Group Blog
 
All blogs
 

เมื่อหัวใจเราใกล้กัน ตอนพิเศษ 5



เมื่อหัวใจเราใกล้กัน ตอนพิเศษ: หมั่นคอยดูแล (และรักษาดวงใจ)



เสียงครืนต่ำๆ ดังแผ่วมาจากที่ไกลๆ ตามด้วยเสียงเปาะแปะเหมือนมีอะไรกระทบหน้าต่าง ผมรู้สึกเหมือนที่ข้างตัวยวบไปแป๊บหนึ่ง แล้วก็เสียงครืดเหมือนเสียงเลื่อนประตูกระจกปิด ก่อนที่คนร่วมห้องจะเดินกลับขึ้นมาบนเตียงอีกครั้ง


“พี่อ๊อฟ ฝนตกล่ะ”


“อืม...เหรอ”


ผมพึมพำเบาๆ โดยยังไม่ลืมตา นะคงนึกว่าผมมัวแต่หลับจนไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องกระมัง


“แบบนี้รถติดแน่ๆ เลย พี่อ๊อฟไม่ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเหรอ เดี๋ยวสายนะ”


คราวนี้คำถามนั่นทำให้ผมค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา นะนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียงไม่ห่างนัก กำลังมองมาด้วยนัยน์ตาหวานกลมโตคู่เดิมที่ยังดูงัวเงียเล็กน้อย ร่างผอมบางยิ่งดูผอมเข้าไปอีกเมื่อใส่เสื้อยืดตัวที่ใหญ่ที่สุดของผมเข้านอน


“แล้วนะหายปวดท้องแล้วเหรอ?”


ผมถามแล้วยื่นมือหนึ่งไปลูบท้องเจ้าตัวเบาๆ เพราะว่าเมื่อวานเห็นว่าที่ทำงานของนะพาไปกินเลี้ยงรับน้องใหม่เมื่อตอนกลางวัน พอตอนค่ำกลับมาถึงบ้านก็เริ่มปวดท้องจนต้องเข้าห้องน้ำไปหลายรอบ ผมเลยให้กินน้ำเกลือแร่แล้วให้นอนพักตั้งแต่ยังไม่สี่ทุ่ม


นะยิ้มแหยๆ พลางเอามือกุมทับมือผมที่วางอยู่บนหน้าท้องตัวเอง จากนั้นก็ส่ายหน้า


“...ยังเลย นะคิดว่าวันนี้คงต้องลางาน ไม่รู้ว่าคนอื่นที่ไปกินร้านเดียวกันเมื่อวานจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า"


“อืม...”


ผมส่งเสียงในคออย่างใช้ความคิด แป๊บนึงก็เอามือที่วางอยู่หน้าท้องของนะเมื่อกี้ตบลงเบาๆ บนที่ข้างตัวแทน


“ถ้างั้นก็มานอนพักซะ เช้านี้พี่ไม่มีประชุมหรือนัดกับลูกค้า เดี๋ยวพี่จะลางานช่วงเช้าอยู่เป็นเพื่อนนะก่อน ถ้านะอาการดีขึ้นพี่ค่อยไปออฟฟิศก็ได้”


นัยน์ตาหวานเป็นประกายสุกใสขึ้น นะยิ้มแล้วกระถดตัวลงใต้ผ้าห่มพลางเข้ามานอนข้างๆ ผมเลยรั้งเอวบางให้เข้ามาใกล้ตัว ครู่หนึ่งนะจึงค่อยเงยหน้ามาถามด้วยเสียงกังวล


“แต่ว่า...แบบนี้ก็เหมือนนะทำให้พี่อ๊อฟต้องขาดงานเลยน่ะสิ ถ้าเกิดมีเรื่องด่วนอะไรขึ้นมาที่ออฟฟิศจะทำยังไงล่ะ?”


ผมฟังคำถามแล้วก็ยิ้ม ถ้าหากเป็นนะตอนที่ยังเรียนไม่จบและยังไม่เริ่มทำงาน มีบางครั้งที่เจ้าตัวก็น้อยใจเวลาผมเลิกงานดึกเกินไป หรือไม่สามารถลางานพาเจ้าตัวไปเที่ยวในวันที่อีกฝ่ายไม่มีเรียนได้ แต่หลังจากที่เรียนจบและต้องมาทำงานเอง นะก็เริ่มเข้าใจเงื่อนไขของชีวิตพนักงานกินเงินเดือนมากขึ้น เพราะมีบางวันที่เจ้าตัวก็ต้องทำงานล่วงเวลาแล้วให้ผมรอรับกลับเหมือนกัน ซึ่งนับว่าโชคยังดีที่เราทำงานอยู่ตึกเดียวกันแม้จะคนละบริษัท ทำให้เดินทางไปและกลับด้วยกันได้สะดวก


“เดี๋ยวถ้าเขามีอะไรด่วนจริงๆ ก็คงโทรมาบอกเองแหละ อีกอย่างพี่ก็ไม่ค่อยได้หยุดงานบ่อยๆ ถ้าหยุดขึ้นมาสักวันเขาคงไม่ว่าหรอก นะนอนพักเถอะครับจะได้หายไวๆ”


คราวนี้ดูเหมือนคนในอ้อมแขนจะสบายใจขึ้น นะยืดคอมาหอมแก้มผมทีหนึ่งก่อนจะนอนลงอย่างเดิม มุมปากยังคงมีรอยยิ้มติดอยู่ ไม่นานก็ได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวหลับไปแล้ว ผมจึงยิ้มพลางลูบไหล่ผอมบางขึ้นลงเบาๆ จากนั้นก็หลับตาลงบ้าง


อุตส่าห์มีแฟนน่ารักอย่างนี้ทั้งคน ใครจะไม่อยากคอยดูแลอยู่ข้างๆ เวลาไม่สบายบ้างล่ะ จริงมั้ย?



++--End--++



A/N: เป็นตอนพิเศษที่สั้นมว้ากกกก พอดีเมื่อเช้าฝนตกปรอยๆ ท้องฟ้าอึมครึม เลยกระตุ้นต่อมอยากเขียนตอนพิเศษให้คู่ไหนสักคู่ แล้วพี่อ๊อฟกับน้องนะนี่ก็โดนถามถึงมานานแล้วแต่หาโอกาสเขียนไม่ได้สักที เลยได้แจ็คพ็อตออกมาเป็นตอนนี้ (แต่ต้องรีบเขียนเพราะมีงานค้างเยอะ) อาจสั้นไปนี้ดส์ แต่ก็หวังว่าจะทำให้แฟนๆ ที่เคยติดตามคู่นี้มาก่อนหายคิดถึงกันบ้างนะคะ ^____^




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2555 21:41:58 น.
Counter : 1923 Pageviews.  

เมื่อหัวใจเราใกล้กัน ตอนพิเศษ 4

แนะนำ

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


เมื่อหัวใจเราใกล้กัน ตอนพิเศษ: กับสิ่งที่มี


“นะครับ เลือกได้หรือยัง?”

ผมถามคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ผมไม่มีนัดกับลูกค้า หลังกินข้าวเช้ากันแล้วพวกเราก็เลยมาเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งตั้งแต่ห้างเปิด เพราะว่าเดี๋ยวบ่ายๆมีแผนจะไปที่อื่นกันต่ออีก

พ่อหนูน้อยตวัดสายตามองผม จากนั้นก็เหลือบกลับไปที่ชุดที่แขวนอยู่ในมือข้างละชุด รอยย่นบนหัวคิ้วกับริมฝีปากที่เม้มและยื่นขึ้นน้อยๆบอกให้รู้ว่ากำลังหนักใจกับตัวเลือกตรงหน้าอย่างยิ่ง

“สีแดงก็น่ารักดี แต่สีเทามีฮู้ดก็น่ารักดี...พี่อ๊อฟคิดว่าไง?”

นะเอ่ยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาขอความเห็นจากผม พอเห็นท่าทางรักพี่เสียดายน้อง ผมเลยหัวเราะแล้วก็หยิบชุดทั้งสองชุดมาใส่ลงตะกร้าเสียเลย

“งั้นก็เอาทั้งคู่นั่นแหละ นี่เราก็ซื้อถุงเท้ากับหมวกแล้วก็ของเด็กอ่อนอีกหลายอย่างแล้วนะ พี่ว่าถ้าเราไปเยี่ยมทุกเดือนนี่มุ้ยกับพี่หล่งคงไม่ต้องช้อปปิ้งให้น้องพู่กันเองแล้วล่ะ”

พอผมเอ่ยแบบนั้น พ่อหนูน้อยเลยยิ้มแหยๆ เพราะว่าบ่ายวันนี้พวกเรากะว่าไปเยี่ยมมุ้ยกับพี่หล่งที่บ้านด้วยกัน ซึ่งนี่เป็นคล้ายๆการเยี่ยมประจำเดือนเพราะผมกับนะจะหาโอกาสว่างเดือนละครั้งไปเยี่ยมมุ้ยที่บ้านตั้งแต่เพื่อนผมคลอดลูกเมื่อห้าเดือนก่อน ลูกชายของทั้งสองคนได้รับการตั้งชื่อว่า ‘พู่กัน’ เพราะว่ามุ้ยชอบวาดรูป เมื่อตอนที่ผมกับนะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลตอนมุ้ยเพิ่งคลอดใหม่ๆ ยายตัวดียังบอกว่าเสียดายที่ไม่ได้ฝาแฝด ไม่งั้นจะได้ตั้งชื่ออีกคนว่า ‘ผ้าใบ’ จะได้เข้าคู่กัน ดูความช่างครีเอทของเพื่อนผมเถอะ

พนักงานที่แคชเชียร์ยิ้มแย้มขณะรับตะกร้าที่อุดมด้วยของสำหรับเด็กอ่อนไปคิดเงิน โชคดีว่าผมมีคูปองของห้างอยู่จึงประหยัดเงินไปหลายบาท ซึ่งคูปองนี้เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณที่บริษัทของผมจัดสรรให้เซลส์ทุกคนสำหรับไว้ซื้อของไปฝากลูกค้าหรือพาลูกค้าไปกินเลี้ยง แต่เพราะทางบริษัทไม่เคยมาขอตรวจว่าเราใช้จ่ายคูปองพวกนี้อย่างไร ดังนั้นเซลส์ทุกคนก็จะเอาบางส่วนไปใช้สำหรับซื้อของให้ตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทก็ดูจะรู้เรื่องนี้ดี แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามหากว่าไม่ได้ใช้เยอะจนน่าเกลียด

หลังจากจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย ผมก็เอาของไปฝากที่เคาน์เตอร์รับฝากของแล้วพานะไปทานมื้อกลางวันที่ฟู้ดคอร์ทกันก่อน เพราะไม่อยากไปรบกวนอาหารกลางวันที่บ้านเพื่อน เมื่ออิ่มแล้วก็ซื้อขนมกับผลไม้สำหรับไปฝากมุ้ยกับพี่หล่ง แล้วก็รวมไปถึงพ่อกับแม่ของพี่หล่งด้วย เพราะว่าหลังจากทั้งคู่แต่งงานแล้วก็ไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่พี่หล่งที่บ้านตรงชานเมือง ตอนที่เพิ่งแต่งงานใหม่ๆ มุ้ยเคยมาบ่นให้ผมฟังว่าความจริงเจ้าหล่อนอยากไปเช่าบ้านหรือปลูกบ้านอยู่กันสองคนสามีภรรยามากกว่า แต่หลังจากที่ลูกชายคลอดออกมาแล้ว ตอนนี้ผมกลับได้ยินคุณเธอบอกว่าโชคดีแล้วที่ไม่ได้แยกออกไปอยู่กันเอง เพราะถ้าหากต้องเลี้ยงลูกคนเดียวระหว่างที่พี่หล่งออกไปทำงานโดยไม่ได้คุณปู่กับคุณย่าช่วยเลี้ยงเลย มีหวังเหนื่อยตายแน่ๆ

พวกเราสองคนออกจากห้างกันตอนเกือบๆบ่ายสอง จากนั้นก็ตรงไปบ้านของพี่หล่งที่อยู่ค่อนข้างจะนอกเมืองไปสักนิดทางฝั่งธน ระหว่างทางก็ผ่านหอเดิมของพวกเราแถวปิ่นเกล้าไปด้วย ผมเหลือบมองคนข้างตัวก็เห็นว่านะพยายามชะเง้อมองหาห้องเดิมของพวกเราระหว่างที่ผมขับรถขึ้นทางต่างระดับ

“ไม่รู้ตอนนี้ใครเช่าห้องต่อจากเรานะพี่อ๊อฟ แล้วไม่รู้อาม่าที่ดูแลหอยังแข็งแรงดีหรือเปล่า”

หลังจากผมขับรถมาไกลจนมองไม่เห็นหอเพราะถูกคอนโดและอพาร์ตเม้นต์ที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่บดบังแล้ว นะก็หันมาพูดเปรยๆกับผม ผมจึงชำเลืองมองแล้วก็เอามือลูบหัวนะเบาๆ ไม่แปลกที่นะจะผูกพันกับหอนั้น เพราะว่าพวกเราก็อยู่ที่นั่นด้วยกันมาตั้งหลายปี มีความทรงจำร่วมกันมากมายก่อนที่จะย้ายมาอยู่คอนโดปัจจุบัน และสำหรับนะที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องราวเล็กๆน้อยๆแล้ว เจ้าตัวก็คงอดจะคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นไม่ได้ แถมนั่นยังเป็นการออกมาอยู่หอครั้งแรกของนะอีกด้วย ก็คงจะยิ่งผูกพันมากเป็นธรรมดา

“เดี๋ยวไว้วันไหนสักวันเราแวะเข้าไปดูก็แล้วกัน จะได้ซื้อขนมฝากอาม่าแกด้วย”

พอผมบอกแบบนั้น นะเลยยิ้มแล้วก็เอามือมาบีบนวดแขนผมอย่างเอาใจจนอดหัวเราะไม่ได้ นี่ขนาดเจ้าตัวอายุ 25 แล้วนะ แต่เวลาอ้อนผมทีไรนี่ทำให้ผมนึกว่านะยังอายุเท่าตอนที่เรียนปีหนึ่งทุกที

พอขึ้นทางต่างระดับมาได้สักพัก ผมก็หักเลี้ยวลงตรงทางแยกที่เชื่อมกับถนนตัดใหม่ซึ่งผ่านบ้านของพี่หล่ง ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ แถวนี้ยังดูเป็นบ้านนอกๆราวกับไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯอยู่เลย แต่ว่าตั้งแต่สายใต้ใหม่ย้ายออกมาจากที่เดิม และมีถนนตัดใหม่ก็ทำให้ชุมชนแถวนี้เจริญขึ้นมาก ตามสองข้างทางมีหมู่บ้านจัดสรรกับสวนอาหารมาเปิดกันแน่นไปหมด

ราวยี่สิบนาทีหลังลงจากทางต่างระดับ ผมก็เลี้ยวเข้าทางลัดที่เป็นทางเข้าด้านหลังของหมู่บ้านจัดสรรของพี่หล่งอย่างคุ้นเคย เนื่องจากหมู่บ้านนี้มีมานานก่อนที่จะมีถนนตัดใหม่เสียอีก บ้านเรือนในหมู่บ้านจึงไม่ค่อยมีขนาดใหญ่มาก และทางเข้าก็ไม่ได้รับการสร้างให้หรูหราอลังการเหมือนพวกหมู่บ้านจัดสรรที่เพิ่งสร้างเสร็จ แต่ผมว่าแบบนี้กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นมากกว่า เพราะมันมีบรรยากาศของความเป็นชุมชนที่ผู้อาศัยไม่ได้ต่างคนต่างอยู่ในบ้านหลังใหญ่เบ้อเริ่มโดยไม่รู้ว่าคนข้างบ้านหน้าตาเป็นยังไง

ผมจอดรถที่ริมถนนใกล้กับรั้วบ้านสีแดงอันคุ้นตา จากนั้นพวกเราสองคนก็ช่วยกันขนข้าวของที่ซื้อมาฝากทั้งหลายลงจากรถ ความที่รั้วบ้านของมุ้ยไม่ได้สูงจนท่วมหัว และเจ้าตัวก็คงเห็นรถของผมตอนที่มองออกมาจากหน้าต่าง พวกเรายังไม่ทันต้องกดออดก็เห็นยายตัวดีเดินยิ้มแต้มาเปิดรั้วให้ ตอนนี้มุ้ยดูมีน้ำมีนวล แถมอวบขึ้นกว่าเดิมเยอะตั้งแต่คลอดลูกเป็นต้นมา ความจริงเพื่อนผมก็ไม่ใช่คนผอมบางปลิวลมตั้งแต่ก่อนจะแต่งงานแล้ว ออกจะไปทางทะมัดทะแมงสมส่วนมากกว่า แต่ตั้งแต่มีน้องพู่กันนี่ผมยังไม่เห็นเพื่อนผมกลับไปหุ่นแบบนั้นอีกเลย

“คิดถึงจังเลยค่าน้องนะ โอ้ยไอ้อ๊อฟ! แกขนอะไรมาเยอะแยะเนี่ย!? บ้านชั้นไม่ใช่โรงรับบริจาคนะ”

เจอกันปุ๊บก็หาเรื่องกันเลยสิน่า แถมประโยคทักทายผมกับนะที่ต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือนี่ฟังแล้วน่าเอาอะไรครอบปากคนพูดชะมัดยาด ขนาดจะสามสิบอยู่อีกไม่กี่ปีนี่แถมเป็นคุณแม่แล้วก็ยังวาจาชวนหาเรื่องไม่เปลี่ยน

“ก็เห็นว่าแกว่างงานไม่ใช่หรือไง อุตส่าห์ช่วยซื้อของใช้กับอาหารมาให้ ถ้าไม่อยากได้คราวหน้าจะได้ไม่ซื้อมาให้”

“ชั้นเป็นฟรีแลนซ์ย่ะไม่ได้ว่างงาน แค่จะบอกว่าคราวหลังมาเยี่ยมแต่ตัวก็ได้ มาทีไรก็ขนของมาให้เต็มทุกที ชั้นกลัวลูกชั้นจะโดนสปอยล์เพราะน้าๆตั้งแต่ยังไม่รู้ความนี่ล่ะ นี่ดีนะว่าวันนี้พ่อกับแม่พี่หล่งไม่อยู่ ไม่งั้นแกจะโดนบ่นเยอะกว่านี้อีก”

มุ้ยตอบฉับพลางเลื่อนประตูกระจกเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็ต้องรีบปิดตามหลังพวกผมทันทีเพื่อกันไม่ให้ยุงบินเข้า บ้านชานเมืองที่ยังมีเรือกสวนอยู่ก็ยุงชุมแบบนี้ แต่คงเพราะว่าในบ้านเปิดแอร์อ่อนๆไว้ด้วย จึงต้องปิดทั้งหน้าต่างและประตูทั้งหมดเพื่อไม่ให้แอร์ออก

“พี่หล่ง หวัดดีครับ”

นะเอ่ยทักเมื่อเห็นรุ่นพี่ของผมกำลังเล่นกับลูกชายตัวน้อยอยู่บนเบาะตรงพื้นห้องนั่งเล่นพอดี พี่หล่งจึงเงยหน้าขึ้นมาแล้วเอ่ยทักพวกเราสองคน ตอนนี้รุ่นพี่ผมไม่ได้ไว้เคราดกเหมือนตอนสมัยเรียนแล้ว เห็นว่าเพราะมุ้ยขู่เข็ญแกมบังคับว่าให้ไปตัดแต่งให้เรียบร้อย อีกอย่างก็ดูเหมาะสมกว่าเวลาไปทำงานด้วย ตอนนี้รุ่นพี่ผมจึงมีแค่หนวดบางๆเหนือริมฝีปากกับเคราแพะสั้นๆเท่านั้น

“ไง โชคดีวันนี้น้องพู่ตื่นอยู่พอดีเลย ไหนไหว้น้าอ๊อฟกับน้านะสิลูก”

พี่หล่งเอ่ยแล้วก็อุ้มน้องพู่กันขึ้นมานั่งตัก จากนั้นก็จับมือเล็กๆทั้งสองข้างทำท่าพนมมือ เด็กชายตัวน้อยอ้วนปั้กมองพวกผมด้วยตากลมโตอย่างงงๆนิดหน่อย แต่แป๊บเดียวก็ยิ้มแล้วก็เขย่าแขนขึ้นลงอย่างอยู่ไม่สุข ท่าทางกำลังอารมณ์ดี

“ตัวเองช่วยเอาของไปเก็บหน่อยสิ อ๊อฟมันซื้อของฝากมาถมที่อีกแล้ว”

มุ้ยเอ่ยพลางวางถุงของฝากที่ช่วยแบ่งไปถือลงบนโซฟา น้ำเสียงฟังดูกึ่งอ้อนกึ่งออกคำสั่งพิกล พี่หล่งเลยหัวเราะหึๆแล้วก็วางลูกให้นอนลง แต่พ่อหนูน้อย(ที่ไม่ใช่นะ)ก็พลิกตัวอย่างว่องไวแล้วทำท่าชูคอขึ้นเหมือนไม่อยากนอนอยู่เฉยๆ

“ท่าทางอีกไม่นานก็คลานได้แล้วนะครับเนี่ย”

นะเอ่ยแล้วก็ลงไปนั่งเล่นกับน้องพู่กัน ส่วนพี่หล่งก็เข้ามาช่วยถือพวกขนมกับผลไม้ไปเก็บในครัวให้ มุ้ยนั่งลงพลางหยิบชุดสำหรับเด็กที่พวกเราซื้อมาฝากแล้วก็ร้องโอ๊ย

“หลานแกแทบจะใส่เสื้อผ้าวันละชุดอยู่แล้วนะเนี่ย ใครมาเยี่ยมก็ชอบซื้อเสื้อผ้ามาฝาก ปู่กับย่าก็ชอบซื้อให้ สงสัยโตขึ้นลูกชั้นได้เป็นเด็กสำอางแหงๆ”

ผมหัวเราะขณะหยิบหนึ่งในชุดที่ซื้อมาออกจากมือมุ้ย เพราะว่าที่เราซื้อมาให้น่ะไม่ใช่แค่สองชุดที่นะเลือกไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีอีกสี่ชุดที่ซื้อก่อนหน้านั้นวางอยู่ในถุงด้วย

“เอาน่า นี่ก็อุตส่าห์ซื้อแบบเผื่อไซส์ให้แล้วนะ ถ้าอันไหนยังใส่ไม่ได้ตอนนี้จะได้เอาไว้ใส่ตอนโตไง แต่ดูท่าทางลูกแกเจริญอาหารดีนี่ เรานึกว่าแกจะแย่งลูกกินของฝากจนหลานผอมหมดซะอีก”

พูดไม่ทันจบคำ ผมก็โดนยายตัวดีตีแขนดังเพียะจนต้องร้องอูย พอดีกับที่พี่หล่งเดินออกจากครัวและทันได้ยินที่ผมพูด รุ่นพี่ของผมจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย

“เอาน่ะมึง เพิ่งคลอดเสร็จไม่กี่เดือนจะให้กลับไปผอมเท่าเดิมปั๊บเลยไม่ได้หรอก อีกอย่างกูว่าแบบนี้แหละดีแล้ว เต็มไม้เต็มมือดี”

“ไอ้ป๊า เงียบไปเลย ชั้นไปตากผ้าก่อนดีกว่า”

มุ้ยชี้หน้าพี่หล่งพลางพูดปรามทั้งที่หน้าแดง จากนั้นก็ลุกจากโซฟาที่นั่งข้างผมแล้วออกเดินไปทางหลังบ้าน เวลามุ้ยอารมณ์ดีๆก็จะเรียกแทนพี่หล่งว่า ‘ตัวเอง’ แต่เวลาอารมณ์ไม่ดีจะเรียกว่า ‘ไอ้ป๊า’ นัยว่าฟังแล้วไม่ถึงกับตัดรอนกันเกินไป แต่ยังสื่อให้รู้ได้ว่าอย่ามากวนฉันให้มากนักประมาณนั้น

เพื่อนผมทำท่าจะเดินไปหลังบ้านเพื่อไปตากผ้าอย่างที่บอก แต่พอเดินผ่านพี่หล่งก็โดนรุ่นพี่ผมเอามือตีก้นจนยายตัวดีหันมาตีไหล่อีกฝ่ายเต็มแรงแล้วก็รีบเดินเร็วๆหนีไป รุ่นพี่ผมเลยหัวเราะทั้งที่เอามือลูบไหล่ป้อยๆ ท่าทางคงเจ็บอยู่เหมือนกันเพราะพี่หล่งใส่เสื้อกล้าม ฝ่ามือของมุ้ยเมื่อครู่เลยประเคนลงบนเนื้ออย่างเต็มๆ แต่ผมว่าสองคนนี้เขาก็รักกันดีในแบบของเขา ถึงวิธีแสดงออกจะดูรุนแรงไปบ้างก็ตาม ไม่งั้นคงไม่แต่งงานกันแล้วก็มีลูกด้วยกันได้หรอก

“งานเป็นไงมั่งล่ะอ๊อฟ?”

พี่หล่งเดินมาทรุดตัวนั่งลงข้างผมแล้วก็เอ่ยถามขึ้น พวกเราจึงเปลี่ยนไปคุยกันเรื่องงาน จากนั้นก็คุยกันเรื่องเพื่อนๆและรุ่นน้องสมัยทำชุมนุม เห็นว่าไอ้เติ้ล รุ่นน้องของผมที่ชอบกวนบาทาหน่อยจะถูกป๊าของมันส่งให้ไปเรียนภาษาที่เมืองจีนตั้งแต่ปีใหม่ที่ผ่านมา เพราะจะได้กลับมาช่วยสืบทอดกิจการโรงงานน้ำปลาของที่บ้าน ฟังแล้วก็อดจะขำปนสงสารไม่ได้ เพราะสมัยเรียนนั้นมันชอบบอกใครๆว่าจะไม่ยอมทำโรงงานน้ำปลาแล้วหนีไปเปิดค่ายเพลงอินดี้ แต่ดูเหมือนตอนนี้เจ้ารุ่นน้องผมต้องศิโรราบให้กับบัญชาของป๊าไปเสียแล้ว

ระหว่างที่พวกเรานั่งคุยกันไป ผมก็เหลือบมองนะที่กำลังเล่นกับน้องพู่กันเป็นระยะ อาจเพราะเรามากันเพียงเดือนละครั้ง น้องพู่กันจึงยังจำนะไม่ได้ในตอนแรก แต่พอเริ่มคุ้นเคยแล้ว ตอนนี้นะเล่นอะไรหรือพูดอะไรด้วย เจ้าตัวเล็กก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไปหมด ภาพที่เห็นทำให้ผมยิ้มตามไปด้วย พี่หล่งสังเกตผมอยู่ครู่หนึ่งก็ถามขึ้น

“มึงไม่อยากมีของมึงเองบ้างเหรอ?”

น้ำเสียงที่ถามประโยคนั้นเบากว่าน้ำเสียงปกติ ผมจึงหันไปทำสายตามีคำถามเหมือนไม่แน่ใจว่าพี่หล่งหมายความว่าอย่างไร แต่พออีกฝ่ายพยักหน้าไปทางนะที่กำลังจับน้องพู่กันให้ลองทำท่าหัดเดิน ผมก็เข้าใจคำถามทันที

“ไม่ใช่ว่ากูไม่เห็นด้วยกับเรื่องของมึงนะ เพียงแต่พอกูมีครอบครัวของตัวเองแล้ว...กูก็อดสงสัยแทนมึงไม่ได้”

พี่หล่งขยายความต่อ ผมเลยจ้องหน้าอีกฝ่ายโดยไม่ตอบอยู่ครู่หนึ่ง ที่รุ่นพี่ของผมถามแบบนั้นคงเพราะเจ้าตัวก็รู้ว่าแฟนเก่าของผมก่อนที่จะมาคบกับนะเป็นผู้หญิง และนอกจากนะแล้วผมก็ไม่ได้มีทีท่าสนใจใครที่เป็นผู้ชายเหมือนกันอีก ดังนั้นจึงไม่แปลกหากพี่หล่งจะเกิดคำถามขึ้นมา แต่ผมก็รู้นิสัยคนถามดีพอว่าคงไม่ได้อยากยุยงส่งเสริมให้ผมไปมีคนอื่น เพียงแต่สงสัยจริงๆจึงเอ่ยถามตามประสาคนที่สนิทกันเท่านั้น

ผมกลับไปมองนะอีกครั้ง ตอนนี้อีกฝ่ายอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาแล้วก็ก้มลงไปฟัดพวงแก้มแดงๆจนพ่อหนูพู่กันหัวเราะไม่หยุด ผมมองสีหน้ามีความสุขของนะแล้วก็ส่ายหน้า

“ไม่ล่ะพี่ ชีวิตผมมีครบแล้ว ถ้าอยากมีลูกเมื่อไหร่ผมมาขอเล่นกับน้องพู่กันก็พอ”

ผมเอ่ยแล้วก็หันกลับไปมองคนถาม เมื่อเห็นแววตาของผม พี่หล่งก็ดูจะชะงักไปนิดหนึ่ง จากนั้นอีกฝ่ายก็ยิ้มแล้วเอามือตบลงบนไหล่ผมเบาๆ

“กูได้ยินแบบนั้นก็สบายใจ กูรู้ว่ามึงเป็นคนไม่วอกแวกกับสิ่งที่ตัวเองเลือกอยู่แล้ว แต่แค่สงสัยก็เลยถามดู ก็ดีแล้วที่ได้ยินมึงพูดอย่างนั้น ไม่งั้นกูกับมุ้ยนี่ล่ะจะจัดการมึงเองถ้ามึงทิ้งน้องนะ”

“อ้าวพี่หล่ง ไหงงั้นวะเนี่ย?”

ผมหัวเราะออกมาบ้าง แต่แล้วเราสองคนก็หันไปทางนะพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงร้องของน้องพู่กัน นะอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นพาดบ่าแล้วจับโยกตัวเบาๆขณะหันมาทางพวกผมสองคน

“เมื่อกี้ยังเล่นอยู่เลยครับ แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆก็ร้อง”

ผมถอยตัวลงจากโซฟาไปนั่งข้างๆ จากนั้นก็รับน้องพู่กันมาอุ้มบ้าง แต่ว่าพ่อหนูน้อยก็ยังร้องไม่หยุด แก้มยุ้ยสองข้างแดงจัดขณะที่น้ำตาซึมจากหางตา ผมเลยจะหันไปส่งลูกให้พี่หล่งอุ้มแทน ก็พอดีกับที่มุ้ยเดินเร็วๆเข้ามาจากหลังบ้าน

“ลูกร้องแน่ะมุ้ย หิวนมแล้วล่ะมั้ง”

พี่หล่งนั่งพูดยิ้มๆอยู่บนโซฟา ท่าทางไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่กับการที่เห็นลูกร้อง สงสัยเพราะเห็นว่าผมกับนะช่วยกันพยายามโอ๋แทนให้กันเป็นพัลวันอยู่กระมัง มุ้ยจึงรับน้องพู่กันไปจากมือผมแล้วก็หันไปมองนาฬิกา

“จะสี่โมงแล้วนี่นา วันนี้หิวช้านะเรา งั้นเดี๋ยวขอตัวพาน้องพู่ไปให้นมก่อนละกัน ขอโทษนะจ๊ะน้องนะที่หมดเวลาเล่นแล้ว”

ฟังเพื่อนผมพูดแล้วกลายเป็นว่านะเสียอีกที่อดเล่นสนุกเพราะน้องพู่กันร้องหิวนม พอเพื่อนผมทำท่าจะเดินขึ้นบันไดเพื่อไปให้นมลูกที่ชั้นบน พี่หล่งก็ร้องเรียกไว้ทั้งที่ยังนั่งอยู่บนโซฟานั่นแหละ

“มุ้ยจะไปไหนเล่า ให้นมลูกตรงนี้เลยก็ได้ คนกันเองทั้งนั้น”

ผมเห็นยิ้มเจ้าเล่ห์ของพี่หล่งกับประโยคท้าทายนั่นแล้วก็รู้สึกเหมือนเหงื่อตก จริงอยู่หรอกว่าตรงนี้มีแต่คนกันเอง แต่ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นหน้าอกมุ้ยนี่สงสัยจะตอน ป. 1 ล่ะมั้งเพราะยังโดนจับอาบน้ำด้วยกัน แต่ถ้าให้มาเห็นตอนนี้ก็คงกระดากชอบกล ปรากฏว่ามุ้ยหันมาทำตาเขียวใส่คนพูดแล้วก็ทำเสียงดุ

“อย่าท้ากันนะ มุ้ยไม่อายหรอกจะบอกให้ กลัวน้องนะจะเขินต่างหาก โอ๋ๆๆ น้องพู่ไม่ร้องนะลูก เดี๋ยวมี้ให้กินนมแล้วนะจ๊ะ”

มุ้ยเอ่ยแล้วก็อุ้มลูกเดินหายขึ้นชั้นสองไป สถานการณ์อย่างนี้ก็ยังไม่วายโยนลูกให้คนอื่นจนได้สิน่า กลายเป็นว่าคนที่เขินคือนะจริงๆเพราะพอผมหันไปหาก็เห็นเจ้าตัวหน้าแดงแจ๋ แถมพี่หล่งก็ยังหัวเราะอย่างไม่เกรงใจกันเสียอีก

ผมกับนะนั่งคุยกับพี่หล่งต่อระหว่างที่รอมุ้ยให้นมลูกเสร็จ พอยายตัวดีเดินลงมา ผมก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว จึงขอลาเพื่อพานะกลับเสียที

“อ้าว ไม่อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันล่ะ เห็นว่าวันนี้เดี๋ยวพ่อกับแม่เค้าจะซื้อกับข้าวมาเยอะแยะเลยนะ”

มุ้ยเอ่ยทักขึ้น ผมเลยส่ายหน้า “วันนี้ขอตัวก่อนแล้วกัน ฝากสวัสดีพ่อกับแม่พี่หล่งด้วย บอกว่าเดี๋ยววันหลังว่างๆจะมาใหม่ พี่หล่งผมไปก่อนนะ”

“เออ ขอบใจสำหรับของฝากวันนี้นะ ขับรถกลับกันดีๆล่ะ”

หลังจากล่ำลากันแล้ว มุ้ยกับพี่หล่งก็เดินมาส่งผมกับนะที่หน้ารั้ว แต่พอนะหันกลับไปจะไหว้ทั้งสองคนอีกที มุ้ยก็ดึงนะไปกอดจนเจ้าตัวกะพริบตาปริบๆเพราะตั้งตัวไม่ทัน พี่หล่งเลยหันไปถามภรรยาตัวเอง

“ทำอะไรกับแฟนชาวบ้านเขาน่ะ?”

“ก็เห็นน้องนะแล้วอยากกอดนี่ มีปัญหาหรือไง?”

พี่หล่งหรี่ตามองมุ้ยที่ทำหน้ายียวนทั้งที่ยังไม่ปล่อยนะจากอ้อมแขน แต่ผมว่ารอยยิ้มของรุ่นพี่ผมดูแล้วโคตรเจ้าเล่ห์ยังไงบอกไม่ถูก

“ตอนนี้น่ะไม่มี แต่คืนนี้ไม่รู้”

มุ้ยได้ยินก็ปล่อยน้องนะแล้วหันไปตีแขนพี่หล่งดังเพียะ แถมคราวนี้เป็นไหล่คนละข้างกับที่โดนไปเมื่อกลางวันเสียด้วย ผมล่ะสงสัยขึ้นมาจริงๆจังๆแล้วว่าที่พี่หล่งติดใจมุ้ยจะเป็นเพราะยายตัวดีชอบเล่นเจ็บๆเสียกระมัง

“วันหลังมากันอีกนะอ๊อฟ น้องนะ”

มุ้ยร้องบอกผมเป็นครั้งสุดท้ายหลังจากผมกับนะเดินมาถึงที่รถแล้ว พอมองกลับไปอีกทีก็เห็นพี่หล่งกับมุ้ยเดินจูงมือกันเข้าไปในบ้าน ผมละตามอารมณ์คู่นี้ไม่ทันเลยจริงๆ แต่ดูท่าทางแล้วคงไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหาหึงหวงนอกใจหรือเลิกกันเป็นแน่ ก็เล่นหยอกกันร้อนแรงซะขนาดนี้ตั้งแต่กลางวันแสกๆนี่นา

“สงสัยอีกไม่เกินปีน้องพู่กันคงได้มีน้องแหงๆ”

ผมเอ่ยขึ้นพลางเข้าเกียร์ออกรถ นะได้ยินที่ผมพูดก็หัวเราะ แต่เจ้าตัวคงเข้าใจว่าผมหมายความว่ายังไง เพราะแก้มสองข้างเป็นสีแดงนิดๆ ผมเลยอาศัยจังหวะที่จอดรถตรงทางแยกเข้าซอยบ้านเพื่อรอดูว่ามีรถสวนหรือไม่ แล้วก็ยื่นตัวไปหอมแก้มคนข้างๆเสียทีหนึ่ง

“อื้อ อะไรเนี่ยพี่อ๊อฟ”

นะถามอย่างงุนงงเมื่อผมหันกลับไปข้างหน้าและขับรถออกจากหมู่บ้านต่อ ผมเลยจับมือของนะข้างหนึ่งมากุมไว้

“ก็ตอนเดินออกมาจากบ้านพี่เห็นเราทำท่าซึมๆน่ะสิ ทั้งที่ตอนเล่นกับหลานยังหัวเราะอยู่เลย พี่ว่าที่มุ้ยกอดนะตอนกำลังจะกลับกันก็คงเพราะเห็นเหมือนพี่นี่แหละ มีอะไรหรือเปล่า?”

ผมถามขึ้น เพราะผมมั่นใจว่าตัวเองจับสังเกตอาการของนะได้แน่นอนเพราะความที่เราคบกันมาหลายปี ส่วนมุ้ยก็คงดูออกเพราะสัญชาตญานของความเป็นแม่นั่นเอง ทั้งที่เมื่อก่อนยายนั่นไม่มีทางจะสังเกตเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ออกเด็ดขาด

นะขยับนิ้วที่ยังอยู่ในอุ้งมือผมไปมาครู่หนึ่ง ใบหน้าหวานดูยุ่งยากใจเล็กน้อย แต่เจ้าตัวก็คงรู้เหมือนกันว่าถ้าหากไม่ตอบผมก็คงไม่สบายใจไปด้วย สุดท้ายก็เลยถอนหายใจเบาๆ

“คือ...นะได้ยินที่พี่หล่งถามพี่อ๊อฟนะ ถึงพี่หล่งจะคิดว่าพูดเบาแล้วก็เถอะ”

ผมเลิกคิ้วเมื่อได้ยินนะอธิบายด้วยเสียงอุบอิบ แต่ก็เข้าใจทันทีว่าคำถามที่เจ้าตัวได้ยินคือคำถามไหน ผมจึงบีบมือของนะแน่นขึ้นอีก

“พี่หล่งเขาก็ถามไปอย่างนั้นเอง นะไม่ได้ยินเหรอที่พี่เขาลงท้ายว่าถ้าหากพี่นอกใจนะล่ะก็จะมาจัดการพี่น่ะ?”

นะเม้มปากแล้วก็พยักหน้า แต่ว่าตรงหัวคิ้วยังมุ่นอยู่นิดๆ “ได้ยิน...แต่ถึงงั้นก็เถอะ พี่อ๊อฟเคยมีความคิดแว้บๆในหัวอย่างที่พี่หล่งถามบ้างหรือเปล่า?”

น้ำเสียงของคนพูดบ่งบอกว่าเจ้าตัวหวั่นไหวกับคำถามของพี่หล่งพอสมควร ตอนนี้ผมเลยชักหงุดหงิดขึ้นมาที่รุ่นพี่ของผมถามคำถามนั้นโดยไม่รอให้เราห่างจากรัศมีการได้ยินของนะเสียก่อน เพราะถึงแม้นะจะรู้ดีว่าผมรักเจ้าตัวแค่ไหน แต่กับเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ย่อมทำให้เจ้าตัวคิดมากได้อยู่แล้ว

“ไม่เคย”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ผมก็ตอบเสียงหนักแน่นโดยไม่สงสัยตัวเองเลยสักนิดเดียว อาจเป็นเพราะผมไม่ใช่คนที่ชอบมาคิดจุกจิกว่าถ้าหากตอนนั้นผมไม่ทำอย่างนี้แล้วตอนนี้ชีวิตผมจะเป็นยังไง ดังนั้นผมจึงไม่เคยนึกถึงชีวิตอีกแบบที่มีใครอื่นอยู่เคียงข้างที่ไม่ใช่นะเลยสักครั้ง และมีแต่อยากทำให้ทุกวันที่เราได้อยู่ด้วยกันเป็นวันที่ดีของเราทั้งคู่เท่านั้น

“นะไม่ต้องคิดมากนะ”

ผมเอ่ยย้ำแล้วยกมือที่จับมือนะเมื่อครู่ขึ้นลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ จากนั้นก็ละมือมาจับพวงมาลัยรถเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ไม่มีคำพูดใดๆหลุดลอดจากริมฝีปากของเราสองคนอีกเลยตลอดทางกลับคอนโด

หลังจากจอดรถที่ที่จอดประจำเรียบร้อย ผมกับนะก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องบนชั้นสิบหก แต่ว่าก็ยังไม่มีใครพูดอะไรก่อน จนกระทั่งผมเปิดประตูห้องแล้วพวกเราสองคนเดินเข้าไปข้างในแล้วนั่นแหละ ผมถึงชะงักเพราะโดนกอดเอวจากด้านหลังแน่น

“พี่อ๊อฟ โกรธนะเหรอ?”

พอได้ยินคำถามนั้นผมก็อยากเอาหัวตัวเองโขกฝาแรงๆสักที เพราะดูเหมือนท่าทางของผมจะทำให้นะเข้าใจผิดไป ผมก็เลยแงะมือของนะออกแล้วหันกลับไปดึงร่างเล็กเข้ามากอด

“เปล่าครับ พี่จะโกรธนะทำไมล่ะ แต่พี่ไม่อยากให้เราคิดมาก พี่หล่งก็คงรู้สึกผิดเหมือนกันถ้ารู้ว่าทำให้นะคิดมากแบบนี้ เพราะงั้นนะเลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้วนะ”

พ่อหนูน้อยเกลือกแก้มกับอกผม จากนั้นก็กอดเอวผมแน่นขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นมาหา ในแววตากลมโตยังดูมีร่องรอยของความกังวลอยู่

“พี่อ๊อฟไม่เคยนึกเสียดายจริงๆนะ?”

นี่คบกันมานานขนาดนี้แล้วยังต้องสงสัยอีกหรือ ผมนึกอ่อนใจจนอยากจะหัวเราะออกมา แต่ก็กลัวว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นทำให้นะงอนไปเสียอีกเพราะนึกว่าผมไม่เห็นความสำคัญของคำถามนั้น ผมเลยเลือกตอบด้วยวิธีที่ไม่ต้องเลือกคำพูด และเป็นวิธีที่จะทำให้นะแน่ใจได้รวดเร็วที่สุด

“พี่อ๊...”

ผมก้มลงปิดริมฝีปากนิ่มด้วยริมฝีปากตัวเองก่อนที่นะจะทันเอ่ยชื่อผมเสร็จ จากนั้นก็รั้งร่างเล็กเข้าหามากเข้าขณะที่พาเดินไปทางห้องนอนไปด้วย แม้พ่อหนูน้อยจะทำท่าเหมือนไม่ทันตั้งตัวในตอนแรก แต่ไม่นานเจ้าตัวก็หลับตาและปล่อยให้ผมพาเข้าห้องนอนแต่โดยดี เมื่อเจ้าตัวลืมตาขึ้นอีกครั้งก็คือตอนที่ผมพาล้มลงบนเตียงแล้ว

“พี่อ๊อฟ...ไม่หิวข้าวเหรอ?”

นะเอ่ยถามขึ้น แก้มเนียนทั้งสองข้างซับสีเลือดจนเป็นสีชมพูเข้ม แต่มือสองข้างที่โอบคอผมไว้แน่นก็บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวไม่คิดจะปล่อยผมให้เป็นอิสระในวินาทีนี้แน่ๆ ผมจึงก้มลงเอาจมูกดุนกับจมูกเจ้าตัวเบาๆเหมือนที่นะทำกับน้องพู่กันเมื่อตอนบ่าย

“ข้าวน่ะยังไม่หิว ตอนนี้พี่หิวนะมากกว่า”

“ทะลึ่ง”

ทั้งที่ปากพูดอย่างนั้น แต่เจ้าตัวกลับโน้มคอผมลงไปหาทั้งที่ยังหัวเราะเสียงเบา ผมจึงฟัดซอกคอขาวที่โผล่พ้นคอเสื้อของเจ้าตัวขึ้นมา และเมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายพร้อมทั้งแก้มแดงๆของคนที่กำลังยื่นมือมาปลดกระดุมเสื้อให้ ผมก็มั่นใจว่าผมไม่สงสัยกับคำตอบที่ให้พี่หล่งไปเมื่อตอนบ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว

สิ่งสำคัญสำหรับแต่ละคนอาจจะต่างกันออกไป แต่ถ้าหากว่าพบสิ่งนั้นแล้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องตั้งคำถามและสงสัยกับสิ่งที่ตัวเองมีเลยสักนิด หากว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขอยู่แล้ว และผมก็มั่นใจว่าคำตอบของผมจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงต่อให้ใครมาถามคำถามเดียวกับพี่หล่งสักกี่ครั้ง

ก็ในเมื่อ...ทุกสิ่งที่ผมต้องการอยู่ในอ้อมแขนของผมแล้วนี่นา...



End กับสิ่งที่มี



A/N: ด้วยความคิดถึงพี่อ๊อฟกับน้องนะอย่างที่สุด (เว่อร์ไหม?) ก็เลยเขียนตอนพิเศษออกมาค่ะ สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมของเรื่องนี้ถึงไม่ทำเป็นตอนโบนัสแล้วต้องเอาพาสเวิร์ดไปอ่านที่บล็อกเหมือนของเป้กับวิว เพราะว่าเนื้อหาที่ลงในเล่มกับในบอร์ดของอ๊อฟนะจะเกือบๆเท่ากัน แต่ของเป้วิว ในรวมเล่มมีตอนพิเศษและตัวละครอื่นเพิ่มขึ้นจากเวอร์ชันบอร์ดเยอะมาก ถ้าใครไม่ได้อ่านรวมเล่มมาก่อนก็รับรองว่าอ่านตอนโบนัสแล้วงงชัวร์ ก็เลยเป็นฉะนี้ละน้อ (ตัดความกันดื้อๆงี้ละ)

หวังว่าคงมีคนที่คิดถึงพี่อ๊อฟกับน้องนะเหมือนกันนะคะ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2553    
Last Update : 13 ตุลาคม 2553 16:10:08 น.
Counter : 774 Pageviews.  

สำหรับคอมเม้นต์ "เมื่อหัวใจเราใกล้กัน"

ไม่ได้อัพบล็อกซะครึ่งค่อนเดือน เพราะมัวปั่นตอนพิเศษและจัดหน้านิยายเพื่อส่งโรงพิมพ์สุดฤทธิ์ ในที่สุดวันนี้ก็ไปรับหนังสือมาแล้วค่ะ ด้วยความหนา 419 หน้า คาดว่าใครได้ไปแล้วกะจะพกติดตัวไปอ่านนอกบ้านนี่คงคิดนานทีเดียว

ตอนนี้ก็เริ่มทยอยส่งหนังสือให้คนที่สั่งจองไว้ไปบ้างแล้ว โดยกะจะส่งให้หมดในวันอาทิตย์ที่ 4 เมษา ส่วนใครที่ได้หนังสือแล้ว อยากเม้าท์เกี่ยวกับตอนพิเศษ รูปเล่ม ของที่ระลึกพิเศษ หรือเล่มแถมสำหรับคนที่ซื้อลำนำรักสีรุ้งล็อตแรก ก็ขอเชิญที่กระทู้นี้ได้เลยนะคะ ^^




 

Create Date : 30 มีนาคม 2553    
Last Update : 30 มีนาคม 2553 19:57:36 น.
Counter : 387 Pageviews.  

เมื่อหัวใจเราใกล้กัน พรีวิวตอนพิเศษสำหรับรวมเล่ม: ก้าวแรกของหัวใจ

แนะนำ

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ

ปล. ตอนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของตอนพิเศษที่จะลงแค่ในหนังสือเท่านั้นค่ะ เป็นเรื่องตอนที่นะเพิ่งได้เจออ๊อฟครั้งแรกสมัยมัธยมปลาย เอามาลงเป็นพรีวิวก่อนเผื่อใครยังไม่ตัดสินใจ แล้วก็เพื่อจะได้อัพบล็อกด้วย พอดีช่วงนี้วุ่นกับการจัดหน้าและเขียนตอนพิเศษจนไม่มีเวลาอัพเลย

เหมือนเดิมนะคะ ใครสนใจสั่งซื้อนิยายเรื่องนี้ สามารถดูที่ เอ็นทรีก่อน หรือจะหลังไมค์หรืออีเมล์มาก็ได้ค่ะ bellbomb@hotmail.com


++------++


ก้าวแรกของหัวใจ (SPECIAL PREVIEW)


“น้องนะ? ตื่นหรือยังลูก เดี๋ยวไปสายนะ”

เสียงแม่ดังผ่านประตูเข้ามาแว่วๆ และพอผมหรี่ตาขึ้นก็เห็นว่าฟ้าข้างนอกที่เห็นผ่านม่านหน้าต่างยังเป็นสีน้ำเงินอมส้มอยู่เลย เลยดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวแล้วงึมงำตอบแม่ไปแบบง่วงๆ

“ยังเช้าอยู่เลยแม่ ขอนะนอนต่อก่อนนะ...”

ผมพูดจบก็หลับต่อ แต่ปุบปับก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อโดนดึงผ้าห่มที่คลุมตัวออก พอหรี่ตาขึ้นมองอย่างไม่เต็มใจก็เห็นว่าแม่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ผมเลยได้แต่ส่งเสียงอย่างขัดใจแทน

“อื๊อออ แม่อ้ะ”

“ไม่ ‘แม่อ้ะ’ ล่ะ วันนี้เปิดเทอมวันแรกนะจ๊ะ แม่ต้องรีบไปต้อนรับนักเรียนนะ เราก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเร็วๆเข้า พ่อเค้าจะได้ไปส่งพร้อมกัน”

“แม่ก็ไปก่อนสิ เดี๋ยวนะตามไปเองทีหลังก็ได้”

ผมพึมพำในคอ แต่ก็ไม่วายโดนแม่ฉุดแขนให้ลุกขึ้นนั่งแล้วเอ็ดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ

“ไปพร้อมกันนี่แหละ อย่างอแงสิ อุตส่าห์ย้ายโรงเรียนวันแรกทั้งที น้องนะจะได้รีบไปทำความคุ้นเคยไว้ก่อนไง”

แม่พูดแล้วก็หยิบผ้าขนหนูส่งให้ จากนั้นก็ดันหลังผมไปที่บันไดเพราะว่าห้องน้ำอยู่ชั้นล่าง ส่วนผมก็ได้แต่ทำหน้ามุ่ยเพราะว่าหมดสิทธิ์คัดค้าน ไม่ใช่ความผิดผมนี่นาที่แม่ต้องคอยไปตวจเช็คนักเรียนตอนเข้าโรงเรียนเพราะอยู่ฝ่ายปกครอง อีกอย่างก็ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยไปเหยียบโรงเรียนแม่มาก่อนสักหน่อย ในเมื่อตั้งแต่เด็กๆเวลาแม่ต้องเข้าเวรไปตรวจโรงเรียนทีไรก็พาผมกับพ่อไปเป็นเพื่อนด้วยตลอดอยู่แล้ว ให้ผมหลับตาเดินยังได้ว่าจากรั้วโรงเรียนไปถึงโรงอาหารน่ะไปยังไง

ผมอาบน้ำเสร็จก็เอาผ้าขนหนูพันเอวแล้วรีบวิ่งกลับขึ้นไปบนห้อง ระหว่างที่ลงไปอาบน้ำเมื่อกี้ แม่ก็เอาเสื้อกับกางเกงที่รีดเรียบร้อยออกมาแขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้าให้แล้ว ผมเลยแค่เช็ดตัวให้แห้งแล้วก็หยิบเครื่องแบบมาใส่ก็พอ หลังจากสวมถุงเท้าเสร็จแล้วก็คว้ากระเป๋าแล้ววิ่งลงบันไดไปข้างล่างอีกที

“อ้าว มานะหรอกเหรอเนี่ย พ่อนึกว่ามีตัวอะไรวิ่งอยู่ในบ้าน วิ่งซะสั่นไปทั้งหลังเชียว”

พ่อเอ่ยแซวเมื่อผมเดินเข้าไปในครัว ตั้งแต่เด็กแล้วที่พ่อชอบเรียกผมด้วยชื่อเต็ม คงเพราะว่ามันฟังแล้วให้ความรู้สึกเข้มแข็งดีล่ะมั้ง แล้วก็พ่อเองนั่นแหละที่เป็นคนตั้งชื่อให้ผมแบบนี้

“บ้านจะสั่นได้ไงพ่อ ก็แม่เค้าจะรีบไปโรงเรียน นะก็ต้องรีบวิ่งลงมาน่ะสิ”

ผมตอบแล้วก็เข้าไปนั่งเก้าอี้ข้างๆพ่อแล้วตักข้าวต้มกุ้งขึ้นมากิน พ่อเลยยกมือขึ้นมาขยี้ผมสั้นๆบนหัวผมแล้วก็หัวเราะ “ไปว่าแม่เค้าได้ไงล่ะ ที่จริงมานะน่าจะตื่นเต้นกว่านี้หน่อยนา เพิ่งจะย้ายโรงเรียนวันแรกทั้งที”

ผมทำหน้ามุ่ย “ใครบอกว่านะอยากย้ายกันล่ะ แม่บังคับชัดๆ”

“น้องนะ”

แม่ปรามเสียงดุขณะนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ผมเลยได้แต่ก้มหน้าแล้วคนข้าวต้มในถ้วยอย่างจ๋อยๆ “ขอโทษครับ”

“ย้ายมาเรียนโรงเรียนแม่แหละดีแล้ว จะมัวแต่ติดเพื่อนได้ยังไงกัน เราน่ะเรียน ม.ปลายแล้วก็ต้องคิดถึงอนาคตสิ อย่างน้อยอัตราเด็กจากโรงเรียนแม่ที่เอ็นท์ติดก็เยอะกว่าโรงเรียนเก่าของเรานะ”

ผมได้แต่เงียบแล้วก็ตักข้าวต้มเข้าปากต่อ เพราะว่านี่เป็นประโยคติดปากของแม่ตั้งแต่ตอนที่บอกว่าจะให้ผมย้ายโรงเรียนเมื่อตอนปิดเทอมแล้ว ทั้งที่เกรดของผมที่โรงเรียนเก่าก็ไม่ได้แย่ แถมติดสามอันดับแรกของห้องเสียด้วยซ้ำ แต่แม่ก็ยังยืนยันทำเรื่องย้ายให้ผมไปอยู่โรงเรียนเดียวกันจนได้ ทั้งๆที่เพื่อนๆที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ ม.1 ของผมอยู่ที่โรงเรียนเก่ากันหมด แล้วที่ใหม่นี่ผมก็ไม่รู้จักใครเลยแท้ๆ

“เอาน่า ก็เหมือนกับตอนเราไปเข้า ม.1 ใหม่ๆ นั่นแหละ ตอนนั้นมานะก็ไม่รู้จักเพื่อนๆมาก่อนไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวพอเข้ามหา’ลัยเราก็ต้องแยกจากเพื่อนอยู่ดี คิดซะว่านี่ก็เป็นการฝึกไว้ก่อนก็แล้วกัน”

มันเหมือนกันที่ไหนล่ะพ่อก็...ตอนผมเข้า ม.1 นั่นยังพอมีเพื่อนๆจากตอนประถมไปเรียนต่อที่เดียวกันบ้าง แต่ผมไม่ได้สนิทกับใครที่มาต่อที่โรงเรียนของแม่เลยสักคน แล้วต่อให้เจอกันตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะจำกันได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ แต่ถึงอธิบายไปพ่อกับแม่ก็คงไม่เข้าใจหรอก ที่สำคัญเรื่องเพื่อนก็ไม่ใช่เรื่องเดียวที่ทำให้ผมไม่อยากย้ายโรงเรียนสักหน่อย แต่ถึงจะพูดออกไปพ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

ผมคนข้าวต้มที่เหลืออย่างหมดอารมณ์แล้วก็ลุกเอาถ้วยไปวางในอ่างล้างจาน จากนั้นก็เดินตามพ่อกับแม่ไปขึ้นรถ ปกติทุกเช้าพ่อจะไปส่งแม่เป็นคนแรก ตามด้วยผม แล้วจากนั้นถึงค่อยขับรถไปทำงานที่สำนักงานกฎหมาย แต่ตั้งแต่วันนี้ไป พ่อก็ไม่ต้องขับรถอ้อมไปส่งผมที่โรงเรียนเก่าอีกแล้ว


++------++


หลังจากที่พ่อมาส่งผมกับแม่แล้วก็นัดเวลามารับตอนเย็นก่อนจะขับออกไป พอลับหลังรถสีเทาของพ่อแล้วแม่ก็หันมาทำท่าจะจูงมือผมไปที่อาคารเรียน

“งั้นเดี๋ยวแม่พาเราไปส่งที่ห้องก่อนก็แล้วกันนะ”

“แม่! นะไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะ แค่หาห้องเรียนนะไปเองได้”

ผมพูดแล้วก็พยายามจะบิดมือออก ถึงผมจะชินกับการที่พ่อกับแม่ปฏิบัติด้วยหรือพูดด้วยเหมือนผมเป็นเด็กเล็กๆเวลาอยู่บ้านก็เถอะ แต่ผมก็ไม่อยากให้คนอื่นที่โรงเรียนมาเห็นแล้วมองว่าผมเป็นเด็กไม่รู้จักโตหรอกนะ

แม่มองผมแล้วก็ถอนหายใจ จากนั้นก็ยื่นมือมาบีบไหล่เบาๆ

“เอางั้นก็ได้ ห้องเรียนของ ม.4 อยู่ที่ชั้นสี่นะ เลขห้องแขวนไว้หน้าประตูอยู่แล้ว หาไม่ยากหรอก เดี๋ยวน้องนะเอากระเป๋าไปวางบนห้องแล้วก็ลงมาเข้าแถวตอนได้ยินสัญญาณออดก็แล้วกัน”

ผมพยักหน้า จากนั้นก็ถือกระเป๋าแล้วเดินขึ้นไปที่ห้องเรียนบนตึกที่แม่บอก ส่วนแม่ก็แยกไปที่ห้องหมวดภาษาไทยที่ตัวเองประจำอยู่ จากนั้นก็คงลงมายืนรอรับเด็กนักเรียนที่หน้าประตูเพื่อตรวจเช็คเครื่องแบบและทรงผม รวมทั้งทำโทษเด็กที่มาสายเพราะว่าเป็นหน้าที่ของอาจาย์ฝ่ายปกครอง

อาคารเรียนที่นี่มีสามอาคาร โดยห้องเรียนของชั้น ม.ต้นจะอยู่ที่อาคารหนึ่งทั้งหมด ส่วนของชั้น ม.ปลาย จะกระจายกันไปตามอาคารสองกับอาคารสาม และห้องอาจารย์หมวดต่างๆก็จะอยู่กระจายไปตามอาคารทั้งสามหลังเหมือนกัน โชคดีว่าหมวดภาษาไทยของแม่อยู่คนละอาคารกับผม และแม่จะสอนแต่พวกเด็ก ม.5 กับ ม.6 ดังนั้นอย่างน้อยผมก็ไม่ต้องเรียนกับแม่ระหว่างที่อยู่ ม.4 แค่นึกว่าถ้าเกิดแม่เรียกให้ตอบคำถามในห้องแล้วเผลอเรียกว่า ‘น้องนะ’ ขึ้นมา ผมจะโดนเพื่อนๆในห้องล้อยังไงบ้างก็ไม่อยากคิดต่อแล้ว

พอขึ้นมาถึงห้อง ม. 4/9 ผมก็เดินเข้าไปวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่แถวกลางๆและค่อนไปทางด้านหลัง สำหรับห้องเรียนชั้น ม. 4 ของที่นี่จะมีอยู่สิบห้อง สี่ห้องแรกเป็นของแผนกคณิตย์-วิทย์ สี่ห้องถัดมาเป็นแผนกศิลป์-คำนวณ ส่วนสองห้องสุดท้ายเป็นแผนกศิลป์-ฝรั่งเศส ความที่ผมเรียนเลขไม่ค่อยเก่งก็เลยเลือกเรียนแผนสุดท้ายนี้ตั้งแต่ที่โรงเรียนเก่าแล้ว ตอนที่แม่จะทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้ผมก็เลยยืนยันว่าจะขอเรียนแผนเดิมด้วย

ผมเดินไปเปิดหน้าต่างห้องบานหนึ่งออกแล้วก็เท้าศอกพลางมองออกไปด้านนอก ที่อยู่ติดกับอาคารเรียนฝั่งนี้ก็คือสวนผลไม้สลับกับบ้านคนที่อยู่ริมถนน จากมุมบนห้องนี้สามารถมองไปเห็นนักเรียนคนอื่นๆทั้งที่มีพ่อแม่มาส่ง ขับมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานมาเอง หรือว่าเดินมาเองจากบ้านก็ได้ และเพราะโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนใหญ่ จำนวนนักเรียนก็เลยเยอะและหลากหลายกว่าที่โรงเรียนเก่าของผมอย่างเทียบไม่ติด

ยิ่งพระอาทิตย์ตรงฝั่งตะวันออกเริ่มลอยสูงขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจที่ดังมาจากหน้าประตูโรงเรียนและเสียงฝีเท้าที่เดินไปมาตามอาคารเรียนมากขึ้นเท่านั้น และเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในห้องซึ่งตามด้วยเสียงเลื่อนเก้าอี้ก็ทำเอาผมสะดุ้ง พอมองกลับไปก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ใกล้กับโต๊ะตัวที่ผมเพิ่งวางกระเป๋าลงไปเมื่อกี้

“เอ่อ หวัดดี”

ผมเอ่ยทักขึ้นก่อนแล้วก็เดินเข้าไปหา อีกฝ่ายเลยละสายตาจากโต๊ะขึ้นมามองหน้าผม ชื่อที่ปักอยู่บนหน้าอกทำให้ผมรู้ว่าเด็กคนนี้ชื่อ ‘เจษฎา’

“หวัดดี นี่กระเป๋านายหรือเปล่า? พอดีโต๊ะตัวนี้มันโต๊ะของเราตั้งแต่เทอมที่แล้วน่ะ ช่วยเปลี่ยนไปนั่งตัวอื่นแทนได้มั้ย?”

ผมมองหน้าคนพูดสลับกับโต๊ะที่มีรอยขูดขีดตามประสาโต๊ะไม้ที่ผ่านการใช้งานมาหลายปีแล้วก็พยักหน้า เพราะถ้าหากเป็นผม ถ้ายังอยู่ที่โรงเรียนเก่าล่ะก็ ผมก็คงอยากนั่งที่โต๊ะเก่าของตัวเองมากกว่า

“ก็ได้ ถ้างั้นเรานั่งตรงนี้ได้มั้ย?”

ผมหยิบกระเป๋าไปวางตรงเก้าอี้ตัวที่อยู่ติดกับเด็กคนนั้นแทน เพราะว่าห้องนี้จัดเก้าอี้เรียงเป็นแถวคู่ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหากย้ายกระเป๋าไปไว้ที่อื่นแล้วจะโดนเจ้าของโต๊ะมาทวงอีกหรือเปล่า คนตรงหน้าเลยมองหน้าผมแล้วก็ชื่อบนอกผม จากนั้นก็เกาหัวเบาๆ

“นั่งไปก่อนก็ได้แหละมั้ง เทอมที่แล้วอาจารย์เค้าใช้วิธีจับคู่ให้นั่งด้วยกันน่ะ เราก็ไม่รู้ว่าเทอมนี้เค้าจะทำแบบนั้นอีกหรือเปล่า ยังไงถ้าโดนเปลี่ยนที่ใหม่ก็ค่อยย้ายก็ได้ ...ว่าแต่นี่นายเพิ่งย้ายโรงเรียนมาเหรอ?”

“อือ เราชื่อนะ”

“งั้นเรียกเราว่าจ้าก็ได้ ห้องนี้ไม่ค่อยมีเด็กผู้ชายหรอก ดีเหมือนกันจะได้มีนายเพิ่มมาอีกคน งั้นเดี๋ยวเราพาไปทัวร์รอบโรงเรียนให้เอามั้ย?”

ความจริงผมพอจะรู้อยู่แล้วว่าส่วนไหนของโรงเรียนอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเสนอตัวเองและผมก็ยังไม่มีเพื่อน การทำความคุ้นเคยกับจ้าไว้ก่อนก็น่าจะดี เผื่อมีอะไรสงสัยเกี่ยวกับโรงเรียนใหม่นี้ผมจะได้ถามได้ ผมเลยพยักหน้า

“ว่าแต่ทำไมถึงไม่มาเข้าที่นี่ตั้งแต่เทอมแรกล่ะ นายเพิ่งย้ายบ้านมาเหรอ?”

จ้าหันมาถามระหว่างที่เดินลงจากห้องเรียนด้วยกัน บางทีที่อีกฝ่ายไม่เอะใจตอนเห็นนามสกุลผมคงเป็นเพราะว่าไม่รู้จักแม่ผม ดังนั้นผมเลยคิดว่ายังไม่บอกดีกว่า

“ก็เปล่าหรอก พ่อกับแม่เราเค้าเห็นว่าที่นี่การเรียนการสอนดีกว่า ก็เลยทำเรื่องให้ย้ายมาที่นี่น่ะ”

ผมตอบความจริงไปแค่ครึ่งเดียว และโชคดีว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ถามเซ้าซี้ พอลงมาจากอาคารแล้วจ้าก็พาผมไปเดินดูโรงอาหารว่าอยู่ตรงไหน ต่อด้วยสหกรณ์ ห้องพยาบาล ห้องน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าอยู่ตรงไหนทั้งนั้น แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วปล่อยให้จ้าอธิบายไปเรื่อยๆ หลังจากชี้ให้ดูว่าห้องธุรการอยู่ตรงไหนแล้วจ้าก็เดินนำผมไปที่โรงยิมซึ่งอยู่ตรงสุดอาคารสอง

“เวลามีชั่วโมงพละจะแล้วแต่อาจารย์ว่าเค้าจะมาสอนที่โรงยิมหรือที่สนามฟุตบอลน่ะ แต่ส่วนมากวิชาบาสกับวอลเลย์จะสอนแต่ในโรงยิมเท่านั้น เดี๋ยวเข้าไปดูข้างในกันหน่อยแล้วกัน”

ผมพยักหน้าแล้วก็เดินตามไป ความจริงผมไม่ค่อยถนัดวิชาพลศึกษามาแต่ไหนแต่ไร อาจเพราะความที่ผมตัวเล็ก เวลาที่ขอเล่นอะไรกับเพื่อนๆก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากให้อยู่ในทีมมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเลยค่อนข้างจะฝังใจแล้วก็เลยทำให้ไม่ค่อยชอบเล่นกีฬาไปด้วย

“อ้าว มีรุ่นพี่มาเล่นอยู่แล้วนี่นา พวกนี้นักกีฬาของโรงเรียนด้วย”

จ้าเอ่ยขึ้นแล้วก็เดินเข้าไปในโรงยิม ด้านในมีคนเล่นบาสอยู่แล้วประมาณสิบกว่าคน ดูจากรูปร่างและหน้าตาแล้วก็น่าจะเป็นรุ่นพี่โตๆทั้งนั้น ผมเห็นจ้ายืนนิ่งดูรุ่นพี่พวกนั้นส่งบอลและชู้ตลูกลงห่วงอย่างสนใจก็เลยถามขึ้น

“จ้าชอบบาสเหรอ?”

“อื้อ เรากะว่าเดี๋ยวตอนที่อาจารย์เปิดคัดสมาชิกทีมของโรงเรียนตอนเทอมสองนี่เราก็จะลองสมัครดู ทีมโรงเรียนเราเจ๋งนะ เคยได้แชมป์จังหวัดติดกันมาสองปีซ้อนแล้วด้วย”

ผมพยักหน้าแล้วก็เออออไปด้วย แต่ไม่นึกแปลกใจเท่าไหร่กับเรื่องชื่อเสียงทางกีฬาของที่นี่ เพราะว่านอกจากเรื่องการเรียนการสอนแล้ว โรงเรียนนี้ก็มีชื่อด้านกิจกรรมไม่แพ้กันเพราะว่าเป็นโรงเรียนใหญ่

พอคิดถึงตรงนี้ผมก็อดจะก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจไม่ได้ ถึงอะไรๆของที่นี่จะดีกว่าโรงเรียนเก่าผมหมดเลยก็จริง แต่ผมก็คิดถึงเพื่อนๆผมที่โน่นมากกว่า

“เฮ้ย! นะ ระวัง!!”

“เอ๋? โอ๊ย!!!”

ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของจ้า แต่ยังไม่ทันได้ถามว่าเพราะอะไรก็รู้สึกเหมือนมีอะไรแข็งๆหนักๆพุ่งมาโดนหน้าผาก หลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเอะอะชุลมุนพร้อมกับภาพคนหลายคนที่วิ่งเข้ามารุมล้อมแบบเบลอๆ หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็มืดสนิท


++------++


ผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอ่อนโยนที่แนบลงบนแก้ม พอค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นก็เห็นว่าเป็นแม่นั่นเองที่กำลังมองผมอย่างเป็นห่วง

“ฟื้นแล้ว น้องนะเป็นไงมั่งลูก? เวียนหัวหรือเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”

ผมกะพริบตาถี่ๆแล้วก็มองไปรอบตัว พอเห็นผ้าม่านที่แขวนลงมาจากราวบนเพดานกับเตียงสีขาวก็รู้ทันทีว่ากำลังอยู่ในห้องพยาบาล ผมเลยเบนสายตากลับไปหาแม่อีกครั้งแล้วส่ายหน้า

“ไงจ๊ะ ฟื้นแล้วเหรอ?”

คงเพราะได้ยินเสียงแม่ผม อาจารย์ประจำห้องพยาบาลก็เลยรูดผ้าม่านออกแล้วเดินเข้ามายืนข้างเตียง ผมเลยถามขึ้นเพราะงงว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

“แม่ เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมนะมาอยู่ห้องพยาบาลได้ล่ะ?”

ผมยันตัวขึ้นมานั่ง แม่เลยยกมือขึ้นมาลูบหน้าผมแล้วก็พยักหน้าไปทางอาจารย์พยาบาล “ก็เราน่ะไปโดนลูกบาสอัดใส่หน้าจนเป็นลมในโรงยิมน่ะสิ เห็นว่าเพื่อนที่ไปด้วยกับพวกเด็กม.6 เค้าช่วยกันพามาส่งห้องพยาบาล พออาจารย์แขเห็นว่าเป็นเราก็เลยให้เด็กวิ่งไปบอกแม่”

ผมได้ฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว ตายล่ะ นี่ผมเผลอเป็นลมจนทำให้คนอื่นวุ่นวายกันขนาดนี้เลยเหรอ ที่สำคัญ ตอนนี้เค้าเข้าแถวเคารพธงชาติกันไปหรือยังล่ะเนี่ย

“แม่ แล้วเรื่องเข้าแถวล่ะ?”

“ตอนนี้เค้าเข้าแถวเสร็จจนเริ่มโฮมรูมกันไปแล้วจ้ะ ถ้าเรารู้สึกไม่ดีจะนอนต่อก่อนก็ได้นะ วันเปิดเทอมวันแรกยังไม่ค่อยมีอะไรหรอก”

เป็นอาจารย์แขที่ช่วยตอบให้ ผมเลยรีบเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วก็ลุกลงจากเตียง แค่เป็นเด็กที่เพิ่งย้ายมาก็ทำตัวไม่ค่อยจะถูกอยู่แล้ว ขืนขาดเรียนช่วงเช้าวันแรกด้วยคงยิ่งเป็นเป้าสายตาเข้าไปใหญ่น่ะสิ

“ไม่เป็นไรครับ ผมจะไปเรียน เดี๋ยวไม่ทันจดตารางสอน”

“งั้นเดี๋ยวแม่เดินไปส่ง….แล้วก็ห้ามปฏิเสธด้วย เกิดเวียนหัวแล้วน็อคไปอีกจะทำยังไง?”

ผมได้แต่ย่นจมูกเมื่อโดนแม่ดักทาง หลังจากไหว้ขอบคุณอาจารย์แขแล้วก็เลยเดินตามแม่ออกจากห้องพยาบาลเงียบๆ ทีนี้เพื่อนๆคงได้รู้กันหมดทั้งห้องล่ะว่าผมเป็นลูกอาจารย์ฝ่ายปกครอง

แม่พาขึ้นลิฟต์ซึ่งปกติให้ใช้ได้เฉพาะพวกอาจารย์ขึ้นไปที่ชั้นสี่ จากนั้นก็พาผมไปส่งถึงที่หน้าห้องเรียน แค่นั้นไม่พอยังขออนุญาตอาจารย์ที่ปรึกษาของผมพาผมเข้าไปแนะนำหน้าห้องด้วยตัวเองอีกด้วย ตลอดเวลาที่สายตาของเพื่อนๆในห้องพุ่งมาที่ผม ผมก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนไม่หยุด พอแม่เดินออกจากห้องไปแล้วผมเลยรีบเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆจ้าซึ่งผมวางกระเป๋าไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า แล้วก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองใครอีกเลย

อาจารย์ที่ปรึกษาของผมชื่อโสภาพรรณ ประจำอยู่หมวดสังคมศึกษาและยังค่อนข้างสาว พออาจารย์จดตารางสอนอันใหม่ให้เสร็จแล้วก็สำรวจความเห็นเรื่องหัวหน้าห้องกับเรื่องเวรประจำห้องต่อ หลังจากทุกคนลงความเห็นว่าขอให้หัวหน้าห้องกับรองหัวหน้าห้องเป็นคนเดิมเหมือนเทอมที่แล้ว อาจารย์เลยแค่จัดเรื่องเวรประจำวันให้ใหม่โดยให้ยึดตามแถวที่นั่งแทน

หลังจากอาจารย์โสภาพรรณเดินออกไปแล้ว จ้าก็หันมาหาผม “ยังเป็นไรมากหรือเปล่า ตอนนายเป็นลมเราตกใจหมดเลย ว่าแต่ทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะว่าเป็นลูกอาจารย์ ถ้าหากอาจารย์ห้องพยาบาลไม่บอกให้เราวิ่งไปบอกอาจารย์วรรณีเราคงไม่รู้หรอกว่าแม่นายสอนที่นี่ด้วย”

“...โทษที เราไม่ค่อยอยากให้ใครรู้น่ะ”

ผมก้มหน้าแล้วก็ตอบเบาๆ รู้สึกว่าหน้ายังร้อนไม่หายที่โดนแม่จูงมือมาแนะนำที่ห้องเมื่อกี้อย่างกับผมเป็นเด็กอนุบาล แถมถ้าไม่รู้สึกไปเอง ผมคิดว่าเห็นเพื่อนคนอื่นในห้องแอบมองผมแล้วก็หัวเราะคิกคักกันเสียด้วยสิ ที่ไม่อยากย้ายมาโรงเรียนแม่ก็เพราะแบบนี้นี่แหละ

หลังจบโฮมรูม การเรียนการสอนของภาคเช้าก็เริ่มต้นขึ้น ระหว่างนี้ผมจึงลืมเรื่องน่าอายเมื่อเช้าไปได้บ้าง และพอถึงคาบพักกลางวันจ้าก็หันมาถาม

“นะไปกินข้าวกลางวันด้วยกันมั้ย? เดี๋ยวเราแนะนำเพื่อนๆเราให้”

“อื้อ เอาสิ”

ผมเดินตามจ้าลงไปที่โรงอาหาร โดยในกลุ่มของจ้าจะมีเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนชื่อวีกับแนทซึ่งเรียนห้องเดียวกันมานั่งกินข้าวด้วย หลังจากทักทายกันแล้วผมเห็นว่าคนยังเข้าคิวซื้ออาหารกันเต็มแทบทุกร้านอยู่ ผมเลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ข้างโรงอาหารก่อน

อาจเพราะตอนนี้เพิ่งหมดเวลาพักกลางวันของนักเรียนม.ต้น ส่วนนักเรียนม.ปลายก็เพิ่งได้ลงมาทานข้าว ในห้องน้ำชายจึงไม่มีใครอยู่เลย ผมเดินเข้าไปจัดการธุระในห้องน้ำเสร็จแล้วก็ออกมาล้างมือที่อ่าง แต่เพราะว่าจุดที่ผมยืนนั้นใกล้กับประตูห้องน้ำไปหน่อย พอมีคนผลักประตูเข้ามาก็เลยโดนสีข้างผมเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย”

“อ้าว! ขอโทษๆ พี่ไม่เห็นว่ามีคนยืนอยู่”

ผมได้แต่ยืนก้มหน้าแล้วก็ลูบสีข้างตัวเองป้อยๆ ทำไมวันที่เพิ่งจะได้เริ่มเทอมใหม่ทั้งทีผมถึงต้องเจอแต่เรื่องเจ็บตัวแบบนี้ด้วยนะ

“ไม่เป็นไรครับ...”

ผมตอบอุบอิบแล้วก็จะก้าวขาออกจากห้องน้ำ แต่เพราะว่าอีกฝ่ายเล่นบังประตูไว้ซะมิด ผมเลยได้แต่ยืนกุมสีข้างแล้วก็ก้มหน้าอยู่แบบนั้น

เท่าที่ฟังอีกฝ่ายเรียกตัวเองเมื่อกี้ แสดงว่าคงจะเป็นรุ่นพี่ชั้นโตถึงได้มั่นใจว่าตัวเองเป็นพี่ แต่ว่าก็ไม่แน่อีก เพราะบางทีผมก็โดนเด็กรุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้องนึกว่าผมอายุน้อยกว่าอยู่บ่อยๆ

“ขอโทษที เจ็บมากเลยเหรอ? เอ๊ะ...เราใช่คนที่โดนลูกบาสของพี่อัดใส่หน้าเมื่อเช้าหรือเปล่าน่ะ?”

“เอ๋?”

ผมเงยหน้าขึ้นแล้วส่งเสียงอย่างประหลาดใจ แต่ว่ายังไม่ทันเงยขึ้นจนสุดก็ต้องตกใจที่อีกฝ่ายก้มลงมาจนสายตาอยู่ระดับเดียวกัน มือใหญ่ยกขึ้นมาลูบหน้าผากให้เบาๆจนผมต้องกะพริบตา

“ใช่จริงๆด้วย หน้าผากยังแดงอยู่เลย ขอโทษนะ ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?”

ผมมองสายตาที่จ้องหน้าตัวเองในระยะใกล้ แล้วในหัวก็เกิดตื้อคิดคำตอบไม่ออกจนได้แต่ส่ายหน้า จู่ๆก็รู้สึกว่าผิวแก้มร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย รุ่นพี่คนนั้นเลยยิ้มแล้วก็ยืดตัวขึ้นยืนตรงเหมือนเดิม ผมเลยแหงนหน้าตามจนคอแทบตั้งบ่า หวา...ตัวใหญ่ชะมัด ผมยังสูงไม่ถึงไหล่พี่เขาเลย

“เวลาพวกพี่ซ้อมกันทีไรก็เล่นกันเต็มที่ทุกทีน่ะ แต่ปกติเช้าๆไม่ค่อยมีใครเข้าไปในโรงยิมกันหรอกนอกจากนักกีฬาที่ไปซ้อม คราวหลังถ้าเราจะเข้าไปอีกก็ระวังอย่าเข้าใกล้สนามมากนักก็แล้วกัน”

“เอ่อ ครับ”

ผมตอบรับเสียงเบา ความรู้สึกเจ็บตรงสีข้างหายไปแล้ว แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะมากกว่า ความที่สายตาผมอยู่ตรงระดับหน้าอกของพี่เขาพอดี ผมเลยได้อ่านชื่อที่ปักอยู่ตรงนั้นไปโดยปริยาย

อรรถพล เกียรติพิชานันท์… ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนเคยเห็นชื่อนี้นะ?

“งั้นพี่ขอเข้าห้องน้ำหน่อยนะ”

พออีกฝ่ายเอ่ยปาก ผมเลยเหลือบตาขึ้นมองคนพูดอีกที ที่จริงคนที่บังประตูจนผมออกไปไม่ได้มันพี่เขาต่างหาก แต่ผมก็พยักหน้าให้แล้วก็เบี่ยงตัวให้อีกฝ่ายเดินเข้าไปข้างใน แต่พอจะเดินออกก็ได้ยินเสียงพี่เขาเรียกไว้อีก

“เออนี่”

“หือ?”

ผมหันหน้ากลับไปหาคนเรียกด้วยสีหน้าสงสัย อีกฝ่ายเลยยิ้มให้แล้วก็ชี้ที่นาฬิกาข้อมือตัวเอง

“นี่หมดเวลาพักของพวก ม.ต้นแล้วนี่นา เราไม่รีบขึ้นไปเรียนจะดีเหรอ?”

ผมหมุนตัวแล้วก็เดินจ้ำออกมาทันที ผมใช่เด็ก ม.ต้นที่ไหนกันเล่า!


+---End Special Preview---+




 

Create Date : 15 มีนาคม 2553    
Last Update : 16 มีนาคม 2553 8:41:18 น.
Counter : 503 Pageviews.  

"เมื่อหัวใจเราใกล้กัน" ฉบับรวมเล่ม


หลังจากเขียนอ๊อฟกับนะมาหนึ่งปีกว่าๆ ในที่สุด "เมื่อหัวใจเราใกล้กัน" ก็จบลงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะตอนเริ่มก็เพียงแต่เขียนไปเรื่อยๆโดยไม่รู้เหมือนกันว่าตอนจบจะเป็นยังไง แถมไม่เคยคิดว่าจะรวมเล่มเลยด้วยซ้ำ แต่ไปๆมาๆ "ลำนำรักสีรุ้ง" ซึ่งเขียนควบกันก็ได้กลายเป็นเล่มไปแล้ว ถ้าจะไม่ให้เรื่องนี้ซึ่งตัวละครสัมพันธ์กับเรื่องนั้นออกมาบ้างก็ดูจะลำเอียงไป และคาดว่าคนที่เคยอ่านเป้กับวิวมาก่อนก็น่าจะสนใจเรื่องนี้เพราะมีสองคนนั้นมาแจมเหมือนกัน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจรวมเล่มเรื่องนี้ด้วยเสียเลยค่ะ


สำหรับอาร์ตเวิร์คคราวนี้ก็มาจากฝีมืองามๆของน้อง Jiro อีกเช่นเคย ต้องขอบคุณสาวติสท์คนนี้ที่อดทนกับความจุกจิกของเรา เพราะปรับแก้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆกันหลายรอบมาก แต่แล้วในทีสุดก็ได้ออกมาตามแบบที่เราต้องการ แอ่นแอ๊น


ปกหน้า & ปกหลัง:




เรื่องย่อ:

ตั้งแต่ผมอยู่ที่หอนี้มา ก็มีแต่คนตัวเล็กห้องข้างๆนี่แหละที่ชอบมาเคาะประตูขอปีนหน้าต่างเพราะลืมกุญแจอยู่เรื่อย แต่ทำไมเวลาเจอกันที่มหา'ลัยถึงทำท่าเหมือนไม่ค่อยอยากคุยกับผมก็ไม่รู้สิ แล้วทำไมผมถึงจะต้องติดใจชอบมองใบหน้าหวานๆนั่นเสียเหลือเกินนะ...


ข้อมูลหนังสือ:

• ราคาหนังสือรวมค่าส่งแบบลงทะเบียน เล่มละ 330 บาท
• ความหนาประมาณ 350+ หน้า
• ไซส์ A5 พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา
• เพิ่มตอนพิเศษที่ไม่เคยลงในบอร์ด
• แถมที่คั่นหนังสือ
• หมดเขตรับจองและโอนเงิน 20 มีนาคม ส่วนหนังสือจะเสร็จพร้อมส่งไม่เกินสิ้นเดือนมีนา หลังจากนั้นถ้ามีคนสนใจแล้วหนังสือยังเหลือก็จะส่งให้ และจำนวนหนึ่งจะเอาไปวางขายที่ร้าน @Quartette บนชั้น 7 เอ็มบีเคเหมือนเดิม


ถ้าหากใครสนใจจะจองหนังสือ ก็สามารถหลังไมค์หรืออีเมล์มาก็ได้ค่ะ แล้วเราจะส่งรายละเอียดการโอนเงินให้ที่ bellbomb@hotmail.com


ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมกันนะคะ




 

Create Date : 01 มีนาคม 2553    
Last Update : 2 มีนาคม 2553 9:51:18 น.
Counter : 820 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.