|
แค่สบตา ก็รู้ว่ารัก บทส่งท้าย
แนะนำ สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ
++------++
บทส่งท้าย
เมื่อแสงแดดเริ่มทวีความร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ที่ลอยสูง เชษฐ์ก็ขับรถพาภัทรไปทานมื้อเช้าควบมื้อกลางวันที่ร้านอาหารริมหาดแห่งหนึ่ง เมื่ออิ่มแล้วจึงค่อยขับรถเข้าไปในตัวเมืองขณะที่ภัทรโทรหาญาติผู้ใหญ่ไปด้วย
"เหรอครับ ถ้างั้นบ่ายๆ ภัทรอาจไปรอที่บ้านก่อนก็แล้วกัน ...ยังมีกุญแจอยู่ครับ คืนนี้เจอกันครับน้าบรรณ"
ภัทรกดวางสายหลังเสร็จสิ้นการสนทนา จากนั้นก็หันไปหาคนที่กำลังขับรถ
"น้าผมบอกว่าคืนนี้อาจกลับค่ำเพราะต้องไปงานเลี้ยงเกษียนอายุของเพื่อนน่ะครับ แต่ถ้าพวกเราสะดวกก็ไปรอที่บ้านเลยก็ได้ เพราะว่าผมมีกุญแจบ้านอยู่แล้ว"
เชษฐ์พยักหน้ารับรู้ "ถ้าอย่างนั้นจะไปที่บ้านกันเลยไหมล่ะ หรือว่าเธอยากไปที่ไหนก่อน?"
ภัทรเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลบนแผงหน้าปัด เลขนาทีเพิ่งจะผ่านเลยเวลาเที่ยงตรงมาไม่นานนัก แม้จะเข้าไปที่บ้านตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากนั่งๆ นอนๆ แต่ที่เขาเป็นห่วงมากกว่าคือคนข้างตัวที่อาจจะเพลียเพราะขับรถมาหลายชั่วโมง
"คุณเชษฐ์เหนื่อยหรือเปล่าครับ? เมื่อเช้าก็ตื่นตั้งแต่ตีสาม ถ้าหากอยากนอนพักก่อนเราก็ตรงไปที่บ้านเลยก็ได้"
ชายหนุ่มยื่นแขนไปบีบต้นแขนแข็งแรงเบาๆ เชษฐ์จึงเหลือบตาลงมองบริเวณที่มือของภัทรวางทาบก่อนจะยิ้มให้
"ไม่เหนื่อยหรอก คงเพราะได้เปลี่ยนสถานที่ด้วยล่ะมั้ง ไหนๆ มาถึงนี่แล้วก็ไปเที่ยวกันไหม ฉันเคยมาจันทบุรีแค่ครั้งสองครั้ง ถ้าหากรีบเข้าบ้านกันตั้งแต่หัววันก็น่าเสียดาย"
ภัทรฟังแล้วก็ยิ้มรับ ใบหน้าสดใสของคนพูดบอกให้รู้ว่าไม่ได้เหน็ดเหนื่อยจริงๆ และเพียงแค่ได้เห็นคุณเชษฐ์กระปรี้กระเปร่าเช่นนี้เขาก็ดีใจแล้ว
"ตกลงครับ งั้นเดี๋ยวผมพาเที่ยวเอง"
ความคุ้นเคยกับบ้านเกิดทำให้ภัทรจำได้ว่าสถานที่สำคัญในจังหวัดมีที่ใดบ้าง เขาคอยแนะนำเส้นทางโดยพยายามเลือกจากสถานที่ที่ไกลบ้านก่อนแล้วค่อยตระเวณเที่ยวตามรายทาง เริ่มจากโบสถ์แคทอลิคซึ่งมีความสวยงามเป็นที่ขึ้นชื่อของจังหวัด แล้วไปเดินเล่นต่อในย่านชุมชนริมน้ำที่อยู่ไม่ห่างจากโบสถ์ จากนั้นก็แวะไหว้อัฐิของพ่อและแม่ของภัทรซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็กที่วัดซึ่งอยู่ใกล้บ้านเก่า ก่อนจะแวะน้ำตกที่อยู่ออกนอกตัวเมืองไปพอสมควรเป็นที่สุดท้าย เนื่องจากอยู่ในเส้นทางผ่านไปยังบ้านของน้าซึ่งเป็นที่หมายของการเดินทางในวันนี้
ทั้งสองใช้เวลาในยามบ่ายเที่ยวชมตัวเมืองกันอย่างไม่รีบร้อน วันธรรมดาในจังหวัดที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยพลุกพล่านช่วยให้พวกเขาสามารถใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเป็นส่วนตัว หลายครั้งที่เชษฐ์เดินจูงมือภัทรขณะเดินไปตามสถานที่ต่างๆ ราวกับเป็นเรื่องที่ทั้งคู่ทำเป็นปกติ และถึงแม้จะยังเขินอายด้วยไม่คุ้นเคย แต่ในเมื่อคุณเชษฐ์ไม่สนใจ ภัทรก็ไม่เอ่ยปากทักท้วงว่าการแสดงความสนิทสนมของทั้งคู่อาจดึงดูดสายตาผู้คนได้
กว่าการตระเวนเที่ยวจะสิ้นสุดลง แสงจากดวงสุริยาสีส้มแดงที่แผดจ้ามาตั้งแต่เช้าก็ถูกขอบฟ้ากลืนกินไปเกือบจะครึ่งดวง ร้านค้าหลายแห่งเริ่มเก็บแผงและปิดไฟ ยิ่งเชษฐ์ขับรถออกนอกตัวเมืองมากเท่าไหร่ แสงสว่างตามข้างทางก็ยิ่งถูกจำกัดอยู่เพียงแสงจากไฟหน้ารถและเสาไฟข้างถนนเท่านั้น
เมื่อมาถึงที่หมายซึ่งก็คือบ้านของน้าจินและน้าบรรณ แสงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปเกือบหมดแล้ว ทั้งสองลงจากรถที่จอดไว้ด้านหน้าแล้วผลักประตูรั้วไม้เตี้ยๆ เข้าไปด้านใน โชคดีว่าโคมไฟบนรั้วบ้านถูกเปิดเอาไว้จึงทำให้ไม่วังเวงเกินไปนัก เชษฐ์เงยหน้าขึ้นมองบ้านไม้ทรงไทยสองชั้นที่ภัทรเคยอาศัยเป็นเวลาหลายปีแล้วก็เอ่ยชม
"บ้านหลังใหญ่ดีนะ เดี๋ยวนี้หาบ้านทรงไทยแท้ที่ไม่ใช่ของสร้างใหม่แบบนี้ไม่ค่อยได้แล้ว"
ภัทรยิ้มขณะเดินขึ้นบันไดไม้เพื่อนำไปยังห้องนอนบนชั้นสอง "มรดกจากคุณปู่คุณย่าของน้าบรรณน่ะครับ เคยมีคนมาขอซื้อต่อเหมือนกัน แต่น้าผมอยากเก็บไว้ก็เลยไม่ได้ขาย"
ถึงแม้ตัวบ้านจะเป็นไม้สักแท้และยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ ทว่าชั้นสองก็มีการปรับปรุงห้องหับต่างๆ ตามกาลเวลา เมื่อขึ้นมาถึงทางเดินตรงกลางชานบ้าน ภัทรก็เปิดไฟแล้วชี้ไปที่มุมหนึ่งพลางอธิบาย
"ฟากนั้นจะเป็นห้องนอนของน้าจินกับน้าบรรณครับ ส่วนห้องผมกับพี่แพนอยู่ฝั่งนี้ แต่พี่แพนไม่ค่อยกลับบ้านตั้งแต่ไปเรียนมหา'ลัย ส่วนมากเลยเอาห้องนั้นไว้ให้แขกพักมากกว่า"
ภัทรเดินไปเปิดประตูห้องที่เคยเป็นของพี่สาวให้ดู การตกแต่งภายในเรียบง่ายแต่ก็สะอาด ไม่มีรูปถ่ายหรือเครื่องประดับตกแต่งใดเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากผ้าม่านลูกไม้และกระถางดอกไม้ประดิษฐ์ บ่งบอกชัดว่าเป็นห้องที่ไม่ค่อยถูกใช้งานโดยแท้
"แล้วห้องของเธอล่ะ?"
หลังได้เห็นภายในแล้วเชษฐ์ก็เอ่ยถาม ภัทรจึงเดินไปผลักประตูห้องที่อยู่ตรงข้ามซึ่งมีขนาดเท่ากันออกและเปิดสวิทช์ไฟ ด้านในห้องนี้นับได้ว่าตกแต่งเรียบง่ายไม่แพ้กัน เพียงแต่มีเครื่องเรือนและของตกแต่งที่แสดงความมีชีวิตชีวาของผู้ที่เคยอาศัยมากกว่า บนโต๊ะหน้ากระจกด้านหนึ่งมีกรอบรูปและใบประกาศนียบัตรสมัยเรียนของภัทรวางเคียงกัน ถัดเข้าไปเป็นตู้เสื้อผ้าไม้ที่น่าจะผ่านการใช้งานมาหลายปี ฝั่งตรงข้ามเป็นโต๊ะญี่ปุ่นและฟูกนอนหนานุ่มที่วางอยู่บนเสื่อจันทบูรผืนใหญ่ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเชษฐ์จนต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ คือภาพวาดสีน้ำใส่กรอบที่แขวนเรียงกันอยู่บนผนัง
"เธอวาดสีน้ำเป็นด้วยเหรอ?"
เชษฐ์หันมาถามยิ้มๆ หลังจากเห็นว่าทุกภาพมีลายเซ็นของภัทรอยู่ที่มุมขวาล่างพร้อมวันที่กำกับ ภัทรจึงย่นจมูกพลางเดินเข้าไปใกล้และกวาดสายตามองภาพเหล่านั้น
"ไม่เชิงวาดเป็นหรอกครับ ความจริงผมไม่มีหัวทางศิลปะเลยด้วยซ้ำ แต่พอดีตอนกลับมาอยู่บ้านเมื่อสองปีก่อนไม่มีอะไรทำ ก็เลยลองซื้อตำราสอนวาดภาพสีน้ำมาลองวาดตามดู"
ชายหนุ่มยื่นปลายนิ้วออกแตะกรอบรูปที่มีภาพวาดฝีมือตนอยู่ด้านใน แผ่นกระจกที่ทับบนรูปใสสะอาด แม้แต่ขอบไม้ด้านบนก็ไร้รอยฝุ่นจับให้เห็น บ่งบอกให้รู้ว่าน้าจินคงเข้ามาทำความสะอาดห้องนี้ให้เป็นประจำ ถึงแม้ภาพเหล่านี้จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของมือสมัครเล่น ทว่าทุกฝีพู่กันก็เปรียบได้กับการบันทึกความทรงจำของช่วงเวลาที่ภัทรต้องทนทรมานจิตใจเพื่อข้ามผ่านความอ้างว้างจากการถูกคนรักเก่าทิ้ง
"มีที่วาดเอาไว้แค่สามรูปนี้เหรอ?"
คนข้างกายถามขึ้นราวกับอ่านความรู้สึกของภัทรได้ เจ้าของนัยน์ตาเรียวจึงเหลือบไปทางคนถามแล้วคลี่ยิ้มบาง
"มีอีกครับ ตอนนั้นผมวาดใส่สมุดไว้เป็นเล่มเลย แต่ที่เอามาใส่กรอบแค่สามภาพนี้เพราะภาพอื่นมันไม่ค่อยสวย คุณเชษฐ์อยากดูไหมล่ะครับ?"
ร่างสูงยิ้มตอบพลางพยักหน้า ภัทรจึงผายมือไปทางฟูกนอนเป็นเชิงบอกให้นั่งรอขณะที่เขาเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาสมุดวาดเขียนเล่มใหญ่ที่เก็บไว้ เมื่อเจอแล้วก็หยิบออกมาแล้วเดินไปทรุดตัวนั่งลงข้างคนที่รออยู่
ทั้งสองนั่งเอนหลังเคียงกันโดยตั้งหมอนขึ้นพิงฝา จากนั้นภัทรก็เปิดสมุดวาดเขียนที่เก็บผลงานไว้ให้เชษฐ์ดูทีละภาพพร้อมกับอธิบาย
"นอกจากภาพสีน้ำผมก็ลองหัดวาดภาพลายเส้นด้วยเหมือนกัน ตอนเริ่มวาดแรกๆ ก็เบี้ยวๆ หน่อย แต่ผมเก็บไว้ดูจะได้รู้ว่าตัวเองมีพัฒนาการบ้างหรือเปล่า"
ภัทรเอ่ยเคล้าเสียงหัวเราะเมื่อเปิดไปถึงหน้าที่เป็นภาพร่างเส้นด้วยดินสอ ตอนนั้นเขาใช้ขวดน้ำกับโอ่งในบ้านเป็นแบบแล้ววาดตามวิธีในหนังสือ ทว่าผลงานที่ออกมากลับผิดรูปทรงจนเขาต้องฮึดวาดแก้มืออยู่หลายครั้งจนกระทั่งพอใจ
"ส่วนภาพนี้ผมลองให้น้าจินนั่งเป็นแบบ น้าจินเห็นแล้วก็บอกว่าผมคงไม่มีหัวด้านรับจ้างวาดภาพเหมือนแน่ๆ"
ชายหนุ่มอธิบายไปพลางรำลึกถึงที่มาของแต่ละภาพอย่างมีสีสัน เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนาน ประกอบกับอดีตที่ถูกลบล้างจนไม่เหลือความทรงจำที่คาใจทำให้เขาไม่เจ็บปวดยามนึกถึงเรื่องราวในหนหลังอีก ตอนนี้ความคิดเดียวที่อยู่ในหัวก็คือความรู้สึกอยากแบ่งปันความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเคยทำให้คนข้างกายได้รับรู้
เจ้าของร่างสูงเพรียวหาได้รู้ตัวว่ายิ่งเปิดหน้าสมุดวาดเขียนไปหลายหน้า เขาก็ยิ่งเอนตัวเข้าหาคนข้างๆ มากขึ้นจนตัวแทบจะเกยกัน ใบหน้าชวนมองเอนลงพิงไหล่หนาราวเคยชินกับการนั่งในท่านี้มาตลอดขณะชี้ชวนให้ดูภาพที่ตนผสมสีพลาดจนออกมาเลอะเทอะ ยามที่เขาหัวเราะ แรงสั่นไหวจากไหล่จะส่งผ่านไปยังแผ่นอกที่นั่งพิงโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกอย่างไร
เสียงของภัทรขาดหายเมื่อเริ่มตระหนักว่าไม่ได้ยินเสียงโต้ตอบจากคนข้างกายได้พักใหญ่ วูบแรกเขาคิดว่าเชษฐ์คงเพลียจากการไปโน่นมานี่ทั้งวันจนผล็อยหลับ ทว่าเมื่อเขาถอยตัวออกห่างเพื่อจะเงยหน้าขึ้นมอง ฝ่ามือแข็งแรงที่วางอยู่บนไหล่กลับโอบภัทรเข้าหาตัวมากขึ้น และแสงในห้องก็ราวกับจะมืดไปชั่วขณะเมื่อเชษฐ์ก้มลงบังสายตาเขาไว้และฉกชิงลมหายใจจากริมฝีปาก
ชายหนุ่มกะพริบตาปริบอย่างตั้งตัวไม่ถูกในอึดใจแรก แต่เมื่อปลายลิ้นอุ่นจัดแลบออกมากรีดไล้ริมฝีปาก ภัทรก็ถูกรสสัมผัสอันอ่อนหวานชักจูงให้เผยอกลีบปากจากกันแต่โดยดี ลมหายใจของเขากระชั้นถี่ขึ้นเมื่อคุณผู้จัดการเอาแต่ขบริมฝีปากและแตะแต้มปลายลิ้นลงมาอย่างยั่วเย้าโดยไม่รุกล้ำเข้าภายใน ความจั๊กจี้กระตุ้นเร้าภัทรจนเคลิบเคลิ้มมึนงง เรียวลิ้นอุ่นหวานจึงยื่นออกมาเกี่ยวกระหวัดตอบ ต้อนรับการท้าทายของอีกฝ่ายด้วยตัวเองในที่สุด
...รูปที่เหลือไว้ค่อยดูทีหลังนะ
ลมหายใจที่พวยจากปลายจมูกโด่งระลงเหนือริมฝีปากของภัทร จากนั้นปลายลิ้นของทั้งสองก็เคล้าเคลียกันอย่างไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ภัทรปล่อยสมุดวาดเขียนออกจากมือเมื่อโดนดึงโดยไม่ยื้อไว้ ก่อนจะปรือตาขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่ยอมผละจากเขาเป็นเวลาสั้นๆ เพื่อถอดแว่นออกวางบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ย ก่อนที่อ้อมแขนแข็งแรงจะรวบตัวเขาขึ้นไปนั่งบนตัก
เสียงครางแผ่วที่ชวนให้จินตนาการเตลิดหลุดจากลำคอของภัทรเมื่อฝ่ามือข้างที่ไม่ได้รั้งเอวของเขาได้เลื่อนเข้าไปฟอนเฟ้นแผ่นอกเรียบลื่น ไหล่ผอมกระตุกเมื่อยอดอกถูกขยี้ด้วยแรงที่ไม่หนักหรือเบาจากป้านนิ้วหนา ใบหน้าชวนพิศซับสีเลือดจนแดงก่ำเมื่อร่างสูงใหญ่ใช้มือเดียวปลดกระดุมเสื้อสามเม็ดบนของเขาออก จากนั้นก็แหวกคอเสื้อลงจนพ้นหัวไหล่ข้างหนึ่ง เผยให้เห็นแผงอกเปลือยด้านเดียวกับไหล่ข้างนั้นโดยมีตุ่มเนื้อสีชมพูดุจดอกกุหลาบตูมเป็นจุดรวมสายตา
"ฮะ...คุณเชษฐ์..."
ภัทรกำเสื้อเชิ้ตบนไหล่กว้างจนยับยู่และแหงนเงยใบหน้าไปด้านหลังเมื่อเจ้าของชื่อก้มลงใช้ริมฝีปากร้อนผ่าวลิ้มรสกุหลาบตูมดอกนั้น ปลายลิ้นที่เย้าหยอกราวกับอยากกระตุ้นให้ดอกตูมเผยสีสันมากขึ้นส่งคลื่นความรัญจวนให้แล่นปราดจนภัทรต้องจิกปลายเท้าลงบนฟูก นัยน์ตาที่ปกติแจ่มใสพร่ามัวด้วยความหวามซ่าน ชายหนุ่มหอบหายใจรุนแรงเหมือนสูดอ็อกซิเจนเข้าปอดไม่ทัน ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อยอดกุหลาบตูมถูกฟันขบอย่างแผ่วเบาก่อนที่ปลายลิ้นอุ่นจะเลียไล้จนชุ่มฉ่ำ
ทุกสัมผัสจากร่างสูงใหญ่ซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับรสกายของเขาส่งกระแสไฟอ่อนๆ ให้วิ่งไปทั่วร่าง ภัทรไม่อาจควบคุมร่างกายให้หยุดสั่นระริก เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถควบคุมความต้องการที่รวมตัวกัน ณ ส่วนอ่อนไหวของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
"น้าเธอจะกลับมากี่โมง?"
น้ำเสียงแหบทุ้มกระซิบถามโดยไม่หยุดมือที่เปลื้องเสื้อผ้าที่เหลือ ภัทรกะพริบตาถี่ขณะพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายเพื่อตอบคำถาม กระนั้นสองหูก็ราวกับได้ยินแต่เสียงหัวใจที่เต้นระทึกจนแทบไม่ได้ยินเสียงอันแผ่วหวิวของตัวเอง
"น้าบรรณบอกว่า...ค่ำๆ ...ครับ...แต่ไม่ได้บอกว่า...อ๊ะ...กี่...โมง..."
คำตอบของภัทรขาดห้วงเมื่อถูกดันร่างที่ไร้เสื้อผ้าปกปิดให้นอนลงบนฟูก ไหล่ผอมสั่นเมื่อถูกนัยน์ตาคมกริบสำรวจไปทั่วทุกส่วนด้วยสายตาชื่นชมเหมือนกำลังมองของสูงค่า เขาถูกนัยน์ตาคู่นั้นดึงดูดโดยสิ้นเชิงจนไม่อาจละสายตาไปทางอื่นแม้เมื่อเชษฐ์ยกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อของตัวเอง
"ถ้างั้นก็ขอให้งานเลี้ยงเลิกดึกหน่อยก็แล้วกันนะ"
น้ำเสียงกระเซ้านั้นมาพร้อมนัยน์ตาเป็นประกายระยับ ภัทรจึงพยายามข่มความอายขณะยื่นมือออกไปช่วยอีกฝ่ายปลดกระดุมกางเกงโดยไม่ต้องให้ขอ ท่าทางกระตือรือร้นของเขาเรียกรอยยิ้มบนมุมปากของผู้สูงวัยกว่าให้ยิ่งหยักลึกมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็จุดเพลิงปรารถนาอันร้อนเร่าให้คุโชนยิ่งขึ้นไปตามกัน
ภายนอกบ้านทรงไทยหลังใหญ่ดังระงมด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไรอันเป็นสัญญาณว่าสนธยาได้แปรเปลี่ยนเป็นราตรี ทว่าเสียงนั้นดูเหมือนจะดังไปไม่ถึงหูคนทั้งสองในห้องนอนที่เปิดไฟสว่างแม้แต่น้อย
"ภัทร..."
เสียงเรียกชื่ออันอ่อนโยนมีฤทธิ์ไม่ต่างจากยากระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกาย ภัทรยกสะโพกขึ้นเมื่อมือแกร่งแยกเรียวขาของเขาให้วางคร่อมบนตัก ท่วงท่าอันแสนน่าอายนั้นเปิดสิ้นทุกส่วนสัดให้อีกฝ่ายได้เชยชมภายใต้แสงสว่างสีขาว แต่เขาก็พยายามเตือนตัวเองให้หยุดอายและปล่อยให้อีกฝ่ายได้จับจ้องโดยไม่ทัดทาน
เพราะถึงอย่างไรเสีย ก็คงไม่มีใครอื่นที่ภัทรจะกล้าทอดกายให้เชยชมอย่างสนิทสนมเช่นนี้อีกแล้ว
อุณหภูมิผ่าวร้อนจากร่างที่ทาบทับราวกับตีตราความเป็นเจ้าของบนผิวกายเปลือยเปล่า ร่างผอมเพรียวบิดเร่าอีกครั้งเมื่อเชษฐ์ก้มลงใช้ริมฝีปากปรนเปรอดอกตูมบนแผ่นอกอีกข้างเช่นเดียวกับที่ทำไปก่อนหน้านี้
"คุณเชษฐ์ครับ...อื้อ..."
น้ำเสียงของภัทรแผ่วโหย ปลายลิ้นอุ่นชื้นที่ไล้เลียและดูดดุนผิวกาย รวมไปถึงฝ่ามือแกร่งที่โลมเล้าอย่างช่ำชองคือหลักฐานว่าอีกฝ่ายได้เจนจบจนหมดสิ้นว่าควรปลุกเร้าด้วยท่วงทำนองแบบใดจึงจะรีดเค้นความหฤหรรษ์ให้เขาได้อย่างถึงที่สุด ปลายนิ้วชุ่มชื้นที่สอดแทรกเข้ามาในช่องทางร้อนรุ่มขณะที่ภัทรมัวเมาจากการถูกโลมไล้แก่นกายได้จุดชนวนเสน่หาให้ขมวดแน่นดุจเงื่อนที่ขันจนตึง ก่อนที่ความเสียวซ่านซึ่งรุมเร้าเกินกว่าที่เขาจะรับไหวจะแตกระเบิดประดุจพลุไฟ
เชษฐ์คำรามในคอกับภาพอันแสนยั่วยวนตรงหน้า แม้กระทั่งเมื่อภัทรปลดปล่อยในมือของเขาแล้วก็ยังไม่ยอมถอนนิ้วออกจากช่องทางเล็กที่บีบรัด นัยน์ตาคมเข้มจับจ้องริมฝีปากบางที่เผยอหอบขณะภัทรเกลือกหน้าไปมาบนหมอนจากความสุขสมที่ได้กลั่นตัวออกมาจนหมดสิ้น เขาพยายามยับยั้งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างไม่ให้ก้มลงจูบกลีบปากแดงอันเชิญชวนเพื่อจะได้รื่นรมย์กับเสียงหวานหูและความเปล่งปลั่งของผิวกายเรื่อสีเลือดฝาดได้กระจ่างตา แม้จะตระหนักดีว่ากำลังจะทนควบคุมความต้องการที่จะเข้าครอบครองร่างตรงหน้าอย่างถือสิทธิ์ขาดไม่ไหว
เขาอาจไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่ได้เห็นภัทรยามถูกความสุขสมครอบงำจนไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่เชษฐ์ก็รู้นับตั้งแต่ได้มองสบนัยน์ตาเรียวคู่นี้ครั้งแรก ว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเป็นผู้ชายคนเดียวและคนสุดท้ายในสายตาของภัทรตลอดไป
ร่างเพรียวส่งเสียงครางคล้ายเสียงสะอื้นเมื่อปลายนิ้วแกร่งที่สอดแทรกในร่างได้เพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สะโพกสอบส่ายไหวเมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามสร้างความคุ้นเคยให้กับช่องทางนุ่มที่จะต้องรองรับความก้าวร้าวดุดันที่เคยได้สัมผัสด้วยมือและริมฝีปากมาก่อน มือใหญ่อีกข้างลูบต้นขาตึงแน่นขึ้นลงด้วยกิริยาเหมือนพรานป่าที่พยายามจะปลอบโยนเนื้อทราย ขณะเดียวกันร่างสูงก็โน้มตัวลงใช้ริมฝีปากจูบซับเสียงครางราวกำลังลิ้มลองอาหารเลิศรส
ภัทรสั่นสะท้านไปทั้งร่างเมื่อใบหน้าคมคายถอนริมฝีปากออกไป นัยน์ตาวาววับราวนักล่าของเชษฐ์อยู่ห่างจากเขาเพียงคืบ ทว่าความแกร่งกำยำที่ส่งผ่านอุณหภูมิอันร้อนผ่าวมายังปากทางเข้าอันเล็กแคบก็ทำให้ภัทรแทบลืมหายใจ
"ภัทร ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลั้นหายใจ"
ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นลูบผมของเขาให้พ้นหน้าผาก เมื่อถูกสัมผัสโดยฝ่ามือชื้นเหงื่อ ภัทรจึงได้ตระหนักว่าตอนนี้ร่างของทั้งสองต่างก็ถูกหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นฉาบจนลื่น เขาพยายามบังคับร่างกายให้ผ่อนคลายจากอาการเกร็งเพราะความตื่นเต้นตามที่ถูกแนะนำ กระนั้นเมื่อรับรู้ได้ถึงความดุดันที่เริ่มชำแรกเข้ามา หัวใจของเขาก็เต้นรัวจนอึดอัดไปทั้งหน้าอก
ความแนบแน่นนี้หาใช่เพียงความฝันในค่ำคืนที่เฝ้ารออีกฝ่ายอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว
"อืม...."
เชษฐ์คำรามเสียงต่ำเหมือนราชสีห์ที่กำลังอดกลั้นต่อความบาดเจ็บ แต่ภัทรรู้ดีว่านั่นหาใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผล หาไม่แล้วอีกฝ่ายคงไม่พยายามดึงดันที่จะรั้งสะโพกเขาเข้าหาตัว แต่แม้จะตระหนักว่าเสียงคำรามนั้นมาจากสาเหตุใด เขาก็ไม่สามารถห้ามร่างกายไม่ให้บีบรัดความดุดันที่ต่างขนาดเหลือเกินกับช่องทางอันอ่อนนุ่มของตนเองได้
"คุณเชษฐ์....คุณเชษฐ์....คุณเชษฐ์"
ภัทรได้แต่ส่งเสียงพร่าเรียกหาคนเบื้องบน ความรู้สึกอิ่มเต็มจากการถูกครอบครองทำให้สติสัมปชัญญะของเขาเลอะเลือน ที่ใดที่หนึ่งในร่างราวกำลังกรีดร้องด้วยความปรีดิ์เปรม ขณะเดียวกันความทรมานจากการต้องรองรับความแข็งแกร่งซึ่งแม้จะเป็นของคนที่เขารัก แต่ก็ยังสร้างความรวดร้าวจนทำให้ไม่อาจเชื่อมโยงความรู้สึกทางกายกับความยินดีในใจได้อย่างทันทีทันใด
ร่างสูงใหญ่รับรู้ถึงความไม่สบายตัวของคนในอ้อมแขนจากแรงบีบรัดที่เหมือนจะทั้งผลักไสและดูดกลืนเขาไปพร้อมกัน นัยน์ตาสีนิลปิดลงอย่างพยายามจะควบคุมตนเอง ก่อนที่จะเปิดอีกครั้งเพื่อสบตากับคนที่กำลังมองเขาด้วยนัยน์ตาเชื่อมปรอย เรียวคิ้วของภัทรขมวดมุ่นและมีหยาดเหงื่อเกาะพราวเต็มหน้าผาก ทว่าประกายในแววตาก็บ่งบอกให้รู้ว่าไม่ต้องการให้สิ่งที่กำลังดำเนินต้องหยุดลงเพียงตรงนี้
ริมฝีปากของทั้งสองบดขยี้กันราวกับมีแรงดึงดูด เชษฐ์ใช้มือใหญ่ฟอนเฟ้นสะโพกตึงแน่นเพื่อปลอบประโลมภัทรให้ผ่อนคลายขณะที่เขาพยายามเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นทีละน้อย การให้ความใส่ใจอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้ภัทรเต็มตื้นในอก เขาจึงเลื่อนมือทั้งสองข้างที่กำทึ้งผ้าปูที่นอนแล้วยกขึ้นโอบรอบลำคอแข็งแรง ขณะเดียวกันก็พยายามยกสะโพกให้สูงขึ้นเพื่อบอกเป็นนัยว่ายินดีให้เชษฐ์เพิ่มความลึกล้ำให้แก่การแนบชิดของทั้งคู่
หลายอึดใจผ่านไปกว่าภัทรจะรู้สึกได้ว่าร่างเบื้องบนหยุดเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันหน้าท้องแกร่งที่แนบทับลงมาบนส่วนไวสัมผัสก็สื่อให้รู้โดยไม่ต้องเอ่ยว่าตนได้รับส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายเข้ามาโดยสมบูรณ์แล้ว ขอบตาของเขาฉ่ำชื้นด้วยคลื่นอารมณ์อันยากจะบรรยายจากสัมผัสอันแสนแนบแน่นนั้น ผู้สูงวัยกว่าระบายลมหายใจหนักหน่วงก่อนจะแกะมือข้างหนึ่งที่โอบรอบคอแล้วดึงมาจูบอย่างแสนรัก
"เธอเป็นของฉันแล้วนะ"
น้ำเสียงทุ้มพร่านั้นอ่อนโยนทว่าก็เอาแต่ใจ หางเสียงที่บ่งบอกว่าจะไม่รับฟังคำโต้แย้งทำให้ภัทรหัวเราะ หยดน้ำใสกลิ้งลงจากหางตาด้วยความยินดีจากหัวใจที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าจะไม่เปิดรับใครเข้ามาอีกแล้ว
"ผมเป็นของคุณเชษฐ์มาตั้งนานแล้วครับ"
ริมฝีปากของร่างสูงหยักยิ้มกับคำตอบเอาใจที่หวานยิ่งกว่าน้ำตาลอ้อย เชษฐ์ค่อยๆ ใช้แขนโอบช้อนเอวของภัทรให้ลุกขึ้นนั่งบนตัก การเคลื่อนไหวนั้นทำให้ช่องทางอ่อนไหวยิ่งโอบกระชับความร้อนรุ่มที่เสียดสีอยู่ในกายมากกว่าเดิม และทำให้แก่นกลางร่างกายของภัทรเบียดแน่นกับหน้าท้องแกร่งยามอีกฝ่ายกอดรัดเขาไว้แนบอก
"อ๊ะ..."
ภัทรหลุดเสียงครางหวิวหวานออกมาอีกครั้งเมื่อถูกริมฝีปากอุ่นพรมจูบทั่วซอกคอ ฝ่ามือแข็งแกร่งที่บีบเคล้นบนสะโพกสื่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้ทำอะไร ภัทรรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นบนผิวหน้าและตามร่างกายที่ถูกสัมผัส ทว่าก็เพียงแต่เลื่อนมือลงเกาะกุมไหล่หนาเอาไว้ขณะเหนี่ยวรั้งร่างให้ขยับโยกตามที่อีกฝ่ายปรารถนาแต่โดยดี
พัดลมบนเพดานยังคงทำงานเป็นปกติ ลมกลางคืนยังคงโชยเข้ามาในห้องผ่านหน้าต่างจนชายผ้าม่านลูกไม้เนื้อบางปลิวไหว ทว่ากลับไม่ช่วยลดความรุมร้อนของผิวกายที่ถ่ายทอดความเสน่หาให้กันและกัน ความคุ้นชินในร่างของอีกฝ่ายที่เพิ่มขึ้นทำให้การแสดงความรักเริ่มร้อนแรงดุจพายุที่บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ และภัทรก็รู้ตัวว่ากำลังจะทนรับความหฤหรรษ์ที่กำลังกำซาบไปตามเส้นประสาททุกเส้นในกายได้อีกไม่นานเมื่อเชษฐ์เลื่อนมือลงรูดรั้งส่วนที่กำลังตื่นตัวของเขาอย่างเร่งเร้า
นัยน์ตาเรียวปิดแน่นขณะทั่วร่างสั่นสะท้านเพราะความสุขสมดุจเกลียวคลื่นที่แตกฟองยามโถมเข้าซัดฝั่ง ชายหนุ่มเกี่ยวกระหวัดแขนรอบลำคอแกร่งเป็นหลักยึดโดยไม่หยุดร่างกายที่เคลื่อนไหว ช่องทางที่บีบรัดอย่างรุนแรงทว่ายังคงบดเบียดความแข็งแกร่งในกายทำให้เชษฐ์คำรามเสียงต่ำขณะกดร่างของภัทรให้นอนลงบนฟูก จากนั้นก็ทาบตัวตามลงเติมฟืนให้เพลิงสวาทที่กำลังลุกโหมด้วยการโจนจ้วงสู่ร่างผอมเพรียวที่ยังคงกรีดร้องชื่อเขาไม่ขาดเสียง
สัมผัสอุ่นวาบที่หลั่งมาจากร่างที่เกร็งกระตุกโดยไม่หยุดเคลื่อนกายเข้าออกทำให้ภัทรส่งเสียงหอบครวญอย่างลืมสิ้นซึ่งการยับยั้งใจกาย ร่างผอมเพรียวยกขาขึ้นเกาะเกี่ยวเอวสอบขณะที่แขนทั้งสองข้างโน้มคอของร่างเบื้องบนลงจูบ ความรู้สึกในเวลานี้ช่างเหมือนกับครั้งแรกที่เขากระจ่างในใจว่าตนยินดีที่จะมอบทุกอย่างให้อีกฝ่ายจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่แตกต่างคือคุณเชษฐ์ของเขาอยู่ตรงนี้ในตอนนี้เพื่อตอบรับทุกสิ่งที่ภัทรมอบให้ด้วยตัวเองจริงๆ
"...ฉันรักเธอ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูจากคนที่ทิ้งกายลงซุกซบบนตัวเขาทำให้ภัทรน้ำตารื้น ชายหนุ่มยกมือที่อ่อนแรงขึ้นลูบไล้แผ่นหลังแกร่งซึ่งลื่นไปด้วยเหงื่อ เรียวขาทั้งสองข้างกระชับเอวอีกฝ่ายแนบแน่นแทนคำบอกว่ายังไม่อยากให้ช่วงเวลานี้จบลงขณะหันไปแนบริมฝีปากบนปลายคาง
"ผมก็รักคุณเชษฐ์ครับ"
เสียงหอบหายใจแรงดังแข่งกับเสียงพัดลมเพดานในห้องที่เงียบสนิท ภัทรหลับตาและดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่ร่างกายแนบชิดโดยมีร่างสูงใหญ่ไล้ริมฝีปากไปตามผิวแก้มชื้นเหงื่อให้ การได้สัมผัสร่างกายเปลือยเปล่าของกันและกันขณะรอให้คลื่นอารมณ์อันปั่นป่วนสงบลงช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่น่าใฝ่ฝัน แต่แล้วความรื่นรมย์ก็มีอันหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือ
นัยน์ตาสองคู่กะพริบขณะสบตากันและกัน เชษฐ์ยันตัวขึ้นบนศอกพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ภัทรจึงยิ้มให้พลางยกมือขึ้นลูบหัวไหล่แข็งแรง
"น้าผมคงจะโทรมาน่ะครับ"
ภัทรเอ่ยพลางค่อยๆ คลายเรียวขาที่เหนี่ยวรั้งสะโพกแกร่ง และแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจยั่วยวน ทว่ารอยยิ้มและฝ่ามือที่อ้อยอิ่งอยู่บนไหล่ก็ทำให้เชษฐ์แทบอยากจะครอบครองร่างตรงหน้าเสียอีกครั้งในนาทีนี้
"...ช่วยไม่ได้นะ"
ร่างสูงเอ่ยอย่างจำใจขณะยันแขนขึ้นและค่อยๆ ถอยตัวออกอย่างเชื่องช้า ภัทรส่งเสียงครางหวิวขณะรับรู้ถึงความแข็งแกร่งซึ่งกำลังอ่อนตัวและผละจากช่องทางอ่อนไหว ร่างเพรียวนอนนิ่งอย่างอ่อนแรงเมื่อน้ำหนักที่กดทับลุกไปจากร่างเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือมาส่งให้ เมื่อเห็นว่าชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นของน้าสาวจริงๆ เขาจึงรีบกดรับ
"ครับ น้าจิน"
"ตอนนี้น้าจินกับน้าบรรณกำลังออกจากงานเลี้ยงนะจ๊ะ อีกสักครึ่งชั่วโมงคงถึงบ้าน ภัทรกับคุณเชษฐ์หิวกันหรือเปล่าลูก? น้าจะได้แวะซื้อกับข้าวเข้าไปให้เพราะที่บ้านไม่มีอะไรเลย"
ภัทรเหลือบมองร่างสูงใหญ่ที่นอนตะแคงเท้าศอกอยู่ข้างๆ พลางเสยผมออกจากหน้าผากให้เขาไปด้วย ริมฝีปากบางยกยิ้มก่อนจะตอบน้าสาว
"แล้วแต่น้าจินเลยครับ พวกผมยังไงก็ได้ แล้วเจอกันครับ"
ชายหนุ่มวางสายก่อนจะพยายามดันตัวขึ้นนั่ง คนที่นอนอยู่ข้างๆ จึงลุกตาม
"น้าของเธอว่าไงบ้าง?"
"น้าจินบอกว่ากำลังออกจากงานเลี้ยงแล้วครับ อีกสักครึ่งชั่วโมงคงมาถึง ระหว่างนี้เรารีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนดีกว่า"
ภัทรตอบพลางพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่แข้งขากลับอ่อนแรงเสียจนคนตัวใหญ่กว่าต้องช่วยประคอง ใบหน้าคมคายยิ้มเมื่อเห็นผิวหน้าเนียนเริ่มซับสีแดงเรื่อ
"ลุกไม่ไหวก็นอนพักต่ออีกหน่อยก็ได้ ยังพอมีเวลาไม่ใช่เหรอ?"
แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเย้าเพราะห่วงใย แต่ภัทรก็อดย่นจมูกไม่ได้ ผิวแก้มที่เรื่อสีเลือดฝาดอยู่แล้วดูจะยิ่งแดงมากขึ้นเมื่อเขาก้มหน้าตอบเสียงอุบอิบ
"ผมไม่อยากนอนแล้วล่ะครับ ไปอาบน้ำเลยดีกว่า"
ภัทรไม่ยอมขยายความว่าที่ไม่นอนพักต่อเพราะไม่อยากให้ฟูกเลอะเทอะมากไปกว่านี้ แต่หารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายเห็นหยาดรักที่ตกต้องลงบนผ้าปูที่นอนจากช่องทางอ่อนนุ่มตั้งแต่ตอนที่ลุกไปหยิบโทรศัพท์มาให้ แล้วก็รู้อีกด้วยว่าถ้าหากบอกไปภัทรคงจะเขิน จึงไม่ได้เซ้าซี้และเพียงแต่ก้มลงช้อนคนตัวเล็กกว่าขึ้นอุ้ม
"คุณเชษฐ์! ผมเดินเองได้นะครับ! ห้องน้ำอยู่ข้างๆ นี่เอง"
ภัทรรีบบอกเมื่อถูกพาเดินออกจากห้อง แค่นี้เขาก็รู้สึกผิดมากพอแล้วที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้คนที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลทำตามที่ต้องการทั้งที่ควรจะพักผ่อน แล้วยังจะให้เขารบกวนต่ออีกได้อย่างไร
"ไม่เป็นไรน่า ถ้าไม่ไหวฉันก็ไม่ทำหรอก อีกอย่างแค่บริการเจ้าของวันเกิดน่ะแค่นี้ยังน้อยไป"
ประโยคสุดท้ายทำให้คำพูดทัดทานของภัทรติดค้างอยู่ในลำคอ ริมฝีปากบางเผยออย่างประหลาดใจแม้เมื่อเชษฐ์อุ้มเขาออกมาพ้นขอบประตูห้องและยืนอยู่บนชานบ้านแล้ว แสงจันทร์นวลที่ส่องลงมาบนใบหน้างุงงของภัทรทำให้เชษฐ์หัวเราะก่อนจะก้มลงฉวยจุมพิตบนกลีบปากสีสดอย่างมันเขี้ยว
"เป็นอะไร ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ?"
"คุณเชษฐ์...จำวันเกิดของผมได้..." "...ดังนั้น...ขอร้องล่ะ ตื่นขึ้นมาก่อนจะถึงวันเกิดผมเถอะนะครับ..." ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในห้องพักผู้ป่วยเมื่อสัปดาห์ก่อนหวนกลับมาอีกครั้ง เขาค่อนข้างมั่นใจทีเดียวว่าตอนนั้นคนที่นอนอยู่บนเตียงไม่รู้สึกตัว เพราะไม่ว่าเขาจะชวนคุยหรือบีบมือสักเท่าไหร่ก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง เชษฐ์มองแววตาที่สะท้อนถึงความแปลกใจของภัทร แล้วนัยน์ตาเฉียบคมก็ทอประกายอ่อนโยนลง
ตกลงตอนนั้นเธอพูดจริงๆ สินะ หลังจากฟื้นแล้วฉันจำได้ว่าระหว่างที่ยังหลับจะได้ยินเสียงใครบางคนดังอยู่ข้างหูตลอดเวลา แต่ไม่รู้ว่าฝันไปหรือเปล่าก็เลยไม่เคยพูดถึง แต่เรื่องวันเกิดของเธอน่ะฉันจำได้อยู่แล้ว
คำตอบนั้นช่วยย้ำความมั่นใจให้กับภัทร เท่ากับว่าเสียงของเขาสื่อไปถึงอีกฝ่ายช่วงที่ยังไม่ได้สติจริงๆ ความประหลาดใจในวูบแรกค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความตื้นตัน ช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้นจิตใจของเขาตกต่ำถึงขีดสุดเพราะต้องคอยเฝ้ามองคนที่รักซึ่งไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัว และภัทรเพียงแต่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อหล่อเลี้ยงความหวังว่าคุณเชษฐ์จะต้องปลอดภัยเอาไว้ ทว่าหลังเจ้าตัวหายดีแล้วก็มีเรื่องราวสารพัดมาให้ขบคิดไม่หยุดหย่อน เขาจึงลืมคำพูดที่ตนพลั้งปากออกไปในคืนนั้น รวมทั้งเรื่องที่วันนี้คือวันเกิดของตัวเองเสียสนิท
ในอกของภัทรหดเกร็งจากความตื้นตันที่ไหลบ่าจนล้นท่วมไปทั้งใจ และความรู้สึกนั้นก็สะท้อนออกมาในหน่วยตาที่เริ่มชื้นไปด้วยไอน้ำอุ่นซึ่งเอ่อคลอ ร่างสูงมองคนในอ้อมแขนที่เอาแต่มองเขาราวกับไม่รู้จะสรรหาคำพูดสำหรับโอกาสนี้อย่างไรแล้วก็ยิ้ม
"เอาไว้พรุ่งนี้กลับถึงกรุงเทพฯ แล้วเราค่อยไปหาร้านฉลองแบบเป็นเรื่องเป็นราวอีกทีก็แล้วกัน สุขสันต์วันเกิดนะ ภัทร"
คนพูดจบประโยคด้วยการแนบประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขา และภัทรก็พบว่าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะกลั้นหยาดน้ำที่ปริ่มขอบตาไม่ให้หลั่งล้นลงมาบนแก้ม เขาทำได้เพียงพยักหน้าแล้วยกมือขึ้นกอดลำคอแข็งแรงไว้ แม้แสงโดยรอบจะค่อนข้างสลัวเนื่องจากชานบ้านตรงนี้ไม่ได้เปิดไฟ แต่เขาก็เห็นได้ว่านัยน์ตาที่ทอดมองตรงมานั้นช่างอ่อนโยนจนไม่น่าเชื่อว่ามีไว้เพื่อมอบให้เขาเพียงคนเดียว
การได้เจอคุณ ได้รักคุณ และได้รับความรักโดยไม่มีเงื่อนไขจากคุณคือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของผม
"ขอบคุณครับ คุณเชษฐ์"
ภายใต้แสงจันทร์นวลกระจ่างในคืนข้างขึ้น ดอกโมกริมรั้วถูกสายลมหอบกลิ่นหอมรื่นให้โชยเข้าไปในบ้านริมทุ่งและโอบล้อมร่างของชายหนุ่มทั้งสองไว้ แววตาสองคู่สบประสานกันราวกับไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งอื่นรอบตัว และแม้ไม่ต้องให้ดวงดาวบนฟากฟ้าชี้ทำนายอนาคตอันยาวไกล พวกเขาก็รู้ว่าความในใจที่มีให้แก่กันจะไม่มีวันเปลี่ยนผันเป็นอื่น ต่อให้กาลเวลาจะไหลผ่านไปอีกนานเพียงใดก็ตาม
บทพิสูจน์ความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ของทั้งคู่ผ่านไปแล้ว และบทเรียนที่ได้รับก็คือความมั่นใจในกันและกันที่จะไม่มีวันสั่นคลอน แม้นว่าอาจจะมีบทพิสูจน์อื่นที่ไม่ได้คาดคิดรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า
ตราบใดที่ใจสองดวงเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นด้วยความรักและเชื่อใจ อนาคตก็เป็นเพียงก้าวหนึ่งที่พวกเขาจะจูงมือข้ามผ่านไปด้วยกัน เฉกเช่นทุกครั้งที่เคยทำร่วมกันมา อย่างน้อยที่สุด...นั่นก็คือคำสัญญาที่สะท้อนอยู่ในแววตาซึ่งเปี่ยมด้วยความรักแล้ว...
++---End---++
A/N พอพิมพ์คำว่า End อีกครั้งก็รู้สึกทะแม่งๆ เหมือนกันนะคะ เหมือนจริงๆ แล้วตอนนี้น่าจะเป็นตอนจบบริบูรณ์มากกว่าตอนที่แล้วยังไงบอกไม่ถูก ซึ่งตอนที่แล้วก็นับว่าจบไปแล้วล่ะ อันนี้เหมือนเพิ่มมาให้คนอ่านวางใจว่าที่คุณเชษฐ์แกทนๆ มาตลอดเนี่ย ในที่สุดคุณเขาก็ได้รางวัลคุ้มค่ากับที่อดทนแล้วละ สารภาพว่าเป็นตอนที่เขียนแล้วฝืดม้ากมากเพราะไม่ได้เขียนแบบนี้มานาน ทั้งอ่านแล้วอ่านอีก แก้แล้วแก้อีก ทวนแล้วทวนเล่าจนเข้าขั้นโรคจิตอ่อนๆ (เว่อร์) ก็ได้แต่หวังว่าจะคุ้มค่าสมการรอคอยของแฟนๆ นักอ่านทุกคนนะคะ และแน่นอนว่าตามธรรมเนียมที่เมื่อเขียนเรื่องใดจบเราก็จะรวมเล่ม สำหรับเรื่องนี้ก็มีโครงการจะทำแน่นอนเพราะว่าภาพปกเสร็จแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้จะไม่เปิดจองทันทีเหมือนเรื่องก่อนๆ เพราะอยากเขียนตอนพิเศษให้ครบก่อน แต่ก็จะคอยอัพเดทความคืบหน้าให้เป็นระยะ คาดว่าปลายเมษาหรือต้นพฤษภาน่าจะเห็นรูปร่างของหนังสือมากพอที่จะประกาศจองได้ ระหว่างนั้นก็จะพยายามเขียนอะไรมาให้อ่านเพื่อไม่ให้แฟนๆ ที่รอซื้อเซ็งกันไปเสียก่อน และอย่าลืมนะคะว่าตอนนี้ที่เพจของเราเปิดให้เล่นเกมส่งคำโปรยมาชิงนิยายฟรีเมื่อพิมพ์เสร็จอยู่ ยังคงรอผู้ร่วมสนุกอยู่เสมอถึง 19 เมษาเลย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาไม่ว่าจะตั้งแต่แรกหรือไม่ ทุกกำลังใจคือแรงผลักดันให้เราทุ่มเทเต็มที่สำหรับคุณเชษฐ์และน้องภัทรที่ทุกคนรักค่ะ ^___^
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ที่จะมีให้ล่วงหน้านะค้า รักคนอ่านทุกคนเลยค่ะ จุ๊บๆ
| Create Date : 04 เมษายน 2556 | | |
| Last Update : 5 เมษายน 2556 9:45:12 น. |
| Counter : 1881 Pageviews. |
| |
|
| |
|