Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 21


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 21



เช้านี้ธีระรู้สึกตัวตื่นก่อนที่นาฬิกาปลุกจะส่งเสียง เขาไม่อยากนอนต่อจึงลุกไปอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นก็นั่งแชทกับศันสนีย์และสุเมธจนกระทั่งถึงเวลาที่ควรจะออกจากอพาร์ทเม้นท์ แต่ระหว่างที่เข้าแถวรอขึ้นรถตู้ก็ยังปิดปากหาวหวอดอยู่นั่นเอง

เมื่อคืนนอนไม่ค่อยจะหลับทั้งที่เหนื่อยแทบแย่...ทำไมดันตื่นแต่เช้าอีกนะ...

เด็กหนุ่มคิดขณะเสียบหูฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือ หลังจากได้ขึ้นรถตู้แล้วก็หยิบค่ารถมาจ่ายในตะกร้าใบเล็กที่คนขับยื่นส่งให้ เขาส่งตะกร้าให้คนอื่นต่อขณะทอดสายตามองไปภายนอกพร้อมกับที่รถเคลื่อนตัวออกจากอู่


"ตี้ไม่อยากกลับไปฝึกงานเหรอลูก?"

"ทำไมแม่ถามอย่างนั้นล่ะ?"



แพขนตาหนาหลุบต่ำลงเมื่อเขาหวนนึกถึงบทสนทนาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นวันเดียวกับที่กฤตภาสไปหาเขาถึงที่บ้าน และจู่ๆ แม่เขาก็ถามคำถามนี้ระหว่างที่นั่งกินข้าวเย็นด้วยกันสองคน


"ก็ตอนที่เจอคุณกฤตเมื่อบ่ายนั่นดูเหมือนตี้ไม่ค่อยอยากต้อนรับเลยนี่นา เขาใช้งานตี้หนักเหรอ?"

"ก็ไม่เชิง... ตี้แค่คิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะกับงานนี้"

ปัญหาที่แท้จริงน่ะไม่ใช่เรื่องที่ถูกใช้งานหนักแต่เป็นเรื่องอื่นต่างหาก แต่ให้เขากัดลิ้นตายยังดีกว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง

"แต่ว่าตี้ก็เพิ่งไปทำได้แค่เดือนเดียวเองไม่ใช่เหรอลูก? เวลาแค่นั้นยังตัดสินอะไรไม่ได้หรอกนะ อีกอย่างเดี๋ยวแป๊บๆ ก็เปิดเทอมแล้ว แม่ว่าตี้น่าจะกลับไปฝึกงานให้ครบเวลาดีกว่า เพื่อประสบการณ์ของตี้เองด้วย"

เด็กหนุ่มสบตาอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าโดนตำหนิเรื่องที่ตั้งใจจะไม่กลับไปฝึกงานต่อ จึงได้แต่เขี่ยข้าวที่เหลือในจานไปมาเพราะหมดความอยากกินอย่างกะทันหัน ผู้สูงวัยเห็นดังนั้นก็ยกมือขึ้นลูบผมของเขาเบาๆ

"นี่นะ ตี้รู้มั้ยว่าพ่อกับแม่ภูมิใจแค่ไหนที่พักหลังนี้ลูกไม่ค่อยโทรมาขอเงินเพิ่ม แม่รู้ว่าตี้ยังวัยรุ่น จะอยากออกไปเที่ยวกับเพื่อนบ่อยๆ ก็คงห้ามไม่ได้ แต่แม่น่ะไม่เคยสบายใจเลยเวลาได้ยินตี้บอกว่าไปเที่ยวกลางคืนกับหนูซันหนูเมธ แม่รู้ว่าสองคนนั้นเป็นเด็กดี แต่ใครจะไปรู้ว่าคนอื่นนอกจากนั้นจะชักจูงลูกแม่ไปในทางที่ไม่ดีหรือเปล่า"

"แม่..."

ธีระรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งแล่นขึ้นจุกคอ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่แม่หยิบยกเรื่องที่เขาเคยไปเที่ยวเตร่ยามกลางคืนขึ้นมาคุยด้วยอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาเขาเคยนึกว่าพ่อกับแม่คงวางใจว่าเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วเสียอีก

"ตอนที่พ่อเขารู้ว่าตี้จะไปฝึกงาน เขาพูดกับแม่เลยนะว่า 'ดีเหมือนกันที่ลูกจะได้หัดไปเจอโลกของผู้ใหญ่บ้าง' เพราะถึงพ่อกับแม่จะเลี้ยงลูกได้ถ้าจบมาแล้วไม่มีงานทำ แต่อย่างน้อยก็อยากเห็นหลักฐานว่าตี้จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาตัวเองได้ในวันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ ในอนาคตตี้ยังต้องเจอเรื่องที่ลำบากกว่านี้อีกเยอะ เพราะงั้นแค่สองเดือนที่เหลือนี้ทำเรื่องเล็กๆ อย่างฝึกงานให้สำเร็จให้พ่อกับแม่ภูมิใจได้ไหมลูก?"

คำขอร้องนั้นถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงและแววตาซึ่งเปี่ยมด้วยด้วยความรักใคร่เอ็นดูลูกชายคนเดียว ธีระได้แต่จนด้วยถ้อยคำเพราะไม่เคยรู้ว่าพ่อกับแม่กังวลถึงอนาคตของเขามากขนาดนี้ เพียงแค่คิดว่าถ้าเรื่องที่เคยทำตัวเหมือนเด็กใจแตกคอยตามตื๊อผู้ชายช่วงที่คบกับณรงค์เข้าหูของทั้งคู่ ในอกก็หดเกร็งอย่างแรงด้วยความรู้สึกผิด

นี่เขายังพอจะมีโอกาสเรียกความมั่นใจจากพ่อกับแม่คืนมาใช่ไหม แต่ทำไมโชคชะตาต้องกำหนดให้โอกาสนั้นมาจากคนที่ทำให้เขาลำบากใจที่สุดด้วยนะ...

"ก็ได้ครับ ตี้จะกลับไปฝึกงานต่อให้จบ ครั้งนี้จะเอาเงินเดือนที่ได้ให้แม่ด้วย"



ตอนนั้นแม่หัวเราะแล้วบอกเขาว่าให้เก็บเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงก้อนแรกไว้ใช้เอง แต่ธีระตั้งใจจะทำตามที่พูดจริงๆ บทสนทนาครั้งนั้นทำให้เขาสำนึกว่าที่ผ่านมาตัวเองรักสบายจนละเลยความรู้สึกของผู้ให้กำเนิดแค่ไหน ดังนั้นการที่ตัดสินใจกลับมาฝึกงานอีกครั้งจึงมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้พ่อกับแม่สบายใจ ไม่ได้เกี่ยวกับข้อเสนอที่กฤตภาสยื่นให้เลยสักนิดเดียว

ถึงแม้ความเชื่อมั่นว่าผู้ชายคนนั้นไม่มีอิทธิพลต่อเขาเลยจะแผ่วลงในแต่ละวันที่เจอกันก็ตาม

เด็กหนุ่มเหม่อมองการจราจรบนถนนผ่านหน้าต่างของรถตู้ แล้วจู่ๆ ก็เบิกตาโตเมื่อมีนกพิราบบินพุ่งเข้ามาชนหน้าต่างฝั่งที่เขานั่งดังปั้ก!

"ว้าย!!"

เสียงร้องจากผู้หญิงที่นั่งถัดไปด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับที่ธีระสะดุ้งสุดตัว เพราะนกตัวนั้นดูเหมือนจะคอหักทันทีขณะร่วงลงไปบนพื้นถนน แต่คนขับไม่ได้สนใจและออกรถทันทีที่สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว

"ตกใจหมดเลย! จู่ๆ ก็บินพุ่งเข้ามา"

"นั่นสิ รถแถวนี้ยิ่งวิ่งกันเร็วด้วย สงสัยได้กลายเป็นซากอยู่บนถนนแหงๆ"

เสียงพึมพำของผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์ดังแทรกเข้ามาในหูฟังจนธีระหลับตาปี๋ สองมือของเขาสั่นจนต้องยกแขนขึ้นกอดอกเพื่อบังคับร่างกายให้สงบเอาไว้ ภาพนกตัวที่บินมาชนหน้าต่างยังคงติดตาไม่หาย และมันทำให้เขาใจคอไม่ดีอย่างไร้สาเหตุ

คงเป็นแค่ความบังเอิญล่ะน่ะ...ไม่ได้มีความหมายสำคัญอะไรหรอก...

แม้จะพยายามปลอบตัวเองแล้วแต่เขาก็ยังรู้สึกหดหู่ตลอดการเดินทาง เมื่อธีระไปถึงบริษัทก็พบว่ามีกระดาษโน้ตพร้อมข้อความแปะอยู่บนคอมพิวเตอร์ แม่บ้านเดินผ่านมาเห็นจึงเอ่ยทักพร้อมกับชี้ไปยังกระดาษแผ่นนั้น

"เมื่อเช้ามีคนโทรมาหาน่ะค่ะคุณตี้ ตอนแรกเขาก็ถามหาเบอร์มือถือของคุณตี้แต่น้าไม่มี ก็เลยขอเบอร์เขาไว้แล้วบอกว่าจะให้คุณตี้โทรกลับ"

"อ๋อ ขอบคุณครับน้าจุก"

ธีระเอ่ยก่อนจะหลุบตาลงมองกระดาษโน้ตอีกครั้ง สังหรณ์ด้านลบของเขายิ่งทวีความเข้มข้นเมื่อเห็นข้อความบนกระดาษ

'โทรกลับหมอเหวินด่วน 087-398-XXXX'

เด็กหนุ่มขบริมฝีปากอย่างชั่งใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก เสียงสัญญาณดังเพียงสองครั้งปลายทางก็รับสาย

"ฮัลโหล?"

"หมอเหวินใช่ไหมครับ? ผมตี้ครับ"

"อ้อ...ค่อยยังชั่ว หมอก็กลัวๆ อยู่ว่าวันนี้ตี้จะมาทำงานรึเปล่า เพราะถามแม่บ้านเขาก็บอกว่าไม่รู้เบอร์มือถือ ส่วนเครื่องของไอ้คุณชายก็แบตหมดซะอีก นึกว่าจะติดต่อไม่ได้ซะแล้ว"

ธีระมุ่นคิ้ว เพราะถึงคู่สนทนาจะพูดวกวนแต่ก็จับใจความได้ว่าจำเป็นต้องติดต่อเขา และที่ทำให้น่ากังวลคือการที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงกฤตภาสเหมือนเจ้าตัวไม่อยู่ในสถานะที่จะโทรหาเขาเองได้

"คุณหมอมีเรื่องอะไรเหรอครับ?"

"จะว่าไงดีล่ะ เอาเป็นว่าวันนี้ไอ้คุณชาย...เอ้ย...กฤตมันไม่สะดวกจะเข้าไปที่ออฟฟิศ ถ้าหากมีงานอะไรตี้ก็จัดการไปก่อนตามสมควรได้เลย หลังเลิกงานแล้วค่อยไปหามันที่โรงพยาบาล xxxx ก็แล้วกัน"

มือที่จับหูโทรศัพท์อ่อนแรงจนธีระต้องกระชับนิ้วให้แน่นขึ้น จู่ๆ ภาพของนกพิราบที่บินมาชนหน้าต่างรถตู้เมื่อเช้าก็ผุดขึ้นในหัว เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้ตื่นเต้นขณะซักข้อมูลเพิ่มเติม

"คุณกฤตเป็นอะไรครับหมอ ทำไมต้องเข้าโรงพยาบาล?"

มีเสียงถอนหายใจก่อนจะตามด้วยคำตอบที่เหมือนกับไม่ตอบเลยสักนิด "ฉันก็อยากบอกนะแต่กฤตมันห้ามไว้เพราะไม่อยากให้ทุกคนเป็นกังวล เอาเป็นว่าตอนเย็นตี้มาเยี่ยมมันคนเดียวก็แล้วกัน แล้วถ้าวันนี้ใครถามว่ามันหายไปไหนก็อ้างว่ามันปวดหัวปวดท้องอะไรไปก็ได้ แล้วถ้าหมองานไม่ยุ่งก็อาจจะตามไปเจอที่โรงพยาบาลสักตอนค่ำๆ"

ธีระนั่งฟังสัญญาณเสียงตื๊ดซ้ำๆ หลังจากถูกศุภวัฒน์ตัดสาย ในหัวยังงุนงงกับความกำกวมของข้อมูลที่ได้รับ เขาสังหรณ์ว่าสาเหตุที่กฤตภาสเข้าโรงพยาบาลจะต้องไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่ จึงตัดสินใจต่อสายหาเจ้าตัวด้วยตัวเอง

"ขออภัยค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียก..."

สัญญาณตอบอัตโนมัติทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือด เขาลองวางสายแล้วกดโทรใหม่อีกสองรอบก็ยังได้ยินเสียงอัตโนมัติเช่นเดิม พอลองส่งข้อความหาก็ไม่มีสัญญาณว่าอีกฝ่ายได้อ่านแล้ว ความกระวนกระวายทำให้เขาไม่มีสมาธิเลยตลอดทั้งวัน

ธีระตัดสินใจอ้างว่ากฤตภาสมีประชุมกับลูกค้าเวลามีคนถามถึง เพราะอย่างน้อยข้ออ้างนี้ก็ปลอดภัยที่สุดในเมื่อเขาเองก็ไม่รู้สาเหตุแท้จริงที่เจ้าตัวนอนโรงพยาบาล โชคยังดีที่สัปดาห์นี้กฤตภาสไม่ได้มีนัดประชุมกับลูกค้าจริงๆ เขาจึงไม่ต้องโทรไปแคนเซิลนัดให้

พอตกบ่ายดีกรีความกังวลของธีระก็ยิ่งพุ่งเพราะกฤตภาสไม่ตอบข้อความสักที เขาเหลือบมองนาฬิกาบ่อยๆ ระหว่างรอให้ถึงหกโมงเย็น แต่ในที่สุดก็หมดความอดทนเมื่อเข็มชี้เวลาสี่โมงครึ่ง

"อ้าวตี้ จะกลับแล้วเหรอ?"

"ครับพี่กิฟท์ พอดีคุณกฤตให้เอาเอกสารไปให้ด่วน แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ"

ธีระตอบรุ่นพี่ที่เดินสวนกันระหว่างเดินลงบันได พอออกมาถึงถนนก็โบกมือเรียกแท็กซี่ให้ไปโรงพยาบาลที่ศุภวัฒน์บอก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าโรงพยาบาลนี้ไม่ได้อยู่ใกล้ที่พักของกฤตภาสเลย แล้วทำไมถึงต้องถ่อไปหาหมอถึงที่นั่นด้วย?

เด็กหนุ่มได้แต่นั่งกระสับกระส่ายระหว่างรอให้แท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาล หลังจากถึงแล้วก็ขึ้นลิฟต์ตรงไปยังห้องที่ศุภวัฒน์บอกหมายเลขไว้ แต่พอกำลังจะแตะลูกบิดประตู ความหวาดหวั่นว่าจะเจอกับอะไรก็ทำให้เขาชะงักมือ

อย่างน้อยหมอเหวินวางใจพอจะกลับไปทำงานแล้วบอกเราให้มาเยี่ยมคนเดียว ก็แสดงว่าคงไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงมากหรอกมั้ง...

ธีระพยายามปลอบตัวเอง จากนั้นก็กระชับมือรอบลูกบิดแล้วหมุนเปิดเข้าไป

ภายในห้องค่อนข้างสลัวเนื่องจากเปิดไฟไว้แค่เหนือหัวเตียงกับหน้าประตู กระนั้นธีระก็เห็นร่างที่นอนตะแคงหันหลังให้ตรงกลางห้อง เด็กหนุ่มสูดหายใจลึกก่อนจะจรดฝีเท้าไปยังอีกฝั่งของเตียง

ภาพที่ธีระเห็นคือกฤตภาสที่กำลังหลับสนิท แผ่นอกใต้ผ้าห่มกระเพื่อมขึ้นลงตามลมหายใจที่สม่ำเสมอ หากดูเผินๆ ก็เหมือนกับคนนอนหลับธรรมดาทั่วไป แต่ใบหน้าที่ซีดเผือดแม้จะอยู่ใต้แสงสลัวก็ยังทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแน่นหน้าอก

"คุณกฤต...โดนอะไรมา?"

เสียงนั้นไม่น่าจะดังไปกว่าเสียงกระซิบ ทว่ากลับทำให้คิ้วของคนหลับขมวดเข้าหากัน ธีระกลั้นลมหายใจเมื่อพบว่านัยน์ตาสีนิลค่อยปรือขึ้นอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งทั้งคู่สบตากันในที่สุด

"...ตี้?"

น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยอย่างแผ่วโหย กฤตภาสหลับตาลงอีกครั้งก่อนจะพลิกตัวกลับไปนอนหงาย แต่แล้วอาการสะดุ้งและสีหน้าแสดงความเจ็บปวดก็ทำให้ธีระถลาเข้าไปหาด้วยความตกใจ

"เป็นอะไรครับคุณกฤต!?"

"เจ็บ"

กฤตภาสตอบเพียงเท่านั้นก็ขบกรามแน่น หยาดเหงื่อเม็ดละเอียดบนหน้าผากกับลมหายใจที่แรงขึ้นล้วนยืนยันว่าความเจ็บปวดเป็นของจริง ไม่นับผ้าพันแผลที่โผล่พ้นไหล่เสื้อผู้ป่วยจนเด็กหนุ่มสูดหายใจเฮือกใหญ่

ขณะที่ธีระกำลังลนลานว่าจะทำอย่างไรดี นางพยาบาลคนหนึ่งก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง พอเธอเห็นท่าทางของกฤตภาสก็รีบเดินเข้ามาใกล้

"ปวดแผลเหรอคะ? ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะฉีดยาแก้ปวดให้นะคะ"

ธีระถอยห่างออกมาเมื่อนางพยาบาลดึงผ้าม่านปิดรอบเตียง เขาได้ยินเสียงของเธอที่คอยบอกกฤตภาสให้ยกแขนหรือขาเพื่อสะดวกต่อการถอดเสื้อผ้า แต่คำที่ได้ยินบ่อยครั้งก็คือ 'ระวังแผลด้วยนะคะ ไม่ต้องรีบค่ะ' ซึ่งนั่นทำให้เขาได้แต่นั่งรออย่างกระวนกระวายเพราะไม่รู้ว่ากฤตภาสเป็นอะไรกันแน่

"เรียบร้อยค่ะ เดี๋ยวรอยาแก้ปวดแป๊บนึงนะคะ"

นางพยาบาลเอ่ยหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนเจ็บเรียบร้อยแล้วและเปิดม่านออก เธอเดินออกจากห้องไปไม่นานก็กลับมาใหม่พร้อมกับถาดใส่เข็มฉีดยา ธีระซึ่งเป็นคนกลัวเข็มถึงกับต้องหันหนีตอนที่นางพยาบาลฉีดยาแก้ปวดให้กฤตภาส

ห้องพักผู้ป่วยตกอยู่ในความเงียบทันทีที่นางพยาบาลเดินกลับออกไป และทั้งที่ธีระอยากรู้สาเหตุที่กฤตภาสต้องมานอนโรงพยาบาลใจแทบขาด เขาก็ได้แต่มองคนที่กำลังลืมตามองเพดานนิ่งๆ โดยไม่กล้าถาม

"ห้องมืดชะมัด เปิดไฟให้หน่อยสิ"

"อ๊ะ ครับ"

ธีระลุกไปกดสวิทช์ไฟ แล้วก็รีบถลากลับเข้ามาข้างเตียงเมื่อเห็นกฤตภาสพยายามจะยันตัวขึ้นนั่ง เขาเลือกเข้าไปช่วยประคองด้านที่ไม่เห็นผ้าพันแผลแลบออกมา แล้วก็ช่วยปรับเตียงเพื่อให้คนเจ็บเอนหลังพิงได้อย่างสบายตัวขึ้น

"ขอบใจ"

เสียงกฤตภาสยังแหบแต่ก็ไม่แย่มากเท่าตอนที่เพิ่งตื่น ธีระเหลือบตาลงสบตากับนัยน์ตาสีนิลที่กำลังมองเขา นัยน์ตาคู่นั้นยังคงยากจะอ่านความหมายเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่เขากลับไม่สามารถเบนสายตาหนีไปทางอื่นได้

"กฤต! เป็นยังไงบ้าง?"

เสียงของคนที่เปิดประตูเข้ามาอย่างรีบร้อนทำให้ธีระสะดุ้งและรีบปล่อยมือ เมื่อหันไปตามเสียงก็พบว่าผู้ที่เพิ่งเข้ามาคือชายวัยกลางคนที่เค้าหน้ามีส่วนละม้ายกฤตภาสไม่น้อย หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่ากฤตภาส 'ถอดเค้า' มาจากอีกฝ่ายไม่น้อยมากกว่า

"ปลอดภัยดีอย่างที่เห็นครับ ตอนนี้พ่อควรจะอยู่ที่สิงคโปร์ไม่ใช่เหรอ?"

"เหวินโทรไปบอกพ่อ อีกอย่างผู้อำนวยการของที่นี่ก็เพื่อนพ่อเอง พวกนักข่าวถึงได้ไม่รู้ว่าแกโดนยิงเพราะเขาช่วยปิดข่าวให้ไง"

ผู้สูงวัยกำลังจะเอ่ยต่อก็สังเกตเห็นว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย ส่วนธีระนั้นอึ้งไปตั้งแต่ได้ยินคำว่า 'โดนยิง' ฝ่ายกฤตภาสชำเลืองมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่เผือดสีลงแล้วก็หันไปกล่าวกับผู้เป็นพ่อ

"ไม่เป็นไรครับพ่อ นี่เลขาฯ ที่มาช่วยงานผมแทนวีร์ชั่วคราว ตี้ นี่คุณโกเมท พ่อฉัน"

"สวัสดีครับคุณโกเมท"

ธีระพนมมือไหว้ผู้อาวุโส ความจริงเขาเห็นอีกฝ่ายแวบแรกก็รู้แล้วว่าเป็นใครเพราะเคยเห็นในข่าวโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์บ่อยๆ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันครั้งแรกในสถานที่เช่นนี้

โกเมทรับไหว้แล้วก็หันมาสนใจกฤตภาสต่อ ผู้สูงวัยมองสำรวจสีหน้าของลูกชายคนเดียวแล้วก็นิ่วหน้า ธีระจึงคิดว่าทั้งคู่อาจมีเรื่องต้องคุยกันซึ่งเขาไม่ควรจะอยู่ฟัง

"ถ้างั้นเดี๋ยวผมออกไปข้างนอกก่อนนะครับ"

"ไม่ต้อง พ่อมีอะไรก็พูดได้เลยครับ ตี้เป็นผู้ช่วยผม ให้เขาฟังไปด้วยเลยดีกว่าที่ผมจะต้องไปอธิบายซ้ำ"

ธีระคงจะก้าวออกไปโดยไม่สนคำพูดของกฤตภาสหากไม่ใช่เพราะถูกคว้าข้อมือไว้ เด็กหนุ่มได้แต่สบตากับผู้อาวุโสที่ยืนอยู่อีกฝั่งของเตียงอย่างลำบากใจ แต่แล้วโกเมทก็เพียงถอนหายใจแล้วเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างเตียง

"นี่ถ้าพ่อรู้ว่าการยกเลิกเรื่องที่จะเทคโอเวอร์จะเป็นเหตุให้ถึงกับต้องมาทำร้ายกันแบบนี้ พ่อคงไม่คุยเรื่องนี้กับเขาตั้งแต่แรก"

"เราเดาใจใครไม่ได้หรอกครับว่าเขาคิดจะทำอะไร ผมก็ไม่นึกว่าเมฆจะกล้าเหมือนกัน แต่อะไรที่ต้องทำตามกระบวนการทางกฎหมายก็คงต้องให้เป็นไป"

กฤตภาสปล่อยมือจากธีระไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่เห็นว่าโกเมทไม่ปฏิเสธจะให้เด็กหนุ่มอยู่ในห้อง กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนตนไม่ควรต้องมารับรู้เรื่องนี้ จึงได้แต่ยืนนิ่งข้างเตียงโดยไม่ออกความเห็น

"แล้วนี่บอกแม่เขารึยัง? พอพ่อรู้เรื่องจากเหวินก็รีบจับไฟลท์ที่เร็วที่สุดบินกลับมาเลย ถ้าแม่แกรู้เข้าคงจะรีบบินมาเยี่ยมเหมือนกัน"

"ยังหรอกครับ เพราะผมบอกเหวินว่านอกจากพ่อแล้วให้โทรหาผู้ช่วยผมคนเดียว"

ธีระมุ่นคิ้วพลางเหลือบตาขึ้น จึงได้สบตากับกฤตภาสที่ปรายตามามองเขาแวบหนึ่งพอดี ฝ่ายโกเมทขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

"แกโดนยิงจนบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลแต่กลับจะไม่ให้แม่เขารู้? นี่แกคิดอะไรอยู่กันแน่ฮึ?"

กฤตภาสยักไหล่ข้างที่ไม่เจ็บ "เมฆพลาดไปหน่อยที่ไม่ยิงเข้าหัวใจผม เพราะงั้นแผลแค่นี้ไม่ต้องบอกแม่หรอกครับ ตอนนี้คนที่รู้นอกจากพวกหมอกับพยาบาลมีแค่สามคนคือพ่อ เหวิน แล้วก็ผู้ช่วยผมก็พอ นอกนั้นไม่ควรจะให้ใครรู้ทั้งสิ้นว่าผมเข้าโรงพยาบาล ยิ่งคนรู้กันเยอะก็จะยิ่งแตกตื่นซะเปล่าๆ"

"คุณกฤต นี่คุณกะจะไม่บอกคนที่บริษัทด้วยเหรอครับ?"

ธีระถามขึ้นหลังจากที่พอจะเดาความคิดของกฤตภาสออก ผู้ชายคนนี้เป็นบ้าไปแล้วหรือไงกัน?

"พ่อรู้ว่าแกคงไม่อยากให้ลูกน้องตกใจถ้ารู้ว่าแกโดนยิง ถ้างั้นบอกว่าแกไม่สบายไปก่อนก็ได้ พอเริ่มหายดีแล้วค่อยกลับไปทำงาน"

กฤตภาสส่ายหน้า "ให้บอกว่าไม่สบายก็ไม่ได้ บริษัทผมกำลังจะจัดอิเว้นท์ใหญ่อยู่อีกสองสามวันนี่แล้ว ถ้าได้ยินว่าผมเข้าโรงพยาบาลจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า"

โกเมททำตาโตขึ้นขณะจ้องหน้าคนบนเตียงเขม็ง "นี่แกหมายความว่า..."

กฤตภาสเหลือบมองธีระอีกครั้ง นัยน์ตาดุจผิวน้ำนิ่งไม่อาจปิดบังคลื่นเชี่ยวกรากที่สาดซัดอยู่ข้างใต้ และครั้งนี้เด็กหนุ่มเริ่มเข้าใจแล้วว่าลางสังหรณ์ไม่ดีของเขาตั้งแต่เมื่อเช้านั้นมีสาเหตุจากอะไร

"จะไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นอะไรและวันที่จัดงานผมก็จะไปคุมตามปกติ ตั้งแต่วันนี้ตี้จะคอยมาช่วยอยู่ข้างๆ ผมเอง"



++---TBC---++



A/N: ตากฤตนี่ขนาดเจ็บตัวก็ยังไม่วายทำให้น้องตี้ลำบากใจได้เสมอจริงๆ ชักสงสัยว่าที่โดนยิงนี่น้อยไปรึเปล่า ได้แต่เชียร์ให้น้องตี้อดทนต่อไปละเนอะ




 

Create Date : 02 มีนาคม 2557    
Last Update : 3 มีนาคม 2557 9:10:17 น.
Counter : 1112 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 20


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 20


เมื่อล่วงเข้าวันใหม่ ธีระก็รีบออกจากบ้านเพื่อมาทำงานตั้งแต่เช้า เขารวบรวมเอกสารที่ต้องให้กฤตภาสเซ็นไว้ในแฟ้มเดียวกัน เมื่ออีกฝ่ายมาถึงก็รอเวลานิดหนึ่งจึงค่อยถือเข้าไปให้

"วันนี้บ่ายฉันมีประชุมข้างนอกใช่รึเปล่า?"

กฤตภาสถามขณะเปิดแฟ้มที่ธีระยื่นให้แล้วลงชื่อในเอกสารทีละชุด ส่วนคนถูกถามนั้นได้เช็คตารางประชุมของวันนั้นไว้แล้วจึงตอบได้ทันที

"ใช่ครับ ลูกค้าคอนเฟิร์มตอนบ่ายสามครึ่งถึงห้าโมงเย็น แล้วก็...เรื่องงานเช็คดาต้าเบสที่ผมทำค้างไว้น่ะครับคุณกฤต"

"หือ?"

คนที่นั่งอยู่เงยหน้าขึ้นมองเขาพลางมุ่นคิ้ว ธีระจึงเสมองไปทางตู้เก็บนามบัตรแล้วก็อ้างเหตุผลที่เตรียมไว้

"ผมว่าจะขอเอาไปทำที่โต๊ะตัวเองดีกว่าเพราะมีบางรายที่ต้องโทรไปเช็ค ถ้าหากทำในห้องนี้ก็คงไม่สะดวกเพราะตรงโต๊ะรับแขกไม่มีโทรศัพท์ แล้วผมก็ไม่อยากส่งเสียงรบกวนสมาธิคุณกฤตด้วย"

เด็กหนุ่มเหลือบกลับไปมองกฤตภาสที่กำลังจ้องเขานิ่ง แล้วก็แปลกใจเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า

"ก็ได้ ถ้างั้นก็ทำตามนั้น"

ชายหนุ่มเอ่ยจบก็หยิบรายงานออกจากแฟ้มมาพลิกอ่าน แต่เมื่อเห็นว่าธีระยังไม่ไปไหนก็เลิกคิ้ว "มีอะไรอีกรึเปล่า?"

"เปล่าครับ ไม่มี"

ทำไมเช้านี้ดูคุณกฤตแปลกๆ...

เด็กหนุ่มคิดพลางหยิบแฟ้มขึ้นมา เขาเดินไปหยิบกล่องนามบัตรบางส่วนออกจากตู้เพื่อเอาไปเทียบข้อมูลกับดาต้าเบสต่อ ก่อนจะเปิดประตูออกไปก็ยังชำเลืองมองกฤตภาสว่าจะแกล้งเรียกให้เขาทำอะไรเพิ่มเหมือนที่ชอบทำเป็นประจำไหม แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาสักแวบ

ท่าทางเช้านี้ต่างกับเมื่อเย็นวานลิบลับ หรือว่าเบื่อเขาแล้วหรือไง?

ความคิดฟุ้งซ่านนั้นไม่ต่างจากก๊อกน้ำที่พอหมุนเปิดก็ไหลพรั่งพรู เด็กหนุ่มย่นจมูกขณะเดินกลับไปที่โต๊ะ ก็ช่างปะไร ถ้าเบื่อเขาแล้วจริงๆ ก็ดี! ขอให้เป็นแบบนี้ไปได้ตลอดก็แล้วกัน!

ธีระคิดพลางพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ทำหน้าบึ้ง เขานั่งทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้จะพักเที่ยง แต่พอจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะ พอหยิบหูฟังขึ้นรับสายก็พบว่าเป็นกฤตภาสที่โทรมา

"ครับคุณกฤต?"

"ส่งเมล์แจ้งทุกคนว่าบ่ายโมงครึ่งฉันขอประชุมเรื่องอิเว้นท์ที่กำลังจะจัด แล้วก็ให้หัวหน้าแต่ละแผนกเตรียมสรุปความคืบหน้าของทีมตัวเองให้ทุกคนฟังในที่ประชุมด้วย"

กฤตภาสเอ่ยเพียงแค่นั้นก็วางสายไป ธีระจึงต้องนั่งลงพิมพ์อีเมล์เรียกประชุมด่วนเพื่อให้ทุกคนรู้ตัวกันก่อน ไม่เช่นนั้นอาจมีคนที่เถลไถลซื้อของในตลาดจนกลับมาไม่ทันประชุมได้ พอนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงเขาก็ลงไปกินข้าวกับกลุ่มรุ่นพี่ที่สนิทกันเหมือนทุกที แต่ละคนต่างรีบจัดการอาหารของตัวเองเพราะต้องรีบกลับไปเตรียมข้อมูลสำหรับเข้าประชุม

"แปลกนะที่คุณกฤตเรียกประชุมด่วน ปกติต้องแจ้งให้ทุกคนรู้ตัวก่อนอย่างน้อยหนึ่งวันแท้ๆ แต่คงเพราะช่วงนี้แกยุ่งจนเพิ่งนึกได้ว่าใกล้จะถึงวันงานแล้วล่ะมั้ง"

อรรณพหันมาชวนธีระคุยขณะเดินกลับบริษัทด้วยกัน เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าเห็นด้วย

"ตี้ก็ว่างั้นแหละพี่อาร์ท นี่หลังประชุมทีมเสร็จคุณกฤตก็ต้องไปประชุมที่บริษัทลูกค้าต่อ เดี๋ยวคงต้องเตือนว่าให้เผื่อเวลาเดินทางด้วย"

อรรณพหันมามองเขาแล้วก็ยิ้ม ธีระจึงเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

"มีอะไรเหรอครับ?"

"เพิ่งจะเป็นผู้ช่วยคุณกฤตได้อาทิตย์กว่าๆ เอง แต่ท่าทางตี้จะคุ้นแล้วสินะ ตอนที่ทำวันแรกๆ ยังบ่นให้พี่ได้ยินอยู่เลยนี่"

ธีระได้ฟังก็ยิ้มแหยๆ เพราะจริงอยู่ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนเขายังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกกับหน้าที่ใหม่ แต่พอผ่านมาหลายวันเข้าก็เริ่มจับทางได้ว่าควรลำดับสิ่งที่ต้องทำอย่างไรโดยไม่โทรไปรบกวนวีณาที่บ้าน

การประชุมเริ่มตอนบ่ายโมงครึ่งตามที่กฤตภาสนัดไว้ ชายหนุ่มเพียงแต่ให้ลูกน้องแต่ละทีมสรุปว่าเตรียมงานเรื่องอิเว้นท์เปิดตัวโน้ตบุ๊คไปถึงไหนแล้ว กระทั่งใกล้เวลาที่ควรจะออกไปประชุมกับลูกค้า ธีระซึ่งนั่งจดข้อสรุปการประชุมอยู่ข้างๆ จึงกระซิบเตือน

"คุณกฤตครับ ต้องไปประชุมข้างนอกแล้วครับ ถ้ารถติดจะไปถึงสาย"

กฤตภาสซึ่งกำลังนั่งฟังลูกน้องคนหนึ่งสรุปงานเพียงเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้น

"งั้นพรุ่งนี้เช้าค่อยมาประชุมกันต่อ ใครที่ยังไม่ได้อะไรจากซัพพลายเออร์ก็รีบสรุปให้เสร็จไวๆ ส่วนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าก็ไปขอเบิกกับทางบัญชีเอา เย็นนี้ฉันอาจไม่ได้กลับเข้าออฟฟิศแต่จะเช็คอีเมล์ตลอด ดังนั้นก่อนกลับบ้านก็ส่งรีพอร์ตมาทางอีเมล์ด้วย ถ้าเกิดติดขัดอะไรเร่งด่วนจริงๆ ก็โทรมา"

"ครับ/ค่ะ"

ทุกคนตอบรับก่อนจะค่อยๆ ทยอยกันเดินออกจากห้องประชุม ขณะที่ธีระกำลังเก็บสมุดโน้ตเพื่อจะเดินออกเหมือนกัน กฤตภาสก็รั้งแขนเขาเอาไว้

"เดี๋ยวเธอไปเก็บกระเป๋าซะแล้วไปประชุมกับฉันด้วย อีกห้านาทีลงไปหาฉันที่รถ"

"ห้ะ? เอ่อ...ก็ได้ครับ"

เด็กหนุ่มตอบรับอย่างงุนงง แต่ก็คิดว่าคงเพราะกฤตภาสอยากให้เขาไปช่วยเสริมข้อมูลถ้าหากจำเนื้อหาการประชุมเมื่อครู่ตกหล่นไป จึงรีบขึ้นไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ลงไปหาอีกฝ่ายที่ลานจอดรถ

ธีระได้แปลกใจอีกครั้งเมื่อไปถึงบริษัทของลูกค้าแล้วพบว่าตนไม่จำเป็นต้องมาร่วมประชุมสักนิด เพราะนอกจากกฤตภาสจะจำทุกอย่างที่ลูกน้องรายงานได้อย่างไม่ตกหล่นแล้ว ประเด็นไหนที่เจ้าตัวเห็นว่าควรเสริมเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจก็สามารถกล่าวเองได้อย่างคล่องแคล่ว ความเป็นมืออาชีพและใจเย็นในการตอบคำถามของลูกค้าทำให้ธีระทึ่งได้เสมอเพราะมันช่างขัดแย้งกับนิสัยส่วนตัวยามที่เจ้าตัวอยู่กับเขาตามลำพังเหลือเกิน

เด็กหนุ่มกำมือแน่นเมื่อตระหนักว่าเผลอจ้องเจ้านายนานเกินไป เขาควรจะแยกแยะได้แล้วแท้ๆ ว่าความชื่นชมในวิธีการทำงานของกฤตภาสนั้นหาใช่เรื่องเดียวกับความหวั่นไหวที่ถูกทำให้รู้สึก

"ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แล้วเจอกันอีกทีใกล้ๆ วันงานนะครับคุณกฤต"

"ได้ครับคุณอิน ถ้าหากระหว่างนี้มีอะไรก็โทรติดต่อผมได้ตลอด"

หลังการประชุมสิ้นสุดลง อนุชิตซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดของลูกค้าก็เดินออกมาส่งกฤตภาสที่ลิฟต์ ส่วนธีระเพียงแต่เดินถือแฟ้มใส่เอกสารตามทั้งสองไปเงียบๆ เขาเคยได้ยินมาจากพวกรุ่นพี่ว่าลูกค้ารายนี้ค่อนข้างจะรับมือยาก ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงการเสนอความเห็นทั้งในและนอกที่ประชุมเสียเลยยกเว้นกฤตภาสจะบอกให้เขาพูด

"งานนี้โชคดีที่นิคกี้ตกลงมาเป็นพรีเซนเตอร์เพราะผมรู้จักผู้จัดการของเขา ว่าแต่คุณกฤตก็คงตื่นเต้นเหมือนกันสิครับนี่?"

คำถามนั้นทำให้ธีระเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินห่างไปข้างหน้าประมาณสองก้าว ถึงแม้น้ำเสียงของคนถามจะหยอกเย้าแต่กลับไม่ได้รับคำตอบ และเด็กหนุ่มก็สุดจะเดาว่ากฤตภาสกำลังทำสีหน้าเช่นไร

จริงด้วยสิ ถึงจะไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าคบกันเป็นเรื่องเป็นราวแต่ก็เคยควงกันจนใครๆ ก็รู้ ถึงช่วงหลังนี้จะไม่มีรูปหรือข่าวซุบซิบของสองคนนี้เลยก็เถอะ แต่ที่คุณกฤตไม่ปฏิเสธก็แสดงว่ายังคบกันอยู่สินะ...

จู่ๆ เด็กหนุ่มก็รู้สึกราวกับมีเส้นใยที่มองไม่เห็นรัดรึงในอกจนอึดอัด เขาได้แต่ส่ายหน้าขณะพยายามปัดความรู้สึกมัวหมองอย่างไร้เหตุผลออกไป เพราะถึงอย่างไรชีวิตส่วนตัวของกฤตภาสก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจอยู่แล้ว ยิ่งอีกฝ่ายแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังมีความสัมพันธ์กับใครเป็นตัวเป็นตนสิยิ่งดี เขาจะได้มีเหตุผลในการปฏิเสธเวลาที่อีกฝ่ายพยายามจะล่อลวงให้เผลอ

"ว่าแต่นี่ครั้งแรกสินะครับที่ได้เจอเลขาฯ ใหม่ของคุณกฤต ถ้าไม่บอกผมคงนึกว่ายังเรียนอยู่ หน้าเด็กมากเลย"

อนุชิตหันมายิ้มให้ธีระขณะที่ทั้งสามยืนรอลิฟต์ เด็กหนุ่มจึงเพิ่งรู้ตัวว่าหัวข้อสนทนาเบนมาทางตนเสียแล้ว เขาหันมองไปทางกฤตภาสก็เห็นอีกฝ่ายมุ่นคิ้วขึ้นเล็กน้อย

"ก็ยังเรียนอยู่แหละครับคุณอิน แต่ช่วงนี้มาฝึกงานระหว่างปิดเทอม พอเลขาฯ ผมลาคลอดก็เลยให้เขามาเป็นผู้ช่วยแทนไปก่อน"

"อย่างนี้นี่เอง แล้วน้องชื่ออะไรนะครับ?"

ประโยคหลังนั้นคนถามหันมาหาเขาโดยตรง ธีระจึงต้องตอบเพื่อไม่ให้เสียมารยาท

"ตี้ครับ"

"ตี้เหรอ? วันที่จัดงานอิเว้นท์ก็คงจะมาด้วยสินะ?"

ธีระเหลือบมองกฤตภาสที่ยืนอยู่ข้างๆ และเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงแต่หันไปมองตัวเลขบนแผงไฟเหนือลิฟต์ ท่าทางเฉยเมยนั้นทำให้เขาต้องหันมาตอบเอง

"แน่นอนครับ งานใหญ่แบบนี้ทีมงานต้องมาช่วยทุกคนอยู่แล้ว"

"ลิฟต์มาแล้ว พวกผมไม่รบกวนแล้วนะครับคุณอิน"

กฤตภาสเอ่ยพลางก้าวเข้าไปในลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิด ธีระจึงรีบก้าวตามเพราะจับได้ว่าเจ้านายอารมณ์ไม่ค่อยดี ฝ่ายอนุชิตเพียงหัวเราะหึๆ แล้วก็โบกมือให้ทั้งสองขณะประตูลิฟต์ปิดลง

"งั้นเจอกันวันงานนะน้องตี้"

ธีระเพียงแต่ค้อมศีรษะและยิ้มตอบตามมารยาท กระทั่งประตูลิฟต์ปิดสนิทและลิฟต์เคลื่อนตัวลงชั้นล่าง กฤตภาสจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยากจะจับความรู้สึก

"หมอนั่นมีข่าวว่าชอบเปลี่ยนคู่ขาที่เป็นเด็กหนุ่มบ่อยๆ ระวังอย่าไปหลงเสน่ห์เข้าล่ะ"

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองคนที่ไม่ได้หันมาสบตา เมื่อครู่นี้เขาตระหนักดีว่าน้ำเสียงและแววตาของอนุชิตยามที่ชวนคุยนั้นกรุ้มกริ่มเกินไปหน่อย แต่พอพิจารณาคำเตือนของกฤตภาสแล้วก็ได้แต่เบ้ปาก

"แล้วมันต่างอะไรกับที่ผมโดนอยู่ตอนนี้เหรอครับ?"

"ว่าไงนะ?"

ธีระรู้ตัวว่าเผลอพูดเสียงดังไปจึงหันหนี แต่นั่นยิ่งทำให้คนที่เห็นไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่

"อย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับหมอนั่น หรือเพิ่งเจอเขาครั้งแรกก็หลงคารมแล้วรึไง?"

"คุณกฤต! ผมไม่รู้หรอกนะว่าวันนี้คุณกินรังแตนมาจากไหน แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็อย่ามาลงกับผม!"

ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่างสุดพอดีเมื่อธีระเอ่ยจบ เด็กหนุ่มรีบเดินจ้ำออกจากลิฟต์ไปทางหน้าอาคาร แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูออกไปก็ถูกกฤตภาสคว้าข้อมือไว้

"จะไปไหน?"

"กลับบ้านครับ อีกเดี๋ยวก็จะหกโมงแล้ว หรือคุณจำเป็นต้องให้ผมกลับไปที่ออฟฟิศอีก?"

ธีระตระหนักดีว่ากำลังทำพฤติกรรมไม่สมเป็นลูกจ้าง แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ในเมื่อกฤตภาสก็ชอบทำให้เขาลืมสถานะของตัวเองอยู่บ่อยๆ และที่สำคัญ...เขาไม่ได้มีวุฒิภาวะสูงพอจะอดทนรับทุกอารมณ์โดยไม่โต้ตอบหรอกนะ!

กฤตภาสสบตาคนตัวเล็กกว่าด้วยแววตายากจะตีความหมาย แล้วก็เพียงแต่จูงมือเดินไปทางลานจอดรถโดยไม่พูดอะไร ธีระพยายามชักมือออกแต่กลายเป็นยิ่งกระตุ้นให้ถูกบีบมือแน่นขึ้น

"ฉันยังมีธุระอีกที่ ไปด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน"

"แต่ว่าตอนนี้..."

"จะหกโมงแล้ว ฉันรู้ ไปด้วยกันอีกแป๊บเดียว ไม่เสียเวลามากหรอกน่า"

กฤตภาสเอ่ยหลังทั้งคู่ขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ยืดตัวมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้ธีระราวกับทำให้เด็กที่ช่วยตัวเองไม่เป็น เด็กหนุ่มจึงได้แต่ทำหน้ามุ่ยและหันมองไปนอกหน้าต่างตลอดทาง แต่แล้วก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายเลี้ยวรถเข้าโรงพยาบาลที่อยู่ห่างจากบริษัทของลูกค้ามาเพียงสิบนาที

"ลงมา"

"ทำไมผมต้องลงไปด้วยล่ะ? คุณจะตรวจสุขภาพหรือไปเยี่ยมใครก็เชิญไปคนเดียวสิ"

ธีระเกิดอาการอยากรวนอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อรถจอดสนิทในลานจอด ชั่วแวบหนึ่งที่เขาคิดว่าเห็นรอยยิ้มบนมุมปากของกฤตภาส แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็วจนเขาคิดว่าคงตาฝาดไปเอง

"วีร์เพิ่งคลอดลูกเมื่อคืนนี้ ฉันเลยพามาเยี่ยมเพราะเห็นว่าโรงพยาบาลอยู่ใกล้ออฟฟิศลูกค้า แต่ถ้าไม่อยากลงไปเยี่ยมก็ตามใจ"

"เอ๊ะ? พี่วีร์คลอดแล้ว?"

กฤตภาสเดินหนีโดยไม่ตอบ ธีระจึงได้แต่เดาะลิ้นพลางก้าวลงจากรถบ้าง เสียงล็อคประตูอัตโนมัติดังขึ้นเพราะเจ้าของรถกดรีโมททันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตู ทำเอาเด็กหนุ่มนึกอยากวิ่งตามไปทุบหลังเพื่อระบายความโมโห

ผู้ชายคนนี้จะหยุดกวนประสาทเขาสักวันไม่ได้รึไงนะ!

ธีระจงใจเดินทิ้งระยะห่างพอสมควรจากกฤตภาสที่เดินนำเข้าสู่อาคารผู้ป่วย แต่พอเห็นเจ้าตัวเลี้ยวเข้าลิฟต์ก็รีบซอยเท้าตามเข้าไป ไม่มีใครชวนใครคุยเลยจนกระทั่งลิฟต์หยุดและกฤตภาสเดินนำออกไปยังห้องพักผู้ป่วยพิเศษ

"อ้าวคุณกฤต ตี้ด้วย? ตายจริง ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์มาเยี่ยม"

วีณาเอ่ยเมื่อเงยหน้าขึ้นจากเด็กทารกในอ้อมแขนและเห็นผู้มาเยือนทั้งสอง ฝ่ายกฤตภาสเปิดประตูค้างไว้ให้ธีระที่ก้าวตามเข้ามาพลางเอ่ยทักทาย

"ไม่มีของมาเยี่ยมนะวีร์เพราะเพิ่งเสร็จจากประชุมกับลูกค้าก็มาเลย ว่าแต่คิงไปไหนล่ะ?"

"พี่คิงไปรับพ่อกับแม่ของวีร์ที่ดอนเมืองค่ะ อีกสักพักก็น่าจะกลับมากันแล้ว"

ธีระยกมือไหว้ทักทายวีณาก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ทารกน้อยที่รุ่นพี่สาวอุ้มอยู่นั้นหน้าตายับยู่ยี่และผิวแดงจัด แต่ก็พอจะเห็นว่าจมูกกับปากมีประพิมประพายคล้ายแม่

"ยินดีด้วยนะครับพี่วีร์ น้องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงครับ?"

"ผู้ชายจ้ะ ทั้งปู่ย่าตายายตื่นเต้นกันใหญ่เพราะเป็นหลานคนแรกของทั้งสองบ้าน"

ถึงแม้ใบหน้าจะอิดโรยแต่วีณายังคงยิ้มสดใส เธอเล่าถึงสาเหตุที่คลอดเร็วกว่ากำหนดแต่โชคดีว่าทารกน้อยแข็งแรง จากนั้นก็ชวนคุยถึงเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ และงานที่กำลังจะจัด ตลอดเวลานั้นธีระตอบอยู่คนเดียวเพราะกฤตภาสเพียงแต่หยิบนิตยสารมานั่งอ่านเงียบๆ บนโซฟาโดยไม่เอ่ยแทรกสักประโยค

"อ๊ะ ขอโทษนะครับ ผมขอออกไปคุยโทรศัพท์แป๊บนึง"

ธีระขอตัวเมื่อโทรศัพท์ในกระเป๋าส่งเสียงดัง วีณาจึงค่อยหันไปหากฤตภาสที่นั่งไม่พูดไม่จามาเป็นนานบ้าง เธอเห็นแววตาสีนิลที่เหลือบขึ้นจากหน้านิตยสารแล้วมองตามหลังเด็กหนุ่มที่เดินออกไป จากนั้นก็ได้แต่ยิ้มจนตาเป็นประกายซุกซน

"เป็นไงบ้างคะคุณกฤต เลขาฯ ใหม่?"

กฤตภาสเบนสายตากลับไปทางคนถามโดยที่สีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาไม่แสดงท่าทีตกใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าวีณาฉลาดพอที่จะจับความไม่ชอบมาพากลระหว่างเขากับธีระได้ ในเมื่อหญิงสาวเคยเสนอชื่อพนักงานคนอื่นให้ทำหน้าที่เลขาฯ แทนแต่เขากลับจงใจระบุชื่อธีระ แถมวันนี้ทั้งสองยังมาเยี่ยมพวกเธอพร้อมกันแม้จะอ้างว่าเพราะมาประชุมแถวนี้ก็ตาม

"ก็ดี ยังทำงานไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่แต่ก็มีพัฒนาการขึ้นจากวันแรกๆ"

"โห แบบนี้ตี้เรียนจบเมื่อไหร่วีร์ไม่ตกกระป๋องเหรอคะเนี่ย?"

หญิงสาวหัวเราะคิกขณะลูบตัวทารกน้อยที่ถูกห่อผ้าจนแน่นในอ้อมแขน ทว่ากฤตภาสเพียงแต่ยักไหล่

"ฉันไม่มองไปไกลขนาดนั้นหรอก อย่างมากหมดช่วงฝึกงานนี้ก็คงโบกมือบ๊ายบายกันแล้ว"

ท่าทางไม่ยี่หระของคนพูดทำให้หญิงสาวเลิกคิ้ว เธอทำงานกับกฤตภาสมานานพอที่จะรู้ว่าเจ้านายของตนเกลียดการมีพันธะแค่ไหน แม้จะแปลกใจที่ครั้งนี้อีกฝ่ายแหกกฏของตัวเองทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการสนใจผู้ชายเป็นครั้งแรกหรือเรื่องที่ธีระเป็นพนักงานในสังกัดก็ตาม แต่เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับเด็กหนุ่มสั้นๆ เธอก็นึกสงสาร

"ตี้เป็นเด็กดีนะคะคุณกฤต"

"เห็นว่าเป็นแบบนั้นเหรอ?"

หญิงสาวทำสีหน้าครุ่นคิดเมื่อโดนย้อนถาม "วีร์ก็ไม่รู้หรอกค่ะว่านอกเวลางานเขาเป็นยังไง แต่ที่วีร์สัมผัสได้ตอนทำงานด้วยกันคือตี้เป็นคนที่จริงใจกับทุกคน วีร์ไม่อยากเห็นเด็กดีแบบนั้นต้องเสียใจเพราะโดนหลอกน่ะค่ะ"

ปากเก่งสมแล้วที่เอาไอ้คิงอยู่... กฤตภาสคิดถึงหนุ่มรุ่นน้องซึ่งเป็นสามีของวีณาแล้วก็หัวเราะในคอ เขาดันตัวลุกขึ้นพลางเหลือบดูนาฬิกา

"อีกเดี๋ยวคิงคงพาพ่อกับแม่เธอมาแล้วสิ ฝากบอกว่าวันหลังฉันจะนัดกินข้าวก็แล้วกัน ยังไงก็พักผ่อนเยอะๆ ล่ะ คืนนี้หรือพรุ่งนี้คงมีพวกที่ออฟฟิศทยอยมาเยี่ยมกันบ้างล่ะมั้ง"

"คุณกฤต เมื่อกี้วีร์พูดจริงนะคะ"

กฤตภาสเพียงแต่โบกมือแล้วก็เดินออกจากห้อง เขาเห็นธีระนั่งคุยโทรศัพท์อยู่แถวโซฟากลางโถงรับแขกจึงเดินเข้าไปใกล้ แล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่กำลังนั่งหันหลังให้เขา

"อ๋อ ถ้างั้นเวลาตี้ไปหาก็นอนเตียงพี่ปิ๊กก็ได้น่ะสิ ฮะๆ ถ้าขืนรอพ่อกับแม่ว่างคงไม่ได้ไปเยี่ยมสักที เอาไว้หยุดยาวเมื่อไหร่ตี้จะขึ้นไปหาก่อนก็แล้วกัน สัญญาแล้วนะว่าพี่ปิ๊กต้องพาตี้เที่ยวด้วย”

น้ำเสียงร่าเริงและสรรพนามแทนตัวอย่างสนิทสนมทำให้กฤตภาสหางคิ้วกระตุก เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วก็จงใจส่งเสียงให้ดังเข้าไปในลำโพงของโทรศัพท์

"ตี้ กลับได้แล้ว เดี๋ยวฉันไปส่ง"

เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เมื่อหันหลังไปก็เห็นใบหน้าบอกบุญไม่รับของกฤตภาส จึงหันกลับมาคุยกับคู่สนทนาต่อให้จบ

"เดี๋ยวตี้ต้องไปแล้วล่ะพี่ปิ๊ก ไว้วันหลังค่อยคุยกันใหม่นะ แล้วก็ขอบคุณด้วยสำหรับกระเป๋า อื้อ...เดี๋ยวถ้าตี้จะไปหาจะโทรบอก ครับ...หวัดดีครับ"

ธีระเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วก็ลุกขึ้น เขาหันไปถามกฤตภาสอย่างไม่เข้าใจ

"จะกลับกันแล้วเหรอครับ? เพิ่งมาเยี่ยมพี่วีร์ได้แป๊บเดียวเอง"

"คืนนี้ฉันมีนัดต้องไปต่อ ถ้าเธออยากรอเจอครอบครัวของสองคนนั้นก็ตามสบาย ถ้าเลยสิบนาทีแล้วยังไม่ตามไปที่รถก็เรียกแท็กซี่กลับเองก็แล้วกัน"

แล้วเขาเคยบอกเมื่อไหร่กันว่าอยากให้ขับรถไปส่ง!? ธีระห่อปากมองคนที่เดินหนีไปที่ลิฟต์โดยไม่รอฟังคำโต้แย้ง แล้วก็ได้แต่รีบเดินไปลาวีณาเพราะถึงอย่างไรกระเป๋าของเขาก็อยู่ในรถของกฤตภาส

"ไงจ๊ะตี้ คุยโทรศัพท์เสร็จแล้วเหรอ?"

วีณาทักเมื่อเห็นเขาเดินกลับเข้ามาในห้อง ธีระจึงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ

"เดี๋ยวตี้คงต้องกลับก่อนนะครับพี่วีร์ ยังไงฝากทักทายครอบครัวของพี่วีร์ด้วย พักผ่อนเยอะๆ นะครับจะได้มีแรงดูแลน้อง"

"ฮะๆๆ ได้จ้า เราก็กลับบ้านดีๆ ล่ะ เอ้อตี้...พี่ถามอะไรหน่อยสิ"

"ครับ?"

ธีระซึ่งกำลังจะเปิดประตูหันกลับมา วีณาเอียงคอมองรุ่นน้องอย่างสองจิตสองใจ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจถาม

"คุณกฤต...ดีกับตี้หรือเปล่าจ๊ะ?"

เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนจังหวะหัวใจสะดุด เขามองแววตาเป็นห่วงของคนถามแล้วก็สุดจะเดาว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องความความสัมพันธ์ของพวกเขาถึงระดับไหน จึงเพียงแค่ตัดบทไปอย่างรวบรัด

"ก็เป็นเจ้านายที่เรื่องมากไปบ้าง แต่รวมๆ แล้วก็เอาใจใส่ลูกน้องดีครับ"

วีณานั่งกลอกตาหลังจากเด็กหนุ่มเดินออกจากห้องไปแล้ว เจ้าตัวจงใจเน้นคำว่าเจ้านายกับลูกน้องเสียขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะกฤตภาสยังไม่ได้เริ่มเข้าหาในแบบที่เธอคิดไว้ ก็แปลว่าธีระคงยังไม่นึกอยากยอมรับกฤตภาสในแง่มุมที่ไม่เกี่ยวกับงานกระมัง

เอาเถอะ...ถึงอย่างไรเสียเธอก็นับเป็นคนนอกตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถ้าหากความสัมพันธ์ของสองคนนั้นจะก้าวไปไกลกว่าจุดที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือไม่...ก็คงต้องยกให้เป็นเรื่องของบุญและกรรมที่เคยทำร่วมกันไว้ก็แล้วกัน

เมื่อธีระออกจากลิฟต์แล้วก็รีบเดินไปยังอาคารจอดรถ เมื่อไปถึงก็พบว่ากฤตภาสยืนสูบบุหรี่รออยู่ แววตาราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่งทำให้ยากจะเดาว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไร และเขาพบว่าวันนี้ตนถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้บ่อยเกินไปแล้ว

"นึกว่าอยากกลับเองซะอีก เอ้า ขึ้นรถ"

กฤตภาสเอ่ยพลางทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้นแล้วใช้ส้นเท้าขยี้ ธีระจึงเพียงแต่ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถโดยไม่โต้ตอบ วันนี้เขาเพลียเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับคนช่างหาเรื่องแล้ว ดังนั้นถ้าเงียบไว้จะได้รีบแยกกันเร็วๆ จะดีที่สุด

ทั้งสองไม่มองหน้าหรือคุยกันสักคำเมื่อกฤตภาสขับรถออกจากโรงพยาบาล จนกระทั่งมาถึงอพาร์ทเม้นท์ของธีระ เด็กหนุ่มก็เพียงหันมาไหว้ขอบคุณแล้วก้าวลงจากรถไปเงียบๆ ปล่อยให้คนขับมองตามแผ่นหลังของเขาจนหายลับเข้าไปในอาคารแต่กลับยังไม่ออกรถไปไหน


"วีร์ไม่อยากเห็นเด็กดีแบบนั้นต้องเสียใจเพราะโดนหลอกน่ะค่ะ"


กฤตภาสนึกถึงคำพูดของวีณาอีกครั้ง หญิงสาวทำงานกับเขามานานพอที่จะรู้ว่ากฤตภาสไม่ใช่คนที่ผูกตัวเองไว้กับใครได้นานตราบใดที่คู่กรณีเรียกร้องเกินขอบเขตที่เคยตกลงไว้ และเขาก็มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะลงหลักปักฐานในเมื่อสุดท้ายแล้วทุกคนล้วนให้ความสำคัญกับตัวเองก่อนกันทั้งนั้น การที่เขายื่นข้อเสนอให้ธีระพร้อมด้วยเงื่อนไขและระยะเวลาชัดเจนจึงไม่ควรจะเรียกว่าการหลอก

เขาก็แค่...ใช้ความเป็นต่อทางประสบการณ์กับลูกเล่นนิดหน่อยให้ผลประโยชน์เอื้อมาทางเขามากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นต้องกลายเป็นความรับผิดชอบของเขา เผลอๆ ธีระจะขอบคุณเขาด้วยซ้ำที่ช่วยให้ได้เรียนรู้ความจอมปลอมของความสัมพันธ์และการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องเห็นผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันดับแรก เพราะเขาเองก็ขอบคุณผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอที่ทำให้ได้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เพื่อนร่วมรุ่นยังเพ้อฝันถึงเรื่องในนิทานกันเสียด้วยซ้ำ

กฤตภาสหรี่ตาลงพลางใช้ปลายนิ้วเคาะพวงมาลัย เขาเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็พบว่าตนยังพอมีเวลาก่อนจะต้องไปพบใครบางคนตามที่นัดหมาย จึงตัดสินใจขับรถกลับคอนโดเพื่อไปพักผ่อนและทานมื้อเย็นก่อนค่อยกลับเข้าเมืองอีกครั้ง



++------++



บนถนนหน้าร้านกึ่งผับยามราตรีคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์และรถแท็กซี่ที่มาส่งผู้โดยสาร หลังจากเลี้ยวรถเข้าไปในลานและได้ที่จอดแล้วกฤตภาสก็ดับเครื่อง เขาเงยหน้าขึ้นมองป้ายไฟซึ่งสว่างไสวอยู่บนดาดฟ้าของร้าน จากนั้นก็ล็อกประตูรถแล้วเดินเข้าไปยังเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานต้อนรับยืนอยู่

ชายหนุ่มแจ้งชื่อของผู้ที่นัดหมายเขาไว้ พนักงานจึงเดินนำเข้าไปยังโต๊ะที่อยู่โซนด้านนอกซึ่งค่อนข้างห่างจากโต๊ะอื่นๆ พอสมควร ที่โต๊ะตัวนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่แล้ว เมื่อเห็นกฤตภาสมาถึงก็ลุกขึ้นพลางยิ้มอ่อนๆ ให้

"ไม่ได้เจอกันนานนะกฤต นั่งสิ"

เสียงที่เอ่ยทักเขานุ่มนวลไม่ต่างจากโครงหน้าที่แม้จะคมสันแต่ก็ดูอ่อนโยน ทว่ากฤตภาสไม่ทักตอบขณะเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย

"ขอจิมบีมออนเดอะร็อคครับ"

ชายหนุ่มสั่งเครื่องดื่มกับบริกรแล้วก็หันกลับไปมองคนที่นัดเขาออกมา อีกฝ่ายยังคงประดับรอยยิ้มนุ่มนวลบนริมฝีปาก ส่วนมือทั้งสองข้างวางประสานกันอยู่บนโต๊ะ ท่าทีสุขุมอ่อนโยนนั้นขัดกันอย่างยิ่งกับเรือนร่างสูงใหญ่เทอะทะจนราวกับเก้าอี้จะรับน้ำหนักไม่ไหว

"หิวหรือเปล่า อยากกินอะไรก็สั่งได้เลยนะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง"

"ไม่ล่ะ ฉันกินมาแล้ว"

กฤตภาสตอบเสียงเนือยพลางหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบ หลังจากได้สูดควันเข้าปอดอึกหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นอย่างรวบรัด

"มีธุระอะไรก็ว่ามาเลย ฉันอยู่นานไม่ได้ พรุ่งนี้มีประชุมตั้งแต่เช้า"

"อ้อ...ไม่นานหรอก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง"

รอยยิ้มของคนพูดยังคงอยู่ทั้งที่นัยน์ตาเหลือบลงมองมือของตนที่วางประสานอยู่บนโต๊ะ กฤตภาสเลิกคิ้วขณะรอให้อีกฝ่ายเอ่ยธุระออกมา แต่กระทั่งพนักงานนำเหล้ามาเสิร์ฟให้แล้วก็ยังไม่ได้ยินอะไรจนชักจะหงุดหงิด

"เมฆ ตกลงว่าแกมีธุระอะไรกันแน่? ถ้าหากไม่พูดฉันจะกลับล่ะนะ"

น้ำเสียงเจือรำคาญดึงสายตาของเมฆหรือรุ่งภพให้เหลือบขึ้นมองกฤตภาส รอยยิ้มที่หายไปบอกเขาว่าอีกฝ่ายจะเข้าเรื่องเสียที แม้ว่าจะเดาได้ตั้งแต่ตอนที่คุยกันเมื่อคืนก่อนว่าน่าจะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม

"ในฐานะที่เราเคยทำงานด้วยกันมาก่อน ฉันรู้ว่าแกคงพอจะได้ยินข่าวของบริษัทฉันมาบ้าง ถึงจะไม่ได้ติดตามเองก็คงได้ยินจากคนอื่น ที่ฉันพูดนี่ถูกไหม?"

กฤตภาสรู้ว่ารุ่งภพกำลังหยั่งเชิงว่าเขารู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องที่พ่อของเขาจะเทคโอเวอร์บริษัทของอีกฝ่ายแค่ไหน แต่ก็เพียงยักไหล่แล้วยกบุหรี่ขึ้นสูบโดยไม่ตอบ กระนั้นสีหน้าท่าทางไม่แปลกใจก็เพียงพอจะทำให้คนถามเหยียดยิ้ม

"ความจริงเรื่องที่บริษัทของเรากำลังจะเข้าร่วมกับคุณโกเมทไม่ถือเป็นความลับนักหนาเพราะคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจู่ๆ เกิดอะไรขึ้น เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณโกเมทโทรมาบอกฉันว่าอยากขอเวลาคิดอีกหน่อยเพราะมีกรรมการในบอร์ดหลายคนไม่เห็นด้วย แปลกดีนะ...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีใครพูดอะไรแท้ๆ"

แสดงว่าพ่อยังเห็นแก่เขาอยู่...กฤตภาสคิดขณะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มเพื่อปิดบังประกายพึงพอใจในแววตา

"แล้วไง? มาบอกฉันทำไม?"

"ฉันอยากให้คุณโกเมททบทวนเรื่องนี้ใหม่ บริษัทฉันมีโอกาสก้าวหน้าได้อีก เพียงแต่ตอนนี้เรามีปัญหานิดหน่อยก็เท่านั้น"

กฤตภาสฟังแล้วอยากจะพ่นหัวเราะ "นิดหน่อยที่ว่าคือเรื่องที่หมุนเงินไม่ทันจนต้องเลย์ออฟพนักงานไปเกือบครึ่งน่ะรึ? ขอโทษนะเมฆ เรื่องนี้มันเกินความสามารถของฉันที่จะช่วยพูดให้ แค่ทุกวันนี้ฉันปลดหนี้ที่กู้พ่อมาเปิดบริษัทได้ก็เก่งแล้ว"

"มันจะเกินความสามารถของแกได้ยังไง! นอกจากแกแล้วก็ไม่มีใครหรอกที่จะไปเป่าหูคุณโกเมทให้เปลี่ยนใจเรื่องนี้ได้น่ะ!!"

เสียงตะโกนของรุ่งภพทำให้ลูกค้าซึ่งนั่งอยู่ในบริเวณใกล้กันสะดุ้งอย่างตกใจ ทว่ากฤตภาสเพียงเอนหลังพิงพนักมากขึ้นด้วยท่าทางไม่ยี่หระ เขาพ่นควันออกจากปากช้าๆ ก่อนจะย้อนถามเสียงเรียบ

"แกมีหลักฐานไหมล่ะว่าพ่อเปลี่ยนใจเพราะฉัน? ถ้าเขาคำนวนแล้วว่าเงินที่จะเอาไปลงทุนกับบริษัทแกมันไม่คุ้มเท่าเอาไปทำอย่างอื่น นั่นก็เป็นวิจารณญาณของเขาคนเดียว ฉันไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปก้าวก่ายเลยสักนิด"

กฤตภาสเอ่ยจบก็ยกเหล้าขึ้นดื่มราวกับคอแห้งเสียเต็มประดา ท่าทางจองหองนั้นยิ่งโหมไฟให้ลุกในแววตาของคู่สนทนามากยิ่งขึ้น แต่รุ่งภพยังพยายามสงบจิตใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ

"เอาเถอะ...ก็จริงอย่างที่แกว่า เพราะถึงจะเป็นลูกแต่แกก็ไม่มีตำแหน่งอะไรในบอร์ดของคุณโกเมทนี่นา อย่าโกรธฉันเลยนะกฤต คนเราเวลาเครียดมันก็คิดฟุ้งซ่านไปได้ร้อยแปดนั่นแหละ"

ชายหนุ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกประชดประชัน แต่กฤตภาสเพียงขยี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบนโต๊ะด้วยท่าทีดุจทองไม่รู้ร้อน เขาไม่ต้องการจะเสียเวลากับ 'เรื่องไม่เป็นเรื่อง' มากไปกว่านี้อีกแล้ว

"มีธุระแค่นี้ใช่ไหม? ถ้างั้นก็ไปคุยกับคนอื่นแทนเถอะ ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้เพราะแค่บริษัทของตัวเองก็ยุ่งพอแล้ว"

"กับเพื่อนเก่าที่แกเคยแย่งคู่หมั้นไป เรื่องแค่นี้แกก็ไม่คิดจะช่วยเหลือเลยงั้นรึ?"

น้ำเสียงเยียบเย็นของคนถามทำให้กฤตภาสหรี่ตาลง เขาหยิบธนบัตรสีม่วงวางลงบนโต๊ะแล้วก็ลุกขึ้นเต็มความสูง

"ฉันบอกไปแล้วว่าพ่อจะตัดสินใจยังไงไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะก้าวก่าย ถ้ายังอยากดิ้นรนต่อก็ไปขอร้องคนอื่นเถอะ"

กฤตภาสเอ่ยจบก็เดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมองด้านหลังอีก อารมณ์ที่ถูกกวนให้ขุ่นจากบทสนทนาเมื่อครู่ทำให้นึกอยากสูบบุหรี่อีกมวน แต่ยังไม่ทันจะได้ล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบซองบุหรี่ออกมา เสียง 'เปรี้ยง!' ที่ดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกที่พุ่งเข้าหาไหล่ด้านซ้ายก็ทำให้ร่างสูงล้มคะมำไปข้างหน้า

"ว้าย! ตำรวจ! ใครเรียกตำรวจเร็ว!!"

เสียงกรีดร้องของลูกค้าในร้านดังแทรกเข้าหูที่อื้ออึงของกฤตภาสราวกับลอยมาจากที่แสนไกล ในวูบแรกเขายังไม่อาจเชื่อมโยงเสียงกรีดร้องนั้นกับอาการหนึบชาบนไหล่ด้านซ้ายได้ทันที แต่แล้วเมื่อพยายามยันตัวลุกขึ้นก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ของดินปืนและเห็นเลือดที่ไหลโซมลงบนแขน พริบตานั้นเขาถึงรู้ตัวว่าถูกยิง

"บัดซบ..."

เสียงหวอของรถตำรวจดังใกล้เข้ามาเนื่องจากมีการลาดตระเวณย่านนี้เป็นประจำ กฤตภาสรับรู้ได้ว่าความชาเริ่มแปรเป็นความแสบร้อนบริเวณที่ถูกเจาะด้วยลูกกระสุน ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลโดยมีผู้คนในร้านเข้ามาช่วยประคอง เมื่อเขาหันกลับไปทางรุ่งภพก็พบว่าอีกฝ่ายโดนคนช่วยกันรั้งแขนไว้โดยมีปืนตกอยู่บนพื้น ใบหน้าที่จ้องเขากลับนองไปด้วยน้ำตาและแววตาอาฆาตแค้น

"แก! เพราะแกเนตรถึงได้ฆ่าตัวตาย! แล้วตอนนี้บริษัทฉันก็กำลังจะล้มละลายเพราะแก! ไอ้ฆาตกร!!"

น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวยังตะโกนด่าทอเขาไม่หยุดแม้หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแยกตัวไป ฝ่ายกฤตภาสเสียเลือดไปมากจนรู้สึกหนาว เขาถูกประคองตัวไปยังรถพยาบาลและถูกจับให้เอนหลังลงบนเตียง เสียงเอะอะโวยวายรอบตัวทำให้สติที่กำลังจะหลุดลอยยิ่งเลอะเลือน น่าแปลกที่วินาทีนั้นเขากลับนึกถึงภาพของใครคนหนึ่งก่อนที่สติสัมปชัญญะจะเลือนรางจนไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป

ถ้าหากเขาตายไปตอนนี้...เด็กนั่นจะดีใจรึเปล่านะ...



++---TBC---++



A/N: เนื้อหาส่วนใหญ่ของตอนนี้จะเรื่อยๆ มาเรียงๆ จนดูเหมือนไม่มีอะไร แต่คนเขียนนี่ใช้เวลาในการขัดเกลานานกว่าที่คิดไปเยอะทีเดียว แถมมีตัวละครและประเด็นใหม่มาให้ติดตามกันอีกว่าตากฤตไปทำอะไรไว้ ก็หวังว่าจะยาวจุใจแฟนๆ ที่รออ่านทุกคนนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ล่วงหน้าด้วยค่า




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2557 19:24:01 น.
Counter : 868 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 19


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


เล่ห์ลวงใจ บทที่ 19


เสียงนาฬิกาปลุกดังสนั่นฉุดธีระให้สะดุ้งตื่น เด็กหนุ่มกะพริบตาถี่ขณะหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลา แล้วก็ต้องผลุนผลันลุกเข้าห้องน้ำด้วยความตกใจ

สายแล้วๆๆ รู้อย่างนี้เขาลุกตั้งแต่นาฬิกาปลุกหนแรกก็ดีหรอก ดันเผลอตั้งเวลาใหม่แล้วหลับไปซะได้!

หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเขาก็รีบคว้ากระเป๋าออกจากห้อง ขณะที่กำลังลงลิฟต์ก็ส่งข้อความทางมือถือหากฤตภาสไปด้วย เพราะความจริงแล้วเวลานี้เขาควรอยู่ที่บริษัทของลูกค้ากับเจ้าตัวเพื่อช่วยจดบันทึกการประชุม แต่ในเมื่อเพิ่งจะได้ออกเอาป่านนี้...กว่าจะไปถึงก็คงเริ่มประชุมกันไปพักใหญ่แล้วแน่ๆ

'คุณกฤต ผมคงไปสายนิดนึงนะครับ'

'ใกล้ถึงรึยัง?'

เด็กหนุ่มอ่านคำถามแล้วก็ย่นจมูก พอประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นหนึ่งก็รีบสาวเท้าไปที่หน้าหอเพื่อเรียกแท็กซี่

'กำลังเดินทางครับ คงใช้เวลาหน่อย'

'งั้นไม่ต้องมา ฉันจะประชุมแล้ว เจอกันที่ออฟฟิศ'

ธีระอ่านคำตอบแล้วก็ชะงักฝีเท้า เรียวคิ้วมุ่นเข้าหากันโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากข้อความเป็นตัวหนังสือจึงยากจะบอกว่าคนที่พิมพ์มากำลังอารมณ์ไม่ดีหรือไม่

โกรธหรือเปล่านะที่เขาไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้ ถ้าหากจะโกรธก็สมควรอยู่หรอก...แต่เขาตื่นไม่ไหวจริงๆ นี่นา

เด็กหนุ่มคิดพลางถอนหายใจ ในเมื่อไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปบริษัทของลูกค้าก็ไม่ต้องเรียกแท็กซี่ เขาจึงใช้วิธีเดินทางตามปกติคือนั่งมอเตอร์ไซค์ไปขึ้นรถตู้ที่อู่ จากนั้นก็ไปต่อรถไฟฟ้าอีกที

"อ้าวตี้ เช้านี้ต้องไปหาลูกค้ากับคุณกฤตไม่ใช่เหรอ?"

เสียงรุ่นพี่ที่สนิทกันเอ่ยทักจนเด็กหนุ่มยิ้มแหย หลังจากทักทายเพื่อนร่วมงานแล้วเขาก็เดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง เนื่องจากตอนนี้ต้องทำหน้าที่เลขาฯ แทนวีณาที่ลาคลอด จึงต้องย้ายมานั่งที่โต๊ะซึ่งอยู่ใกล้ห้องของกฤตภาสไปด้วย

เมื่อก่อนธีระคิดว่าการเป็นเลขาฯ คือการเอาแฟ้มเอกสารไปให้เจ้านายเซ็น แต่พอได้มาทำเองถึงรู้ว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยกว่านั้นมาก เพราะทั้งต้องคอยจัดตารางการประชุมให้ ทั้งตามไปประชุมนอกสถานที่เพื่อช่วยจดบันทึกแล้วกลับมาพิมพ์รายงาน แม้แต่งานจุกจิกเช่นโทรสั่งกระเช้าเยี่ยมไข้หรือเค้กวันเกิดให้ลูกค้าก็ต้องทำ นี่ยังไม่นับการติดตามงานจากแต่ละแผนกเพื่อทำสรุปประจำวันให้กฤตภาสอีก ถึงแม้จะแปลกใจที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่อันแสนละเอียดอ่อนเช่นนี้ทั้งที่ประสบการณ์เป็นศูนย์ ธีระก็ตั้งปณิธานแล้วว่าเรียนจบเมื่อไหร่จะไม่สมัครงานในตำแหน่งนี้อย่างเด็ดขาด

หลังออกไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงานที่ตลาด เมื่อธีระกลับมาที่บริษัทก็เห็นแม่บ้านกำลังเดินออกมาจากห้องของกฤตภาสพร้อมกับถาดเปล่า จึงรีบเคาะประตูแล้วเข้าไปในห้องเพราะรู้ว่าเจ้าตัวกลับมาแล้ว

"คุณกฤต...ขอโทษด้วยครับที่เมื่อเช้าไปประชุมไม่ทัน"

กฤตภาสซึ่งกำลังหาแฟ้มบางอย่างอยู่ที่ชั้นวางของเพียงแต่ปรายตามองเขาโดยไม่พูดอะไร ธีระจึงได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ รอว่าจะถูกสั่งให้ทำอะไรไหม ครู่หนึ่งกฤตภาสก็ดึงแฟ้มที่ต้องการออกมาวางลงบนโต๊ะ

"ตอนนี้ว่างรึเปล่า?"

"เอ่อ...ก็ไม่ได้มีอะไรเร่งด่วนครับ"

เพราะส่วนใหญ่ก็มีแต่งานที่ต้องรอคุณนั่นแหละ...ธีระคิดแต่ไม่ได้พูด ฝ่ายกฤตภาสทำเสียงรับรู้ในคอแล้วก็หยิบสมุดบันทึกของตัวเองยื่นให้

"วันนี้ฉันไปคุยกับลูกค้ามาหลายเรื่อง เดี๋ยวเอาบันทึกนี่ไปพิมพ์เป็นมินิทสำหรับส่งให้ทุกคนหน่อย"

ธีระพยักหน้าพลางรับสมุดบันทึกมาเปิดดู แต่พอสายตาปะทะเข้ากับภาษาอังกฤษล้วนก็มุ่นคิ้ว

"จะให้พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเลยเหรอครับ?"

"ต้องแปลเป็นไทยสิเพราะจะส่งให้คนในออฟฟิศอ่าน ฉันอยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องอธิบายซ้ำ เดี๋ยวไปเอาโน้ตบุ๊คเธอมาแล้วนั่งทำตรงโซฟานั่นแหละ"

กฤตภาสเอ่ยพลางพยักหน้าไปทางชุดโซฟารับแขกริมห้อง ธีระจึงได้แต่เลิกคิ้ว ก็เขาไม่เห็นจะต้องมานั่งพิมพ์ในนี้เลยนี่นา!

"ผมเอาไปทำที่โต๊ะไม่ได้เหรอครับ?"

"เธออ่านลายมือฉันไม่ออกทั้งหมดหรอก แทนที่จะพิมพ์มั่วๆ แล้วส่งมาให้แก้ ไม่สู้มานั่งพิมพ์ในนี้แล้วจะได้ถามถ้าไม่เข้าใจตรงไหนจะดีกว่า"

ธีระห่อปากขณะมองคนที่นั่งลงเปิดอ่านอะไรก็ไม่รู้บนจอคอมพิวเตอร์ แต่ก็หาคำโต้แย้งไม่ได้จึงได้แต่จำใจเดินออกไปหยิบโน้ตบุ๊คที่โต๊ะ อดคิดไม่ได้ว่านี่เขากำลังโดนกลั่นแกล้งอยู่ชัดๆ

วีณาเคยอธิบายกับเขาว่าสาเหตุที่ใช้โน้ตบุ๊คเพราะเมื่อก่อนก็เคยต้องตามกฤตภาสออกไประชุมบ่อยๆ พอเขามาทำหน้าที่แทนก็เลยใช้เครื่องเดียวกันไปเลย หลังจากเด็กหนุ่มกลับเข้ามาในห้องแล้วเห็นเจ้าของห้องกำลังทำงานง่วนจึงเปิดสมุดบันทึกมานั่งพิมพ์รายงานบ้าง แต่พอเจอศัพท์ที่ไม่รู้ความหมายจนต้องเปิดหาในเว็บบ่อยๆ ก็ขัดใจจนเผลอเดาะลิ้น

นี่เขาไม่ได้เรียนเอกอังกฤษมานะ! แถมพิมพ์ก็ช้าด้วย! แทนที่จะให้มานั่งแกะลายมือที่อ่านก็ยากแล้วยังต้องมาแปลความหมายให้อีก สู้ตัวเองเอาไปพิมพ์เองไม่เร็วกว่ารึไง!?

"มีดิกฯ อยู่บนชั้นหนังสือ ถ้าจะใช้ก็ลุกมาหยิบเอา"

เสียงกลั้วหัวเราะของกฤตภาสหลังได้ยินเสียงแสดงความขัดใจของเขาทำให้ธีระเบะปาก แต่ก็เห็นว่าถ้าเปิดหาคำในดิกชันนารีอาจจะเร็วกว่าเพราะเขาพิมพ์คีย์บอร์ดได้ช้าเหลือเกิน ทว่าพอลุกไปยืนหน้าชั้นหนังสือและกวาดสายตาไปรอบหนึ่งก็ไม่เห็นดิกชันนารีที่ว่า

"ดิกฯ อยู่ไหนล่ะครับคุณกฤต?..."

ธีระสะดุดลมหายใจเมื่อเอี้ยวหน้ากลับไปพบแผ่นอกของคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เขาไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ว่ากฤตภาสลุกมายืนประชิดตัวถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ลมหายใจที่รดลงบนขมับทำให้วงจรความคิดสับสนดุจกลุ่มด้ายที่พันกันยุ่ง ประสาทสัมผัสถูกตรึงด้วยกลิ่นน้ำหอมเคล้ากลิ่นบุหรี่ที่ติดตัวอีกฝ่ายจนไม่รับรู้สิ่งอื่น

ครั้งสุดท้ายที่เขาได้อยู่ใกล้คุณกฤตขนาดนี้...มันผ่านมากี่วันแล้วนะ...

"ฉันลืมไปว่าวางไว้ชั้นบนสุดเพราะไม่ค่อยได้ใช้ เดี๋ยวหยิบให้ก็แล้วกัน"

กฤตภาสตอบพลางยื่นแขนข้างหนึ่งขึ้นควานหาดิกชันนารีโดยที่วางแขนอีกข้างไว้บนชั้นหนังสือ ส่งผลให้ร่างของธีระถูกกักในวงแขนแข็งแรงโดยไม่มีทางเลือก หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระทึกเมื่อแผ่นหลังเสียดสีกับแผ่นอกกว้างที่โน้มเข้าหาโดยมีเพียงชั้นผ้าขวางกั้น

เวลาในห้องสี่เหลี่ยมราวกับหลงติดอยู่ในห้วงสุญญากาศ ความใกล้ชิดจนธีระรับรู้ถึงลมหายใจที่เป่ารดลงบนกระหม่อมทำให้เขาเริ่มทนไม่ไหว จึงย่อตัวลอดแขนของกฤตภาสแล้วออกไปยืนข้างๆ จากนั้นก็สบตากับคนที่เลิกคิ้วมองเขาด้วยสีหน้าเหมือนจะถามว่า 'เป็นอะไร?'

"คือว่า...ผมไปห้องน้ำแป๊บนะครับ เดี๋ยวจะได้บอกให้แม่บ้านชงกาแฟมาให้ใหม่ด้วย"

ธีระเอ่ยแล้วก็รีบผลุนผลันออกจากห้อง ขณะที่คนที่ยังยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือกลับหัวเราะหึๆ เพราะเจอสิ่งที่ต้องการตั้งนานแล้ว แต่แกล้งทำเป็นหาไม่เจอสักทีเพราะอยากดูปฏิกิริยาของธีระต่างหาก

ตั้งแต่พวกเขากลับจากสุพรรณบุรีด้วยกันก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ถึงแม้จะแปลกใจที่อีกฝ่ายยอมตอบตกลงง่ายกว่าที่คิด กฤตภาสก็ปฏิบัติตัวกับธีระแบบเจ้านาย-ลูกน้องโดยที่ยังไม่เอ่ยถึงเงื่อนไขใหม่เลยสักครั้ง ในเมื่อเขาออกปากเองว่าจะให้ธีระเข้าหาก่อน เขาก็จะรอดูว่าจะได้เห็นปรากฏการณ์นั้นเมื่อไหร่

ตราบใดที่เด็กคนนั้นอยู่ในระยะสายตาที่เขามองเห็น...เขาก็มองหาวิธีที่จะเร่งรัดได้อยู่แล้ว

"กาแฟมาแล้วครับคุณกฤต"

ธีระเดินกลับเข้ามาในห้องโดยมีแม่บ้านถือถาดกาแฟแก้วใหม่ตามมา เด็กหนุ่มเห็นดิกชันนารีวางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาจึงชำเลืองมองกฤตภาสนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขอบคุณและเพียงแค่นั่งลงทำงานเงียบๆ ต่อ

กว่าธีระจะพิมพ์บันทึกการประชุมเสร็จก็บ่ายคล้อย หลังจากเขาเอาให้กฤตภาสตรวจแก้แล้วก็ส่งไฟล์แนบกับอีเมล์ให้ทุกคนในบริษัท ยังไม่ทันจะโล่งอกว่าจะได้ออกไปให้พ้นห้องนี้เสียทีก็ถูกเรียกไว้อีกครั้ง

“มีอะไรเหรอครับ?”

“ฉันอยากให้เธอเอากล่องนามบัตรในตู้มาเทียบกับดาต้าเบสของบริษัท เสร็จแล้วก็จัดนามบัตรใส่แฟ้มตามหมวดอักษรหน่อย"

ธีระมองตามนิ้วของกฤตภาสที่ชี้ไปยังตู้ตรงมุมห้อง แล้วก็เห็นกล่องนามบัตรซึ่งเป็นแนวยาวประมาณหนึ่งฟุตเรียงกันแน่นหลายสิบกล่อง ดูแล้วไม่น่าจะเป็นงานที่จะทำเสร็จในวันสองวันได้เลย

“ทำไมต้องเช็คด้วยล่ะครับ?”

“ช่วงหลังนี้อีเมล์แจ้งข่าวสารของบริษัทเราเด้งกลับมาเยอะมาก เลยเป็นไปได้ว่าบางคอนแทคต์อาจย้ายที่ทำงานไปแล้ว หรือไม่ก็คนที่คีย์ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้เช็คตั้งแต่แรกว่าพิมพ์ถูกหรือเปล่า อีกอย่างฉันก็อยากให้จัดนามบัตรพวกนี้ใส่แฟ้มแทนกล่องมานานแล้วด้วยเพราะเปิดหาง่ายกว่า ยังมีคำถามอะไรอีกมั้ย?”

กฤตภาสตอบเขาด้วยแววตาเรียบเฉยขณะหมุนปากกาในมือ ธีระจึงได้แต่บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ ขณะเดินไปเปิดตู้แล้วหยิบกล่องเหล่านั้นออกมา แต่แค่เริ่มหยิบนามบัตรจากกล่องแรกมาแผ่บนโต๊ะก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่งานหมู

"จะไปขอให้คนอื่นมาช่วยก็ได้นะ ฉันไม่มีปัญหาถ้าเธอคิดว่าทำงานง่ายๆ แบบนี้คนเดียวไม่ไหว"

"ผมทำคนเดียวได้ครับ รุ่นพี่คนอื่นก็งานรัดตัวกันอยู่แล้ว กับงานง่ายๆแบบนี้ผมไม่ไปรบกวนดีกว่า"

เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันขณะเหลือบตาขึ้น ทำให้ได้สบตากับนัยน์ตาสีนิลเข้มที่มีแววขำขันไหวระริก เขาได้แต่ทำปากยื่นแล้วก้มหน้าลงเริ่มเทียบเช็คข้อมูลระหว่างนามบัตรกับดาต้าเบส ไม่นานก็ได้ยินเสียงชวนโมโหดังมาจากเจ้าของห้องอีกครั้ง

"อ้อ ลูกค้าบางคนเวลาได้เลื่อนตำแหน่งเขาจะให้นามบัตรใหม่มา ถ้าเจอนามบัตรชื่อซ้ำกันก็โทรไปเช็คที่บริษัทของเขาก็แล้วกันว่าตอนนี้ทำตำแหน่งอะไรแน่ จะได้อัพเดทดาต้าเบสไปด้วย"

"ครับ"

ธีระรับคำขณะที่กำลังงงพอดีว่าทำไมนามบัตรสองใบในมือจึงเป็นชื่อเดียวกันแต่ต่างตำแหน่ง ขณะที่แยกนามบัตรพวกนั้นไว้อีกทางก็อดคิดไม่ได้ว่าไม่น่ายอมกลับมาทำหน้าที่เลขาฯ เลย ต่อให้ไม่มีเงื่อนไขเรื่องรูปที่กฤตภาสเอามาใช้ต่อรองก็เถอะ เพราะในเมื่อตอนนี้รับเงินเดือนด้วยก็เท่ากับเขาเป็นลูกจ้างเต็มตัว จะโวยวายแล้วอ้างว่าเป็นเด็กฝึกงานไม่ได้แล้ว

ไหนพี่วีร์เคยเล่าให้ฟังก่อนจะลาคลอดว่าคุณกฤตเป็นเจ้านายที่ใจดีนักหนาไง นี่เขามองมุมไหนก็เห็นแต่ปิศาจจำแลงมาชัดๆ!



++------++



กว่าธีระจะเทียบเช็คข้อมูลดาต้าเบสไปได้จำนวนหนึ่งก็เกือบจะสองทุ่มแล้ว เขาเหลือบสายตาที่เมื่อยล้าเหลือเกินขึ้นจากหน้าจอเมื่อกฤตภาสเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

"ใกล้จะเสร็จรึยัง?"

ธีระปรายตามองกองนามบัตรอีกส่วนที่ยังไม่ได้รื้อออกจากตู้ด้วยซ้ำ จากนั้นก็ส่ายหน้าช้าๆ แล้วตอบด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน

"ผมขอมาทำต่อพรุ่งนี้ก็แล้วกันครับ ถ้าหากคุณกฤตไม่ได้รีบร้อนมากมาย"

แล้วตอนนี้เขาก็ตาลายจากทั้งหมายเลขโทรศัพท์และอีเมล์ที่เพ่งมาหลายชั่วโมงแล้วด้วย ทว่าคนถูกกระแนะกระแหนกลับไม่โกรธแถมยังหัวเราะ

"งั้นวันนี้ได้แค่ไหนก็พอแค่นั้น ไปเก็บของซะ เดี๋ยวฉันพาไปกินข้าวแล้วไปส่งที่หอ"

กฤตภาสเอ่ยก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะเพื่อปิดคอมพิวเตอร์ ส่วนธีระซึ่งเกือบจะเอ่ยคำว่า 'ไม่ต้อง' ก็กลับชะงักไว้ เพราะนึกขึ้นได้ว่าไม่มีเหตุผลจะต้องปฏิเสธน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้สักหน่อย ในเมื่อจะได้กินข้าวฟรีแถมไม่ต้องเรียกรถกลับบ้านเองอีก เรื่องอะไรเขาจะต้องหยิ่งให้ลำบากด้วยเล่า

หลังออกจากบริษัทแล้วกฤตภาสก็ขับรถพาธีระไปกินข้าวที่ร้านอาหารซึ่งอยู่บนทางผ่าน ความหิวและเหนื่อยทำให้เด็กหนุ่มรีบกินข้าวให้เสร็จโดยที่ไม่ชวนอีกฝ่ายคุยเลย เมื่อมื้ออาหารจบลงและกฤตภาสเช็คบิลเสร็จแล้ว ทั้งสองก็เพียงแต่พากันเดินกลับไปขึ้นรถเงียบๆ

"ขอบคุณครับ"

ธีระเอ่ยพลางหันไปไหว้ลากฤตภาสที่ขับรถมาส่งถึงหน้าหอ แต่พอจะถอดเข็มขัดนิรภัยก็โดนมือใหญ่กดมือของเขาไว้จนปลดล็อคไม่ได้ จึงช้อนนัยน์ตากลมโตขึ้นมองอย่างสงสัย

"คุณกฤต?"

"ตั้งแต่กลับมาจากบ้านเธอก็อาทิตย์กว่าแล้วนะ ยังไม่นึกอยากมาหาฉันที่ห้องบ้างเหรอ?"

น้ำเสียงยั่วเย้าทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกร้อนวูบบนผิวแก้ม แต่ก็ยายามไม่หลบตาที่จ้องมองแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ถ้าผมจะไปหรือไม่ไปก็เป็นสิทธิ์ที่ผมจะเลือกเองไม่ใช่เหรอครับ?"

"ก็ใช่ แต่ฉันคิดถึงเธอจนต้องดูรูปแล้วช่วยตัวเองไปหลายครั้งแล้วนะ"

"คุณกฤต! หยุดพูดแบบนี้เลยนะ! แล้วก็ลบรูปของผมทิ้งซักที!!"

ธีระหน้าแดงก่ำขณะยกมือข้างที่เป็นอิสระขึ้นทุบไหล่กฤตภาส เขาก็บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องเหมือนมีผีเสื้อกระพือปีกนี้คือความโมโหหรือเขิน แต่ที่แน่ๆ เขาไม่เคยรู้จักใครที่หน้าด้านได้เท่าผู้ชายคนนี้เลยสักคน!

"ทำไมล่ะ? ฉันอยากนอนกับเธอแต่เธอไม่มาหา ฉันก็ต้องหาวิธีระบายออกไม่ใช่เหรอ? ดูเธอก็ทำเหมือนไม่อยากให้ฉันลบรูปพวกนั้นทิ้งเท่าไหร่นี่"

"คุณกฤต!..."

คำพูดถัดไปของธีระติดอยู่ในคอเมื่อกฤตภาสก้มลงจูบด้วยความเร็วประดุจนกอินทรีโฉบเหยื่อ พอเขากะพริบตาอีกครั้งก็เห็นใบหน้าคมคายถอยกลับไปที่เดิมแล้ว แถมยังมีการเลียริมฝีปากราวถูกใจกับรสชาติด้วย!

"เมื่อเช้าก็ตื่นสายไปทีนึงแล้วนี่นะ คืนนี้ก็รีบขึ้นไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานให้ทำอีกเยอะ"

เด็กหนุ่มเม้มปากเมื่อคนพูดยื่นนิ้วมาไล้แก้มอย่างอ้อยอิ่ง เมื่อมือข้างนั้นผละไป เขาก็ผลุนผลันลงจากรถโดยไม่หันกลับไปสนใจเสียงหัวเราะที่ไล่หลังอีกเลย

กฤตภาสมองคนที่เดินหายเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์แล้วก็หัวเราะในคอ แม้ปากจะยังพร่ำปฏิเสธสักแค่ไหน แต่เขาก็ดูออกว่าเด็กหนุ่มเริ่มหวั่นไหวแล้ว ดังนั้นรางวัลต่อความอดทนของเขาก็น่าจะใกล้เป็นความจริงในอีกไม่ช้า

นี่เขาอยากลิ้มรสความพึงพอใจที่ธีระมาเสนอตัวให้เองถึงขนาดนั้นเชียว...

วูบหนึ่งที่ความสงสัยผุดขึ้นขัดจังหวะความรื่นรมย์ของกฤตภาส เขาเองก็ใช่จะสิ้นไร้ไม้ตอกจนหาคู่นอนไม่ได้ ถ้าหาคนรู้จักที่ว่างตรงกันไม่ได้จริงๆ ก็อาศัยแบบที่ต้องใช้เงินรายชั่วโมงก็จบเรื่องแล้ว แต่พักหลังมานี้เขากลับไม่รู้สึกตื่นเต้นกับใครเหมือนเวลาที่มองเด็กดื้อจอมพยศคนนี้เลยสักราย

พวกอาเสี่ยที่ชอบเลี้ยงเด็กไว้ในสังกัดก็คงชอบความรู้สึกตื่นเต้นเวลากินหญ้าอ่อนแบบนี้กันกระมัง...

กฤตภาสส่งเสียงเยาะขึ้นจมูกก่อนจะเข้าเกียร์ออกรถ เขาคร้านจะคิดเรื่องนี้ให้เปลืองสมองเพราะไม่เคยใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์กับคู่นอนอยู่แล้ว ตอนนี้เขารู้แค่ว่าตัวเอง 'สนุก' กับเด็กคนนี้มากกว่าคนอื่นที่เคยคบมาก็พอ ส่วนความสนุกนี้จะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่...เขาไม่คิดจะหาคำตอบในตอนนี้

เมื่อกลับถึงห้องแล้วกฤตภาสก็อาบน้ำชำระคราบไคลจนสบายตัว จากนั้นก็สวมเสื้อคลุมอาบน้ำแล้วเทวิสกี้ออกไปยืนจิบที่ระเบียง ถึงแม้ในแต่ละวันจะมีเรื่องให้คิดหรือทำมากมาย แต่เวลาใดที่มีโอกาสดื่มด่ำกับความสงบเพียงลำพัง เขาไม่เคยละเลยโอกาสนั้นในการปรนเปรอตัวเองด้วยสิ่งที่ชอบ

รสของวิสกี้ที่ค่อนข้างเข้มหนักและดีกรีแรงทำให้ชายหนุ่มหัวโล่ง ขณะกำลังจุดบุหรี่มาสูบเพื่อละเลียดรสนิโคตินแกล้ม จู่ๆ โทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะก็ส่งสัญญาณว่ามีสายเข้า กฤตภาสจึงละสายตาจากแสงไฟของตัวเมืองแล้วหยิบเครื่องขึ้นมาดู

เบอร์ไม่คุ้น...ใครกันถึงได้โทรมาดึกป่านนี้...

ชายหนุ่มคิดขณะอัดนิโคตินเข้าปอดอีกอึก เขาพ่นควันออกช้าๆ แล้วถึงค่อยกดรับสายอย่างไม่รีบร้อน เพราะถึงอย่างไรนี่ก็นอกเวลางานมากแล้ว ถ้าเขาจะเลือกไม่รับสายเสียอย่าง ต่อให้เป็นลูกค้าสำคัญก็มาตำหนิเขาไม่ได้

"ฮัลโหล?"

"กฤตเหรอ ยังไม่นอนใช่ไหม?"

เสียงห้าวทุ้มที่ดังมาจากลำโพงทำให้มือที่กำลังยกวิสกี้ขึ้นดื่มชะงัก แม้จะไม่ได้ยินเสียงนี้มาหลายปีแต่กฤตภาสก็จำเจ้าของเสียงได้ นัยน์ตาสีนิลหรี่ลงขณะมองไปยังขอบฟ้าซึ่งเรียงรายด้วยแสงไฟของอาคารบ้านเรือน ครู่หนึ่งจึงค่อยตอบเสียงขรึมหลังจากยกวิสกี้ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

"เมฆรึ ไม่ได้คุยกันนานเลยนะ"



++------++



หลังจากเผลองีบหลับบนเตียงไปช่วงสั้นๆ เพราะความอ่อนเพลีย ธีระก็รู้สึกตัวตื่นมาอาบน้ำแปรงฟันตอนเที่ยงคืน หลังใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นแล้วเขาก็ตาสว่างจนนอนต่อไม่หลับ จึงลุกขึ้นหยิบกล่องพัสดุที่ได้รับวันนี้มาแกะออกดู

"กล่องจากพี่ปิ๊ก...ส่งอะไรมาให้เนี่ย"

ปิ๊กหรือปิยพลเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาอีกคน แล้วก็เป็นพี่ชายของพี่ป๊อกที่เปิดร้านขายเสื้ออยู่ในตลาดนัดด้วย แต่ว่าบุคลิกของทั้งสองต่างกันคนละขั้วเพราะปิยพลเป็นผู้ชายเต็มตัว และช่วงหลายปีมานี้ก็ไม่ค่อยได้เจอกับเขาเพราะทำงานอยู่ที่น่าน กระนั้นก็ยังติดต่อกันไม่เคยขาดเพราะทั้งสองครอบครัวไปมาหาสู่กันตั้งแต่เด็ก

สิ่งที่อยู่ในกล่องพัสดุคือกระเป๋าสะพายที่ตัดเย็บจากหนังแท้ สายสะพายทำจากหนังที่ขลิบด้วยผ้าแคนวาสเนื้อหนา มุมหนึ่งของฝากระเป๋าติดแผ่นโลหะทองแดงปั๊มโลโก้ ถึงแม้ดีไซน์จะไม่ฉูดฉาดแต่ก็ดูทนทานและมีรสนิยม เด็กหนุ่มหยิบขึ้นมาลองสะพายแล้วเดินไปที่หน้ากระจก จากนั้นก็ยิ้มก่อนจะเดินไปหยิบซองจดหมายที่อยู่ในกล่องมาเปิดอ่าน


'ถึงตี้

Happy birthday ขอโทษที่ส่งมาให้ช้าไปนิด แต่พี่ไม่ได้ลืมนะว่าตี้อยากได้กระเป๋าแฮนด์เมดเป็นของขวัญ หวังว่าคงจะหยิบใบนี้มาใช้บ่อยๆ จะได้ช่วยโฆษณาร้านของพี่ให้พวกเพื่อนๆ ด้วย

ปล. ถ้าว่างแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ขึ้นมาเยี่ยมพี่ที่นี่ได้ ยินดีต้องรับเสมอ

พี่ปิ๊ก'


ธีระอ่านแล้วก็หัวเราะที่ญาติผู้พี่ตั้งใจเขียนว่า 'ต้องรับ' แทนที่จะเป็น 'ต้อนรับ' ตอนเด็กๆ ที่บ้านของพวกเขายังอยู่ใกล้กันนั้นธีระติดปิยพลแจ เขาชอบไปเล่นที่บ้านนั้นบ่อยๆ เพราะว่าป้ากับลุงมักซื้อวิดีโอเกมและของเล่นดีๆ ให้ลูกๆ ขณะที่บ้านของธีระไม่ค่อยซื้อของฟุ่มเฟือยให้เพราะฐานะของพวกเขาตอนนั้นไม่ค่อยดีนัก

ความจริงแล้ว...ต้องบอกว่าปิยพลนี่เองที่ทำให้ธีระรู้ตัวว่าชอบผู้ชาย เพียงแต่ตอนที่ยังไร้เดียงสานั้นเขาไม่เคยรู้เหตุผลที่ตนชอบมองตามญาติผู้พี่ผู้ดูจะเป็นที่ชื่นชมของผู้คนรอบตัวอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งอีกฝ่ายเริ่มคบกับเพื่อนสาวต่างโรงเรียนตอนใกล้จะจบ ม.ปลาย เขาซึ่งยังเป็นเด็กชายผมเกรียนถึงได้รู้ตัวว่าเผลอรู้สึกพิเศษกับญาติผู้พี่ไปแล้ว แต่ไม่นานความเคารพในฐานะพี่ชายก็กลับมา เพราะเขาเพียงอยากได้ใครสักคนที่ให้ความเอ็นดูเขานอกจากคนที่บ้านมากกว่า

บางทีหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาหลงใหลณรงค์ช่วงที่คบกัน...ก็น่าจะเป็นเพราะบุคลิกพี่ชายใจดีที่คล้ายกันนี้นี่เอง

ธีระเหลือบดูนาฬิกาแล้วก็เห็นว่าดึกเกินกว่าจะโทรไปขอบคุณ จึงเพียงส่งข้อความไปบอกว่าได้รับของแล้วและจะหาโอกาสไปเยี่ยม จากนั้นก็เก็บกระเป๋าใบนั้นใส่ถุงแล้วเก็บเข้าตู้เสื้อผ้า

ลมเย็นๆ โชยผ่านประตูมุ้งลวดที่ติดกับระเบียงเข้ามาในห้อง ธีระซึ่งยังไม่ง่วงจึงเดินออกไปสูดกลิ่นอายของอากาศยามค่ำคืน จากนั้นก็มองไปยังดวงจันทร์ซึ่งลอยสูงอันเป็นสัญญาณว่าดึกมากแล้ว

"แต่ฉันคิดถึงเธอจนต้องดูรูปแล้วช่วยตัวเองไปหลายครั้งแล้วนะ"

จู่ๆ ความคิดเจ้ากรรมก็ไพล่นึกไปถึงบนสนทนาเมื่อตอนค่ำอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ธีระหน้าแดงก่ำเมื่อนึกถึงแววตาของคนพูดที่มองเขาราวกับเป็นขนมหวาน ทั้งที่เขาควรจะรังเกียจฝ่ายนั้นเพราะเงื่อนไขและเรื่องแย่ๆ ที่หยิบยื่นมาให้ไม่หยุดหย่อน เขากลับ...สะอิดสะเอียนตัวเองที่บางชั่วขณะก็เผลอดีใจที่ได้รับความสำคัญ

ถึงแม้จะฉาบฉวย แต่กฤตภาสก็ทำให้เขารู้สึกเป็นที่ต้องการอย่างที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน

ความรู้สึกนี้ช่างเย้ายวนแต่ก็อันตรายเหลือเกิน เพราะท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความต้องการที่สวนทางกัน เขาไม่มีทางคาดเดาว่าความเอาใจใส่ที่กฤตภาสมอบให้อย่างเร่าร้อนนั้นจะมอดลงเมื่อใด ความไม่มั่นใจนี้ทำให้เขายังตัดสินใจทำตามข้อเสนอใหม่ของอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะเกรงว่าหากยอมทำตามเงื่อนไขนั้นสักครั้งแล้ว...สุดท้ายทุกอย่างก็จะกลับสู่วังวนเดิมเหมือนก่อนหน้าที่เขาจะหนีกลับบ้าน และแววตาลุ่มหลงที่กฤตภาสมอบให้อาจจืดจางลงเป็นความเบื่อหน่ายก็เป็นได้

นี่เขาอยากให้ตัวเองรู้สึกยังไงกับผู้ชายคนนั้นกันแน่...

นัยน์ตากลมโตทอดมองผืนฟ้าสีน้ำหมึกอันเวิ้งว้างที่ยิ่งขับเน้นแสงจากดวงจันทร์ให้โดดเด่น แล้วก็ได้แต่ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับลมเย็นโดยไม่รู้สึกอยากนอนพักผ่อนเลยสักนิดเดียว




++---TBC---++



A/N: A/N: เอาของขวัญตรุษจีนมาให้ทุกท่านค่ะ แม้จะไม่ใช่อั่งเปาซองแดงๆ แต่ก็หวังว่าจะทำให้ทุกคนที่คิดถึงตากฤตกับน้องตี้มีความสุขได้บ้างนะคะ ตอนนี้ใช้เวลาเขียนและเกลานานมากก็เลยทิ้งช่วงจากตอนก่อนนานไปนิด ถ้าใครจำตอนก่อนไม่ได้ อนุญาตให้ย้อนอ่านตั้งแต่ตอนแรกใหม่ได้เลยค่ะ




 

Create Date : 26 มกราคม 2557    
Last Update : 31 มกราคม 2557 22:51:43 น.
Counter : 996 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 18


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


เล่ห์ลวงใจ บทที่ 18


เสียงที่ดังใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้ธีระยิ่งลนลาน ถ้าขืนแม่มาเห็นสภาพตอนนี้เขาคงอยากผูกคอตายแน่

"ตี้อยู่บนห้องเหรอลูก? ทำไมทิ้งหลานไว้คนเดียวล่ะ? แล้วทำไมพื้นมันเฉอะแฉะแบบนี้เนี่ย?"

"แป๊บนึงแม่! พอดีตี้ออกไปตากฝนตัวเปียกเลยขึ้นมาเปลี่ยนชุด เดี๋ยวจะลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้แหละ!"

พอตะโกนไปแล้วเขาก็ใจเต้นโครมคราม กระทั่งมั่นใจว่าได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินลงไปแล้วจึงค่อยระบายลมหายใจยาวออกมา พลันอาการสั่นของคนด้านหลังก็ทำให้หันไปถลึงตาใส่

"หัวเราะอะไร!? นี่มันความผิดคุณทั้งนั้นเลยนะ!"

ใบหน้าที่แดงก่ำของเด็กหนุ่มยิ่งทำให้กฤตภาสอยากจะหัวเราะให้เต็มเสียง เขากดจมูกลงบนแก้มที่ซ่านสีเลือดฝาดเร็วๆ แล้วก็กระซิบเสียงเบา

"เธอลงไปแก้ตัวกับแม่ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะตามไป"

ธีระเกือบจะสำลักน้ำลายจากน้ำเสียงชวนจั๊กจี้ข้างหู แต่เมื่อเหลือบตาลงเห็นแผงอกเปลือยตรงหน้าก็นึกได้ว่าเสื้อผ้าที่ตั้งใจจะเอาให้กฤตภาสเปลี่ยนนั้นถูกทิ้งไว้ข้างล่าง จึงรีบลุกออกจากห้องแล้วเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าในห้องของพ่อกับแม่ จากนั้นก็เดินกลับไปหาคนที่นั่งเลิกคิ้วมองเขาอยู่บนเตียง

"เสื้อกับกางเกงของพ่อผม อาจจะหลวมหน่อยแต่คุณน่าจะใส่ได้ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วคุณก็อยู่ในนี้แหละ"

ธีระไม่รอฟังคำโต้แย้งใดๆ ก็รีบผลุนผลันออกจากห้อง กฤตภาสมองประตูที่ปิดลงแล้วก็ขมวดคิ้ว ดูเหมือนเจ้าของห้องจะจงใจขังเขาไว้ในนี้จนกว่าจะหาโอกาสให้แอบออกจากบ้านได้โดยที่แม่ไม่รู้กระมัง

ช่างเถอะ ยังไงเขาก็อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว จะไม่ยอมกลับไปโดยที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายหรอก

กฤตภาสยิ้มเย็นขณะหันไปคลี่เสื้อผ้าที่ธีระนำมาให้ จากนั้นก็ลุกขึ้นถอดกางเกงเปียกชื้นบนตัวแล้วสวมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างเก่าแต่แห้งสะอาดอย่างไม่รีบร้อน



++------++



ธีระรีบวิ่งลงมาชั้นล่างโดยพยายามไม่เหยียบหยดน้ำบนบันได เมื่อเข้าไปในครัวก็เห็นมารดากำลังเทอาหารจากถุงใส่จาน ผู้สูงวัยได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาจึงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้

"อ้าว มาๆ แม่ได้แกงคั่วหอยขม ผัดกุ้ยช่ายแล้วก็หมูยอทอดมา ยังร้อนๆ อยู่เลย เดี๋ยวรออุ่นข้าวแป๊บก็กินได้แล้ว"

"โอเคครับ งั้นเดี๋ยวตี้ไปเช็ดน้ำบนพื้นก่อนนะ"

เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจที่มารดาไม่ระแคะระคายข้ออ้างของเขาเลยสักนิด หลังจากหยิบไม้ถูพื้นแล้วเขาก็เดินเข้าไปถูพื้นห้องนั่งเล่นก่อนจะเดินไปต่อที่บันได เขาใช้ไม้ถูพื้นซับรอยน้ำไปเรื่อยจนกระทั่งถึงหน้าประตูห้องนอน จากนั้นก็ยืนเท้าเอวอย่างใช้ความคิด

คุณกฤตจะหิวรึเปล่านะ นี่มันก็บ่ายโมงกว่าเข้าไปแล้วด้วย แต่ถ้าเรียกให้ลงไปกินข้าวก็ต้องหาข้ออ้างกับแม่อีกน่ะสิ ถ้างั้นก็ปล่อยให้ทนหิวไปแล้วกัน จะแสบกระเพาะจนทนไม่ไหวก็ช่างปะไร...ไม่มีใครขอให้มานี่นา

ธีระคิดอย่างขวางๆ แล้วก็เดินกลับลงไปชั้นล่าง หลังซักไม้ถูพื้นและล้างมือเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปในห้องครัว แม่ของเขากำลังคดข้าวใส่จานอยู่พอดี พอหันมาเห็นลูกชายกำลังเทน้ำดื่มก็ถามอย่างสงสัย

"นี่ แล้วเจ้านายของตี้อยู่ไหนล่ะลูก? เมื่อเช้าเขาโทรบอกแม่ว่าจะมาเยี่ยมตี้ที่บ้านนี่นา ตอนแม่กลับมาเมื่อกี้ก็เห็นรถใครไม่รู้จอดอยู่หน้ารั้ว ไม่ใช่รถพี่เขาหรอกเหรอ?"

เด็กหนุ่มแทบจะพ่นน้ำที่เพิ่งดื่มออกจากปาก แต่ถึงจะกลั้นไว้ทันก็ยังสำลักจนไอโขลก อึดใจใหญ่กว่าเขาจะสูดหายใจเข้าปอดพอจะเค้นคำถามอออกมาได้

"คุณกฤต...โทรหาแม่?"

"ใช่ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาก็โทรมาถามอาการตี้ครั้งนึงแล้วแต่แม่คงลืมบอก เมื่อเช้านี้ก็โทรมาถามทางตอนแม่ติดฝนอยู่ที่วัด แม่เลยบอกให้มาได้เลยเพราะว่าตี้อยู่บ้าน”

ธีระไม่รู้จะนับเป็นโชคดีหรือร้ายที่ไม่ต้องแต่งเรื่องมากลบเกลื่อนรถของกฤตภาสที่จอดอยู่หน้ารั้ว แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ได้คาดคิดว่าฝ่ายนั้นจะเคยพูดคุยกับมารดามาก่อน ขณะที่กำลังคิดว่าจะหาทางออกอย่างไรดีเพื่อไม่ให้อิหลักอิเหลื่อ เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังก็ทำให้เด็กหนุ่มนิ่วหน้า

"อ้าว สวัสดีครับคุณแม่ ขอโทษด้วยนะครับที่มารบกวนถึงบ้าน"

"โอ๊ะ! คุณกฤตเหรอคะ? ไม่รบกวนหรอกค่ะพ่อคุณ อุตส่าห์ขับรถตั้งไกลมาเยี่ยมน้องตี้ทั้งที่ฝนตกหนัก ว่าแต่เสื้อผ้านั่น..."

มารดาของธีระเลิกคิ้วมองเครื่องแต่งกายของกฤตภาสด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มจึงก้มลงมองเสื้อยืดคอกลมที่เก่าจนเป็นสีขาวมอๆ กับกางเกงแพรที่ครั้งหนึ่งคงเคยสีสดแล้วก็ยิ้ม จากนั้นก็ตบหลังธีระเบาๆ จนเด็กหนุ่มแทบสะดุ้ง

"อ๋อ พอดีว่าในรถผมไม่มีร่ม ตอนที่ลงจากรถมากดกริ่งที่หน้ารั้วเลยตัวเปียก น้องตี้ก็เลยเอาเสื้อผ้าให้ผมเปลี่ยนน่ะครับ"

ธีระยิ่งฟังก็ยิ่งคิ้วมุ่นเข้าหากันแน่นยิ่งขึ้น น้องตี้...น้องตี้งั้นเหรอ? ฮึ! ทำมาเรียกชื่อเลียนแบบแม่เขา จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ชัดๆ!

ธีระมองกฤตภาสที่เดินไปช่วยมารดาจัดจานข้าวบนโต๊ะแล้วก็เบ้ปาก เอาเลย อยากจะเรียกคะแนนก็เชิญตามสบาย ถ้าเขาไม่กลับไปเสียอย่างจะทำไม? อยากรู้นักว่าคิดว่าตัวเองมาถึงบ้านแล้วจะบังคับเขาได้งั้นรึ!?

เด็กหนุ่มเริ่มทานอาหารทันทีที่ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะ เขาจงใจไม่พูดไม่เสริมอะไรทั้งสิ้นยามที่มารดาถามกฤตภาสเรื่องของเขาเวลาไปฝึกงาน กระนั้นก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ที่ทั้งสองพูดคุยกันถูกคอ เพราะว่าเขาชินกับกฤตภาสที่มักประหยัดถ้อยคำเวลาอยู่ที่บริษัทมากกว่า

"เหรอคะ ตายแล้ว ดูงานหนักเหมือนกันนะพวกทำอิเว้นท์นี่ แม่เองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพรรค์นี้ด้วยสิ"

"คนทำงานอิเว้นท์ต้องปรับตัวเก่งแล้วก็มีความอดทนสูงครับ ก็เลยมีคนที่เข้าๆ ออกๆ บ่อย ถ้าช่วงไหนสต๊าฟไม่พอแต่มีงานใหญ่ก็เหนื่อยกันน่าดู เวลาที่ได้คนเก่งๆ มาเราก็เลยอยากรักษาไว้ ถึงจะเป็นเด็กฝึกงานก็เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เท่ากัน"

หญิงวัยกลางคนทำหน้าทึ่งเมื่อกฤตภาสเล่าให้ฟังเกี่ยวกับปัญหาที่มักพบเวลาจัดงาน ฝ่ายธีระได้แต่คิดในใจว่าจะหาทางไล่กฤตภาสกลับอย่างไรถึงจะไม่น่าเกลียด เพราะยิ่งเห็นทั้งสองคนสนิทสนมกันมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งใจไม่ดีเท่านั้น

"ฮื้ม...จะว่าไปตี้ก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องที่ไปฝึกงานให้แม่ฟังเลยนี่ลูก จำได้ว่ามีพูดถึงบ้างตอนที่ไปเริ่มฝึกวันแรกๆ เท่านั้นเอง"

บทสนทนาที่ถูกเบนความสนใจมาทางเขาทำให้ธีระยิ้มเจื่อน เขามองสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของมารดาแล้วก็ตอบเสียงอ้อมแอ้ม

"ก็...โอเคน่ะแม่"

ธีระชั่งใจว่าจะถือโอกาสออกตัวไปเลยว่าตนไม่เหมาะกับงานแบบนี้ดีไหม แต่ไม่รู้ว่าเขาคิดช้าไปหรือกฤตภาสเดาทางไว้แล้ว เพราะจู่ๆ ชายหนุ่มก็โพล่งขึ้นมา

"อย่างตี้น่ะจัดว่ามีความรับผิดชอบแล้วก็ทักษะดีเกินวัย ยิ่งตอนนี้เลขาฯ ผมกำลังจะลาคลอด เขาก็เลยมาเสนอกับผมว่าน่าจะให้ตี้ช่วยทำหน้าที่นี้ชั่วคราว ผมเองก็เห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสดีให้เขาได้ทดลองทำอะไรที่หลากหลายขึ้นก่อนจะเปิดเทอมเหมือนกัน"

แน่นอนว่าธีระคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาอ้าปากค้างมองกฤตภาสที่ยังคงยิ้มแย้มกับมารดาราวกับเขาไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะ

"เลขาฯ เหรอคะคุณกฤต แต่น้องตี้เป็นผู้ชายนะ"

น้ำเสียงของผู้สูงวัยถามอย่างเป็นกังวล แต่กฤตภาสรู้ว่าอีกฝ่ายนึกถึงภาพลักษณ์เช่นไรอยู่จึงตอบอย่างคล่องปาก "ถึงจะเรียกว่าเลขาฯ แต่หน้าที่จริงๆ ก็คือผู้ช่วยประสานงานมากกว่าครับ พอดีว่าตอนนี้เรารับคนใหม่ไม่ทัน ผมก็เลยกะว่าจะให้ตี้มาช่วยรับงานตรงนี้ไปก่อน แล้วก็จะจ่ายเงินเดือนตอบแทนด้วยเพราะต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น"

"อืม...ถ้าแบบนั้นก็ดีเหมือนกันนะลูก ตี้จะได้ไม่ต้องคอยโทรมาขอให้แม่โอนเงินเพิ่มให้ไง"

"แม่! ช่วงหลังตี้ก็ไม่ค่อยโทรมาขอเงินเพิ่มแล้วซักหน่อย!"

ธีระหน้าร้อนซู่เมื่อคนใกล้ตัวเอาความลับมาเผยอย่างไม่เกรงใจ จริงอยู่ที่เมื่อก่อนเขาชักหน้าไม่ถึงหลังบ่อยๆ เพราะชอบออกไปเที่ยวเตร่กลางคืน แต่หลายเดือนมานี้เขาอุตส่าห์หยุดเที่ยวจนแทบไม่ต้องขอเงินเพิ่มแล้วแท้ๆ

กฤตภาสฟังแล้วก็เลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น บนมุมปากเหน็บยิ้มแบบที่ทำให้เด็กหนุ่มแก้มร้อนผ่าวเมื่อได้เห็น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจกับประโยคที่ได้ยินถัดมา

"พวกที่บริษัทชอบตี้กันทุกคนเพราะเป็นเด็กที่มนุษยสัมพันธ์ดี ผมเองก็คิดว่าถ้าได้คนแบบนี้มาคอยอยู่ข้างๆ ก็ดีเหมือนกัน"

ธีระหัวใจกระตุกเมื่ออีกฝ่ายมองตรงมาที่เขาขณะเอ่ยประโยคนั้น พลันเด็กหนุ่มก็ตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงร้องจากห้องนั่งเล่น

"ตายจริง สงสัยน้องฟลุ๊คตื่นแล้ว"

"เดี๋ยวตี้ไปดูเองแม่ คงจะหิวนมล่ะมั้ง"

เด็กหนุ่มเอ่ยพลางรีบลุกจากโต๊ะกินข้าว เขายกมือขึ้นทาบบนอกข้างซ้ายที่จู่ๆ ก็รู้สึกแน่นขึ้นมา แล้วก็ได้แต่พยายามเตือนตัวเองไม่ให้ตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่

อย่าเผลอใจอ่อนเชียวนะตี้ ลืมแล้วเหรอว่าคุณกฤตก็แค่ยังไม่หมดสนุกกับเราก็เท่านั้น...

กฤตภาสยกแก้วน้ำขึ้นดื่มขณะมองตามธีระจนเดินออกไปพ้นห้องครัว เขาเบนสายตามาทางผู้ร่วมโต๊ะอีกคนที่เหลือเมื่อได้ยินเสียงเปรยๆ

"น้องตี้น่ะเป็นเด็กโกรธง่ายหายเร็ว เวลารู้สึกอะไรก็แสดงออกตรงๆ บางทีก็เอาแต่ใจบ้างเพราะพ่อกับแม่โอ๋เขามาก แม่ก็ไม่รู้หรอกนะคุณกฤตว่าเขามีปัญหาอะไรกับที่ทำงานหรือเปล่าถึงไม่ค่อยมาเล่าให้ฟัง แต่ถ้าได้เห็นเขาเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาตัวเองได้เร็วๆ ก็ดีใจ เพราะพ่อกับแม่มีเขาตอนอายุมากแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่กับน้องตี้ไปได้อีกนานแค่ไหน"

หญิงสูงวัยยิ้มให้กฤตภาสก่อนจะลุกขึ้นเก็บจานชามมาซ้อนกัน คำพูดที่ถ่ายทอดมาอย่างซื่อตรงนั้นคงไม่ได้ตั้งใจจะแฝงความหมายลึกซึ้ง ทว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายยามสบตากับเขาก็ทำให้กฤตภาสนึกละอายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

ทั้งๆ ที่คำว่าละอายใจ...ไม่เคยปรากฏในสารบบของเขาตั้งแต่เกิดมาด้วยซ้ำ

"ให้ผมช่วยล้างจานมั้ยครับ?"

"อ๋อ ไม่ต้องหรอกค่ะคุณกฤต ไปคุยเล่นกับน้องตี้เถอะค่ะ เดี๋ยวแม่จัดการในครัวเอง ต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อยอีก"

กฤตภาสพยักหน้าพลางช่วยยกจานชามที่เหลือไปวางในอ่าง หลังจากล้างมือแล้วก็เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น แต่พอไม่เห็นธีระกับหลานก็เลยลองเดินไปดูที่หน้าบ้าน และพบว่าเด็กหนุ่มกำลังนั่งป้อนนมหลานชายอยู่บนเก้าอี้ชิงช้าซึ่งปลอดภัยจากสายฝนเพราะอยู่ใต้ชายคา อากาศโดยรอบค่อนข้างเย็นหลังจากที่ฝนขาดเม็ดไปแล้ว เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังมาจากเก้าอี้เบาๆ ยามที่เด็กหนุ่มเหยียดขาออกยันพื้น

"ไม่กลัวหลานเป็นหวัดรึไง พาออกมานั่งตากลมอย่างนี้?"

กฤตภาสถามขณะถือวิสาสะสวมรองเท้าแตะของใครก็ไม่รู้แล้วเดินเข้าไปหา ฝ่ายธีระเพียงแต่ยักไหล่โดยไม่ตอบ กระนั้นชายหนุ่มก็เห็นว่าอีกฝ่ายกระชับผ้าห่มรอบร่างเล็กในอ้อมแขนมากขึ้น

แม้จะไม่อยากมองหรือรับรู้การมีตัวตน แต่ธีระก็ต้องเหลือบตาไปทางคนข้างๆ อย่างเสียไม่ได้เมื่อกฤตภาสหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน ครั้นจะลุกหนีก็ชอบกลในเมื่อนี่มันอาณาบริเวณของบ้านเขาแท้ๆ สุดท้ายเลยได้แต่เขยิบตัวไปจนชิดพนักวางมืออีกด้าน ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มระยะห่างได้สักเท่าไหร่

ความเงียบดำเนินไปโดยมีเสียงพ่อหนูน้อยดูดนมดังจ๊วบๆ คั่นเป็นระยะ ครู่หนึ่งธีระจึงค่อยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

"พี่วีร์ลาคลอดไปแล้วเหรอครับ?"

"อืม เขาบอกว่าจะแวะเข้ามาสอนงานให้ตอนที่เธอกลับจากลาป่วยแล้ว เพราะยังไงงานเลขาฯ ก็จุกจิกกว่าการช่วยทำอิเว้นท์เฉยๆ ถ้าไม่แนะนำอะไรไว้เลยจะลำบาก"

ธีระหันไปมองกฤตภาสตรงๆ เป็นครั้งแรก แววตากลมโตฉายแววประหลาดใจขณะที่คิ้วเรียวมุ่นเข้าหากัน "คุณหมายความว่าพี่วีร์เสนอชื่อผมให้ช่วยทำหน้าที่เลขาฯ จริงๆ?"

"แน่นอนสิ งานผู้ช่วยฉันน่ะไม่ใช่ว่าจู่ๆ ก็จับใครมาทำได้นะ อีกอย่างคนอื่นก็มีงานล้นมืออยู่แล้ว คนที่เหมาะก็เหลือเธอคนเดียวนี่แหละ"

กฤตภาสปดหน้าตาย ความจริงแล้ววีณาไม่เคยเสนอว่าน่าจะให้ธีระทำหน้าที่นี้ในเมื่อจะให้ใครที่บริษัทรับทำไปก่อนก็ได้ แต่เขาก็บอกหญิงสาวไปว่าไหนๆ การให้เด็กฝึกงานมาเป็นผู้ช่วยชั่วคราวก็ดีกว่าไปกระทบงานของพนักงานคนอื่น วีณาจึงเห็นด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

เด็กหนุ่มเงียบไปพลางใช้ความคิด ความจริงแล้วเขาสนุกกับงานและสภาพแวดล้อมที่บริษัทมาก รุ่นพี่ก็นิสัยดีกันทุกคน แต่ละวันผ่านไปโดยที่มีอะไรให้ฝึกทำและเรียนรู้ตลอด ปัญหาเดียวที่ทำให้เขายังตะขิดตะขวงใจที่จะกลับไป...ก็คือคนที่นั่งอยู่ข้างๆ คนนี้

"ผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกลับไปอยู่ดี ต่อให้พี่วีร์บอกคุณอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมต้องทำตามสักหน่อย ปัญหาเรื่องการจัดสรรพนักงานมันหน้าที่ของฝ่ายบุคคลต่างหาก"

ธีระนึกภูมิใจที่สามารถตอกกลับจนกฤตภาสเงียบได้ ถึงเขาจะยังไม่ค่อยเข้าใจระบบการทำงานของบริษัทดีนักก็ไม่ถึงกับไร้เดียงสา จะมาชวนให้เขากลับไปทำงานเหรอ? หึ...เก็บคำพูดพวกนี้ไว้ไปหลอกเด็กที่อื่นเถอะ!

"แม่เธอจะนึกยังไงน้าถ้าเห็นรูปที่ฉันเคยถ่ายไว้"

น้ำเสียงราบเรียบของกฤตภาสทำให้เด็กหนุ่มเกร็งไหล่ขึ้นมาทันควัน ความสงบสุขตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เขาลืมเรื่องน่าอับอายที่เคยเกิดขึ้นเสียสนิท เขานึกว่าการที่ปลีกตัวออกมาคงทำให้อีกฝ่ายเบื่อที่เขาไม่ได้อย่างใจ แล้วก็กลับไปหาสาวๆ ที่เคยคบกันมาแทนแล้วเสียอีก

นี่เขาจะไม่สามารถก้าวข้ามการเป็นแค่เครื่องมือบำเรอความสุขได้เลยหรือไง?

"เอะอะก็ขู่ พอโดนขัดใจก็อ้างเรื่องรูป ทำไมถึงไม่คิดบ้างว่าเพราะอะไรผมถึงไม่อยากกลับไปกับคุณ?"

ธีระเอ่ยแล้วก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างผอมเพรียวอุ้มหลานชายตัวน้อยแล้วก็เดินเข้าไปในบ้าน กฤตภาสอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยรู้สึกตัวแล้วเดินตามเข้าไป แต่กลับพบว่าพ่อหนูน้อยนอนหลับอยู่ในเปลคนเดียวโดยไร้เงาของน้าชายในห้องนั่งเล่น

"อ้าว? น้องตี้ละคะคุณกฤต?"

มารดาของธีระเอ่ยถามเมื่อเดินออกมาจากครัวแล้วไม่เห็นลูกชาย ชายหนุ่มจึงพยายามนึกหาข้ออ้างเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายระแคะระคายว่าพวกเขากำลังมีเรื่องผิดใจกัน

"เห็นว่าเวียนหัวก็เลยขอขึ้นไปนอนน่ะครับ เดี๋ยวผมขอขึ้นไปลาแป๊บนึงนะครับ"

"อะไรกัน? ไม่อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันเหรอคะ แม่ว่าจะออกไปซื้อของที่ตลาดเพิ่มอยู่พอดีเลย"

"พอดีมีธุระต้องไปต่อน่ะครับ ไว้ถ้ามีโอกาสจะมาเยี่ยมอีกก็แล้วกัน ขอบคุณมากนะครับคุณแม่"

กฤตภาสยิ้มให้ก่อนจะเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน เมื่อผลักประตูห้องที่ไม่ได้ล็อกเข้าไปก็เห็นธีระนอนหันหลังอยู่บนเตียง

ร่างสูงใหญ่งับประตูปิด เขาไม่ได้ทำเสียงดังแต่ก็มั่นใจว่าคนบนเตียงรับรู้ว่าเขาเข้ามาในห้อง เพราะเด็กหนุ่มดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเหมือนไม่อยากรับรู้การมีตัวตนของเขา

ตั้งแต่เกิดมาเขาเคยต้องเปลืองแรงทำเรื่องแบบนี้นอกจากเวลาทวงเงินจากลูกค้าบ้างไหมนะ

ชายหนุ่มคิดทั้งที่รู้คำตอบดี เขาไม่เคยถูกใจใครถึงขนาดต้องใช้ลูกเล่นมาตะล่อมมากขนาดนี้มาก่อน ถึงแม้ประโยคที่ธีระเอ่ยเมื่อครู่จะทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง แต่จะให้ปล่อยเจ้าตัวไปเฉยๆ เอาป่านนี้ก็สายเกินไปแล้ว

"อย่ามายุ่ง"

ธีระเอ่ยเมื่อรับรู้ว่าเตียงอีกด้านยวบลง แล้วก็เกือบจะร้องโวยวายเมื่อกฤตภาสรวบตัวเขาขึ้นไปนั่งบนตักทั้งที่ยังคลุมโปง เด็กหนุ่มทำตาโตเมื่อร่างสูงใหญ่ก้มลงมาหา เขารีบหลับตาปี๋แล้วเม้มปากแน่นเมื่อรู้ว่ากำลังจะถูกฉวยโอกาสเหมือนทุกที แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกฤตภาสไม่ได้ใช้กำลังบังคับให้เผยอริมฝีปาก เพียงแค่แตะจูบลงมาซ้ำๆ อย่างแผ่วเบาเท่านั้น

ความอ่อนโยนอันแปลกใหม่ทำให้ธีระมึนงง กระทั่งอ้อมแขนที่กอดเขาก็สร้างความประหลาดใจเมื่อมือใหญ่ลูบแผ่นหลังให้ราวกำลังปลอบประโลม ความจั๊กจี้จากไรเคราที่เสียดสีบนหน้าทำให้เขาเผลอครางออกมา และกฤตภาสเพียงแค่แหย่ปลายลิ้นเข้ามาทักทายปลายลิ้นของเขาโดยไม่อ้อยอิ่งดูดซับความหวานเสียด้วยซ้ำ

ธีระหายใจหอบเมื่อริมฝีปากได้เป็นอิสระหลังผ่านไปอึดใจใหญ่ นัยน์ตากลมโตกะพริบถี่ขณะมองสบนัยน์ตาสีนิลเข้มในระยะประชิด หัวใจของเขาเต้นรัวกับรสสัมผัสที่ไม่คุ้นเคย เพราะแม้แต่ตอนที่คบกับณรงค์...เขาก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างหยอกเย้าเช่นนี้เลยสักครั้ง

"เรามาทำข้อตกลงกันใหม่ ดีมั้ย?"

ธีระมุ่นคิ้ว ความหวามไหวในอกเริ่มเจือจางขณะทวนคำอย่างไม่แน่ใจ

"ทำข้อตกลงกันใหม่?"

"ฉันจะลบรูปกับคลิปที่เคยถ่ายไว้ทิ้งก็ได้ แต่ว่าต้องมีเงื่อนไข"

นั่นไง...แค่เริ่มต้นก็ฟังไม่เข้าทีแล้ว ทำไมเขาถึงเผลอคิดไปว่าคนแบบนี้จะมีหัวจิตหัวใจขึ้นมาได้นะ

ความคิดของธีระสะดุดลงเมื่อพบว่าความรู้สึกที่ผุดขึ้นกลางอกตอนนี้ช่างคล้ายกับความน้อยใจ แต่ทำไมเขาจะต้องรู้สึกแบบนั้นด้วยล่ะ นี่เขาคาดหวังอะไรจากผู้ชายคนนี้ด้วยหรือไงกัน?

กฤตภาสสังเกตเห็นคนในอ้อมแขนทำหน้ามุ่ย จึงเชยคางเพื่อให้สบตากับเขาพลางอธิบายอย่างใจเย็น

"ฟังให้ดีๆ นะ ฉันจะไม่บังคับให้เธอนอนกับฉันอีกตลอดช่วงเวลาที่เราทำสัญญากัน"

"หือ?"

ธีระรู้สึกเหมือนโลกตีลังกาอีกครั้ง เมื่อครู่นี้เขาก็ได้รับจูบที่อ่อนโยนจนไม่น่าเชื่อว่ามาจากกฤตภาสไปทีนึงแล้ว พอได้ฟังประโยคที่คาดไม่ถึงจึงยิ่งประหลาดใจมากขึ้น

"แต่เธอต้องเป็นฝ่ายมาหาฉันเอง ทุกครั้งที่เธอนอนด้วย ฉันจะทยอยลบรูปทิ้งให้"

"ไม่ยุติธรรม! แบบนี้ยังไงคุณก็ยังได้เปรียบชัดๆ!!"

ธีระโต้ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ผู้ชายคนนี้เป็นปิศาจหรือไงถึงคิดได้แต่เงื่อนไขที่เข้าข้างตัวเองแบบนี้!?

"ชู่วว์ ถ้าเสียงดังเดี๋ยวแม่ขึ้นมาเห็นเอานะ แต่ถ้าหากเธออยากให้เป็นแบบนั้นก็ได้"

กฤตภาสแสร้งทำหน้าซื่อจนธีระเบ้ปาก "เงื่อนไขของคุณมันไม่ได้ต่างจากเดิมตรงไหนเลย ยังไงผมก็ยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี"

"ต่างสิ เพราะคราวนี้คนที่ควบคุมทุกอย่างคือเธอ ถ้าเธออยากให้ฉันลบรูปเมื่อไหร่ก็เลือกได้ จะได้ไม่ต้องรอไปจนถึงหมดกำหนดฝึกงานด้วยไง เว้นแต่ว่า...เธออยากให้ฉันเก็บรูปพวกนั้นไว้เป็นที่ระลึก"

กฤตภาสเอ่ยแล้วก็ปัดริมฝีปากแผ่วๆ บนริมฝีปากที่ยื่นขึ้นของธีระ ท่าทีเช่นนั้นทำให้เด็กหนุ่มยิ่งมุ่นคิ้ว ความคิดอย่างหนึ่งพลันผุดขึ้นในหัวอย่างเชื่องช้าเหมือนตาน้ำที่ค่อยๆ ซึมขึ้นบนผิวดิน แต่ว่าเขาก็ยังลังเล

"ผมไม่..."

"ยังไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ ยังไงคืนนี้ฉันก็จองห้องที่โรงแรมในเมืองไว้แล้ว ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะกลับตอนไหนก็โทรมาบอกภายในพรุ่งนี้ ฉันจะได้มารับ"

"นี่คุณตั้งใจจะไม่รับฟังคำปฏิเสธอยู่แล้วนี่นา"

"ฉันก็ไม่หวังว่าเธอจะปฏิเสธเหมือนกัน ที่ฉันบอกกับแม่เธอตอนอยู่ในครัว ฉันหมายความตามนั้น"

ธีระหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายชิดริมหู เขามองเจ้าของอ้อมแขนที่ลุกขึ้นจากเตียง จากนั้นก็กระชับผ้าห่มรอบตัวเองแน่นขึ้นราวจะให้เป็นเกราะป้องกันความหวั่นไหวในใจ

"พรุ่งนี้คุณอาจต้องขับรถกลับกรุงเทพฯ คนเดียวก็ได้"

ธีระแสร้งทำเสียงขุ่น แต่กฤตภาสเพียงแค่ยิ้มมุมปากแล้วก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้เด็กหนุ่มมองประตูที่ปิดลงด้วยความคิดอันสับสน

คุณกฤตรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำแบบนี้มันเหมือนให้ความหวัง...หรือว่าตั้งใจจะทำให้เขาคิดแบบนั้น?

ธีระรู้แจ้งแก่ใจดีว่าเขาเป็นเพียงเด็กขี้เหงาที่อยากลิ้มรสความสุขของการได้เป็นที่รักของใครสักคน ยิ่งได้ผ่านประสบการณ์อันผิดหวังจากรักครั้งแรก เขาก็ยิ่งใฝ่ฝันว่าจะได้พบคนใหม่ที่พร้อมจะมอบสิ่งเหล่านี้โดยไม่ทำความเจ็บช้ำให้อีก แต่ท่าทีของคนคนเดียวที่ผ่านเข้ามาก็คือกฤตภาสกลับมีแต่สร้างความฉงนฉงาย เขาเดาไม่ออกเลยว่าสิ่งต่างๆ ที่อีกฝ่ายทำลงไปนั้นเพียงเพื่อหว่านล้อมให้เขากลับไป หรือแท้จริงแล้วมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ในการกระทำที่เจ้าตัวก็ยังไม่ตระหนักกันแน่

ตอนที่เริ่มตกลงทำสัญญากัน ธีระเคยคิดว่าเวลาสามเดือนคงผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่เขาก็สามารถอาศัยกฤตภาสเพื่อให้ลืมณรงค์ได้ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คิด เขาไม่อาจทนเป็นของเล่นของใครโดยไม่ได้รับหัวใจจากคนคนนั้นตอบแทน ดังนั้นเมื่อกฤตภาสมาหาถึงที่บ้าน มาแสดงออกเพียงเล็กน้อยว่าเจ้าตัวก็มีด้านที่สามารถอ่อนโยนและให้การทะนุถนอมเขา หัวใจของเด็กหนุ่มจึงหวั่นไหวราวกิ่งไม้ที่ถูกสายลมพัดโบก

แต่สายลมสายนี้จะหยุดอยู่ที่เขาตลอดไปได้หรือเปล่า...

จะคุ้มกันไหมถ้าเขาจะเดิมพันหัวใจด้วยการก้าวคืนสู่เงื่อนไขที่กฤตภาสตั้งไว้อีกครั้ง และหากไปถึงสุดทางแล้วกลับพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองเขาต่างไปจากตุ๊กตาที่เมื่อเบื่อก็อยากกำจัดทิ้ง เมื่อนั้นเขาจะรับมือกับความเจ็บระลอกใหม่ไหวหรือ?



++---TBC---++



A/N: ใช้เวลากับการเขียนตอนนี้นานมากกกก เพราะอัดแน่นด้วยอารมณ์และเหตุผลที่จะนำพาคู่นี้ไปสู่จุดถัดไปของความสัมพันธ์ซึ่งลุ่มๆ ดอนๆ เหลือเกิน สิ่งที่อยากนำเสนอผ่านน้องตี้คือความรู้สึกของคนเป็นสิ่งเปราะบางและอยู่เหนือตรรกะทั้งมวลจริงๆ ค่ะ ลองมีอะไรสักอย่างมาสะกิดให้หวั่นไหวได้ ความหวั่นไหวมันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่พยายามหักห้ามใจแล้ว กรณีนี้คงต้องบอกว่ากฤตภาสแกจับจุดน้องตี้ได้อย่างจั๋งหนับ น้องก็เลยต้องมาปวดหัวอีกรอบกับคำถามว่าจะเอาอย่างไรดี เพราะคุณพระเอกคนนี้นี่ก็เดาใจยากเหลือเกิน




 

Create Date : 05 มกราคม 2557    
Last Update : 7 มกราคม 2557 13:13:47 น.
Counter : 897 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 17


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


เล่ห์ลวงใจ บทที่ 17


ในช่วงสายของวันเสาร์ หลังออกจากคอนโดแล้วกฤตภาสก็ขับรถออกนอกเมืองโดยมีจุดหมายในใจชัดเจน โชคดีที่รถขาออกไม่หนาแน่นเท่าไหร่เพราะสัปดาห์นี้ไม่มีวันหยุดต่อเนื่อง

เขาไม่ได้ขับรถออกต่างจังหวัดถ้าไม่มีธุระจำเป็นมานานมากแล้ว และหากไม่ใช่เพราะนี่เป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยตัวเอง กฤตภาสก็คงจะไม่เสียเวลาที่คำนวนแล้วว่าไปกลับรวมกันหลายชั่วโมงมาทำเช่นนี้เด็ดขาด

ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าปั๊มที่ใกล้ที่สุดเมื่อเห็นมาตรวัดระดับเชื้อเพลิงลดลง หลังจากเติมน้ำมันเต็มถังแล้วก็เลื่อนรถไปหยุดพักสูบบุหรี่ เสียง ‘แปะ’ เบาๆ จากหยดน้ำที่ตกลงบนแขนเรียกให้เงยหน้าขึ้นมองเมฆที่ลอยครึ้ม ลมที่พัดแรงจนเห็นฝุ่นลอยตลบทำให้เขาสบถก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่แล้วเดินกลับไปที่รถ

รีบไปก็แล้วกัน...พอได้เจอแล้วก็รีบทำธุระให้เสร็จไวๆ ก็ดี

เพียงไม่กี่นาทีหลังกฤตภาสขับรถออกจากปั๊ม สายฝนที่เมื่อครู่เพียงลงเม็ดบางเบาก็ทวีความรุนแรงจนผู้คนต้องวิ่งเข้าหาชายคาเพื่อหลบฝน พายุฝนห่าใหญ่ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถมากขึ้น คนที่ใจร้อนอยากจะไปให้ถึงจุดหมายไวๆ จึงทำได้เพียงเคาะนิ้วบนพวงมาลัยอย่างไม่สบอารมณ์

กฤตภาสมีประโยคในใจร้อยแปดที่คิดเอาไว้ว่าจะพูดเมื่อได้เจอธีระ กระนั้นเขาก็คาดเดาไม่ถูกว่าอีกฝ่ายจะตอบรับเช่นไรในแต่ละสถานการณ์ที่คิดไว้ แต่ในเมื่อเขารู้แล้วว่าเป้าหมายคือดึงเด็กหนุ่มกลับไปอยู่ใกล้ตัวให้ได้ ต่อให้ต้องใช้วิธีล่อหลอกอย่างไรเขาก็จะทำ



++------++



เสียงฝนฟ้าคะนองทำให้หลานชายตัวน้อยของธีระตกใจจนแผดเสียงร้องไม่หยุด เด็กหนุ่มเวียนหัวกับการพยายามปลอบให้พ่อหนูสงบลงอย่างไร้ผล เขาเหลือบมองโทรศัพท์บ้านเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้า จากนั้นก็อุ้มหลานชายขึ้นมาแล้วเดินไปรับสายอย่างเหนื่อยๆ

"ฮัลโหล? แม่เหรอครับ? ติดฝนอยู่ที่วัดเหรอ ยังไงรีบกลับมาเร็วๆ นะ น้องฟลุ๊คร้องไห้โยเยน่าดูเลย ครับๆ เดี๋ยวตี้จะพยายามกล่อมให้หลับก็แล้วกัน"

เสียงพายุฝนที่ดังมากทำให้ธีระต้องตะโกนคุยเพราะเขาก็แทบไม่ได้ยินเสียงของคู่สนทนา หลังวางสายแล้วก็ได้แต่พ่นลมหายใจ โชคไม่ดีนักที่สุดสัปดาห์นี้พ่อกับแม่ของพ่อหนูน้อยต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัด ส่วนแม่ของเขาก็ไปทำบุญที่วัดกับเพื่อนๆ ตั้งแต่เช้าโดยคิดว่าช่วงสายคงจะกลับ จึงวางใจทิ้งหลานไว้กับเขาเพราะไม่คิดว่าจู่ๆ จะติดฝนจนกลับบ้านไม่ได้เช่นนี้

เสียงร้องงอแงของหลานชายดึงความสนใจของธีระอีกครั้ง ความจริงแล้วเขาไม่ได้มีทักษะในการเลี้ยงเด็กเลยสักนิด แต่ก็จนใจที่ตอนนี้ไม่มีใครมาช่วยได้เลยสักคนเดียว

"แงงงงงงงง แงงงงงงง แงงงงงงง"

ยิ่งฟ้าร้องดังและถี่เท่าไหร่ พ่อหนูก็ยิ่งร้องไห้เสียงดังมากขึ้นเท่านั้น ธีระจึงทำได้เพียงพยายามอุ้มเจ้าตัวเล็กเดินไปมารอบบ้านแล้วเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม

"น้องฟลุ๊คหิวนมมั้ยครับ? กินนมแล้วนอนดีกว่านะ หม่ำเร้วหม่ำ"

เด็กหนุ่มวางพ่อหนูน้อยลงในเปลแล้วก็ยื่นขวดนมป้อนให้ แต่ดูเหมือนความกลัวจะรุนแรงกว่าความหิว เพราะพ่อหนูปัดขวดนมทิ้งแล้วก็ตะเบ็งเสียงชวนแสบแก้วหูยิ่งกว่าเดิม

ธีระทิ้งตัวลงนั่งถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาพยายามไกวเปลไปมาเผื่อว่าอาการโคลงเคลงจะช่วยให้พ่อหนูสงบลง แต่เสียง 'เปรี้ยง!' ที่ดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าอยู่ข้างบ้านก็ไม่เป็นใจกับความหวังดีของเขาเลยสักนิด

"เมื่อไหร่จะหยุดตกสักทีเนี่ย! โอ๋ๆ น้าตี้ไม่ได้ว่าน้องฟลุ๊คนะครับ น้าตี้หมายถึงเสียงฝน อย่าร้องเลยนะเด็กดี โอ๋ๆๆ"

เขาลืมตัวบ่นฟ้าฝนจนลืมไปว่าคนที่จะตกใจคือเจ้าตัวน้อย ใบหน้าเหยเกที่แดงก่ำทำให้ธีระนึกสงสารจับใจ ขณะเดียวกันก็สงสารตัวเองด้วยที่ตกอยู่ในสภาพนี้ทั้งที่เพิ่งหายป่วย

กิ๊งก่อง...กิ๊งก่อง...

ให้มันได้อย่างนี้สิ ใครมากันล่ะเนี่ย หรือว่าแม่นั่งรถฝ่าฝนกลับมาแล้ว?

ธีระเดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วเลิกผ้าม่านดู แต่เนื่องจากรั้วเหล็กของบ้านเขาสูงร่วมสองเมตร ต่อให้ฝนไม่ได้ตกกระหน่ำก็มองไม่เห็นอยู่ดีว่าคนที่กดกริ่งคือใคร

กิ๊งก่อง...กิ๊งก่อง...

"รู้แล้วๆ เฮ่อ...น้องฟลุ๊คครับ รอน้าตี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวน้าตี้จะรีบกลับมาหา"

ความจริงธีระก็ไม่อยากทิ้งหลานที่กำลังขวัญเสียไว้คนเดียว แต่จะให้หอบพ่อหนูน้อยออกไปด้วยก็ทำไม่ได้ หลังจากหาร่มเจอแล้วจึงรีบวิ่งฝ่าฝนไปที่รั้วอย่างรวดเร็ว

กิ๊งก่อง...กิ๊งก่อง...กิ๊งก่อง

"มาแล้ว! ไม่ต้องกดแล้ว!"

ความร้อนใจเพราะห่วงหลานบวกกับเสียงกริ่งชวนปวดประสาททำให้ธีระชักเหลืออด เขายกเหล็กที่คล้องประตูเล็กขึ้นก่อนจะเปิดบานประตูออก จากนั้นก็ขมวดคิ้วมองคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของรั้ว เนื่องจากอีกฝ่ายใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสามส่วน บนศีรษะก็ใส่หมวกแก๊ปที่หลุบปีกลงต่ำจึงมองไม่เห็นหน้า

"มาหาใครครับ?"

ธีระถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ แล้วก็ได้แต่ยืนตัวแข็งเมื่อเจ้าตัวขยับปีกหมวกขึ้นจนนัยน์ตาประสานกัน

ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้...

"คุณ..."


เด็กหนุ่มยังเอ่ยไม่ทันจบก็ถูกคนที่เดินผ่านรั้วเข้ามาดึงเข้าไปกอด เนื้อตัวที่เปียกปอนทำให้เสื้อผ้าของธีระชุ่มไปด้วยทั้งที่มือยังกำร่มแน่น นัยน์ตากลมโตกะพริบถี่อย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก และแล้วทั้งที่ยังงงงัน กฤตภาสก็เชยคางเขาให้รับจูบที่บดขยี้ลงอย่างเร่งเร้า

"อื้อ!"


++------++


บ้าเอ๊ย...ทั้งที่กะจะต่อว่าที่หายตัวไปทั้งที่ไม่สบาย แต่พอได้เจอหน้ากัน...เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าทั้งโมโหทั้งอยากเจอเด็กคนนี้มากกว่าที่คิด

"อ๊ะ..."

เสียงครางหวิวที่ลอยเข้าหูปลุกสัญชาตญาณของกฤตภาสให้คลุ้มคลั่ง ชายหนุ่มช้อนท้ายทอยของธีระให้แหงนมากขึ้นขณะที่มืออีกข้างรั้งเอวผอมเข้าหา เสียงฝนกระหน่ำและฟ้าร้องไม่ได้ส่งผลกับเขาที่ตัวเปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะสิ่งที่สนใจมีเพียงแค่คนที่อยู่ตรงหน้า

ครู่ใหญ่กว่าที่กฤตภาสจะค่อยรู้สึกว่าไอร้อนที่สุมในจิตใจมาตลอดทั้งสัปดาห์ค่อยสงบลง เขาผละริมฝีปากออกก่อนจะประคองหน้าของเด็กหนุ่มขึ้นมองให้เต็มตา จากนั้นคิ้วดกหนาก็ขมวดมุ่น

"ยังไม่หายหวัดอีกเหรอ?"

"หะ...หา?"

คนถูกถามทำหน้าเหลอด้วยไม่รู้ตัวว่าริมฝีปากและผิวหน้าแดงซ่าน นัยน์ตากลมโตจ้องกฤตภาสเหมือนกำลังมองมนุษย์ต่างดาว แต่แล้วเมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องที่กึกก้องจนทำให้สะดุ้งอีกครั้ง สติของเด็กหนุ่มก็กลับคืนมาและนึกถึงหลานตัวน้อยทันที

“น้องฟลุ๊ค!”

กฤตภาสเลิกคิ้วเมื่อจู่ๆ เด็กหนุ่มก็กุมร่มแน่นแล้วกลับหลังวิ่งเข้าบ้าน ความโมโหเพราะนึกว่าอีกฝ่ายกำลังหนีทำให้เขารีบสาวเท้ายาวๆ ตาม แต่แล้วเมื่อผลักประตูมุ้งลวดเข้าไปก็ได้เห็นภาพที่ทำให้หยุดนิ่งอยู่กับที่

"แงงงงงงงง แงงงงงงง แงงงงงงง"

"โอ๋ๆๆ น้องฟลุ๊คคนเก่ง ไม่ต้องร้องครับ น้าตี้กลับมาแล้วน้า"

ภาพของธีระที่กำลังอุ้มทารกน้อยทำให้ความคิดของกฤตภาสลัดวงจรไปครู่หนึ่ง หยดน้ำเม็ดเป้งๆ ไหลลงตามขาของเขาจนนองเป็นแอ่งรอบตัว หลังจากสังเกตภาพตรงหน้าเงียบๆ อยู่สักครู่ก็ก้าวเข้าไปใกล้

"ไม่ร้องแล้วนะครับคนดี อุ้ย!"

ธีระส่งเสียงอย่างตกใจเมื่อหันหลังมาเจอกฤตภาสในระยะประชิด เขารีบก้าวถอยเพื่อทิ้งระยะห่างขณะที่หลานชายเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง แต่แล้วเหมือนพ่อหนูเพียงแค่พักรวบรวมกำลัง พอเสียงแผดร้องดังขึ้นอีกครั้ง ธีระก็รีบก้มลงกล่อมโดยแทบจะหมดความสนใจในตัวผู้มาเยือน

กฤตภาสมองท่าทีเก้ๆ กังๆ ของเด็กหนุ่มที่พยายามจะปลอบโยนทารกน้อยอย่างไร้ผล ความรู้สึกแปลกแปร่งปะทุขึ้นในอก ตามมาด้วยวาจาเหน็บแนมอย่างอดไม่ได้

"อ้อ...เพิ่งรู้นะว่าเด็กสมัยนี้ฮิตมีลูกกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ"

ไอร้อนวูบวาบลามเลียบนผิวหน้าของเด็กหนุ่ม แต่พอเห็นรอยยิ้มเหยียดบนมุมปากของอีกฝ่ายก็พยายามเตือนตัวเองให้ใจเย็น

“พอดีมันไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากโอ้อวด แต่ในเมื่อคุณมาเห็นด้วยตัวเองก็ดี ถ้าหากไม่มีธุระก็เชิญกลับไปได้แล้ว”

นัยน์ตาของกฤตภาสหรี่ลงทันที มุมปากที่เมื่อครู่ยังดูเหมือนยกขึ้นเล็กน้อยเบ้ลง และธีระก็เพิ่งตระหนักว่าตนไม่ควรเล่นกับไฟเมื่ออีกฝ่ายย่างสามขุมเข้าหา

เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก!? นี่มันในบ้านเขานะ!!

“เด็กก็หน้าคล้ายเธออยู่หรอก แต่แย่หน่อยนะที่ฉันไม่เชื่อว่าเธอจะนอนกับผู้หญิงได้”

ธีระหน้าแดงก่ำขณะก้าวถอยโดยที่อุ้มหลานแนบอก กระทั่งแผ่นหลังชนกับผนังถึงรู้ว่าไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว ขณะที่ลนลานกับความคิดนั้นก็ถูกกฤตภาสยื่นแขนมายันผนังไว้ กักเขาให้อยู่ในวงล้อมของร่างสูงใหญ่อย่างไร้ทางหนี

ทั้งที่พายุฝนภายนอกยังคึกคะนอง ธีระกลับได้ยินเสียงลมหายใจของคนที่ก้มลงหาอย่างชัดเจน เขาเม้มปากพลางกระชับอ้อมแขนรอบหลานชายแน่นเข้า นัยน์ตาทอดลงต่ำโดยไม่ได้รู้ตัวว่าเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสนั้นสูดกลิ่นอ่อนๆ จากเรือนผมของเขาเข้าเต็มปอด

ค่อยยังชั่ว...นี่เขาคิดถึงกลิ่นของเด็กคนนี้ขนาดนี้เชียว...

ความคิดนั้นทำให้กฤตภาสชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมสีนิลจับจ้องใบหน้าของคนที่ไม่ยอมเงยหน้าสบตาเขา จากนั้นก็ยกมือขึ้นเสยผมบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม ปลายนิ้วใหญ่ค่อยๆ ไล้ตามเส้นผมลื่นมือไปเรื่อยก่อนจะหยุดลงบนผิวแก้มเนียนโดยไม่ขยับไปไหนอีก

สัมผัสที่ระบุไม่ได้ว่าอ่อนโยนหรือลองเชิงทำให้ธีระไม่กล้าขยับเขยื้อน ตั้งแต่แรกพบกันแล้วที่เขาไม่เคยรู้เลยยามกฤตภาสลงมือทำอะไรสักอย่างว่าเจ้าตัวคิดอะไร ท่ามกลางความเงียบอันชวนให้หายใจลำบาก เขาก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักจากศีรษะน้อยๆ ที่ซบลงบนไหล่อย่างอ่อนแรง พอเหลือบตาลงมองก็เห็นหลานชายตัวน้อยทำตาปรือ หางตายังมีหยดน้ำตาไหลซึม แต่ไม่มีเสียงร้องเสียดหูหลุดจากริมฝีปากเล็กจ้อยอีกแล้ว

ในที่สุดก็เหนื่อยจนหลับเสียที...

ธีระยิ้มอย่างโล่งอกและเผลอเหลือบตาขึ้นสบตากับกฤตภาส ประกายในแววตาที่จับจ้องเขาอยู่แล้วทำให้ลมหายใจของเด็กหนุ่มติดขัด ทั้งที่อีกฝ่ายตัวเปียกโชกจนเสื้อผ้าลู่แนบเนื้อ แต่ร่างสูงใหญ่กลับแผ่ไออุ่นผ่านเนื้อผ้าเปียกชื้นออกมาอย่างยโสโอหัง กลับกลายเป็นธีระเสียอีกที่ต้องกลืนน้ำลายเหนียวหนึบลงคอด้วยความรู้สึกไม่สบายตัวจากไออุ่นที่ไหลเวียนในอณูอากาศ

"คุณตัวเปียก ผมจะไปเอาผ้าเช็ดตัวให้"

กฤตภาสมองคนพูดซึ่งจงใจเบนสายตาหนีเขาอย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่ได้กดดันอีกและเพียงเบี่ยงตัวเพื่อเปิดทางให้อย่างง่ายดาย ธีระจึงรีบฉวยโอกาสนั้นก้าวออกจากมุมอับและวางหลานลงในเปลก่อนที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ

เด็กหนุ่มไกวเปลเบาๆ จนแน่ใจว่าพ่อหนูน้อยหลับสนิท จากนั้นก็รีบเดินขึ้นห้องเพื่อไปหยิบผ้าขนหนูในตู้ เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าถึงจะเช็ดตัวแล้วแต่เสื้อผ้าของกฤตภาสก็ยังเปียก จึงเปิดตู้อีกครั้งแล้วหยิบเสื้อยืดฟรีไซส์กับกางเกงเลที่คนตัวใหญ่ก็น่าจะใส่ได้ติดมือไปด้วย

เด็กหนุ่มรีบซอยเท้าลงบันไดมาที่ห้องนั่งเล่น แล้วก็ได้เห็นผู้มาเยือนกำลังยืนกอดอกพิจารณาทารกน้อยในเปล หมวกแก๊ปบนศีรษะถูกถอดมาถือไว้ในมือจนเห็นเรือนผมเปียกชื้นซึ่งถูกเสยไปด้านหลัง เผยให้เห็นไรเคราสีเขียวอ่อนที่ล้อมกรอบใบหน้าอย่างชัดเจน

"หน้าคล้ายก็จริงอยู่ แต่ว่าไม่ใช่ลูกเธอหรอก ใช่ไหม?"

กฤตภาสหันมาถามเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า น้ำเสียงหยอกเย้าซึ่งไม่ต่างจากประกายในดวงตาทำให้ธีระหน้าร้อนวูบ เขาเม้มปากและเพียงแต่เดินเข้าไปยื่นผ้าขนหนูกับเสื้อผ้าให้พลางเอ่ยเสียงเบา

"เสื้อผ้านี่ผมให้ยืมเปลี่ยนก่อน พอฝนซาคุณก็กลับไปได้แล้ว"

นัยน์ตากลมโตซึ่งทอดต่ำและน้ำเสียงราบเรียบกระทุ้งถ่านไฟในอารมณ์ของกฤตภาสอีกครั้ง เขารับสิ่งที่ธีระยื่นให้แล้วก็วางลงบนตั่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่าง จากนั้นก็รวบเอวเด็กหนุ่มขึ้นอุ้มพาดไหล่ พฤติกรรมเกินความคาดหมายนั้นทำให้ธีระตื่นตระหนก

"คุณกฤต! ปล่อยผมลงนะ!! จะทำบ้าอะไรน่ะ!?"

ธีระส่งเสียงอย่างตกใจพลางดิ้นรนเพื่อให้เป็นอิสระ แต่อีกฝ่ายกลับไม่แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนขณะอุ้มเขาเดินขึ้นบันไดอย่างมั่นคง น้ำเสียงที่เอ่ยตอบเย็นชาจนคนฟังใจกระตุก

"คิดว่าฉันขับรถมาไกลถึงนี่เพื่อดูเธอเลี้ยงเด็กเหรอ อย่าลืมสิว่าเรามีข้อตกลงอะไรกันอยู่"

"แต่ที่นี่มันบ้านผมนะ!! ปล่อย!!!"

ธีระยิ่งห้ามก็ดูเหมือนกฤตภาสยิ่งสนุก เขาพยายามจะรัวกำปั้นทุบหลังอีกฝ่ายอย่างไร้ผล แล้วก็หน้าซีดเมื่อกฤตภาสผลักประตูห้องแรกบนชั้นสองออก

"อย่านะ! นี่มันห้องพ่อกับแม่ผม!"

"อ้อ งั้นแปลว่าห้องเธอก็ห้องในสุดล่ะสิ"

เด็กหนุ่มยิ่งขัดใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงเจือหัวเราะ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องเขาแล้วกฤตภาสก็เหวี่ยงร่างผอมลงบนเตียง จากนั้นก็ถอดเสื้อที่เปียกแนบตัวออกก่อนจะตามลงประกบเขาโดยไม่เปิดโอกาสให้หนี

"อย่านะคุณกฤต!"

เด็กหนุ่มพยายามผลักคนตัวใหญ่กว่าเป็นพัลวัน แต่แล้วมือทั้งสองข้างก็ถูกจับรวบก่อนที่กฤตภาสจะถลกชายเสื้อยืดเขาขึ้นจนเห็นแผ่นอกเปลือยขาว การดิ้นรนต่อต้านเป็นไปอย่างทุลักทุเลเมื่อกฤตภาสใช้เข่าแทรกกลางหว่างขาเพรียวไว้ เด็กหนุ่มหน้าแดงซ่านเมื่อมือใหญ่ลูบไล้ร่างกายเขาไปทั่ว

"คุณกฤต! ถ้าแม่ผมกลับมาเห็นจะทำยังไง!"

ธีระพยายามขู่เพราะไม่รู้ว่าแม่เขาจะกลับมาตอนไหน แต่นั่นไม่ได้ช่วยยับยั้งปลายจมูกที่ซุกไซ้บนซอกคอของเขาเลยสักนิด

"ฝนตกหนักขนาดนี้คงไม่กลับมาง่ายๆ หรอก"

ริมฝีปากที่เลื่อนต่ำลงจากซอกคอไปบนแผ่นอกปลุกเร้าเส้นประสาททั่วร่างให้ตื่นตัว เด็กหนุ่มจิกเท้าลงกับผ้าปูเตียงและแอ่นอกขึ้นโดยไม่ตั้งใจเมื่อยอดอกถูกครอบครองโดยริมฝีปากร้อนผ่าว กล้ามเนื้อของกฤตภาสที่เสียดสีกับร่างกายของเขาถ่ายทอดอุณหภูมิมาให้จนหยาดเหงื่อบางเบาผุดซึมบนขมับและแผ่นหลัง

ไอร้อนพลุ่งขึ้นบนขอบตาของธีระจนภาพตรงหน้าพร่ามัว เขากัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้เสียงครางหลุดลอดออกไป กับคนที่แค่อยากเอาชนะเขาเพียงเพราะมีกำลังมากกว่าแบบนี้ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ได้ใจเป็นอันขาด

"ผมเกลียดคุณกฤต"

น้ำเสียงเด็ดขาดฉุดรั้งกฤตภาสให้หยุดเคลื่อนไหว เขายันแขนทั้งสองข้างขึ้นขณะก้มมองเด็กหนุ่มที่หลับตาแน่นและหันหน้าหนีไปอีกทาง ชายหนุ่มสูดหายใจรัวแรงด้วยความรู้สึกราวมีลาวาร้อนไหลพล่านในอก แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ว่าต้นเหตุของความโมโหนี้คือตัวเองหรือคนตรงหน้า

"เธอนี่มัน..."

หยาดน้ำที่ซึมผ่านแพขนตาของเด็กหนุ่มทำให้กฤตภาสไม่อาจพูดให้จบประโยค คำถากถางคนรักเก่าที่อีกฝ่ายบูชานักหนาจ่ออยู่บนปลายลิ้นแล้ว แต่ประสบการณ์ทำให้เขารู้ว่ายิ่งเอ่ยชื่อนี้ก็ยิ่งมีแต่ตอกย้ำให้เด็กหนุ่มลืมเจ้าของชื่อไม่ได้ นอกจากนั้นคำว่าเกลียดที่มอบให้เขาก็คงจะมีแต่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

กฤตภาสสูดหายใจเข้าออกแรงๆ เพื่อควบคุมอารมณ์ จากนั้นก็ลุกขึ้นจากร่างในอ้อมแขนโดยไม่เอ่ยอะไร

น้ำหนักบนตัวที่หายไปอย่างกะทันหันทำให้ธีระหรี่ตาขึ้นด้วยความงุนงง แล้วก็ต้องอุทานอย่างตกใจเมื่อถูกคนที่ล้มตัวลงนอนข้างๆ ดึงเข้าไปกอด ร่างผอมตัวแข็งทื่ออย่างเตรียมรับมือ แล้วก็ให้แปลกใจอีกคำรบเมื่อกฤตภาสช่วยดึงชายเสื้อที่ร่นขึ้นเหนือแผ่นอกให้ก่อนจะลูบหลังเขาเบาๆ

ความเงียบที่โรยรายในห้องสี่เหลี่ยมทำให้ธีระตระหนักได้ว่าฝนเริ่มซาแล้ว ครู่หนึ่งเขาก็ได้ยินน้ำเสียงที่นิ่งจนจับอารมณ์ไม่ได้ถามมาจากเหนือศีรษะ

"หนีกลับบ้านมาทำไม?"

"...ผมไม่ได้หนี"

คำตอบที่ได้ทำให้กฤตภาสส่งเสียงหึ "หนีสิ ไม่อย่างนั้นทำไมต้องปิดมือถือ แล้วถึงจะตั้งใจเลี่ยงฉัน ถ้าหากไม่คิดจะกลับไปฝึกงานก็ควรแจ้งรุ่นพี่หรือหัวหน้าฝ่ายบุคคลให้รับรู้ ไม่ใช่แอบกลับบ้านมาเงียบๆ ทำแบบนี้น่ะมันเหมือนเด็กที่ไม่มีวุฒิภาวะ รู้ไหม?"

คำสอนสั่งเป็นการเป็นงานที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากปากของกฤตภาสทำให้ธีระอึ้ง แต่เมื่อหวนนึกไปถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องหลบทุกคนออกมาโดยไม่ติดต่อ ความโมโหก็คุกรุ่นจนยกมือขึ้นผลักอกกฤตภาสอย่างแรง

"ผมไม่อยากได้ยินคำว่าไม่มีวุฒิภาวะจากคนอย่างคุณหรอกนะ ปล่อย!"

กฤตภาสกระชับอ้อมแขนเข้ามากกว่าเดิมโดยไม่สนใจอาการฮึดฮัด "ทำไม?"

คำถามนั้นทำให้ธีระเดือด ตกลงว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยรู้สึกรู้สาเลยใช่ไหมว่าตัวเองทำเรื่องไม่ดีอะไรเอาไว้บ้าง?

"ยังต้องถามอีกเหรอ!? เพิ่งจะผ่านมาอาทิตย์เดียวแท้ๆ อย่าบอกนะว่าลืมเรื่องที่ฝืนใจผมตอนป่วย! ถึงจะมีเงื่อนไขสามเดือนก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเอาแต่ได้อยู่คนเดียวนะ! หรือต้องเห็นผมเป็นอะไรคาตาไปก่อนถึงจะสำนึกได้! คุณนี่มัน...เลว! ชั่วช้าสารเลวที่สุดเลย!!"

ธีระผลุนผลันลุกขึ้น แต่กฤตภาสก็ไวพอที่จะลุกนั่งแล้วรั้งเด็กหนุ่มให้กลับมาอยู่ในอ้อมแขน เรี่ยวแรงที่กอดรัดอย่างไม่ยอมอ่อนข้อเร่งให้ปรอทในใจของธีระทะยานลิ่ว

"ปล่อยนะ!!"

"ไม่ปล่อย ตอบมาก่อนว่าถ้าฉันขอโทษแล้วเธอจะกลับไปด้วยกันใช่ไหม?"

ผู้ชายคนนี้! "ไม่มีทาง! ในเมื่อคุณมาเองก็ดีแล้ว ผมขอลาออกเดี๋ยวนี้เลย! ยังไงก็แค่เด็กฝึกงานคนเดียว อยากได้ใครก็ไปหาเอาใหม่โน่น!"

เด็กหนุ่มโวยวายและพยายามดิ้นหนีไม่หยุด แต่ยิ่งเขาดิ้นเท่าไหร่กฤตภาสก็ยิ่งเพิ่มแรงกอดแน่นขึ้นเท่านั้น พลันเสียงการเคลื่อนไหวที่ดังมาจากชั้นล่างก็ทำให้การฟัดเหวี่ยงของทั้งสองหยุดชะงัก

"ตี้เอ๊ย! แม่กลับมาแล้วนะลูก เอากับข้าวกลับมาจากวัดเต็มเลย ลงมากินมื้อเที่ยงเร้ว"

เสียงหอบหายใจแรงดังประสานจากคนทั้งสองที่นั่งอยู่บนเตียง นัยน์ตาสองคู่สบสานกันนิ่ง และแล้วเสียงฝีเท้าที่กำลังก้าวขึ้นมาบนบันไดก็ทำให้หัวใจของธีระแทบหยุดเต้น

แม่จะขึ้นมาเหรอ...ไม่ได้นะ...

ขณะที่ธีระกำลังพยายามรีบคิดหาข้ออ้างเพื่อไม่ให้มารดามาเห็นลูกชายกำลังกอดรัดอยู่กับใครก็ไม่รู้ กฤตภาสก็ดูจะเพลิดเพลินกับการเห็นสีหน้าของคนในอ้อมแขนเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง จึงก้มลงกระซิบเสียงแผ่วข้างหูพร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็น

“เอายังไงดี? ให้ฉันแนะนำตัวกับแม่เธอแบบนี้เลยก็ได้นะ”



++---TBC---++



A/N: ไม่ได้มาลงตอนต่อนานมาก หวังว่าแฟนๆ ตากฤตกับน้องตี้ยังรออ่านกันอยู่น้า แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่าาาาา




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2556    
Last Update : 24 ธันวาคม 2556 9:45:57 น.
Counter : 1236 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.