Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 33


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 33



วันนี้ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ เป็นสีฟ้าสดใส ใยเมฆซึ่งลอยอยู่บางเบาแทบไม่ช่วยกรองแสงอาทิตย์ที่แผ่ลงมาอย่างแรงกล้า ชวนให้คิดว่าพายุฝนเมื่อไม่กี่วันก่อนมาจากความเผอเรอของธรรมชาติที่จำฤดูผิดก็ไม่ปาน

บ่ายนี้กฤตภาสออกมาประชุมกับลูกค้านอกสถานที่ หลังเสร็จสิ้นการประชุมก็ลงลิฟต์ไปยังลานจอดรถซึ่งอยู่ด้านนอกอาคาร เขารู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติในการบังคับร่างกายให้เดินไปถึงที่หมายโดยไม่ล้ม กระทั่งแฟ้มเอกสารและไอแพดที่ถืออยู่ก็หนักอึ้งจนต้องกำไว้แน่นเพื่อไม่ให้หล่นกระจัดกระจาย

ร่างสูงใหญ่ถอนหายใจยาวเมื่อได้ก้าวขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย เขารู้สึกราวกับในหัวมีอะไรบางอย่างกดทับจนสมองพร้อมจะระเบิดอยู่ตลอดเวลา ตอนที่อยู่ในห้องประชุมเมื่อครู่นี้เขาต้องฝืนตัวเองอย่างมากในการพูดคุยและนำเสนอแผนงานให้ลูกค้าใหม่ซึ่งไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน และเนื่องจากเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่อาจได้เซ็นสัญญาร่วมงานระยะยาว กฤตภาสจึงหมายมั่นปั้นมือมากที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายคลางแคลงในความสามารถของเขาในฐานะผู้นำบริษัท

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดลงคอ เสื้อที่สวมอยู่ดูเหมือนจะไม่ช่วยระบายไอร้อนที่ระอุออกมาจากผิวกายได้สักเท่าไรนัก หลังจากชั่งใจอยู่ชั่วครู่ เขาก็ตัดสินใจยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาหัวหน้าฝ่ายบุคคลซึ่งอาวุโสเท่ากับเขา

“คุณญา เย็นนี้ผมคงไม่กลับเข้าออฟฟิศ ฝากบอกเด็กๆ ด้วยว่าถ้ามีงานที่ต้องให้ตรวจก็ส่งเมลหาผม ขอบคุณมาก”

เมื่อฝากเรื่องแล้วกฤตภาสก็ขับรถออกมาจากลานจอด อาการครั่นเนื้อครั่นตัวทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าปกติกว่าจะกลับถึงคอนโด หลังจากขึ้นมาถึงห้องแล้วเขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงโดยไม่กินดื่มอะไร ความรู้สึกคล้ายมีตะกั่วถ่วงในหัวทำให้ชายหนุ่มหมดสติก่อนที่หัวจะถึงหมอนเสียอีก

ติ๊งต่อง...ติ๊งต่อง...ติ๊งต่อง...

เสียงออดที่ดังไม่หยุดรบกวนโสตประสาทจนกฤตภาสที่กำลังหลับใหลรู้สึกตัว ชายหนุ่มหรี่ตาขึ้นและเห็นแต่ความมืดสลัวในห้อง เขาค่อยๆ พลิกตัวไปเปิดโคมไฟแล้วเอามือลูบหน้า พอได้นอนไปหนึ่งตื่นก็ดูเหมือนสมองจะปลอดโปร่งขึ้นมาเล็กน้อย กระนั้นความเมื่อยล้าตามเนื้อตัวก็ทำให้เขาไม่อยากขยับเขยื้อนมากนัก แต่เสียงออดที่พิรี้พิไรก็ทำให้ความหงุดหงิดชักจะพุ่ง

“ห้องนี้ส้วมยังไม่เต็ม ถ้าจะดูดส้วมก็ไปห้องอื่น”

“โวะ! เจอหน้ากันก็จะเปลี่ยนอาชีพให้กูซะละ ทำไมพวกคุณชายในละครเขามีแต่สุภาพเรียบร้อย ไม่เห็นมีใครปากเสียแบบมึงเลยวะเนี่ย?”

“เพราะกูไม่ใช่คุณชายในละคร และมึงรบกวนการนอนของกู”

กฤตภาสย้อนหลังจากพบว่าผู้มาเยือนยามวิกาลคือเพื่อนสนิท ศุภวัฒน์ยักไหล่ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วเดินตามเจ้าของห้องที่ย่ำเท้ากลับเข้าไปด้านใน เขามองคนที่ทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวบนโซฟาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีแล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“หิวมั้ยมึง พอหม่าม้ารู้ว่ามึงไม่สบายก็รีบกุลีกุจอไปซื้อของบำรุงมาให้เลย บอกว่ามึงอยู่คนเดียวไม่มีใครดูแล ถ้ากูที่เป็นเพื่อนยังไม่มาเยี่ยมอีกเดี๋ยวมึงตายไปแล้วน้อยใจ กลายเป็นผีมาหลอกกู"

น้ำเสียงของเพื่อนที่แกล้งล้อเลียนผู้เป็นแม่ทำให้กฤตภาสหัวเราะหึเบาๆ เพราะว่าแม่ของเขากับแม่ของศุภวัฒน์คบหากันมาตั้งแต่ยังสาว หลังแต่งงานแล้วก็ยังนัดเจอกันบ่อยจนลูกชายทั้งสองได้เล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็ก

แต่ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นก็จบลงเมื่อหม่อมหลวงมุกตาภาตัดสินใจหย่ากับสามีและพาเขาไปอยู่อังกฤษ หลังจากนั้นทั้งสองครอบครัวก็ห่างกันไป ยังดีที่กฤตภาสได้กลับมาเยี่ยมคุณยายบ้างจึงได้พบปะกับครอบครัวของศุภวัฒน์เป็นระยะ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวรหลังเรียนจบปริญญาโท

“ฝากขอบคุณหม่าม้าด้วยก็แล้วกัน แต่ตอนนี้กูยังไม่อยากกินอะไร มึงวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวหิวแล้วกูกินเอง”

นายแพทย์หนุ่มกลอกตาเพราะรู้ดีว่าคนป่วยมักจะเบื่ออาหาร แต่ก็ไม่อยากจะจู้จี้ตราบใดที่เพื่อนยังรู้วิธีดูแลตัวเอง

“ว่าแต่คุณชายจอมถึกอย่างมึงไม่สบายได้ไงวะ? ถ้าไม่ใช่เพราะกูเอะใจหลังมึงไม่รับสายก็เลยโทรไปถามที่ออฟฟิศ ป่านนี้ก็คงไม่รู้ว่ามึงป่วยจนถึงกับต้องลาหยุด”

คนป่วยส่งเสียงคำรามต่ำในคอ “คงติดหวัดมาจากเด็กๆ ที่ออฟฟิศนั่นแหละ ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเลยไม่สบายกันหลายคน”

เขาไม่อยากบอกความจริงว่าน่าจะเป็นเพราะตนออกไปยืนตากฝนอย่างบ้าบิ่นอยู่นอกห้องเมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะถ้าบอกไปคงโดนถามว่าทำไมถึงทำเรื่องไร้สติแบบนั้นได้ และสาเหตุเบื้องหลังมันน่าสังเวชจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากยอมรับ

ก็แค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินออกไปจากชีวิต...ไม่ควรจะมีอิทธิพลสั่นคลอนความมั่นใจของเขาได้ขนาดนี้ ไม่ควรจะทำให้เขาทุรนทุรายยามจินตนาการว่าตอนนี้เด็กนั่นกำลังอยู่ที่ไหนหรืออยู่กับใครเลยสักหน่อย...

“แค่ก! แค่กๆ!”

“เฮ้ย! เป็นไรรึเปล่า!? มึงได้ไปหาหมอมารึยังเนี่ย!?”

กฤตภาสพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อกดอาการระคายคอจนอยากจะไอเอาปอดออกมา เขาหันไปหยิบกระติกน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะมาจิบก่อนจะถอนใจยาวเมื่ออาการเจ็บหน้าอกค่อยบรรเทาลง

“หวัดแค่นี้จะไปหาทำไม อีกอย่างหมอก็มาหากูถึงที่แล้วนี่ ไหนๆ แล้วก็จ่ายยาให้กูเลยสิ”

"ขำตายละไอ้คุณชาย มึงเห็นกูถือเครื่องมืออะไรมาด้วยมั้ยล่ะ? ไม่สบายก็ไปหาหมอให้เป็นเรื่องเป็นราวสิวะ จะฝืนไว้ให้อาการยิ่งแย่ทำไม ทำยังกับเป็นพระเอกละครน้ำเน่าตอนอกหักไปได้"

แววตาคมกริบที่ตวัดมองมาทางเขาอย่างไม่พอใจทำให้นายแพทย์หนุ่มหุบปากฉับ เขาทำทีเป็นมองไปรอบๆ แล้วก็ถามเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“ว่าแต่ตี้ไปไหนล่ะ? ออกไปซื้อข้าวให้อยู่เหรอ? ปกติมาห้องมึงต้องเจอน้องเขานี่”

คำถามนั้นไม่ต่างจากหมัดฮุคเข้าที่ท้องน้อย แต่กฤตภาสพบว่าตนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นบริภาษคนถามให้สาแก่ใจ

ตลกสิ้นดี...เมื่อไม่นานมานี้เขาโดนยิงแต่ยังมีเด็กคนนั้นคอยดูแลไม่ห่าง มาตอนนี้เขาแค่เป็นไข้หวัด แต่คนที่เคยไว้ใจยอมให้มาเฝ้าอยู่ข้างๆ กลับหายตัวไปแล้ว

“หือ? ว่าไงวะกฤต?”

“ไม่เห็นก็คือไม่อยู่ ถ้าจะพูดให้ถูกคือมึงน่าจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วมากกว่า”

“อ้าว? ทำไมวะ?”

กฤตภาสนึกอยากเขวี้ยงอะไรอุดปากเพื่อนจะได้หยุดถามซอกแซกเสียที “ไม่ได้เจออีกก็แปลว่าเขาไปแล้วไง ดังนั้นต่อให้มึงมาหากูอีกกี่ครั้งก็ไม่มีวันเจอเขาแล้ว เข้าใจหรือยัง?”

“ฮะ!?”

นายแพทย์หนุ่มเลิกคิ้วสูงจนแทบชนตีนผม เขาจับจ้องกฤตภาสที่หันหนีไปอีกทางด้วยสีหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินว่าแมวที่บ้านออกลูกเป็นไข่ จริงอยู่ว่าเขาเคยได้พบกับธีระเพียงไม่กี่ครั้ง แต่นับจากวันที่กฤตภาสแกล้งพาเด็กหนุ่มไปตรวจสุขภาพกับเขาที่คลินิกจนถึงวันที่เขาเอาหนังสือพิมพ์มาหาที่ห้องนี้ เขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงท่าทีที่เปลี่ยนไประหว่างคนทั้งสอง เพราะไม่ว่าจะแววตาของธีระยามมองเพื่อนของเขา หรือท่าทีและถ้อยคำที่กฤตภาสใช้กับเด็กหนุ่มก็ตาม มีแต่คนที่ตาบอดแถมยังหูหนวกเท่านั้นที่จะเดาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้

“ทะเลาะกันเหรอ? มึงก็ไปตามง้อเขาสิวะ เด็กๆ ก็ขี้งอนแบบนี้แหละ นี่คงไปพูดอะไรไม่เข้าหูเขาสิท่า เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นเรื่องข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์ตอนนั้น? นี่แหละน้า กูถึงได้บอกว่ามึงน่ะชอบทำตัวเข้าใจยากเกินไป แบบนี้ใครเขาจะทนอยู่ด้วยไหว”

ศุภวัฒน์ยังบ่นต่ออีกยืดยาวแต่กฤตภาสไม่ได้ฟัง เขาเพียงแต่สะดุดใจกับคำว่า ‘เด็ก’ ที่อีกฝ่ายใช้ จริงอยู่ว่าธีระอายุน้อยกว่าเขาถึงสิบสองปี แต่ถึงแม้จะเป็นคนคิดอย่างไรแสดงออกอย่างนั้น การได้คลุกคลีกันอย่างใกล้ชิดก็ทำให้เขารู้ว่าฝ่ายนั้นไม่ได้มีความคิดอ่านแบบเด็กๆ เลย คำพูดคำจาที่สะท้อนความคิดแต่ละอย่างอาจกล่าวได้ว่ามีวุฒิภาวะกว่าลูกน้องบางคนของเขาด้วยซ้ำ

“กฤต ตกลงมึงฟังกูอยู่รึเปล่าเนี่ย?”

“กูได้ยินเสียงวี้ๆๆ เหมือนเสียงแมลงวัน ตกลงนั่นเสียงมึงหรอกเหรอ?”

ดูเหมือนอาการป่วยจะไม่ได้ช่วยลดวาจาเผ็ดร้อนของกฤตภาสได้สักกี่มากน้อย ศุภวัฒน์คิดในใจว่าอยากให้แม่ของตัวเองได้มาเห็นตัวจริงของ ‘ลูกกฤต’ ที่ชื่นชมนักหนาเสียเหลือเกิน เพราะเจอกันทีไรก็มีแต่เขาที่โดนจิกกัดจนเหวอะหวะแทบทุกครั้ง

“เอาเหอะ ไม่ได้ฟังก็ช่าง เอาเป็นว่ามึงก็ไปง้อเขาสิ ไว้หายป่วยแล้วค่อยไปก็ได้ หรือถ้าอยากเล่นบทพระเอกน้ำเน่าก็ไปง้อทั้งๆ ที่ป่วยอยู่นี่แหละ รับรองได้คะแนนสงสารตรึม”

บางทีกฤตภาสก็สงสัยจริงๆ ว่าเวลาที่ศุภวัฒน์ไม่ได้ตรวจคนไข้คงนั่งดูละครทั้งวัน เขาทำเสียงเดาะลิ้นอย่างขัดเคืองก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

“เขาเป็นคนพูดเองว่าให้ปล่อยเขาไป แล้วมึงยังจะให้กูหน้าด้านไปตามเขาอีกเหรอ?”

“บอกให้ปล่อย...น้องตี้เนี่ยนะพูด? อ้าวเฮ้ย! แล้วนั่นมึงจะไปไหน?”

“เข้าส้วม”

“เฮ้ย! ไอ้กฤต!!"

กฤตภาสยังเดินไปไม่ถึงประตูห้องน้ำ ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็หมุนคว้างเป็นวง พื้นห้องราวกับมีพลังแม่เหล็กดึงดูดจนเขาสะดุดหัวทิ่ม ในหูได้ยินเพียงเสียงตะโกนเรียกอย่างตกใจของศุภวัฒน์ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะกลายเป็นสีดำมืด


++------++


เสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะคือเสียงแรกที่กฤตภาสได้ยินเมื่อรู้สึกตัว ร่างสูงใหญ่ปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้าและเห็นฝ้าเพดานห้องที่ไม่ชินตา ขณะเดียวกันก็มีบางสิ่งในบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกเหมือนเคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน

“อ้าว ตื่นแล้วรึ”

เสียงแหบทุ้มอันคุ้นเคยดึงสายตาของกฤตภาสไปที่ข้างเตียง และพบว่าเจ้าของเสียงคือโกเมท จันทร์เรือง พ่อของเขาเอง

ชายหนุ่มเหลือบมองเข็มน้ำเกลือที่เสียบอยู่บนแขน จากนั้นจึงค่อยเบนสายตาขึ้นมองบิดาอีกครั้ง

“เหวินพาผมมาโรงพยาบาลเหรอครับ?”

“อืม เห็นว่าลูกไข้สูงจนน็อคก็เลยพามาแอดมิทที่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง? ยังเวียนหัวหรือพะอืดพะอมบ้างหรือเปล่า?”

กฤตภาสส่ายหน้า เขาปรายตามองนาฬิกาแขวนผนังแล้วก็ออกปากถามอีกครั้ง

“จะสิบโมงแล้ว ผู้บริหารใหญ่มาโอ้เอ้อยู่ที่นี่จะดีเหรอครับ?”

“อะไรกัน เพิ่งเห็นหน้าพ่อก็จะไล่กันแล้วรึ ไม่ต้องห่วง เช้านี้ไม่มีงานด่วน พ่อมาเฝ้าลูกชายก่อนได้”

คำพูดหยอกเย้าและมือที่บีบลงบนบ่าช่วยถ่ายทอดความห่วงใยได้เป็นอย่างดี กฤตภาสมองคู่สนทนาอย่างพิจารณา เส้นผมสีดอกเลาของอีกฝ่ายถูกหวีเสยไว้อย่างเรียบร้อย รอยย่นบริเวณหางตายามที่ยิ้มมองเขาให้ความรู้สึกอบอุ่นโดยไม่ได้ลดทอนความผึ่งผาย เขาซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวแทบจะไม่ได้รับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายมากนักเพราะตั้งแต่เด็กก็ได้ใช้เวลากับผู้เป็นพ่อน้อยมาก กระนั้นก็ให้นึกสงสัยว่าทำไมแม่จึงแยกทางกับผู้ชายคนนี้ได้ลง

“พ่อ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหม?”

“หือ? เอาสิ”

“หลังจากที่หย่ากัน พ่อเคยคิดที่จะตามไปขอคืนดีกับแม่บ้างหรือเปล่า?”

คำถามอันไม่คาดฝันของกฤตภาสทำให้โกเมทนิ่งอึ้ง เขาสบตากับลูกชายที่จ้องมองเขาอย่างสงบ จากนั้นก็หลับตาลงแล้วระบายลมหายใจยาว

“มาพูดตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะกฤต”

“ผมไม่ได้อยากให้พ่อกับแม่คืนดีกันเพราะผมไม่ใช่เด็กแล้ว สมมติว่าตอนนั้นทั้งคู่ไม่ได้มีผมก็ได้ ถ้าหากหลังแต่งไปแล้วเกิดหย่ากันขึ้นมา พ่อยังคิดว่าจะตามไปขอคืนดีกับแม่หรือเปล่า?”

ไม่รู้อะไรดลใจกฤตภาสให้ถามคำถามที่รู้ดีว่าเปล่าประโยชน์เช่นนั้นออกไป เพราะสิ่งที่ผ่านมาแล้วย่อมย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ กระนั้นเขาก็ยังอยากฟังคำของผู้ให้กำเนิดอีกคนบ้างหลังจากที่ฟังความข้างเดียวจากผู้เป็นแม่ตลอดมา

โกเมทระบายลมหายใจอีกเฮือก ผู้สูงวัยมองออกไปทางหน้าต่างที่มีม่านโปร่งช่วยกรองแสงแดดจากภายนอก จากนั้นก็ค่อยเปิดปากเล่าช้าๆ คล้ายลังเลที่จะเปิดประตูสู่ความทรงจำที่ปิดล็อคมานานเอาไว้

“พ่อกับแม่รู้จักกันเพราะว่าพวกเราเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ตอนนั้นคุณมุกเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัย เธอสวย ครอบครัวก็มีฐานะ ส่วนพ่อเป็นแค่ลูกชาวสวนที่สอบชิงทุนเข้าไปเรียนได้ ตอนที่พวกเราเริ่มคบกัน พ่อยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะลดตัวลงมาคบกับคนที่ต้องปั่นจักรยานไปเรียนอย่างพ่อ มาตอนหลัง...พ่อถึงค่อยรู้ว่าคุณมุกขัดแย้งกับที่บ้านจนยอมแต่งงานกับพ่อที่ไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัวเพื่อประชด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยบ่นน้อยเนื้อต่ำใจหรือขอให้หานั่นนี่ให้ พ่อถึงได้มุ่งมั่นกับการทำงาน ตั้งใจว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้เธอภูมิใจ ให้ลูกที่จะเกิดได้มีทุกสิ่งไม่น้อยหน้าคนอื่นๆ เขา”

กฤตภาสรู้มาก่อนแล้วว่าพ่อกับแม่รู้จักกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ที่เขาไม่เคยรู้คือเรื่องที่แม่เคยขัดแย้งกับครอบครัว เนื่องจากกว่าเขาจะจำความได้ คุณตาก็เสียไปก่อนแล้วเพราะโรคมะเร็ง ญาติฝ่ายแม่จึงเหลือเพียงคุณยายที่ค่อนข้างใจดีและเอ็นดูเขา กับคุณป้าที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของแม่เท่านั้น

“ตอนที่ลูกเกิดเป็นช่วงเวลาที่พ่อเพิ่งจะได้เริ่มลืมตาอ้าปากในงานที่ทำตอนนั้น มันทำให้พ่อต้องรีบสร้างฐานะเพื่อลูกที่กำลังโต โดยที่ลืมไปว่าคุณมุกไม่ใช่ผู้หญิงที่เคยชินกับการเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว พวกเราเริ่มทะเลาะกันจนกระทั่งสุดท้ายก็หย่าขาดแล้วลูกถูกพาไปอยู่ที่อังกฤษ ใช่ว่าพ่อจะไม่เคยอยากขอคืนดีกับแม่เขาหรอกนะ พ่อพยายามแล้ว...หลายครั้งหลายหน แต่คุณมุกก็ปฏิเสธทุกครั้งเพราะว่าทนนึกถึงช่วงเวลาที่พ่อทิ้งเขาไปหมกหมุ่นกับงานไม่ได้”

โกเมทเงียบไปอึดใจหนึ่งเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ฝ่ายกฤตภาสก็ไม่ได้ซักไซ้ เขาเพียงแต่รับฟังเรื่องราวจากปากคำของบิดาอย่างเงียบๆ ครู่หนึ่งผู้สูงวัยที่ดูจะดึงตัวเองกลับมาจากอดีตได้แล้วจึงหันมาหาเขาอีกครั้ง

“ชีวิตคู่ของพ่อกับแม่ล่มเพราะทิฐิของเราทั้งคู่ แต่จะให้พูดว่าที่ครอบครัวเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เพราะคุณมุกก็พูดได้ไม่เต็มปาก จริงอยู่ที่คุณมุกปฏิเสธทุกครั้งที่พ่อพยายามจะขอคืนดี แต่บางทีถ้าตอนนั้นพ่อยอมออกจากงานแล้วตามไปเฝ้าเขาที่อังกฤษเขาก็อาจจะใจอ่อน แต่เพราะพ่อเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะทิ้งงานทางนี้ไป สุดท้ายพอไม่ได้เจอกันนานเข้าความรู้สึกโหยหามันก็จืดจางไปเอง แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกันสำหรับลูกเพราะว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่มีวันไหนเลยที่พ่อไม่เสียดายที่ไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อให้ดีตอนที่พวกเรายังอยู่ด้วยกัน พ่อขอโทษด้วยนะกฤต”

คำขอโทษอย่างจริงใจทำให้กฤตภาสรู้สึกจุก เขาเพียงแค่ถามเรื่องในอดีตเพราะอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่ไม่ได้คาดหวังเลยว่ามันจะทำให้ได้ฟังคำสารภาพจากผู้ให้กำเนิดเช่นนี้

ตอนเด็กเขาเคยอิจฉาเพื่อนๆ ที่ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กระทั่งตอนที่ยอมรับได้แล้วว่าพ่อกับแม่จะไม่มีวันคืนดีกันก็ยังหวังให้พ่อไปหา แต่ด้วยวันคืนที่ล่วงเลยมานานทำให้เขาไม่คิดร่ำร้องต้องการความเอาใจใส่เช่นนั้นอีกแล้ว กระนั้นเมื่อได้ยินคำขอโทษก็ยังหยุดความรู้สึกแน่นหน้าอกไม่ได้

“ช่างมันเถอะครับ พ่อไม่ผิด”

“แม่เขาก็ไม่ผิดเหมือนกัน เพียงแต่นั่นเป็นการตัดสินใจเพราะเขายึดติดกับอดีตมากเกินไปจนไม่ยอมให้โอกาสพ่อ จำไว้นะกฤต เราไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อความสุขในอนาคตแค่ไหน พ่อไม่อยากให้ลูกเจริญรอยตามพ่อกับแม่ หากลูกทำอะไรแล้วมีความสุขพ่อก็ยินดีสนับสนุน หากลูกไม่ต้องการให้พ่อก้าวก่าย พ่อก็จะไม่ยุ่งเพราะลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว เพียงแต่ขอให้ฟังคำแนะนำของพ่อแล้วเอาไปคิด สุดท้ายแล้วลูกจะตัดสินใจยังไง พ่อก็คงทำได้แค่ให้กำลังใจเท่านั้น”

ชายต่างวัยแต่ผูกพันด้วยสายเลือดทั้งสองสบตากัน และกฤตภาสรับรู้ได้ว่าคำพูดของบิดาแฝงความนัยที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวรู้อะไรมากกว่าที่เพิ่งเอ่ย

“ไอ้เหวินปากเปราะอีกแล้วสินะ”

โกเมทหัวเราะหึๆ “พ่อดีใจนะที่ลูกมีเพื่อนที่เป็นห่วงเป็นใยขนาดนี้ ส่วนกับเด็กคนนั้น...พ่อไม่มีปัญหาถ้าเขาเป็นคนที่ลูกเลือก แต่ก่อนจะทำอะไรก็คิดให้ดีๆ ก่อนก็แล้วกัน ถึงจะบอกว่าอย่าถอดใจแต่ก็ไม่หมายความว่าพ่อแนะนำให้ใช้กำลังบังคับ เพราะบางทีการข่มขู่ให้เขาอยู่ข้างตัวอาจเป็นความสุขของเราบนความทุกข์ของเขาก็ได้ ไม่มีความสุขไหนที่ยั่งยืนถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกันหรอก พ่อคงแนะนำได้แค่นี้ล่ะนะ”

ผู้สูงวัยกล่าวก่อนจะบีบมือเขาอย่างให้กำลังใจ กฤตภาสรับรู้ได้ถึงความหยาบกร้านของฝ่ามือของผู้ให้กำเนิดที่สู้ชีวิตมาตลอดเวลาร่วมหกสิบกว่าปี หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็บีบมือข้างนั้นตอบ

“สวัสดีค่ะ อาการดีขึ้นหรือยังคะ? เดี๋ยวขอเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นะคะ”

นางพยาบาลเอ่ยขณะเปิดประตูเข้ามาในห้อง โกเมทจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเปิดทางให้เธอทำหน้าที่ได้สะดวก กฤตภาสเห็นผู้สูงวัยชำเลืองมองนาฬิกาแขวนผนังจึงเอ่ยขึ้น

“ไปทำงานเถอะครับพ่อ ผมดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะแล้ว ถ้าหากมีอะไรจะโทรไปบอก”

“อืม ถ้าอย่างนั้นพ่อกลับก่อนก็แล้วกัน ดูแลตัวเองด้วยนะ”

ผู้สูงวัยเอ่ยก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมแล้วก็เดินออกไป กฤตภาสไม่ทันได้เอะใจ พยาบาลสาวก็เอ่ยขึ้นระหว่างที่ช่วยเขาถอดเสื้อ

“ไม่รู้ได้นอนหรือยังนะคะนั่น”

“หือ?”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขณะที่อีกฝ่ายดึงเสื้อออกจากแขนของเขา เธอจึงอธิบายพร้อมร้อยยิ้ม

“เมื่อวานหลังจากคุณมาแอดมิทแล้วคุณพ่อท่านเป็นคนมาเฝ้าน่ะค่ะ ตอนกลางคืนนิ่มอยู่เวรก็เลยได้เข้ามาช่วยดูอาการเป็นระยะ เห็นคุณพ่อท่านนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดไม่ยอมไปนอนเลย ท่าทางจะเป็นห่วงคุณมากนะคะ”

เธอเล่าพลางเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาจนเสร็จ จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าชุดเก่าแล้วเดินออกจากห้องไป กฤตภาสนึกถึงภาพแรกที่เห็นตอนที่ตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า แล้วก็นึกได้ว่าสีหน้าของบิดามีร่องรอยอ่อนล้าจริงๆ แต่เขานึกว่าคงเพราะอีกฝ่ายโหมทำงานหนักเสียอีกจึงไม่ได้ทัก

ไม่นึกเลยว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นเพราะอดนอนทั้งคืนเพื่อเฝ้าไข้เขา

ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วระบายลมหายใจยาว บางทีการที่เขารู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษในวันนี้คงเพราะพิษไข้กระมัง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรจะสะเทือนจิตใจก็ยังทำให้ในอกหนักอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก จะลุกขึ้นมาหาเรื่องอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจก็ทำไม่ไหว หลังจากพยายามจะหลับต่ออยู่นานอย่างไร้ผล ความคิดของเขาก็หวนกลับมายังคำพูดที่โกเมทฝากไว้เมื่อไม่กี่อึดใจก่อนจนได้


“บางทีการข่มขู่ให้เขาอยู่ข้างตัวอาจเป็นความสุขของเราบนความทุกข์ของเขาก็ได้ ไม่มีความสุขไหนที่ยั่งยืนถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกันหรอก”


ความเท่าเทียมกันงั้นหรือ...เขาไม่เคยมองความสัมพันธ์กับใครในแง่มุมนี้มาก่อนเลย ถูกล่ะว่าในแง่ของการดำเนินธุรกิจแล้วเราย่อมต้องเสียบางสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอีกสิ่งหนึ่งเสมอ มันเป็นกฎเกณฑ์สากลที่กฤตภาสปฏิบัติตามมาโดยตลอด แต่ในแง่อื่นแล้วเขาไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าตนเคยเสียอะไรให้คนอื่นเท่ากับที่เรียกร้องกลับคืนหรือไม่


“ปล่อยผมไปเถอะครับ คุณกฤตเล่นกับความรู้สึกของผมมาเยอะแล้ว”


นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ธีระเอ่ยกับเขา...คำขอร้องครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แต่คำแนะนำที่เพิ่งได้รับจากพ่อทำให้กฤตภาสไม่แน่ใจว่าควรจะไปตามหาเด็กหนุ่มหรือว่าปล่อยมือไปทั้งแบบนี้ จริงอยู่ว่าตอนนี้ความรู้สึกบางอย่างที่เคยเบาบางในอกยามที่เขาคิดถึงธีระนั้นได้แจ่มชัดขึ้นเป็นรูปร่างจนแทบจะสัมผัสได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ไม่มั่นใจว่าความรู้สึกนั้นเข้มข้นพอที่เขาจะยอมจะสละความเป็นตัวของตัวเองที่เคยชินมาตลอดสามสิบสามปีเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้ใครบางคนมาหรือยัง



++---TBC---++



A/N: หลังจากตอนก่อนเราได้ติดตามชีวิตน้องตี้กันแล้ว คราวนี้มาดูฝั่งตากฤตกันบ้าง ใครคิดถึงน้องตี้รอกันหน่อยนะคะ รับรองตอนหน้าได้เจอน้องแน่ๆ ค่ะ (คนอ่านได้เจอนะ แต่ตากฤตได้เจอรึเปล่า...ไม่โบกกกก)

ปล. กฤตภาสนี่เป็นพระเอกที่ใช้ประกันสุขภาพคุ้มจริงๆ พระเอกคนอื่นเขาเข้าโรงพยาบาลกันคนละรอบ นี่เข้าสองรอบติดๆ กันเลยพ่อคุณ


Create Date : 26 สิงหาคม 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 22:42:39 น. 7 comments
Counter : 1291 Pageviews.

 
ลุ้นต่อไป


โดย: หมูมะนาว IP: 58.9.226.68 วันที่: 10 กันยายน 2557 เวลา:11:01:53 น.  

 
คุณหมูมะนาว ติดตามกันไปเรื่อยๆ นะคะ ^^


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 11 กันยายน 2557 เวลา:13:35:45 น.  

 
คุณกฤตต้องทำการบ้านให้ตัวเองแล้ววว😠😠😠


โดย: sai IP: 1.47.17.176 วันที่: 15 กันยายน 2557 เวลา:10:04:05 น.  

 
คุณ sai ต้องให้ทำหลายๆ บทเลยค่ะ 5555


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 16 กันยายน 2557 เวลา:13:38:07 น.  

 
จัดให้หนัก เอาให้ซึ้งถึงแก่นเลยนะคะคุณ ให้ตาลุงได้รู้รสชาติของชีวิตนิสนึง.หุๆๆ


โดย: lek^lek IP: 27.55.239.198 วันที่: 17 กันยายน 2557 เวลา:1:45:15 น.  

 
จัดให้หนัก เอาให้ซึ้งถึงแก่นเลยนะคะคุณ ให้ตาลุงได้รู้รสชาติของชีวิตนิสนึง.หุๆๆ


โดย: lek^lek IP: 27.55.239.198 วันที่: 17 กันยายน 2557 เวลา:1:45:36 น.  

 
คุณ lek^lek กร๊ากกก ยังหัวหมุนกับลุงอยู่เลยค่ะว่าจะให้เจออะไรมั่งถึงจะดี


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 18 กันยายน 2557 เวลา:16:42:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.