ผมอยากกลับไปนอนมากกว่า ตาจะปิดอยู่แล้ว"

"ฮะๆ อิเว้นท์แรกด้วยนี่นะ ถ้างั้นก็ตามใจ งั้นเดี๋ยวพี่ให้ทางโรงแรมช่วยเรียกแท็กซี่ให้ก็แล้วกัน"

"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันไปส่งเขาเอง"

ธีระไม่รู้ว่าคนที่ยืนสูบบุหรี่เงียบๆ เมื่อครู่เดินเข้ามายืนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนประโยคนั้นจะทำให้ทุกคนที่ได้ยินเหลือบตามองกันอย่างแปลกใจ ฝ่ายกฤตภาสพูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบ แต่หมุนตัวกลับแล้วเดินไปทางลานจอดรถทันที

"เอ้อ...ถ้างั้นเดี๋ยวค่อยเจอกันวันจันทร์นะครับพี่ๆ สวัสดีครับ"

ธีระได้แต่หนีบไอแพดไว้ใต้รักแร้ขณะยกมือไหว้เพื่อนร่วมงาน จากนั้นก็รีบวิ่งตามกฤตภาสที่ก้าวยาวๆ อย่างไม่รอไปทางลานจอดรถ ทำให้ไม่ได้เห็นว่ารุ่นพี่คนหนึ่งยกมือขึ้นเกาศีรษะขณะหันกลับไปมองเพื่อนๆ ที่ต่างก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน

"เอ๊ะ? ถ้ากูจำไม่ผิดนี่คอนโดคุณกฤตกับหอน้องตี้มันอยู่คนละทิศกันเลยไม่ใช่เหรอวะ?"



++------++



"คุณกฤตครับ! รอด้วย!"

เด็กหนุ่มร้องเรียกเพราะอีกฝ่ายเล่นจ้ำพรวดๆ จนเขาเกรงจะคลาดกัน พอเจ้าตัวหยุดยืนรอจึงรีบสาวเท้าเร็วๆ พลางหายใจหอบเข้าไปหา

"คือว่า...คุณกฤตไม่ต้องไปส่งผมถึงหอก็ได้นะครับ แค่ให้ผมลงตรงไหนสักที่ที่เรียกแท็กซี่ง่ายๆ ก็พอแล้ว"

"ฉันจำได้ว่าเด็กฝึกงานไม่ได้เงินเดือนไม่ใช่เหรอ?"

"นั่นมัน..."

...ก็คุณเองไม่ใช่เหรอที่ตั้งกฎนั้นมา โชคดีอยู่หรอกที่บ้านเขาก็ไม่ได้ขัดสนจนดูแลค่าใช้จ่ายพวกนี้ไม่ได้

ธีระเผลอทำปากยื่นนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว และที่ทำให้เขาแปลกใจคือได้เห็นริมฝีปากของกฤตภาสบิดขึ้นเหมือนจะยิ้ม แต่ยังไม่ทันแน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า อีกฝ่ายก็ดึงไอแพดไปจากมือแล้วออกเดินต่อ

"ไม่เป็นไร ยังไงคืนนี้ฉันก็ไม่ได้รีบร้อนจะไปไหน แค่ขับรถไปส่งเด็กสักคนกลับบ้านน่ะไม่เป็นไรหรอก"

เอาอีกแล้ว...ตกลงนี่เห็นเขาเป็นเด็กจริงๆ ล่ะสิ ธีระได้แต่ทำหน้ามุ่ยขณะเดินตามไปที่รถ ครั้นจะเถียงก็ป่วยการในเมื่อเขาก็เด็กกว่ากฤตภาสมากจริงๆ

หลังจากขึ้นรถและคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย กฤตภาสก็นำรถแลนด์โรเวอร์สีดำคันใหญ่ออกสู่ท้องถนน ชายหนุ่มเปิดวิทยุให้มีเสียงดนตรีคลอ ธีระจึงค่อยโล่งอกที่ไม่ต้องนั่งในความเงียบ เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะชวนกฤตภาสคุยเรื่องอะไร

"คืนนี้เหนื่อยหรือเปล่า?"

จู่ๆ กฤตภาสก็ถามขึ้นขณะที่หยุดรถตามสัญญาณไฟแดง ธีระหันไปมองคนที่ปากถามแต่ไม่หันมามองเขาแล้วก็ส่ายหน้า

"ก็นิดหน่อยแต่สบายมากครับ อีกอย่างทุกคนก็ทำงานเต็มที่กันทั้งนั้น ผมเพิ่งเคยทำอะไรแบบนี้ก็เลยรู้สึกว่าสนุกดี"

เขานึกถึงงานมอบรองวัลที่เพิ่งจบไปแล้วก็ยิ้ม ความจริงแล้วหาใช่จะไม่มีความขลุกขลักเกิดขึ้นเสียทีเดียว แต่เพราะทุกคนร่วมกันหาวิธีแก้จึงทำให้งานออกมาราบรื่น ฝ่ายลูกค้าก็พอใจและแทบจะไม่รู้ว่ามีปัญหา

กฤตภาสเหลือบมองเสี้ยวหน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังยิ้ม จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยเบาๆ

"ถ้าสนุกก็ดีแล้ว"

มือข้างนั้นหดกลับก่อนที่ธีระจะทันมีปฏิกิริยา พอเขาเหลือบมองไปทางกฤตภาสอีกครั้งก็เห็นเจ้าตัวจดจ่อกับการขับรถเพราะสัญญาณไฟเปลี่ยนสี กระนั้นคำพูดเมื่อครู่ก็ทำให้เขารู้สึกถึงคลื่นของความอบอุ่นในใจ

หรือว่า...ความจริงแล้วคุณกฤตคงเป็นพวกพูดจาหวานๆ ไม่เป็นล่ะมั้ง ถ้างั้นเวลาอยู่กับพวกแฟนสาวๆ ก็เป็นแบบนี้ด้วยรึเปล่าเนี่ย...

จู่ๆ ความคิดนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มนึกขันจนต้องรีบหันหนีแล้วยกกำปั้นขึ้นอุดปาก ท่าทางของเขาคงทำให้กฤตภาสสงสัยจึงโดนถามเสียงดุนิดๆ

"เป็นอะไรไป?"

"อ๋อ...เปล่าครับ ไม่มีอะไร"

ธีระหันกลับมาทั้งที่ยังยิ้ม เขากลั้นหัวเราะได้สำเร็จก็จริงแต่ก็ไม่อาจห้ามรอยยิ้มได้ กฤตภาสจึงเพียงเบ้ปากแล้วส่งเสียงขึ้นจมูก ทำเอาเด็กหนุ่มอยากหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง

คุณกฤตนี่...จริงๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิดไว้นี่นะ...

ธีระคิดขณะเหลือบมองคนข้างตัว ถึงแม้กฤตภาสจะชอบแสดงท่าทีแข็งๆ หรือพูดจาห้วนๆ แต่ก็มีน้ำใจกับลูกน้อง วันนี้เขาได้ประสบด้วยตัวเองหลายเรื่องไม่ว่าจะตอนที่อีกฝ่ายเตือนวีณาให้หยุดงานไปเตรียมตัวเป็นคุณแม่ เรื่องที่เลี้ยงพิซซ่าพนักงานเมื่อกลางวัน หรือแม้แต่การออกตัวจะมาส่งเขาที่หอล้วนเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดี

พอนึกว่าอีกไม่นานจะได้กลับห้องไปพักผ่อน ธีระก็ผ่อนลมหายใจอย่างปลอดโปร่งและหันกลับมาทางถนน แต่แล้วก็เริ่มผิดสังเกตเพราะเส้นทางที่รถกำลังมุ่งหน้าไปนั้นช่างดูไม่คุ้นเคย เด็กหนุ่มจึงขมวดคิ้วแล้วหันไปมองคนที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่หลังพวงมาลัย

"คุณกฤตครับ?"

"หือ?"

"เอ่อ...ทางนี้ไม่ใช่ทางไปหอผมนี่ครับ หรือกะจะไปขึ้นทางด่วนที่ไหน?"

เนื่องจากไม่เคยขับรถเองจึงทำให้ธีระไม่ชำนาญถนนสายต่างๆ ดีนัก แต่ก็พอจะเดาได้ว่านี่ไม่ใช่ทิศทางเดียวกับทางไปหอ ทว่าคนขับกลับตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่เห็นเรื่องผิดปกติ

"เปล่า ไปทางนี้แหละถูกแล้ว พอดีฉันลืมของบางอย่างไว้ที่คอนโด ขอแวะเข้าไปเอาแป๊บนึง"

"เอ๊ะ?"

ธีระขมวดคิ้วอย่างงุนงง ขณะที่กำลังคิดว่าจะขอให้อีกฝ่ายจอดรถที่ไหนสักที่เพื่อจะได้เรียกแท็กซี่กลับเอง ทิวทัศน์ของสองข้างทางที่รถแล่นผ่านก็เริ่มคุ้นตามากขึ้น

ห้างเมื่อกี้...ทำไมเหมือนเราเคยผ่านมาก่อนเลยล่ะ...

ธีระเหลียวกลับไปมองป้ายลดราคาที่ติดอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าด้วยความสะดุดใจ แต่เนื่องจากกฤตภาสขับรถค่อนข้างเร็ว บวกกับความมืดในยามวิกาลทำให้เขาไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เมื่อคนขับเลี้ยวรถเข้าไปยังคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งหลังจากผ่านห้างแห่งนั้นมาแล้ว ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ซีดเผือดลงทันที

ที่นี่...ไม่ใช่น่ะ...เขาคิดไปเองใช่ไหม...

ป้ายทางเข้าหรูหรานั้นมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์จนเขาแน่ใจว่าตนไม่มีทางจำผิด ฉับพลันเขาก็ฉุกนึกได้ถึงกลิ่นน้ำหอมของกฤตภาสที่ทำให้เขาสะกิดใจเมื่อตอนบ่าย บัดนี้เมื่อโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วมันช่างลงล็อคพอดิบพอดี

เด็กหนุ่มหาได้ตระหนักว่ายิ่งกฤตภาสขับรถผ่านเข้าไปในอาคารเพื่อจอดรถ เขาก็ยิ่งเบียดตัวลงกับเบาะมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะฝังตัวเข้าไปอยู่แล้ว เมื่อคนขับถอยรถเข้าจอดที่ชั้นใต้ดินและดับเครื่อง เขาก็นั่งนิ่งจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินอ้อมมาเปิดประตูให้

เขาไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตาไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างประตูในยามนี้

"ลงมาด้วยกันก่อน ยังไงพรุ่งนี้ก็วันเสาร์ ไม่ต้องรีบกลับหอหรอก"

ทำไมกัน...เขาอุตส่าห์ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไปแล้วนี่นา...

ทั้งที่อากาศเย็นยังไหลเวียนในรถเพราะแอร์เพิ่งดับ แต่ธีระกลับรับรู้ได้ว่าเหงื่อออกจนเสื้อแนบติดแผ่นหลัง เขาสะดุ้งเมื่อกฤตภาสยื่นมือมาตรงหน้า เมื่อเด็กหนุ่มเหลือบตาขึ้นอย่างหวาดๆ แสงไฟอันสลัวของชั้นใต้ดินที่ส่องลงมาจากด้านหลังของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาจดจำโครงร่างนั้นได้ในทันที เพราะภาพนั้นซ้อนทับกับภาพในฝันซึ่งเคยทำให้เขาตกใจตื่นหลังจากค่ำคืนอันน่าอับอายหลายต่อหลายครั้ง

"ไม่!!!"

ธีระปัดมือออกและเบี่ยงตัวเพื่อกระโดดลงจากรถที่ค่อนข้างสูง แต่ยังไม่ทันจะได้วิ่งหนีก็ถูกรั้งเอวกลับไปปะทะกับร่างแกร่ง เขาพยายามจะดิ้นออกจากอ้อมแขนที่กอดรัดตัวเองไว้แน่นแต่ก็ไร้ผล

นี่มันฝันร้ายที่เขานึกว่าขุดหลุมฝังไปแล้วชัดๆ!

"ไม่เอานะ! ปล่อยผม! ปล่อยผมสิ!!"

"อย่าดิ้นนักได้มั้ย!?"

ธีระไม่ฟังและปัดป่ายแขนขาเป็นพัลวัน ปลายเล็บของเขาข่วนเข้าที่หน้าของกฤตภาสจนชายหนุ่มสบถ แต่ร่างสูงก็ไม่หยุดเดินจนกระทั่งเข้าไปในลิฟต์และกดชั้นที่ต้องการ จากนั้นก็จับเด็กหนุ่มที่พยายามจะดิ้นหนีให้หันมาหาแล้วรั้งท้ายทอยให้แหงนขึ้น

"อื้อ!!"

ธีระส่งเสียงขลุกขลักในคอเพราะริมฝีปากถูกบดเบียด แขนทั้งสองถูกจับรวบไว้ด้านหลังจึงไม่สามารถยกมือขึ้นผลักอีกฝ่ายได้ ขณะที่ยังตั้งตัวไม่ทันกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น กฤตภาสก็จับเขาขึ้นอุ้มพาดบ่าหลังจากประตูลิฟต์เปิดและเดินอย่างแน่วแน่ไปที่ห้อง เมื่อได้เห็นหมายเลขห้องซึ่งติดอยู่บนประตูถนัดตา หัวใจของธีระก็ราวจะร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ไม่ผิดจริงๆ ด้วย! นี่มันห้องที่เขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้นชัดๆ!!

"คุณกฤต! ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ!!"

เด็กหนุ่มกรีดร้องและออกแรงทั้งทุบและเตะคนที่อุ้มตัวเองอยู่ แต่ก็ทำเช่นนั้นได้ไม่นานเพราะถูกเหวี่ยงลงหงายหลังบนเตียงกว้างจนจุก

"ฉันจำได้ว่าคืนนั้นเธอไม่พูดอะไรทำนองนี้สักคำเลยนะ"

กฤตภาสโถมตัวลงคร่อมทับเด็กหนุ่มและจับยึดข้อมือทั้งสองไว้ พอถูกทักถึงเรื่องที่ผับเมื่อสามสัปดาห์ก่อน โลหิตก็ฉีดซ่านไปทั่วผิวหน้าของคนฟัง

"ผมโดนวางยา! ตอนนั้นผมบอกคุณไปแล้วแต่คุณก็ไม่ยอมฟัง!! แถมยัง...แถมยัง..."

ธีระพูดต่อไม่ออกเพราะมีแต่จะเข้าตัว ถึงแม้จะพยายามสะกดจิตตัวเองให้ลืมเรื่องในคืนนั้นสักเพียงไร แต่กลิ่นน้ำหอมและวิสกี้ที่อวลอยู่ในลมหายใจของกฤตภาสก็ราวจะปลุกความทรงจำที่เขาพยายามเก็บกดไว้ให้พรั่งพรูกลับมา ร่างสูงมองใบหน้าที่ซ่านไปด้วยสีกุหลาบเพราะความอายแล้วก็ยิ้มอย่างสมใจ

"ตอนนั้นฉันก็ได้แต่ฟังจากเธอข้างเดียว แล้วจะมั่นใจได้ยังไงล่ะว่าเธอโดนยาเข้าไปจริงๆ?"

ชายหนุ่มเอ่ยพลางฝังจมูกลงบนซอกคอของเด็กหนุ่ม เขาสูดกลิ่นอ่อนๆ ที่โหยหามานับตั้งแต่คืนนั้นอย่างหิวกระหาย ขณะเดียวกันก็กระตุกชายเสื้อของธีระให้หลุดจากขอบกางเกงก่อนจะสอดมือเข้าลูบแผ่นอกตึงเรียบ ปลายนิ้วที่คลึงเคล้าอย่างเชี่ยวชาญทำให้ธีระสำลักลมหายใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่าร่างกายกำลังอ่อนแรงอย่างไม่สมควรจะเป็น เขาก็พยายามดิ้นรนเพื่อให้เป็นอิสระอีกครั้ง

"เชื่อผมเถอะครับคุณกฤต คืนนั้นผมโดนวางยาจริงๆ ไม่อย่างนั้นผมไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด ช่วยลืมเรื่องทั้งหมดไปเถอะครับ"

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงหอบ เขากลืนน้ำลายเมื่อกฤตภาสยันตัวขึ้นแล้วมองตาเขาตรงๆ แต่ขณะที่คิดว่าอีกฝ่ายคงกำลังพิจารณาคำขอของเขา ชายหนุ่มกลับก้มลงจูบเขาอีกราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เพิ่งพูดเลยสักคำ ป้านนิ้วหนาที่กดลงบนยอดอกแล้วคลึงไปมาปลุกเร้าความรู้สึกวาบหวามจนในหัวเริ่มคิดอะไรไม่ออก

บ้าเอ๊ยตี้...แค่เป็นผู้ชายด้วยกันก็พอแล้วรึไง สมควรแล้วที่พี่รงค์จะนึกว่าเราเคยนอนกับคนอื่นมาก่อนน่ะ...

ความคิดนั้นทำให้นัยน์ตากลมโตเหม่อลอยราวจิตใจโผบินไปที่อื่น กฤตภาสเห็นดังนั้นก็จับคางเรียวให้ตั้งใจมองตนด้วยความโมโห

"ตอนนี้อยู่กับฉัน ห้ามคิดถึงเรื่องอื่น"

คนถูกสั่งขมวดคิ้วอย่างงุนงง ธีระสับสนกับการกระทำของคนตรงหน้าเหลือเกิน ทั้งที่ตลอดสองสัปดาห์มานี้กฤตภาสไม่เคยแสดงท่าทีสนใจเขาเลยสักครั้ง แล้วทำไมจู่ๆ วันนี้ถึงต้องจงใจรื้อฟื้นเรื่องที่เขาอยากจะลืมด้วย?

"คุณกฤต...จะเรียกสาวๆ คนไหนมานอนด้วยก็ได้ไม่ใช่เหรอครับ? แล้วมาทำอย่างนี้กับผมทำไม?"

คำถามอย่างไร้เดียงสาพุ่งเข้าแทงใจของกฤตภาสอย่างจัง เขาเองก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไม หากจะบอกว่าเขาหลงใหลร่างกายของธีระ...ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยพบคู่นอนที่เรือนร่างเย้ายวนใจกว่านี้ ยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นของเขามากกว่านี้ และที่สำคัญก็ไม่เคยตั้งคำถามชวนปวดหัวกับเขาเช่นนี้ด้วย

เรื่องเดียวที่เขารู้ในตอนนี้มีแค่...เขาอยากได้เด็กคนนี้อีกก็เท่านั้น...

"บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลหรอก"

กฤตภาสรวบสองมือของธีระไว้เหนือศีรษะ จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างปลดกระดุมเสื้อตัวเองออกจนหมดแผง ภาพของแผ่นอกแกร่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้คนที่เห็นหน้าแดงและรีบเบือนหน้าหนี

"เธอรังเกียจฉันเหรอ?"

ชายหนุ่มถามพลางก้มลงจรดริมฝีปากบนผิวแก้มเนียนใส และนั่นทำให้ไหล่ของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน จะว่าเขารังเกียจกฤตภาสก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เขายอมรับว่าตั้งแต่เข้ามาฝึกงานที่บริษัท มีหลายครั้งที่สายตาของเขาลอบมองตามอีกฝ่ายด้วยความชื่นชมเหมือนเป็นไอดอลคนหนึ่ง แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกับการอยากมีความสัมพันธ์ด้วย เมื่อได้รู้ความจริงว่าคนที่กอดเขาเมื่อตอนที่อารมณ์ปั่นป่วนเพราะฤทธิ์ยาครอบงำคือเจ้าตัว เขาจึงสับสนจนไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร

"ผมไม่ได้เกลียดคุณกฤต แต่ว่า...อ๊ะ"

เด็กหนุ่มพูดไม่ทันจบก็ถูกประคองหน้าให้หันไปรับจูบ สัมผัสอันปลอบประโลมซึ่งต่างจากความก้าวร้าวดุดันเมื่อครู่ทำให้สมองของเขาสับสน ไออุ่นของฝ่ามือที่แนบบนแก้มทำให้เขารู้สึกราวกับตนได้รับการทะนุถนอม ขณะที่ความคิดมึนงงเพราะตามท่าทีที่เปลี่ยนไปของกฤตภาสไม่ทัน ร่างเพรียวก็สะดุ้งเมื่อฝ่ามือใหญ่อีกข้างเลื่อนลงใต้กางเกงและเคล้าคลึงแก่นกายให้อย่างอ่อนโยน

"เด็กดีนะ...ตี้"

เสียงกระซิบที่ตามมาหลังริมฝีปากอุ่นแนบบนขมับทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มหวั่นไหวอย่างรุนแรง มือข้างที่แนบแก้มของเขาเลื่อนลงลูบต้นแขนผ่านเสื้อเชิ้ตอย่างปลอบโยน และธีระก็รับรู้ได้ว่าความตั้งใจของตนกำลังถูกความอบอุ่นนั้นสั่นคลอนมากขึ้นทุกที

และที่น่าหวั่นใจก็คือ...ครั้งนี้เขาไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยากระตุ้นอีกแล้ว...

"คุณกฤต...อย่า...อื้ม"

ธีระถูกริมฝีปากที่แนบลงมาผนึกเสียงไว้ในคอ เขาไม่ได้อยากทำตัวปากอย่างใจอย่างเช่นนี้เลย แต่เพราะการรบเร้าอย่างไม่เปิดโอกาสให้รวบรวมความคิดของกฤตภาส ร่างกายของเด็กหนุ่มจึงพ่ายแพ้แก่การปรนเปรอที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าหากได้พบว่าคนที่เคยกอดเขาในคืนนั้นเป็นคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง ธีระอาจใจแข็งและพยายามใช้กำลังขัดขืนมากกว่านี้ แต่ว่านี่คือเจ้านายของเขา คนที่เขาทั้งชื่นชมแต่ก็ยำเกรงแม้จะเพิ่งได้ทำงานร่วมกันในเวลาไม่นาน จิตใจของเด็กหนุ่มจึงเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ถ้าหากยอมให้คุณกฤตกอดคืนนี้...เขายังจะมีหน้ากลับไปฝึกงานที่บริษัทเดียวกันอยู่อีกหรือ...

ดูเหมือนกฤตภาสจะสัมผัสได้ถึงการต่อสู้กับจิตใจตัวเองของคนตรงหน้า จึงเลื่อนตัวขึ้นจูบหน้าผากของธีระก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น

"ไม่ต้องคิดถึงเหตุผล ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรทั้งนั้น ถามตัวเองว่ารังเกียจที่ถูกฉันทำแบบนี้จริงๆ หรือเปล่าก็พอ"

ประโยคนั้นทำให้นัยน์ตาที่ฉายแววสับสนหันกลับมามองคนพูดอีกครั้ง ใบหน้าที่ดูสะดุดตากำลังจ้องธีระด้วยนัยน์ตาลึกล้ำซึ่งอ่านไม่ออก ริมฝีปากบางเหยียดตรงหาได้หยักยิ้ม แต่น่าแปลกที่มันกลับทำให้ความคิดอันปั่นป่วนของเด็กหนุ่มสงบลง


“ถ้าคุณกฤตบอกว่าอยากได้อะไรก็ต้องได้ ทำใจหน่อยก็แล้วกัน”


เด็กหนุ่มหวนนึกถึงบทสนทนาของรุ่นพี่เมื่อหลายวันก่อน ตอนนั้นคนพูดเพียงแต่เอ่ยปลอบใจเพื่อนร่วมทีมอีกคนที่บ่นว่ากฤตภาสสั่งให้ทำงานที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นเขาก็เห็นใจและยังคิดว่าตนโชคดีที่ไม่ถูกบังคับให้ทำอะไรยากๆ แต่ดูเหมือนบัดนี้สถานการณ์ของเขาเองจะย่ำแย่ยิ่งกว่าเสียอีก

รสชาติของวิสกี้ที่ถูกป้อนผ่านปลายลิ้นครั้งแล้วครั้งเล่าคงเป็นเหตุให้วงจรความคิดของเขาระส่ำระสาย แต่ถ้าอีกฝ่ายคิดว่าจะตะล่อมเขาให้ตอบตกลงได้ง่ายดายเหมือนเป็นลูกไก่เซื่องๆ ล่ะก็...ถือว่ามองเขาผิดไปถนัด

"คุณกฤต...ถ้าหากยังไงก็จะกอดผมให้ได้ล่ะก็...ผมมีเงื่อนไข"

กฤตภาสขมวดคิ้วมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่มในอ้อมแขน แววตาแน่วแน่นั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นจากคู่นอนคนไหนมาก่อน จึงเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้

"ว่ามาสิ"

"ผมจะไม่ปฏิเสธคุณกฤตก็ได้ถ้ายังยืนยันว่าจะกอดผม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่ใช่พวกชอบสำส่อน ถ้าหากคุณกฤตอยากมีอะไรกับผมจริงๆ คุณกฤตต้องไปตรวจเลือดแล้วเอาผลมาให้ผมดูก่อน"

เงื่อนไขนั้นทำให้กฤตภาสถึงกับอึ้ง วูบแรกเขาเกือบหัวเราะเพราะนึกว่าเด็กหนุ่มพูดเล่น แต่เมื่อเห็นแววตาเอาจริงเอาจังก็ทำให้รู้ว่าคนพูดไม่ได้เล่นตลก

เด็กคนนี้...ดูเหมือนจะไม่ใช่พวกหัวอ่อนอย่างที่เขาเคยคิด...

จู่ๆ ความคิดนั้นก็ทำให้กฤตภาสอารมณ์ดีขึ้น เขาจ้องตาธีระที่ไม่ยอมหันหนีแล้วรอยหยักบนมุมปากก็ยิ่งกดลึก ร่างสูงยันตัวขึ้นนั่งและทิ้งระยะห่างจากเด็กหนุ่มอย่างจงใจ

"ถ้าทำตามเงื่อนไขที่เธอว่า หมายความว่าถ้าฉันอยากกอดเธอให้เร็วที่สุด ฉันก็ต้องรีบไปตรวจเลือดแล้วเอาผลมาให้เธอดูสินะ?"

"ผมให้เวลาถึงแปดโมงเช้าพรุ่งนี้เท่านั้น ถ้าเอาผลมาให้ผมได้ช้ากว่านั้นถือว่าโมฆะ และผมจะขอให้คุณกฤตห้ามมายุ่งกับผมอีกครับ"

ธีระตอบเสียงสะบัดขณะดันตัวขึ้นนั่งบ้าง สองมือจัดเสื้อที่ร่นขึ้นให้เรียบร้อยพลางจ้องคนตัวใหญ่กว่าอย่างระแวดระวัง ท่าทางเหมือนลูกแมวที่พยายามพองขนขู่ทำให้กฤตภาสยิ่งนึกสนุกมากขึ้น

เด็กเอ๋ยเด็ก กำลังคิดหาวิธีหนีอยู่สินะ...เดี๋ยวก็รู้...

"เธอเคยบริจาคเลือดบ้างหรือเปล่า?"

คำถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของกฤตภาสทำให้ธีระมุ่นคิ้วมากยิ่งขึ้น เพราะเขาตีความไม่ออกว่านั่นเกี่ยวกับเงื่อนไขที่เพิ่งยื่นไปตรงไหน

"ไม่เคย...แต่หลังจากที่พลาดคืนนั้นผมก็ไปตรวจเลือดมาแล้วและได้ผลว่าไม่เป็นอะไร ดังนั้นผมจะไม่ยอมเสี่ยงนอนกับใครที่อาจจะทำให้ผมต้องติดโรคเด็ดขาด"

กฤตภาสเลิกคิ้ว เขาจ้องหน้าธีระแล้วก็รู้ทันทีว่ากำลังโดนกระแนะกระแหนว่าเขาคงเที่ยวนอนกับผู้หญิงไม่เลือกหน้าจนมีแต่โรคไม่พึงประสงค์ แต่ในขณะเดียวกัน การได้รู้ว่าเด็กหนุ่มเอาใจใส่สุขภาพถึงขั้นไปตรวจเลือดเพื่อความสบายใจก็ทำให้เขามองธีระในมุมใหม่เช่นกัน

นอกจากเด็กคนนี้จะไม่โง่แล้ว...ยังไม่ใช่คนที่จะเที่ยวร่านสวาทกับใครไปทั่วอีกด้วย...

ความคิดนั้นทำให้เขาอารมณ์ดีจนแทบหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็เพียงกระตุกยิ้มมุมปากขณะลุกขึ้นไปเปิดลิ้นชักโต๊ะที่มุมห้อง ท่าทางครึ้มอกครึ้มใจเหลือเกินนั้นทำให้ธีระได้แต่มองตามอย่างงุนงง ขณะเดียวกันสัญชาตญาณในการระวังตัวก็ยิ่งเข้มข้นเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจไม่พอใจที่เขาอิดออดจนใช้อาวุธ

แต่สิ่งที่กฤตภาสหยิบออกมากลับเป็นเพียงซองจดหมายสีขาวซองหนึ่ง

ชายหนุ่มหยิบกระดาษที่พับในซองออกคลี่แล้วกวาดตาอ่านเร็วๆ หนึ่งรอบ ก่อนจะพับทบอย่างเดิมแล้วเดินกลับมาโยนลงตรงหน้าธีระพร้อมกับซอง เด็กหนุ่มมองกระดาษที่ลักษณะเหมือนจดหมายแล้วก็เหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

"ปกติฉันจะบริจาคเลือดปีละสองสามครั้งแล้วแต่จะมีเวลา การบริจาคเลือดนี่ดีนะ...เพราะเขาจะส่งผลการตรวจเลือดมาให้เราถึงบ้านโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย"

เด็กหนุ่มมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนพูดแล้วก็หัวใจกระตุก เขารีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว และพบว่าผลตรวจเลือดของกฤตภาสบ่งชี้ว่าเจ้าตัวปลอดภัยจากโรคติดต่อทุกชนิด

ที่สำคัญ...วันที่ส่งจดหมายซึ่งประทับอยู่บนซองก็เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วันเท่านั้นเอง...

"ฉันให้เวลาเธออาบน้ำระหว่างที่ฉันออกไปสูบบุหรี่ก็แล้วกัน แต่ถ้าฉันสูบเสร็จเร็วก็อาจตามเข้าไปอาบด้วยก็ได้ แล้วขัดสีฉวีวรรณให้ตัวหอมๆ เข้าไว้ล่ะ...ตี้"

กฤตภาสเชยคางเด็กหนุ่มขึ้นพลางลูบนิ้วโป้งบนริมฝีปากสีสดเบาๆ เขาเห็นประกายต่อต้านที่สะท้อนในดวงตากลมโต แต่ก็รู้ว่าตนถือไพ่เหนือกว่าแล้วขณะที่หยิบซองบุหรี่และไฟแช็คออกไปที่ระเบียง

ธีระยังนั่งอยู่ที่เดิมขณะมองกฤตภาสซึ่งกำลังจุดบุหรี่สูบอย่างสบายใจ แล้วก็นึกอยากเขกหัวตัวเองแรงๆ ที่ดันยื่นเงื่อนไขที่ทำให้กลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้ เพราะตอนนี้เท่ากับว่ากฤตภาสมีข้ออ้างในการขอมีอะไรกับเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

ทำไมเขาถึงชอบขุดหลุมฝังตัวเองโง่ๆ อย่างนี้อยู่เรื่อยเลยนะ...

เด็กหนุ่มขยำกระดาษแผ่นนั้นเป็นก้อนกลมแล้วก็ปาไปที่มุมห้อง เขาได้แต่พยายามบังคับลมหายใจที่รัวแรงขณะเดินลงส้นเข้าห้องน้ำ ตอนแรกเขานึกว่าหากยื้อเวลาได้ถึงพรุ่งนี้เช้า อย่างน้อยเขาคงมีเวลาคิดหาวิธีหนีหรือบ่ายเบี่ยงที่จะทำให้ไม่ต้องทอดร่างให้อีกฝ่ายเชยชมได้ แต่เนื่องจากกฤตภาสดันมีผลตรวจเลือดมารองรับพอดี เขาจึงได้แต่ต้องกัดฟันยอมทำตามข้อตกลงที่เสนอไปเท่านั้น

ธีระปิดล็อคประตูห้องน้ำก่อนจะถอดเสื้อผ้าออกโยนลงตะกร้า การทำงานเมื่อช่วงค่ำบวกกับเหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อครู่ทำให้ร่างกายเขาเหนียวเหนอะไปด้วยเหงื่อ เมื่อได้ชำระล้างร่างกายจึงทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ขณะเดียวกันก็ได้ระบายความเครียดออกไปชั่วระยะจนพอจะรวบรวมความคิดกลับมาได้อีกครั้ง

คนบ้าอะไร...ชอบเอาชนะแม้กระทั่งกับเด็กที่อ่อนกว่าเป็นรอบ...ส่วนเขาเองก็บ้าเหมือนกันที่ดันเสนออะไรแบบนั้นไปโดยไม่ทันคิด

สายน้ำหลั่งไหลลงบนตัวของเด็กหนุ่มขณะที่เขาได้แต่ยืนนิ่ง ใจหนึ่งเขานึกโมโห แต่อีกใจกลับปลงคล้ายยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดด้วยความรู้สึกเหมือนถูกโชคชะตากลั่นแกล้ง ไม่เช่นนั้นทำไมเขาจะต้องวนกลับมาเจอผู้ชายที่เคยกอดตัวเองโดยไม่ตั้งใจด้วยเล่า

เด็กหนุ่มนึกถึงศันสนีย์กับสุเมธซึ่งชวนเขาออกไปเที่ยวที่ผับในคืนนั้น แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหากเพื่อนทั้งสองได้รู้ว่าพวกตนเป็นต้นเหตุให้เขาต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ความคิดนั้นก็สะดุดลงเมื่อมีเสียงเคาะประตู

"อาบน้ำเสร็จรึยัง? ในนั้นไม่มีประตูลับให้โผล่ไปที่อื่นหรอกนะ"

ธีระฟังแล้วก็รู้สึกว่าเลือดฉีดซ่านขึ้นบนผิวหน้า แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอายหรือโกรธมากกว่า เพราะเมื่อครู่ก็มีอยู่แวบหนึ่งที่เขานึกอยากให้ในห้องน้ำมีหน้าต่างบานใหญ่ๆ จะได้ปีนหนีออกไปอยู่เหมือนกัน แต่นั่นคงเป็นเรื่องที่เกิดได้แค่ในหนังหรือการ์ตูน เพราะช่องระบายลมของที่นี่อยู่สูงและเล็กจนแค่จะยืดแขนออกไปก็ยังทำไม่ได้

"ยังไม่เสร็จครับ ผมกำลัง 'ขัดสีฉวีวรรณ' ตามที่คุณกฤตสั่งอยู่"

เขาตอบด้วยหางเสียงติดจะสะบัดเล็กน้อย และได้รับคำตอบเป็นเสียงหัวเราะตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ถอยออกไป จึงได้แต่เม้มปากและคิดว่ายังไงก็รีบทำให้มันจบๆ ไปก็แล้วกัน กฤตภาสคงแค่สนใจเขาขึ้นมาเพราะดันกลับมาเจอกันอย่างเหนือความคาดหมาย หลังจากนี้ก็คงจะไม่มีครั้งที่สามอีกแล้ว

ธีระรู้ดีว่ากำลังทำเรื่องบ้าระห่ำที่ยอมให้อีกฝ่ายมัดมือชก แต่จะเป็นไรไป...เขายังมีอะไรให้เสียอีกในเมื่อครั้งแรกเขาก็มอบให้คนอื่นไปแล้ว และไม่มีวันที่คนคนนั้นจะย้อนกลับมาหาเขาอีกแล้วด้วย

ความหงุดหงิดของเด็กหนุ่มมอดลงเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขายื่นมือออกไปปิดฝักบัวก่อนจะหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำบนร่างกาย ขณะเดียวกันก็พยายามปลุกปลอบหัวใจที่กำลังแหว่งวิ่นจากความรู้สึกเหมือนกำลังเฉือนมีดทำร้ายตัวเอง

ไม่เป็นไรนะตี้ ถ้าหากจะต้องมีอะไรกับผู้ชายที่ไม่ได้มีใจให้เขาเลยอีกสักครั้ง ก็ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน...


++---TBC---++



A/N: ขอกำลังใจให้น้องตี้และคนเขียนกันหน่อยนะค้า การเขียนพระเอกแบบกฤตภาสนี่ทำเอาอยากสติแตกตามน้องตี้ไปด้วยเลย




 

Create Date : 19 กันยายน 2556    
Last Update : 20 กันยายน 2556 17:50:43 น.
Counter : 1196 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 5

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 5


การฝึกงานของธีระล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สองอย่างราบรื่น โดยความท้าทายแรกก็คือการจัดปาร์ตี้มอบรางวัลของบริษัทขายตรงแห่งหนึ่งที่จะจัดในคืนวันศุกร์

เนื่องจากเด็กหนุ่มมาเริ่มฝึกงานหลังจากบริษัทสรุปรายละเอียดกับลูกค้าไปแล้ว หน้าที่ของเขาจึงเหลือเพียงการช่วยรุ่นพี่ติดตามงานจากซัพพลายเออร์รายต่างๆ เช่นการติดตามความคืบหน้ากับทีมออกแบบเวที การติดต่อพิธีกรและพริตตี้จากโมเดลลิ่ง การประสานงานกับผู้จัดการของศิลปิน รวมไปถึงงานจุกจิกอย่างการช่วยตรวจนับของที่ระลึก แล้วเมื่อเสร็จงานในแต่ละวันก็ยังต้องอยู่ร่วมประชุมในตอนเย็นเพื่อติดตามความคืบหน้าของการเตรียมงาน กว่าเขาจะได้กลับไปพักผ่อนที่ห้องจึงเหนื่อยจนหลับเป็นตายทุกคืน

แต่นั่นกลับเป็นสิ่งดี เพราะมันทำให้ธีระไม่ฝันถึงเหตุการณ์ในผับอีกเลย

ถึงแม้สุเมธซึ่งเป็นเพื่อนคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจะบอกเขาว่ายินดีรับฟังหากมีเรื่องไม่สบายใจ ธีระก็เลือกจะไม่เท้าความถึงสาเหตุที่จู่ๆ ก็ไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับชายแปลกหน้าในคืนนั้น และไม่คิดจะปริปากเรื่องที่คืนถัดจากนั้นมาก็มักจะฝันถึงเหตุการณ์ในห้องน้ำและบันไดหนีไฟของผับแห่งนั้นอยู่บ่อยครั้ง

ภาพในฝันมักจะพร่ามัวเช่นเดียวกับความทรงจำที่ขาดๆ หายๆ บางครั้งเขาก็รู้สึกเหมือนจำเค้าหน้าผู้ชายคนนั้นได้อย่างเลือนราง แต่บางครั้งก็เหมือนกับตัวเองกำลังโดนความมืดอันไร้รูปร่างโอบกอด ช่วงสองสามวันแรกหลังจากเกิดเรื่อง ไม่มีใครรู้เลยว่าธีระต้องตื่นนอนในสภาพเหงื่อโซมกายและเกิดอาการหวาดหวั่นคนรอบข้างแค่ไหน เขานึกประหวั่นไกลไปถึงว่าหากออกไปเดินบนท้องถนน ใครบางคนจะเดินเข้ามาถามเขาว่าจำค่ำคืนที่เคยอยู่ในอ้อมแขนเจ้าตัวได้หรือไม่ และธีระไม่รู้ว่าจะรับความอับอายที่จะตามมาได้อย่างไร

แต่เมื่อหลายวันผ่านไปก็ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นที่นึกหวั่น ผลตรวจเลือดก็ยืนยันว่าไม่ติดเชื้ออะไร ประกอบกับได้เริ่มฝึกงานซึ่งมีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้ทุกวัน เด็กหนุ่มจึงพบว่าตนคิดถึงเหตุการณ์นั้นน้อยลงทุกที

เขาได้แต่หวังอย่างเข้าข้างตัวเองว่าสักวันหนึ่ง...เวลาที่ผันผ่านคงจะช่วยกลบฝังความทรงจำในคืนนั้นได้ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ ไปเอง... และหวังว่าคู่กรณีก็คงจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นรวมทั้งตัวเขาได้เช่นกัน



++------++



เมื่อเช้าวันศุกร์ซึ่งเป็นวันงานปาร์ตี้มาถึง ธีระก็สวมเสื้อเชิ้ตสีดำซึ่งบนอกซ้ายปักด้ายสีทองเป็นโลโก้และชื่อบริษัทไว้บนกระเป๋า นี่เป็นเสื้อเครื่องแบบพนักงานของ Illumination Events Management ซึ่งนอกจากเสื้อเชิ้ตแล้วก็มีเสื้อยืด เสื้อคอโปโลและแจ็คเก็ตด้วย โดยสำหรับอิเว้นท์แต่ละงานนั้นกฤตภาสจะเป็นคนกำหนดว่าให้ใส่เสื้อตัวไหน สำหรับงานเลี้ยงในคืนนี้ค่อนข้างเป็นทางการเพราะจัดในลักษณะกาล่าดินเนอร์ ดังนั้นทีมงานของกฤตภาสจึงต้องแต่งกายค่อนข้างสุภาพเพื่อให้เกียรติลูกค้าแม้จะไม่ได้ร่วมกินเลี้ยงด้วยก็ตาม

เนื่องจากงานนี้จัดที่โรงแรมในช่วงค่ำ ธีระจึงต้องไปบริษัทในตอนเช้าก่อนเพื่อช่วยเตรียมอุปกรณ์สำหรับขนไปยังสถานที่จัดงาน เด็กหนุ่มได้รับมอบหมายจากรุ่นพี่ให้ช่วยเช็คของต่างๆ รวมถึงจัดเตรียมอุปกรณ์จุกจิก พอถึงช่วงพักกลางวัน กฤตภาสก็อนุญาตให้ทีมงานที่ยังไม่เดินทางไปสถานที่จัดงานโทรสั่งพิซซ่ามาทานได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปซื้อหาข้าวเที่ยงที่ตลาดซึ่งต้องเดินไปไกลจากบริษัทพอสมควร

หลังจากที่แม่บ้านให้คนส่งพิซซ่าช่วยยกอาหารขึ้นมาไว้ที่ห้องประชุม พนักงานทุกคนก็พากันเฮโลไปกินมื้อกลางวันฟรีอย่างพร้อมเพรียง วีณาซึ่งเป็นเลขาฯ ของกฤตภาสมองไปรอบตัวขณะหยิบขนมปังกระเทียมเข้าปากแล้วก็นึกขึ้นได้

"ตายจริง ยังไม่มีใครไปบอกคุณกฤตเลยนี่นาว่าพิซซ่ามาส่งแล้ว เมื่อกี้ก็ไม่เห็นเดินออกมาจากห้องด้วย สงสัยยังไม่รู้แน่ๆ เลย"

"เดี๋ยวผมไปบอกให้ก็ได้ครับพี่วีร์"

ธีระรีบอาสาเพราะเขาค่อนข้างคุยถูกคอกับรุ่นพี่คนนี้ และยังรู้ด้วยว่าไม่ควรให้เธอออกกำลังมากนักเพราะตอนนี้ตั้งครรภ์ได้แปดเดือนแล้ว รุ่นพี่สาวจึงยิ้มและพยักหน้าอย่างขอบคุณ

"รบกวนหน่อยนะจ๊ะตี้"

เด็กหนุ่มยิ้มให้แล้วเดินออกจากห้องประชุม เขาหยุดที่หน้าห้องของกฤตภาสแล้วก็ยกมือขึ้นเคาะประตู แต่ยืนรอครู่ใหญ่ก็ยังได้ยินแต่ความเงียบ จึงลองหมุนลูกบิดดูเพราะสงสัยว่าเจ้าของห้องอาจไม่อยู่

"อ๊ะ"

เด็กหนุ่มอุทานเมื่อพบว่าเจ้าของห้องไม่ได้ออกไปไหน แถมยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งหลังโต๊ะด้วยซ้ำ แต่เก้าอี้ตัวนั้นถูกหมุนให้หันไปทางหน้าต่าง ส่วนเจ้าตัวกำลังเอนหลังพิงพนัก สองมือวางประสานกันอยู่บนหน้าท้องโดยที่สองตาหลับสนิท

ไม่ได้ยินเพราะเสียบหูฟังอยู่นี่เอง...

สายเสียบหูฟังที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะบอกให้รู้ว่าทำไมคนในห้องจึงไม่ตอบรับเสียงเคาะประตู ซึ่งเป็นไปได้ว่าคงเพราะอยากพักผ่อนในเวลาพักเที่ยง เขาจำได้ว่าพวกรุ่นพี่เคยเล่าให้ฟังว่ากฤตภาสมักกลับบ้านดึกเสมอยกเว้นวันไหนที่มีนัด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากระหว่างวันจะอ่อนเพลียและอยากหาโอกาสงีบบ้าง

ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากกวนเลย แต่ถ้าไม่บอกว่ามีอาหารมาแล้วเดี๋ยวเขาก็โดนโกรธเอาน่ะสิ ตัวใหญ่อย่างนี้ยิ่งน่าจะกินจุด้วย...

ธีระไม่ปฏิเสธว่านับตั้งแต่ได้เข้ามาฝึกงานที่บริษัทนี้ เขาก็ค่อนข้างชื่นชมกฤตภาสในฐานะผู้บริหารหนุ่มที่บุกเบิกกิจการด้วยตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในอิเว้นท์ออแกไนเซอร์ชั้นนำ นอกจากนั้นเจ้าตัวยังดูแลตัวเองดีมากไม่ว่าจะด้านบุคลิกหรือการแต่งกาย ซึ่งแม้จะไม่ใช่การใส่สูทผูกไทเหมือนนักธุรกิจแต่ก็ยังชวนมอง เพียงแต่นัยน์ตาที่ดูดุก็ทำให้เขาไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้เช่นกัน เพราะเกรงจะโดนเข้าใจผิดว่าพยายามสร้างความสนิทสนมทั้งที่เขาไม่ได้คิดกับเจ้าตัวในแง่นั้น

สุดท้ายธีระก็ตัดสินใจว่าต้องปลุกกฤตภาสจึงเดินเข้าไปในห้อง แต่ไม่รู้เพราะอีกฝ่ายหลับสนิทจริงๆ หรือว่าเสียงดนตรีที่อุดหูไว้ดังเกินไป จึงไม่มีทีท่าจะรู้ตัวสักนิดว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้จนหยุดอยู่ข้างเก้าอี้แล้ว

เอาไงดีล่ะเนี่ย ถ้าจู่ๆ ไปกดหยุดเพลงในมือถือก็คงเสียมารยาท ถ้างั้นแค่แตะๆ แขนให้รู้สึกตัวก็พอมั้ง...

ธีระคิดขณะยื่นมือออกไป แต่ปลายนิ้วเพิ่งจะสัมผัสแขนอีกฝ่ายก็ต้องสะดุ้งเมื่อกฤตภาสลืมตาโพลงแล้วยื่นมือมาคว้าข้อมือเขา เด็กหนุ่มทำตาโตขณะที่ร่างสูงใหญ่ก็ทำหน้าแปลกใจไม่แพ้กัน

"เอ่อ...คุณกฤต...พิซซ่ามาส่งแล้วครับ"

เด็กหนุ่มรีบอธิบายจุดประสงค์ที่เข้ามาในห้องโดยพลการ แต่กฤตภาสมองหน้าเขาแล้วก็มุ่นคิ้ว

"หืม?"

ชายหนุ่มหันไปกดปิดเสียงเพลงบนโทรศัพท์โดยไม่ปล่อยมือที่จับไว้ ธีระจึงใช้วิธีค่อยๆ บิดข้อมือออกจากอุ้งมือใหญ่เสียเองด้วยความกระดาก

คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ออกแรงยื้อขณะม้วนหูฟังเก็บใส่ลิ้นชัก

"เมื่อกี้ว่าอะไรนะ?"

"ผมบอกว่าพิซซ่ามาส่งแล้วครับ แล้วก็จะถามว่าคุณกฤตจะไปกินด้วยกันที่ห้องประชุมหรือจะให้ยกมาให้ที่นี่"

เด็กหนุ่มตอบพลางก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน กฤตภาสใช้อุ้งมือนวดขมับข้างหนึ่งก่อนจะตอบช้าๆ "เข้าใจล่ะ งั้นฉันไปกินที่ห้องประชุมก็แล้วกัน"

"โอเคครับ"

ธีระตอบอย่างโล่งใจแล้วก็เดินนำไปที่ประตู ฝีเท้าเขาเร่งเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินเสียงคนที่เดินตามมา เขาก็บอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้อีกฝ่ายนัก แต่อาจเป็นเพราะตั้งแต่เริ่มมาฝึกงาน เขาก็ไม่ค่อยได้คลุกคลีสนิทสนมกับกฤตภาสเหมือนกับรุ่นพี่คนอื่นๆ แล้วยังความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่กว่ามากทั้งโดยวัยวุฒิและตำแหน่ง เขาจึงค่อนข้างเกร็งเวลาคุยด้วยก็เป็นได้

เมื่อทั้งสองมาถึงห้องประชุม อาหารที่สั่งมาก็พร่องไปมากแล้ว โชคดีที่วีณากันส่วนสำหรับธีระกับกฤตภาสไว้ให้ ทั้งคู่จึงมีพิซซ่าถาดใหญ่หนึ่งถาดกับไก่บาร์บีคิวอีกหนึ่งกล่องเต็มๆ ให้แบ่งกันทาน ธีระจึงจำต้องไปนั่งที่เก้าอี้ข้างท่านผู้บริหารอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ท้องชักใหญ่มากแล้วนะวีร์ แฟนไม่บ่นรึไงที่ยังไม่ยอมลางานไปเตรียมเป็นคุณแม่เนี่ย”

กฤตภาสถามพลางหยิบพิซซ่าชิ้นหนึ่งขึ้นทานด้วยมือเปล่า คนถูกถามจึงหัวเราะพลางลูบท้องที่นูนใหญ่ของตนเบาๆ

“ก็บ่นเช้าบ่นเย็นล่ะค่ะคุณกฤต แต่ตอนนี้วีร์ยังไม่อยากกลับไปอยู่บ้านเฉยๆ ไว้เดี๋ยวเข้าเดือนที่เก้าค่อยคุยกันอีกทีค่ะ”

หญิงสาวตอบแล้วก็หัวเราะคิก ตั้งแต่เธอท้องก็ได้แต่นั่งทำงานที่บริษัทโดยไม่ได้ออกไปช่วยคุมอิเว้นท์จึงถือว่าค่อนข้างสบาย ขณะที่เพื่อนร่วมงานอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยแซว

“นี่ถ้าวันไหนพี่วีร์เจ็บท้องคลอดที่บริษัทคงมีเฮเลยนะเนี่ย”

ทั้งห้องอวลด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง ก่อนที่กฤตภาสจะไถ่ถามความพร้อมของการเตรียมงานในช่วงกลางคืนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น ฝ่ายธีระนั่งทานเงียบๆ ขณะฟังการติดตามงานไปเรื่อยเปื่อย

เขาไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าถูกคนที่นั่งข้างๆ จับจ้อง แต่พอเหลือบตาไปก็เห็นกฤตภาสนั่งกินพิซซ่าหรือไม่ก็กำลังคุยกับใครอยู่ทุกครั้ง จึงอดไม่ได้จะต้องเตือนตัวเองให้เลิกอุปาทานเสียที

เมื่อทานอาหารกลางวันกันเสร็จเรียบร้อย ธีระก็ลุกขึ้นช่วยรุ่นพี่เก็บกล่องและถุงขยะบนโต๊ะ เขาหันไปเห็นกฤตภาสกินพิซซ่าหมดพอดีจึงค้อมศีรษะเป็นเชิงขออนุญาตเอาถาดไปทิ้ง แต่แล้วเด็กหนุ่มก็ชะงักเมื่อได้กลิ่นบางอย่างลอยมากระทบปลายจมูก

น้ำหอมกลิ่นนี้...

"มีอะไรรึ?"

คำถามของผู้สูงวัยกว่าปลุกเด็กหนุ่มจากภวังค์ เขาจึงรีบส่ายหน้าโดยไม่ลืมหยิบถาดพิซซ่าที่หมดเกลี้ยงมาใส่ถุงพลาสติก

"เปล่าครับ ไม่มีอะไร"

ธีระรีบเก็บขยะที่เหลือทั้งหมดแล้วเดินออกจากห้องประชุม เขารับรู้ได้ว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมที่กฤตภาสใช้ แต่พอเห็นนัยน์ตาดุๆ ของอีกฝ่ายที่เหลือบขึ้นมอง เขาก็ต้องรีบสลัดความคิดอันไร้สาระนั้นทิ้งไปโดยเร็ว

ก็แค่กลิ่นคล้ายๆ กันเท่านั้นแหละตี้เอ๊ย เป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณกฤตจะเป็นคนเดียวกับผู้ชายคนนั้น สมองเราทำไมหลงคิดอะไรเลื่อนเปื้อนไปได้ขนาดนี้เนี่ย...

เด็กหนุ่มจำได้ถึงบทสนทนากับพี่ๆ ทีมงานระหว่างที่ไปกินข้าวด้วยกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นเขาได้ถามเกี่ยวกับความเป็นมาของบริษัท รวมถึงเรื่องของกฤตภาสตามประสาเด็กใหม่ที่อยากรู้จักองค์กรที่ตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งให้มากขึ้น จึงได้รู้ว่ากฤตภาสมีเชื้อสายเจ้าเพราะมีแม่เป็นถึงหม่อมหลวง ส่วนพ่อที่หย่ากับแม่ไปแล้วก็เป็นถึงผู้ก่อตั้งธุรกิจการบันเทิงชั้นนำซึ่งมีทั้งค่ายเพลงและรายการโทรทัศน์ในเครือมากมาย นอกจากนั้นยังโสดแต่ก็มีหญิงสาวที่คบหาไม่ว่างเว้น หลายรายที่บรรดารุ่นพี่ไล่ชื่อให้ฟังก็ยังโลดแล่นอยู่ในวงการแทบทั้งสิ้น

เท่าที่ได้ฟังเรื่องของกฤตภาสจากรุ่นพี่ ธีระจึงอดคิดไม่ได้ว่าคนเจ้าชู้บางคนก็ไม่สามารถวัดกันได้จากความผิวเผินเช่นนิสัยช่างฉอเลาะหรือรักความเฮฮาเสมอไป เพราะนับจากวันที่มาฝึกงานและได้เข้าร่วมประชุมกับทุกๆ คน ภาพของกฤตภาสที่เขาติดตามักจะเป็นความสุขุม เอาการเอางานและไถ่ถามทุกเรื่องอย่างตรงประเด็นเสมอ ที่สำคัญยังไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงาน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนพูดตรงกันว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาเป็นพนักงานในบริษัท ต่อให้สวยแค่ไหนก็จะไม่ถูกกฤตภาสหมายตาเด็ดขาด

แล้วกับคนที่ควงดารานางแบบเป็นว่าเล่นอย่างนั้น...นับประสาอะไรจะมาสนใจเด็กฝึกงานที่อายุน้อยกว่าตั้งรอบ แถมยังเป็นผู้ชายเหมือนกันแบบเราอีกล่ะ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก...

ธีระบอกตนเองให้เลิกฟุ้งซ่านขณะรวบถุงขยะเข้าไปทิ้งในครัว จึงไม่ได้รู้สักนิดว่าคนที่ยังนั่งอยู่ในห้องประชุมกำลังใช้มือหนึ่งเท้าคาง ขณะที่มืออีกข้างหยิบปากกามาหมุนพลางมองตามแผ่นหลังของเขาอย่างครุ่นคิด

นี่เป็นสัปดาห์ที่สองแล้วตั้งแต่ธีระเข้ามาอยู่ในบริษัทโดยที่กฤตภาสก็ยังไม่ได้เข้าใกล้เด็กหนุ่มสักเท่าไหร่ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเวลาที่ทุกคนจดจ่อกับงานอิเว้นท์ที่กำลังงวด และเขาเองก็ไม่ค่อยว่างเพราะต้องออกไปนำเสนองานแก่ลูกค้ารายใหม่อยู่ตลอด การทำกิจการของตัวเองให้ได้ผลกำไรทุกเดือนไม่ใช่เรื่องง่าย กฤตภาสรู้ซึ้งและตระหนักเรื่องนี้ดีมาตลอดเจ็ดปีที่เปิดบริษัท

เมื่อตอนที่ได้เจอธีระอีกครั้งและพบว่าอีกฝ่ายจำเขาไม่ได้นั้น สัญชาตญาณบอกเขาให้หาวิธีใกล้ชิดเด็กหนุ่มอีกครั้ง แต่อีกใจก็ไม่อยากบุ่มบ่าม เพราะไม่แน่ธีระอาจจะเริ่มเข้าหาเขาก่อนหลังได้รับฟังความเป็นมาของเขาจากคนอื่นก็ได้ เขารู้ว่าไม่สามารถห้ามพนักงานไม่ให้คุยซุบซิบกันเรื่องชีวิตส่วนตัวของเจ้านาย แต่ก็ไม่เคยนำมาเป็นประเด็นตราบใดที่ไม่ได้มานินทาเขาต่อหน้าหรือทำให้เสียงานเสียการ และเขาก็รอดูว่าจะมีปฏิกิริยาใดๆ จากเด็กหนุ่มหรือไม่มาตลอดหลายวัน

แต่เขาก็ยังได้แต่รอเก้ออยู่นั่นเอง

เขาดูออกว่าธีระเป็นเด็กหนุ่มที่ชื่นชอบผู้ชายด้วยกัน ถึงแม้จากภายนอกแล้วจะไม่ได้แสดงอาการกรีดกรายจนไม่น่ามอง เขาพอจะรู้มาว่าอีกฝ่ายพักอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ใกล้มหาวิทยาลัยคนเดียวและไม่มีคนรัก ดังนั้นด้วยวัยและความอิสระที่มี เด็กหนุ่มควรจะกล้าเปิดเผยตัวตนมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ แต่เท่าที่ได้เห็นคือธีระเป็นเด็กสุภาพที่ช่วยเหลืองานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายโดยตลอด และยังมีน้ำใจกับพวกรุ่นพี่ผู้หญิงอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการอาสาช่วยถือของหรือเปิดประตูให้ วีณาซึ่งเป็นเลขาฯ ของเขาเป็นพยานได้อย่างดีเพราะมักจะชมเด็กฝึกงานคนนี้ให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง

หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้กฤตภาสหงุดหงิดจนเหมือนมีเสี้ยนตำใจอยู่เป็นระยะ ก็คงจะเป็นเรื่องที่เด็กหนุ่มพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้เขานี่เอง ถึงแม้การอยู่ในบริษัทเดียวกันจะทำให้ทั้งสองต้องเดินเฉียดกันไปเฉียดกันมาอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่เห็นเขา ดูเหมือนธีระจะพยายามเลี่ยงไปเดินเส้นทางอื่นหรือหันไปมองทางอื่นทุกครั้ง ตอนที่อีกฝ่ายมาตามเขาที่ห้องเมื่อครู่จึงทำให้แปลกใจอยู่ไม่น้อย

เขาพยายามแล้วที่จะทำใจเย็นและไม่แสดงอาการขัดอกขัดใจ แต่ดูเหมือนอาการที่ว่าจะกำเริบทุกทีที่เห็นเด็กหนุ่มกำลังพูดคุยหรือหัวเราะกับคนอื่น ในขณะที่กับเขานั้นอย่างมากก็เพียงยิ้มอย่างสุภาพให้และพยายามหลีกเลี่ยงการสนทนาด้วยอยู่ตลอด

กฤตภาสไม่ชอบการถูกใครเมินซึ่งๆ หน้า และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครกล้ามองข้ามเขาแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกน้อง ไม่นับว่าคนคนนั้นยังเคยถูกเขากอดมาแล้วเสียอีก

เด็กคนนั้นยั่วให้เขาอยากแหกกฎที่ว่าจะไม่ยุ่งกับพนักงานในบริษัทมากเข้าไปทุกที...

กฤตภาสมองธีระที่กำลังเดินผ่านห้องประชุมกลับไปที่โต๊ะตัวเองหลังจากทิ้งขยะเสร็จ เด็กหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเหมือนกำลังอ่านอะไรบางอย่าง ภาพนั้นทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ้วที่กำลังหมุนปากกา พร้อมกับความคิดชั่วร้ายที่วาบขึ้นในหัวในวินาทีนั้นเอง



++---TBC---++


A/N: รู้สึกว่าตอนนี้ออร่าความหื่นของกฤตภาสจะแผ่ออกมาชัดจนน้องตี้เริ่มจะแหยงๆ มีนักอ่านถามเราว่าเรื่องนี้จะเป็นโทนไหนจะได้เตรียมปรับอารมณ์ถูก ขอสารภาพว่าตอนแรกก็อยากลองเขียนดราม่าแอ๊งๆ แบบน้ำตากระเซ็นอยู่เหมือนกัน แต่ขณะที่เริ่มเขียนตอนที่ 8 ได้นิดหน่อยก็คิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะน้องตี้เราก็ไม่ใช่พวกยอมใครโดยไม่สู้สักเท่าไหร่ ยังไงลุ้นกันต่อว่าคู่นี้จะพาเรื่องนี้ไปทางไหนด้วยกันนะคะ (อ๋อย เขิน )




 

Create Date : 16 กันยายน 2556    
Last Update : 16 กันยายน 2556 18:13:28 น.
Counter : 1223 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 4

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 4


เสียงเลื่อนบานประตูในเวลาเช้ามืดปลุกให้หญิงสาวบนเตียงรู้สึกตัวตื่น เรือนร่างประเปรียวลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียขณะเหลือบมองที่ว่างข้างตัว เมื่อมองผ่านประตูกระจกออกไปเห็นชายหนุ่มที่สวมกางเกงเพียงตัวเดียวกำลังยืนสูบบุหรี่ เธอจึงคว้าเสื้อคลุมขึ้นสวมทับร่างกายอันเปลือยเปล่าแล้วเดินตามออกไปที่ระเบียง

"กฤตคะ ทำไมตื่นเช้าจัง นี่ยังเพิ่งตีห้าเองนะ"

อรณิชถามเสียงงัวเงียขณะเข้าไปกอดเอวสอบจากด้านหลัง ผมยาวตรงซึ่งได้รับการดูแลอย่างดีคลอเคลียอยู่บนแผ่นหลังกว้างใกล้กับรอยสักบนหัวไหล่หนา แต่กฤตภาสอัดควันเข้าปอดอึกใหญ่อย่างไม่รีบร้อนจะตอบ

"พอดีนอนต่อไม่ค่อยหลับ ผมเลยลุกมารอดูพระอาทิตย์ขึ้น"

"อูย คงอีกเกือบชั่วโมงโน่นแหละค่ะกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น หรือว่าเช้านี้มีงานด่วนที่บริษัทเหรอคะ?"

ชายหนุ่มส่ายหน้าพลางเคาะเถ้าบุหรี่ลงบนกระถางต้นไม้ "ไม่มี ผมคงเริ่มแก่แล้วมั้งถึงตื่นเช้า"

"สามสิบสามนี่แก่ที่ไหนกันล่ะคะ ไม่เอาละ ขืนคุยกันต่อเดี๋ยวนิกกี้ตาสว่างแน่ กลับไปนอนบนเตียงอุ่นๆ จนกว่าจะถึงเวลาออกไปทำงานดีกว่า"

"ตามสบาย"

กฤตภาสตอบพลางยกบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้ง นัยน์ตาคมกริบแต่เย็นชาเอาแต่ทอดมองไปยังขอบฟ้าที่ขมุกขมัว หญิงสาวมองท่าทางไม่ยี่หระของเขาอย่างไม่ค่อยพอใจ แต่ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบผู้หญิงช่างเซ้าซี้ จึงได้แต่เลื่อนประตูแล้วกลับเข้าไปในห้อง เพราะเธอก็ยังเพลียเกินกว่าจะรอดูพระอาทิตย์ขึ้นกับเขาจริงๆ

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวเมื่อได้อยู่คนเดียวอีกครั้ง เขาเหลือบมองท้องถนนที่อยู่ถัดจากคอนโดมิเนียมของหญิงสาว และพบว่าเริ่มมีรถราสัญจรไปมาแล้ว

ไอ้ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านนี่มันมาจากไหนกัน...

ชายหนุ่มถามตัวเองขณะทอดสายตาลงไปยังพ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มเข็นรถเข็นออกมาเตรียมขายของ สายลมอ่อนๆ ยามเช้ามืดพัดผมบนหน้าผากเขาให้ปลิวขึ้นเล็กน้อย แต่กฤตภาสกลับไม่รู้สึกหนาวทั้งที่สวมกางเกงขายาวเพียงตัวเดียว

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วตั้งแต่เด็กคนนั้นแอบหนีไปจากห้อง ซึ่งจุดประสงค์ที่เขาจงใจวางเสื้อผ้าและของมีค่าของอีกฝ่ายไว้ในที่ที่เห็นชัดก็เพื่อเปิดโอกาสให้กลับบ้านทันทีที่รู้สึกตัว และด้วยนิสัยเกลียดการถูกผูกมัดหรือเรียกร้อง เขายิ่งควรจะดีใจที่เด็กนั่นไม่มาเซ้าซี้ตีโพยตีพายว่าเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งถ้าหากเด็กนั่นรู้ว่าเขาเป็นใครก็อาจจะไม่ยอมจากไปเงียบๆ ก็ได้

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า...เขาลืมเด็กคนนั้นไม่ลงสักที...ซึ่งก็คงเป็นเพราะชื่อที่หลุดออกจากปากก่อนจะหมดสตินั่นแหละ

กฤตภาสตอบตัวเองไม่ได้ว่านั่นเป็นความรู้สึกเสียหน้าหรือว่าโกรธ เพราะถ้าเด็กนั่นมีคนที่คบด้วยอยู่แล้วจริงๆ แฟนประสาอะไรกันถึงปล่อยให้คนรักมาเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่ปล่อยปละละเลยจนโดนวางยาเอาได้ ชายหนุ่มคิดวกไปวนมาแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด เพราะสุดท้ายก็ไม่เข้าใจว่าความหงุดหงิดนั้นมาจากการที่เด็กคนนั้นเรียกชื่อคนอื่นระหว่างที่กำลังมีอะไรกับเขา หรือหงุดหงิดตัวเองที่เอาแต่คิดเรื่องเด็กคนนั้นไม่เลิก

ถูกล่ะว่าคืนนั้นเขาฉวยโอกาสเพราะเด็กนั่นถูกวางยา แถมนั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่กฤตภาสมีความสัมพันธ์แบบไม่มีพันธะหรือ 'วัน ไนท์ แสตนด์' เขาผ่านผู้หญิงมาพอสมควรทั้งแบบที่นอนคืนเดียวก็จบกัน หรือแบบที่ถูกใจและเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นเพื่อนที่คุยกันบนเตียงได้ แต่เขาจะออกตัวชัดเจนเสมอว่าไม่หวังจะสานความสัมพันธ์เพื่อลงหลักปักฐาน ซึ่งหลายคนแล้วที่ผ่านมาก็ต้องปลีกตัวออกไปจากชีวิตเขา เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต่างต้องการข้ามผ่านเส้นที่เขาขีดกั้นความสัมพันธ์ไว้กันทุกคน และเพราะเขาถือหลักไม่นอนกับผู้หญิงที่มีคู่ครองแล้วเพราะไม่อยากมีเรื่องยุ่งยาก พวกสาวๆ จึงมักเข้าใจผิดว่าเขามีอุดมคติสูงส่ง และพากันคิดไปเองว่าน่าจะสามารถหยุดเขาไว้ที่พวกเธอคนใดคนหนึ่งได้อยู่เสมอมา

แต่กับผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว...เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเข้าข่ายหรือเปล่าในเมื่อเขาเพิ่งจะกอดผู้ชายเป็นครั้งแรกก็เมื่ออาทิตย์ก่อน

ชายหนุ่มเอี้ยวคอกลับไปมองหญิงสาวบนเตียง อรณิชเป็นนักแสดงที่จัดได้ว่ามีชื่อเสียงพอสมควรเพราะเคยเล่นละครเป็นนางเอกหลายเรื่อง แต่เมื่อวงการบันเทิงต้องการดาวดวงใหม่มาประดับอยู่ตลอดเวลาในขณะที่เธออายุเฉียดเลขสามเข้าไปทุกที จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ต้องพยายามขวนขวายหาโอกาสสำหรับวันที่วงการไม่เหลียวแลอีกต่อไป และกฤตภาสรู้ตัวว่าเขาเป็นหนึ่งในโอกาสที่หญิงสาวเล็งไว้ เพราะชาติตระกูลทางฝั่งบิดาที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทธุรกิจการบันเทิงที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้นต่อให้เธอไม่ได้ทำงานในวงการจนแก่ หากได้แต่งงานกับเขาก็ย่อมสามารถใช้ตำแหน่งลูกสะใภ้ของเสี่ยในการหาลู่ทางไม่ให้ตนหายไปจากวงการได้อย่างแน่นอน

กฤตภาสรู้ทันความคิดของหญิงสาว อย่างน้อยพวกเขาก็นับว่าเป็นเพื่อนที่ 'คุยกันบนเตียง' มาหลายเดือน และแม้รสนิยมในหลายด้านจะไปกันได้ กฤตภาสก็ไม่เคยนึกพิศวาสอยากจะสร้างครอบครัวกับเธอเลยสักครั้ง สำหรับเขาแล้วภาพฝังใจของครอบครัวก็คือการที่พ่อและแม่แยกกันอยู่คนละประเทศโดยที่ตนต้องเดินทางไปๆ มาๆ และคอยทำความรู้จักกับคนรักใหม่ของทั้งสองที่เปลี่ยนหน้าไม่หยุดหย่อน เขาเอียนชีวิตเช่นนั้นเต็มทนถึงได้แยกออกมาอยู่คนเดียวทันทีที่สบโอกาส

เมื่อคิดถึงเรื่องของหญิงสาว ความคิดของเขาก็ไพล่นึกไปถึงเมื่อคืน อาจเพราะความหงุดหงิดที่สั่งสมทำให้เขาระบายออกกับร่างกายเธอค่อนข้างหนักหน่วงไปสักนิด แต่อรณิชก็ไม่เคยบ่นหรือปฏิเสธ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยนอนด้วย แต่ละคนล้วนเชื่อว่าหากโอนอ่อนตามที่เขาต้องการคงจะไม่ถูกสลัดทิ้งง่ายๆ วิธีคิดอันตื้นเขินนั้นทำให้เขาไม่ลังเลที่จะเดินจากพวกเธอไปหาคนใหม่ที่เรียกร้องน้อยกว่า ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาเพราะเขาไม่เคยคิดจะทำความรู้จักกับผู้หญิงดีๆ เพื่อดูใจและสร้างครอบครัวอยู่แล้ว ผู้หญิงพวกนั้นก็ให้ไปหาผู้ชายดีๆ ในฝันกันต่อไปก็แล้วกัน เขาไม่พร้อมจะเป็นสุภาพบุรุษแบบอย่างที่เข้าตามตรอกออกตามประตูให้พวกเธอได้บูชาหรอก

สงสัย...ที่เขายังนึกตะขิดตะขวงใจไม่เลิก คงเพราะปฏิกิริยาของฝ่ายนั้นกระมัง...

ความคิดของกฤตภาสหวนกลับไปยังเด็กหนุ่มอีกครั้ง ถูกล่ะว่าสาเหตุที่ฝ่ายนั้นไม่ต่อต้านเขามากนักตอนที่โดนจูบอาจเป็นเพราะโดนยาเข้าไป แต่การตอบสนองหลังจากนั้นก็บอกให้รู้ว่าเด็กนั่นคงไม่ได้เพิ่งเคยมีอะไรกับผู้ชายเป็นครั้งแรก เพียงแต่ก็ไม่ได้ถึงกับลีลาจัดจ้านจนชวนคิดว่ากร้านโลก แต่นั่นเป็นครั้งแรกจริงๆ ตั้งแต่เขานอนกับใครมาที่เห็นอีกฝ่ายร้องไห้ระหว่างมีอะไรกัน แถมที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือดันเรียกชื่อคนอื่นทั้งที่เขาเพิ่งช่วยให้บรรลุทางอารมณ์เสียอีก

เหมือนกับว่า...อยากให้ไอ้บ้านั่นมาช่วยพาออกไปจากอ้อมอกเขาอย่างนั้นแหละ...

ชายหนุ่มมองบุหรี่ในมือที่เผาไหม้ไปเกือบถึงก้นกรอง จากนั้นก็ขยี้ก้นบุหรี่ที่ยังเหลือลงบนดินในกระถางต้นไม้ ดูเหมือนหลังจากพยายามหาคำตอบให้ตัวเองมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็ได้ตระหนักขณะมองแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าพร้อมกับเสียงนกร้องในยามเช้า ว่าสาเหตุของความหงุดหงิดของเขา...ที่แท้เป็นเพราะเด็กคนนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองทำร้ายเด็กไม่มีทางสู้นี่เอง...



++------++



เมื่อถึงเวลาเจ็ดโมงเช้า ธีระก็แต่งตัวออกจากห้องด้วยอารมณ์ปลอดโปร่ง วันนี้เป็นวันแรกที่เขาจะได้ไปฝึกงานในบริษัทด้านการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรืออิเว้นท์ออแกไนเซอร์ เนื่องจากเขาเองก็กำลังเรียนนิเทศศาสตร์และกำลังจะขึ้นปีสี่ อาจารย์จึงแนะนำให้ฝึกงานช่วงปิดเทอมโดยช่วยฝากฝังผ่านศิษย์เก่าอีกคน ซึ่งเมื่อตอนที่ไปสัมภาษณ์ก่อนปิดเทอมนั้นเขาก็ค่อนข้างชอบบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพนักงานซึ่งวัยไม่ห่างจากเขามากนัก เพราะน่าจะเข้ากันได้ง่ายและทำงานได้อย่างสนุก

แต่สาเหตุหลักที่เขาอารมณ์ดีไม่ใช่เพราะการจะได้พบปะผู้คนใหม่ๆ แต่เป็นเพราะเพิ่งได้รับผลตรวจเลือดเมื่อวานนี้ว่าสุขภาพของเขาปกติและปราศจากการติดเชื้อใดๆ หลังจากที่เป็นกังวลมาทั้งสัปดาห์ ถึงแม้หมอจะแนะนำว่าให้ไปตรวจซ้ำอีกเป็นระยะเพื่อความแน่ใจ กระนั้นในตอนนี้เขาก็สบายใจขึ้นมากที่ได้ทำอะไรดีๆ ให้ตัวเองบ้าง

เนื่องจากอพาร์ทเม้นท์ของธีระอยู่ย่านชานเมืองซึ่งใกล้มหาวิทยาลัย เขาจึงต้องนั่งรถตู้ไปต่อรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางไปยังบริษัทที่อยู่ใจกลางเมือง โชคดีที่เขาเผื่อเวลาเดินทางไว้พอสมควรจึงไปถึงก่อนเก้าโมงเช้า เมื่อเขามาถึงแล้วอรรณพซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็เข้ามาทักทายทันที

"หวัดดีตี้ ตามมาทางนี้เลย เดี๋ยวพี่พาไปชี้ให้ดูว่าจะนั่งทำงานตรงไหน"

หนุ่มรุ่นพี่เดินนำเขาขึ้นบันไดภายในอาคารซึ่งกว้างขวางพอสมควร ป้ายชื่อบริษัทพร้อมโลโก้ขนาดใหญ่ว่า "Illumination Events Management" ถูกติดไว้หลังเคาน์เตอร์ต้อนรับ ตัวอาคารโดยรอบกรุกระจกโดยที่ล็อบบี้ด้านหน้ามีเพดานสูงโล่งถึงชั้นสอง การตกแต่งทั้งหมดเน้นโทนสีขาวดำ แต่ก็มีบางส่วนใช้สีสดใสเช่นผ้าม่านหรือวอลเปเปอร์เน้นลวดลาย นอกจากนั้นเมื่อมองออกไปจากหน้าต่างก็จะเห็นสวนหย่อมขนาดเล็กที่จัดแต่งไว้อย่างดี ทำให้ดูน่าสนใจและไม่ทึบทึม เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ แล้วก็เอ่ยชม

"ที่นี่บรรยากาศน่าทำงานดีนะครับพี่อาร์ท ผมชอบตั้งแต่ตอนมาสัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อนแล้ว"

"อื้อ มีรุ่นพี่ที่เข้ามาก่อนเคยเล่าให้ฟังว่าคุณกฤตเป็นคนออกแบบทุกอย่างเองหมดเลย เขาอยากให้พนักงานทุกคนตื่นตัวกับการทำงานด้านครีเอทีฟ ขนาดเครื่องทำกาแฟก็สั่งซื้อแบบอย่างดีมาให้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปซื้อข้างนอก ช่วงไหนที่งานไม่ยุ่งมากก็จะพาพนักงานไปศึกษางานของคู่แข่งแล้วเอากลับมาคุยหาข้อดีข้อเสีย ขนาดพี่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานยังชื่นชมเลยว่าเขาเป็นคนแอ็คทีฟมาก"

ธีระพยักหน้ารับรู้ เขาได้ยินชื่อของกฤตภาสซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ตอนที่มาสัมภาษณ์งาน และยังได้ยินมาว่าปกติแล้วเจ้าตัวจะเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานใหม่ทุกคนด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากเดือนที่แล้วติดธุระ ประกอบกับเห็นว่าเขาเป็นเพียงนักศึกษาที่มาขอฝึกงานช่วงปิดเทอม จึงยกให้หัวหน้าฝ่ายบุคคลดูแลและตัดสินใจเองไปเลย

เด็กหนุ่มเดินตามรุ่นพี่ขึ้นไปจนถึงชั้นสามซึ่งพนักงานส่วนใหญ่นั่งทำงานกัน โดยมีการจัดโต๊ะให้นั่งกันเป็นคู่ๆ และไม่มีพาร์ติชั่นกั้น อรรณพพาเขาไปเจอหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่เป็นคนรับเขาเข้ามา จากนั้นก็พาไปแนะนำตัวกับพนักงานคนอื่นๆ แล้วจึงค่อยพาไปนั่งที่โต๊ะว่างซึ่งอยู่ติดหน้าต่าง

“ของตี้โชคดีนะ มาตอนคนอื่นเขาจับคู่นั่งกันไปหมดแล้วเลยได้นั่งคนเดียว แต่ถ้าสงสัยอะไรก็ลุกมาถามพี่หรือคนอื่นๆ ก็ได้”

“ขอบคุณครับพี่อาร์ท ถ้างั้นจะให้ผมทำอะไรก่อนครับ?”

“เอ...ความจริงพวกเรากำลังจะจัดอิเว้นท์ให้ลูกค้าวันศุกร์หน้า แต่ว่าก็คุยคอนเซ็ปต์อะไรเสร็จไปหมดแล้วล่ะ ตอนนี้เหลือแต่คอยตามงานจากซัพพลายเออร์ เดี๋ยวพี่เอาบรีฟงานมาให้อ่านก็แล้วกันจะได้ศึกษาว่ารูปแบบจะเป็นยังไง”

อรรณพหายไปครู่หนึ่งก็หยิบแฟ้มเอกสารซึ่งบรรจุรายละเอียดงานที่กำลังจะจัดมาให้ธีระ จากนั้นก็สอนเขาว่าจะใช้อีเมล์ของบริษัทและค้นหาเอกสารต่างๆ อย่างไรก่อนจะผละไปทำงานของตัวเอง

ธีระนั่งอ่านแฟ้มเอกสารได้ราวสิบนาทีก็ได้ยินเสียงพนักงานคนอื่นๆ ส่งเสียงทักทาย “สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับคุณกฤต” เป็นทอดๆ เมื่อหันไปก็ทันเห็นเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังเดินเปิดประตูเข้าไปยังห้องด้านในสุด เนื่องจากเขานั่งริมหน้าต่างซึ่งไกลเกินกว่าจะส่งเสียงทักทายเพราะอีกฝ่ายก็คงไม่ได้ยินอยู่ดี จึงหันกลับมาอ่านแฟ้มในมือแทนจนกระทั่งอรรณพเดินมาหาอีกครั้ง

“ตี้ เดี๋ยวพี่จะพาไปแนะนำตัวกับคุณกฤตนะ เขาจะได้รู้จักไว้เผื่อจะเรียกให้ไปช่วยงาน”

“อ๋อ ครับ”

เด็กหนุ่มลุกตามพลางเหลือบตาลงสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง ตอนที่มาสัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อนนั้นเขาได้รับการแนะนำไว้แล้วว่าสามารถแต่งชุดลำลองกึ่งทางการมาฝึกงานได้ ถ้าชอบก็ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ก็ได้ตราบใดที่ดูแล้วไม่ ‘กุ๊ย’ จนเกินไป ตอนนั้นเขายังทำหน้าตื่นๆ ตอนได้ยินคำนี้ แต่พี่ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลหัวเราะและบอกเขาว่านี่เป็นคำที่คุณกฤตพูดเองตอนที่ระบุกฎการแต่งกายกับพนักงานทุกคน

เท่าที่ดูแล้วคนอื่นๆ ก็แต่งตัวกันค่อนข้างสบายๆ มีกระทั่งคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นปล่อยชายและเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ส่วนพวกผู้หญิงก็แต่งตัวแฟชั่นที่เน้นความคล่องตัวกัน วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตแบบพอดีตัวที่พับแขนขึ้นเหนือข้อศอก สอดชายเข้าในกางเกงสีน้ำตาลทรงเข้ารูปกับรองเท้าผ้าใบหนังหุ้มข้อ เป็นแบบสมัยนิยมของวัยรุ่นทั่วไป ก็น่าจะดูแล้วไม่ ‘กุ๊ย’ ในสายตาคุณกฤตกระมัง...

อรรณพพาเขาเดินไปเคาะประตูห้องซึ่งมีตัวอักษรแปะว่า ‘MD’ เมื่อได้ยินเสียงด้านในตอบรับว่า “เชิญ” ก็เปิดประตูเข้าไป

“คุณกฤตครับ นี่น้องตี้ที่จะมาฝึกงานช่วงปิดเทอมนะครับ เพิ่งมาเริ่มงานวันนี้วันแรก”

“อืม...”

ธีระเดินตามอรรณพเข้าไปในห้องก่อนจะปิดประตูตามหลัง ‘คุณกฤต’ ดูเหมือนกำลังหาแฟ้มอะไรง่วนอยู่บนชั้นข้างโต๊ะจึงยังไม่หันมา พอได้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่เป็นถึงกรรมการผู้จัดการ ธีระก็แปลกใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายหนุ่มกว่าที่คิดมาก ความจริงเขาได้ฟังมาคร่าวๆ แล้วว่ากฤตภาสเปิดบริษัทนี้มาเจ็ดปีแล้วตั้งแต่อายุแค่ 26 แต่พอเห็นการแต่งกายที่เป็นเพียงเสื้อยืดแขนสามส่วนกับกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงก็ทำให้ภาพของผู้บริหารที่เขาเคยคิดไว้บิดเบือนไปพอสมควร วูบหนึ่งเขานึกถึงณรงค์เพราะอีกฝ่ายก็ชอบแต่งตัวคล้ายๆ แบบนี้เวลาไปทำงานเหมือนกัน

เลิกคิดถึงพี่รงค์สักทีน่ะตี้...อุตส่าห์ตั้งใจแล้วนี่ว่าจะมองพี่รงค์เป็นแค่พี่ชายเท่านั้น...

ดูเหมือนกฤตภาสจะหาแฟ้มที่ต้องการเจอแล้วจึงดึงออกมาจากชั้น จากนั้นก็หันกลับมาวางแฟ้มนั้นลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มเหลือบมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่หน้าประตูแวบหนึ่งเหมือนไม่ใส่ใจมากนัก แต่แล้วนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นก็ตวัดขึ้นมองหน้าธีระอีกครั้งแล้วมุ่นคิ้ว

“สวัสดีครับคุณกฤต”

ธีระพนมมือไหว้และยิ้มอย่างสุภาพให้ เขาไม่แน่ใจว่าตาฝาดเองหรือเปล่าที่เห็นประกายในแววตาของกฤตภาสเหมือนจะฉายความไม่พอใจวูบหนึ่ง แต่แล้วเจ้าตัวก็เพียงนั่งลงและกวาดตาไปทางจอคอมพิวเตอร์ เมื่อนัยน์ตาสีนิลเหลือบมองมาทางเขาอีกครั้ง ประกายของความไม่พอใจเมื่อครู่ก็อันตรธานไปหมดแล้ว

“อาร์ท สั่งงานอะไรให้เขาทำหรือยัง?”

“ยังครับ ตอนนี้ให้ดูบรีฟของอิเว้นท์ที่เรากำลังจะจัดให้ลูกค้า เดี๋ยวต่อไปอาจสอนให้ช่วยตามงานกับซัพพลายเออร์ครับ”

“โอเค ถ้างั้นฉันขอคุยกับเขาแป๊บนึง”

อรรณพหันมาตบไหล่รุ่นน้องก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ธีระไม่ได้คิดอะไรมากเพราะคิดว่ากฤตภาสคงอยากทำความรู้จักพนักงานใหม่จึงเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ ผู้อาวุโสกว่าตั้งศอกทั้งสองขึ้นประสานมือไว้ตรงหน้าขณะจ้องเขาเงียบๆ ชั่วครู่ อาจกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในความเป็นจริง แต่ก็ทำเอาเด็กหนุ่มเกร็งไปเล็กน้อย

ทำไมจ้องกันอย่างนั้นล่ะ...เขาว่าเขาก็ไม่ได้แต่งตัว ‘กุ๊ย’ นี่นา

“ปกติฉันจะสัมภาษณ์พนักงานใหม่ด้วยตัวเองทุกคนก่อนรับเข้ามา เพิ่งมีเธอคนแรกที่ไม่ใช่เพราะเดือนก่อนฉันติดธุระ”

“...ครับ”

ธีระไม่รู้ว่าบทสนทนานี้จะไปทางไหนจึงเพียงแค่ตอบรับไปก่อน คู่สนทนาเปลี่ยนเป็นเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วก็หยิบปากกามาหมุนเล่นบนนิ้ว ดึงให้สายตาของเด็กหนุ่มมองตามอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็ต้องดึงสายตากลับมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคำถาม

“เห็นว่ามาฝึกงานแค่ช่วงปิดเทอม ถ้างั้นจะอยู่นานแค่ไหน?”

“ก็คงราวๆ สามเดือนได้ครับ เพราะหลังจากนั้นจะเปิดเทอมปีสี่แล้ว”

กฤตภาสฟังแล้วก็มุ่นคิ้วนิดหนึ่ง “กำลังจะขึ้นปีสี่? ถ้างั้นตอนนี้อายุเท่าไหร่?”

“เพิ่งจะยี่สิบเอ็ดเมื่อเดือนที่แล้วครับ”

เกิดความเงียบในห้องอีกครั้ง แววตาของกฤตภาสเหลือบมองปากกาที่ตนยังคงหมุนเล่นราวกำลังใช้ความคิดโดยที่ธีระก็สุดจะเดาว่าเป็นเรื่องอะไร ครู่หนึ่งเจ้าตัวก็วางปากกาด้ามนั้นลงแล้วลุกขึ้นยืน พานให้เด็กหนุ่มต้องลุกตามไปด้วย

"ช่วงปิดเทอมนี่งานอิเว้นท์ค่อนข้างชุกดังนั้นอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย ถึงจะเป็นนักศึกษาฝึกงานก็ต้องหัดทำทุกอย่างให้เหมือนพนักงานปกติให้ได้ไวๆ ถ้าสงสัยอะไรก็ถามพวกรุ่นพี่ก็แล้วกัน ยินดีต้อนรับสู่ Illumination Events"

ร่างสูงใหญ่เอ่ยแล้วก็ยื่นมือขวาออกมา ธีระเหลือบมองมือนั้นแล้วก็เหลือบกลับขึ้นสบตากับคู่สนทนา เมื่อเขายื่นมือออกไปหา ฝ่ามือใหญ่ก็กุมกระชับมือของเขาด้วยสัมผัสที่มั่นคงซึ่งออกจะอ้อยอิ่งกว่าที่การเชคแฮนด์ควรจะเป็นอยู่หลายวินาที

หรือไม่เขาก็คงคิดมากเกินไปเองอีกแล้ว...

"เอ่อ..."

"หืม?"

"ไม่มีอะไรครับ ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"

เด็กหนุ่มเอ่ยขณะค่อยๆ ดึงฝ่ามือออกจากสัมผัสอุ่นจัด เขาแค่อยากถามว่าทำไมบริษัทถึงชื่อนี้ แต่คิดอีกที เดี๋ยวเขาไปถามจากพี่อาร์ทหรือพี่คนอื่นเอาดีกว่า...

"เชิญ"

กฤตภาสผายมือไปทางประตูก่อนจะนั่งลงและหยิบเอกสารมาอ่าน ธีระเห็นดังนั้นจึงค้อมศีรษะให้ก่อนจะเดินออกไป เมื่อคล้อยหลังเด็กหนุ่ม คนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะก็วางเอกสารลงแล้วมองไปทางประตูห้องอย่างครุ่นคิด

เด็กนั่นจำเขาไม่ได้จริงๆ...

เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเขาเป็นคนพาธีระกลับไปที่ห้องหลังหมดสติ แถมยังช่วยเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ก่อนจะอุ้มไปนอน ดังนั้นเมื่อได้เห็นหน้าเมื่อครู่จึงจำได้ตั้งแต่แวบแรก เขาจำได้แม้กระทั่งว่าอีกฝ่ายมีไฝเม็ดเล็กๆ และรอยแผลเป็นบนข้อมือขวา แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่เอะใจเลยแม้ว่าเขาจะหยั่งเชิงด้วยการเชิญให้มานั่งคุยกันในระยะใกล้ แววตาใสบริสุทธิ์ยามสบตากับเขาเป็นแววตาที่ให้ความเคารพแกมตื่นตัวประสาคนที่ไม่คุ้นเคยกันอย่างแท้จริง ซ้ำเวลาตอบคำถามก็เป็นธรรมชาติ หาได้แฝงจริตที่บ่งบอกว่าต้องการยั่วยวนเขาแม้แต่กระผีกริ้น

วูบแรกที่ได้พบหน้ากันเมื่อครู่ กฤตภาสพบว่าความหงุดหงิดซึ่งสั่งสมมาทั้งสัปดาห์หายไปอย่างน่าประหลาดใจ ก่อนจะรู้สึกไม่พอใจเมื่อตระหนักว่าอีกฝ่ายจำเขาไม่ได้เลย ใบหน้าที่ยิ้มแย้มให้อย่างสุภาพซึ่งขัดกับความเร่าร้อนเมื่อค่ำคืนนั้นของสัปดาห์ก่อน...ราวกับเด็กไร้เดียงสาที่ไม่เคยแปดเปื้อนด้วยราคีใดๆ ทำให้เขานึกอยากได้ยินเสียงสะอื้นหวานหูและสัมผัสผิวกายกรุ่นกลิ่นเหงื่ออีกครั้ง

ทั้งที่เช้าวันนั้นเขาเปิดโอกาสให้ได้เป็นอิสระจากเขาแล้วแท้ๆ...

ชายหนุ่มรู้สึกราวกับสัญชาตญาณนักล่าถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหล บางทีอาจเป็นเพราะเขานอนกับอรณิชมานานจนเริ่มชินชา เมื่อถูกเด็กหนุ่มปลุกความสนใจจึงทำให้อะดรีนาลีนหลั่งไปทั้งร่าง ความตื่นตัวนั้นทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นจนมุมปากหยักขึ้นน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว

ธีระ...ตี้...งั้นรึ...

เขาก็ไม่รู้หรอกว่าสวรรค์เล่นตลกอะไรจึงพาเด็กคนนี้กลับมาหาเขาอีกครั้ง แต่หากเจ้าตัวจำได้เมื่อไหร่ว่าเขาคือคนที่ตัวเองได้เริงสวาทด้วยในมุมมืดของทางหนีไฟเมื่อสัปดาห์ก่อน แถมต่อจากนี้ยังจะต้องทำงานด้วยกันทุกวันตลอดสามเดือน ใบหน้ายิ้มแย้มนั้นจะเปลี่ยนไปทำสีหน้าแบบไหนกันนะ...


++---TBC---++






 

Create Date : 12 กันยายน 2556    
Last Update : 12 กันยายน 2556 23:11:40 น.
Counter : 1209 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 3

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 3


แสงแดดที่ส่องผ่านม่านหน้าต่างมาแยงตาปลุกธีระให้รู้สึกตัวตื่น เด็กหนุ่มปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้าก่อนจะกลอกตาไปรอบตัว เขามองภาพเพดานอันไม่คุ้นเคยเหนือศีรษะด้วยความมึนงง นัยน์ตากลมโตกะพริบถี่ก่อนจะค่อยๆ ดันตัวขึ้นนั่งบนเตียงหลังใหญ่

เขาไม่รู้สึกเวียนศีรษะหรือคลื่นไส้ อาจเพราะคืนก่อนไม่ได้แตะแอลกอฮอลล์เลยสักหยด แต่สมองที่แจ่มใสก็ทำให้การรับรู้สภาพรอบตัวแจ่มชัดยิ่งขึ้น

นี่ไม่ใช่ห้องเรา...

เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบห้องด้วยความตระหนก ห้องนี้ใหญ่กว่าอพาร์ทเม้นท์ของเขามาก เครื่องเรือนและการตกแต่งโดยรวมเป็นโทนขาวดำ ดูเรียบแต่ก็สะท้อนรสนิยมแบบสมัยใหม่ของเจ้าของ เมื่อสายตาของธีระตกต้องลงบนเสื้อกับกางเกงที่พาดอยู่บนราวทางมุมหนึ่งของห้อง เขาก็จำได้ทันทีว่านั่นคือเสื้อผ้าที่ตนใส่เมื่อคืน

เขาก้มมองตัวเองและพบว่าตนไม่ได้นอนเปลือย แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวที่มีเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเพราะหมายความว่ามีคนถอดชุดเปลี่ยนให้ แถมเมื่อคืนนี้หลังจากมีอะไรกับคนแปลกหน้าแล้วเขาก็หมดสติไป ดังนั้นจึงไม่มีทางรู้ว่าตนถูกพาไปให้คนอื่นย่ำยีระหว่างที่ไม่รู้สึกตัวหรือเปล่า

ธีระเย็นสันหลังวาบเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้ เด็กหนุ่มรีบลุกจากเตียงไปหยิบเสื้อผ้าของตนขึ้นมาสวม เมื่อมองจากหน้าต่างออกไปก็พบว่าที่นี่อยู่บนตึกสูงจึงอนุมานว่าน่าจะเป็นคอนโดหรือเซอร์วิสอพาร์ทเม้น ขณะที่กำลังสอดแขนเข้าในเสื้อหลังจากสวมกางเกงเสร็จ หูเขาก็พลันได้ยินเสียงประตูหน้าซึ่งอยู่นอกห้องนอนเปิดออก

เด็กหนุ่มกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ มือหนึ่งกำอกเสื้อแน่นขณะที่ค่อยๆ เหลียวไปมองทางประตูห้องอย่างหวาดระแวง ในหูแทบได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเองที่กำลังรัวถี่อย่างบ้าคลั่ง เพราะเมื่อครู่เขาตื่นขึ้นมาในห้องกว้างเพียงคนเดียวโดยไม่ได้ยินเสียงใดๆ จึงลืมเอะใจไปสนิทว่าเจ้าของห้องอยู่ที่ไหน

เนื่องจากประตูห้องนอนถูกอ้าแง้มไว้เป็นช่องประมาณหนึ่งคืบ เขาจึงเห็นแวบๆ ผ่านช่องนั้นว่าใครคนหนึ่งเดินถือถุงประทับตราซุปเปอร์มาร์เก็ตเดินผ่านเข้าไปด้านใน ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากเห็นเพียงแวบเดียวจึงไม่ทันรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

เสียงกรอบแกรบที่ดังมาจากห้องด้านในทำให้ธีระพอจะเดาได้ว่าเจ้าของห้องคงกำลังเอาของที่ซื้อมาไปเก็บ และจากเสียงการเคลื่อนไหวแล้วก็น่าจะกำลังอยู่คนเดียว เขารีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยและเห็นว่าโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์วางอยู่หน้ากระจก จึงรีบหยิบของมีค่าทั้งสองมาใส่กระเป๋ากางเกง พลันสายตาเหลือบไปเห็นขวดน้ำหอมซึ่งข้างขวดมีสายหนังคาดดูเป็นเอกลักษณ์ จึงหยิบขึ้นมาดมเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตัวเอง

ใช่กลิ่นเดียวกับคนที่กอดเราเมื่อคืนจริงๆ...

ธีระรีบวางขวดน้ำหอมนั้นลงราวกับเป็นของร้อน จากนั้นก็พยายามเคลื่อนตัวให้เงียบที่สุดไปรีๆ รอๆ อยู่หลังประตูห้องนอน

ทำยังไงดี...จะหลบออกไปโดยไม่เจอกันได้รึเปล่า...

ฝ่ามือของเด็กหนุ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อเพราะความตื่นเต้น จากเสียงประตูเปิดเมื่อครู่ทำให้เขาคะเนได้ว่าห้องนอนนี้คงอยู่ไม่ห่างจากประตูหน้ามากนัก แต่ปัญหาคือเขาไม่ต้องการแม้แต่จะทักทายพูดคุยกับเจ้าของห้องเพราะไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือไม่ ถ้าหากเจอกันก่อนแล้วถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ก็คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่

ถ้าหากรีบออกไปแล้ววิ่งไปลงลิฟต์ ก็คงไม่เป็นไรละมั้ง...

ธีระป้ายมือที่ชื้นเหงื่อเข้ากับกางเกง พลันเสียงเปิดและปิดประตูจากด้านในก็เหมือนเป็นสัญญาณให้เขาตัดสินใจได้ทันที ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเข้าห้องน้ำหรือห้องอะไรก็ตาม นี่เป็นจังหวะเดียวที่เขาน่าจะแอบหลบออกไปได้โดยเลี่ยงการเผชิญหน้าที่เหมาะสมที่สุด!

เท้าไวเท่าความคิด ธีระรีบออกจากห้องนอนแล้วเลี้ยวไปทางที่ได้ยินเสียงเปิดประตูใหญ่ เมื่อเห็นรองเท้าตัวเองบนชั้นวางก็รีบหยิบขึ้นมาแล้วผลักประตูเปิด เขาออกวิ่งไปตามทางเดินทันทีเพื่อหาลิฟต์ จนกระทั่งเข้าไปในลิฟต์แล้วจึงค่อยสวมรองเท้าที่หยิบมาด้วย จากนั้นก็พิงผนังลิฟต์อย่างอ่อนแรงขณะผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา

หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่มาตามหาเรานะ...

ลมหายใจของธีระหอบรัว ประสบการณ์เมื่อคืนเป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องการจะจดจำหรือรื้อฟื้นเป็นครั้งที่สอง เขารู้ดีว่าหากจะโทษก็ต้องโทษเจ้าคนที่เอายาใส่ในเครื่องดื่มนั่น แต่เขาเองก็ผิดที่ไม่เฉลียวใจจนรับเลี้ยงเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้าง่ายๆ ดังนั้นต่อไปถึงจะถูกเพื่อนอ้อนวอนสักแค่ไหน เขาก็จะไม่มีวันเหยียบย่างเข้าไปในสถานที่เช่นนั้นอีกเป็นอันขาด

เขาไม่แม้แต่จะอยากรู้ว่าคนที่ใช้อ้อมกอดช่วยดับความปรารถนาอันเร่าร้อนให้เมื่อคืนเป็นใคร ในเมื่อไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขสถานการณ์ได้ เขาก็จะถือว่านั่นเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น

ในเมื่อมันผ่านไปแล้ว...ก็ขอให้อย่าต้องกลับมาพบเจอกันอีกนั่นแหละดี...

ลิฟต์ยังคงดิ่งลงชั้นล่างเรื่อยๆ ไม่หยุดจนกระทั่งถึงชั้นล็อบบี้ เมื่อเดินออกมาจากคอนโดมิเนียมหรูจนถึงถนนใหญ่ ธีระก็โบกเรียกแท็กซี่คันแรกที่ผ่านมาทันที


++------++


เด็กหนุ่มกลับมาถึงอพาร์ทเมนท์หลังเที่ยงเล็กน้อย ถึงแม้จะรู้ว่ามีคนช่วยเช็ดตัวชำระคราบไคลให้แล้ว แต่เขาก็ยังเข้าห้องน้ำแล้วอาบน้ำขัดถูตัวแรงๆ จนราวกับจะให้หนังชั้นบนหลุดออกมา จนกระทั่งเนื้อตัวซีดและนิ้วเหี่ยวย่นเพราะอาบน้ำนานเป็นชั่วโมง เขาจึงได้ยอมเช็ดตัวใส่เสื้อผ้าและออกมาทิ้งตัวลงบนโซฟาในที่สุด

สกปรกเหลือเกิน...

เด็กหนุ่มยกสองมือขึ้นตรงหน้า นัยน์ตาทั้งคู่แห้งผากไร้น้ำหล่อเลี้ยง เขาพยายามคิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยผู้ชายคนนั้นก็ยังมีน้ำใจพาเขาไปนอนที่ห้องและช่วยดูแลทำความสะอาดให้ ไม่ใช่พอเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วก็ทิ้งเขาไว้กับที่ให้ต้องตื่นมาอับอายผู้คน และเขาจะถือเอาว่าการที่ร่างกายไม่อ่อนเพลียหรือไม่เห็นริ้วรอยอันไม่พึงปรารถนามากนักบนเนื้อตัวคือสัญญาณที่ดีว่าเขามีอะไรกับผู้ชายคนนั้นแค่คนเดียวก็แล้วกัน

ธีระนั่งนิ่งอย่างเหม่อลอย พลันโทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะก็ดังขึ้นจนเขาสะดุ้ง เด็กหนุ่มมองโทรศัพท์ที่ส่งเสียงและสั่นอยู่บนโต๊ะครู่หนึ่งก่อนจะหยิบมาดูชื่อคนโทรเข้า เมื่อเห็นว่าเป็นสุเมธ เขาจึงลังเลเพียงครู่เดียวก็กดรับสาย

"ฮัลโหล?"

"เป็นไงมั่งฮึตี้? นี่ฉันไม่ได้โทรมาเป็น กขค.ใช่ไหม?"

น้ำเสียงรัวเร็วราวคนพูดกำลังตื่นเต้นสุดขีดทำให้ธีระขมวดคิ้ว เขาถามกลับไปอย่างไม่เข้าใจ

"กขค.อะไร แล้วทำไมเมื่อคืนถึงทิ้งเราไว้แล้วก็พากันหายไปเลยล่ะ?"

พอนึกได้ว่าที่เมื่อคืนเกิดเหตุก็เพราะเขาถูกปล่อยให้นั่งเฝ้าโต๊ะคนเดียว ธีระก็เริ่มจะพาลเอากับเพื่อนที่เป็นคนชวนไปร้านนั้นตั้งแต่แรก แต่กลับได้คำตอบเป็นการย้อนถามเสียงแหลม

"อะไร้!!! ใครว่าฉันกับยายซันทิ้งแก! พวกฉันก็เต้นไปแอบมองแกไปตลอดนั่นแหละ ก็เห็นแว้บๆ หรอกว่ามีคนเข้าไปนั่งคุยด้วย แต่ก็คิดว่าถ้าแกได้รู้จักคนใหม่ๆ อาจดีขึ้นเลยไม่เข้าไปกวน แต่พอฉันกับยายซันกลับไปที่โต๊ะอีกทีก็ไม่เห็นแกแล้ว ฉันก็เลยลองขึ้นไปตามหาในห้องน้ำ ไม่นึกเหมือนกันว่าจะไปเจอ..."

คู่สนทนาพูดไม่ทันจบก็หัวเราะ ธีระจึงเริ่มเข้าใจเลาๆ ว่าเจ้าของเสียง 'อุ้ย' ที่เขานึกว่าหูแว่วไปเองตอนกอดกับผู้ชายแปลกหน้าในห้องน้ำเมื่อคืนนี้คือใคร

"โอเค เข้าใจแล้วเมธ ไม่ต้องพูดแล้ว"

"อ๊ายยยย!!! อะไรกันยะ!! ตกลงไปไงมาไงถึงไปจบกับตาคนนั้นในห้องน้ำได้!? ฉันนี่อึ้งตะลึงไปเลยตอนเห็นแกกอดจูบเขาซะนัวขนาดนั้น จะส่งเสียงเรียกก็ไม่กล้า แต่ถ้าไปบอกซันตรงๆ ว่าเจออะไร ฉันก็กลัวมันจะไล่ให้มาแยกแกออกจากพี่เขา เลยลงไปบอกมันว่าแกกลับไปแล้ว แล้วก็โทรคุยกับแกว่าถึงบ้านโดยปลอดภัยแล้วด้วย ยายนั่นถึงได้ไม่โทรไปขัดจังหวะไง ว่าแล้วจะไม่ขอบคุณฉันมั่งเรอะ?"

เพื่อนหนุ่มใจสาวจีบปากจีบคออตอบยาวเหยียดจนธีระปวดหัวขึ้นเรื่อยๆ เขาอยากอธิบายเหลือเกินว่าคนที่นั่งคุยกับเขาที่โต๊ะและคนที่อยู่ในห้องน้ำไม่ใช่คนเดียวกัน แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อจะเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนก็ไม่แตกต่างกันสักนิด

แต่คำตอบของสุเมธก็ทำให้เขาตระหนักได้อย่างหนึ่ง ว่าในสายตาของบุคคลที่สามแล้วนั่นเป็นการยินยอมพร้อมใจ ดังนั้นต่อให้อ้างว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยา เขาก็ไปเรียกร้องอะไรกับใครไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อเขาจำหน้าคนที่กอดเขาไม่ได้ แถมอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่พอดีว่าโผล่เข้ามาได้จังหวะจึงทำให้เขาต้องเลยตามเลยเท่านั้นเอง

พอคิดมาถึงตรงนี้ ความกังวลระลอกใหม่ก็คืบคลานมาบีบหัวใจจนเด็กหนุ่มนิ่วหน้า

"เมธ เรื่องที่เห็นเมื่อคืนนี้ไม่ต้องเล่าให้ใครฟังนะ"

"หา? อะไรกันยะตี้ นี่หล่อนกะจะวันไนท์แสตนด์เหรอ?"

"สัญญาสิ! ห้ามบอกใครเด็ดขาด แม้แต่ซันก็ห้ามบอก!"

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นทันควัน ธีระมัวสนใจกับการขอคำมั่นจนลืมแม้แต่จะเอ็ดเพื่อนที่ใช้สรรพนาม 'หล่อน' กับเขาซึ่งเขาไม่ชอบ เมื่อถูกรบเร้าขนาดนั้น สุเมธจึงถามเสียงเครียด

"ก็ได้ๆ ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ถึงยังไงคืนนี้ยายซันก็จะบินไปซัมเมอร์ที่ลอนดอนอยู่แล้วก็คงไม่ติดใจอะไรหรอก แต่เสียงแกแย่มากเลยนะตี้ ถ้ามีเรื่องอะไรก็ปรึกษาฉันก็ได้นะ"

น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยของเพื่อนสนิททำให้ธีระรู้สึกดีขึ้น กระนั้นก็ยังไม่อาจขจัดความกังวลที่ทำให้รู้สึกมวนในท้องน้อยได้

"ขอบคุณนะเมธ ไม่มีอะไรหรอก สำหรับตอนนี้แค่เหยียบเรื่องที่เห็นเมื่อคืนเอาไว้ก็พอแล้ว ถ้าหาก...มีอะไรจริงๆ...จะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน"

"โอเค ถ้างั้นฉันไม่กวนแกล่ะ แค่นี้ก่อนนะ พูดถึงยายซันต้องบินคืนนี้ ฉันก็ต้องเก็บกระเป๋าเตรียมบินกลับหาดใหญ่พรุ่งนี้เหมือนกัน ยังหาซื้อของฝากให้แม่ไม่ครบเลยเนี่ย"

"อื้อ แล้วค่อยคุยกัน ฝากสวัสดีแม่ด้วย"

หลังจากวางสายธีระก็ปล่อยโทรศัพท์หล่นลงจากมือ ไหล่ผอมบางสั่นขึ้นมาทันทีเมื่อนึกทบทวนถึงเรื่องเมื่อคืน จริงอยู่ว่าหากจะเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเขาถูกข่มขืนก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะถึงเขาจะโดนยาแต่ก็ยังมีสติพอจะปฏิเสธ ไม่เช่นนั้นก็คงโอนอ่อนตามไปตั้งแต่โดนเล้าโลมจากเจ้าคนที่มาถึงตัวเขาก่อนแล้ว กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่อาจคิดถึงความเป็นไปได้ในทางร้าย เพราะเมื่อคืนทั้งเขาทั้งผู้ชายอีกคนต่างก็มีอะไรกันโดยไม่ป้องกันทั้งคู่

เด็กหนุ่มชันเข่าขึ้นแนบอกขณะที่สองมือทึ้งผม ความหวาดกลัวแล่นเข้าเกาะกุมจิตใจเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานาจนในหัวร้อนจี๋ ร่างกายหลั่งเหงื่อเยียบเย็นออกมาเต็มแผ่นหลังทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ หากเป็นตอนที่เขายังไร้เดียงสากว่านี้ เขาอาจไม่นึกใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่ตอนนี้บทสนทนาที่เขาเคยมีกับใครคนหนึ่งกลับดังขึ้นมาในหัวอีกครั้ง


"ตี้ พี่รู้ว่าพูดอย่างนี้ตี้อาจไม่ชอบ แต่ถ้ามีโอกาสก็ไปตรวจเลือดบ้างนะ"

"พี่รงค์หาว่าตี้สำส่อนเหรอ?"

ตอนนั้นเขาถามเสียงรวนด้วยทั้งโมโหทั้งน้อยใจ ทั้งที่เขาไม่เคยหลับนอนกับใครมาก่อนเลยนอกจากณรงค์ แต่ในเมื่อทั้งคู่ได้คบกันเพราะไปเที่ยวกลางคืน ธีระจึงอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่เคยเชื่อคำพูดเขาเลยที่ว่าเขาบริสุทธิ์ผุดผ่องมาตลอด

ตอนนั้นคนที่เขารักเพียงแต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าอย่างระอา เหมือนสีหน้าของคุณครูที่กำลังพยายามอธิบายโจทย์ยากๆ ให้เด็กหัวช้าเข้าใจ

"ไม่ใช่อย่างนั้น ต่อให้ไม่เคยมีอะไรกับใครก็ยังควรไปตรวจ โรคพวกนี้มันไม่ได้มาจากการมีอะไรกันอย่างเดียวนะ พี่เองยังกลัวตัวเองจะเป็นโรคที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ตี้ไม่กลัวติดโรคอะไรจากพี่มั่งเหรอ?"

"แต่ตี้เชื่อใจพี่รงค์ว่าไม่เป็นโรคอะไร พี่รงค์ขยันออกกำลังจะตาย เหล้าก็ไม่ค่อยกิน บุหรี่ก็ไม่เห็นสูบ พี่รงค์ไม่มีทางเป็นโรคอะไรแน่ๆ"

เขาเอ่ยแล้วก็โถมตัวเข้าไปกอดคออีกฝ่ายแล้วหอมแก้มแรงๆ ก่อนหน้าที่จะมาคบกับณรงค์นั้นเขาก็ชอบอ้อนคนในครอบครัวอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อได้คบคนรักคนแรกที่อายุมากกว่าหลายปี เขาจึงยิ่งพยายามใช้เสน่ห์จากนิสัยเด็กๆ นี้เพื่อผูกมัดอีกฝ่ายให้มากขึ้น เพราะแม้คนที่รักจะดีกับเขาเพียงไร ส่วนลึกในใจเขากลับรับรู้โดยตลอดว่าฝ่ายนั้นไม่เคยเหลือที่ว่างในใจให้เขาอย่างแท้จริงเลยสักชั่วขณะ



ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นในหัวเป็นฉากๆ อย่างห้ามไม่ได้ นัยน์ตาของธีระเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ตอนที่ได้พบกับณรงค์ครั้งแรกนั้นเขาไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าตัวมีคนรักอยู่แล้วและกำลังมีปัญหากัน หาไม่เขาก็คงไม่ใจกล้าเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายในผับตามที่เพื่อนยุ และยิ่งไม่คิดว่าจะตกปากรับคำเชิญให้กลับไปที่ห้องและเริ่มความสัมพันธ์ที่จบลงในเวลาอันแสนสั้น แต่กลับทิ้งความทรงจำที่ทำให้เขาไม่อาจเปิดรับใครใหม่มาตลอดเวลาหลายเดือน เพียงเพราะใครก็ตามที่พยายามเข้ามาในชีวิตจะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับณรงค์ทั้งหมด

บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณว่าเราควรทำตามคำแนะนำของพี่รงค์บ้างก็ได้...

เด็กหนุ่มระบายลมหายใจยาวเพื่อตั้งสติ จากนั้นก็ลุกไปที่โต๊ะมุมห้องแล้วเสียบปลั๊กเปิดโน้ตบุ๊ค เวลานี้เขาไม่อาจบากหน้าไปขอให้อีกฝ่ายช่วยเหลือเพราะคงโดนถามแน่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พี่รงค์ของเขาเป็นคนดีที่เอาใจใส่คนรอบตัวเสมอ แต่ความใจดีที่ไม่อาจเป็นของเขาคนเดียวนั้นไม่เพียงพอ และธีระไม่ต้องการจะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพยายามขอเศษเสี้ยวความห่วงใยจากคนที่ไม่เคยมีเขาในหัวใจอีก

เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คสีเงินใช้เวลาบู๊ธเครื่องไม่กี่วินาทีก็เข้าหน้าจอหลัก ธีระกดปุ่มเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต เมื่อเรียบร้อยแล้วก็พิมพ์คำที่ต้องการเข้าไปในช่องค้นหา นัยน์ตาของเขากวาดมองไปตามรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีข้อมูลที่ต้องการก่อนจะเลือกคลิกเมาส์เข้าไปในเพจของคลินิคแห่งหนึ่งด้วยความกระวนกระวายระคนคาดหวัง

"ขั้นตอนปฏิบัติในการเข้ารับการตรวจเลือด"



++---TBC---++



A/N: ตีตี้จ๋า ถึงจะดูเหมือนคนเขียนแกล้งหนู แต่พี่ก็รักหนูมากนะลูก ไปแค้นตากฤตเอานะที่ทำให้หนูต้องวิตกจริตขนาดนี้ T^T

ปล. ถึงจะเขียนนิยายเพ้อฝัน แต่เราก็ไม่อยากละเลยรายละเอียดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงค่ะ การมีความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าโดยไม่ป้องกันเป็นเรื่องน่ากลัวจริงๆ นะ ที่น้องตี้จะกังวลก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วละ

ติดตามให้กำลังใจน้องตี้กันต่อในตอนหน้านะค้า




 

Create Date : 09 กันยายน 2556    
Last Update : 9 กันยายน 2556 20:48:09 น.
Counter : 1101 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.