Group Blog
 
All blogs
 

แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษ 6

แนะนำ

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษ 6 ชื่อ

ลมเย็นยามเช้าหอบกลิ่นหอมของน้ำค้างบนหญ้าเขียวและแมกไม้ริมรั้วให้โชยเข้ามาในบ้านไม้ริมเชิงเขา พรพฤกษ์ผลักบานหน้าต่างให้เปิดกว้างมากขึ้นจนผ้าม่านโปร่งปักลายพะเยิบพะยาบเล็กน้อย เมื่อเขาหันกลับเข้ามาในตัวบ้านก็พบกับร่างสูงใหญ่ของแขกผู้มาพักที่กำลังเดินลงมาจากชั้นบน

“ตื่นเช้านะครับคุณต้น”

ตระการยิ้มตอบเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่ยังคงเรียกชื่อเขาด้วยคำนำหน้า เอาเถอะ อย่างน้อยก็เพิ่งเจอกันเมื่อวานเลยยังไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่ แต่อีกไม่นานหรอก เขาจะต้องทำให้อีกฝ่ายเรียกชื่อของเขาเฉยๆ ให้ได้

“เตียงนอนสบายดีครับ แต่คงเพราะแปลกที่เลยตื่นไว แต่ก็ดีเหมือนกัน วิวตอนพระอาทิตย์ขึ้นจากบนห้องสวยดี”

ผู้เป็นแขกเอ่ยพลางเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น พรพฤกษ์ซึ่งมัวแต่รวบชายผ้าม่านจึงไม่รู้ตัวว่าถูกสายตาคมกล้าจับจ้องแผ่นหลังนิ่ง

“พอดีเลย เมื่อเช้าเพื่อนผมที่ทำร้านเบเกอรี่ในเมืองแวะเอาสโคนกับแยมขึ้นมาฝาก คุณต้นนั่งรอเดี๋ยวนะ ผมจะไปอุ่นมาให้เป็นมื้อเช้าก็แล้วกัน”

“ให้ผมช่วยอะไรมั้ย?”

เจ้าของเกสต์เฮ้าส์หนุ่มหันมายิ้มให้ “ไม่ต้องหรอกครับ แค่อุ่นสโคนแป๊บเดียว คุณต้นดูทีวีหรืออ่านหนังสือรอก่อนก็ได้”

ว่าแล้วคนพูดก็เดินหายเข้าไปในครัว ตระการจึงไม่ได้เซ้าซี้และเพียงนั่งหยิบหนังสือมาเปิดอ่านรอ ไม่กี่นาทีก็ได้กลิ่นหอมของขนมกับชาที่ลอยตามเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ซึ่งกำลังยกถาดมื้อเช้าออกมา

“เพื่อนผมเคยไปเรียนทำขนมที่ฝรั่งเศสก่อนจะกลับมาแต่งงาน ของทุกอย่างในร้านก็ทำเองหมด แยมเสาวรสนี่อร่อยมากเลย ส่วนชาดอกไม้นี่ก็ของขึ้นชื่อของที่ร้านเขาเหมือนกัน”

ตระการยิ้มมองใบหน้าของคนที่กำลังแนะนำสิ่งต่างๆ ซึ่งวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหยุดสายตาลงบนแก้วเครื่องดื่มสีน้ำตาลอ่อน คิ้วดกหนาเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ

“นี่ดื่มกาแฟเย็นแต่เช้าเลยเหรอครับ?”

“อ้อ...นั่น...” พรพฤกษ์ยิ้มแหย “ตอนแรกผมกะตักน้ำตาลใส่กาแฟแค่ช้อนเดียว แต่ซุ่มซ่ามเลยเผลอทำน้ำตาลหล่นจากกระปุกไปเยอะจนหวานเจี๊ยบ จะเททิ้งก็เสียดายเลยใส่น้ำแข็งให้เป็นกาแฟเย็นแทน”

คนฟังหัวเราะเมื่อนึกภาพตาม ให้เสียดายอยู่ครามครันที่เมื่อครู่ไม่เดินตามเข้าไปในครัว ใบหน้าตอนพรพฤกษ์ตกใจที่เผลอทำน้ำตาลหกใส่กาแฟมากเกินไปคงน่ารักน่าชมทีเดียว

“ถ้างั้นผมขอกาแฟแก้วนั้นก็แล้วกัน”

“อ๊ะ ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปเอาแก้วชามาให้อีกใบดีกว่า เผื่อจะได้ล้างปากเพราะกาแฟมันหวานมากเลย”

พรพฤกษ์เอ่ยพลางลุกเข้าไปในครัวอีกครั้ง ตระการจึงลองหยิบกาแฟเย็นแก้วนั้นขึ้นมาจิบ แล้วก็ขมวดคิ้วนิดหนึ่งเพราะหวานมากจริงๆ ด้วย

“นี่ครับคุณต้น เดี๋ยวถ้าวันหลังมีเวลาผมจะพาไปนั่งที่ร้านของเพื่อนผมนะ ที่นั่นมีขนมอย่างอื่นน่ากินให้เลือกอีกเยอะ”

ตระการเหลือบตาขึ้นมองใบหน้ายิ้มแย้มของพรพฤกษ์ที่วางถ้วยชาให้เขาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม วูบหนึ่งให้รู้สึกราวกับภาพตรงหน้าเป็นความฝัน เพราะตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่ได้เจอตัวจริงของพรพฤกษ์ ได้มานั่งพูดคุยและทานมื้อเช้าร่วมกันเช่นนี้จริงๆ

ถ้าเขาอาจหาญยื่นมือไปคว้าความฝันมาอยู่ในอ้อมแขนตอนนี้...ความฝันจะตกใจแล้วบินหนีไปจากเขาหรือเปล่า

“จริงสิ คุณต้นมีแผนจะไปไหนวันนี้หรือยัง? ถ้าหากจะเข้าเมืองเดี๋ยวผมขับรถไปส่งก็ได้นะ ช่วงนี้ผมว่างด้วยเพราะไม่มีแขกคนอื่นมาพักเลย”

น้ำเสียงรื่นหูปลุกตระการจากภวังค์ อย่างน้อยก็คงมีรอยยิ้มและคำเรียกขานอย่างเป็นมิตรนี่กระมังที่ยืนยันกับเขาว่าความฝันมีตัวตนจริงๆ

“นั่นสิ ผมก็ไม่มีแผนซะด้วยเพราะไม่เคยมาเชียงใหม่เลย ไผ่แนะนำให้หน่อยสิว่าควรไปเที่ยวที่ไหน”

ตระการถามพลางเท้าคางลงบนแขนข้างหนึ่ง ดูเหมือนวิธีเรียกชื่อของเขาจะทำให้คนตรงหน้าชะงักไปชั่ววินาที นัยน์ตาคมหวานสีนิลกะพริบปริบๆ ประหนึ่งไม่แน่ใจกับความสนิทสนมที่เขาตั้งใจยื่นให้ และตระการก็รอดูว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไร

ประกายวิบวับในดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่จ้องมองมาทำให้พรพฤกษ์สับสนไปชั่วครู่ ทั้งที่เขาตั้งใจจะปฏิบัติตัวต่ออีกฝ่ายอย่างที่เจ้าของที่พักพึงปฏิบัติต่อแขกผู้มาใช้เวลาด้วยประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็จากไป แต่ดูเหมือนคู่กรณีจะไม่พอใจกับระยะห่างที่เขาทิ้งไว้ให้สินะ

ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ...อยากเรียกชื่อห้วนๆ เหมือนเป็นเพื่อนกันนักใช่ไหม ถึงจะรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่บ้างเพราะตานี่เด็กกว่าเขาตั้งสองปีก็เถอะ

พรพฤกษ์คิดอย่างกึ่งขำกึ่งฉิว ก่อนจะหยิบสโคนในจานขึ้นมาบิออกทาแยมแล้วยื่นส่งให้อีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มกว้างไม่ต่างกัน ดูท่าเขาคงต้องหัดทำความคุ้นเคยกับ ‘แขก’ ที่ไม่อยากเป็นเพียงแขกคนนี้ให้มากขึ้นเสียแล้ว

“นั่นสิ...ถ้างั้น เริ่มจากพาต้นไปไหว้พระที่ดอยสุเทพก่อนเป็นไง?”



++--End--++



A/N: พอดีเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งไปเชียงใหม่มา ประกอบกับที่แฟนเพจมีสมาชิกครบ 555 คน ก็เลยเขียนตอนพิเศษสั้นๆ ของเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นการฉลองค่ะ เนื้อหาเกิดขึ้นหลังจากคืนแรกที่ต้นไปพักที่เกสต์เฮ้าส์ของไผ่ตอนเริ่มเรื่องเลย

ขอบคุณแรงบันดาลใจจากขนมและกาแฟอร่อยๆ ที่ร้าน Paper Spoon ด้วยค่า (ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรเล้ย ไปนั่งแล้วชอบเจ๋ยๆ หุหุหุ)




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2556 11:10:24 น.
Counter : 1078 Pageviews.  

แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษ 5

แนะนำ

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษ 5 สงกรานต์ของครอบครัว


12 เมษายน, วันก่อนวันมหาสงกรานต์

เสียงนกร้องที่ดังลอดมาจากนอกหน้าต่างย่านชานเมืองของกรุงเทพฯ สร้างความรื่นรมย์ในยามเช้า เช่นเดียวกับความสงบสุขที่ดำเนินไปภายในห้องทานอาหารของบ้านสุวรรณฤทธิ์ที่ประกอบด้วยตระการ พรพฤกษ์ และตฤณเหมือนเช่นทุกๆ วัน แต่แล้วความสงบสุขก็สะดุดลงเมื่อตฤณวางหนังสือพิมพ์ที่กำลังอ่านแล้วมองพรพฤกษ์ลอดแว่นพร้อมกับเลิกคิ้วสูง

“อะไรนะ?”

ผู้สูงวัยที่สุดในบ้านถามด้วยนึกว่าตนหูเฝื่อน พรพฤกษ์จึงสบตาตระการที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มๆ ก่อนจะหันกลับไปหาตฤณที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ

“ผมเห็นว่าไหนๆ สงกรานต์ปีก่อนผมกับต้นก็ไปเที่ยวญี่ปุ่น คุณลุงเลยต้องอยู่บ้านคนเดียว ปีนี้เลยอยากชวนคุณลุงไปเยี่ยมบ้านผมที่เชียงใหม่ด้วยกันน่ะครับ”

พรพฤกษ์ตอบตามตรง เพราะว่าตั้งแต่เข้าปีใหม่เป็นต้นมา ตระการก็งานยุ่งมากจนไม่มีเวลาขึ้นไปเชียงใหม่กับเขาเลย ทั้งสองจึงตกลงกันว่าหยุดยาวสงกรานต์ปีนี้จะไม่ไปไหนไกลและเพียงแต่กลับไปบ้านนฤมิตร เพราะนอกจากจะคิดถึงเพื่อนๆ แล้ว พรพฤกษ์ก็อยากไปทำบุญกระดูกให้ตาที่เสียไปเมื่อหลายปีก่อนด้วย

ตฤณเหลือบตากลับมามองตระการ แต่ก็พบว่าบุตรชายเพียงแต่ยกกาแฟขึ้นจิบพร้อมกับยิ้มบางๆ โดยไม่พูดอะไร ผู้สูงวัยจึงถอดแว่นลงวางทับบนหนังสือพิมพ์ข้างถ้วยข้าวต้ม

“ฉันไม่ไปดีกว่า ได้ยินว่าที่เชียงใหม่เขาเล่นสงกรานต์กันหนักมากไม่ใช่รึ? ฉันไม่ชอบอะไรอึกทึกตึงตัง อยู่กรุงเทพฯ ระหว่างวันหยุดยาวนั่นแหละดีที่สุดแล้ว”

“พวกเราไม่ต้องไปเล่นสงกรานต์กันก็ได้ครับคุณลุง เพราะบ้านผมอยู่นอกตัวเมืองพอสมควร รับรองว่าแถวนั้นไม่อึกทึกครับ”

พรพฤกษ์ยังไม่ยอมแพ้ ดูท่าทางอยากชวนให้เขาไปเยี่ยมบ้านที่เมืองเหนือจริงๆ ตฤณจึงนั่งจ้องหน้าคนรักของลูกชายและยังนับได้ว่าเป็นลูกเลี้ยงของตัวเองนิ่งๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้

“ไม่เอาล่ะ ฉันไม่ชอบเดินทางไกลๆ ยายแสนไปบอกเจ้าสิงห์ให้สตาร์ทรถได้แล้ว ฉันมีนัดกับตาเกริกที่โรงพยาบาล”

ตฤณไม่รอฟังว่าผู้อ่อนวัยกว่าทั้งสองจะว่ากระไร แล้วก็เดินออกจากห้องอาหารไปเลย ตระการมองตามหลังบิดาที่เดินหายลับไปทางหัวมุมบันไดแล้วก็หันกลับมาส่ายหน้ากับพรพฤกษ์ยิ้มๆ

“ต้นก็บอกแล้ว พ่อไม่ยอมไปหรอก”

“แต่ว่า...ให้คุณลุงอยู่บ้านคนเดียวระหว่างที่พวกเรากลับเชียงใหม่กันบ่อยๆ มันรู้สึกแย่นี่นา”

พรพฤกษ์เอ่ยก่อนจะวางช้อนข้าวต้มลงบ้าง ความจริงเขาสังเกตมาตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่บ้านสุวรรณฤทธิ์ช่วงแรกๆ ว่าตฤณจะชอบปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังเวลาเขากับตระการอยู่บ้านพร้อมกัน แต่ในเมื่อบัดนี้พวกเขาก็นับได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ก็น่าจะใช้เวลาในวันหยุดเทศกาลร่วมกันบ้างจึงจะถูก

ตระการส่ายหน้าพลางลุกขึ้น “ถ้าพ่อเขายืนยันจะไม่ไป ใครก็คงบังคับไม่ได้หรอกไผ่ อีกอย่างวันธรรมดาพวกเราก็อยู่ที่บ้านกับพ่อตลอดนี่นา ไม่ต้องคิดมากไปหรอก”

พรพฤกษ์เดินตามตระการไปที่หน้าบ้าน รถกับคนขับรถของตฤณหายไปจากที่จอดแล้ว เหลือเพียงรถของตระการกับรถของพรพฤกษ์เท่านั้นที่ยังจอดอยู่ แต่เนื่องจากกองบรรณาธิการที่พรพฤกษ์ทำงานนั้นเริ่มหยุดตั้งแต่วันนี้ จึงเหลือเพียงตระการที่ยังต้องไปทำงานก่อนจะหยุดงานในวันรุ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองมีกำหนดจะเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยกันด้วยเที่ยวบินตอนสายๆ

“งั้นต้นไปแล้วนะ”

ตระการเอ่ยลา พรพฤกษ์จึงยิ้มให้แล้วก็ยืนโบกมือจากบนบนไดหน้าบ้านขณะอีกฝ่ายถอยรถและขับออกจากรั้วไป กระทั่งรถยนต์ยุโรปคันใหญ่ลับสายตาไปแล้ว ชายหนุ่มจึงยืนเอามือกอดอกอย่างใช้ความคิด

ถึงอย่างไรเขาก็รู้สึกผิดที่จะทิ้งตฤณไว้ที่บ้านคนเดียวระหว่างวันหยุดยาวอยู่ดี แต่จะไม่กลับบ้านนฤมิตรก็ไม่ได้เพราะเขาบอกเพื่อนๆ ไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยม ไหนยังจะของขวัญสำหรับนำไปฝากลูกสาวคนแรกของดิษยะกับปฏิมาอีก จึงพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้เทศกาลวันหยุดนี้พิเศษขึ้นมาสำหรับตระการกับตฤณบ้าง

จากที่ป้าแสนซึ่งเป็นแม่บ้านเก่าแก่เล่าให้ฟัง พรพฤกษ์จึงได้รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูกเพิ่งจะเริ่มดีขึ้นหลังจากที่เขาย้ายเข้ามาอยู่ด้วยนี่เอง และถึงแม้จะไม่อยากสำคัญตนผิดว่าตัวเองมีอิทธิพลขนาดนั้น แต่เขาก็สังเกตเห็นได้ว่าสองพ่อลูกจะพูดกันมากกว่าปกติเวลาที่เขาอยู่ด้วยจริงๆ ด้วย

ถ้าเป็นสมัยที่ตายังอยู่ ช่วงสงกรานต์เราทำอะไรนะ...

พรพฤกษ์คิดย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ญาติผู้ใหญ่หนึ่งเดียวยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากช่วงบั้นปลายชีวิตนั้นตาของเขาป่วยหนักจนแทบไม่ได้ลุกจากเตียง ทำให้ธรรมเนียมหลายอย่างที่เคยทำร่วมกันสมัยเขายังเด็กถูกละเลยไป แต่แล้วเมื่อนึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่เขากับตามักทำด้วยกันในช่วงเทศกาลนั้นมีอะไรบ้าง นัยน์ตาสีนิลวาวก็ฉายประกายสดใสขึ้น

จริงสิ ทำไมลืมนึกถึงเรื่องง่ายๆ แบบนี้ไปได้นะ ปีที่แล้วก็มัวยุ่งกับทริปไปญี่ปุ่นเลยไม่ได้ถามต้นเลย แต่ดูท่าทางบ้านนี้คงไม่เคยทำกันแน่ๆ

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำตามที่คิด พรพฤกษ์ก็เดินขึ้นห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อใส่ออกไปข้างนอก เมื่ออเดินลงบันไดมาอีกครั้งก็พบยายแสนที่ทำหน้าแปลกใจ

“อ้าว? ตกลงวันนี้คุณไผ่ไม่ได้หยุดหรอกเหรอคะ?”

แม่บ้านสูงวัยถามเมื่อเห็นพรพฤกษ์ถือพวงกุญแจอยู่ในมือ ชายหนุ่มจึงยิ้มพลางส่ายหน้า “เปล่าหรอกครับ ผมจะไปซื้อของกับเดินเล่นหน่อย ป้าแสนจะฝากซื้ออะไรไหมครับ?”

“อุ้ย ตามสบายค่ะพ่อคุณ ไม่ต้องซื้ออะไรมาฝากหรอกค่ะ”

แม่บ้านสูงวัยตอบยิ้มๆ เธอถูกชะตาพรพฤกษ์ตั้งแต่แรกเห็นเพราะหน้าตาคล้ายกับพิมผกาที่เสียไปแล้วมาก แต่เมื่ออีกฝ่ายย้ายมาอยู่ที่นี่ในฐานะคนสำคัญของเจ้านายหนุ่ม ความอ่อนน้อมถ่อมตนและนิสัยชอบเข้าหาผู้ใหญ่ทั้งที่ไม่จำเป็นกับแม่บ้านก็ยิ่งทำให้ยายแสนรู้สึกดีด้วยมากขึ้นไปอีก

“ก็ได้ครับ ถ้างั้นบ่ายๆ คงกลับนะครับ ถ้าคุณลุงกลับมาแล้วป้าแสนโทรบอกผมหน่อยก็ได้ เผื่อผมจะได้กลับมาอยู่เป็นเพื่อน”

ยายแสนพยักหน้าและยิ้มรับขณะมองพรพฤกษ์เดินออกจากบ้านไป จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมทำความสะอาดบ้านต่อ ในใจของแม่บ้านอาวุโสอิ่มเอมด้วยความสุขกับบรรยากาศที่สมกับความเป็นครอบครัวซึ่งแจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่พรพฤกษ์เข้ามาเป็นสมาชิกในบ้าน



++------++



13 เมษายน, วันมหาสงกรานต์


เวลาเช้าตรู่ที่พระอาทิตย์บนขอบฟ้ายังลอยขึ้นไม่เต็มดวง ตฤณลุกตื่นจากห้วงนิทราด้วยลางสังหรณ์แปลกๆ ปกติผู้สูงวัยก็เป็นคนตื่นเช้าโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้เขาจึงรู้สึกราวกับว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป ทว่าพยายามคิดหาสาเหตุเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก

หรือว่า...เพราะวันนี้สองคนนั้นจะไปเชียงใหม่กระมัง...

นายใหญ่บ้านสุวรรณฤทธิ์พยายามคิดว่าคงเป็นเหตุผลจากเรื่องที่รู้ดีอยู่แล้ว เมื่อสรุปกับตัวเองได้ดังนั้นจึงอาบน้ำแต่งตัวเพื่อลงไปทานมื้อเช้าเหมือนเช่นทุกวัน แต่แล้วก็ชะงักเมื่อลงมาถึงหัวบันไดชั้นล่าง

“อรุณสวัสดิ์ค่าคุณท่าน วันนี้ตื่นเช้าจังเลยนะคะ”

ตฤณกะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นยายแสนยืนยิ้มรออยู่หน้าทางเลี้ยวไปห้องอาหาร เพราะปกติอีกฝ่ายจะเพียงแต่คอยยืนดูแลความเรียบร้อยอยู่ด้านใน แต่ที่ทำให้วันนี้หัวหน้าแม่บ้านอาวุโสดูแปลกตากว่าทุกวันก็คือเสื้อเชิ้ตลายดอกสีสันสดใสซึ่งสวมทับผ้าซิ่นและมีผ้าขาวม้าผืนเล็กคาดเอว บนแก้มสองข้างมีรอยประแป้งน้ำเป็นวง รอบคอคล้องพวงมาลัยดอกดาวเรืองสีเหลืองแสดดอกใหญ่ แล้วยังมีดอกมะลิที่ร้อยสลับกับกลีบกุหลาบแดงมุ่นเอาไว้รอบผมมวยด้วย

“ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ วันนี้ไม่ได้ทำมื้อเช้าหรือไง?”

ตฤณถามพลางเดินต่อไปยังห้องอาหาร ยายแสนที่เดินตามจึงตอบพลางยิ้มแป้น “วันนี้อิฉันไม่ได้ทำค่ะคุณท่าน คุณไผ่อาสาเป็นคนจัดการเองค่ะ เสื้อชุดนี้คุณไผ่ก็ซื้อมาให้ด้วยนะคะ”

นายใหญ่ของบ้านเหลือบมองหัวหน้าแม่บ้านที่อยู่ด้วยกันมานานแล้วก็เลิกคิ้ว เริ่มจะเข้าใจว่าลางสังหรณ์แปลกๆ ที่รู้สึกเมื่อเช้าคืออะไร แต่แล้วเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารก็ยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม

บนโต๊ะอาหารที่ปกติปูผ้าสีครีมและมีแจกันดอกไม้วางตรงกลางดูแปลกตากว่าทุกวัน เพราะว่าแจกันที่ปกติยายแสนจะปักดอกไม้ซึ่งตัดมาจากสวนในบ้านหายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยพานสีทองใบใหญ่ที่มีขันเงินและพวงมาลัยวางอยู่ ตรงกลางพวงมาลัยคือพระพุทธรูปองค์เล็กที่คงนำลงมาจากห้องพระ ส่วนบนโต๊ะก็มีกลีบดอกไม้ไทยหลากสีทั้งดอกมะลิ กลีบกุหลาบ และกลีบดอกดาวเรืองโรยไว้บางๆ

ตระการซึ่งนั่งที่เก้าอี้ประจำตัวอยู่แล้วลุกขึ้นเมื่อเห็นบิดา ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะให้ “อรุณสวัสดิ์ครับพ่อ”

ตฤณยังงุนงงกับภาพที่เห็นตรงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตระการมาเลื่อนเก้าอี้ให้ แต่ก็เดินไปนั่งลงบนที่ประจำแม้จะรู้สึกว่าวันนี้มีแต่เรื่องเหนือความคาดคิดมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกที แต่อย่างน้อยการที่เห็นบุตรชายใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ขายาวธรรมดาก็ทำให้เขาค่อยวางใจว่าท่ามกลางบรรยากาศแปลกๆ อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งที่คุ้นเคยให้สบายใจอยู่บ้าง

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณลุง เช้านี้กินข้าวแช่นะครับ”

พรพฤกษ์ถือถาดเดินออกมาจากในครัวแล้ววางลงตรงหน้าตฤณ เมื่อผู้สูงวัยเหลือบตาลงมองก็เห็นว่าในถาดมีข้าวแช่โรยดอกมะลิในถ้วยแก้วใส และมีเครื่องเคียงทั้งลูกกะปิทอด หัวไชโป๊วผัดหวาน ปลาแห้งผัดหวานและพริกหยวกสอดไส้

ตฤณปรายตากลับจากชุดอาหารตรงหน้าขึ้นมองพรพฤกษ์ที่ใส่เสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวไม่ฟอกสีกับกางเกงสะดอสีเข้ม จากนั้นก็ถามด้วยเสียงแสดงความสงสัย

“นี่ทำเองรึ?”

พรพฤกษ์ยิ้มแล้วส่ายหน้า “เปล่าครับ นี่ไปซื้อมา เจ้านี้เจ้านายผมแนะนำมาว่าอร่อย”

เด็กแม่บ้านอีกคนและยายแสนยกถาดข้าวแช่อีกสองชุดมาให้สำหรับตระการและพรพฤกษ์ จากนั้นก็ถอยไปยืนรออยู่ด้านข้าง ตฤณเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าแม้แต่เด็กสาวก็แต่งตัวเหมือนหัวหน้าแม่บ้านไม่ผิดเพี้ยน

“นึกอะไรกันขึ้นมา ปกติไม่เห็นเคยแต่งตัวแบบนี้”

“ผมซื้อให้เองแหละครับคุณลุง ไหนๆ วันนี้ก็วันสงกรานต์ทั้งที แล้วเดี๋ยวผมกับต้นก็จะไม่อยู่ ผมเลยคิดว่าถ้าเราได้ทำอะไรตามประเพณีกันบ้างก็ดีเหมือนกัน”

พรพฤกษ์ตอบแทนแม่บ้านทั้งสอง ตฤณจึงมองหน้าคนตอบ จากนั้นก็หันไปเลิกคิ้วมองตระการราวจะถามด้วยสายตาว่ารู้เห็นเป็นใจอยู่แล้วหรือไม่ ตระการจึงยิ้มพลางยกช้อนขึ้นมาถือ

“กินข้าวกันเถอะครับพ่อ”

บุตรชายโทนตัดบท พรพฤกษ์เองก็เพียงแต่ยิ้มแล้วนั่งลงตักข้าวแช่ขึ้นทาน สุดท้ายตฤณจึงต้องทานบ้างเพราะดูจะไม่มีใครอยากขยายความให้เขากระจ่างเพิ่มขึ้นสักคน

หลังจากที่ทั้งสามทานมื้อเช้าเสร็จและให้แม่บ้านยกถาดไปเก็บแล้ว พรพฤกษ์ก็ยกพานตรงกลางโต๊ะมาวางตรงหน้าตฤณแล้วยกขันใบใหญ่ลงวางข้างๆ ในขันมีน้ำลอยดอกไม้ซึ่งเหยาะแป้งร่ำหอมฟุ้งเอาไว้และขันเงินใบเล็กๆ อีกใบลอยอยู่ ตรงกลางพานทองตอนนี้จึงเหลือเพียงพระพุทธรูปองค์เล็กกับพวงมาลัยที่ร้อยสลับสีอย่างพิถีพิถัน

ตฤณเลิกคิ้วมองพรพฤกษ์อย่างไม่ค่อยเข้าใจ

“ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ที่ผมอยู่กับตาสองคน พอถึงวันสงกรานต์เราจะไปทำบุญที่วัดด้วยกันแล้วก็รดน้ำพระสงฆ์กับพวกผู้ใหญ่ แต่ตั้งแต่ตาป่วยก็ไม่ได้ทำอีกเลย พอดีผมเพิ่งนึกได้ว่าไหนๆ ที่บ้านนี้ก็มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ก็น่าจะรดน้ำขอพรให้เป็นสิริมงคลกันบ้าง”

“...แล้วแกก็เห็นด้วย?”

ตฤณหันไปถามตระการ ซึ่งเจ้าตัวก็เพียงแต่ยิ้มบางๆ เท่านั้น

“บ้านเราไม่เคยทำแบบนี้กันเลยนะครับพ่อ ตอนไผ่เสนอขึ้นมาผมเลยคิดว่าก็เข้าท่าดี”

พรพฤกษ์ยื่นขันใบเล็กให้ตฤณ ผู้สูงวัยมองใบหน้าที่ส่งยิ้มมาให้แล้วก็ยื่นมือไปรับขันอย่างปฏิเสธไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพรพฤกษ์ทำให้เขานึกถึงพิมผกา หรือเพราะว่าเขาแพ้วิธียิ้มเพื่อเอาใจของอีกฝ่ายกันแน่ เนื่องจากตระการซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ยังไม่เคยประจบเขาแบบนั้นสักครั้ง

“เอ้า....อยากทำกันก็ตามใจ”

พรพฤกษ์กับตระการลอบสบตากันแล้วก็ยิ้ม หลังจากที่ตฤณสรงน้ำพระพุทธรูปเสร็จ พรพฤกษ์ก็เข้าไปสรงน้ำพระต่อบ้าง ตระการยืนจับจ้องอิริยาบถตอนอีกฝ่ายตักน้ำรดไปบนพระพุทธรูปแล้วพนมมือไหว้อย่างไม่ให้คลาดสายตา ขณะที่ริมฝีปากบางก็มีรอยยิ้มน้อยๆ แต้มอยู่ตลอด

ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะคบกันมาเกือบห้าปี และพรพฤกษ์ก็เข้ามาอยู่ที่บ้านนี้จะครบสองปีแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังคงทำให้เขาประหลาดใจกับความสามารถที่จะเกลี้ยกล่อมแม้กระทั่งคนหัวแข็งที่สุดในโลกอย่างพ่อของเขาได้ และการที่เจ้าตัวพยายามจะช่วยสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ก็ยิ่งทำให้ตระการภูมิใจที่ไขว่คว้าหัวใจดวงนี้มาครองได้สำเร็จมากขึ้นไปอีก

ต้นคิดไม่ผิดจริงๆ นะ ที่ขอให้ไผ่มาอยู่ด้วยกันที่นี่...

ตฤณมองสายตาของตระการที่ส่งให้พรพฤกษ์ขณะอีกฝ่ายยื่นขันใบเล็กให้เพื่อสรงน้ำพระบ้าง จากนั้นผู้อาวุโสก็ส่งเสียงหึขึ้นจมูกเบาๆ

ดูท่าทางลูกชายเขาคงหลงเด็กคนนี้จนกู่ไม่กลับแล้ว…

“เรียบร้อย ทีนี้ขอพวกผมรดน้ำคุณลุงบ้างนะครับ”

“หือ?”

ตฤณยังคิดอย่างกระหยิ่มได้ไม่ทันไร พรพฤกษ์ก็หันมาหาเขา พวงมาลัยดอกมะลิที่ไม่รู้ว่าเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ถูกสวมลงมารอบคอก่อนที่เขาจะถูกดึงให้นั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง และยายแสนก็ยกอ่างเปล่าอีกใบมาให้เพื่อจะได้เอาไว้รองน้ำ

“รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ไงครับคุณลุง ต้นจะรดให้พ่อก่อนมั้ย?”

ท้ายประโยคพรพฤกษ์หันไปถามตระการที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ คนถูกถามจึงส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่ล่ะ ไผ่ทำให้ดูก่อนก็แล้วกัน ต้นไม่เคยทำ”

พรพฤกษ์ฟังคำตอบแล้วก็เลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ ดูเหมือนคนบ้านนี้จะไม่คุ้นเคยกับการทำอะไรตามประเพณีกันเอาเสียจริงๆ เขาจึงเริ่มก่อนด้วยการนั่งคุกเข่าลงกับพื้นหน้าตฤณ จากนั้นก็ลากอ่างเปล่ามารองไว้ใต้มือของผู้สูงวัยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แล้วค่อยหันไปเอาขันใบเล็กตักน้ำลอยดอกไม้ที่เหลือในขันใบใหญ่มารดลงไปบนฝ่ามือของตฤณช้าๆ

“ขอให้คุณลุงสุขภาพแข็งแรง โรคหัวใจไม่กำเริบอีก เจอแต่เรื่องดีๆ แล้วก็อยู่กับผมกับต้นไปนานๆ นะครับ”

พอรดน้ำหมดขัน พรพฤกษ์ก็ยกมือไหว้ พอเห็นนัยน์ตาสีนิลสดใสที่เหลือบขึ้นมองเขาอีกครั้ง ตฤณก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไปครู่หนึ่ง

คำอวยพรของพรพฤกษ์นั้นช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคำอวยพรจากพวกลูกน้องหรือคู่ค้าทางธุรกิจที่มักเพียงแต่มอบให้เขาตามมารยาท และผู้อาวุโสก็ประดักประเดิดด้วยไม่เคยชินกับการแสดงความห่วงใยอย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้น

ด้วยอายุที่ผ่านโลกมาหกสิบกว่าปี เขาย่อมต้องเคยทำพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่สมัยยังเป็นหนุ่ม กระนั้นความที่ไร้ญาติมิตรก็ทำให้ไม่เคยเป็นฝ่ายถูกรดน้ำเองจากลูกหลานเช่นนี้ อึดใจหนึ่งผ่านไปจึงค่อยนึกได้ว่าต้องอวยพรให้อีกฝ่ายกลับ

มือผอมกร้านที่ยังหมาดชื้นจากน้ำลอยดอกไม้เมื่อครู่ยกขึ้นลูบผมของพรพฤกษ์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแห้งเล็กน้อย

“ขอบใจ ขอให้เธอสุขภาพแข็งแรงเหมือนกัน”

พรพฤกษ์ยิ้มตอบก่อนจะกราบลงบนตักเขา ร่างเพรียวลุกขึ้นพลางหันไปยื่นขันใบเล็กในมือให้ตระการ ร่างสูงใหญ่จึงค่อยหันไปตักน้ำลอยดอกไม้แล้วนั่งคุกเข่าลงหน้าตฤณ

ความเงียบแขวนอยู่ในอากาศระหว่างพ่อลูกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ตระการจะกระแอมเบาๆ แล้วค่อยรดน้ำลงบนมือของบิดาที่ยื่นออกมา

ตฤณจ้องมองกระหม่อมศีรษะของลูกชายที่กำลังรดน้ำใส่มือนิ่ง

“ผมหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีของพ่อ เช่นเดียวกับปีต่อๆ ไปหลังจากนี้ ขอให้ปัญหาทางสุขภาพหมดไป จะได้คอยดูความสำเร็จของผมไปเรื่อยๆ นะครับ”

ตระการอวยพรเสร็จก็วางขันที่รดน้ำกลับลงในขันใบใหญ่ จากนั้นก็ก้มลงกราบบนตักของพ่อตัวเอง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เขาก็ประสานสายตากับตฤณที่มองลงมาอยู่แล้ว

คำอวยพรนั้นแทนความในใจของเขาได้ดีที่สุด ว่าจะมุ่งมั่นดูแลธุรกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป เช่นเดียวกับความปรารถนาดีที่มีต่อบิดาไม่เคยเปลี่ยน ถึงแม้ทั้งคู่จะเคยห่างเหินและไม่เข้าใจกันมายี่สิบกว่าปีก็ตาม

ตฤณจ้องมองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่มองตรงมา ถึงแม้จะไม่อาจพูดได้ว่าเขารักแม่ของตระการเท่ากับพิมผกา แต่ถึงอย่างไร...ชายหนุ่มตรงหน้าก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขที่เขาเลี้ยงดูและทุ่มเทฝากความหวังมาตลอด และหลายปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าอีกฝ่ายทำทุกอย่างที่เขาต้องการได้อย่างไม่บกพร่อง แถมยังทำได้ดีเกินกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้เสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าการที่ไม่เคยบอกรักบุตรชายมาก่อนจะทำให้คำนั้นยากจะหลุดจากปาก แต่อย่างน้อยตฤณก็ยังมีวิธีแสดงความรู้สึกของเขา ถึงแม้จะอ้อมค้อมไปบ้างตามประสาคนแก่ที่ไม่ชินกับการแสดงความอ่อนโยนก็ตาม

มือผอมกร้านยื่นออกไปลูบผมที่ตัดสั้นของลูกชาย ฝ่ามือนั้นค้างไว้นานกว่าตอนที่อวยพรกลับให้พรพฤกษ์เล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยเอ่ยขึ้น

“อย่าทำให้ฉันผิดหวังก็แล้วกัน”

ตระการยิ้มก่อนจะก้มลงกราบเขาอีกครั้ง พรพฤกษ์มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกเต็มตื้นอยู่ในอก อาจเพราะเขาเริ่มชินแล้วที่สองพ่อลูกคู่นี้จะไม่พูดแสดงความรู้สึกห่วงใยกันตรงๆ แต่อย่างน้อย...สิ่งที่สัมผัสได้ในน้ำเสียงและแววตาก็ชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปจากคำพูดที่ฟังเผินๆ อาจดูเหมือนห่างเหินได้แล้ว

“จริงสิ...ป้าแสนกับนิดจะรดน้ำคุณลุงด้วยไหมครับ?” พรพฤกษ์หันไปทางหัวหน้าแม่บ้านเมื่อนึกขึ้นได้ คนถูกถามจึงยกมือขึ้นตบอกพร้อมกับสีหน้าตกใจ

“อุ้ย! ได้เหรอคะ?”

ยายแสนทำน้ำเสียงตื่นๆ พลางหันไปมองเด็กผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังยิ้มแหยๆ พรพฤกษ์จึงหันกลับไปหานายใหญ่ของบ้านพลางเอ่ยยิ้มๆ

“ต้องได้สิครับ ป้าแสนกับนิดก็ทำงานกับคุณลุงมาตั้งนานแล้วนี่นา”

ตฤณเลิกคิ้ว แต่ก็พบว่ามาถึงขั้นนี้ จะวางท่าปฏิเสธไปก็เสียเวลาเปล่า จึงเพียงปรายตามองไปทางสองแม่บ้านต่างวัยแล้วพูดเสียงนิ่ง

“ถ้าจะรดน้ำก็รีบมา”

“ว้าย! ขอบคุณค่ะคุณท่าน”

ยายแสนยิ้มแย้มพลางรดน้ำขอพรตฤณ ก่อนที่นิดจะทำตามบ้างด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ หลังจากทั้งสองรดน้ำขอพรจากนายใหญ่ของบ้านเสร็จเรียบร้อย หัวหน้าแม่บ้านก็ทำท่าจะหยิบขันน้ำลอยดอกไม้และอ่างไปเททิ้ง พรพฤกษ์จึงรีบห้ามไว้และหยิบขันมาถือเอง

“เดี๋ยวก่อนครับป้าแสน ผมว่าจะเอาขึ้นไปรดน้ำรูปของแม่บนห้องพระด้วย ยังไม่ต้องเก็บก็ได้ครับ”

“อ้อ? จะเอางั้นเหรอคะคุณไผ่?”

หัวหน้าแม่บ้านสูงวัยเลิกคิ้ว ตระการหันไปมองพรพฤกษ์แล้วก็เข้าใจ จึงหยิบอ่างน้ำในมือของยายแสนไปถือบ้าง

“เดี๋ยวผมช่วยไผ่เอาไปข้างบนเองครับ”

พรพฤกษ์หันไปทางตฤณ “คุณลุงก็ไปด้วยกันสิครับ”

ตฤณที่กำลังหยิบทิชชู่มาซับมือเพียงแต่พยักหน้าบางๆ แต่ไม่ได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ไปกันก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันค่อยตามขึ้นไป”

เมื่อคล้อยหลังชายหนุ่มทั้งสอง ตฤณยังคงนั่งนิ่งมองมือของตนที่เพิ่งถูกรดน้ำไป กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งร่ำและดอกไม้ยังคงอวลอยู่เจือจางแม้จะไม่ยกมือขึ้นแตะจมูก และความอบอุ่นของบรรยากาศที่ยังอ้อยอิ่งก็ทำให้ในอกของผู้สูงวัยอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกอันไม่เคยคุ้น

วันของครอบครัว....เป็นแบบนี้เองสินะ เด็กคนนั้นก็พยายามเกินคาด…

มุมปากของตฤณยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งที่พรพฤกษ์ทำในวันนี้เพื่อให้เขากับตระการได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่แล้วเมื่อกำลังจะลุกจากเก้าอี้ก็เห็นแม่บ้านอาวุโสที่ยืนอยู่ไม่ห่างยิ้มแป้น เขาจึงวางสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิมและถามด้วยน้ำเสียงติดรำคาญหน่อยๆ

“ไม่มีงานอะไรต้องไปทำหรือไง?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสูงวัยขยายกว้างกว่าเดิม “มีเจ้าค่ะคุณท่าน แต่พอดีอิฉันเพิ่งนึกได้ ว่าจริงๆ แล้วที่คุณท่านไม่ยอมไปเชียงใหม่กับคุณต้นคุณไผ่ จริงๆ ไม่ใช่เพราะเกลียดการเดินทางอย่างเดียวหรอก แต่เพราะไม่อยากไปเป็น ก.ข.ค. สองคนนั้นใช่ไหมล่ะคะ?”

เพราะว่าทำงานรับใช้มานานสามสิบกว่าปี หัวหน้าแม่บ้านอาวุโสจึงมีสัญชาตญาณเกี่ยวกับทั้งนายใหญ่และนายน้อยของบ้านมากพอจะอ่านสีหน้าท่าทางของแต่ละคนออก ดังนั้นนอกจากจะมองออกว่าตระการทั้งรักทั้งหลงพรพฤกษ์เอามากๆ แล้ว ยายแสนก็มองออกด้วยว่าสายตาของตฤณมักจะอ่อนโยนกว่าปกติเวลาที่เห็นตระการกับพรพฤกษ์แสดงความห่วงใยกันและกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะนึกถึงตัวเองสมัยยังหนุ่มกับพิมผกาซึ่งเป็นผู้หญิงที่เคยรักที่สุดก็เป็นได้

ตฤณมองแววตารู้ทันของหัวหน้าแม่บ้านอย่างหน่ายๆ แต่ก็คร้านจะเอ็ดเพราะเดี๋ยวจะทำลายบรรยากาศดีๆ ที่พวกลูกชายสร้างไว้เสียหมด จึงเพียงเลื่อนเก้าอี้เข้าที่เดิมแล้วเดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไป

“ฉันไม่จำเป็นต้องไปขัดเวลาความสุขของลูกฉันนี่”

ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ยอมรับตรงๆ ต่อหน้า แต่หลังจากที่ทำใจยอมรับพรพฤกษ์และอนุญาตให้ตระการพามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ผู้สูงวัยก็สังเกตเห็นว่าบุตรชายมีชีวิตชีวามากขึ้น และดูเหมือนความอ่อนโยนและช่างเอาใจใส่ของพรพฤกษ์จะทำให้บรรยากาศที่เคยอึมครึมระหว่างพ่อลูกและคนอื่นๆ ในบ้านค่อยๆ จางหาย เพื่อเป็นการตอบแทน และชดเชยที่เคยพรากทั้งสองจากกัน เขาจึงอยากปล่อยให้ตระการกับพรพฤกษ์ได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างเป็นอิสระโดยที่มีเขาไปข้องเกี่ยวให้น้อยที่สุด

ยายแสนส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเมื่อนายใหญ่ของบ้านเดินออกจากห้องอาหารไป ความเปลี่ยนแปลงของตฤณจากที่เคยเห็นมาตลอดสามสิบกว่าปีทำให้แม่บ้านสูงวัยอดคิดไม่ได้ว่าแม้แต่ไม้แก่ก็ยังอาจดัดได้ ถึงแม้ว่าจะยากกว่าไม้อ่อนอยู่มากก็ตาม แต่หากไม้แก่ต้นนั้นได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างระมัดระวังเพียงพอ แม้แต่สิ่งประหลาดมหัศจรรย์ที่ใครๆ ก็ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็สามารถเป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูจากท่าทีของตฤณที่เริ่มโอนอ่อนให้ผู้คนรอบตัวมากขึ้น แล้วยังอาการโรคหัวใจที่ดีวันดีคืนนั่นเป็นตัวอย่างปะไร

โชคดีจริงๆ ที่คุณต้นพาคุณไผ่มาอยู่ที่นี่...

แม่บ้านสูงวัยเดินกลับเข้าไปในห้องครัวเพื่อสั่งให้เด็กผู้ช่วยทำความสะอาดห้องอาหาร ก่อนที่ตัวเองจะเดินต่อไปยังห้องด้านหลังเพื่อนำผ้าที่ซักไว้ออกตาก ท้องฟ้าที่สดใสและมีกลิ่นสดชื่นของสายลมจางๆ เป็นสัญญาณที่ดีว่าวันนี้คงจะอากาศแจ่มใสไปทั้งวันโดยไม่ต้องกลัวว่าผ้าจะไม่แห้ง

ในวันธรรมดาที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ เช่นนี้....ความสงบสุขก็ยังคงกรุ่นกำจายภายในบ้านสุวรรณฤทธิ์เหมือนเช่นทุกวัน…



++---End---++



A/N: อันว่าทุกอย่างย่อมมีที่มาที่ไป อย่างตอนพิเศษสำหรับสงกรานต์ของต้นกับไผ่นี่ก็ไม่เคยมีไอเดียมาก่อนเลยว่าจะเขียน แต่พอดีเมื่อช่วงต้นเดือนไปเที่ยวเชียงใหม่มา แล้วเมื่อไม่กี่วันก่อนก็หยิบแม้นมั่นคำสัญญาฉบับรวมเล่มมาอ่านทวนอีกครั้ง ทีนี้พอกำลังจะเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อทำงาน ไอเดียของตอนพิเศษนี้มันก็ดันไหลเข้ามาเองซะอย่างนั้นล่ะค่ะ เพียงแต่บรรยากาศโดยรวมจะเน้นไปทาง ‘ความเป็นครอบครัว’ มากกว่าความหวานแหวว ก็ได้แต่หวังว่าจะช่วยให้แฟนๆ ที่เคยทักว่าอยากอ่านตอนพิเศษของต้นกับไผ่หายคิดถึงกันบ้าง แล้วก็ไหนๆ แล้ว ใครที่เคยบอกไว้ว่าอยากอ่านตอนพิเศษคู่นี้ก็มาลงชื่อและทิ้งคอมเม้นต์ให้คนเขียนชื่นใจกันหน่อย จะได้มีกำลังใจเขียนตอนใหม่มาให้อ่านกันอีกน้า

ปล. เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้เรื่องนี้เขียนจบและรวมเล่มมาครบปีแล้วล่ะ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ

ปล.2 ที่นับตอนนี้เป็นตอนพิเศษ 5 เนื่องจากตอนพิเศษ 2 กับ 3 นั้นอยู่ในรวมเล่มเท่านั้นนะคะ




 

Create Date : 15 เมษายน 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 10:56:56 น.
Counter : 1524 Pageviews.  

แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษ 4


แนะนำ

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษ 4 สายสัมพันธ์ในคืนจันทร์แรม


พระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว แต่ที่โต๊ะอาหารของบ้านสุวรรณฤทธิ์กลับมีเพียงสองพ่อลูกที่นั่งทานมื้อเย็นด้วยกัน เนื่องจากสมาชิกใหม่อีกคนของบ้านมีภารกิจต้องอยู่ปิดต้นฉบับที่กองบรรณาธิการ และยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

"พ่ออิ่มแล้วเหรอครับ?"

ตระการถามเมื่อเห็นบิดาวางช้อนและส้อมลงบนจาน ผู้สูงวัยกว่าจึงพยักหน้าพลางหยิบยาที่ต้องทานหลังอาหารขึ้นใส่ปากและดื่มน้ำตาม

"แกเองก็ดูกินอะไรไม่ค่อยลงนี่ แล้วตกลงวันนี้ไผ่จะกลับบ้านหรือเปล่า?"

หลังจากพรพฤกษ์มาอยู่ที่บ้านสุวรรณฤทธิ์ได้นานเข้า ความคุ้นเคยก็หล่อหลอมให้เขาถูกปฏิบัติด้วยเสมือนหนึ่งสมาชิกในบ้าน และจากที่ตฤณเคยใช้คำเรียกว่า 'เด็กคนนั้น' บัดนี้ผู้สูงวัยเรียกชื่ออีกฝ่ายแม้ไม่ได้อยู่ต่อหน้าได้อย่างเต็มปาก

ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ตระการพอใจมากที่สุด

"เมื่อคืนก็ถึงกับค้างที่ออฟฟิศไปแล้ว คิดว่าคืนนี้น่าจะกลับนะครับ เมื่อตอนบ่ายก็ยังโทรคุยกับผมอยู่เลย"

"ถ้างั้นก็ดี ฉันจะขึ้นข้างบนล่ะ"

ตฤณหันไปพยักหน้ากับแม่บ้านซึ่งเป็นผู้ช่วยยายแสน เด็กสาวจึงเข้ามาเก็บสำรับจานชามที่เจ้านายทั้งสองทานเสร็จแล้วอย่างรู้หน้าที่ ตระการยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนเกลี้ยงแล้วก็เดินตามบิดาออกมาจากห้องทานข้าวบ้าง

"พ่ออย่าอยู่ดึกนักนะครับ นอนพักผ่อนเยอะๆ หน่อย เมื่อคืนก็นอนตั้งห้าทุ่ม"

ผู้เป็นบิดาเหล่ตามองบุตรชายคนเดียวที่เดินเยื้องอยู่ด้านหลัง จากนั้นก็ทำเสียงหึขึ้นจมูก

"ฉันรู้เวลานอนของฉันหรอกน่ะ แกเองก็เถอะ ถ้าอยากให้เขารีบกลับบ้านก็ไปรับเสียสิ"

ตฤณเอ่ยแล้วก็ขึ้นบันไดไปชั้นบน ซึ่งตระการเข้าใจว่าคงเพื่อไปทำสมาธิและสวดมนต์ในห้องพระตามปกติที่ทำทุกคืน แต่ประโยคทิ้งท้ายของผู้สูงวัยก็ทำให้เขาหัวเราะเบาๆ

จริงๆ ก็อยากให้ไผ่รีบกลับบ้านเหมือนกันนั่นแหละ ผมรู้ว่าพ่อคิดอะไรหรอกน่า...

อาจเพราะพวกเขาสองพ่อลูกอยู่ด้วยกันอย่างห่างเหินมานาน การมีพรพฤกษ์เข้ามาเป็นสมาชิกอีกคนจึงช่วยละลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างผู้ให้กำเนิดกับบุตรชายให้ลดเลือนลง และดูเหมือนบรรยากาศในบ้านที่ดีขึ้นก็จะส่งผลกับสุขภาพของตฤณด้วย เพราะจากที่เมื่อก่อนท่านประธานเคยทรุดจนตระการวิตกว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรง บัดนี้แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าสภาพของตฤณ 'ดีขึ้นมาก' แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนและหลังที่จะรับพรพฤกษ์มาอยู่ที่บ้านด้วย เขากล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าพัฒนาการที่เห็นได้นั้นน่าทึ่งทีเดียว

"คุณต้นจะรับชาหรือกาแฟไหมคะ?"

เด็กสาวคนเดิมเดินมาถามเมื่อเห็นตระการยังยืนอยู่หน้าบันได ชายหนุ่มจึงยิ้มแล้วส่ายหน้า "นิดไปนอนได้แล้วล่ะ เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอกหน่อย จะไปรับไผ่ที่ออฟฟิศ"

"อ๋อ ได้ค่ะ อ้าว? นั่นเสียงรถคุณไผ่นี่คะ?"

ตระการเองก็ได้ยินเสียงรถยนต์ที่เลี้ยวผ่านรั้วเข้ามาพร้อมๆ กับที่เด็กสาวทักขึ้น เขาจึงตบไหล่บางเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าไปที่หน้าบ้าน พอเลื่อนบานประตูกระจกด้านหน้าออกก็พบว่าพรพฤกษ์กำลังเลี้ยวรถจี๊ปเข้าจอดบริเวณที่จอดประจำข้างบ้านพอดี รถคันนี้เป็นรถที่เขาซื้อให้หลังอีกฝ่ายประสบอุบัติเหตุเพื่อเอาไว้ขับพาไปไหนมาไหน หลังย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว พรพฤกษ์จึงใช้รถคันนี้เป็นรถประจำตัวไปเลย

"งานเป็นไงบ้าง ต้นกำลังจะโทรไปถามพอดีว่าจะให้ไปรับหรือเปล่า ไผ่จะได้ไม่ต้องขับรถกลับมาเอง"

พรพฤกษ์ยิ้มพลางเปิดประตูด้านหลังเพื่อหยิบแฟ้มกับกระเป๋าโน้ตบุ๊คออกมา ตระการจึงช่วยรับกระเป๋ามาถือให้ ถึงแม้วันนี้อีกฝ่ายจะกลับมาในเวลาที่ค่อนข้างเร็วแล้วสำหรับฤดูปิดเล่มคือสองทุ่มครึ่ง แต่ชายหนุ่มก็ยังสังเกตเห็นร่องรอยของความอิดโรยบนสีหน้าได้ชัด

"ไม่เป็นไรหรอก โชคดีว่าตรวจปรู๊ฟเสร็จหมดแล้วก็ส่งงานเข้าโรงพิมพ์แล้ว พรุ่งนี้ถึงเข้าออฟฟิศสายหน่อยก็ไม่เป็นไร"

พรพฤกษ์ตอบพลางเดินเข้าบ้านพร้อมกับตระการ ร่างสูงเพรียวเดินตรงขึ้นบันไดเพื่อไปที่ห้องนอนของทั้งคู่ แต่ระหว่างทางเห็นไฟในห้องพระเปิดอยู่จึงเคาะประตูก่อนจะผลักเข้าไป

"สวัสดีครับคุณลุง"

ตฤณที่นั่งทำสมาธิอยู่ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วหันกลับมา ริมฝีปากไม่ได้ยิ้มก็จริง แต่ในแววตานั้นฉายความอ่อนโยนแก่ผู้ที่ทักทายอยู่เจือจาง

ซึ่งอาจนับว่ามากที่สุดเท่าที่ตฤณจะเคยมอบให้ใครนอกจากพิมผกาได้แล้ว

"กลับเร็วนี่"

ถึงแม้ใจจะยอมรับแล้ว ทว่านิสัยและการใช้คำพูดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ตอนอายุหกสิบกว่า และพรพฤกษ์ก็ไม่ได้ถือสากับคำถามที่ฟังแล้วเหมือนประชดประชัน เพราะเข้าใจว่านั่นคือวิธีทักทายที่แสดงออกว่าคนถามกำลังห่วงใยเขา

"พอดีเพื่อนๆ ช่วย คืนนี้ก็เลยเสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้น่ะครับ ความจริงเขาจะชวนไปกินข้าวเย็นฉลองกันต่อด้วย แต่ผมอยากพักก็เลยกลับมาก่อน"

คำตอบนั้นทำให้ผู้สูงวัยเลิกคิ้ว "ไม่ได้กินข้าวรึ? กับข้าวมื้อเย็นก็ยังพอมีอยู่นี่ หรือไม่อย่างนั้นก็ให้ยายนิดทำให้ใหม่ก็ได้ ถ้าไม่กินข้าวเดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะกันพอดี"

พรพฤกษ์หัวเราะ "เมื่อเย็นเจ้านายสั่งพิซซ่ามาเลี้ยงไปรอบนึง ผมเลยกินไปตั้งสองชิ้นแล้วล่ะครับ ตอนนี้อยากอาบน้ำนอนมากกว่า คุณลุงก็อย่าอยู่ดึกมากนะครับ"

ชายหนุ่มพนมมือทำความเคารพอีกครั้งก่อนจะผละไป ส่วนตระการที่ยืนคอยอยู่ด้านหลัง พอจะงับประตูห้องปิดให้จึงทันได้ยินเสียงบ่นงึมงำเบาๆ จากคนในห้อง และทำให้มุมปากกระตุกยิ้มอย่างห้ามไม่ได้

"แฟนกันพูดสั่งสอนพ่อมันเหมือนกันไม่มีผิด"


++------++


พรพฤกษ์วางแฟ้มงานที่เอากลับมาลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบเสื้อคลุมอาบน้ำแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ตอนนี้เขาเหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรนอกจากทำความสะอาดร่างกายแล้วนอนพักผ่อน พอกลับออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง เขาก็พบว่าตระการกำลังนอนดูโทรทัศน์รออยู่บนเตียงแล้ว

ชายหนุ่มกระชับสายคาดเสื้อคลุมแล้วปิดสวิทช์ไฟดวงใหญ่กลางห้อง ตระการจึงหันไปเปิดโคมไฟบนหัวเตียงเพื่อให้ความสว่างแทนแล้วปิดโทรทัศน์ ความจริงแล้วเขายังไม่ง่วงเลยสักนิดเพราะเพิ่งจะสามทุ่มกว่าๆ แต่ในเมื่อพรพฤกษ์อยากนอน เขาก็จะนอนเป็นเพื่อน

"พรุ่งนี้ไผ่จะเข้าออฟฟิศสายใช่มั้ย?"

ตระการถามขณะมองคนรักถอดเสื้อคลุมออกเพื่อหยิบกางเกงกับเสื้อมาใส่นอน และพรพฤกษ์ก็รู้ว่ากำลังโดนสายตาของอีกฝ่ายจับจ้อง แต่ตอนนี้ถ้าหากคิดจะชวนทำอะไรกันเขาก็คงต้องบ่ายเบี่ยงเท่านั้นเพราะความเหนื่อยล้า โชคดีที่ตระการก็ดูจะไม่ต้องการบังคับ เพราะคนบนเตียงเพียงแต่นอนตะแคงเท้าศอกมองอาหารตาตรงหน้ายิ้มๆ

"ก็คงต้องดูว่าจะตื่นกี่โมงนั่นล่ะ แต่พรุ่งนี้คิดว่าคงเข้าสายกันแทบทุกคนยกเว้นพี่เอก ไม่แน่ก็อาจจะเข้าช่วงบ่ายเลยก็ได้"

พรพฤกษ์ตอบพลางดึงกางเกงสะดอขายาวขึ้นทบเอวแล้วผูกเชือก จากนั้นจึงค่อยหยิบเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อบางแขนยาวมาสวม ถึงแม้จะมาอยู่กรุงเทพฯ ได้เป็นปีแล้ว แต่เขาก็ยังชินกับการใส่เสื้อผ้าแบบที่เคยใส่ตอนอยู่เชียงใหม่ ถึงแม้บางทีจะโดนคนร่วมเตียงบ่นในบางครั้งว่า 'ถอดลำบาก' ไม่เหมือนเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น แต่เขาก็ชอบแต่งตัวแบบนี้มากกว่า

ร่างสูงเพรียวเดินไปที่เตียงพลางเลิกผ้าห่มฝั่งตัวเองขึ้น จากนั้นก็ทรุดตัวลงเอนหลังพิงหมอนแต่ยังไม่ได้นอนลงทันที ตระการเลยถือโอกาสเลื่อนตัวลงไปหนุนบนหน้าท้องแล้วสูดกลิ่นสบู่จากคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ

"ถ้างั้นเข้าบ่ายเลยเถอะ นานๆ จะได้ว่างตรงกันตอนกลางวันสักที เดี๋ยวหาร้านกินข้าวเที่ยงกันก่อนแล้วไผ่ค่อยไปทำงานดีกว่า"

"ท่านรองประธานจะโดดงานตอนเช้าหรือไงครับ?"

พรพฤกษ์เอ่ยอย่างหยอกล้อพลางใช้มือหนึ่งสางผมคนที่นอนหนุนท้องตัวเอง ฝ่ายตระการได้แต่หัวเราะเบาๆ โดยไม่ปฏิเสธแล้วปล่อยให้พรพฤกษ์สางผมเล่น ครู่หนึ่งร่างสูงใหญ่ก็ตะแคงหน้าแล้วเอียงคอมองคนรักทั้งที่ยังหนุนอยู่ที่เดิม

"จะว่าไป...ต้นไม่เคยได้ยินไผ่อู้คำเมืองให้ฟังเลยนะ ตั้งแต่ตอนที่ไปบ้านนฤมิตรครั้งแรกแล้ว"

คนถูกทักเลิกคิ้ว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายพูดเรื่องนี้

"ก็...ปกติแขกที่ไปพักก็มีแต่คนกรุงเทพฯ นี่นา อีกอย่างกับพวกเพื่อนๆ ก็พูดภาษากลางกันตลอดด้วย มีแต่ตอนเด็กๆ ที่อยู่กับตานั่นแหละถึงจะพูดแต่ภาษาเหนือ"

แววตาของตระการเป็นประกายวิบวับขึ้นมา คนตัวใหญ่ขยับตัวนอนตะแคงหนุนศอกตัวเองเพื่อจะได้ไม่ทับพรพฤกษ์ก่อนจะยิ้มยิงฟัน

"ต้นอยากฟังเสียงไผ่เวลาพูดภาษาเหนือ พูดให้ฟังหน่อยสิ"

พรพฤกษ์มองหน้าคนขอ นัยน์ตาฉายแววงุนงงเพราะไม่คิดว่าจู่ๆ ตระการจะสนใจเรื่องนี้

อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะรีบนอนแต่หัวค่ำซะหน่อย แต่โดนขอแบบนี้ก็...คงเลี่ยงไม่ได้สินะ...

"จะหื้ออู้ว่าจะไดผ้อง?"

คราวนี้รอยยิ้มบนมุมปากของคนตัวใหญ่ดูจะขยายกว้างกว่าเดิม แถมนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มยังฉายแววตื่นเต้นอย่างเปิดเผยราวกับเด็กเล็กๆ

"อะไรก็ได้ อย่างถ้าไผ่อยากถามอะไรต้นก็ถามเป็นภาษาเหนือได้เลย"

เอ้า...แล้วจู่ๆ ก็มาขอกันแบบนี้ จะให้คิดคำถามยังไง...

พรพฤกษ์บ่นในใจอย่างระอา แต่ก็ไม่ขัดใจคนขอและถามประโยคต่อไปด้วยสำเนียงพื้นเมืองที่ถนัดต่อ

"เมื่อแลงกิ๋นข้าวลำก่อ?"

คราวนี้คิ้วเข้มของคนฟังมุ่นขึ้นเนื่องจากตีความไม่ออก "แปลว่าอะไรน่ะ? เป็นคำถามใช่มั้ย?"

คนพูดพยักหน้า "ถามว่าเมื่อเย็นกินข้าวอร่อยมั้ย"

"อืม เสียงไผ่เวลาพูดคำเหนือเพราะจัง พูดอีกสิ ขอยาวๆ เลย"

ตาบ้านี่...จริงๆ เล้ย...

พรพฤกษ์ทั้งขำทั้งฉุน แต่ใจหนึ่งก็เขินและดีใจที่ตระการชมว่าภาษาถิ่นของเขาเพราะ จึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรัวประโยคถัดไปอย่างยาวเหยียด

"วันนี้เยี๊ยะก๋านยุ่งขนาด ปิ๊กบ้านยังต้องมาเอาใจ๋ละอ่อนหน้อยติดปี้แห๋ม แล้วมาบอกหื้ออู้จะอั้น จะอี้ อะหยังก่อบ่ฮู้ อิดจะต๋ายแล้ว"

ตระการฟังแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว ถึงแม้ประโยคเมื่อครู่จะเต็มไปด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่เขาฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่ใช่ประโยคชมเชยแน่ๆ ยิ่งพอเห็นพรพฤกษ์หัวเราะเมื่อเห็นหน้าเขาก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น

"เห็นเราฟังไม่รู้เรื่องเลยบ่นยาวเลยเหรอ"

พรพฤกษ์ได้ยินคำตัดพ้อ บวกกับเห็นสีหน้าคนตัวใหญ่กว่าที่แกล้งทำแก้มอูมก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้นจนต้องใช้นิ้วเช็ดน้ำตาบนหางตา "ก็ดันขอให้พูดยาวๆ เองนี่ ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วก็เลยบ่นให้ฟังน่ะสิ"

คนขอให้พูดเห็นอีกฝ่ายหัวเราะก็หัวเราะบ้าง ร่างสูงใหญ่ก้มลงแล้วใช้ศีรษะดุนไหล่อีกฝ่ายอย่างหยอกล้อ "ขอโทษทีเถอะที่เอาแต่ใจ ก็อยู่ๆ ก็อยากฟังนี่นา"

"วันนี้หยั๋งมาอ้อนแต้ว่า ถึงจะเอาแต่ใจ๋ตั๋วเองก่อจ้างเต๊อะ แต่ก็ยังน่าฮักเนาะ"

คราวนี้พรพฤกษ์พูดช้าๆ ชัดๆ เพื่อให้ตระการฟังทัน ถึงแม้บางคำจะเป็นสำเนียงเฉพาะถิ่น แต่หากตั้งใจฟังดีๆ แม้จะไม่ใช่คนเหนือก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ตระการทำท่าใช้ความคิดครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นยิ้ม

"ถึงยังไงต้นก็ยังไม่น่ารักเท่าไผ่หรอก"

ประโยคโต้ตอบนั้นทำให้พรพฤกษ์รู้ว่าตระการเข้าใจที่เขาพูดจริงๆ จึงยิ้มแล้วยกนิ้วขึ้นดีดจมูกของอีกฝ่ายเบาๆ "อ้ายฮักน้องกะ ทีนี้จะยอมให้นอนได้หรือยัง?"

ความหวานละมุนที่อวลซ่านจากคำพูดนั้นช่วยเติมความอบอุ่นให้จนในอกพองฟู ตระการจึงยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มพรพฤกษ์เร็วๆ ก่อนจะพูดเลียนแบบด้วยคำที่เขาพอจะผูกได้จากที่เก็บตกเมื่อครู่

"ละอ่อนก็ฮักอ้าย"

พรพฤกษ์เลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะเบาๆ ผิวแก้มซับสีโลหิตอ่อนจางขณะแซวอีกฝ่ายกลับ

"เรียนรู้เร็วเหมือนกันนี่"

"ถ้าไผ่ตั้งใจสอนต้นจะพูดได้เยอะกว่านี้อีก"

คนอายุมากกว่าส่ายหน้าแล้วกระถดตัวลงใต้ผ้าห่ม "ไว้วันหลังก็แล้วกัน คืนนี้หมดโควต้าแล้ว ถ้าขืนยังไม่ยอมให้อ้ายนอนอีกคราวนี้ละอ่อนโดนตีแน่ๆ"

ตระการหัวเราะพลางเอี้ยวตัวกลับไปปิดโคมไฟ ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงลางๆ จากจันทร์ข้างแรมที่ส่องผ่านช่องว่างของผ้าม่านลงมาบนปลายเตียง

"มื้อกลางวันพรุ่งนี้ไผ่อยากกินอะไร?"

พรพฤกษ์ปิดปากหาวก่อนจะหลับตาลงแล้วตอบเสียงงึมงำ "อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่อิตาเลียน เมื่อตอนเย็นได้กินทั้งพิซซ่าทั้งสปาเก็ตตี้ พรุ่งนี้ไม่เอาแล้ว"

"โอเค งั้นเดี๋ยวค่อยเลือกพรุ่งนี้ก็ได้ แล้วห้ามไผ่ตื่นหนีต้นไปทำงานก่อนนะ"

"รู้แล้วล่ะน่า"

พรพฤกษ์ตัดบทพลางทุบไหล่ตระการเสียทีหนึ่งราวจะบอกว่าให้หยุดพูดเสียที คนถูกทุบจึงหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปตะแคงโอบอีกฝ่ายไว้ ไม่นานเสียงหายใจสม่ำเสมอก็ดังประสานจากคนทั้งคู่

เงาดำจากร่างที่ยืนหลบอยู่หลังประตูค่อยๆ ยื่นมือไปดึงประตูปิดเมื่อมั่นใจว่าคนในห้องหลับกันแล้ว ตฤณอดส่ายหน้าไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพูดโต้ตอบกันระหว่างบุตรชายกับบุตรบุญธรรม มุมปากของผู้สูงวัยกระตุกเป็นรอยยิ้มเบาบางที่แทบไม่เผยให้ใครเห็นในช่วงเวลาหลายปี

ใครสอนให้ต้นมันหัดอ้อนได้แบบนั้นน่ะ พิมรึ? หรือว่าไผ่?

ความจริงเขามายืนอยู่ข้างประตูตั้งแต่ตอนที่ตระการบอกพรพฤกษ์ว่าอยากให้พูดภาษาเหนือให้ฟังแล้ว ตอนแรกเขาตั้งใจจะเตือนทั้งสองให้รู้ว่าประตูปิดไม่สนิทแล้วก็จะเดินกลับไปที่ห้องตัวเอง แต่พอได้ยินพรพฤกษ์เริ่มพูดด้วยสำเนียงบ้านเกิดให้ตระการฟัง เขาก็เหมือนถูกสะกดให้หยุดยืนฟังไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ

น่าเสียดายนะพิม...ถ้าหากตอนที่เรายังอยู่ด้วยกันฉันรู้จักอ้อนเธอแบบนี้บ้าง...บางทีฉันคงไม่ต้องเห็นแต่ภาพของเธอที่มักจะมองมาด้วยแววตาน้อยใจก็ได้...

เมื่อกลับมาถึงห้องนอนของตัวเอง ชายสูงวัยก็ระบายลมหายใจยาวเมื่อนึกถึงความหลังครั้งอดีต แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์มากมายมาจนอายุล่วงเข้าปูนนี้ เขาก็รู้แล้วว่าไม่มีวิธีใดจะแก้ไขความผิดพลาดที่เคยทำได้ เช่นเดียวกับความเจ็บปวดที่แม้เวลาจะช่วยเยียวยาอย่างไร มันก็ไม่มีวันหายสนิทราวไม่เคยเกิดอะไรขึ้นอยู่วันยังค่ำ

แต่อย่างน้อย...การได้เห็นว่าผลพวงอันเกิดจากสิ่งที่เขาทำ แม้จะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เคยคาดหวังไว้ แต่ก็ทำให้คนสำคัญในชีวิตเขาและตัวเขาเองได้ปรับความเข้าใจและมีความสุขในบั้นปลายร่วมกับใครอีกคน เท่านี้ก็อาจนับว่าเป็นโชคดีในโชคร้าย เพราะเขาได้เรียนรู้บางสิ่งที่สำคัญก่อนที่เวลาซึ่งคงเหลืออีกไม่กี่ปีจะอำนวยแล้ว

กับคนนอกที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคู่ของเด็กสองคนนั้น แต่กลับถูกความรักที่พวกเขามีให้กันส่งผ่านความอบอุ่นมาให้จนหัวใจที่แห้งเหี่ยวเกือบหยุดเต้นรู้สึกปรีดาที่เจ้าของมันยังหายใจ...ตฤณได้แต่ต้องยอมรับกับตัวเองขณะนั่งบนเตียงซึ่งถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ข้างแรม ว่าความรักช่างเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่และงดงามโดยแท้...



++---End สายสัมพันธ์ในคืนจันทร์แรม---++



A/N: ตอนพิเศษนี้เกิดขึ้นมาจาก เคยคิดอยากเขียนตอนพิเศษที่ไผ่ได้พูดเหนือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยบ้าง เนื่องจากในเวอร์ชันบอร์ดจะพูดแต่ภาษากลางตลอดเลย (แต่ในเวอร์ชันรวมเล่ม ภาษาของไผ่เวลาพูดกับตาตอนเด็กๆ จะถูกแก้ให้เป็นภาษาท้องถิ่นหมด ใครอยากอ่านก็ไปหาซื้อหรือหายืมเอาเน่อ) แล้วก็เพราะคิดถึง อยากเห็นช่วงเวลาหวานๆ ของคู่นี้หลังจากย้ายมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันโดยมีคุณตฤณเป็นเจ้าบ้านด้วย ถ้าหากหวานเลี่ยนไปก็ขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้ชีวิตส่วนตัวคนเขียนกำลังขาดหวานอย่างแรงเลยต้องเขียนเอา ใครถลำเข้ามาอ่านแล้วก็ฝากความคิดถึงให้ไผ่กับต้นได้เลยค่ะ เดี๋ยวคนเขียนเอาไปส่งต่อให้เอง ^___^

สำหรับผู้ที่อ่านภาษาเหนือของไผ่แล้วยังงงๆ ว่าแปลว่าอะไร ด้านล่างนี้คือคำที่ถอดความเป็นภาษากลางให้แล้ว ขอขอบคุณพี่คอป Copter Forwriter อย่างใหญ่หลวงที่ช่วยเหลือในการแปลด้วยเจ้าค่า จุ๊บๆๆ


"จะหื้ออู้ว่าจะไดผ้อง?" - จะให้พูดว่าอะไรล่ะ?

"เมื่อแลงกิ๋นข้าวลำก่อ?" – เมื่อเย็นกินข้าวอร่อยมั้ย?

"วันนี้เยี๊ยะก๋านยุ่งขนาด ปิ๊กบ้านยังต้องมาเอาใจ๋ละอ่อนหน้อยติดปี้แห๋ม แล้วมาบอกหื้ออู้จะอั้น จะอี้ อะหยังก่อบ่ฮู้ อิดจะต๋ายแล้ว" - วันนี้ทำงานยุ่งมากเลย แต่กลับบ้านแล้วยังต้องมาเอาใจเด็กติดพี่อีก แล้วมาบอกให้พูดพล่ามอะไรก็ไม่รู้ เหนื่อยเป็นบ้า

"วันนี้หยั๋งมาอ้อนแต้ว่า ถึงจะเอาแต่ใจ๋ตั๋วเองก่อจ้างเต๊อะ แต่ก็ยังน่าฮักเนาะ" - วันนี้อ้อนจังนะเรา ถึงเอาแต่ใจก็ช่างเถอะ ก็ยังน่ารักแหละน่า

"อ้ายฮักน้องกะ" - พี่ชายรักน้องนะ


ปล. ที่นับตอนนี้เป็นตอนพิเศษ 4 เนื่องจากตอนพิเศษ 2-3 ซึ่งไม่ลงในบอร์ดนั้นจะอยู่ในรวมเล่มค่ะ หวังว่าคนที่ไม่ได้อ่านรวมเล่มจะไม่งงกันเนาะ




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2554    
Last Update : 12 สิงหาคม 2554 23:00:00 น.
Counter : 875 Pageviews.  

ประกาศผลเกมชิงโปสเตอร์ "แม้นมั่นคำสัญญา"


นับตั้งแต่ประกาศเรื่องเกมชิงรางวัลโปสเตอร์ไปเมื่อปลายๆ มิถุนา ก็ได้รับคำตอบจากแฟนๆ นักอ่านที่ส่งคำตอบมาเยอะเลย และคำตอบของหลายคนก็ทำเอาคนเขียนถึงกับอึ้งเพราะนึกไม่ถึง กว่าจะคัดให้เหลือห้าผู้เข้ารอบอย่างที่เคยบอกไว้เลยอ่านจนตาแฉะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคำตอบของทุกคนดีหมดเลยนะคะ ไม่ได้หมายความว่าของคนที่ไม่เข้ารอบไม่ดี เพียงแต่อาจมีบางอย่างในคำตอบของผู้ได้เข้ารอบที่กระทบส่วนหนึ่งส่วนใดของคนเขียนจนเฉือนคนอื่นไปนิดๆ หน่อยๆ ดังนั้นคนที่ไม่ได้เข้ารอบก็ไม่ต้องน้อยใจน้า เดี๋ยวไว้รอเล่นอีกเวลามีเกมใหม่ก็ได้ค่ะ

สำหรับผู้เข้ารอบทั้งห้า เราใช้วิธีจับสลากเป็นการตัดสินขั้นสุดท้ายเพื่อหาผู้ที่จะได้โปสเตอร์พร้อมลายเซ็นต์ซึ่งมีรางวัลเดียว ส่วนอีกสี่ท่านจะได้รับการ์ดปลอบใจซึ่งเป็นงานแฮนด์เมด และน่ายินดี + น่าทึ่งมากที่ทั้งสี่คนเลือกแบบที่ได้อยากได้ไม่ซ้ำกันเลย (เราอีเมล์ไปแจ้งว่าให้เลือกแบบที่อยากได้ที่สุดมาสามแบบ โดยใครอีเมล์มาก่อนก็จะได้แบบที่เลือกเป็นอันดับหนึ่งไปก่อน ถ้าหากซ้ำกับใครเราจะได้หยิบแบบที่อยากได้ถัดไปให้แทน)

และเพื่อให้การตัดสินนี้โปร่งใส เราจึงเคยบอกไปในกติกาแล้วว่าผู้เข้ารอบต้องยินดีให้นำคำตอบขึ้นโพสต์ได้ เพื่อให้คนอื่นๆ สบายใจว่ายายคนเขียนไม่ได้หลับตาเลือกคำตอบมามั่วๆ ซึ่งเราได้นำคำตอบของทั้งห้ามาโพสต์ในกระทู้นี้แล้ว และท้ายคำตอบแต่ละข้อก็จะให้คอมเม้นต์สั้นๆ ด้วยค่ะ ถือเป็นการขอบคุณที่มาร่วมสนุก และบอกให้รู้ว่าเราเลือกคำตอบของคนนั้นขึ้นมาเพราะถูกใจตรงไหน โดยนอกจากคนที่ได้รางวัลใหญ่แล้ว ที่เหลือเราเรียงลำดับตามตัวอักษรนำของชื่อ ไม่ใช่เรียงแบบนี้เพราะว่าใครตอบดีกว่าใคร ดังนั้นประเด็นนี้คงไม่มีคำถามเนอะ

และต่อไปนี้คือคำถามที่เราใช้ในเกมค่ะ

1. ความประทับใจที่ได้รับจากเรื่อง แม้นมั่นคำสัญญา?
2. ประทับใจตัวละครใดที่สุดในเรื่องนี้ เพราะอะไร?
3. ในบรรดาตอนพิเศษทั้งสิ้น 4 ตอน (ตอนพิเศษของต้นกับไผ่ 3 ตอน และนอกับบอย 1 ตอน) ชอบตอนไหนที่สุด เพราะอะไร?
4. เลือกนิยายที่เขียนโดย Bellbomb ซึ่งชอบที่สุดมา 1 เรื่อง และให้เหตุผลประกอบ (สามารถเลือกได้จากเรื่องที่จบและรวมเล่มแล้ว เรื่องที่ยังไม่จบ หรือเรื่องสั้นที่เขียนในแนววายเท่านั้น โดยเลือกได้จาก 1) ลำนำรักสีรุ้ง (รวมเล่มแล้ว) / 2) เมื่อหัวใจเราใกล้กัน (รวมเล่มแล้ว) / 3) แม้นมั่นคำสัญญา (รวมเล่มแล้ว) / 4) แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก (ยังไม่จบ) / 5) ยินดีที่ได้รู้จัก...รัก (ยังไม่จบ) / 6) Honesty – รักนี้ขอความจริงใจ (เรื่องสั้น) 7) ขอเพียงเอ่ยว่ารัก (เรื่องสั้น) และ 8) เสียงเพรียก สัญญาใจ (เขียนไปแค่ 2 ตอนและลงในบอร์ดลัสเชียสเท่านั้น แต่ถ้าใครเคยผ่านตาเรื่องนี้และอยากตอบเรื่องนี้ก็ได้ค่ะ

เอาล่ะ ต่อไปก็มาอ่านคำตอบของทั้งห้าที่ได้เข้ารอบกันเลย (ขอบอกก่อนว่าอ่านแล้วจุใจทุกคน นี่ขนาดบอกว่าไม่จำกัดความยาวนะ หุหุหุ)


Smiley Smiley Smiley


คำตอบแรก จากพี่ aew ผู้ได้รับรางวัลใหญ่คือโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นต์ค่า เย้ๆๆ

Smiley คำตอบข้อ 1: ความประทับใจที่ได้รับจากเรื่อง แม้นมั่นคำสัญญา? Smiley

คุณเคยรู้สึกถึงความ อุบอุ่น อ่อนหวาน เบาสบาย มั้ย

คุณเคยรู้สึกถึงความ สุขสม อิ่มเอมใจ มั้ย

คุณเคยรู้สึกถึงความ บีบคั้น กดดันจิตใจ มั้ย

คุณเคยรู้สึกใจหาย เคว้งคว้าง ค้างคา มั้ย

ถ้าคุณยังไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกที่ว่านี้เป็นเช่นไร ลองเริ่มต้นเรียนรู้มัน จาก... “ แม้นมั่นคำสัญญา “

นี่ไม่ใช่คำโปรย เพื่อโฆษณาหนังสือแต่อย่างใด แต่ เป็นสิ่งที่คุณจะได้เจอะเจอเมื่อคุณได้สัมผัสกับทุกตัวละครใน “ แม้นมั่นฯ “ เหมือนอย่างที่ฉันได้เจอ

อบอุ่น จากรักที่มีให้กัน “ ต้นรักไผ่ “ และ “ ไผ่ก็รักต้น “

อ่อนหวาน จากความห่วงใยที่มีให้กัน “ ต้นจะไม่ทอดทิ้งไผ่ “ และ “ ไผ่จะมีต้นในหัวใจเสมอ “

เบาสบาย จากวันคืนที่ได้ใช้ร่วมกัน ต่างคนต่างห่วงใย ต่างเอาใจใส่ และดูแลหัวใจของกันและกัน

สุขสม เมื่อวันที่รักหวนคืน เข้าใจ และก่อเกิดเป็นความผูกพัน

อิ่มเอมใจ เมื่อรักได้รับการยอมรับ เมื่อรักได้ก่อเกิดการให้อภัย สร้างความสัมพันธ์สายใหม่ สานสายใยเป็นครอบครัว

บีบคั้น เมื่อคนรักไม่เข้าใจ เมื่อรักไร้ซึ่งการยอมรับ เกิดความสับสนในจิตใจ

กดดันจิตใจ เมือรักต้องหาทางออก “ เลือกที่จากไป หรือ เลือกที่ยื้อเอาไว้ “ “ เลือกที่จะห่างกัน หรือ เลือกที่จะอยู่ใกล้ชิด “

ใจหาย เมื่อเราต้องจากลากัน วันสุดท้ายของต้นกับไผ่ เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำในจิตใจ

เคว้งคว้าง เมื่อถึงวันจันทร์ - อังคาร ..... วันวานแห่งความทรงจำ

ค้างคา เมื่อเราเลิกลากันไป ทั้งที่ใจก็รู้ว่ามันถึงเวลา แต่... ก็ยังโหยหาอยู่ร่ำไป เหมือนคนในครอบครัว ที่ยังคงอยากถามไถ่ ถึงความเป็นไปบ้างในบางคราว ..... ให้หายคิดถึงกัน ..........

เหอๆๆๆ ไม่ค่อยเว่อร์ แต่ขอบอกว่ารู้สึกเยี่ยงนั้นจริงๆ

น้องไผ่ทำให้พี่ตกหลุมรักในตอนแรก เหมือนรักแรกพบ ต่อให้น้องจะเอาแต่ใจแค่ไหน หรือ ใครจะว่าน้องตัดสินใจผิด หรือเห็นแก่ตัวแค่ไหนที่ไม่ยอมฟังต้นตอนที่รู้ความจริง ไม่ยอมย้ายมาอยู่กับต้นตอนที่ต้นขอให้ตัดสินใจ หรือ... จะยังไงก็แล้วแต่ สำหรับพี่ น้องถูกเสมอ เหอๆๆๆๆๆ ( ไม่ค่อยลำเอียงแต่รักจริงจัง ^^ )

แต่ในเวลาไม่นาน รินก็ทำให้พี่ได้ค้นพบว่า ยังมีผู้ชายอีกคนที่.... จะว่ายังไงดี คือ

เค้าเพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ

เค้าเป็นคนดี ที่หนึ่ง

เค้าน่ารัก และ สมควรถูกรัก
เค้ามั่นคง ไม่เคยหวั่นไหว

เค้าจริงจัง และ จริงใจ

เค้า.... ชื่อ ต้น นายตระการ (รัตนวงศ์ ) สุวรรณฤทธิ์
ชายที่รักและมั่งคงต่อชายเพียงคนเดียวเท่านั้น ไผ่ พรพฤกษ์ ภูมิประพันธ์

ถ้ามีใครมาถามว่า ผู้ชายในอุดมคติของคุณคือใคร ณ. ตอนนี้พี่คงตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า นายต้น คนนี้แหละ ใช่เลย แต่.... ท่าทางผู้ชายแบบนี้จะหาได้ยากแฮะ เหอๆๆๆๆ

ทุกตัวละครในเรื่องนี้ สร้างความประทับใจให้ได้ในรูปแบบแตกต่างกัน ไม่มีใครที่เข้ามาเพียงเพื่อเป็นตัวประกอบผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น

คุณตฤณ สุวรรณฤทธิ์ คุณป๋าผู้แสนเย็นชา และ เข้มงวด เข้ามาก่อกวนหัวใจพี่อยู่พักใหญ่ ความที่เธอเอาแต่ใจตัวเองซะเหลือเกิน ยิ่งเจอก็ยิ่งหมั่นไส้ ชิชะ ดีนะที่เริ่มเข้าใจอะไรๆมากขึ้นณ.ตอนหลัง ไม่งั้นคะแนนความนิยมติดลบแน่ จะบอกให้ หึหึหึ

เฮียนอ นรพัฒน์ เป็นเหมือนพี่ชายที่แสนดี และ อบอุ่นของไผ่อีกคน แต่... นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ.... เมื่อไหร่เฮียจะรุกหนูบอยคร้า... ( เอ่อ.. ถึงแม้ในตอนพิเศษเฮียจะเริ่มกระดึ๊บๆแล้วก็ตามอ่ะนะ )

พี่ย่าม ดิษยะ พี่ทำให้หนูนึกถึง ป๊อป แคลอลี่ บลา บลา อ่ะ เหอๆๆๆ ปากคอเราะร้าย แต่จริงใจเว่อร์ ชอบเพลงที่พี่ร้องมากเลยอ่ะ I knew I loved you กรี๊ดดดดดดดดด เพลงโปรดหนูพี่รู้ม๊ายยยย

เจ๊ปาล์ม ปฏิมา ตอนแรกขอบอกว่าเหม็นขี้หน้าเจ๊ม๊ากกกกกก แต่.... ตอนเจ๊มาส่งจดหมายรักนี่ บอกตรงๆ เจ๊โคตรนางฟ้าเลยอ่ะ ( แหมะ... โลเลจริงตู เหอๆๆๆ )

นู๋บอย นายชลิต น่ารัก น่าฟัด แบบว่า แพ้เด็กน้อยผมเกรียนอ่ะ เหอๆๆๆ

นายอ้น อนวัช ( ใช่ป่าวหว่า เหอๆๆๆ เริ่มเบลอ ) น่าสงสารมิใช่น้อย แต่ช่วยไม่ได้ อยากเปิดตัวช้าเอง เหอๆๆ สม.... ( เอ๊ะ... ยังไง )

ลุงแหวง ขอบคุณค่ะลุงที่ช่วยพาไผ่ไปส่งโรงพยาบาล น้ำใจงามจริงๆ

แม่พิม พิมผกา ขอบคุณที่ทำให้ไผ่เกิดมา ขอบคุณที่รักต้น ขอบคุณสำหรับความเสียสละ ถ้าไม่มีแม่พิม คงไม่มีเด็กชายต้น คงไม่มีนายตระการ คงไม่มี “ แม้นมั่นคำสัญญา “ ( ได้ข่าวว่า ถ้าไม่มีคนเขียน เรื่องนี้ก็ไม่เกิดนะยะ / นู๋ริน )

ตา ถ้าไม่มีตา ไผ่คงกลายเป็นเด็กขาดความอบอุ่น ไม่น่ารัก และ อ่อนน้อมขนาดนี้

เพราะมีตา ไผ่จึงกลายเป็นคนเรียบง่าย ใจดี และ ทำอาหารเก่ง

ขอบคุณ ที่ให้ความรักกับไผ่มากเหลือเกิน ขอบคุณที่ได้สั่งสอนแต่สิ่งดีๆ ให้ ขอบคุณค่ะ

แม่กลอย กลอยตา ( รัตนวงศ์ ) สุวรรณฤทธิ์ ถึงจะบทน้อยไปหน่อย แต่รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ค่ะ เพราะถ้าไม่มีแม่กลอย เด็กชายต้นก็คงไม่ถือกำเนิด แม้จะไม่ได้รับความรักจากคุณป๋า แต่ก็ไม่ได้เอาความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไปลงกับลูก เป็นแม่ที่น่ารักของลูก ไม่แปลกใจเลยที่เด็กชายต้นเติบโตมาเป็นผู้ชายที่แสนดีได้ขนาดนี้

ป้าแสน รู้สึกป้าจะอ่อนไหวสมกับเป็นหัวหน้าแม่บ้านเหมือนละครหลังข่าวเลยอ่ะ เหอๆๆ แต่ก็น่ารักดีเนอะ

อาวี วรชัย คุณอาน่ารักมากเลย คอยเป็นที่ปรึกษา และคอยช่วยเหลือต้นตลอดเลย ยกให้เป็นพ่อทูนหัวได้เลยนะเนี่ย ว่าแต่ คุณอาอึดมากเลยอ่ะ ทำงานกะคุณป๋าได้งัยตั้ง 30 กว่าปีแนะ สุดยอดดดดดดด

อาดาว เดือนดารา ไม่ค่อยมีบท แต่.. ขอบคุณค่ะที่รัก ต้น – ไผ่ เหมือนลูก

เอม อารยา เลขาคนเก่ง คอยทำโน่น ทำนี่ให้นายต้นตลอด ไม่ว่าจะจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ เลื่อนไฟล์ไปเกาหลี คอยดูแลไผ่เวลามาหาต้นที่ออฟฟิส และอีกมากมาย บลาๆๆ แถมยังบอกให้ไผ่ “ สู้ สู้ “ อีก ( แหมะ น่ารักจริงๆ )

อาหมอ เกริก รัตนวงศ์ เหนื่อยหน่อยนะคะอา ต้องมาดูแลคนไข้หัวดื้ออย่างคุณป๋า สงสัยไมเกรนถามหาวันละหลายรอบแน่เลย สู้ๆ คะคุณอา

พี่เอก เอกวิชช์ เจ้านายที่แสนดีของน้องไผ่ นอกจากจะคอยป้อนงานให้แล้ว ยังดูแล และ ให้คำปรีกษาที่ดีอีก แต่หนูอยากจะแนะนำให้พี่เพลาๆเรื่องบุหรี่ลงหน่อยก็ดีนะคะ เพราะก่อนที่หัวพี่จะโล่ง พี่อาจเป็นมะเร็งซะก่อนนะคะ

เจน เจนใจ แหม... เกือบทำครอบครัวเค้าร้าวฉานซะแล้วมั้ยล่ะ ไอ้เห็นใจก็เห็นใจอยู่หรอกนะ แต่คนมันไม่ใช่อ่ะ เข้าใจป่ะ “ ไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ “ ทำใจซะเถอเนอะ ก็แค่อารมณ์พาไปชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นแหละ ( ใจร้ายหว่ะกรู เหอๆๆๆ )

ลิลลี่ ลลิตา ธนประสิทธิ์ นังนี่ของจริง ขี้ตู่ มั่วนิ่มสุดยอด ทำน้องไผ่อารมณ์ขึ้นเลยเห็นป่ะ แต่... เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเวลาน้องไผ่โมโหเนี่ยแรงใช่ย่อยเหมือนกัน เหอๆๆๆ น่าสงสารเหยื่อต้น เป็นม้าลายไปในบัดดล ฮ่าๆๆๆๆ

และยังมีคนอื่นๆอีก ที่ไม่ได้เอ๋ยถึง ไม่ว่าจะเป็น คณะของปาริดา คุณครูนา คุณธเนศ คนขับแท็กซี่ ป้าแองจี้ ศศิ พี่เบญ น้องแนน ภรณี คุณเรือง และ อีกหลายๆคน ที่ทำให้เกิด “ แม้นมั่นคำสัญญา “ ขอบคุณที่มาช่วยกันสร้างความประทับใจค่ะ


ความเห็นคนเขียน: อ่านแค่คำตอบของข้อแรก ก็รู้สึกเหมือนเกิดลมสว้าน แทบจะลงไปดิ้นกับพื้นแล้วค่ะ แบบว่า ไม่คิดมาก่อนว่านิยายและตัวละครของเราทำให้เกิดความรู้สึกหลากหลายได้ขนาดนี้ (คำบรรยายบางคำ อ่านแล้วทั้งอึ้งทั้งทึ่ง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครที่ถูกพูดถึง ไม่ว่าจะตัวประกอบที่บทบาทน้อยแค่ไหน (เช่นลุงแหวงซึ่งออกมาทีไรก็มาแต่ชื่อ หรือครูนาเป็นต้น >_<) น่ายินดีแทนตัวประกอบทุกตัวที่ได้รับการจดจำจริงๆ ค่ะ

ปล. ในคำตอบของพี่แอ๋ว ที่เป็นตัวหนาเฉพาะจุดนั่นคือเพราะต้นฉบับก็มาแบบนี้ค่ะ เราเลยคงรูปแบบเหมือนในคำตอบของพี่แอ๋วเลย



Smiley คำตอบข้อ 2: ประทับใจตัวละครใดที่สุดในเรื่องนี้ เพราะอะไร? Smiley

ประทับใจของพี่ไม่ได้มีแค่คนเดียว อย่าว่ากันนะคะ

น้องไผ่ + ไอ้หน่อไม้ของตา

ประทับใจเมื่อครั้งแรกเจอ ตั้งแต่คราแรกที่เราได้รู้จักกัน น้องไผ่ให้ความรู้สึก อบอุ่น อ่อนโยน ผ่อนคลาย และ จริงใจ รู้สึกเหมือนน้องชาย และ เพื่อนในคราเดียวกัน รักในความอ่อนน้อม เป็นเด็กดี เป็นคนดี แม้ขาดในสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว ( สำหรับคนทั่วไป ) แต่ สำหรับน้อง น้องไม่เคยรู้สึกว่าขาด นั่นคือคำพูดที่น้องได้บอกตาไว้ ภาพตอนที่น้องพูดคุยกับตา กอดตา และบอกตาว่า “ ไผ่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ก็ไม่เป็นไร ไผ่มีตาเป็นทั้งพ่อทั้งแม่อยู่แล้ว ชีวิตไผ่มีแค่ตาคนเดียวก็พอ “ ซาบซึ้งกินใจมาก ภาพนั้นทำให้รู้ว่า น้องต้องเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่ดีแน่นอน และเมื่อวันเวลาผ่านไป ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่คิดไว้ไม่ผิดไปเลยซักนิด

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประทับใจในตัวไผ่ก็คือ จิตใจ ที่มั่นคง มุ่งมั่น และเสียสละ ตั้งแต่ที่ไผ่ตัดสินใจแล้วว่าจะฝากหัวใจและชีวิตไว้กับผู้ชายที่ชื่อต้น ไผ่ก็มีแต่ความเชื่อมั่น และ มั่นคงต่อต้นมาตลอด ทั้งอดทนต่อสายตาคนรอบข้าง คำวิจารณ์ต่างๆนาๆ เวลาที่ห่างไกลกัน ไผ่ไม่เคยทำให้ต้นรู้สึกว่าสูญเสียเลยกับสิ่งที่ทุ่มเทให้ไผ่ ไผ่จะคอยอยู่เคียงข้างต้น และ เป็นกำลังใจให้ต้นตลอด ถ้าเปรียบเทียบกับคู่ชายหญิง ( เอ... เดี่ยวนี้ก็ต้อง คู่ชายชาย ด้วยซินะ ) ไผ่ก็คงเป็นคู่ชีวิตในอุดมคติของใครอีกหลายคนเป็นแน่แท้ ( น่าภูมิใจจริงๆ..... รู้สึกเหมือนชื่นชมน้องตัวเอง เหอๆ )

นอกจากนี้ไผ่ยังมีสัมมาคารวะ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน และ รู้จักให้อภัย อย่างไม่น่าเชื่อ ( แอบเทียบกับตัวเองซะงั้น เพราะปัจจุบันก็ยังมี่แอบเคืองคุณป๋าอยู่ลึกๆ ไม่หาย เหอๆๆๆ ) แต่เพราะอย่างนี้ละมั้ง คุณป๋าถึงได้แอบรักแอบหลงอยู่เงียบๆ ( ใช่มั้ยค่ะคุณป๋า ฮั่นแน่.... หนูรู้น้า.... )

อีกคนที่ประทับใจไม่แพ้กัน

น้องต้น ตระการ ( รัตนวงศ์ ) สุวรรณฤทธิ์

คนนี้ไม่เอ๋ยถึงไม่ได้ค่ะ ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ สมบูณ์แบบจริงๆ ทั้งรูปร่าง หน้าตา และ ฐานะ แต่นั่นเป็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกค่ะ คนบางคนภายนอกดูดี แต่ข้างในแย่ แต่กับน้องต้นไม่ใช่เลย น้องต้นเป็นคนดี เป็นผู้ชายที่มั่นคง และ เข้มแข็ง รักเดียวใจเดียว สุดยอดจริงๆ ( คาดว่าณ.ปัจจุบันนี้ คงหาคนแบบนี้ไม่ได้แหล่ว.... )

ชอบที่น้องต้นบอกว่า “ ต้นจะทำให้ “ เรา “ เป็นไปได้ “ แล้วในที่สุดต้นก็ได้ทำให้มันเป็นไปได้จริงๆ ไม่ว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคแค่ไหน ต้องพิสูจน์ตัวเองซักเพียงใด แต่น้องต้นก็ไม่เคยท้อแท้เลย มีบ้างที่อาจเสียใจ อ่อนแอ อ่อนไหว แต่เพราะกำลังใจ และ คำสัญญาต่อคนที่ต้นรัก ( น้องไผ่ ) น้อง่ต้นก็สามารถผ่านมันไปได้อย่างยอดเยี่ยม ต้องใช้คำว่ายอดเยี่ยมค่ะ เพราะผลที่ออกมาดีจริงๆ ธุรกิจเจริญก้าวหน้า ครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา คุณป๋ายอมรับในความสามารถ และ ความรัก และ คนรักของตน น้องไผ่ยอมตกลงปลงใจไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แหม... น่าอิจฉาจริงเชียว

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของน้องต้น คือ ความขี้อ้อน และ ขี้เล่น รุ้สึกว่าหลังๆ น้องต้นจะรู้ และ ใช้จุดนี้มาทำเนียนกะน้องไผ่ตลอด น้องไผ่ของเราก็ใจอ่อนอยู่เรี่อยเลยเชียว ก็นะเป็นใครจะไม่ใจอ่อนละ เจอลูกอ้อนซะขนาดนั้นอ่ะ เนอะน้องไผ่เนอะ

จะว่าไปน้องต้นของเราก็มีช่วงแย่ๆเหมือนกันนะ ( ก็คนนี่นะ จะให้สมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่างได้ง๊ายยย ) อย่างตอนเด็กๆ ที่ขาดความรักจากพ่อ แม่แท้ๆก็มาตายอีก พอมีแม่เลี้ยง ก็เหมือนไปบังคับเค้ามาซะงั้น ถึงเค้าจะรักก็เถอะนะ แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละ ไปโรงเรียนก็ถูกเพื่อนล้อ แถมสุขภาพก็แย่อีก ที่สำคัญยังเคยคิดฆ่าตัวตายอีกต่างหาก โอ้ว.... นี่มันนายต้น ตระการ หรือนี่ เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว ไม่น่าเชื่อว่าแค่เพียงคำพูด ไม่กี่ประโยคของเด็กผู้ชายคนนึง ที่บอกว่า “ ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร ถ้าอยากร้องก็ร้องเถอะ แต่ยังไงก็ต้องเข้มแข็งไว้นะ “ “ ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย “

แค่นี้เท่านั้นก็สามารถทำให้เด็กชายต้น ณ.ตอนนั้นเข้มแข็งขึ้นมาได้ โถ.... น้องไผ่ของพี่ช่างประเสริฐโดยไม่รู้ตัวโดยแท้ อาเมน...........


ความเห็นคนเขียน: สมกับเป็นแฟนประจำที่คอยคอมเม้นต์ให้สม่ำเสมอจริงๆ พี่แอ๋วเก็บรายละเีอียดได้ครบทุกเม็ด + จำแม่นมากๆ (สารภาพว่า บางรายละเอียดนั้นคนเขียนเองก็ลืมแล้ว) ข้อนี้ถึงจะตอบว่าประทับใจทั้งสองตัวละครก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใดค่ะ ทำให้ได้รู้ว่าคู่นี้เขาเฉือนกันไม่ลงจริงๆ อิอิ


Smiley คำตอบข้อ 3: ในบรรดาตอนพิเศษทั้งสิ้น 4 ตอน (ตอนพิเศษของต้นกับไผ่ 3 ตอน และนอกับบอย 1 ตอน) ชอบตอนไหนที่สุด เพราะอะไร? Smiley

จริงๆต้องบอกว่าเฉือนกันไม่ลงจริงๆค่ะ แต่ถ้าจะให้ตัดใจเลือกเอาซักตอนก็คงเป็นตอนของต้นกับไผ่ “ ตอนพิเศษ 2 : เพียงความห่วงใย “ ละมั้ง ที่ชอบตอนนี้ที่สุดก็เพราะมันครบทุกรสจริงๆค่ะ

พี่ได้เห็นน้องต้นหื่น เหอๆๆๆ ร้ายจริงๆขอบอก

พี่ได้เห็นน้องต้นดื้อ จริงๆมันก็ดื้ออยู่แล้วอ่ะนะ แต่..... ระวังเหอะ เดี่ยวจะโดน.....

พี่ได้เห็นน้องต้นเนียน ทำเป็นอ้อนกลบเกลื่อนนะคนเรา

พี่ได้เห็นน้องไผ่อาย อร๊ายยยยยย คุณป๋ามาเห็นจะๆคาตากันเลยทีเดียว

พี่ได้เห็นน้องไผ่หึง...หวง โอ้ว....... กะแล้วว่าต้องหึง หึหึหึ พี่ชอบประโยคนี้มากเลย “ พรพฤกษ์รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเส้นความอดทนในตัว ขาดผึง “ ฮ่าๆๆๆ ขาดผึงตึ๊งๆๆๆๆๆ ปรี๊ดกันเลยทีเดียว นี่ถ้าบรรยายด้วยว่าน้องไผ่กำลังเท้าสะเอวไปด้วยเนี่ยคงได้อารมณ์น่าดู เหอๆๆๆ

พี่ได้รู้ว่าน้องไผ่ห่วง อันนี้รู้อยู่แล้ว แต่ ไอ้ประโยคนี้ซิ โดนใจจริง ๆ “ ต้น... เมื่อกี้ไอใช่มั้ย? ไม่สบายใช่หรือเปล่า ? “ ดูห่วงใยและขู่บังคับอยู่ในทียังไงม่ายรู้

( “ ใช่มั้ยต้น... บอกมาเดี่ยวนี้นะ ไม่สบายแล้วยังไประริกระรี้อีก เดี่ยวเหอะ กลับบ้านเดี่ยวนี้นะ เดี่ยวแม่แพ่นกะบาลแยกเลย “ ฮ่าๆๆๆๆ คิดไปได้คนเรา )

พี่ได้เห็นน้องไผ่งอน ก็นะจะไม่ให้งอนได้งัย คนเค้าอุตส่าห์เป็นห่วงแทบตาย กลัวจะเป็นอะไรไป ยังจะมาทำหน้าระรื่นกลบเกลื่อนอีก เหอะ

สรุปว่า... สองคนนี้ก็ยังคงรักกันหวานชื้น น้ำตาลพุ่งปรี๊ดเหมือนเคย แหมะ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์เชียร์นะเนี่ย

ว่าแต่ คุณเชษฐ์ กะ คุณภัทรโผล่มาได้ไงเนี่ย แหม... พาคุณภัทรมาฉลองวันเกิดที่โรงแรมเนี่ย มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือเปล่าค่ะ หึหึหึ มีเลศนัยนะเนี่ย คุณเชษฐ์ยิ่งกรุ้มกริ่มอยู่ไว้ใจไม่ได้นะคะคุณภัทร

เออ.. จะว่าไปพี่ก็ชักตะหงิดๆกะคุณปิ่นนะคะ ว่าแล้วเชียวว่าชื่อคุ้นๆ ที่แท้ก็คนกันเองนี่เอง เหอๆๆๆๆ คล้ายตอนรวมญาติกลายๆเลยเนอะ เสียดายน้องเป้กะน้องวิวไปอยู่อีกตอนซะงั้น ไม่งั้นได้เฮฮากว่านี้แน่ ฮ่าๆๆๆ

ปล. พี่ว่า ตอนพิเศษ 3 : สิ่งสุดท้ายที่ใจต้องการ เนี่ยมัน... ดุเดือดเลือดพล่านไปหน่อยม๊ายยยยย เหอๆๆ ซับเลือดซับน้ำลายไม่ทันกันเลยทีเดียว หรือว่าเป็นเพราะบุคคลผู้ร่วมแจมเป็นคุณชายเป้กันค่ะ คุณๆเธอถึงได้เร่าร้อนกันขนาดเน้.... นี่ถ้าตอน 2 ไม่มีเวอร์ชั่นคุณแม่บ้านโทรจิกคุณสามีนะ คุณพี่เลือกตอน 3 ไปแล้วนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ ของเค้าแรงจริงๆ ส่วนตอนของหนูบอยกะเฮียเนี่ย พี่ว่าคงต้องรอสานต่อให้มากกว่านี้ละน้า ว่าแต่ ไอ้เด็กคนนี้นี่ตกลงมันยั่วแล้วใช่มั้ยค่ะ ทำไมพี่รู้สึกแหม่งๆง่ะ หรือสงสัยจะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ อย่างนี้ต้องเชิญน้องไผ่มาช่วยสอนซะแร้ว เพราะดูจากตอนพิเศษ 3 แล้วเนี่ย ต้องยกตำแหน่งดาวยั่วเพิ่มให้คุณนายแกไปอีก 1 แล้วหล่ะ เหอๆๆๆๆ มิน่าน้องต้นถึงได้หลงหัวปักหัวปำขนาดเน้


ความเห็นคนเขียน: พี่แอ๋วคอมเม้นต์ว่าสงสัยตอนพิเศษ 3 จะร้อนแรงเพราะมีเป้มาแจมเนี่ย เดี๋ยวใครไม่ได้อ่านแล้วเกิดคิดไปไกลละยุ่งเลยค่ะ XD ว่าแต่ตามท้องเรื่องในตอนพิเศษ 3 ไผ่ก็ย้ายมาอยู่บ้านต้นได้นานพอสมควรแล้ว สกิลบางอย่างก็ต้องพัฒนากันบ้างแหละใช่ม้า ซึ่งคงจะเป็นเรื่องที่น้องบอยต้องฝึกหัดกับเฮียนอต่อไป โฮ่ๆๆ

ว่าแต่คำตอบพี่แอ๋วคือตอนพิเศษ 2 นี่นา แล้วเราพล่ามถึงตอน 3 ทำไมเนี่ย 555+ ว่าแต่ขำบทสนทนาของไผ่ที่โดนเติมในวงเล็บจริงวุ้ย ถ้าหากพูดอย่างนี้จริงๆ เกรงว่าต้นคงรีบขับรถกลับบ้านแทบไม่ทันแน่



Smiley คำตอบข้อ 4: เลือกนิยายที่เขียนโดย Bellbomb ซึ่งชอบที่สุดมา 1 เรื่อง และให้เหตุผลประกอบ (สามารถเลือกได้จากเรื่องที่จบและรวมเล่มแล้ว เรื่องที่ยังไม่จบ หรือเรื่องสั้นที่เขียนในแนววายเท่านั้น Smiley

ข้อนี้สำหรับพี่ พี่คงเลือก “ ลำ นำ รัก สี รุ้ง “ ล่ะค่ะ (หลังจากนั่งคิด นอนคิด ตีลังกาคิด กะแด๋วๆคิด อยู่เป็นนานสองนานจนตะคริวเริ่มกินซะงั้น เหอๆๆๆ ) เหตุผลที่เลือกเรื่องนี้ก็เพราะว่า

1. เรา.... พี่หมายถึง ริน กับ พี่ เราเริ่มรู้จักกันจากเรื่องนี้ เอ.... จริงๆแล้วก็ไม่ใช่ซะทีเดียวเนอะ พี่รู้จักเราจาก “ เมื่อหัวใจเราใกล้กัน ( น้องอ๊อฟ ≈ น้องนะ ) “ จำได้ว่าเข้าไปอ่านน้องนะในบอร์ดลัสฯ แล้วชอบเลย pm ไปหาเราเพื่อขอสั่งซื้อ แล้วก็ได้รับคำแนะนำมาว่า “ มันจะดีกว่า ถ้าพี่อ่านควบกับไปกับ “ลำ นำ รัก สี รุ้ง“ นะคะ “ เหอๆๆๆ น้องนำเสนอมา พี่ก็จัดให้ ........... พอได้มาก็เปิดอ่าน ลำนำฯ ก่อนเลย เพราะใครบางคนบอกว่า “ เป้-วิว “ ที่เป็นเจ้าของเรื่องนี้ ไปเป็นตัวประกอบในเรื่อง น้องอ๊อฟ-น้องนะ ( งั้น... ก็แสดงว่า พี่ก็ต้องอ่านน้องเป้กะน้องวิวก่อนอ่ะดิ ใช่ป่ะ / ตูถามใครฟร๊ะเนี่ย เหอๆๆๆ ) และ... นั่นแหละจุดเริ่มต้น.....

2. น้องวิว ทำให้พี่ได้รู้ว่า “รักอย่างมีสติ รักอย่างมีเหตุผล“ เป็นยังไง พี่ว่ามันเป็นไปได้ยากในสังคมยุคปัจจุบันนี้ น้อยคนนักที่จะเป็นได้อย่างน้องวิว ( แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี ) พี่ไม่นับว่าเค้าเป็นเพศอะไร แต่พี่นับที่การกระทำของเค้า

หลายคนหลุ่มหลงในรัก และ ขาดสติ แต่สำหรับน้องไม่ใช่ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับรักในวัยเรียน ใครคิดว่านิยายทำให้มอมเมา หลงวังวนอยู่แต่ในจินตนาการ พี่คิดว่าไม่ใช่เสมอไป อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างนึง คนเรารู้จักรักได้ และ เรียนรู้ที่จะรักอย่างมีสติได้ ถ้า... คุณมีสติเมื่อรัก ( พี่คิดว่า... พี่ได้เรียนรู้สิ่งนี้มาจากน้องวิวนะ.... )

3. น้องเป้ เหมือนเป็นตัวแทนของผู้ชายส่วนใหญ่ในโลกความจริงนะพี่ว่า มีความรู้สึก มีอารมณ์ที่คนส่วนใหญ่มี ไม่ได้ดีเลิศประเสริฐจนเหมือนจะมีแต่ในนิยายอ่ะ แม้ความรู้สึก รัก และ ภักดี ต่อน้องวิวจะดูเหนือจริงไปหน่อย แต่... พี่คิดว่าผู้ชายแบบนี้ยังมีอยู่ในโลกนะ (มั้ง) เอ๊ะ... ยังไง เหอๆๆ ไม่ว่าน้องเป้จะหื่น จะเจ้าเล่ห์ จะลามกยังไง แต่........ น้องเป้ก็เป็นผู้ชายที่มีหัวใจรักอันภักดี น่ายกย่องมากค่ะ

ไม่ใช่ว่า “ ลำนำฯ” ดีกว่า “ เมื่อหัวใจฯ”

ไม่ใช่ว่า “ ลำนำฯ” ดีกว่า “ แม้นมั่นฯ”

ไม่ใช่ว่า “ ลำนำฯ” ดีกว่า “ แค่สบตาฯ”

ไม่ใช่ว่า “ ลำนำฯ” ดีกว่า “ ยินดีที่ได้รู้จัก..รัก”

ไม่ใช่ว่า “ ลำนำฯ” ดีกว่า “ รักนี้ขอความจริงใจ”

ไม่ใช่ว่า “ ลำนำฯ” ดีกว่า “ ขอเพียงเอ่ยว่ารัก”

แต่เพราะ “ลำนำฯ” เป็นครั้งแรก

และเพราะ “ลำนำฯ” เป็นความทรงจำ และความประทับใจแรก

ดังนั้น... คงไม่ใช่เรื่องผิด ถ้า “ ลำนำฯ” จะเป็นอันดับแรกที่คิดถึง เป้-วิว เป็นเหมือนพี่ใหญ่ ที่คอยพาน้องๆแวะเวียนมาให้พี่ได้รู้จัก ไม่ว่าจะเป็น ตาอ๊อฟ-น้องนะ น้องต้น-น้องไผ่ คุณเชษฐ-คุณภัทร เฮียรงค์-น้องรัก กิต-เบิร์ด คริษฐเกื้อ ทุกคนทำให้พี่ประทับใจในรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นสำหรับพี่ไม่มีเรื่องไหนที่ดีกว่ากัน แต่มันอยู่ตรงที่ว่า เรื่องนั้นเป็นของ “ ริน” นิยายที่รินเขียนทำให้พี่อุ่นใจเวลาที่ได้อ่าน เหมือนเป็นที่พักผ่อนเวลาพี่อ่อนล้า คอยเป็นน้ำหวานให้พี่ได้ชื่นใจ คอยเป็นกำลังใจเวลาพี่ท้อแท้ แม้จะเป็นแค่นิยาย แต่มีความหมายมากกว่านั้น พี่ไม่รู้ว่าเวลาผู้แต่งเขียนนิยายออกมาซักเรื่องนึง เค้าคิดอะไร และ หวังให้เกิดอะไร แต่สิ่งนึงที่พี่คิดว่ารินต้องการและคาดหวัง คงจะเป็นความรู้สึกสุขใจของผู้อ่าน ซึ่ง.... พี่ว่ารินทำสำเร็จแล้วหล่ะ เพราะพี่เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ผู้อ่านที่รู้สึกสุขใจเมื่อได้อ่านนิยายของริน ปกติพี่อ่านนิยายหลายแนวนะคะ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ดราม่า กับ ฆาตรกรรม แต่ตั้งแต่อ่านนิยายของรินเนี่ย บอกตรงๆ ว่าพี่เริ่มจะเสพย์ติดความหวานซะแล้วหล่ะ เหอๆๆๆ รับผิดชอบมาด้วยเลย.....

ขอบคุณนะคะ สำหรับนิยายที่ดี ความทรงจำดีดี ที่มีให้กัน พี่จะรอ.. และ ติดตามผลงานต่อๆไปของรินนะคะ หวังว่าคงจะยังไม่เบื่อกันไปก่อนนะคะ

ขอบคุณโชคชะตา ที่นำพาให้เรามาพบกัน ^^


ความเห็นคนเขียน: อู้ว นี่มันบันทึกรักของคนเขียนกับคนอ่านใช่ม้าย เริ่มจากจุดสตาร์ทกันเลยทีเดียว ลำนำรักสีรุ้งก็เป็นนิยายที่แนะนำตัวนามปากกา Bellbomb กับคนอ่านจริงๆ ด้วยล่ะค่ะ เพราะรวมเล่มเป็นเรื่องแรก ทั้งที่เขียนหลังแม้นมั่นคำสัญญาเวอร์ชั่นเก่าร่วมปี ปลื้มที่ตัวละครทุกคู่โดนเอ่ยถึง ว่าแต่ขอแก้นิดนึง คู่ของเบิร์ดต้องเป็นพลค่ะ ไม่ใช่น้องกิต (คนนั้นจะเป็นลูกพี่ลูกน้องจอมแฉ) แต่แค่พี่แอ๋วจำได้หมดนี่ก็เทคะแนนให้หมดใจแล้วค่ะ ^^


Smiley Smiley Smiley


ลำดับต่อไป จากแฟนประจำอีกท่าน คุณ oato ค่า

Smiley คำตอบข้อ 1: ความประทับใจที่ได้รับจากเรื่อง แม้นมั่นคำสัญญา? Smiley

ความประทับใจที่เห็นได้ชัดเจนจากเรื่องนี้คือ “ความรักที่มั่นคงไม่แปรเปลี่ยนแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร” ความรักที่มั่นคงนี้ขอยกให้ต้นที่เป็นพระเอกของเรื่องเลย เพียงแค่ประโยคปลอบใจของไผ่ที่ตอนเด็กต้นได้โทรไปหาไผ่เพื่อจะบอกว่าจะคืนแม่ให้ไผ่นั้น ทำให้ต้นเปลี่ยนความคิดที่จะคิดสั้นได้

จากเรื่องนี้ยังมีความรักในรูปแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปให้เห็นอีกด้วยเริ่มจากคุณตฤณดีกว่า ความรักที่คุณตฤณมีให้กับแม่ของต้นอันนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นการแต่งเพื่อธุรกิจรึป่าวนะอันนี้ไม่แน่ใจ แต่แม่ของต้นก็อายุสั้นเกินไปทิ้งลูกชายที่ไม่แข็งแรงไว้ให้ตฤณดูต่างหน้า จนแม่พิมแม่ของไผ่เข้ามาดูแลต้น ดูแลได้ดีจนคุณตฤณไม่ยอมปล่อยให้พิมติดต่อกับพ่อและลูกตัวเองเลยเพียงแค่กลัวว่าพิมจะทอดทิ้งลูกต้วเองที่สุขภาพไม่ดี ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่าคุณตฤณให้ความสำคัญกับลูกชายตัวเองแค่ไหนและยอมใจร้ายและใจแข็งกับพิมแค่ไหนเรื่องของไผ่ แต่คุณตฤณก็ยังรักแม่พิมนั้นเอง

ความรักของแม่พิมที่มีต่อลูกชายตัวเอง ถึงจะถูกคุณตฤณกีดกันไม่ให้พบกับลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง แต่ความรักของแม่ก็ไม่แปรเปลี่ยนยังเฝ้าคิดถึงและยังติดตามการเติบโตของลูกชายตัวเอง และความรักนั้นยังเผื่อแผ่ให้กับต้นลูกชายของคุณตฤณอีก ทำให้ต้นซึมซับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกซ้ำยังไม่มีความอิจฉาเด็กผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้า เห็นแค่เพียงรูปถ่ายที่แม่พิมให้ต้นดูและเล่าเรื่องของเด็กคนนั้นไม่ต้นฟังตั้งแต่เด็กจนโตนั้นเองที่เป็นเหตุให้ต้นฝังใจกับรักที่มีให้กับไผ่นั้นเอง

ความรักของตาของไผ่ ซึ่งเป็นพ่อของพิมนั้นเอง แม้จะรู้ว่าพิมมีความจำเป็นที่ไม่สามารถกับมาหาตนเองกับลูกชายได้ก็ไม่เคยว่า ทั้งยังให้ความรักกับหลานตัวเองเต็มที่เพื่อทดแทนความรักที่ไผ่ไม่ได้รับจากพ่อและแม่ สอนให้ไผ่เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายแต่ไม่อ่อนแอ

สำหรับไผ่ความรักของไผ่ที่มีต่อตาตัวเองนั้นก็เป็นความกตัญญูอย่างที่สุดแล้วที่ตัดสินใจเด็ดขาดในการลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ กลับไปดูแลตาที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และการที่ไผ่ได้พบกับต้นหลังสูญเสียตาไปแล้ว การกระทำของต้นก่อนที่จะรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาของต้น ก็ทำให้ไผ่สามารถรักใครสักคนได้อีก และถึงแม้จะรู้ความจริงว่าต้นเป็นใครและไล่ต้นกลับไปแล้ว ตัวเองนั่นและที่ต้องมานั่งเสียใจเองตลอดหนึ่งปีที่ปิดกันการติดต่อจากต้นจนทำให้เพื่อน ๆ เป็นห่วง จนได้อ่านจดหมายฉบับหนึ่งที่ต้นฝากเพื่อนให้ไผ่อ่านให้ได้นั้นแหละที่เป็นเครื่องยืนยันว่าตนเองยังมีสิทธิ์ที่จะรักต้นต่อไป

สุดท้ายคงเป็นความรักระหว่างเพื่อนนี่แหละที่ไม่เคยเปลี่ยนแปรและไม่มีอุปสรรคเลย ยามเพื่อนเป็นทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันและก็หาทางแก้ให้เพื่อนคลายทุกข์ เพื่อนมีสุขก็ยินดีไปกับเพื่อนด้วยความจริงใจเนี่ยแหละมิตรภาพอันยั่งยืน


ความเห็นคนเขียน: อ่านคำตอบของคุณโอ๊ต แค่ข้อแรกก็ได้ใจไปเต็มๆ แล้วค่ะ เพราะปกติเราจะชอบสอดแทรกความสัมพันธ์ทีึ่ไม่ใช่แค่แบบคู่รักในนิยายอยู่แล้ว เพียงแต่ธีมนี้อาจชัดเจนมากในแม้นมั่นคำสัญญากว่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยเขียน เราประทับใจที่คุณโอ๊ตก็รับรู้ถึงความสัมพันธ์ต่างๆ เหล่านี้ และเขียนเอาไว้ในคำตอบค่ะ


Smiley คำตอบข้อ 2: ประทับใจตัวละครใดที่สุดในเรื่องนี้ เพราะอะไร? Smiley

ประทับใจตัวละครใดที่สุดในเรื่องนี้คงไม่พ้น “ต้น” แน่นอน

ประทับใจต้นก็ตรงที่มีรักที่มั่นคงต่อไผ่นั้นเอง แม้จะโดนไผ่ไล่ให้กลับไปหลังจากรู้ตัวตนที่แท้จริงแล้ว ต้นก็ยังพยายามที่จะติดต่อกับไผ่ทุกวิธีทางให้ไผ่ยอมรับฟังความจริงใจของตน จนประสบความสำเร็จแม้เวลาจะผ่านล่วงเลยเป็นปี และได้ปรับความเข้าใจกันเสียใหม่แล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่พ่อของตัวเองไม่ยอมรับไผ่ซึ่งเป็นลูกของพิมนั้นเอง ทำให้ต้นที่เป็นคนกลางต้องลำบากใจว่าคนที่ตนรักทั้งสองคนไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้ จนต้นแสดงให้พ่อเห็นว่าตนสามารถดูแลกิจการที่พ่อเป็นคนสร้างมาได้อย่างมั่นคงและก็แสดงให้เห็นว่าความรักที่มีต่อไผ่ก็ไม่เปลี่ยนแปรไปเช่นเดียวกัน จนในที่สุดพ่อก็ยอมให้ไผ่เข้ามาอยู่บ้านเดียวกันเพื่อลูกชายของตัวเอง


ความเห็นคนเขียน: ต้นเจอภารกิจหนักมากในการทำให้สิ่งที่ต้องการเป็นไปได้ จะเรียกว่าเข้าขั้น "โลภ" เล็กๆ ยังได้เลยค่ะ แต่ก็เพราะความอดทนมุมานะนี่แหละ ที่ทำให้ต้นได้รับความสุขที่ต้องการในที่สุดล่ะเนาะ ป๊ะป๋าเห็นลูกชายทำงานหนักขนาดนั้นจะยังทนใจแข็งได้ยังไงไหว


Smiley คำตอบข้อ 3: ในบรรดาตอนพิเศษทั้งสิ้น 4 ตอน (ตอนพิเศษของต้นกับไผ่ 3 ตอน และนอกับบอย 1 ตอน) ชอบตอนไหนที่สุด เพราะอะไร? Smiley

ชอบตอนพิเศษ 3 สิ่งสุดท้ายที่ใจต้องการ

เพราะว่าตอนนี้ให้ความรู้สึกว่าทั้งต้นและไผ่ได้แสดงความรักที่มีให้กันและกันอย่างตรงไปตรงมาแบบไม่มีปิดบัง เหมือนเป็นรางวัลได้อดทนและฝ่าฟันต่ออุปสรรคที่ขวางทางรักของทั้งคู่ ทั้งการเสียสละของกันและกันเพื่อที่จะได้มาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ตอนนี้ก็สื่อถึงคำสัญญาที่ต้นมีให้ไผ่ว่าจะทำทุกทางเพื่อที่จะได้อยู่กับไผ่ตลอดไป อ่านแล้วก็ซาบซึ้งและดีใจไปกับความสุขของทั้งคู่


ความเห็นคนเขียน: เป็นตอนที่ทั้งต้นและไผ่ได้แสดงความรักต่อกันแบบเปิดเผยจริงๆ ค่ะ แต่เราก็ตั้งใจนำเสนอว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป พัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนก็จะก้าวหน้าไปด้วย ซึ่งก็ออกมาได้ลงตัวในตอนนี้พอดีเลย น่ายินดีแทนทั้งสองคนจริงๆ


Smiley คำตอบข้อ 4: เลือกนิยายที่เขียนโดย Bellbomb ซึ่งชอบที่สุดมา 1 เรื่อง และให้เหตุผลประกอบ (สามารถเลือกได้จากเรื่องที่จบและรวมเล่มแล้ว เรื่องที่ยังไม่จบ หรือเรื่องสั้นที่เขียนในแนววายเท่านั้น Smiley

นิยายที่ชอบที่สุดที่อ่านมาก็หนีไม่พ้น “แม้นมั่นคำสัญญา” นี่แหละ

เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะเรื่องนี้มีทุกรสชาติเลยนะซิ ทั้งความรักของครอบครัวที่พึงมี ความกตัญญูของลูกหลานที่มีให้กับบุพการี ความรักของคนสองคนที่มีอุปสรรคขวากหนามเยอะเหลือเกินกว่าจะฝ่าฟันกันมาได้ก็ทำให้รักนั้นมั่นคงขึ้นจนได้พบกับความสุขนั้นเอง ความรักและมิตรภาพของเพื่อนที่มีให้แก่กัน ความเจ็บปวดและการสูญเสียสิ่งที่รักไป

สุดท้ายก็ยินดีกับต้นและไผ่ที่ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปแบบมีความสุขทำให้คนอ่านมีความสุขตามไปด้วย และท้ายสุดขอบคุณคุณรินค่ะที่เขียนเรื่องนี้ออกมาได้ประทับใจโอ๊ตมาก แต่ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวนะที่ประทับใจเค้ารวมถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย เช่น คู่ของเป้กะวิว คุณเชษฐ์กะหนูภัทรล่ะนะ ^__^
ปล. แอบหวังโปสเตอร์เหมือนกันอ่ะ แต่รู้ว่าตัวเองบรรยายไม่ค่อยเก่งล่ะนะ แค่ได้ส่งรวมสนุกก็ดีใจแล้วค่ะ แล้วก็จะเป็นกำลังใจให้คุณรินเขียนผลงานดีดีอีกเยอะ ๆ นะค่ะยังงั้ยก็มีโอ๊ตนี่ล่ะที่จะติดตามผลงานค่ะ ^///^ (อุ้ยพูดเองเขินเองอ่ะ)


ความเห็นคนเขียน: แม้นมั่นคำสัญญานี่เป็นเรื่องที่ดรามาที่สุดที่เคยเขียนเลยค่ะ (ไม่นับฝั่งเรื่องสั้น) แต่ก็ดีใจที่ทำให้สามารถถ่ายทอดธีมต่างๆ อย่างที่คุณโอ๊ตได้เอ่ยมาให้คนอ่านสัีมผัสได้ แล้วจะตั้งใจเขียนเรื่องที่ยังไม่จบและเรื่องใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ นะคะ


Smiley Smiley Smiley


คำตอบต่อไป ของพี่ namtaan ค่ะ

Smiley คำตอบข้อ 1: ความประทับใจที่ได้รับจากเรื่อง แม้นมั่นคำสัญญา? Smiley

หลายๆครั้ง เวลาและคำสัญญาเป็นสิ่งที่มาคู่กัน ยิ่งเวลาผ่าน การรักษาสัญญาก็ดูยิ่งจะยากขึ้นเรื่อยๆ จิตใจที่มั่นคง การรักษาซึ่งสัจจะวาจา การดำรงมั่นในความคิดที่จะรักษาสัญญาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนัก

ในส่วนของตัวละคร การรักษาสัญญาทั้งในส่วนที่ต้นมีให้กับแม่ไผ่ และในส่วนที่ต้นให้ไว้กับไผ่ในฐานะคนรัก เป็นระยะๆ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุดสำหรับการเป็นคนรักกัน แต่ต้นใช้ความพยายามด้วยเกือบจะทุกสิ่งของชีวิตเพื่อดำรงซึ่งสัญญา และเพื่อให้ได้มาซึ่งไผ่อันเป็นที่รัก คำสัญญาที่ต้นมีให้กับแม่ไผ่จึ่งเป็นดั่งเหมือนคำสัญญาที่ต้นให้ไว้กันไผ่ด้วยเช่นกัน

ในส่วนของกลวิธีการแต่ง และการดำเนินเรื่องของผู้เขียนนั้น ทำให้ผู้อ่านร่วมลุ้นไปด้วยเสมอๆว่า ไผ่จะต้องประสบพบเจอกับความผิดหวังหรือไม่ ต้นจะรักษาสัญญาได้มากน้อยเพียงใด แล้ว “แม้นมั่นคำสัญญา” นี้ จะให้ความสำคัญกับ “คำสัญญา” มากน้อยเพียงใด

ด้วยสิ่งดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมผู้อ่านคนนี้ ถึงต้องอ่านต่อเนื่องเกือบจะรวดเดียวให้จบเรื่อง (ไม่เคยอ่านเรื่องนี้มาก่อนทางอินเทอร์เน็ตค่ะ) เพราะตลอดเวลาที่อ่าน เราก็ลุ้นให้ไผ่มีความสุขจริงๆเสียทีเท่าที่ต้นจะรักษาสัญญาให้กับไผ่ได้

เสน่ห์ของนวนิยายเรื่องนี้ จึงอยู่ที่ เนื้อเรื่อง และอุปนิสัยใจคอของตัวละคร ที่สอดคล้องกับชื่อเรื่อง และเป็นมนตรามหามายาให้ผู้อ่านเดินตามคำสัญญาของตัวละครไปทุกฝีก้าวค่ะ


ความเห็นคนเขียน: จำไม่ได้แล้วว่ารินเคยเขียนบอกไว้ในคำนำตอนรวมเล่ม หรือตอนที่กำลังโพสต์ตอนไหนหรือเปล่า ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวเลยที่เขียนโดยมีการกำหนดพล็อตและรายละเอียดไว้ล่วงหน้า (แม้ว่าตอนรีไรท์จะโดนรื้อเนื้อหาไปราวหนึ่งในสาม) ชอบคำตอบของพี่น้ำตาลตรงที่ถ่ายทอดความรู้สึกสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนได้เห็นภาพมากค่ะ และ "คำสัญญา" กับ "เวลา" ก็เป็นธีมหลักที่คอยกำหนดความเป็นไปของเรื่องนี้จริงๆ ด้วย


Smiley คำตอบข้อ 2: ประทับใจตัวละครใดที่สุดในเรื่องนี้ เพราะอะไร? Smiley

ถ้าจะบอกว่าผู้อ่านประทับใจตัวละครในเรื่องนี้เพียงตัวเดียว ก็คงต้องบอกว่าโกหกกันแน่แท้ เพราะยิ่งอ่านยิ่งดูเหมือนว่าจะปลาบปลื้มชื่นชมตัวละครหลายตัวเสียเหลือเกิน (ไม่ว่าจะเพื่อนนายเอก หรือผู้ช่วย(ลับๆ)ฝ่ายพระเอก) แต่อย่างไรเสีย เมื่อต้องเลือก ก็อดไม่ได้ที่จะยกพ่อพระเอกคนดี ศรีนฤมิตร มาเป็นคำตอบ เพราะต้นทำให้ความหวังของเรา(หลังจากอ่านเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ) และความหวังของไผ่เป็นจริง

ต้น ตระการ คือผู้ชายที่สามารถใช้คำบรรยายว่า เข้มแข็งและอ่อนโยนได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด ความเสียสละหลายสิ่งของชีวิต โดยเฉพาะเวลาซึ่งเป็นสิ่งหายากสำหรับต้นยิ่งนัก ให้กับไผ่นั้น ต้นทำให้ดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คนรักจะทำให้กันในความรักแบบระยะไกล แต่ผู้อ่าน ยิ่งอ่านยิ่งซาบซึ้ง และถึงแม้ต้นจะต้องขัดแย้งอย่างรุนแรงกับบิดา แต่ต้นก็เลือกที่จะพิสูจน์และแลกความรักของต้นมาด้วยวิธีการของลูกผู้ชายที่มีหัวคิด มีสติ มีเหตุมีผล มีความมั่นคงทางอารมณ์ และมีความมั่นคงกับความรักกับสิ่งที่ตนเองได้เลือกแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว ต้นไม่เคยทำให้ผู้อ่าน(รวมถึงไผ่ด้วยสินะคะ)ผิดหวังเลยสักครั้ง กับการตัดสินใจในแต่ละเรื่อง ถึงแม้ว่ามันจะมีจุดพลาดไปบ้าง แต่ต้นก็ทำทุกอย่างด้วยการตั้งอยู่บนคำสัญญาและความรักที่มีให้ไผ่กับแม่ และจุดที่ทำให้ผู้อ่านเป็นปลื้มเสียเหลือเกิน ก็คือ บ้านนฤมิตร เวอร์ชั่นเมืองกรุงนี่ละ ที่ครองใจทั้งไผ่ทั้งผู้อ่านกันเลยเทียว

สำหรับตัวเอกทั้งสองฝ่ายของนวนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องแรกของ Bellbomb สำหรับผลงานที่ได้ติดตามมา ที่จะบอกว่าชอบนายเอกมากเนื่องจากนายเอกเป็นที่รักของพระเอกมากๆค่ะ หรือถ้าจะอธิบายง่ายๆคือ ถ้าไม่มีต้น ไผ่ก็จะกลายเป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะว่าต้นร่ำรวย มีชื่อเสียงเงินทอง หรืออย่างไร แต่เป็นเพราะว่า คำสัญญาและความรักที่ต้นมีให้กับไผ่นั่นเอง ที่ทำให้ไผ่กลายเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แต่เป็นบุคคลที่ช่างโชคดีที่ได้คำสัญญาและความรักจากไผ่ค่ะ


ความเห็นคนเขียน: อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นสไตล์ของรินไปแล้วหรือเปล่านะคะ แต่เท่าที่สังเกตมา เหมือนตัวเองจะชอบเขียนนิยายที่ตัวละครทั้งสองมี "ความไม่เท่าเทียม" ในบางด้านอยู่เสมอ และจะคอยย้ำความแตกต่างนี้เป็นระยะๆ ในเรื่อง ไม่ใช่เพื่อเปรียบเทียบ แต่เพื่อให้เห็นว่าความแตกต่างสามารถจะส่งเสริมและเน้นจุดที่ธรรมดาของตัวละครใดตัวละครหนึ่งขึ้นมาได้ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเน้นว่าความรักของทั้งสองคนไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยภายนอกหรือความเห็นของคนอื่น ซึ่งคำตอบของพี่น้ำตาลที่ว่าทำไมไผ่ถึงกลายเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ก็เพราะความมุ่งมั่นของต้นที่ความจริงมีทุกอย่างเพียบพร้อมอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องแสดงความพยายามให้มากขึ้นเพื่อให้ได้อยู่กับคนรักนี่แหละ คือตัวอย่างที่ชัดเจนเลยค่ะ


Smiley คำตอบข้อ 3: ในบรรดาตอนพิเศษทั้งสิ้น 4 ตอน (ตอนพิเศษของต้นกับไผ่ 3 ตอน และนอกับบอย 1 ตอน) ชอบตอนไหนที่สุด เพราะอะไร? Smiley

ชอบทุกตอนเลยค่ะ เป็นข้อที่ตอบยากทีสุด แต่ขอเลือกตอนของนอกับบอยมานะคะ ด้วยความเห็นที่ส่วนตัวที่สุดเช่นกันค่ะว่า “ฉันว่าแล้ว” รังสีความรักของนอที่มีให้บอยมันออกมาเป็นระยะค่ะ ใครจะได้สังเกตหรือไม่ก็ไม่ทราบนะคะ แต่เราอ่านแล้วอมยิ้มไปพลางๆ คิดในใจไปพลางๆ เชียร์คู่นี้ไปพลางๆ พอเจอตอนพิเศษนี้ ยิ้มแก้มปริเลยค่ะ และด้วยกลวิธีการแต่งแบบเฉพาะตัวของ Bellbomb ทำให้ตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะแฝงดราม่าเล็กๆ แต่ก็ยิ้มได้ตลอด เชียร์ได้ตลอดเวลาค่ะ และก็ดีใจที่ตัวละครที่เรารัก มีความสุขกันเป็นคู่ๆ ไผ่จะได้ไม่ต้องห่วง ทั้งย่ามและนอค่ะ (ฮ่าๆๆๆๆๆ หัวเราะ มีความสุข)


ความเห็นคนเขียน: ไม่รู้ว่าพูดตอนนี้จะทำให้คนอ่านเสียอารมณ์ไหม แต่สารภาพว่าตอนที่เริ่มต้นเขียนเรื่องนี้ ไม่มีแพลนจะจับคู่ให้เฮียนอกับน้องบอยเลยค่ะ แค่ตั้งใจว่าจะให้เป็นลูกน้องในร้านที่ปากดีหน่อยแค่นั้น (เอ่อ...แต่จริงๆ ก็คงแอบหยอดให้คนอ่านจิ้นไปโดยไม่รู้ตัว) ต้องบอกว่าความรักของคู่นี้บังเกิดเพราะถูกคนอ่านช่วยยุนี่แล แต่ก็ยุติธรรมกับเฮียนอแล้วเนอะ ไม่งั้นเดี๋ยวน้อยหน้าเพื่อนๆ แย่เพราะคนอื่นสมหวังในรักกันโม้ด


Smiley คำตอบข้อ 4: เลือกนิยายที่เขียนโดย Bellbomb ซึ่งชอบที่สุดมา 1 เรื่อง และให้เหตุผลประกอบ (สามารถเลือกได้จากเรื่องที่จบและรวมเล่มแล้ว เรื่องที่ยังไม่จบ หรือเรื่องสั้นที่เขียนในแนววายเท่านั้น Smiley

เราเคยอ่านมาแล้วเกือบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องสุดท้าย เท่าที่อ่านมาแล้วนั้น ต้องบอกว่าไม่เลือกได้ไหมคะ แม้ว่า ตอบแบบนี้ทำให้คำตอบข้อนี้ไม่ผ่าน หรือไม่ถูกกติกา ก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่เลือกไม่ได้จริงๆ รักนวนิยายของ Bellbomb ที่อ่านทุกเรื่องค่ะ แถมบางเรื่องมีการกล่าวอ้างถึงตัวละครเรื่องอื่นด้วย ทำให้ยิ่งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่อ่าน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับชีวิตของตัวละครเหล่านั้น มีความสุขที่จะได้เปิดอ่านเมื่อมีโอกาส และก็จินตนาการต่อว่า ชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไรต่อไป ถึงแม้ว่าถ้าพูดไปแล้ว ลำนำรักสีรุ้งจะมีภาษีที่สุดในความรู้สึก แต่ถ้าต้องเลือก ไม่ขอเลือกค่ะ เสน่ห์ของแต่ละเรื่องคล้ายคลึงกัน ไม่ใช่ไม่มีพัฒนาการ แต่เหล่านี้คือรูปแบบการนำเสนอแบบ Bellbomb ที่เราชื่นชอบอยู่แล้วค่ะ ชอบหมดจริงๆ ข้อนี้ขอตอบสั้นๆนะคะ ชอบหมดจริงๆค่ะ


ความเห็นคนเขียน: ไม่มีปัญหาเลยค่ะ เพียงได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พี่น้ำตาลตัดสินใจฟันธง เลือกเรื่องที่ชอบที่สุดไม่ได้ก็นับว่าคุ้มที่รินได้อ่านคำตอบข้อนี้แล้ว สำหรับเรื่องต่อๆ ไปก็จะนำเสนอในสไตล์ที่ถนัดออกมาอีกนะคะ รอติดตามกันด้วยน้า (เกิดนักอ่านท่านไหนเบื่อแนวนี้ขึ้นมาคงแย่เลยเรา)


Smiley Smiley Smiley




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2554 15:38:29 น.
Counter : 399 Pageviews.  

เกมชิงโปสเตอร์ + ลายเซ็นต์จากนิยาย "แม้นมั่นคำสํญญา"

ไหนๆ ก็ประกาศใน facebook กับส่งอีเมล์หาคนอ่านที่เคยสั่งซื้อหนังสือจากเราโดยตรงไปแล้ว เลยคิดว่าควรมาประกาศในบล็อกด้วย เพราะอาจมีแฟนนักอ่านที่อุดหนุนจากร้านแล้วได้แวะเข้ามา หรือว่าขาจรที่ไม่เคยคอมเม้นต์เลยไม่รู้จะติดต่ออย่างไร ถ้าใครสนใจเล่นเกมชิงรางวัลใหญ่โปสเตอร์พร้อมลายเซ็นต์คนเขียนและคนวาดของแม้นมั่นคำสัญญา กับรางวัลปลอบใจสี่รางวัล อ่านต่อด้านล่างเลยค่ะ

คำเตือน: กรุณาอ่านกติกาดีๆ เด้อ ถ้าหากผู้ส่งคำตอบท่านใดไม่เข้าข่ายต่อไปนี้จะถือว่าโมฆะและไม่มีสิทธิ์ชิงรางวัลนะจ๊ะ


กติกาการชิงโปสเตอร์:

1. เข้าไปโหลดแบบฟอร์มคำถามได้ที่ //www.mediafire.com/file/3d4i47epgt811qc/Bellbomb%20Game%20form.doc (เป็น word document ถ้ามีปัญหาในการกดลิ้งค์ ใ้ห้ก๊อป URL ไปแปะในหน้าต่างใหม่เลย)

2. ตอบคำถามในแบบฟอร์ม และกรอกรายละเอียดให้ครบ ขอให้ตอบแบบมีเหตุผลประกอบด้วย ถ้าหากตอบมาสั้นๆ แค่ 1-2 ประโยค หรือมาแค่อีโมติคอน จะถือว่าหมดสิทธิ์ทันที (จริงๆ เกมนี้ก็ตั้งขึ้นมาเพราะอยากอ่านคอมเม้นต์ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะงั้นขอร้องว่าตั้งใจตอบกันหน่อยเต๊อะ)

3. ส่งคำตอบเป็นไฟล์ attachment มาที่อีเมล์ bellbomb@hotmail.com โดยใช้แบบฟอร์มที่โหลดไป อนึ่ง ผู้เขียน (เรา) มีสิทธิ์ที่จะนำคำตอบเหล่านั้นขึ้นโพสต์ในบล็อก (จะโพสต์ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น) ถ้าหากใครไม่สะดวกใจให้นำคำตอบไปโพสต์ ก็หมดสิทธิ์ชิงโปสเตอร์ เพราะไม่งั้นการแข่งขันจะไม่โปร่งใสหากเราไม่สามารถนำคำตอบของผู้ชนะขึ้นประกาศให้คนอื่นอ่านได้

4. เราจะเลือกคำตอบที่โดนใจที่สุดขึ้นมาห้าคำตอบ จากนั้นในห้าผู้เข้าชิงนี้ จะจับสลากชื่อคนที่ได้รางวัลด้วยมือ (เพื่อความโปร่งใสเช่นกัน) จากนั้นจะประกาศผู้ชนะที่บล็อก, ทาง Facebook, บอร์ด Thai Boys Love และอีเมล์โดยตรงไปหาคนที่ได้รางวัล

5. ผู้เข้ารอบอีกสี่คนจะได้รางวัลปลอบใจ เป็นการ์ดแฮนด์เมด ขนาด 4 x 5.5 นิ้ว อภินันทนาการโดยเพื่อนแอน และเราจะให้คนที่ได้ของปลอบใจทั้งสี่ท่านเลือกได้ว่าจะเอาลายไหน โดยใครเลือกก่อนก็ได้ก่อน (กรณีที่เลือกซ้ำกัน) ดูรูปประกอบได้จากไฟล์นะคะ

6. หมดเขตส่งคำตอบ เที่ยงคืนวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน เผื่อใครยังไม่ได้อ่านจะได้มีเวลาอ่านกันก่อน และจะประกาศผลในสัปดาห์ถัดมา


ใครมีสิทธิ์ร่วมสนุกบ้าง?

1. ผู้ส่งคำตอบชิงโปสเตอร์ ต้องมีที่อยู่ที่จัดส่งได้ในประเทศไทย แต่ถ้าตัวอยู่ต่างประเทศและยังไง้ยังไงก็อยากได้ รบกวนขอให้ใช้ที่อยู่ของบ้านที่เมืองไทยสำหรับจัดส่งค่ะ (ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ส่งออกต่างประเทศ เนื่องจากความยุ่งยากและค่าส่งทีแพงลิ่ว)

2. ผู้ที่ได้โปสเตอร์และรองชนะเลิศที่ได้ของที่ระลึกอีกสี่ท่านสามารถเลือกได้ ว่าจะให้จัดส่งทางไปรษณีย์หรือว่านัดพบเพื่อรับรางวัล (กรณีนัดพบ ขอเป็นในกรุงเทพฯ และที่ MBK หรือสถานีบีทีเอสเท่านั้น)

3. กรณีส่งทางไปรษณีย์ เราจะม้วนใส่ในกระบอกให้เพื่อไม่ให้โปสเตอร์ยับค่ะ

หวังว่าคงอธิบายเรื่องกฎครอบคลุมดีแล้วและไม่มีใครมีข้อสงสัยนะคะ แต่ถ้าสงสัยก็สามารถอีเมล์มาถามได้ เพียงแต่ถ้าคำถามไหนเข้าข่ายอธิบายในกฎอยู่แล้วก็ขอไม่ตอบเน้อ

รูปรางวัลปลอบใจ เป็นการ์ดแฮนด์เมดสี่แบบ เครดิตผู้ทำโดยแอนค่ะ (ขอบคุณนะเพื่อนรัก ได้ใจมากๆ) ใครสนใจงานฝีมือของแอน ไปดูเพิ่มได้ที่บล็อกนี้เลยค่ะ //annscrafts.bloggang.com

แบบที่ 1


แบบที่ 2


แบบที่ 3


แบบที่ 4


ปล. อย่าแปลกใจถ้าทุกรูปมีจุดดำๆ ตรงกลางเยื้องไปข้างบน มันเป็นความผิดของกล้องค่ะ เลนส์มันเป็นรอยง่ะ จะรีทัชก็ทำไม่เป็น เอาเป็นว่าของจริงมันไม่มีรอยดำๆ พวกนี้ละกันนะ T.T




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2554    
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 13:31:07 น.
Counter : 512 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.