Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 37


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 37


วันที่ธีระต้องไปลองชุดสำหรับเดินแบบนั้นเป็นช่วงต้นสัปดาห์ โชคดีว่าแม่ของศันสนีย์นัดทุกคนให้ไปพบกันที่ห้องเสื้อตอนสายจึงทำให้ไม่ต้องเจอการจราจรติดขัด ตอนที่เขาไปถึงนั้นก็พบว่ามีคนที่มาก่อนและเริ่มลองชุดกันไปบ้างแล้ว

"อ้าวตี้ มาแล้วเหรอ ทางนี้เลยทางนี้"

ศันสนีย์ที่กำลังช่วยเตรียมชุดให้นางแบบและนายแบบหันมาเห็นเขาก็รีบโบกมือเรียก หน้าตาของหญิงสาวยิ้มแย้มแจ่มใส ดูท่าทางคงมาถึงห้องเสื้อพร้อมกับผู้เป็นแม่และทีมงานตั้งแต่เช้า และคงจะลองชุดของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

"น้องพราว พี่ตี้มาแล้วจ้ะ นี่คนที่จะเดินแบบคู่กับพราวไง"

เมื่อธีระได้ยินเพื่อนแนะนำก็หันไปมองเด็กสาวที่กำลังลองชุดอยู่หน้ากระจก เธอตัวเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย ใบหน้าเรียวรีขาวผ่องเช่นเดียวกับผิวกาย ผมที่ยาวถึงสะโพกถูกถักเป็นเปียและปัดมาบนไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่มีเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักหันมามองเขาแล้วก็ยกมือไหว้

"สวัสดีค่ะ โห ไหนพี่ซันบอกว่าเป็นเพื่อนที่มหา'ลัย ทำไมหน้าเด็กยังกับรุ่นเดียวกับพราวแน่ะ"

"แหม ใครจะไปหน้าสูงวัยแบบอีเมธล่ะจ๊ะคุณน้อง รายนั้นน่ะหน้าเหมือนอาจารย์มาตั้งแต่ ม.ต้นแล้วล่ะมั้ง"

"น้อยๆ หน่อยหล่อน ฉันเป็นพวกหนังหน้าคงที่ต่างหาก ตอนเด็กหน้ายังไง ตอนนี้ก็ยังหน้าเหมือนเดิม"

สุเมธที่กำลังลองชุดอยู่อีกด้านหันมาเหน็บคืนบ้าง เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทุกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ธีระแปลกใจนิดหน่อยที่เด็กสาวดูร่าเริงและเป็นกันเองกว่าที่คิดไว้ เขามองร่างเล็กระหงในชุดกระโปรงสีขาวที่สั้นเหนือเข่า ตัวกระโปรงเป็นผ้าโปร่งฟูซ้อนกันคล้ายชุดบัลเล่ต์แล้วก็เอ่ยชม

"ชุดน้องพราวน่ารักจังครับ ตกลงวันงานจะใส่ชุดนี้เหรอ?"

"ใช่ค่ะ พี่ตี้รีบไปลองชุดเร็ว พราวอยากเห็นว่าพอยืนคู่กันแล้วจะเป็นยังไง"

เด็กสาวเร่งพลางหัวเราะคิกคัก ธีระจึงหันไปทางราวแขวนชุดที่มีชื่อของแต่ละคนติดเอาไว้ จากนั้นก็ถือไปยังห้องลองชุดซึ่งอยู่ด้านในสุด เนื่องจากห้องลองชุดมีจำนวนจำกัดในขณะที่มีนางแบบและนายแบบร่วมสี่สิบคน ทำให้กว่าเขาจะได้เข้าไปลองชุดบ้างก็ผ่านไปครู่ใหญ่

เมื่อธีระสวมชุดที่ถูกเตรียมไว้ให้แล้วก็เดินกลับมายังมุมที่เพื่อนๆ รออยู่ พอศันสนีย์และพราวภิรมย์เห็นเข้าก็ทำตาแวววาวอย่างชอบใจ

"อ๊าย!! น่ารักมากเลยตี้ ฉันนึกแล้วว่าชุดนี้ต้องเข้ากับแก!"

ศันสนีย์เอ่ยอย่างภูมิใจ ชุดที่เธอเลือกไว้ให้ธีระนั้นเป็นเสื้อสูทลำลองสีขาวตัวสั้นเข้ารูปที่แขนยาวเพียงข้อศอก ตัวเสื้อด้านในเป็นเชิ้ตไม่มีปกสีเทาเข้ม ส่วนกางเกงขนาดพอดีตัวเป็นสีฟ้าอ่อน เมื่อคาดเข็มขัดหนังและสวมรองเท้าสีน้ำตาลก็ทำให้ดูสดใสแต่กึ่งทางการพอสำหรับออกงาน

"ไหนๆ อืม...พราวว่าถ้าใส่แว่นกันแดดน่าจะยิ่งเท่นะ ลองใส่ของพราวดูก่อนก็ได้ อ๊า! เด่นขึ้นมาเลยจริงๆ ด้วย!"

"จริงด้วย! ดูลุคเพลย์บอยขึ้นมาเลย งั้นวันงานจริงใส่แว่นกันแดดด้วยนะตี้ เดี๋ยวฉันเอาเรย์แบนมาให้ยืม"

สองสาวต่างวัยช่วยกันจัดชุดให้เขาแล้วก็พากันกรี๊ดกร๊าด ทำเอาธีระกับสุเมธมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มแห้งๆ พลันเสียงกระดิ่งจากประตูร้านที่ถูกผลักเข้ามาก็ดึงดูดสายตาของเด็กหนุ่มให้หันไปมองโดยไม่ตั้งใจ ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นหญิงวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานแต่ก็หน้าตาใจดีคนหนึ่ง ส่วนชายหนุ่มที่เดินตามหลังก็ช่างคุ้นหน้าจนธีระต้องรีบหันหนีด้วยความตกใจ

หมอเหวิน!?

"อ้าวตายจริง คุณวิมาด้วยเหรอคะ เห็นว่าไม่สบายอยู่นี่นา"

"ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะคุณสุ ไหนๆ ก็ใกล้จะวันจัดงานแล้ว เลยอยากมาดูหน่อยว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ท่าทางกำลังวุ่นกันเลยนะคะนี่"

"ปีนี้นายแบบนางแบบเยอะน่ะค่ะ ว่าแต่คุณเหวินก็ตามมาดูแลคุณแม่ด้วยเหรอ มีลูกชายเป็นหมอนี่ดีจังนะคะ"

แม่ของศันสนีย์เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ทั้งสองอย่างสนิทสนม แต่นั่นกลับทำให้ธีระยิ่งเหงื่อตก แวบแรกที่เห็นศุภวัฒน์เมื่อครู่เขาก็สังหรณ์ใจไม่ดีแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าฝ่ายนั้นคงไม่ทันมองมาทางมุมนี้ของห้อง

ทำยังไงดี นี่หมอจะอยู่เฝ้าคุณแม่จนกว่าทุกคนจะลองชุดเสร็จหรือเปล่านะ ถ้าหากเราขอหลบเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วแอบออกไปทางประตูหลังจะดีไหม...

ธีระก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนวิตกเกินเหตุไปหรือเปล่า บางทีต่อให้ศุภวัฒน์เห็นเขาก็อาจไม่ได้หมายความว่าจะชักนำให้กฤตภาสกลับเข้ามาในชีวิตก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ไม่ต้องการจะเสี่ยง

"พี่ตี้คะ ไปถ่ายรูปตรงสวนหน้าร้านกันดีกว่า ป๊ากับม้าบอกว่าอยากเห็นคู่เดินแบบของพราว"

เด็กสาวคล้องแขนเขาพลางทำท่าจะพาเดินไปที่ประตูซึ่งศุภวัฒน์ยืนพิงผนังอยู่ไม่ห่าง นายแพทย์หนุ่มยกมือกอดอกพลางมองนางแบบนายแบบที่กำลังลองชุดหรือเดินไปเดินมาด้วยแววตาเฉื่อยเนือย ถึงแม้จะแสดงท่าทางว่าไม่สนใจใครมากนัก แต่ถ้าเขาเดินผ่านหน้าล่ะก็ต้องถูกจำได้แน่ ธีระจึงหันไปบอกพราวภิรมย์อย่างนุ่มนวล

"ถ่ายรูปกันตรงนี้ก็ได้นี่ครับน้องพราว มุมนี้ก็สว่างเหมือนกันนะ"

"แต่พราวว่าแบ็คกราวด์มันไม่สวยอ้ะ แถมคนก็เยอะจนดูวุ่นวายยังไงไม่รู้ พราวอยากไปถ่ายตรงสวนข้างหน้าที่มีซุ้มดอกไม้มากกว่า นะๆ พี่ซันกับพี่เมธก็ไปด้วยกันสิคะ"

เด็กสาวหันไปหาพวกเมื่อเห็นว่าธีระไม่เต็มใจ และก็ได้ผลเพราะทั้งคู่พยักหน้าและพากันเดินขนาบเขาไปทางประตูร้านด้วยความยินดี ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ธีระจึงได้แต่ใช้นิ้วกดแว่นกันแดดให้ติดหน้าเข้าไว้ และอาศัยหุ่นบึกบึนของสุเมธเป็นกำบังเพื่อที่ศุภวัฒน์จะได้ไม่ทันสังเกตเห็นเขา

"อุ๊ย! ฉันเพิ่งนึกได้ว่าชาร์จมือถือไว้ในห้องแต่งตัวตั้งแต่เมื่อเช้า เดี๋ยวขอกลับไปเอาแป๊บนึง พวกหล่อนรอฉันตรงนี้ก่อนนะ"

จู่ๆ สุเมธก็เอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขาเกือบจะเดินไปถึงประตูร้านอยู่แล้ว จากนั้นร่างล่ำสันก็หันหลังกลับเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าทำให้เพื่อนผิดแผน ธีระได้แต่เหลียวกลับไปมองคนที่ตั้งใจจะให้ช่วยเป็นโล่ห์บังตัวอย่างขัดใจ เมื่อหันหน้ากลับมาอีกครั้งก็ได้ประสานสายตากับศุภวัฒน์ที่กำลังเลิกคิ้วมองเขาเข้าอย่างจัง

แย่ล่ะสิ...หวังว่าหมอคงจำเราไม่ได้นะ...

ธีระรู้สึกว่าหนังศีรษะชาวาบ เขารีบเอานิ้วกดแว่นกันแดดไว้แล้วสาวฝีเท้าออกจากร้านให้เร็วขึ้น แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงสุเมธที่ร้องเรียกมาจากด้านหลัง

"ตี้! ซัน! บอกแล้วว่าให้รอก็รอกันหน่อยสิยะ!"

"ตี้? ตกลงว่าเป็นน้องตี้จริงๆ เหรอเนี่ย?"

ความคลางแคลงของศุภวัฒน์หายไปทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เขารีบคว้าแขนของธีระก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันก้าวเท้าจากไป เมื่อเขาจับไหล่ผอมให้หันมาหาก็ได้เห็นใบหน้าที่ขมวดคิ้วและเม้มปากแน่น ดังนั้นแม้จะยังสวมแว่นดำบดบังสายตาเอาไว้ แต่เขาก็มั่นใจว่าไม่ผิดตัวแน่แล้ว

"น้องตี้จริงๆ ด้วย มาทำอะไรอยู่ที่นี่น่ะ?"

"มีอะไรหรือเปล่าคะ?"

ศันสนีย์เห็นท่าทางของทั้งคู่ก็เอะใจจึงรีบเดินเข้ามาถาม เรียกความสนใจจากสุเมธและพราวภิรมย์ให้หันมามองตามเป็นตาเดียว ธีระเห็นดังนั้นก็กลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หากพวกเพื่อนๆ รู้ว่าศุภวัฒน์เป็นเพื่อนของกฤตภาส จึงหันไปยิ้มให้แล้วก็พยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด

"พอดีเจอคนรู้จักน่ะ เดี๋ยวทั้งสามคนออกไปถ่ายรูปเล่นกันก่อนก็แล้วกันนะ ขอเราคุยกับพี่เขาแป๊บนึงแล้วจะตามไป"

นัยน์ตาศันสนีย์เหลือบมองธีระสลับกับศุภวัฒน์อย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก แต่ก็เพียงแค่พยักหน้าก่อนจะเดินนำสุเมธกับพราวภิรมย์ออกจากร้าน เมื่อลับหลังเพื่อนๆ แล้วธีระถึงค่อยหันกลับมายิ้มบางๆ ให้คนที่จับแขนเขาไว้แน่น

"หมอเหวินครับ ผมไม่หนีไปไหนหรอกครับ ปล่อยแขนผมได้แล้วล่ะ"

"เอ้อ ขอโทษทีๆ หมอก็ลืมตัวไปหน่อย ถ้างั้นไปนั่งคุยกันตรงด้านโน้นดีกว่า ตรงนี้คนเดินผ่านไปมาเยอะ น่าจะคุยไม่สะดวก"

ธีระพยักหน้าแล้วก็เดินตามอีกฝ่ายไปนั่งหน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงินซึ่งไม่ค่อยมีคน พนักงานของร้านนำน้ำเย็นมาให้พวกเขาคนละแก้วก่อนจะเดินจากไป ศุภวัฒน์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ก่อนจะหันมายิ้มให้เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ

"ตี้ ไหนๆ หมอก็รู้แล้วว่าเราเป็นใคร งั้นช่วยถอดแว่นกันแดดออกทีเถอะ ไม่งั้นพอคุยกันแล้วมันทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้"

"อะ...ขอโทษครับ ผมลืมไป"

ธีระเอ่ยพลางถอดแว่นกันแดดออกเสียบบนกระเป๋าเสื้ออย่างปลงๆ ไม่นึกเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ที่แท้แม่ของศุภวัฒน์ก็เป็นหนึ่งในกรรมการสมาคมเหมือนกัน ถ้าหากรู้มาก่อนเขาจะไม่มีทางยอมตกลงมาร่วมเดินแบบเด็ดขาด

"ไม่ได้เจอกันเป็นเดือนแล้วมั้งนี่ สบายดีมั้ย? หลังจากเลิกฝึกงานแล้วไปอยู่ที่ไหนมาเหรอ?"

"ผมไปอยู่บ้านญาติมาน่ะครับ แต่นี่ใกล้จะเปิดเทอมแล้วก็เลยกลับมา"

"อ้อ...แล้วนี่มาทำอะไรที่นี่ล่ะ หรือว่าตี้ก็จะเดินแบบด้วย?"

เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบอย่างเสียไม่ได้ "ครับ พอดีว่าแม่ของเพื่อนเป็นกรรมการสมาคม เขาขอให้มาช่วยเป็นนายแบบให้หน่อย ผมก็เลยตอบตกลงไป"

และตอนนี้ก็เริ่มจะเสียใจขึ้นมาแล้วด้วย... ธีระก้มหน้าลงพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ สีหน้าท่าทางไม่สบายใจนั้นอยู่ในการสังเกตของศุภวัฒน์โดยตลอด เนื่องจากเขาไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างกฤตภาสกับธีระ จึงตัดสินใจไม่ทำให้อีกฝ่ายตกใจด้วยการเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อเพื่อนสนิทออกมา

ทั้งสองนั่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ธีระเหลือบมองผ่านผนังกระจกออกไปเห็นเพื่อนๆ กำลังถ่ายรูปกันอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้หน้าร้านอย่างสนุกสนาน พลันเขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นได้จึงรีบหันไปหาคนข้างตัว

"เอ่อ คุณหมอครับ"

"หืม?"

"เขา...คุณกฤต...จะไปงานเลี้ยงคราวนี้ด้วยรึเปล่าครับ?"

นั่นเป็นสิ่งที่เขาหวาดหวั่นที่สุด ธีระเคยคิดว่าสามารถปล่อยวางเรื่องของกฤตภาสได้แล้ว ตัดใจจากรักที่ไม่มีวันจะสมหวังได้แล้วระหว่างที่ใช้เวลาอยู่กับปิยพลที่น่าน แต่แล้วข่าวในโทรทัศน์เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ทำให้เขาตระหนักว่าตนล้วนทึกทักไปเอง และสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการคือการเผชิญหน้ากับกฤตภาสในเวลาที่แผลใจของเขายังไม่ปิดสนิท

ศุภวัฒน์มองสบนัยน์ตากลมโตแล้วก็หลุบตาลงขณะยกน้ำขึ้นจิบ เขาพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้จากที่กฤตภาสเคยเล่าให้ฟังว่าธีระขอให้ปล่อยเจ้าตัวไป แล้วยิ่งได้มาเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มในวันนี้ ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าถึงแม้กฤตภาสจะเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจแค่ไหน แต่ถ้าหากคิดจะตามสิ่งที่เคยทำหายไปคืนมา...อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว

แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขาจะกระโตกกระตากให้คนตรงหน้ารู้ไม่ได้เด็ดขาด

"อย่างไอ้คุณชายเนี่ยนะ? ตี้ก็เคยทำงานกับมันมาก่อนนี่ น่าจะรู้ว่ากฤตมันไม่ชอบออกงานถ้าไม่ใช่อิเว้นท์ที่ตัวเองจัด ต่อให้มีคนจ่ายค่าจ้างให้มันไปโชว์ตัวด้วยสิเอ้า ยิ่งงานเลี้ยงการกุศลแบบนี้มันยิ่งไม่สนเข้าไปใหญ่”

นายแพทย์หนุ่มรัวคำตอบอย่างคล่องปากเพราะทุกคำเป็นความจริง กฤตภาสไม่ชื่นชอบการไปร่วมงานเลี้ยงในลักษณะนี้มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่เขายังไม่ได้ออกปากเชิญเจ้าตัวให้มางานนี้ก็เท่านั้น และถ้าหากรู้ว่ามาแล้วจะได้เจอธีระล่ะก็...เขาอาจจะยืนยันเต็มปากเต็มคำแบบนี้ไม่ได้ก็เป็นได้

"เหรอครับ"

ธีระฟังแล้วก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ท่าทางที่แสดงออกอย่างไม่ระมัดระวังนั้นล้วนอยู่ในสายตาอันฉับไวของศุภวัฒน์ทั้งสิ้น เขามั่นใจว่าเด็กหนุ่มต้องยังมีความรู้สึกบางอย่างให้เพื่อนของเขาแน่นอนจึงลองหยั่งเชิง

"แต่ว่า...ถ้าหากรู้ว่าตี้ไปงานนี้ กฤตมันก็อาจจะยอมไปก็ได้นะ"

"ไม่ได้นะครับ! ผมหมายถึง...ไม่จำเป็นต้องเอาชื่อผมไปเชิญคุณกฤตหรอกครับ มันไม่มีประโยชน์"

"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ เห็นกฤตมันบอกว่าตี้เลิกฝึกงานไปเป็นเดือนแล้ว ไม่อยากเจอเจ้านายเก่าหน่อยเหรอ?"

คำปฏิเสธทันควันของธีระทำให้ศุภวัฒน์แปลกใจ เขาจึงตัดสินใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มกับเพื่อนของเขาเคยมีเรื่องบาดหมางกัน เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองแสดงได้ดีแค่ไหน แต่อาการนิ่วหน้ารวมทั้งแววตาของธีระบ่งบอกว่าไม่ค่อยเชื่อใจเขานัก

"คุณหมอ ผมไม่รู้หรอกนะว่าได้ยินอะไรมาบ้าง แต่ผมเชื่อว่าตอนนี้คุณกฤตคงลืมผมไปแล้วล่ะครับ ดังนั้นอย่าพยายามไปเตือนให้เขาจำได้จะดีกว่า"

"ทั้งๆ ที่ตี้ยังไม่ลืมมันเลยน่ะเหรอ?"

คำถามของศุภวัฒน์กรีดลึกถึงก้อนเนื้อในอกจนธีระกำแก้วน้ำแน่น หลังจากเลือกคำพูดอยู่ชั่วครู่ เขาก็เงยหน้ามองผู้สูงวัยกว่าด้วยนัยน์ตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว

"เมื่อไม่กี่วันก่อนผมได้เห็นข่าวของคุณกฤตกับแฟนใหม่แล้ว ดังนั้นมันไม่สำคัญหรอกว่าผมจะลืมหรือเปล่า ยังไงเสียปัจจุบันก็สำคัญกว่า ผมคิดว่าเป็นการดีที่สุดถ้าหากพวกเราทุกคนทำเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้คุณกฤตกำลังมีความสุข ผมเองก็กำลังกลับไปสู่ชีวิตที่คุ้นเคยเหมือนกัน ดังนั้นปล่อยให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้แหละดีที่สุดแล้วครับ"

น้ำเสียงอันหนักแน่นทำให้ศุภวัฒน์อยากถอนหายใจ ถึงแม้คนตรงหน้าจะดูนอบน้อมแค่ไหนแต่ก็หัวแข็งไม่ใช่เล่นเลย ขณะที่กำลังคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรดี ประตูร้านก็เปิดออกพร้อมกับที่เด็กสาวหน้าตาน่ารักก้าวเข้ามาทางพวกเขา

"พี่ตี้ รีบออกไปถ่ายรูปกันเถอะ แสงตอนนี้กำลังสวยเลย จะได้รีบกลับมาเปลี่ยนชุดแล้วออกไปกินข้าวเที่ยงกัน"

พราวภิรมย์ยื่นมือมากอดแขนธีระอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ เด็กหนุ่มมองใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังงอนนิดๆ แล้วก็รู้ว่าต้องเป็นศันสนีย์ที่ส่งอีกฝ่ายมาแน่ จึงหันไปยิ้มให้ศุภวัฒน์และยกมือขึ้นไหว้

"ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณหมอ ยังไงสำหรับเรื่องที่คุยกันเมื่อกี้ ผมรบกวนคุณหมอด้วยนะครับ"

"อืม ได้ งั้นไว้ค่อยเจอกันวันงานนะ"

ธีระเพียงแต่ยิ้มบางๆ ขณะปล่อยให้เด็กสาวลากแขนออกไป ศุภวัฒน์มองตามพลางทำตาครุ่นคิด เขาทบทวนคำพูดของเด็กหนุ่มเมื่อครู่แล้วก็ได้แต่นึกสงสัย

เชื่ออย่างนั้นจริงๆ เหรอตี้ว่ากฤตมันจะลืมทุกอย่างได้...ประเมินไอ้คุณชายต่ำเกินไปแล้ว...

อาจเป็นเพราะธีระไม่ได้รู้ความเป็นไปของกฤตภาสเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เจ้าตัวถึงได้กล้าพูดอย่างมั่นใจว่าฝ่ายนั้นลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่เขาที่เป็นเพื่อนสนิทมาตลอดสามสิบกว่าปีรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความจริง เพราะถึงเพื่อนของเขาจะดูเหมือนเป็นคนโลเลเวลาคบกับใคร แต่ลองว่าเจ้าตัวยึดติดกับอะไรขึ้นมาแล้วล่ะก็ ความสนใจทั้งหมดก็จะถูกทุ่มให้กับสิ่งนั้นจนไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง เพียงแต่ความหัวแข็งแต่เกิดทำให้ยากเหลือเกินที่จะง้างปากกฤตภาสให้ยอมเอ่ยในสิ่งที่ตรงกับใจ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ศุภวัฒน์ก็อดจะขำกับตัวเองไม่ได้ เพราะท่าทางของธีระที่แสดงออกชัดๆ ว่ายังหวั่นไหวกับเพื่อนของเขาแต่กลับบอกว่าไม่ต้องการจะพบหน้าอีกแล้ว...แสดงว่าสองคนนี้ก็ปากไม่ตรงกับใจในระดับพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้เลยทีเดียว

"นี่ตี้ เมื่อกี้ใครน่ะ?"

ศันสนีย์เอ่ยขึ้นเมื่อธีระออกมาข้างนอกแล้ว เธอแอบดึงเพื่อนมาถามหลังจากที่ปล่อยให้พราวภิรมย์ได้ถ่ายรูปคู่กับธีระจนพอใจ และตอนนี้เด็กสาวกำลังสนุกกับการถ่ายภาพเดี่ยวโดยให้สุเมธเป็นตากล้อง

"หมอเหวิน เป็นเพื่อนกับคุณกฤต เราเคยเจอเขาบ้างสองสามครั้งตอนยังฝึกงานน่ะ"

"หา! เพื่อนคุณกฤต!? อย่างนี้เขาจะไม่ไปบอกคุณกฤตเหรอว่าเจอแกแล้วน่ะ!?"

หญิงสาวส่งเสียงโวยวายอย่างตกใจ ถึงแม้จะไม่รู้เรื่องราวละเอียด แต่เธอก็พอจะรู้ว่าธีระไม่ต้องการจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์หรืออะไรก็ตามแต่ที่เคยมีกับกฤตภาส ดังนั้นสีหน้าท่าทางสงบนิ่งของเพื่อนจึงทำให้รู้สึกร้อนใจแทน

"ไม่หรอก เราขอร้องไปแล้วว่าไม่ให้บอก หรือถึงหมอเหวินจะไปบอกจริงๆ...คุณกฤตก็อาจไม่ได้สนใจก็ได้ เราก็แค่คนที่ช่วงหนึ่งเคยผ่านเข้าไปในชีวิตเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นสักหน่อย"

จะจริงหรือ...ศันสนีย์มองเพื่อนที่เดินยิ้มแย้มเข้าไปขอถ่ายรูปกับสุเมธและพราวภิรมย์บ้างแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว จริงอยู่ว่าธีระไม่เคยปริปากให้ฟังเลยว่าช่วงที่ฝึกงานสองเดือนนั้นได้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับกฤตภาส แต่พิจารณาจากรูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ที่เคยได้เห็น แถมยังท่าทีของเจ้าตัวเองเวลาพูดถึงคู่กรณี เธอก็มั่นใจว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่อง 'ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น' เหมือนที่เพื่อนเอ่ยออกมาแน่

ก็ตามใจเถอะนะตี้ ถึงยังไงนี่ก็เป็นการตัดสินใจของแกเอง ฉันก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่แกเลือกจะเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขก็แล้วกัน...


++------++



ข่าวซุบซิบของกฤตภาสและเกล็ดมณีที่ปรากฏทางโทรทัศน์และตามกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์ดูจะสร้างความพอใจให้หม่อมหลวงมุกตาภาอย่างมาก ช่วงสองสามวันที่ผ่านมากฤตภาสจึงได้สงบหูเพราะแม่ของเขาไม่ค่อยโทรมาจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องของหญิงสาวบ่อยๆ อีก

นับตั้งแต่ได้ไปกินข้าวและเดินซื้อของด้วยกันวันนั้น กฤตภาสจะคอยขับรถรับส่งเกล็ดมณีตลอดยกเว้นระหว่างเวลางาน แต่คืนนี้หญิงสาวมีนัดกับพวกเพื่อนๆ สมัยมัธยม กฤตภาสจึงมีเวลาว่างพอจะตอบรับคำชวนของศุภวัฒน์ให้ออกมาดื่มสังสรรค์ด้วยกันได้

"ไงมึง ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่วันที่ไข้ขึ้น ตอนนี้หายดีแล้วสิ?"

"ถ้าป่านนี้แล้วกูยังไม่หายป่วย มึงคงต้องเตรียมจองศาลาวัดให้กูแล้วล่ะ ไอ้หมอ"

กฤตภาสเอ่ยขณะที่ศุภวัฒน์หัวเราะเสียงดัง ตอนนี้ทั้งสองนั่งข้างกันอยู่หน้าโต๊ะยาวที่หันเข้าหาผนังกระจกของบาร์แห่งหนึ่ง ที่ตั้งของบาร์ซึ่งอยู่บนชั้นสี่สิบของโรงแรมช่วยให้สามารถดื่มด่ำกับทัศนียภาพมุมสูงของกรุงเทพฯ ได้กว้างไกลโดยไร้สิ่งกีดขวาง

"ช่วงนี้งานที่บริษัทเป็นไงมั่งวะ?"

"ก็มีลูกค้าติดต่อมาให้จัดอิเว้นท์อยู่เรื่อยๆ โชคดีว่าเดือนนี้ยังไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ แต่อีกสองสามเดือนถัดจากนี้ไปคงไม่ค่อยได้หายใจหายคอแล้ว"

กฤตภาสตอบขณะยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ นัยน์ตาสีนิลทอดมองแสงสียามค่ำของตัวเมืองขณะที่หมุนแก้วในมือเบาๆ เพื่อให้เครื่องดื่มสีอำพันได้เคล้าความเย็นจากก้อนน้ำแข็งจนทั่ว ครู่หนึ่งศุภวัฒน์ก็ถามอีกหลังจากยกแก้วเชมเปญของตัวเองขึ้นจิบบ้าง

"ได้ยินว่ามึงไปเยี่ยมเมฆมาเหรอ?"

"อืม"

"ทางนั้นเป็นไงบ้างล่ะ ถึงกูจะไม่ได้สนิทด้วยเพราะเคยเจอแค่ไม่กี่ครั้งก็เถอะ แต่เขายกโทษให้มึงรึยัง?"

"พวกกูคุยกันเข้าใจแล้ว ที่จริงเมฆไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลถ้าไม่ใช่เพราะโดนความรักบังตา ก่อนกูจะกลับมาเมฆยังบอกว่าขอให้มีความสุขแทนในส่วนที่เมฆกับเนตรมีไม่ได้แล้วด้วย"

กฤตภาสเอ่ยจบก็จิบวิสกี้อีกอึก เขาไม่ตะขิดตะขวงที่จะเล่าเรื่องของรุ่งภพให้ศุภวัฒน์ฟัง เพราะถึงแม้สองคนนี้จะไม่ได้สนิทกันเนื่องจากรู้จักเขาผ่านวงสังคมคนละวง กระนั้นก็ค่อนข้างจะรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายในระดับหนึ่ง

ศุภวัฒน์ฟังแล้วก็พยักหน้า นายแพทย์หนุ่มเหลือบมองเพื่อนที่กำลังนั่งมองวิวด้านนอกเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจวกเข้าประเด็นอย่างระมัดระวัง

"งั้นตอนนี้มึงก็เจอคนที่จะมีความสุขด้วยแล้วสินะ?"

กฤตภาสมุ่นคิ้วนิดหนึ่งขณะหันไปมองคนถาม และพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองเขาอย่างพิจารณา

"มึงหมายความว่ายังไง?"

"จะอะไรซะอีกนอกจากข่าวที่ได้เห็นช่วงสองสามวันนี้ มึงทำเอากูคิดว่าสำนวนได้ใหม่ลืมเก่านี่โคตรเหมาะกับมึงเลยว่ะ"

"ไอ้เหวิน มึงจะพูดอะไรก็พูดออกมาเลย อย่างน้อยถ้าจะโดนเทศนา กูก็อยากรู้ว่ากำลังโดนด่าเรื่องอะไร"

ชายหนุ่มกล่าวพลางชักสีหน้า วันนี้เขาอุตส่าห์ออกมาเจอเพื่อนเพราะอยากผ่อนคลายแท้ๆ น้ำเสียงที่สะท้อนอารมณ์อันขุ่นมัวทำให้ศุภวัฒน์ถอนหายใจ เขารู้ดีว่าเรื่องที่กำลังจะพูดนั้นละเอียดอ่อนมาก และหากว่ากฤตภาสไม่ได้รู้สึกอะไรกับธีระแล้ว สิ่งที่เขากำลังจะทำอาจเป็นการกวนน้ำให้ขุ่นก็เป็นได้

"กฤต ตอนที่มึงเลิกกับนิกกี้กูก็ไม่ค่อยแปลกใจหรอกนะเพราะรู้ว่ามึงไม่ได้ผูกพันกับเขาเลย แต่กับตี้นี่ไม่เหมือนกัน พอมีข่าวน้องมีนขึ้นมา กูเลยชักสงสัยว่าหรือที่จริงแล้วมึงไม่เคยเห็นใครสำคัญสำหรับมึงจริงๆ?”

"มึงรู้จักมีนได้ยังไง?"

ถึงแม้จะสะดุดใจในข้อสังเกตเกี่ยวกับธีระ กฤตภาสก็ยังแปลกใจที่ศุภวัฒน์เอ่ยชื่อของเกล็ดมณีได้ถูกต้องทั้งที่เขายังไม่เคยแนะนำให้รู้จักสักครั้ง

"จะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะ ตั้งแต่น้ามุกกลับมาเมืองไทยก็นัดเจอหม่าม้ากูอยู่บ่อยๆ เวลาเขาเม้าท์อะไรกันหม่าม้าก็มาเล่าให้ฟังทุกที แถมยังมีข่าวให้เห็นทั้งในทีวีกับหนังสือพิมพ์อีก กูก็รู้หรอกนะว่าน้ามุกเขาเชียร์คนนี้เต็มที่ แต่ว่า...กูก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามึงจะคล้อยตามง่ายขนาดนั้น”

คำอธิบายของศุภวัฒน์ช่วยให้กฤตภาสหายสงสัย ความไม่พอใจที่เพิ่งผุดขึ้นเมื่อครู่จึงค่อยเจือจางลง เขาหยิบมันฝรั่งทอดจากถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าใส่ปากแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แสดงอารมณ์

"ไหนๆ กูก็ถึงวัยที่ควรจะสร้างครอบครัวแล้วนี่ อีกอย่างแม่เขาอุตส่าห์คัดเลือกมาให้เองด้วย ในเมื่อไม่ต้องห่วงว่าจะเจอปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็น่าจะดีแล้วไม่ใช่รึไง?"

"หึ มึงนี่ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่เหมือนตัวมึงมากขึ้นทุกที"

"ตัวกู? เป็นยังไ?"

กฤตภาสยกวิสกี้ขึ้นจิบโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนา เขาเพียงแต่อยากรู้ว่าเพื่อนสนิทคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้

"ข้อแรก คนหัวแข็งอย่างมึงไม่มีทางยอมอยู่ในโอวาทของแม่แต่โดยดีแน่ ยิ่งเป็นคนที่แม่หามาให้มึงยิ่งน่าจะรู้สึกต่อต้าน แล้วที่สำคัญกูก็เห็นรูปน้องมีนแล้ว ถึงจะสวยแล้วก็มาจากตระกูลดีแค่ไหนก็ทำให้มึงหวั่นไหวไม่ได้หรอก เพราะว่ามึงมีคนที่รักอยู่แล้ว”

ข้อสังเกตของศุภวัฒน์ตรงเข้าแทงใจกฤตภาสอย่างจัง อาจเพราะพวกเขาคบหากันมาหลายปี รู้จักตัวตนและครอบครัวของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง กระทั่งเรื่องที่เขาตกลงกับเกล็ดมณีอย่างลับๆ ว่าจะแสร้งทำเป็นคบกันก็ยังถูกมองออกได้อย่างง่ายดาย

แต่เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถึงกับมองทะลุได้ว่าเขาปักใจกับใครบางคนอยู่ก่อน

"มึงเห็นว่ากูเคยไปรักใครตอนไหนด้วยเหรอ? หรือนักข่าวเขาพยายามจะแต่งนิยายให้อีก?"

ศุภวัฒน์กลอกตา ขณะเดียวกันก็ให้หมั่นไส้อาการแกล้งโง่ของเพื่อนอยู่ครามครัน

"ไม่มีนักข่าวที่ไหนแหกตากูได้ทั้งนั้นแหละ มึงคิดว่ากูดูไม่ออกจริงๆ เหรอว่ามึงคิดยังไงกับตี้ โอเค เด็กนั่นเป็นผู้ชาย แล้วตอนแรกมึงก็คงไม่ได้คิดอะไรกับเขามากไปกว่าแค่อยากลองของใหม่ แต่มึงเริ่มแปลกไปตั้งแต่ตอนที่โดนยิงนั่นล่ะ นิสัยอย่างมึงไม่ใช่ว่าจะยอมให้ใครก็ได้ไปคอยดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาแบบนั้นหรอกนะ ไหนยังจะตอนที่มึงไข้ขึ้นอีก พอกูไปเยี่ยมแล้วถามถึงตี้ มึงก็ใช้คำพูดสะบัดสะบิ้งเหมือนน้อยใจที่เขาทิ้งมึงไป แถมตอนที่น็อคจนต้องโทรเรียกรถพยาบาล มึงยังละเมอเรียกชื่อตี้ออกมาอีกต่างหาก ถ้ามึงจะทู่ซี้ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา งั้นมึงก็คงไม่ต้องสนใจหรอกมั้งว่ากูเพิ่งเจอกับตี้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน”

กฤตภาสหมุนตัวไปดึงคอเสื้อของศุภวัฒน์ก่อนจะพูดจบประโยค นัยน์ตาที่สุขุมมาตลอดทั้งคืนลุกวาวราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ภายใน กระทั่งน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังฟังคล้ายจะข่มขู่

"มึงไปเจอตี้ที่ไหน?"

"อยากรู้ด้วยเหรอ? ไหนเคยบอกว่าจะไม่หน้าด้านไปตามเขาไง?"

"ไอ้เหวิน!"

"เออๆ รู้แล้ว! มึงปล่อยคอเสื้อกูก่อน! กูจะหายใจไม่ออกแล้ว!!"

เสียงโวยวายของเพื่อนทำให้กฤตภาสยอมปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ ศุภวัฒน์ทำตาค้อนปะหลับปะเหลือกขณะยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันก็ให้รู้สึกรื่นรมย์กับความเป็นต่อที่นานๆ จะได้ลิ้มรสสักที เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เห็นไอ้คุณชายแสดงสีหน้าร้อนรนเหมือนหนูติดจั่น เขานี่แทบอยากงัดมือถือขึ้นมาถ่ายรูปส่งให้เพื่อนๆ ดูเป็นบุญตาซะด้วยซ้ำ

แต่ถ้าทำอย่างนั้น ไม่แคล้วคืนนี้เขาคงไม่ได้กลับบ้านในสภาพครบสามสิบสองแน่

"ไอ้เหวิน ตกลงว่ามึงจะพูดได้รึยัง?"

แววตาคล้ายจะยิ้มเยาะของเพื่อนทำให้อารมณ์ของกฤตภาสขุ่นมัวยิ่งขึ้น นี่ถ้าไม่ติดว่าอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาคงได้ใช้กำลังเข้าให้โทษฐานที่เล่นตัวมากนัก

"พอเป็นเรื่องของเด็กคนนั้นล่ะใจร้อนยังกับวัยรุ่นเชียวนะ เอ้านี่"

"อะไร?"

กฤตภาสรับซองสีฟ้าที่ศุภวัฒน์ยื่นให้พลางขมวดคิ้ว เขาหยิบการ์ดแข็งด้านในที่พิมพ์วันและสถานที่จัดงานเลี้ยงออกมาอ่านแล้วก็หรี่ตาลง

"มะรืนนี้หม่าม้าจะจัดงานเลี้ยงการกุศลให้สมาคมที่เป็นกรรมการอยู่ น้ามุกก็น่าจะได้รับการ์ดเชิญเหมือนกัน เขาไม่ได้บอกมึงหรอกเหรอ?"

กฤตภาสพลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านหลังบัตรแล้วก็ยักไหล่ "คงเคยบอกแต่กูไม่ทันได้สนใจ"

สมเป็นไอ้กฤตจริงๆ อะไรที่แม่พูดนี่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด...ศุภวัฒน์คิดแต่กลับเอ่ยว่า "ในงานจะมีแฟชั่นโชว์ด้วย กูก็ไม่รู้หรอกนะว่ามึงตั้งใจจะไปง้อตี้หรือเปล่า แต่ในเมื่อโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้าหากมึงไม่สนก็ตามใจ ถือซะว่ากูแค่มาช่วยประชาสัมพันธ์งานให้หม่าม้าก็แล้วกัน"

นัยน์ตาสีนิลทอประกายครุ่นคิด กฤตภาสยังคงเหลือบตาขึ้นมองศุภวัฒน์อย่างสงสัย "แล้วมึงรู้ได้ยังไงว่าตี้จะไปงานนี้ด้วย?"

"หึ พูดไปก็กลัวเพื่อนจะอิจฉา พอดีเมื่อวานซืนกูพาแม่ไปส่งที่ร้านเสื้อผ้าที่พวกนางแบบนายแบบกำลังลองชุดกัน เลยได้เห็นว่าตี้ก็อยู่ในทีมด้วยน่ะสิ"

"แล้วทำไมไม่โทรมาบอกกูตั้งแต่ตอนนั้น"

น้ำเสียงของกฤตภาสเริ่มมีร่องรอยไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีก แต่แทนที่ศุภวัฒน์จะร้อนตัว นายแพทย์หนุ่มเพียงแค่เลียนแบบเพื่อนด้วยการยักไหล่ "มึงอยากเจอตี้ แต่ตี้ไม่ได้อยากเจอมึงรึเปล่า? จะบอกให้ว่าน้องเขาดูตกใจมากเลยนะตอนที่เห็นกู แล้วยังถามด้วยว่ามึงจะไปงานนี้มั้ย พอกูบอกว่าคงจะไม่ เขาถึงค่อยทำท่าโล่งอกแล้วก็ขอว่าให้ช่วยปิดเรื่องที่เจอกันเป็นความลับ แถมยังบอกอีกว่าเห็นข่าวของมึงกับแฟนใหม่แล้ว ดังนั้นถ้าทำเหมือนมึงกับเขาไม่เคยรู้จักกันคงจะดีกว่า ได้ยินแบบนี้แล้วมึงคิดว่าตอนนั้นกูจะมีอารมณ์รีบโทรหามึงไหมล่ะ"

กฤตภาสหรี่ตามองเพื่อนที่แสร้งทำตาใสซื่อ แต่ก็รู้ดีว่าครั้งนี้ตนเป็นหนี้อีกฝ่ายเต็มๆ จึงเก็บซองใส่กระเป๋าแล้วก็ยกวิสกี้ขึ้นดื่มจนเกลี้ยง

"ขอบใจ ถ้าบังเอิญได้เจอเด็กนั่นอีกก็ไม่ต้องบอกว่ากูจะไปงานนี้ก็แล้วกัน"

"อ้าวเฮ้ย จะกลับแล้วเหรอวะ?"

"หรือมึงยังมีธุระอื่นกับกูอีกล่ะ?"

กฤตภาสหันมาถามอย่างหมั่นไส้ เพราะเขารู้ว่านอกจากเรื่องนี้แล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะถูกนัดออกมาดื่มเหล้าด้วยกัน ศุภวัฒน์จึงแสร้งทำหน้าน่าสงสารขณะชูแก้วแชมเปญที่ใกล้จะหมดให้ดู

"ไหนๆ ก็ถือว่าเพื่อนเอาข้อมูลที่มีค่ามาบอก แล้ววันนี้กูก็ไม่อยากรีบกลับบ้านด้วย ถ้าคุณชายจะเลี้ยงดอม เปริญอง (*Dom Perignon) เพื่อนสักขวดคงขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกมั้ง?"

"ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปงานนี้แล้วจะได้เจอตี้จริงๆ รึเปล่า มึงอยากกินอะไรก็เชิญสั่งมาจ่ายเองเถอะ"

กฤตภาสเอ่ยแล้วก็เดินออกจากบาร์ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อน เขาขับรถกลับคอนโดด้วยความรู้สึกหงุดหงิดดุจมีพายุพัดโหมในใจ เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงค่อยเดินออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง แววตาของชายหนุ่มมองผ่านเกลียวควันบุหรี่สีขาวที่ปลิวหายไปตามลมขณะคิดถึงบทสนทนาเมื่อหัวค่ำอีกครั้ง

เขาอยากเจอเด็กคนนั้น...แต่อีกฝ่ายไม่ได้อยากเจอเขาสินะ...

คำพูดของศุภวัฒน์ยังดังก้องอยู่ในหู สิ่งที่เพื่อนของเขาไม่รู้ก็คือกฤตภาสเคยพยายามสืบแล้วว่าธีระหายไปอยู่ที่ไหนหลังจากตัดรอนความสัมพันธ์กับเขา แต่หลังจากพยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเพราะเขาแทบไม่รู้จักคนรอบตัวของเด็กหนุ่ม จึงทำให้คิดได้ว่าถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ต้องกลับมาเรียนเมื่อเปิดเทอมอยู่ดี ดังนั้นก็รอจนถึงตอนนั้นค่อยไปหาก็ได้ เพราะถึงจะหลบหน้าได้ระหว่างนี้ก็ไม่มีทางจะหนีไปได้ตลอด

แต่การที่ได้รู้ว่าเพื่อนของเขาได้เจอธีระมาแล้ว แถมฝ่ายนั้นยังขอให้ถือเสียว่าพวกเขาไม่เคยรู้จักกันทำให้กฤตภาสโมโหจนแทบคลั่ง เด็กคนนั้นคิดว่าเขาเป็นคนความจำบกพร่องหรืออย่างไร ถึงคิดว่าพอบอกให้ลืมก็จะลืมได้ง่ายๆ เหมือนกดปุ่มลบทิ้งอย่างนั้น

นี่คงคิดว่าเขาเลิกสนใจตัวเองไปแล้วสิท่า แต่ถ้าหากเขาไม่แยแสแล้วจริงๆ มีหรือจะทำเรื่องไร้สติอย่างการออกไปยืนตากฝนจนไข้ขึ้น หรือเก็บเรื่องของเจ้าตัวมาฝันเป็นตุเป็นตะชนิดที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ ถ้าเขาไม่นึกสนใจธีระแม้แต่น้อย เขาจะรู้สึกร้อนรุ่มในอกถึงขนาดนี้จากการที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายกลับมากรุงเทพฯ แล้วหรอกหรือ

ทำไมเด็กนั่นถึงไม่คิดบ้างว่าตัวเองทำให้เขากระวนกระวายแค่ไหนระหว่างที่ไม่ได้เจอกัน... กฤตภาสถอนหายใจหนักหน่วงขณะยกมือขึ้นเสยผมแรงๆ นึกขัดใจที่ใครบางคนสามารถมีอิทธิพลปั่นป่วนความคิดและสมาธิได้ขนาดนี้ แต่ถึงจะพยายามรักษาความเยือกเย็นอย่างไร ในใจเขาก็รู้ดีว่าไม่สามารถตัดธีระออกจากชีวิตเหมือนที่เคยทำกับคนอื่นในอดีต

เด็กคนนั้นหลงเดินเข้ามาในหลุมพรางที่เขาขุดล่อเอาไว้เอง แต่กลับฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่ระแวง ปีนหนีออกไปพร้อมกับขโมยหัวใจของเขาไปด้วย ดังนั้นต่อให้ต้องทำเรื่องที่ไม่สมกับเป็นตัวเองแค่ไหน กฤตภาสก็จะไม่ยอมเสียโอกาสที่เคยทำหายไปเป็นอันขาด

ธีระทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จไปแล้ว ที่ผ่านมาเขาอาจจะยินดีเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์กับทุกคนที่เคยคบโดยไม่เสียเวลาคิดซ้ำสอง แต่เด็กหนุ่มเป็นคนแรกที่ทำให้เขาไม่ต้องการจะปล่อยมือ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...ยังเป็นคนแรกที่สอนให้กฤตภาสได้รู้ว่าอาการทุรนทุราย แสบร้อนในอกดุจถูกเปลวไฟแผดเผาเพราะรักที่เกือบจะสูญเสียนั้นมีอยู่จริง



++---TBC---++



A/N: *Dom Perignon หรือดอม เปริญอง คือแชมเปญที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดแชมเปญ ขวดหนึ่งขายกันในราคาหลายพันถึงหลักหมื่นบาท ตั้งชื่อตามพระในนิกายเบเนดิคต์ซึ่งมีชีวิตในศตวรรษที่ 17 ผู้ค้นพบการหมักไวน์ให้เป็นแชมเปญเป็นคนแรก


Create Date : 20 ตุลาคม 2557
Last Update : 31 ตุลาคม 2557 17:58:39 น. 3 comments
Counter : 818 Pageviews.

 
แปะๆๆๆๆตบมือให้หมอเหวินทำดีมากเลย คุณกฤติ(+เรา) ทำได้ในตอนนี้คือรอตอนต่อไป:)


โดย: หมูมะนาว IP: 171.96.177.105 วันที่: 1 พฤศจิกายน 2557 เวลา:21:52:29 น.  

 
โอ้แม่เจ้า. ลุงของเรารู้จักใจตัวเองแล้ว ฮิ้วๆๆ รีบตามหัวใจของตัวเองนะคะลุง ก่อนที่มันจะสายเกินไป ปูลู ขอกอดคุณหมอแน่นๆสักทีนะคะ ^___^".


โดย: lek^lek IP: 27.55.7.205 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2557 เวลา:1:31:13 น.  

 
คุณหมูมะนาว คุณหมอก็คงแทบรอตอนต่อไปไม่ไหวละค่ะ ถึงกับออกโรงขนาดนี้ >w<


**************************

คุณ lek^lek หมอเหวินชอบเลยค่ะมีสาวๆ มากอด เอิ้กๆ ส่วนลุงของเรานี่ถ้าแกไม่โดนกระทุ้งนี่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะรู้ใจตัวเองนิ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 3 พฤศจิกายน 2557 เวลา:20:59:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.