Group Blog
 
All blogs
 

เหตุเกิดจากวันนั้น...10


แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 10.


หลังจากต่างคนต่างอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ศรันย์ก็ล็อคบ้านแล้วซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของปราบพงศ์เพื่อจะออกไปหาข้าวเที่ยงกินกัน ถึงแม้จะเพิ่งเกิดเหตุการณ์น่าอับอายไปเมื่อเช้า แต่ศรันย์ก็พบว่าเขาบังคับตัวเองได้ดีกว่าที่คิด เพราะไม่เผลอแสดงอาการขัดเขินประดักประเดิดใดๆ ออกไปสักนิดยามพูดคุยโต้ตอบกับอีกฝ่าย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากมองหน้าหมอนั่นเวลาคุยกันหรอกนะ แววตาลามกหูดำออกอย่างนั้น ขืนมองนานๆ เขาจะได้ติดเชื้อมาปะไร

ชายหนุ่มคิดขณะเพ่งต้นคอด้านหลังของคนที่กำลังขับมอเตอร์ไซค์ให้ซ้อน อารมณ์ตอนนี้จะว่ารำคาญก็ไม่ใช่ หงุดหงิดก็ไม่เชิง เหมือนมีมดไต่ข้างในอกชวนให้คันยุบยิบ แต่ก็จนใจที่ไม่รู้จะทำให้อาการนี้หายไปได้อย่างไรเสียมากกว่า

"เอาล่ะ ทีนี้กินอะไรกันดี?"

ปราบพงศ์หันมาถามหลังจากจอดมอเตอร์ไซค์ในลานจอดเรียบร้อย ศรันย์ถอดหมวกกันน็อคยื่นให้อีกฝ่ายเก็บในช่องใส่ของแล้วก็หันไปทางท้ายตลาด

"อาหารตามสั่งก็ได้ กินเสร็จแล้วผมอยากเดินดูของหน่อย ยังไงกลับบ้านไปก็ไม่มีอะไรทำ"

ไม่มีอะไรทำ...หรือไม่อยากอยู่กันสองต่อสองกันแน่...

ปราบพงศ์คิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจขณะเดินตามศรันย์เข้าไปในร้านอาหาร ถูกล่ะที่เมื่อเช้าเขาโดนปลุกด้วยวิธีไม่ค่อยน่าพิศมัย แต่ดูเหมือนตั้งแต่นั้นก็จะได้เจอแต่เรื่องดีๆ ต่อกันเป็นชุดราวดูละครซีรีส์ ไหนจะท่าทางน่ารักน่าใคร่ของศรันย์ตอนเพิ่งตื่นที่จำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ ไหนจะภาพอะร้าอร่ามของอีกฝ่ายในห้องน้ำโดยที่เขาเองก็ไม่ได้คาดหวัง หรือกระทั่งท่าทางที่เอาแต่หลบตาเขาเวลาโดนชวนคุยตั้งแต่ออกมาจากบ้านนี่ก็อีก

บางทีอาจต้องโทษแดดและไอร้อนในวันนี้ที่ทำให้ผิวแก้มอีกฝ่ายเป็นสีแดงเรื่อแทบตลอดเวลา แต่ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคนหน้าขาวคิ้วเข้มคนนี้น่ารักขึ้นทุกที แถมยังมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าตอนเจอกันครั้งแรกที่หอศิลป์ตั้งเยอะ แล้วจะให้เขาอดใจไม่มองบ่อยๆ ได้อย่างไรกัน

หลังจากกินข้าวเสร็จและเดินออกมาจากร้าน สองหนุ่มก็เดินต่อเข้าไปในตลาดเพื่อดูร้านรวงฆ่าเวลา โดยที่ปราบพงศ์เพียงแต่เดินตามลูกเดียว ศรันย์แวะดูร้านไหนเขาก็ตามเข้าไป สักพักคนที่ถูกเดินตามต้อยๆ จึงชักจะทนไม่ไหว เพราะคนตามเล่นไม่ได้เดินตามอย่างเดียว แต่ยังคอยหาโอกาสมายืนข้างๆ แล้วจ้องเขาไม่ลดละอย่างกับแมงเม่าที่โดนแสงไฟดึงดูดก็ไม่ปาน

"อะไร?"

"หือ?"

ปราบพงศ์กะพริบตาเมื่อจู่ๆ ก็โดนคนที่กำลังจ้องหันมาถาม ศรันย์จึงทำหน้าฮึดฮัดขัดใจ

"อยากดูอะไรก็ไปดูสิคุณ เอาแต่มาเดินตามอยู่ได้ แล้วจะจ้องหน้ากันอีกนานมั้ย? หน้าผมมีอะไรติดอยู่รึไง?"

ศรันย์ถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าไม่ค่อยพอใจ แต่ไม่รู้ทำไมโหนกแก้มกลับเป็นสีเข้มยิ่งกว่าเดิม ภาพที่เห็นทำให้ปราบพงศ์ยิ้มและตอบได้ทันควันอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด

"อ๋อ เปล่า ไม่มี แต่เวลาจ้องหนุ่ยแล้วเพลินดี"

ศรันย์ฟังแล้วก็ได้แต่อึ้ง และเพิ่งจะรู้ตัวว่าวันนี้เขาเพิ่งจะได้มองหน้าคนพูดตรงๆ เป็นครั้งแรก พอเห็นนัยน์ตาวิบวับและรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบนแก้มซ้ายอันคุ้นตา ชายหนุ่มก็รับรู้ได้ถึงไอร้อนที่ฉีดพุ่งบนหน้ามากขึ้น แถมดูเหมือนมันจะพุ่งขึ้นไปบนหัวด้วย

อะ...ไอ้...ไอ้หน้าด้าน!!

ถ้าไม่ติดว่าอยู่กลางตลาดแถมมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ ศรันย์คงได้ตะโกนประโยคนี้ออกไปแล้ว แถมเผลอๆ อาจไม่ได้แค่ตะโกนเพราะยิ่งมองหน้ายิ้มๆ ซึ่งมาพร้อมกับแววตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์นั่นมากเข้า มือไม้เขาก็ยิ่งอยากออกแรงกระแทกอะไรเพื่อระบายอารมณ์มากขึ้นทุกที

ไม่ได้สิ อย่าไปเต้นตามเชียว หมอนี่ก็แค่สนุกที่ได้ยั่วเราเท่านั้นแหละ อย่าไปหลงกลให้ได้ใจ รีบๆ เดินหนีไปซะก็สิ้นเรื่อง

ศรันย์ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อระงับสติอารมณ์ เขาใช้วิธีไม่ต่อปากต่อคำกับปราบพงศ์อีกและผละไปจากร้านที่หยุดดูเสื้อเมื่อครู่ ท่าทางก้าวฉับๆ อย่างไม่คิดจะรอทำให้ปราบพงศ์ต้องรีบสาวเท้าตาม

ยังไงล่ะเนี่ย แกล้งมากไปแล้วงั้นเหรอ

ปราบพงศ์คิดอย่างกระหยิ่มใจ ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะจี้โดนจุดของศรันย์หลายครั้งอย่างคาดไม่ถึง ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งอะไรนักหนา ไอ้นิสัยทะลึ่งทะเล้นนี่ก็เป็นมาตลอดจนคนรอบตัวชินกันแล้วทั้งนั้น เพิ่งจะมีศรันย์คนแรกในรอบหลายปีนี่แหละที่มีปฏิกิริยาตอบสนองน่ารักเสียจนเขายิ่งอยากยั่วมากขึ้นเรื่อยๆ

จะโทษผมไม่ได้นะ ก็หนุ่ยดันไปยืนดูรูปที่ผมวาดในนิทรรศการตั้งนานสองนานทำไมล่ะ

ปราบพงศ์คิดขณะมองตามแผ่นหลังของคนที่เดินนำไปข้างหน้าหลายช่วงตัวเนื่องจากมีคนเดินตลาดคนอื่นๆ มาเดินแทรก รอยยิ้มที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเขาอ่อนโยนลงเมื่อนึกไปถึงวันที่พบศรันย์ครั้งแรกที่หอศิลป์ ความจริงแล้วเขาไม่ได้มีส่วนอะไรกับการเป็นอาสาสมัครดูแลนิทรรศการอย่างที่เคยบอกไปสักนิด แต่เป็นหนึ่งในผู้ส่งผลงานเข้าประกวดซึ่งได้รางวัลชนะเลิศต่างหาก

ถึงแม้จะไม่ใช่ชัยชนะที่สวยงามสักเท่าไหร่ก็ตามทีเถอะ...

ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาพยายามปัดความคิดที่ไม่น่าโสภาออกพลางพยายามเร่งฝีเท้าให้ทันศรันย์ที่เดินห่างออกไปทุกที นานทีปีหนเขาจะเจอคนที่ทำให้รู้สึกสนใจมากพอจนอยากทำความรู้จักสนิทสนมขึ้นมาสักคน แถมวันนี้ยังนับได้ว่าเป็นการออกเดทอย่างเป็นทางการด้วย จะมัวมาคิดเรื่องไม่น่าจดจำทำไมกัน

"อ๊ะ ขอโทษครับ"

ปราบพงศ์เอ่ยเมื่อเดินไปชนใครบางคนเนื่องจากความรีบร้อน แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่ชนเข้าถนัดตา เขาก็ชะงักไปนิดหนึ่ง

"พี่บี"

"...อ้าว ปิง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน"

ชายหนุ่มร่างผอมเพรียวในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา ผมยาวเลยไหล่ที่ถูกรวบไว้หลวมๆ เผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลา ถึงแม้มองผิวเผินอาจไม่ถึงขั้นสะดุดตา ทว่านัยน์ตาที่ค่อนข้างหวานและเป็นสีนิลลึกล้ำนั้นสามารถสะกดคนที่มองให้ไม่อาจหันหนีได้

ปราบพงศ์กะพริบตาปริบๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยตั้งสติได้และเอ่ยถาม

"พี่บีมาทำอะไรเหรอครับ?"

"มาทำอะไร นายนี่ถามตลกดีแฮะ มาตลาดพี่ก็มาเดินซื้อของน่ะสิ"

คนตอบหัวเราะพลางยกมือขึ้นตบไหล่เขาเบาๆ ปราบพงศ์จึงอดไม่ได้ที่จะเหลือบลงมองมือข้างนั้น คนเป็นรุ่นพี่มองตามสายตาของเขาแล้วก็ยิ้มกว้างขึ้น

"ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ กระดูกเชื่อมกันหมดแล้ว"

"ขอโทษนะครับพี่บี เพราะผมแท้ๆ เลย"

ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดอย่างแท้จริง ใบหน้าที่เคร่งขรึมและนัยน์ตาอันหม่นหมองซึ่งทอดลงต่ำทำให้คู่สนทนายกมือขึ้นทั้งสองข้างขึ้นบีบหูเขาแล้วจับเขย่าอย่างหยอกล้อ

"เฮ้ย! เรื่องมันผ่านไปแล้วจะพูดถึงอีกทำไม พี่ก็ไม่ได้โทษปิงซักหน่อย เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ลืมๆ ไปเถอะน่า"

ศรันย์เริ่มรู้สึกตัวว่าเขาเดินทิ้งห่างปราบพงศ์มากไป เพราะเมื่อเหลียวหลังกลับไปอีกครั้งก็ไม่เห็นแล้วว่าคนที่เดินตามมาหายไปไหน หลังจากละล้าละลังอยู่ชั่วครู่จึงตัดสินใจเดินย้อนทางเก่าเพื่อกลับไปหา

อย่าบอกนะว่าเดินตามเขาไม่ทันก็เลยหลงน่ะ ทำยังกับเป็นเด็กที่ไม่เคยมาเดินตลาดไปได้

ชายหนุ่มคิดขณะเบียดคนที่แออัดในตลาดเพื่อย้อนกลับไปทางเก่า เขาไม่ได้เดินลัดเลาะเข้าซอย ดังนั้นถ้าหากเดินตามกันมายังไงเสียก็ต้องเจอกัน ทว่าเมื่อผ่านฝูงคนมาจนเริ่มเห็นใบหน้าคุ้นตาซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ศรันย์ก็หยุดฝีเท้าและไม่ได้เดินต่อ

หมอนั่น...อยู่กับใคร...

คำถามนั้นผุดขึ้นในใจเมื่อเห็นปราบพงศ์กำลังคุยกับใครบางคนอยู่ริมทางเดิน เนื่องจากเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างจึงทำให้ยากจะบอกว่าคนคนนั้นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ทว่าท่าทางที่วางแขนทั้งสองข้างลงบนไหล่กว้างของปราบพงศ์ขณะยิ้มแย้มให้ก็บ่งบอกได้ดีว่าทั้งคู่คงสนิทสนมกันมากพอสมควร เมื่อศรันย์เห็นปราบพงศ์ที่มักยิ้มทะลึ่งทะเล้นให้เขากำลังส่งยิ้มอ่อนโยนให้คนคนนั้นก่อนจะหัวเราะเหมือนได้ยินอะไรถูกใจ เขาก็รู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง ราวกับปอดได้รับอ็อกซิเจนไม่พอจนในอกหดเกร็งไปหมด

"ขอโทษนะค้า ขอทางหน่อยค่า"

"อ๊ะ ครับ"

ศรันย์เอ่ยขอโทษพลางเบี่ยงตัวให้แม่ค้าที่กำลังเข็นรถเข็นบรรจุลังใส่สินค้าออกมาจากในซอย เมื่ออีกฝ่ายเดินพ้นไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจเดินเลี้ยวเข้าในซอยนั้นและไปโผล่ในถนนอีกเส้นของตลาด ถนนเส้นนี้ก็มีผู้คนมาเลือกซื้อของขวักไขว่ไม่ต่างกับเส้นที่เขาเดินจากมา แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดอะไรและเพียงเดินไปตามทางที่คนอื่นเดินกันเท่านั้น

นี่เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่นะ...

ศรันย์คิดอย่างเหม่อลอยขณะเดินไปเรื่อยๆ ตามการไหลของผู้คน ตั้งแต่แรกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่ามาฆ่าเวลาในนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะยังไม่อยากอยู่กับปราบพงศ์ตามลำพัง แถมยิ่งโดนหมอนั่นหาเรื่องยั่วไม่ได้หยุดก็ยิ่งรู้สึกว่าคิดถูกที่ไม่รีบกลับบ้านมากเข้าไปอีก

แต่พอเห็นหมอนั่นหัวร่อต่อกระซิกกับใครก็ไม่รู้...ทำไมเขาถึงต้องตะครั่นตะครอในอกอย่างนี้ด้วยนะ หรือพอถูกตามเทียวไล้เทียวขื่อเข้าหน่อย เขาก็หลงคิดไปแล้วว่าหมอนั่นคงเป็นพวกไม่ค่อยมีใครคบเหมือนกันอย่างนั้นหรือ

ทั้งที่นิสัยเปิดเผยเฮฮาแบบนั้น...จะมีคนรู้จักเยอะแยะก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด

ความคิดที่พุ่งเข้าจู่โจมทำให้ศรันย์ตระหนักได้ว่าความจริงแล้วเขาแทบไม่รู้จักปราบพงศ์เลย จริงอยู่ว่าตอนอีกฝ่ายชวนไปดื่มกาแฟที่หอศิลป์นั้นทั้งสองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องส่วนตัวกันบ้าง กระนั้นสิ่งที่ได้ฟังจากปากย่อมไม่เหมือนกับการได้ประสบด้วยตนเอง อีกอย่างก็ไม่ใช่หน้าที่ที่ฝ่ายนั้นจะต้องมาจาระไนให้เขารู้เสียหน่อยว่ามีเพื่อนฝูงที่คบหาอยู่เยอะแค่ไหน แต่ละคนทำอะไรกันบ้างหรือสนิทสนมกันเพียงไร ในเมื่อตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเรียกว่าเพื่อนก็ยังไม่ใช่เลยแท้ๆ

ความคิดที่ปั่นป่วนไม่หยุดทำให้ความอยากเดินตลาดมลายหายไปทันที ศรันย์รู้สึกหมดเรี่ยวแรงจากการต้องมาคิดถึงเรื่องราวและสัมผัสความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยจนเหมือนพลังงานถูกสูบไปจากร่าง เขาเดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้เรื่อยเปื่อยโดยไม่มีจุดหมาย คิดเพียงแต่ว่าถ้าหากเดินไปเรื่อยๆ ผลาญพลังงานไปเรื่อยๆ เมื่อเหนื่อยถึงจุดหนึ่งก็คงเลิกคิดถึงเรื่องหมอนั่นไปเอง

อากาศที่ยังร้อนและแสงแดดที่แผดเผาทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าไปยังร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งตรงมุมตลาด พลางคิดว่าอย่างน้อยก็นั่งพักเหนื่อยเพื่อรวบรวมความคิดที่เหมือนพายุพัดถล่มใส่จนมึนงงให้พอตั้งหลักได้ก่อน จากนั้นก็จะกลับบ้านโดยไม่สนใจอีกแล้วว่าปราบพงศ์จะไปไหนกับใคร ถ้าหมอนั่นเจอเพื่อนที่อยู่ด้วยแล้วคุยสนุกกว่าก็ไม่จำเป็นจะต้องมาเดินตามเขาต้อยๆ เหมือนหมาตามเจ้าของอยู่แล้ว ในเมื่อก็ไม่ได้ตกลงกันตั้งแต่แรกว่าต้องมาเดินดูโน่นนี่ด้วยกันเสียหน่อย

"ขอนมชมพูเย็นแก้วนึงครับ"

"ค่า รอเดี๋ยวนะคะ"

เจ้าของร้านหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มขณะที่ชงกาแฟอย่างขมีขมันให้ลูกค้าอีกคน ภายในร้านค่อนข้างแน่นขนัดเนื่องจากมีโต๊ะให้นั่งเพียงหกโต๊ะ แต่ศรันย์ทันเห็นว่าคู่หนุ่มสาวที่นั่งอยู่โต๊ะเล็กด้านในสุดกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมจะลุก เขาจึงรีบเดินเข้าไปนั่งต่อทันที

ร้านนี้มีประตูทางเข้าที่หันเข้าด้านในตลาด ส่วนฝั่งที่ศรันย์นั่งอยู่เป็นผนังกระจกบานใหญ่ที่ติดสติ๊กเกอร์ลวดลายกราฟฟิกคาดเป็นแนวยาวเอาไว้ ลวดลายที่เจาะเป็นช่องช่วยให้เขาสามารถมองออกไปเห็นอีกฝั่งหนึ่งของตลาดได้ หลังจากรับแก้วนมเย็นสีชมพูสดใสราดนมสดสีขาวไว้ด้านบน เขาก็เอาหลอดคนแล้วดูดละเลียดทีละน้อย

หวานชะมัด...

นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่ศรันย์รับรู้ผ่านปลายลิ้น เขาจึงใช้หลอดคนคลุกเคล้านมเย็นกับน้ำแข็งให้เจือจางลงก่อนจะค่อยๆ ดูดใหม่ สองตาของชายหนุ่มหยีลงขณะหันไปมองภาพภายนอกผนังกระจกที่ถูกแสงอาทิตย์อาบย้อมชวนให้ตาพร่า ความคิดพลันประหวัดไปถึงใครบางคนอีกครั้งทั้งที่ไม่อยากนึกถึง

รสหวานของนมเย็นที่เขาสั่งมาก็คงคล้ายกับหมอนั่นกระมัง ความเอาใจใส่ที่ถาโถมมาให้ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นลิ้นแม้ว่ามันจะหอมหวานสักเพียงไหน แต่พอถึงจุดหนึ่งที่น้ำแข็งละลายมากเข้า รสหวานที่ชวนให้ติดใจก็จะค่อยลดเลือนจนจืดจางไปในที่สุด ซึ่งตัวเขาก็คงไม่ต่างจากน้ำแข็งที่จะไปละลายความหวานนั้นสักเท่าไหร่

ความคิดที่แล่นขึ้นมาทำให้ศรันย์ได้แต่จ้องแก้วนมเย็นที่หมดไปแล้วครึ่งหนึ่งตรงหน้าแน่วนิ่ง บางทีเขาคงจะประสาทเสียไปแล้วที่มานั่งคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้อยู่คนเดียวเพียงเพราะคนที่เพิ่งรู้จักกัน ดูเหมือนการใช้ชีวิตอย่างสันโดษมาหลายปีได้ทำให้ภูมิคุ้มกันด้านมนุษยสัมพันธ์ของเขาเปราะบางลง เปิดช่องให้เจ้า 'ใครคนหนึ่ง' ที่ว่านั้นเข้ามาทำให้เขาสับสนว้าวุ่นได้ทั้งที่ความสัมพันธ์ยังคลุมเครืออยู่แบบนี้

ศรันย์กะพริบตาปริบเมื่อจู่ๆ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก็มีใครบางคนเลื่อนออกก่อนจะนั่งลงมา ภาพที่ปรากฏเข้ามาในสายตาคือเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุกสีฟ้าสลับแดง และลายเสื้อที่คุ้นตานั้นก็ทำให้เขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใครโดยไม่ต้องช้อนสายตาขึ้นมอง

"เดินหาตั้งนาน นึกว่าหนุ่ยกลับไปแล้วซะอีก ขอโทษนะครับ ขอมะนาวโซดาแก้วนึง"

ท้ายประโยคคนพูดหันไปบอกเจ้าของร้านก่อนจะหันกลับมาหาศรันย์ ปราบพงศ์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเพียงแต่ทอดสายตาลงโดยไม่ยอมมองเขา ในแววตาก็มีร่องรอยครุ่นคิดขณะที่คิ้วเข้มทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันน้อยๆ

"หนุ่ย เป็นอะไร?"

โกรธอะไรอยู่ เรื่องที่เขาเดินตามไม่ทันจนพลัดหลงกันน่ะหรือ หรือว่าเพราะสาเหตุอื่นที่เขาไม่รู้อีก

ปราบพงศ์คิดอย่างไม่สบายใจ เมื่อครู่นี้หลังได้พูดคุยและอำลารุ่นพี่เสร็จเขาก็พบว่าศรันย์คลาดสายตาไปแล้ว แต่พอเดินหาจนสุดทางเดินในตลาดก็ไม่พบตัว ที่แย่ก็คือเขาดันลืมบันทึกเบอร์โทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายไว้ทั้งที่เคยได้นามบัตรมา จึงได้แต่ต้องลองเดินหาตามซอกซอยในตลาดด้วยความหวังว่าศรันย์คงไม่ได้โมโหจนหนีกลับบ้านไปเสียก่อน

แต่พอเจอตัวในที่สุดหลังจากใช้เวลาเดินหาท่ามกลางอากาศแสนร้อนอยู่หลายสิบนาที เหงื่อไหลโซมเหมือนคนเพิ่งไปแข่งวิ่งมาราธอนมา กลับพบว่าคนที่ตามหามีท่าทางไม่อยากเสวนากับเขาไปเสียนี่

"หนุ่ย..."

ปราบพงศ์เรียกอีกครั้งพลางยื่นมือออกไปเพื่อจะจับมือของศรันย์ที่วางอยู่ตรงฐานแก้ว แต่คู่กรณีกลับชักมือหนีโดยไม่ส่งเสียง สายตายังคงหลบเลี่ยงการสานสบ กระทั่งเมื่อเจ้าของร้านนำแก้วเครื่องดื่มที่เขาสั่งมาวางบนโต๊ะ ศรันย์ก็ลุกขึ้นทันที

"คิดเงินด้วยครับ"

"เอ๋?"

เจ้าของร้านทำหน้าเหลอหลาเนื่องจากนึกว่าพวกเขามาด้วยกัน ปราบพงศ์จึงรีบถามอย่างตกใจ

"เดี๋ยวสิ คุณจะรีบไปไหน ผมยังไม่ได้กินน้ำของผมเลย"

"ก็นั่งกินของคุณไปสิ เดี๋ยวคิดเฉพาะค่านมเย็นนะครับ"

ศรันย์หันไปพูดกับเจ้าของร้านซึ่งยังไม่ได้กลับไปที่เคาน์เตอร์ ท่าทางไม่แยแสเขาทำให้ปราบพงศ์ชักฉุนขึ้นมาตงิดๆ จึงยื่นมือไปคว้าจับข้อมือของศรันย์ก่อนจะเดินห่างออกไป

"ถ้าหนุ่ยไม่รอผมก็ไม่กิน เดี๋ยวคิดค่ามะนาวโซดาของผมไปด้วยเลยครับ ผมจ่ายเอง"

"เอ้อ..."

เจ้าของร้านสาวทำหน้าลำบากใจระหว่างมองพวกเขาสองคนสลับกัน ศรันย์หันไปขึงตามองปราบพงศ์ที่จ้องเขาตอบไม่ลดละราวกับจะวัดใจกันทางสายตา

นี่จะต้องลากคนอื่นให้เข้ามายุ่งด้วยหรือไง

ก็คุณอยากหนีผมก่อนทำไมล่ะ


ศรันย์เม้มปากแน่นจากการสื่อสารทางสายตาที่ดูเหมือนจะมีเพียงพวกเขาสองคนที่เข้าใจ จากนั้นก็สะบัดมือจนหลุดจากการเกาะกุมแต่ยอมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตามเดิม ชายหนุ่มยกมือกอดอกแล้วจงใจหันมองไปนอกหน้าต่างราวจะบอกว่าตั้งใจจะไม่พูดคุยกับเขา แต่เพียงแค่อีกฝ่ายยอมนั่งต่อก็ทำให้ปราบพงศ์ใจชื้นแล้ว เขาจึงหันไปผงกศีรษะอย่างขอโทษขอโพยกับเจ้าของร้านก่อนจะหันกลับมาหาคนที่นั่งตรงข้ามกันอีกครั้ง

เอาเถอะ ตอนนี้ไม่อยากมองหน้ากันก็ไม่เป็นไร รอให้อารมณ์ดีก่อนค่อยชวนคุยก็ได้

ปราบพงศ์คิดขณะก้มลงดูดน้ำมะนาวโซดาเย็นๆ ให้ชื่นใจ ไม่ช้าเจ้าของร้านที่เพิ่งว่างจากการชงเครื่องดื่มก็เดินเอาคุ้กกี้อัลมอนด์สองชิ้นใส่จานมาให้พวกเขาพร้อมกับน้ำเย็นคนละแก้ว จากนั้นก็วางบิลซึ่งเป็นแผ่นกระดาษบางๆ ให้บนโต๊ะ

"ต้องขอโทษด้วยที่วันนี้แอร์ไม่ค่อยเย็น ยังไงรับน้ำเย็นไปก่อนนะคะ ส่วนบิลนี่เดี๋ยวค่อยไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ก็ได้ค่ะ"

"ขอบคุณครับ วันนี้ร้อนมากจริงๆ ด้วยสิ"

แอร์ไม่ค่อยเย็นซะที่ไหนล่ะ ก็ปกติดีนี่ ตอนนี้เขาเริ่มจะเย็นแขนแล้วด้วยซ้ำ

ศรันย์คิดพลางปรายตามองปราบพงศ์ที่ยังคุยติดพันกับเจ้าของร้าน และได้พบว่าปลายผมของอีกฝ่ายชื้นเหงื่อจนแนบลู่ติดหน้าผากกับลำคอ ส่วนช่วงอกที่โผล่พ้นคอเสื้อก็มันเป็นเงาจากคราบเหงื่อที่ยังไม่แห้ง แถมถ้ามองดีๆ ก็จะเห็นว่าเสื้อช่วงไหล่และอกเป็นรอยเปียกตามแนวที่เหงื่อออกจนเนื้อผ้าเป็นสีเข้มกว่าส่วนอื่น ภาพที่เห็นทำให้คนมองมุ่นคิ้วเข้าหากันมากยิ่งขึ้น

ไปทำอะไรมาถึงเหงื่อออกจนตัวเปียกโชกได้ขนาดนั้น? อย่าบอกนะว่าเพราะมัวแต่เดินตามหาเราในตลาดน่ะ...

ความคิดนั้นทำให้ศรันย์รู้สึกตื้อในอก เขาเม้มปากและเอาแต่ทอดสายตาลงมองแก้วนมเย็นที่ละลายจนเหลือเพียงน้ำสีชมพูเจือจาง แต่แล้วเมื่อเห็นอะไรไหวๆ อยู่ตรงหน้าก็เหลือบตาขึ้น

"พี่เขาให้มาสองชิ้น งั้นแบ่งกันคนละชิ้นนะ"

ปราบพงศ์เอ่ยขณะหยิบคุ้กกี้อัลมอนด์ยื่นมาให้หนึ่งชิ้น ศรันย์มองคุ้กกี้สลับกับใบหน้าเจือรอยยิ้มของคนให้ จู่ๆ ก็รู้สึกรำคาญปอยผมที่แนบบนหน้าผากของอีกฝ่ายจนอยากยื่นมือไปเกลี่ยและเอาทิชชู่ซับคราบเหงื่อที่ยังไม่แห้งออก เพราะเห็นแล้วมันรำคาญใจพิลึกที่เห็นหมอนี่มีสภาพแบบนี้เพราะเขาเป็นต้นเหตุ

แต่สุดท้ายเขาก็เพียงแค่ตอบ "อืม" ในคอแล้วรับคุ้กกี้มากินเท่านั้นเอง



++---TBC---++



A/N: ยังคงเรื่อยๆ มาเรียงๆ ตามคอนเซ็ปต์ของคู่นี้และสปีดคนเขียนค่ะ เพิ่งรู้ตัวว่าทิ้งช่วงเรื่องนี้ไปเป็นปีแล้วก็ตอนที่ย้อนดูวันที่อัพเดทตอนล่าสุด ขอโทษคนที่ติดตามคู่นี้ด้วยนะคะ ยังไงก็อย่าเพิ่งลืมปิงกับหนุ่ยกันน้าาา




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2556    
Last Update : 3 มิถุนายน 2556 8:35:43 น.
Counter : 775 Pageviews.  

เหตุเกิดจากวันนั้น...9


แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 9.


ศรันย์รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงนกร้อง เมื่อปรือตาขึ้นช้าๆ ก็พบว่าตนกำลังนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากำแพงห้อง ความสว่างของแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาบอกให้รู้ว่าเช้าแล้ว ขณะเดียวกันเครื่องปรับอากาศก็ส่งเสียงต่ำเป็นทำนองกล่อมให้อยากนอนต่อ

แปลกดีจัง รู้สึกเหมือนไม่ได้หลับสนิทแบบนี้มานานแล้วนะเนี่ย...

ชายหนุ่มระบายลมหายใจยาวพลางหลับตาลงใหม่ สาเหตุหนึ่งที่เขามักดูเหมือนอารมณ์ไม่ดีอยู่เสมอก็เพราะเป็นโรคหลับไม่สนิทนั่นเอง อาการนี้เริ่มตั้งแต่ศรันย์ต้องอยู่ตัวคนเดียวเพราะพ่อกับแม่จากไป ตอนนั้นเขาถึงกับไปปรึกษาจิตแพทย์เพราะคิดว่าอาจจะมีสาเหตุมาจากความซึมเศร้า ซึ่งแพทย์ก็วินิจฉัยว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ และจ่ายยาที่ช่วยให้เขานอนหลับมากิน แต่หลังจากที่นึกว่าตัวเองคงหายดีแล้วจึงเลิกกินยาไป อาการที่ว่าก็กลับกำเริบขึ้นมาอีกเป็นครั้งคราว แต่ในเมื่อมันไม่ได้ถึงกับเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน ศรันย์จึงตัดสินใจเลิกไปหาหมอและอยู่กับอาการนี้ไปเรื่อยๆ แทน

วันนี้วันเสาร์สินะ...ยังไงก็ไม่มีอะไรทำ...อุตส่าห์หลับสบายทั้งทีก็นอนต่อดีกว่า...

ศรันย์คิดพลางพลิกตัวกลับไปอีกทาง เขากระชับผ้าห่มขึ้นด้วยรู้สึกว่าหนาวต้นแขนที่โผล่พ้นเสื้อหน่อยๆ พลันก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมเข้ามา มุมปากของชายหนุ่มจึงหยักขึ้น ก่อนจะกระถดตัวเข้าหาไออุ่นนั้นโดยไม่คิดอะไร อ้อมแขนที่กระชับเข้ามาบนแผ่นหลังทำให้คนที่เตรียมจะหลับต่อระบายลมหายใจยาว

เอ๊ะ...อ้อมแขน...ที่กระชับเข้ามาบน...แผ่นหลัง??

"เฮ้ย!!!"

ชายหนุ่มเบิกตากว้างแล้วเผลอยกขาขึ้นถีบท้องคนที่นอนอยู่ข้างๆ โดยอัตโนมัติ จากนั้นก็ดีดตัวขึ้นนั่งแล้วถอยกรูดจนหลังติดกำแพง ขณะที่คู่กรณีก็รู้สึกตัวตื่นจากการถูกเท้ากระแทกหน้าท้องเมื่อครู่เหมือนกัน เพราะเสียงร้อง "โอ๊ย!" นั้นดังตามหลังเสียงร้องของศรันย์แค่ไม่ถึงวินาที

"ทำอะไรของคุณเนี่ย มันเจ็บนะ!"

ปราบพงศ์ครวญหลังจากรู้ตัวว่าโดนถีบ เมื่อกี้เขากำลังสะลึมสะลือ พอศรันย์ตะแคงกลับมาแล้วเขยิบเข้าหาก็เลยพาดแขนกอดเพราะนึกว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าเป็นเขา ไม่นึกว่ายังไม่ทันจะหลับต่อก็จะโดนเล่นงานด้วยอวัยวะเบื้องล่างจนจุกแต่เช้า

"ขะ ขอโทษ แต่คุณมานอนบนเตียงผมทำไมล่ะ?"

จริงอยู่ว่าเขารู้สึกผิดเมื่อเห็นอีกฝ่ายนอนตัวงอแถมยังส่งสายตาตัดพ้อมาให้ แต่พอนึกได้ว่าเมื่อคืนนี้ตัวเองโดนนอนซ้อนหลังอยู่ทั้งคืน แล้วไม่รู้ว่าโดนทำอะไรมากกว่ากอดหรือเปล่า ความเห็นใจของเขาก็เลยชักจะน้อยลง

"ทำไมเหรอ ก็เมื่อวานคุณบอกเองนะว่าให้ผมมานอนบนห้องด้วยได้"

คำตอบนั้นทำให้ศรันย์รีบคิดเร็วจี๋ว่าเมื่อวานตนพูดอะไรแบบนั้นจริงหรือเปล่า แต่อาการชาหนึบในหัวก็ทำให้สมองไม่แล่นไวเท่าที่ต้องการ

"นั่นมัน...ผมพูดว่าจะปูฟูกให้ต่างหาก! ไม่ได้บอกว่าจะให้มานอนบนเตียงด้วยกันซักหน่อย!"

ศรันย์ยังเถียงคอเป็นเอ็น ฝ่ายปราบพงศ์ที่อาการจุกทุเลาลงแล้วจึงค่อยยันตัวขึ้นนั่งช้าๆ ก่อนจะเอามือถูหน้าตัวเองแรงๆ ให้ตื่น "แต่เตียงคุณก็ไม่ได้เล็กถึงขนาดจะนอนด้วยกันไม่ได้นี่ อีกอย่างผมไม่รู้ว่าคุณเก็บฟูกไว้ไหนด้วย จะมาว่าผมได้ยังไง"

"...ไม่รู้ว่าเก็บฟูกไว้ไหนก็ถามสิ"

เสียงของคนตอบอ่อนลงหลังสำนึกได้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิด เพราะฟูกที่ว่าอยู่ในตู้เก็บของในห้องนอนของพ่อกับแม่ ดังนั้นที่ปราบพงศ์จะหาฟูกในห้องเขาไม่เจอก็เป็นเรื่องธรรมดา

ปราบพงศ์หรี่ตามองคนที่เถียงข้างๆ คูๆ ตรงหน้า ท่าทางที่พยายามเลี่ยงสายตาเขาทำให้ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะจับอีกฝ่ายมาเขย่าไหล่แรงๆ ให้หัวสั่นหัวคลอนดี หรือจะจับกดลงบนเตียงแล้วจูบแรงๆ เพื่อให้พูดแก้ตัวไม่ออกอีกเลยดี โทษฐานที่ทำให้เขาเจ็บตัวตั้งแต่เช้าดีนัก

"ถ้าคุณรู้สึกตัวให้ถามก็ดีสิ เมื่อคืนนี้จำได้หรือเปล่าว่าตัวเองทำอะไรไปบ้างน่ะ?"

สุดท้ายเขาก็เลือกไม่ทำทั้งสองอย่าง หลังคิดตกว่าตัวเลือกแรกอาจทำให้ศรันย์โมโหจนไล่ตะเพิดเขาออกจากบ้าน และตัวเลือกสองก็คงให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน เลยตัดสินใจโยนทั้งสองตัวเลือกทิ้งแล้วถามด้วยเหตุผลแทน

"ทำอะไร ก็กินเบียร์กับดูหนัง แล้วผมเผลอหลับไปที่โซฟา คุณก็เลยปลุกให้ขึ้นมานอนบนห้องไม่ใช่เหรอ"

ศรันย์ตอบแบบไม่เสียเวลาคิด ก็เมื่อคืนพวกเขาก็ทำแค่นั้นจริงๆ นี่นา เขายังจำได้เลยว่าพอเข้าห้องมาแล้วหัวถึงหมอนก็ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว

อีกอย่างเสื้อผ้าที่เขาใส่นอนเมื่อคืนก็ยังอยู่ติดตัวครบ หมอนี่ก็คงไม่โรคจิตถึงกับมาแอบลวนลามคนที่กำลังเมาหลับกระมัง

"แล้วหลังจากที่พาคุณขึ้นมาบนห้องล่ะ?"

"หลังจากนั้น...ก็ไม่มีอะไรนี่ ผมก็นอนไง"

น้ำเสียงของคนตอบไม่สะดุดสักคำ แววตากับสีหน้าก็ไม่แสดงออกว่ากำลังพยายามปิดบังอะไรอยู่ ดูท่าทางจะปักใจเชื่ออย่างจริงจังว่าเมื่อคืนนี้พอมาถึงห้องก็หลับทันที ปราบพงศ์เลยไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

โดนขโมยจูบฟรีสินะ...ไอ้ปิงเอ๊ยไอ้ปิง

พอเห็นปราบพงศ์จ้องหน้ามากเข้า ศรันย์ก็ชักร้อนตัวทั้งที่จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปจนต้องถูกมองแบบนี้ แต่ไม่ว่าจะพยายามคิดจนปวดหัวยังไงก็นึกออกถึงแค่ตอนที่ตัวเองทิ้งตัวลงบนเตียงเท่านั้น จากนั้นทุกอย่างก็เบลอไปหมด

"นี่! หยุดจ้องสักทีได้มั้ย! ตกลงผมทำอะไรแปลกประหลาดพิสดารไปหรือไง"

ศรันย์ถามเพราะชักทนถูกจ้องไม่ไหว ปราบพงศ์จึงกลอกตาแล้วยักไหล่ เพราะท่าทางแอลกอฮอลล์จะทำให้ความทรงจำของศรันย์บกพร่องไปชั่วขณะจริงๆ

"ก็ไม่แปลกมากหรอก แค่อยู่ดีๆ ก็ละเมอลุกขึ้นมาร้องเพลงแล้วก็จะชวนผมเต้นด้วยเท่านั้นแหละ"

"บ้าสิ! ผมไม่ใช่คุณนะจะได้เมาแล้วลุกมาเต้นแร้งเต้นกาน่ะ รีบๆ ลุกไปเลยผมจะไปเข้าห้องน้ำ"

พอเห็นอีกฝ่ายไม่รับมุก ปราบพงศ์เลยแกล้งลอยหน้าถาม "ปวดฉี่เหรอ? ถ้างั้นก็ไปเข้าด้วยกันสิ พอโดนถีบเมื่อกี้ผมก็ชักปวดเหมือนกัน"

ศรันย์หรี่ตาแล้วก็เอาเท้ายันไปบนขาอีกฝ่ายทีหนึ่ง ปราบพงศ์เลยหัวเราะก่อนจะยอมถอยเปิดทางให้เจ้าของห้องลุกในที่สุด เขามองศรันย์ที่เดินออกจากห้องเพื่อไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างๆ ห้องนอนแล้วก็ถอนหายใจ นึกว่าเช้านี้จะมีอะไรก้าวหน้าหลังจากเรื่องเมื่อคืนแล้วเชียว

"ท่าทาง...คงต้องตื๊อกันไปอีกพักใหญ่แฮะ"

พอเข้ามาในห้องน้ำได้ ศรันย์ก็รีบกดล็อคแล้วยืนพิงประตูถอนหายใจ ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นขยุ้มเสื้อเมื่อพบว่าใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยมาก่อน เขาไม่อยากรับรู้...ไม่สิ ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ดูเหมือนยิ่งอยู่ใกล้ปราบพงศ์มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเจอแต่อาการที่ไม่เคยประสบมาก่อนมากขึ้นทุกที

ใจเย็นๆ น่า หมอนั่นอาจจะแค่สนุกกับปฏิกิริยาของเราตอนนี้ก็ได้...

ศรันย์พยายามปลอบตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัวไปกว่านั้น หลังจากรอจนหัวใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะปกติ เขาจึงล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำเสียเลย เพราะนาฬิกาอันเล็กที่วางอยู่บนชั้นข้างกระจกบอกเขาว่าเป็นเวลาสายโด่งมากแล้ว

หลังจากอาบน้ำสระผมจนรู้สึกสดชื่นและตื่นเต็มตา ศรันย์ก็ปิดฝักบัวแล้วรูดม่านพลาสติกออก แต่แล้วพอหันกลับไปจะหยิบผ้าขนหนูบนราวข้างผนังก็ต้องชะงัก เพราะที่พบคือราวพลาสติกเปล่าๆ ไม่มีอะไรแขวนไว้สักชิ้น

แย่ล่ะสิ เมื่อวานอาบน้ำเสร็จแล้วดันเอาไปผึ่งในห้องนอนนี่นา...

ชายหนุ่มคิดพลางลูบน้ำที่หยดจากผมลงบนหน้า แล้วก็ตัดสินใจหยิบเสื้อกล้ามที่เพิ่งใส่นอนมาซับผมและเช็ดตัวลวกๆ แต่เนื่องจากเนื้อผ้าบางมากจึงทำให้อุ้มน้ำไว เขาเลยเอากางเกงมาซับน้ำช่วงขาต่อ ทว่าน้ำจากผมก็ยังไหลหยดบนไหล่อยู่ดี และพอรู้ตัวอีกครั้ง ทั้งเสื้อและกางเกงที่ใช้เช็ดตัวก็เปียกหมดแล้วโดยที่ตัวเขายังไม่แห้งเลย

ถ้าหากอยู่คนเดียว ศรันย์คงเดินตัวปลิวกลับเข้าห้องไปหยิบผ้าขนหนูแบบไม่ต้องคิดมาก แต่ตอนนี้ดันมีคนอีกคนอยู่ในห้องนั้นนี่สิ ขืนเขาเดินท่อมๆ เข้าไป หมอนั่นคงได้คิดว่าเขาให้ท่ากันพอดี ทั้งที่เพิ่งจะมีเรื่องกันตอนตื่นนอนไปหยกๆ แท้ๆ

แต่จะให้ยืนอยู่แบบนี้ สงสัยคงต้องรอหลายสิบนาทีกว่าผมเขาจะแห้ง เผลอๆ จะเหงื่อออกอีกรอบจนต้องอาบน้ำใหม่ก่อนเสียด้วยซ้ำ

ศรันย์คิดอย่างหงุดหงิด นึกอยากเขกกะโหลกตัวเองนักที่ไม่เฉลียวใจแล้วกลับไปหยิบผ้าเช็ดตัวก่อนจะอาบน้ำ แต่ในเมื่อตอนนี้ตัวยังเปียก จะเดินออกไปก็ไม่ได้ ก็คงมีวิธีเดียวเท่านั้นคือต้องเรียกให้อีกคนช่วย ถึงแม้จะรู้สึกเสียหน้าสิ้นดีก็ตาม

"ปิง"

ศรันย์เปิดประตูห้องน้ำแล้วยื่นหน้าออกมาเรียก แต่ดูเหมือนคนในห้องนอนจะไม่ได้ยินเสียงเขา ชายหนุ่มจึงต้องกลั้นใจ ตะเบ็งเสียงออกไปดังๆ อีกที

"ปิง! ยังอยู่ในห้องหรือเปล่า!?"

"หือ? มีอะไรเหรอ?"

ปราบพงศ์สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเจ้าของบ้านเรียกเสียดัง แต่พอเดินไปแง้มประตูห้องนอนออกก็ต้องชะงักเพราะอีกฝ่ายรีบพูดเสียงรัว

"เดี๋ยวๆๆ คุณอย่าเพิ่งออกมา หยิบผ้าขนหนูสีเขียวๆ ที่พาดอยู่บนเก้าอี้มาให้ผมด้วย"

"ผ้าขนหนู?"

คนรับคำสั่งทวนคำ ชายหนุ่มหันกลับไปในห้องแล้วก็พบว่าบนเก้าอี้หน้าโต๊ะกระจกมีผ้าขนหนูสีเขียวเข้มพาดอยู่ เขาจึงเดินไปหยิบขึ้นมาก่อนจะหมุนตัวกลับไปที่ประตูอีกครั้ง พลันความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นในหัว

ที่ให้เขามาหยิบผ้าขนหนูให้...ก็แปลว่าเพราะในห้องน้ำไม่มีผ้าขนหนูให้ใช้ล่ะสิ...อะฮ่า...

ปราบพงศ์พยายามกลั้นยิ้มขณะจรดปลายเท้าไปหยุดอยู่หน้าห้องน้ำอย่างเงียบเชียบ เขาเลือกจะไม่เคาะประตูเพราะรู้ว่าถ้าศรันย์ไม่ได้ยินเสียงเขาก็คงยื่นหน้าออกมาตะโกนเรียกใหม่เอง และไม่นานคนข้างในก็เปิดประตูออกมาจริงๆ อย่างหมดความอดทน

เพียงแต่ในรูปแบบซึ่งผิดจากที่เขาคาดไว้นิดหน่อย

"ยังไม่เจอผ้าอีกรึไง เฮ้ย!!"

ศรันย์ปิดประตูดังปังหลังเห็นคนที่เรียกยืนอยู่อีกฝั่งของประตู ขณะที่ปราบพงศ์เองก็ตะลึงไม่น้อยกว่ากัน เพราะเขานึกว่าศรันย์คงแค่แง้มประตูออกมาชะโงกมอง ไม่นึกว่าจะเปิดประตูออกมาทั้งบานแบบเมื่อกี้ สงสัยคงเพราะนึกว่าเขายังอยู่ในห้องก็เลยไม่ทันระวังตัวเลยเป็นแน่แท้

แต่ภาพชวนติดตาเมื่อครู่ก็ประทับลงในหน่วยความจำของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

"จะบ้ารึไงคุณ! เอาผ้ามาให้แล้วก็เคาะบอกกันด้วยสิ! จะมายืนเงียบๆ อยู่ทำไมตั้งนานสองนาน!!"

พอตั้งสติได้ ศรันย์ก็รู้สึกว่าความร้อนฉีดพุ่งขึ้นมาจนหน้าร้อนฉ่า ถึงจะไม่ใช่สาวน้อยมาจากไหน แถมคนที่เห็นก็ผู้ชายเหมือนกัน แต่เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกับตัวเอง แถมหน้าตาตอนเจ้าตัวจ้องเขาตาค้างเมื่อครู่ก็ยังติดตาอยู่เลย ความเขินที่ไม่รู้ว่าผุดมาจากไหนเลยกรูมารวมกันจนรู้สึกหวิวๆ ในท้องน้อยอย่างช่วยไม่ได้

"เอ่อ...โทษที ก็ผมไม่นึกว่าคุณจะโผล่มาแบบเมื่อกี้นี่นา"

พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย ยังดีหรอกนะว่าคู่กรณีคือเขาที่มีความอดทนสูง ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้สงสัยพังประตูห้องน้ำเข้าไปแล้วมั้ง

ปราบพงศ์คิดแล้วก็เอามือหนึ่งตบแก้มตัวเองที่ดันเผลอคิดอะไรต่ำๆ แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่จะเผลอ ใครใช้ให้ศรันย์รูปร่างสมส่วนแถมยังดูเนียนไปทั้งตัวแบบนั้นเล่า...

ชายหนุ่มรีบกระแอมเพื่อไล่ความคิดลามกของตัวเองออกไป ถึงแม้ภาพเมื่อครู่จะติดตาจนเขามั่นใจว่าคืนนี้คงได้เผลอฝันถึงเป็นแน่ก็ตาม

"ตกลงคุณจะเอาผ้าเช็ดตัวหรือเปล่า? ตัวยังเปียกอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?"

คำถามของปราบพงศ์ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่าเมื่อกี้ได้เห็นเขาถนัดตาแค่ไหน ศรันย์จึงได้แต่ยกมือปิดหน้าแล้วถอนใจ ทำไมเขาต้องมาเจอเรื่องน่าอับอายแบบนี้ในบ้านตัวเองด้วยนะ!

"...เดี๋ยวผมแง้มประตูให้ แล้วคุณยื่นผ้าเข้ามาก็พอ"

ศรันย์พยายามตอบเสียงนิ่งแม้จะรู้สึกว่ามันยังสั่นชอบกล เขาได้ยินเสียง "อื้อ" จากคนที่ยืนอยู่ด้านนอก จึงค่อยๆ แง้มประตูออกเป็นช่องกว้างพอจะให้อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามา พอได้ผ้าปุ๊บก็รีบคว้าหมับแล้วแล้วปิดประตูดังปัง

"ขอบคุณ ถ้าคุณจะกลับไปนอนต่อก็เชิญ"

ปราบพงศ์ที่เมื่อครู่หวุดหวิดจะโดนประตูงับมือขมวดคิ้ว ดูท่าทางคนในห้องน้ำคงอยากไล่เขาให้พ้นหน้าเต็มแก่แล้วในตอนนี้

"สายขนาดนี้ผมหลับต่อไม่ลงแล้วล่ะ อีกอย่างผมก็อยากเข้าห้องน้ำเหมือนกันนะ ใจคอหนุ่ยจะอยู่ในนั้นทั้งวันเลยหรือไง?"

ศรันย์ฟังอีกฝ่ายโอดครวญขณะกำลังเช็ดตัวแล้วก็กลอกตา อย่าบอกนะว่าพอได้เห็นเขาล่อนจ้อนเมื่อครู่แล้วหมอนี่ก็สมองช็อตไปเลยน่ะ

"ห้องน้ำชั้นล่างก็มี ถ้าอั้นไม่ไหวก็ลงไปใช้ข้างล่างสิ จะมารอผมทำไมเล่า!"

คำตอบของศรันย์ทำให้ปราบพงศ์นึกขึ้นได้ เพราะที่ผ่านมาสองวันเขาก็ใช้แต่ห้องน้ำชั้นล่างตลอด สงสัยความตกใจที่ได้เห็นร่างเปลือยของอีกฝ่ายเมื่อครู่จะทำเอากระบวนความคิดเขารวนไปหมด

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เขาไม่รู้ว่าศรันย์กำลังทำอะไรอยู่หลังประตูห้องน้ำ รู้แต่ตอนนี้อยากเห็นหน้าคนขี้วีนชะมัด

"นี่"

ปราบพงศ์เรียกพลางเคาะประตูเบาๆ ศรันย์ซึ่งกำลังเอาผ้าขนหนูพันเอวจึงเหลือบมองลูกบิดอย่างไม่ไว้ใจ ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองกดล็อคไว้แล้วก็ตามที "อะไร?"

"หนุ่ยหิวหรือยัง? เลยเวลามื้อเช้ามานานแล้วนี่"

ศรันย์เหลือบตามองนาฬิกาบนชั้นวางโดยอัตโนมัติ และเห็นว่าเข็มสั้นกำลังใกล้จะชี้เลขสิบเอ็ดเข้าไปทุกที แล้วก็ราวกับสมองและกระเพาะของเขาจะเชื่อมถึงกัน เพราะทันทีที่ตระหนักถึงเวลา ท้องก็ส่งเสียงประท้วงโดยอัตโนมัติ

ชายหนุ่มรู้สึกร้อนบนผิวหน้าขึ้นมาอีกรอบ หวังว่าเจ้าคนที่อยู่นอกห้องน้ำคงไม่ได้ยินเสียงเมื่อกี้นะ

"นิดหน่อย"

ศรันย์ทำเสียงแข็งตอบขณะยืนกอดอกมองประตู เสมือนว่ากำลังคุยกับปราบพงศ์ตรงๆ โดยไม่มีอะไรขวางอย่างไรอย่างนั้น

"ถ้างั้น...ไปหาอะไรกินข้างนอกกันเถอะ ผมต้องไปเติมน้ำมันอยู่แล้วด้วย ไม่ได้มีแผนจะไปไหนอยู่แล้วใช่ไหม?"

ไม่รู้ทำไม แต่ศรันย์รู้สึกว่าน้ำเสียงอ่อนโยนของคนถามชวนให้นึกถึงแม่มดที่กำลังจะยื่นแอ๊ปเปิ้ลให้สโนไวท์ชอบกล แต่ก็รีบปัดความคิดไร้สาระของตนทิ้งไป เพราะถ้าเขาจะเป็นอะไรในเทพนิยายได้ ก็คงเป็นได้แค่หนึ่งในคนแคระอารมณ์ร้ายที่ไม่มีตรงไหนน่ามองเท่านั้นแหละ

"ก็ไม่ได้จะไปไหน งั้นถ้าอยากไปข้างนอกคุณก็รีบๆ ไปอาบน้ำซักทีสิ ผมไม่ชอบคนชักช้านะบอกไว้ก่อน"

คราวนี้ปราบพงศ์หัวเราะเสียงดังกว่าเดิม เพราะคำตอบนั้นทำให้เขานึกภาพของศรันย์ออกได้ชัดเจนว่าคงกำลังยืนกอดอกพูดอยู่แน่ๆ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงได้ใช้เวลาร่วมกันไม่กี่วัน เขาจะซึมซับอากัปกิริยาของอีกฝ่ายจนเดาได้ถึงขนาดนี้

"ถ้างั้นไม่ต้องห่วง กว่าหนุ่ยจะแต่งตัวลงไปผมก็เสร็จแล้ว"

ศรันย์ทำเสียงหึขึ้นจมูก ก่อนจะค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป แขนที่ไขว้กอดอกอยู่เมื่อครู่ก็ถูกทิ้งลงข้างตัวแทนอย่างเหนื่อยล้า

จะบ้าตาย...

ชายหนุ่มนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่นาทีก่อน แล้วไอร้อนที่สงบไปแล้วก็พุ่งขึ้นมาบนหน้าอีกครั้ง พอหันมองในกระจกก็เห็นผิวหน้าที่แดงก่ำจนจนต้องตบแก้มตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติคืนมา แต่ดูเหมือนมันจะช่างยากเย็นเหลือเกิน ยิ่งนึกถึงสีหน้าของปราบพงศ์ตอนเห็นเขาทั้งตัวเต็มๆ ตาโดยไม่ตั้งใจเมื่อครู่ เขาก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะออกไปเจออีกฝ่ายด้วยสีหน้าแบบไหนมากเข้าไปอีก

เจ้าคนพิลึก นายจะทำให้ฉันยิ่งทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นทุกทีแล้วนะ...



++------++



A/N: เป็นตอนที่ใช้เวลาเขียนสั้นมากจนตกใจกับสปีดตัวเอง โทนเรื่องเรื่อยๆ ก็มีข้อดีอย่างนี้ล่ะค่ะคือไม่ต้องคิดมาก ปล่อยมันไหลไปตามจังหวะที่ควร หวังว่าคงทำให้คนที่รออ่านกันอยู่ยิ้มได้บ้างนะคะ ^^




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2555 20:58:46 น.
Counter : 721 Pageviews.  

เหตุเกิดจากวันนั้น...8


แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 8.


หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยและออกมาจากห้าง ศรันย์ก็ทำหน้ามุ่ยเพราะเขาเป็นคนที่ต้องหอบหิ้วถุงต่างๆ เวลาซ้อนรถกลับ เนื่องจากบางถุงก็ยัดลงในที่เก็บใต้เบาะไม่ได้ ปราบพงศ์เลยได้แต่ขอโทษขอโพยที่ซื้อของเพลินไป

"ขอโทษที ผมก็ลืมนึกไปว่ารถตัวเองไม่มีตะกร้า"

ศรันย์ได้แต่กลอกตา มันน่าตอกกลับนักว่าเรื่องแค่นี้ลืมกันได้ด้วยหรือไง นี่ถ้าขับรถเก๋งก็ว่าไปอย่างเพราะจะซื้อของแค่ไหนก็มีที่เก็บแน่ๆ แต่เขาคร้านจะต่อปากต่อคำในลานจอดรถแบบนี้

"เอาเป็นว่าคุณไปส่งผมแล้วค่อยไปเช่าหนังคนเดียวก็แล้วกัน ผมเหนื่อยแล้ว"

ปราบพงศ์มองหน้าศรันย์ให้แน่ใจว่าไม่ได้กำลังถูกโกรธ จึงพยักหน้าก่อนจะหยิบหมวกกันน็อคมาสวมให้เพราะเห็นอีกฝ่ายมือไม่ว่าง จากนั้นก็สตาร์ทรถแล้วรอให้ศรันย์ขึ้นซ้อน

ราวกับเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติของทั้งคู่ไปแล้ว

หลังจากมาส่งศรันย์ถึงบ้านและช่วยถือของเข้าไปข้างใน เจ้าของบ้านก็หยิบบัตรสมาชิกร้านเช่าวีดีโอออกมายื่นให้ เพราะตอนนั่งรถกลับมาเขาก็ชี้บอกไปแล้วว่าร้านอยู่ตรงไหน ปราบพงศ์รับบัตรมาเก็บลงกระเป๋าแล้วก็ถามขึ้น

"หนุ่ยมีเรื่องอะไรที่อยากดูหรือเปล่า?"

ศรันย์ส่ายหน้า "ไม่มี แต่ขอร้องว่าอย่าเลือกอะไรแผลงๆ มา ถ้าคืนนี้คุณไม่อยากไปนอนที่อื่น"

ชายหนุ่มดักคอเพราะรู้ว่าร้านเช่าแห่งนี้มีแผนกหนังสำหรับผู้ใหญ่ด้วย ถึงแม้จะไม่คิดว่าปราบพงศ์จะบ้าบิ่นขนาดเลือกหนังอย่างว่ามาดูกับเขา แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนมื้อเย็นก็ทำให้เขารู้แล้วว่าหมอนี่ชอบแกล้ง ดังนั้นพูดกันไว้ก่อนจะดีที่สุด

ปราบพงศ์ยิ้มมองคนที่เดินหนีขึ้นบันไดไป จากนั้นก็กลับไปที่รถโดยไม่ลืมปิดประตูให้ เขาพอจะตีความได้ว่าหนังแผลงๆ ที่ศรันย์พูดถึงน่าจะหมายถึงหนังแบบไหน แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะเช่าหนังแบบนั้นอยู่แล้วสักหน่อย

เอาน่ะ...ก็ไม่ได้ห้ามหนังแบบอื่นนี่นา...

ชายหนุ่มคิดอย่างนึกสนุกขณะขับรถมุ่งหน้าไปทางร้านเช่า ทิ้งให้ศรันย์ที่ไม่ได้นึกเฉลียวใจอะไรเลยอาบน้ำและพักผ่อนระหว่างรอไปคนเดียว

++------++

ศรันย์อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก่อนที่ปราบพงศ์จะกลับมา เขาจึงเข้าครัวไปจัดการเก็บข้าวของที่ซื้อมาเข้าตู้เย็นเนื่องจากบางอย่างเป็นของสด แวบหนึ่งที่มองไปเห็นเบียร์กระป๋องที่เรียงกันเป็นแพ็คซึ่งวางอยู่ข้างถุงขนมจุบจิบบนโต๊ะ เขาก็ให้แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ยอมให้คนที่เป็นเพื่อนก็ไม่ใช่ คนแปลกหน้าก็ไม่เชิงมาทำอย่างกับเป็นผู้อาศัยอีกคนแบบนี้

อย่าให้รู้นะว่าพ่อกับแม่นายกลับมาเมื่อไหร่...จะไล่ให้กลับไปนอนบ้านแน่ๆ คอยดู...

ชายหนุ่มกอดอกพลางพ่นลมหายใจ ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรมากกว่านั้นก็สะดุ้งเพราะได้ยินเสียงเคาะประตูหน้า จึงเดินไปเลิกม่านดูให้แน่ใจก่อนจะเปิดประตูให้ปราบพงศ์เข้ามา

"ผมเช่ามาแค่ห้าเรื่องก่อนนะ เดี๋ยวคุณเลือกแล้วดูก่อนเลยก็ได้ ผมขออาบน้ำแป๊บ"

ปราบพงศ์วางถุงแผ่นดีวีดีที่เช่ามาลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เดินไปก้มหยิบชุดสำหรับเปลี่ยนจากในกระเป๋าแบ็คแพ็ค เขาพยายามไม่มองศรันย์ให้มากนัก เพราะเดี๋ยวเผลอหลุดสายตาแปลกๆ ไปให้คนที่ใส่แค่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น จากที่เห็นเมื่อคืนก่อน เขาก็พอจะสรุปได้ว่าอีกฝ่ายคงใส่ชุดนี้เวลาอยู่บ้านเป็นประจำอยู่แล้วโดยไม่ได้ตั้งใจจะยั่วใคร คงมีแต่เขานี่แหละที่ดันมาเห็นแล้วคิดว่ามันอวดเนื้อหนังมากไปหน่อย ทั้งที่ในสายตาคนอื่นแล้วมันสุดแสนจะธรรมดาก็เป็นได้

มองในแง่ดีว่าอย่างน้อยเจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ชุดนี้ออกไปเดินนอกบ้านก็แล้วกัน ไม่งั้นอาจจะต้องขอตักเตือนกันบ้างล่ะ..

ศรันย์มองตามหลังปราบพงศ์ที่เดินหายเข้าไปในห้องน้ำด้วยแววตางุนงงที่อีกฝ่ายพยายามหลบตา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจแล้วเพียงหยิบแผ่นดีวีดีขึ้นมาดูว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้าง พอเห็นไตเติลแต่ละเรื่องถนัดตา เขาก็ได้แต่เบ้ปากแล้วหันไปมองประตูห้องน้ำอย่างคาดโทษ

โอเค...เขาผิดเองที่ไม่อธิบายให้ครอบคลุมว่าหนัง 'แผลงๆ' นอกจากหนังพรรณนั้นแล้วมันรวมอะไรอีกบ้าง แต่ทำไมจะต้องจำเพาะเจาะจงเช่ามาแต่หนังพรรณนี้ด้วยนะ!

เมื่ออาบน้ำเสร็จ ปราบพงศ์ก็เปิดประตูออกมาโดยใส่กางเกงขาสั้นเตะบอลที่ยาวเลยเข่าเล็กน้อย ท่อนบนเปลือยเปล่าไม่สวมเสื้อ มีเพียงผ้าขนหนูที่คล้องคอไว้เพื่อซับน้ำที่หยดลงมาจากผมซึ่งเพิ่งสระใหม่ๆ ชายหนุ่มยกชายผ้าข้างหนึ่งขึ้นขยี้ศีรษะพลางนั่งลงข้างๆ ศรันย์ โดยระวังไม่ให้ด้านที่น้ำกระเซ็นหันหาคนที่นั่งอยู่ก่อน แล้วก็ได้เห็นว่าโทรทัศน์ฉายรายการประจำวันธรรมดา

"ทำไมไม่เปิดหนังดูล่ะ นี่ผมอุตส่าห์เลือกอันที่เป็นภาคต่อกันมาด้วยนะ"

ปราบพงศ์หันมาถาม ศรันย์เลยได้แต่ทำหน้างอใส่ เขาชักจะมั่นใจแล้วว่าที่หมอนี่ไม่ชอบใส่เสื้อเวลาอยู่บ้านเขาเป็นเพราะจงใจจะยั่วกันแน่ๆ แต่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จแค่ 'ยั่วโมโห' เสียมากกว่า

"ผมไม่ดูหนังแนวนี้"

"หนังแนวนี้? แนวไหน? หนังผีน่ะเหรอ?"

ปราบพงศ์แสร้งทำหน้าเหลอ ความจริงที่เช่าเรื่องพวกนี้มาก็เพราะเขาอยากดูเองด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนก็เพราะอยากแกล้งศรันย์จริงๆ นั่นแหละ

ไม่นึกว่าจะจี้ถูกจุดเผงแบบนี้

"ถ้าอยากดูนักก็เชิญดูไปคนเดียว ผมจะไปนอน"

ศรันย์พูดแล้วก็ผลุนผลันลุกขึ้น แต่ช้ากว่ามือที่ยื่นมาดึงแขนให้กลับลงไปนั่งที่เดิม "เดี๋ยวๆๆ แหม ให้ผมดูคนเดียวก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ อีกอย่างอุตส่าห์ซื้อเบียร์กับขนมมาตั้งเยอะ มานั่งดูเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ"

"แล้วใครให้เช่ามาแต่หนังผีเล่า! ตัวเองเลือกมาก็ดูไปคนเดียวสิ!"

ศรันย์พยายามจะดึงมือหนี แต่ปราบพงศ์ก็ไม่ยอมปล่อย สุดท้ายเลยโดนคำถามแทงใจดำเข้า

"นี่หนุ่ยกลัวผีด้วยเหรอ?"

...ทั้งที่อยู่บ้านคนเดียวมาตั้งนาน... ปราบพงศ์ต่อให้ในใจ แต่ขืนถามไปสงสัยโดนต่อยแน่ ฝ่ายศรันย์ฟังคำถามแล้วก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ไอ้กลัวน่ะ...ถ้าหากไม่มีอะไรมากระตุ้นให้คิดก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่เพราะหน้าตากับน้ำเสียงคนถามดูจะมั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่าเขาต้องตอบว่า 'กลัว' แน่ๆ ไอ้ที่ตั้งใจจะเดินหนีก็เลยโดนศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเข้าบังตาแทน

"ไม่ได้กลัว แค่ไม่ชอบ อย่างอื่นก็มีให้เลือกดูเยอะแยะ"

ปราบพงศ์ฟังคำตอบแล้วก็ต้องกลั้นยิ้ม "ถ้าไม่กลัวก็ไม่มีปัญหาจริงมั้ย? ดูด้วยกันไม่เป็นไรหรอกน่า อ้อ เดี๋ยวผมไปเอาเบียร์กับขนมมาก่อนก็แล้วกัน"

ศรันย์ได้แต่นั่งมองคนที่เดินเข้าไปในครัวพร้อมความรู้สึกอยากเขวี้ยงหมอนใส่รำไร เอาอีกแล้ว ทำไมหมอนี่ถึงได้ชอบพูดเองเออเองแบบนี้นะ แต่ในเมื่อออกปากไปแล้วว่าไม่กลัว ถ้าขืนแอบหนีไปนอนตอนนี้คงโดนมองว่าเป็นพวกปอดแหกแน่ การณ์จึงกลับกลายเป็นว่าเขาต้องนั่งทนรอดูหนังผีที่สุดจะเกลียดอย่างช่วยไม่ได้

ปรางพงศ์หิ้วแพ็คเบียร์กับถุงขนมออกมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในครัวแล้วหยิบแก้วสองใบที่ใส่น้ำแข็งเรียบร้อยออกมาโดยไม่บ่นที่เจ้าของบ้านไม่ช่วยสักคำ จากบทสนทนาเมื่อครู่เขาก็รู้แล้วว่าศรันย์กลัวหนังผีแน่ๆ แล้วไหนๆ เขาก็เป็นคนเลือกหนังพวกนี้มาเอง ดังนั้นเรื่องจะให้เซอร์วิสเล็กน้อยแค่นี้ไม่มีปัญหา เขาแค่อยากดูว่าปฏิกิริยาหลังจากนี้ของคนปากแข็งจะเป็นยังไงมากกว่า

"ใส่เสื้อด้วย"

อาจเพราะว่าชักจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้มากขึ้นทุกที ศรันย์เลยต้องหาอะไรเป็นหลักยึดให้พอจะรู้สึกว่าได้กู้ศักดิ์ศรีคืนมาบ้าง และที่นึกออกตอนนี้ก็มีแต่เรื่องของเจ้าคนที่เดินไปเดินมาในบ้านด้วยกางเกงขาสั้นตัวเดียวนี่แหละ ปราบพงศ์ก้มลงมองตัวเองแล้วก็ทำหน้าว่าเพิ่งนึกได้

"หือ...โทษที ผมลืมไป"

ปราบพงศ์แอบอมยิ้มขณะหันกลับไปเปิดกระเป๋า อดคิดไม่ได้ว่าคนที่นั่งเสียงแข็งอยู่บนโซฟาตอนนี้น่ารักชะมัด จะเพราะกลัวหนังผีไปก่อนหรืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ท่านั่งขัดสมาธิกอดหมอนอิงนั่นทำให้คนเห็นแล้วทั้งอยากแกล้งทั้งอยากโอ๋อย่างบอกไม่ถูก

"หนุ่ยอยากดูเรื่องไหนก่อน?"

ศรันย์เม้มปากเมื่อโดนถามจากคนที่ใส่เสื้อแล้ว นัยน์ตาที่มองมาเป็นประกายพราวเหมือนกำลังชอบใจท่าทางของเขานักหนา หมอนี่เป็นพวกโรคจิตรึไงนะ!?

"อะไรก็ได้"

ศรันย์ตอบด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย แต่หน้าตาบอกให้รู้ว่าไม่ได้อยากดูเลยสักเรื่อง ปราบพงศ์มองแล้วเห็นใจก็เลยเลือกเรื่องที่น่าจะ 'หลอน' น้อยกว่าเรื่องอื่นมาใส่เครื่องเล่นดีวีดีให้ก่อน พลันคนที่นั่งอยู่บนโซฟาก็สะดุ้งเมื่อปราบพงศ์หันไปปิดไฟ

"นี่คุณ! ปิดไฟทำไม!"

"อ้าว ในโรงหนังเขาก็ปิดไฟนี่นา อีกอย่างหนังผีก็ต้องปิดไฟดูสิ"

"ที่นี่บ้านผมไม่ใช่โรงหนัง เปิดไฟเดี๋ยวนี้เลย!"

ดูท่าทางคนพูดจะไม่โอเคจริงๆ ปราบพงศ์เลยยักไหล่แล้วเปิดไฟก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟา เขาจงใจเว้นระยะไว้ประมาณหนึ่งเพื่อไม่ให้ศรันย์หงุดหงิดอีก จากนั้นก็เปิดเบียร์กระป๋องหนึ่งมาเทใส่แก้วแล้วยื่นให้ ซึ่งศรันย์ก็เพียงแต่รับไปเงียบๆ

หนังเรื่องแรกที่ปราบพงศ์เลือกมาไม่ถือว่าเป็นหนังผีเสียทีเดียว แต่เป็นหนังแนวสืบสวนการฆาตกรรมที่ตัวเอกเห็นวิญญาณบ้างเป็นครั้งคราวมากกว่า ศรันย์พยายามดูแบบผ่านๆ โดยไม่คิดอะไรมาก กระนั้นก็ยังมีหลายฉากที่ทำเขาสะดุ้งตกใจอยู่เหมือนกัน และเพื่อตัดปัญหาไม่ให้สมองคิดอะไรตามมาให้หลอนตัวเอง เขาเลยรีบดื่มเบียร์ในแก้วให้หมดแล้วเปิดกระป๋องใหม่มาเติมอยู่เรื่อยๆ

กระทั่งหนังเรื่องแรกจบไปแล้ว ปราบพงศ์ก็หยิบแผ่นหนังที่ยังเหลือให้ศรันย์เลือก ซึ่งในสายตาเขาแล้วสี่เรื่องที่เหลือนี้มีแต่แนวที่น่าจะเขย่าขวัญสุดๆ ทั้งนั้น สองเรื่องในนั้นเป็นหนังไทยที่เป็นภาคต่อกัน อีกเรื่องเป็นหนังเกาหลี และเรื่องสุดท้ายเป็นหนังฮอลลีวู้ด เขาจึงเลือกเรื่องสุดท้ายขึ้นมา เพราะถ้าเป็นเรื่องไกลตัวก็น่าจะหลอนน้อยกว่าเรื่องอื่น

"Exorcism of Emily Rose ตกลงดูเรื่องนี้เหรอ?"

ศรันย์พยักหน้า จากนั้นก็ลุกขึ้นจากโซฟา "ผมจะไปเอากระติกน้ำแข็งมาไว้ตรงนี้"

ชายหนุ่มทำทีเป็นเลี่ยงดูตอนเปิดของหนังอย่างแนบเนียน แต่ปราบพงศ์ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขามองดูเจ้าของบ้านเดินเข้าห้องน้ำไปทำธุระก่อนจะเข้าไปในครัว จากนั้นก็รอจนศรันย์เดินออกมาพร้อมกระติกน้ำแข็งใบย่อมก่อนจะกดปุ่มเล่นหนัง พอศรันย์เห็นว่าอีกฝ่ายรอจนเขากลับมาก็นิ่วหน้า

"รอผมทำไม เปิดดูไปก่อนก็ได้"

"ไม่ได้หรอก เดี๋ยวหนุ่ยดูไม่รู้เรื่อง"

ปราบพงศ์ตอบพลางยิ้มให้ แต่ศรันย์กลับมั่นใจทีเดียวว่าโดนแกล้งแน่ๆ เพราะเขาอุตส่าห์ตั้งใจถ่วงเวลาอยู่ในครัวให้นานผิดปกติเพื่อจะได้ไม่ต้องดูหนังตั้งแต่เริ่มแล้วเชียว

"นี่เมาแล้วเหรอ? หน้าคุณแดงมากเลยนะ"

ปราบพงศ์ทักเมื่อศรันย์ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ระยะห่างของทั้งคู่ย่นหายไปหลายคืบทีเดียว และนั่นทำให้เขาเห็นรอยแดงจากฤทธิ์แอลกอฮอลล์ที่ซ่านอยู่บนหน้าและลามลงไปถึงคอของอีกฝ่ายได้ชัด

"เปล่า"

ศรันย์ตอบสั้นๆ และเปิดเบียร์กระป๋องใหม่มาเทใส่แก้วที่เติมน้ำแข็งแล้ว เรื่องอะไรเขาจะยอมรับว่าจริงๆ ก็เริ่มมึนแล้วเหมือนกันเพราะเติมเบียร์ไม่ได้หยุด แต่ให้ตัวเองมึนก็ยังดีกว่าปล่อยให้ผีในหนังติดตานี่นา

ปราบพงศ์ได้แต่ส่งเสียงรับในคอสั้นๆ อย่างไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่เถียงและหันกลับไปดูหนังต่อ บางครั้งก็หยิบขนมมาเปิดกินแล้วดื่มเบียร์ตามบ้าง แต่ถ้าเทียบความเร็วในการจัดการเบียร์ที่วางอยู่บนโต๊ะแล้ว ศรันย์นับว่าล้ำหน้าเขาไปหลายกระป๋อง

"อื๋อ?"

หนังกำลังเข้าช่วงตื่นเต้นจนปราบพงศ์ลืมคนข้างตัวไปพักใหญ่ มารู้สึกตัวอีกทีคือตอนที่รู้สึกว่ามีอะไรหนักๆ ซบลงมาบนต้นแขน ซึ่งแปลว่าศรันย์ขยับมานั่งใกล้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

"หนุ่ย? หลับแล้วเหรอ?"

คำถามนั้นปลุกคนที่กำลังสะลึมสะลือให้รู้สึกตัว ศรันย์ค่อยๆ ยกศีรษะที่หนักอึ้งขึ้นแล้วหรี่ตามองคนข้างๆ ผิวหน้าแดงจัดเป็นหลักฐานว่าคงมีระดับแอลกอฮอลล์ในเลือดไม่น้อยทีเดียว

"ไม่ได้หลับสักหน่อย..."

คนตอบใช้ข้อนิ้วขยี้ตาพลางขยับตัวช้าๆ ไปนั่งกอดหมอนอิงที่เดิม แต่ไม่กี่วินาทีก็เอนตัวลงไปซบพนักโซฟาอีกข้าง

ภาพนั้นจะว่าน่ารักก็น่ารัก น่าสงสารก็น่าสงสาร ปราบพงศ์เลยได้แต่หักห้ามใจที่อยากจะดูหนังให้จบแล้วเขย่าไหล่คนที่เมาจนคอพับเบาๆ

"หนุ่ย ไปนอนบนห้องเถอะ ตรงนี้ยุงเยอะนะ"

"ไม่เป็นไร...ก็ดูหนังไปสิ"

ศรันย์เอ่ยเสียงแผ่วพลางผลักมือบนไหล่ออกโดยไม่ลืมตา ดูแล้วคงตั้งใจจะนอนอยู่ตรงนี้จริงๆ ปราบพงศ์เลยระบายลมหายใจยาวพลางหยิบถุงพลาสติกมาเก็บกระป๋องเบียร์เปล่าแล้วมัดรวมกันไว้ จากนั้นก็เก็บขนมกับแก้วเข้าไปไว้ในครัว เขาปิดโทรทัศน์กับเครื่องเล่นดีวีดีแล้วก็หันมาฉุดแขนศรันย์ให้ลุกขึ้น

"ไปนอนบนห้องดีกว่าไป ถ้าตื่นมาร้อนเดี๋ยวก็หงุดหงิดอีกหรอก"

ปราบพงศ์เอ็ดอย่างไม่จริงจังขณะจับแขนอีกฝ่ายพาดไหล่ ฝ่ายศรันย์ดูเหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นมากกว่าเมื่อครู่ เลยชักแขนกลับแล้วพยายามเดินด้วยตัวเอง

"กินเบียร์ไปแค่นี้เอง...เดินเองได้"

คนเมาแก้ตัวเสียงเบา นับว่ายังดีที่ศรันย์ไม่ใช่พวกเมาแล้วโวยวายหรือพูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ท่าทางที่ดูเหมือนจะสะดุดบันไดเมื่อไหร่ก็ได้ทำให้ปราบพงศ์ต้องรีบก้าวขึ้นไปช่วยโอบเอวกันหงายหลัง

"เวลาเมาก็ยอมให้คนอื่นช่วยเถอะน่า"

เขาจับแขนของศรันย์ข้างหนึ่งขึ้นพาดคอเอาไว้ และคราวนี้ไม่ได้ยินเสียงปฏิเสธอีก อาจเป็นเพราะรู้ตัวแล้วว่าลำพังตัวเองอาจขึ้นไปไม่ถึงห้อง พอทั้งคู่ขึ้นมาถึงชั้นสอง ศรันย์จึงชี้ประตูห้องนอนของตัวเองอย่างไม่อิดออดอีก

"ห้องนี้เหรอ?"

ปราบพงศ์ถามพลางคลำมือหาสวิทช์ไฟ เมื่อไฟสว่างก็ได้เห็นห้องนอนที่ตกแต่งแบบเรียบง่าย มีชั้นหนังสือ โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า แล้วก็เตียงขนาดค่อนข้างใหญ่ตรงมุมหนึ่งของห้องเท่านั้น ดูจากลักษณะที่ผ่านการใช้งานเป็นประจำก็คงจะเป็นห้องของศรันย์ไม่ผิดแน่

ชายหนุ่มเดินพยุงคนเมาไปวางลงบนเตียง เขาช่วยยกขาที่วางห้อยอยู่ขึ้นไปแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมให้จนถึงเอว จากนั้นก็เปิดแอร์และปิดรวบม่านหน้าต่างก่อนจะก้มลงมองคนที่กำลังหลับ

เวลาเมาก็ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นที่ยังกินเหล้าไม่ค่อยเป็นเหมือนกันนะนี่...

"เดี๋ยวผมลงไปล็อกประตูกับปิดไฟชั้นล่างให้ก่อนนะ เดี๋ยวขึ้นมา"

ปราบพงศ์สางผมบนหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ แต่พอจะชักมือกลับก็โดนรั้งมือเอาไว้

"...อย่าปิดไฟนะ"

ศรันย์หยีตาขึ้นสู้แสงขณะพูด ท่าทางเหมือนเด็กกลัวผีทำให้คนที่เห็นหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเอ็นดู เพราะดูเหมือนที่เจ้าตัวกรอกเบียร์เป็นน้ำเปล่าไปนั่นจะไม่ได้ช่วยลดภาพหลอนให้ติดตาน้อยลงเลย

"ไม่ปิดหรอก เดี๋ยวรอผมขึ้นมาค่อยปิดก็แล้วกัน ลงไปแป๊บเดียวเท่านั้นแหละ"

"อือ..."

ศรันย์ครางตอบในคอเสียงเบา ไม่รู้เพราะฤทธิ์เบียร์ที่ทำให้ในหัวหนักจนแทบยกคอไม่ขึ้น หรือเพราะมือของปราบพงศ์ที่ขยี้ผมให้เบาๆ กันแน่ แต่สติสัมปชัญญะของเขาก็ดูจะไม่อยู่กับร่องกับรอยเอาเสียเลย รู้แต่ว่าตอนนี้กลัวที่จะอยู่คนเดียวที่สุด

"หนุ่ย?"

ปราบพงศ์เลิกคิ้วเมื่อจู่ๆ ศรัย์ก็ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาคล้องคอเขาไว้ นัยน์ตาเชื่อมปรอยเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ที่มองมาตรึงสายตาเขาเอาไว้ไม่ให้หันหนี และถึงแม้อ้อมแขนนั้นจะอ่อนแรงเสียจนอาศัยแรงปัดเล็กน้อยก็คงหลุดออก แต่ปราบพงศ์กลับยอมปล่อยให้ตัวเองถูกดึงเข้าหาราวกับต้องมนตร์สะกด

.........

สัมผัสนุ่มนิ่มแตะโดนมุมปากของเขา สัมผัสนั้นไร้เสียง แผ่วเบา และจบลงแทบจะในเสี้ยววินาที กระนั้นเสียงหัวใจที่เต้นจนราวกับดังก้องในหูก็เป็นสิ่งที่ปราบพงศ์รับรู้ได้อย่างชัดเจน

ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงขณะค่อยๆ ถอยตัวออกเหมือนคนละเมอ นัยน์ตาของศรันย์ที่มองสบมาอ่อนเชื่อมเป็นประกาย ดูแล้วเหมือนไม่ได้ตกใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเลยสักนิดเดียว แต่แล้วในวินาทีถัดมา หัวคิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาเยิ้มก็ค่อยมุ่นเข้าหากันน้อยๆ แววตาที่มองปราบพงศ์แปรเปลี่ยนเป็นว้าวุ่นสับสน ราวกับไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ตรงนี้จริงๆ หรือเป็นแค่ความฝัน

ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นอยู่หรือเพียงแต่ละเมอ เจ้าของนัยน์ตาอ่อนเชื่อมคู่นั้นก็ปิดเปลือกตาลงเหมือนหมดแรงเสียแล้ว และไม่นานเสียงหายใจสม่ำเสมอขึ้นจมูกก็ดังขึ้น เป็นหลักฐานว่าครั้งนี้หลับสนิทจริงแท้แน่นอน มือทั้งสองข้างที่เมื่อครู่โอบคอเขาอยู่ก็ผล็อยตกลงข้างตัวด้วย

ทิ้งไว้แต่รอยจูบเบาหวิวราวละอองของปุยนุ่นจนเขาแทบจะไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นจริง

"แย่ละสิ ไอ้ปิงเอ๊ย"

ปราบพงศ์ได้แต่หันหลังพิงเตียงแล้วขยี้ผมตัวเอง เพราะนี่มันยิ่งกว่าตลกร้ายเสียอีก โดนคนที่ตามจีบขโมยจูบก่อน แถมเจ้าตัวยังมาเมาหลับไปต่อหน้า ถ้ารู้ถึงไหนคงไม่แคล้วอายไปถึงนั่น

ตกลง...ไม่รู้ผมหรือคุณสิน่าที่ปั่นหัวอีกคนสำเร็จ ยอมแพ้เลยจริงๆ

ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะเอี้ยวคอไปมองคนหลับอีกครั้ง ใบหน้าของศรันย์ดูผ่อนคลาย รอยแดงจากแอลกอฮอลล์ก็เริ่มจางลงจากเมื่อครู่ ท่าทางที่ห่อไหล่เข้าหากันเล็กน้อยเหมือนหนาวเรียกรอยยิ้มอ่อนจางให้ผุดขึ้นบนมุมปากของคนมอง

ช่างมันเถอะ คืนนี้จะปล่อยให้นอนหลับสบายๆ ก็แล้วกัน เผื่อว่าพรุ่งนี้คุณจะได้เลิกหงุดหงิดแล้วยิ้มให้ผมบ้างสักที... ปราบพงศ์คิดขณะช่วยดึงผ้าห่มขึ้นจนถึงคอให้คนที่กำลังหลับสนิท จากนั้นก็กระซิบเสียงแผ่วข้างหู

"ฝันดีนะหนุ่ย"


++---TBC---++


A/N: มัวลงตอนใหม่แต่ที่แฟนเพจจนลืมบล็อกตัวเองไปเลย คราวนี้เลยมาลงรวดเดียวทั้ง 8-9 เลยค่ะ ><




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2555 20:59:19 น.
Counter : 683 Pageviews.  

เหตุเกิดจากวันนั้น...7


แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 7.


ห่างจากหมู่บ้านของศรันย์ไปไม่กี่กิโลเมตร มีตลาดกลางคืนที่มุมหนึ่งจัดไว้เป็นศูนย์อาหารขนาดย่อม โดยมีรถเข็นขายอาหารตามสั่งและก๋วยเตี๋ยวล้อมรอบพื้นปูนที่จัดโต๊ะไว้สำหรับให้ลูกค้าประมาณสิบโต๊ะ

เนื่องจากศรันย์ไม่ได้อยากไปไหนไกลเพื่อกินอะไรหรูหรา เขาก็เลยให้ปราบพงศ์พามาที่นี่หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้ามาใส่ชุดลำลองแล้ว ทั้งคู่ใช้เวลาเลือกอาหารที่อยากทานไม่นานก็จ่ายเงินแล้วรับมานั่งทานที่โต๊ะ

แต่ระหว่างที่ต่างคนต่างตักอาหารเข้าปาก ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาเลยสักคำ

ฝ่ายศรันย์นั่งกินข้าวเงียบๆ เพราะเคยชินกับการทานข้าวคนเดียวโดยไม่คุยกับใคร ส่วนปราบพงศ์นั้นความจริง อยากชวนคุยใจจะขาด แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอยู่ในอารมณ์ไหนแน่ แถมศรันย์เล่นไม่เงยหน้าขึ้นมามองกันเลยสักครั้ง จึงทำได้เพียงนั่งกินข้าวของตัวเองไปอย่างเงียบๆ เหมือนกัน

สิ่งเดียวที่พอจะดึงดูดความสนใจของปราบพงศ์นอกจากคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ก็เห็นจะเป็นคู่รักหวานแหววที่บังเอิญมานั่งโต๊ะตัวเดียวกัน เนื่องจากศูนย์อาหารนี้มีแต่โต๊ะแบบยาวจึงทำให้ต้องแชร์โต๊ะกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาประเมินหน้าตาของคู่หนุ่มสาวที่นั่งข้างๆ แล้วก็คิดว่าอย่างมากคงยังเรียนมัธยมปลาย เป็นไปได้ว่าคงมีบ้านหรือหอพักแถวนี้ก็เลยชวนกันมาหาอะไรทานตอนค่ำ...เหมือนพวกเขาสองคน

“ตัวเองอ้ะ ไม่กินลูกชิ้นก็เอามาให้เค้าสิ”

“ของตัวเองก็มีไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนสั่งไม่ขอเขาพิเศษล่ะ”

“งกอ้ะ! คืนนี้ไม่ต้องโทรมาเลยนะ โทรมาจะตัดสายจริงๆ ด้วย”

พอฝ่ายหญิงเริ่มทำแก้มป่อง หนุ่มน้อยก็รีบคีบลูกชิ้นใส่ถ้วยให้พร้อมกับยิ้มอย่างเอาใจ “โอ๋ๆ เค้าแหย่เล่นหน่อยเดียวเอง อะให้สองลูกเลย งอนมากๆ เดี๋ยวแก้มป่องเท่าลูกชิ้นนะ”

“อ๊ายยยย ไอ้บ้าๆๆๆ”

ปราบพงศ์ได้ยินแล้วก็ให้นึกขำกับการง้องอนที่บ่งบอกว่าทั้งสองคงเพิ่งเริ่มคบกัน เขาเหลือบตามองศรันย์ว่าแอบสนใจคู่ข้างๆ เหมือนกันบ้างรึเปล่า แต่ก็เห็นเจ้าตัวยังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่เหมือนเดิม ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจแม้แต่เขาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ

และพอเห็นแบบนั้น...มันก็เลยช่วยไม่ได้ที่จะอยากแกล้งขึ้นมา

"หนุ่ย กินลูกชิ้นมั้ย"

คำถามนั้นทำให้ศรันย์ชะงักมือที่กำลังตักข้าว พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นปราบพงศ์กำลังเท้าคางยิ้มๆ พลางคีบลูกชิ้นยื่นมาให้ จึงมองลูกชิ้นสลับกับหน้าอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้ว

"จะบ้าเหรอคุณ"

ปราบพงศ์แสร้งทำตาใส "ไม่เอาเหรอ ผมว่าข้าวหมูแดงร้านนั้นเขางกหมูไปหน่อยนะ ดูแล้วไม่น่าจะกินอิ่ม"

คนพูดบุ้ยคางไปทางข้าวในจานของศรันย์ที่ยังเหลือประมาณหนึ่งในสาม เนื่องจากทั้งสองสั่งอาหารจากคนละร้านกัน ศรันย์เลยชักจะทำหน้าไม่ถูก

"ไม่ต้อง ผมไม่เอา"

ปราบพงศ์ยิ้มเมื่อเห็นโหนกแก้มของอีกฝ่ายแต้มสีแดงระเรื่อ และดูเหมือนบทสนทนาของพวกเขาจะทำให้คู่ข้างๆ เงียบไปแล้ว แถมกลายเป็นว่าฝ่ายเด็กสาวกำลังแอบชำเลืองมองมาด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นด้วย

"ไม่อยากได้จริงๆ เหรอ แต่ผมอยากให้คุณนะ"

ประกายที่สะท้อนในตาทำให้ศรันย์รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้กำลังเอ่ยถึงลูกชิ้น แต่เป็นบางสิ่งที่แฝงความหมายลึกซึ้งกว่านั้น และนั่นยิ่งทำให้เขาประดักประเดิดเข้าไปใหญ่ ชายหนุ่มเม้มปากแล้วเบนสายตาหนี ทำให้สบตาเข้ากับสาวน้อยที่นั่งข้างๆ และกำลังแอบมองเขาอยู่พอดี ฝ่ายคนแอบมองรีบก้มกลับไปทานข้าวต่อ ในขณะที่เขารู้สึกว่าผิวหน้าตัวเองร้อนจนควันแทบพุ่งออกมา

"ผมอิ่มแล้ว เชิญคุณกินต่อไปคนเดียวเถอะ"

ศรันย์กระแทกเสียงแล้วก็รีบลุกออกมาจากศูนย์อาหาร หูได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาแว่วๆ เลยยิ่งเร่งความเร็วมากขึ้น แต่ก็ไม่พ้นโดนรั้งข้อศอกข้างหนึ่งไว้ก่อนจะไปถึงป้ายรถเมล์ จึงได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดแต่ไม่หันกลับไป

รู้อยู่แล้วแท้ๆ ว่ามีคนมอง...แต่ก็ยังจะแกล้ง...

"ขอโทษที เมื่อกี้ผมล้อเล่น นี่งอนผมเหรอ?"

ศรันย์ได้ยินคำถามก็พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกยาวๆ อยากจะตอกกลับไปนักว่าไม่ได้งอน แต่ไม่พอใจ ทว่าคำตอบที่หลุดจากปากเมื่อเขาหันกลับไปหาพร้อมกับตาวาวๆ ก็คือ

"คิดเอาเองสิ! ไอ้บ้า!"

ศรันย์พูดจบก็สะบัดแขนจากการเกาะกุมแล้วออกเดินต่อ จุดหมายปลายทางชัดเจนว่าเป็นป้ายรถเมล์ที่ห่างไปไม่ไกล คนที่เดินตามหลังจึงทำหน้าอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วรีบสาวเท้าตาม

อย่างน้อยวีนใส่แบบนี้ก็ยังดีกว่านั่งซึมเหมือนเมื่อกี้แหละน่า...

ปราบพงศ์ไม่ได้นึกโกรธที่โดนด่าว่าไอ้บ้าเลยสักนิด เพราะตั้งแต่ได้เริ่มรู้จักกัน ดูอีกฝ่ายจะระวังท่าทางและคำพูดให้ทิ้งระยะห่างกับเขาไว้ขั้นหนึ่งตลอดเวลา เพิ่งจะมีตอนหลังจากทะเลาะกันนั่นแหละที่เขาได้เห็นด้านหงอยเหงาของเจ้าตัวบ้าง ดังนั้นการถูกแหวใส่จึงทำให้เขาดีใจมากกว่า เพราะอย่างน้อยนั่นก็แปลว่าพวกเขาสนิทกันมากขึ้นอีกหน่อยแล้ว

"หนุ่ยจะไปไหน รถผมจอดอยู่ทางโน้น มากับผมก็กลับกับผมสิ"

ปราบพงศ์เร่งฝีเท้าตามจนทัน แล้วก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธเพราะเขายกแขนขึ้นโอบไหล่แล้วพาคนที่กำลังกระฟัดกระเฟียดให้เดินกลับไปทางรถเวสป้าที่จอดอยู่ พอมาถึงแล้วก็หยิบหมวกกันน็อคส่งให้ก่อนจะขึ้นนั่งประจำที่ ทำให้โดนมองตาขวางจากคนที่ถูกมัดมือชก

"จากนี่ผมนั่งรถเมล์กลับเองได้ เชิญคุณขับกลับไปคนเดียวเถอะ"

ศรันย์พูดพลางยื่นหมวกกันน็อคคืน ปราบพงศ์จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนกำลังโอ๋เด็กงอแง แต่ตอนอยู่ที่ศูนย์อาหารเขาก็เป็นคนกวนประสาทก่อนเองจริงๆ ดังนั้นถึงอย่างไรก็ควรจะยอมรับผิดแต่โดยดี

"ขอโทษ เมื่อกี้ผมเล่นมากไปเลยไม่ทันคิด อย่าโกรธผมเลยนะ"

คนพูดจับมือข้างหนึ่งของศรันย์ขึ้นมากุมไวแล้วบีบเบาๆ แววตางอนง้อที่ส่งมาทำให้คนถูกมองได้แต่เม้มปากและหันหน้าหนี ดูเหมือนยิ่งเจอกันบ่อยเข้า เขาก็ยิ่งทนจ้องตาอีกฝ่ายนานๆ ไม่ได้มากขึ้นทุกที แล้วไหนยังจะคำพูดที่ชอบโอนอ่อนให้อีก มันทำให้เขาสับสนจนโต้ตอบไม่ถูก

จะมาเอาใจเขาทำไมกันนักหนา...

หลังจากคิดตกแล้วว่าถึงยังไงก็คงโดนตื๊อให้ซ้อนรถกลับบ้าน ศรันย์เลยได้แต่ถอนหายใจแล้วชักมือกลับ เขาหยิบหมวกกันน็อกขึ้นสวมก่อนจะก้าวขึ้นคร่อมเบาะหลัง แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยเสียงต่ำพอให้อีกคนได้ยิน

"ขับรถดีๆ ด้วย ไม่งั้นผมโดดลงกลางทางแน่"

"ครับๆ"

ปราบพงศ์ตอบยิ้มๆ จากนั้นก็สตาร์ทรถออกจากตลาดโดยไม่พูดอะไรอีก ทั้งสองออกมาบนถนนใหญ่ได้ไม่นาน ศรันย์ก็ขมวดคิ้วเมื่อคนขับพาเลี้ยวไปอีกเส้นทางที่ไม่ใช่ทางกลับบ้าน

"นี่คุณ..."

"ตู้เย็นที่บ้านหนุ่ยไม่มีอะไรเลยนะ ไปซื้อของเข้าบ้านหน่อยดีกว่า แถวๆ นี้มีห้างอยู่นี่นา"

ศรันย์ยังพูดไม่จบก็ถูกตัดบทเหมือนอ่านใจได้ เขาเลยได้แต่ถอนหายใจหนักๆ พอให้อีกฝ่ายรับรู้ความไม่พอใจ ซึ่งก็ได้แต่เสียงหัวเราะเป็นคำตอบ ไม่กี่นาทีถัดมาปราบพงศ์ก็มาถึงห้างสรรพสินค้าที่ห่างจากบ้านของศรันย์มาไม่ไกล หลังจากจอดรถแล้วทั้งสองก็เดินตรงไปที่ชั้นซูเปอร์มาเก็ตด้วยกัน

ปราบพงศ์ดึงรถเข็นที่จอดซ้อนกันอยู่หน้าทางเข้าออกมาคันหนึ่ง จากนั้นก็เข็นรถเข้าไปตามช่องชั้นวางสินค้าแล้วเลือกหยิบของที่ต้องการ ฝ่ายศรันย์เพียงแต่เดินตามไปเฉยๆ หลังจากมองอีกฝ่ายหยิบนั่นนี่ใส่รถเข็นเหมือนคุ้นเคยกับการซื้อของเข้าบ้าน เขาจึงเอ่ยขึ้นลอยๆ

"ผมไม่เข้าใจ..."

ชายหนุ่มพูดพลางทำทีเป็นมองสินค้าที่เรียงกันอยู่บนชั้น เขาตั้งใจไม่ระบุแต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงตระหนักได้เองว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องอะไร ในเมื่อการที่ใครคนหนึ่งจะเข้ามาพัวพันกับใครอีกคนโดยที่ฝ่ายนั้นแสดงออกชัดเจนว่าไม่เต็มใจ เป็นใครก็ต้องเกิดคำถามนี้กันทั้งนั้น

"อะไรนะ? อ้อ ซอสนี่ผัดผักอร่อยดี ซื้อขวดเล็กไปติดบ้านไว้หน่อยก็แล้วกัน"

ปราบพงศ์พูดเองเออเอง แล้วก็หยิบขวดซอสที่ว่าใส่รถเข็นอย่างไม่สนใจว่าเขาจะตอบว่าอะไร ศรันย์เลยได้แต่ทำหน้างอพลางเตือนตัวเองว่าให้ใจร่มๆ

"ช่างมันเถอะ เมื่อกี้ผมแค่บ่นกับอากาศ"

"อ้าว? ผมนึกว่าหนุ่ยพูดกับผมซะอีก"

คราวนี้ศรันย์เหล่ใส่คนถามด้วยความหมั่นไส้ ในเมื่อมากันแค่นี้ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเขาพูดกับใคร ยังจะมายอกย้อนกวนประสาทจนน่าซัดให้หน้าหงายอีก

ปราบพงศ์เห็นสายตาพิฆาตที่มองมา แต่ก็ไม่ได้ถือสาแถมยิ่งยิ้มกว้างให้มากกว่าเดิม เพราะดูจากนิสัยชอบเก็บตัวเก็บอารมณ์แล้ว ศรันย์คงไม่ค่อยได้แสดงด้านน่ารักๆ แบบนี้ให้ใครเห็นจนกระทั่งได้มารู้จักกับเขานี่แหละ เลยอดไม่ได้ที่อยากจะลองเสียหน่อยว่าลิมิตความอดทนของอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน

ชายหนุ่มแสร้งทำไม่รู้สึกรู้สากับตาเขียวๆ แล้วเดินดูของไปเรื่อย ขณะที่กำลังจะเดินต่อไปทางแผนกของสดก็เห็นป้ายโฆษณาลดราคาเบียร์ที่ขายเป็นแพ็ค จึงหันกลับไปหาคนที่จงใจเดินตามมาห่างๆ เหมือนไม่อยากให้ใครรู้ว่ามาด้วยกัน

"ที่บ้านคุณมีเครื่องเล่นดีวีดีใช่มั้ย? ผมว่าผมเห็นอยู่เมื่อคืนแว้บๆ"

ศรันย์มุ่นหัวคิ้วกับคำถาม "ก็มีอยู่ ถามทำไม?"

จริงๆ แล้วศรันย์ไม่ค่อยดูหนังเท่าไหร่ แต่เคยจับสลากในงานเลี้ยงของบริษัทแล้วได้เครื่องนี้มาเมื่อสองปีก่อน ตั้งแต่นั้นนานๆ ทีก็เลยจะเช่าหนังที่น่าสนใจมาดูบ้างในวันหยุด เพราะไม่ค่อยชอบการไปเบียดคนซื้อตั๋วและเข้าดูในโรงภาพยนตร์

"ถ้างั้นก็พอดีเลย ไหนๆ พรุ่งนี้ก็วันเสาร์ งั้นคืนนี้เช่าหนังมาดูกันดีกว่า ว่าแต่คุณดื่มเบียร์เป็นนะ?"

"เป็นสิคุณ เห็นผมเป็นเด็กหรือไง" ศรันย์ทำหน้ามุ่ยใส่คนถาม นี่เขาอายุยี่สิบห้าจนจะยี่สิบหกอยู่แล้วนะ!

"เปล่าซักหน่อย แค่ถามให้แน่ใจก่อนต่างหาก ไม่งั้นถ้าซื้อไปแล้วหนุ่ยไม่กินด้วยผมก็แย่สิ"

ปราบพงศ์ตอบยิ้มๆ พลางหยิบเบียร์ใส่รถเข็นสองโหล แล้วก็เดินต่อไปแผนกของขบเคี้ยวเพื่อเลือกของที่จะกินแกล้มเบียร์ บางครั้งก็จะหันมาถามคนที่เดินตามหลังว่าอยากกินอะไร ฝ่ายศรันย์มองของในรถเข็นที่ชักจะพูนขึ้นทุกทีแล้วก็เบ้ปาก

"ปิง คุณจะซื้ออะไรเยอะแยะ ของพวกนี้ผมไม่จ่ายนะบอกไว้ก่อน"

อาจเพราะเคยเรียกชื่อไปแล้วครั้งหนึ่ง อีกอย่างปราบพงศ์ก็เรียกชื่อเขาบ่อยๆ ศรันย์เลยเริ่มรู้สึกกระดากปากน้อยลงที่จะเรียกชื่ออีกฝ่ายบ้าง ถึงแม้จะยังคงสรรพนาม 'คุณ-ผม' ไว้อย่างเหนียวแน่นก็ตาม แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอจะทำให้มุมปากของคนถูกเรียกยกสูงจนเห็นลักยิ้มที่แก้มซ้าย

"ไม่เป็นไร ถือซะว่าผมเลี้ยงแทนการพาไปเดทก็แล้วกัน แบบนี้โอเคมั้ย?"

ปราบพงศ์ตอบอย่างสบายๆ พลางเข็นรถเข็นเดินต่อ ทิ้งให้ศรันย์ยืนอึ้งมองแผ่นหลังของคนที่เดินห่างออกไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก

คำตอบของปราบพงศ์ทำให้เขา...สับสน จะเรียกว่าเป็นความเขินก็ไม่เชิงเสียทีเดียว ถ้าจะบอกว่ารำคาญก็...เอาล่ะ...ไอ้ความรู้สึกตงิดๆ มันมีอยู่แล้วที่จู่ๆ ก็โดนใครก็ไม่รู้มาเจ้ากี้เจ้าการด้วยขนาดนี้ แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นเหม็นหน้าจนอยากจะขับไล่ไสส่ง นี่ตกลงว่าเขารู้สึกอย่างไรกับหมอนี่กันแน่ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ

จู่ๆ ในหัวของศรันย์ก็ไพล่นึกไปถึงเหตุการณ์ในห้องนั่งเล่นเมื่อตอนเย็น ทั้งเรื่องที่ทะเลาะกันจนปราบพงศ์ออกจากบ้านไป ทั้งเรื่องที่อีกฝ่ายกลับมาแล้วชวนออกมาทานข้าว เรื่องที่เขาขอโทษ แล้วยังอ้อมกอดที่เกิดขึ้นโดยต่างฝ่ายต่างไม่ตั้งใจนั่น....

พอนึกถึงเหตุการณ์นั้นขึ้นมา แผ่นหลังตรงที่โดนฝ่ามือใหญ่สัมผัสก็อุ่นวาบจนไม่สบายตัว

"แค่นี้ก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวหิ้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ลำบาก ไหนยังต้องไปแวะร้านเช่าหนังกันอีก"

ไม่รู้เพราะใจลอยนานไปหรืออย่างไร เมื่อจู่ๆ ปราบพงศ์เดินเข็นรถเข็นกลับมาตรงที่ที่เขายืนอยู่ ศรันย์เลยกะพริบตาปริบๆ เขาเหลือบมองหน้าคนถามสลับกับของในรถเข็นที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินนำไปทางแคชเชียร์เพื่อจ่ายเงิน ในใจรู้สึกแกว่งๆ เหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะจนต้องพยายามสลัดความคิดก่อนหน้านี้ออกไป

ไม่มีอะไร อย่าเพิ่งคิดอะไรมากดีกว่า มีแต่ทำให้ปวดหัวเสียเปล่าๆ...

ศรันย์บอกตัวเองขณะเดินไปเข้าแถวรอจ่ายเงิน เขาหันกลับมามองปราบพงศ์แวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปข้างหน้า ทิ้งให้คนที่เดินตามได้แต่ระบายลมหายใจยาวแล้วยิ้มบางๆ ให้ตัวเอง

อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสา จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะอ่านออกว่าแววตาที่มองมาเมื่อครู่นั้นสะท้อนความสับสนแค่ไหน เพียงแต่ที่ยังเดาไม่ได้ก็คือศรันย์คิดอย่างไรกับเขากันแน่ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นจะต้องเร่งรัดในตอนนี้ ในเมื่อความสัมพันธ์ของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

ที่สำคัญ...มีใครสักคนให้คอยตามเอาใจบ้างก็ไม่เลวนักหรอก...



++---TBC---++



A/N: ลืม มาลงที่บล็อกช้ากว่าที่แฟนเพจอีกแล้ว แหะๆๆ




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2555 22:45:02 น.
Counter : 680 Pageviews.  

เหตุเกิดจากวันนั้น...6


แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


ตอนที่ 6.


เสียงแกรกกรากเบาๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังขูดขีดพื้นผิวอะไรบางอย่างสะกิดโสตประสาทของศรันย์ ทว่าเสียงนั้นแผ่วจนเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังฝันหรือตื่น ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางเคลื่อนไหวร่างกายนิดหนึ่ง ซึ่งในจังหวะเดียวกันเสียงแกรกกรากนั้นก็ชะงัก เขาจึงระบายลมหายใจยาวพลางตะแคงตัวเข้าหาพนักพิงของโซฟาแทน

การรับรู้ถึงสรรพสิ่งรอบตัวของชายหนุ่มเลือนลางลงอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะหลับสนิทอีกรอบ เขาก็รู้สึกได้ว่าเบาะโซฟาด้านหลังยวบลงเล็กน้อย ก่อนที่สัมผัสอบอุ่นจากมือใหญ่จะเลื่อนลงเสยผมให้อย่างแผ่วเบา

รู้สึกดีจัง...อุ่นเหมือนมือของแม่เลย...

ปราบพงศ์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเห็นมุมปากของคนที่กำลังนอนตะแคงหันหลังให้ยกขึ้นน้อยๆ ส่วนไหล่ก็ห่อเข้านิดหนึ่งก่อนจะคลายตัวลง ตามด้วยเสียงระบายลมหายใจยาวเหมือนกำลังหลับสบาย ซึ่งเขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายทำหน้ามีความสุขแบบนี้เลยตั้งแต่ได้พบกัน ที่เคยเห็นก็มีแต่ยิ้มแค่ปากเหมือนยิ้มไปอย่างนั้นเสียมากกว่า

เอาไงดีล่ะเนี่ย...จะปลุกดีไหมนะ...

คนที่นั่งมองเสี้ยวหน้าของคนหลับคิดอย่างว้าวุ่น เมื่อเช้าหลังไปส่งศรันย์ที่ทำงาน เขาก็กลับมากินข้าวและอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะไปที่ร้านขายของเก่าซึ่งเป็นกิจการของพ่อกับแม่ เนื่องจากที่นั่นจะมีกุญแจบ้านเก็บไว้อีกชุด พอได้กุญแจแล้วก็ขับรถกลับไปที่บ้านเพื่อตรวจเช็คว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี จากนั้นจึงค่อยกลับไปเฝ้าร้านพร้อมกับทำงานส่วนตัวซึ่งเป็นสิ่งที่รักไปด้วย เมื่อเวลาล่วงไปจนบ่ายคล้อยก็ปิดร้าน เก็บกุญแจเข้าตู้เซฟแล้วกลับมาที่บ้านของศรันย์อีกครั้ง ด้วยหวังว่าจะขอ ‘ค้าง’ ต่ออีกสักคืน หรือถ้าหากโชคดีก็อาจจะนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านจะไล่เขากลับเมื่อไหร่

ตอนแรกเขานึกว่าตัวเองน่าจะมาถึงก่อน แต่กลับพบว่าก็ยังช้ากว่าเจ้าของบ้าน แถมตอนที่มาถึงนั้นอีกฝ่ายกำลังนอนกลางวันในชุดเดียวกับที่ใส่ออกไปเมื่อเช้าด้วย เขาก็เลยไม่กล้าปลุกเพราะคิดว่าศรันย์คงเหนื่อยเลยอยากนอนพัก

พอไม่มีอะไรให้ทำ ปราบพงศ์เลยเอาสมุดสเก็ตช์ภาพที่มักพกติดตัวขึ้นมาร่างภาพคนที่กำลังหลับใหล ซึ่งตั้งแต่รู้จักกับศรันย์เขายังไม่เคยเล่าให้ฟังเลยว่าเขาเรียนจบด้านจิตรกรรมมา แต่ดูเหมือนเสียงดินสอขูดขีดกระดาษจะรบกวนจนศรันย์รู้สึกตัวขึ้นมาแป๊บหนึ่งจนได้ เขาก็เลยตัดสินใจเก็บสมุดสเก็ตช์และเดินมาปลุก เพราะถึงอย่างไรก็ใกล้จะทุ่มหนึ่งเข้าไปแล้ว

ที่ไหนได้...พอเห็นแบบนี้เลยปลุกไม่ลงเลย...

ปราบพงศ์สองจิตสองใจ แต่สุดท้ายก็วางมือลงเขย่าไหล่ของคนที่หันหลังให้

“หนุ่ย ตื่นมาอาบน้ำอาบท่าเถอะ ข้างนอกฟ้ามืดแล้วนะ”

เรียวคิ้วหนาของคนหลับมุ่นขึ้นเล็กน้อย ศรันย์เบียดตัวเข้าหาโซฟามากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเจ้าของมือที่ลูบผมให้อย่างอ่อนโยนเมื่อครู่กำลังพยายามดึงเขาให้ตื่นจากนิทราอันแสนสุข

“...ไม่เอา”

เสียงงึมงำกับริมฝีปากที่ยื่นขึ้นเหมือนละเมอจุดรอยยิ้มบนมุมปากของคนที่เห็น เพราะท่าทางในตอนนี้ดูแล้วเหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่ไม่พอใจเวลาโดนรบกวนการนอนอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งต่างกับท่าทีสุขุมและพยายามควบคุมอารมณ์อยู่เป็นนิจโดยสิ้นเชิง แต่เขาจะมัวนั่งดูอย่างเพลิดเพลินก็คงไม่ได้

“ตื่นเถอะน่า เดี๋ยวคืนนี้นอนไม่หลับนะ”

“...แม่อ้ะ...ขอหนุ่ยนอนต่อเถอะครับ....”

คำตอบที่ได้ทำให้ปราบพงศ์ทำหน้าเหลอ เพราะดูเหมือนเขาจะโดนเข้าใจผิดว่าเป็นคนอื่นไปเสียแล้ว พอพยายามจะปะติดปะต่อท่าทางของศรันย์เข้าด้วยกัน เขาจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมเมื่อกี้อีกฝ่ายถึงยิ้มตอนที่ถูกเสยผมให้ ดูเหมือนจะเป็นเพราะว่ากำลังฝันถึงครอบครัวอยู่นี่เอง

ถึงจะเคยพูดเหมือนไม่ยี่หระกับการที่ต้องอยู่คนเดียวมาหลายปี แต่จริงๆ ก็คงจะยังคิดถึงพ่อกับแม่อยู่ดีสินะ

เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ชายหนุ่มก็หมดความอยากปลุกในทันใด จริงอยู่ว่าเขาเกรงเจ้าตัวจะตาค้างตอนดึกถ้าหากยังปล่อยให้นอนต่อ แต่ก็ไม่อยากทำลายความฝันอันแสนหวานที่ศรันย์ไม่มีวันไขว่คว้าได้ในความจริงอีกแล้ว และที่สำคัญ ถ้าหากเขายังทู่ซี้จะฝืนปลุกอยู่ล่ะก็ พอเจ้าตัวตื่นมาอาจจะอารมณ์ไม่ดีใส่เขาก็ได้

พอเลิกล้มความคิดแล้ว ปราบพงศ์ก็เลยตั้งท่าจะลุกจากโซฟา แต่ราวกับศรันย์รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวด้านหลัง เขาจึงขมวดคิ้วแล้วพลิกตัวกลับมารั้งร่างนั้นไว้

"อืม..."

เสียงครางแผ่วเบาที่ลอยเข้าหู แถมยังอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอวทำให้ปราบพงศ์ชะงักการเคลื่อนไหว ชายหนุ่มเบิกตาโตแล้วหันไปก้มมองคนที่กำลังละเมอ พลันความหนักใจระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้าหา

ท่าทางศรันย์จะไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่ากำลังทำอะไร เพราะเจ้าตัวยังคงหลับต่ออย่างไม่นำพากับสภาพแวดล้อมใดๆ ทั้งสิ้น คนที่กำลังโดนกอดเลยได้แต่พยายามหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อเตือนตัวเองว่าคู่กรณีไม่รู้สึกตัว ดังนั้นอย่าได้ทำอะไรแผลงๆ เป็นอันขาด

"แต่ว่า...เฮ้อ...นี่คุณกำลังทำผมลำบากใจนะ"

ศรันย์ไม่รับรู้ถึงเสียงบ่นที่ดังอยู่เหนือศีรษะ รู้ก็แต่ว่าไม่เคยฝันดีและรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นเช่นนี้มาหลายปีเหลือเกินนับตั้งแต่เหลือตัวคนเดียว และไออุ่นที่ได้สัมผัสก็ทำให้เขาอยากรั้งความรู้สึกนี้เอาไว้กับตัวให้นานที่สุด

แต่ดูเหมือนโลกแห่งความจริงจะไม่ปรานีขนาดนั้น เพราะท่านอนซึ่งทำให้เมื่อยแขน ประกอบกับเวลาที่ไม่ใช่เวลานอนปกติทำให้สติสัมปชัญญะของศรันย์ค่อยๆ เป็นอิสระจากการหลับใหล ม่านหมอกแห่งความง่วงงุนค่อยจางลงทีละน้อย กระทั่งเขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่ได้กอดรัดอะไรแข็งๆ ชายหนุ่มจึงคลายอ้อมแขนออกพร้อมกับปรือตาขึ้นช้าๆ

"...คุณ..."

ศรันย์หยีตาทันทีที่แสงจากหลอดนีออนกลางห้องส่องเข้าตาจนตาพร่า ชายหนุ่มพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตาอย่างงัวเงีย ถึงแม้เมื่อกี้จะยังไม่ทันมองหน้าให้ชัด แต่โครงร่างที่คุ้นตาก็ทำให้เขาพอจะเดาได้ว่าเป็นใคร ยิ่งหลังจากปรับสายตาได้และเห็นอีกฝ่ายยังนั่งเบียดอยู่บนโซฟา หน้าที่ยับยู่ยี่เพราะเพิ่งตื่นนอนก็ยิ่งมู่ทู่เข้าไปใหญ่

"...คุณเข้ามาได้ยังไง?"

คนเพิ่งตื่นยิงคำถามเสียงแห้งพลางใช้มือหนึ่งขยี้ตา ปราบพงศ์จึงยักไหล่แล้วตอบตามตรง "คุณลืมล็อกประตูแน่ะ อันตรายนะ ว่าแต่หิวหรือเปล่า? เลยเวลามื้อเย็นแล้วนี่"

คำตอบที่ปัดความผิดกลับมาให้เขา แถมยังมาสั่งสอนอีกทำให้ศรันย์มองคนพูดอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก เมื่ออีกฝ่ายยื่นมือมาช่วยลูบผมที่กระเซิงเพราะโดนนอนทับให้ ศรันย์ก็รีบปัดมือออก

"ไม่หิว..."

ชายหนุ่มตอบพลางพยายามจะลุกจากโซฟา แต่ติดที่ปราบพงศ์นั่งขวางอยู่ เขาเลยได้แต่ทำหน้าหงิกใส่

"นี่คุณ ผมจะลุก เขยิบไปสิ เก้าอี้ตัวอื่นก็มีให้นั่ง"

ตอนแรกปราบพงศ์ก็ตั้งใจจะขยับที่ให้เมื่อเห็นศรันย์เตรียมจะวาดขาออกมา แต่ประโยคชวนทะเลาะเมื่อครู่ทำให้เปลี่ยนใจ

ขอสักหน่อยเถอะน่า...

"หนุ่ย"

น้ำเสียงที่ใช้เรียกทำให้เจ้าของชื่อเกร็งไหล่ขึ้นนิดหนึ่ง นัยน์ตาใต้คิ้วหนามองคนเรียกอย่างระแวงเพราะไม่รู้จะมาไม้ไหน

"อะไร?"

ไม่รู้เพราะเพิ่งตื่น สมองเลยยังไม่ค่อยทำงานหรือเปล่า แต่ศรันย์รู้สึกเหมือนในชื่อของเขาที่โดนเปล่งเมื่อครู่มันสะท้อนถึงทั้งการตัดพ้อแล้วก็ดุกลายๆ อย่างบอกไม่ถูก

"เรียกชื่อผมมั่งสิ ทีผมยังเรียกชื่อหนุ่ยเลย นี่อะไรก็ 'คุณๆๆ' ฟังแล้วห่างเหินชะมัด"

คนพูดเท้าแขนลงบนโซฟาแล้วโน้มตัวมาข้างหน้า ใบหน้าของทั้งคู่เลยอยู่ใกล้กันไปโดยปริยาย ศรันย์มองอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่เม้มปาก เขาพยายามฝืนตัวเองไม่ให้เอนตัวหนี ไม่งั้นจะดูเหมือนเขากลัวน่ะสิ ถึงยังไงนี่ก็บ้านเขา แล้วหมอนี่ก็ถือเป็นผู้บุกรุกนะ

"ห่างเหินก็ถูกแล้วนี่ ผมยังไม่ได้นับเป็นอะไรกับคุณสักหน่อย มีแต่คุณแหละเข้ามาหาผมฝ่ายเดียว นี่น่ะผมแจ้งตำรวจจับคุณข้อหาบุกรุกได้เลยนะ ลุก!"

“คุณนี่...” ปราบพงศ์มองคนที่พยายามดันเขาออกห่างอย่างเหนื่อยใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนกำลังคุยอยู่กับเด็กที่พยายามเถียงข้างๆ คูๆ "อย่างน้อยก็เคยพามาส่งจนรู้ว่าบ้านกับที่ทำงานคุณอยู่ไหนแล้วนะ แบบนี้ผมถือว่าเป็นมากกว่าคนรู้จักกันแล้วล่ะ"

"ถ้าไม่พอใจที่จะเป็นแค่นี้ก็ไปตามจีบคนอื่นแทนสิ ปล่อย!!"

ศรันย์ขึ้นเสียงเพราะชักหงุดหงิดมากขึ้นทุกที แต่พอจะดันคนตรงหน้าออกก็กลับถูกยึดแขนไว้ ยิ่งพอพยายามจะยื้อก็ยิ่งโดนจับแขนแน่นขึ้นจนเริ่มเจ็บ

"ตกลงคุณโกรธผม หรือโกรธใครมาถึงได้มาลงที่ผม?"

ปราบพงศ์หรี่ตาลงขณะพูดเน้นทีละคำ และคำถามนั้นแทงใจศรันย์อย่างจัง เขาจ้องตาคนถามด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ ดูเหมือนความหงุดหงิดที่ไม่ได้พบลูกค้าตามนัดในวันนี้จะถูกรวมให้เป็นความผิดของปราบพงศ์ที่มากวนเขาเมื่อคืนไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ในอารมณ์จะแยกแยะเรื่องทั้งสองออกจากกันทั้งสิ้น

“นอกจากคุณแล้วจะมีใครอีกล่ะ! เลิกมายุ่มย่ามกับชีวิตผมสักทีเถอะ!!”

ศรันย์ไม่รู้ว่าที่แขนทั้งสองข้างได้เป็นอิสระนั้นเป็นเพราะเขาสะบัดแรงเอง หรือเพราะว่าอีกฝ่ายจงใจปล่อยมือ แต่พอรู้ตัวอีกที ปราบพงศ์ก็ลุกขึ้นยืนหันหลังให้แล้ว ทิ้งให้เขานั่งหอบหายใจแรงอยู่บนโซฟาคนเดียว

อะไรกันล่ะ...เขาไม่ได้พูดอะไรผิดนี่...

ชายหนุ่มมองแผ่นหลังของคนที่ยืนขึ้นไม่ไกลออกไปก่อนจะหันหน้าหนี ความเงียบอันหนักอึ้งแทรกซึมในทุกอณูอากาศจนแม้แต่เขาเองยังสัมผัสได้ แต่ศรันย์ก็ได้แต่เม้มปากแน่นและไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ...อาจเพราะเขาไม่รู้จะพูดอะไรในสถานการณ์เช่นนี้มากกว่า

เสียงเดียวที่ยังดังอยู่ภายในตัวบ้านเวลานี้คือเสียงพัดลมตั้งพื้นที่ส่ายไปมา ซึ่งราวจะดังก้องท่ามกลางความเงียบที่ดูจะไม่สิ้นสุด และสุดท้าย...ปราบพงศ์ก็เลือกจะเป็นคนทำลายความเงียบนั้นก่อน

“เข้าใจล่ะ ขอโทษด้วยที่มารบกวน”

ชายหนุ่มผู้มาเยือนเดินออกไปจากบ้านโดยไม่พูดอะไรอีก ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนที่ยังอยู่บนโซฟาสักแวบเดียว ส่วนศรันย์ได้แต่นั่งนิ่งอยู่กับที่ขณะฟังเสียงเลื่อนประตูรั้ว และตามด้วยเสียงติดเครื่องมอเตอร์ไซค์ที่ดังขึ้นชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆ แผ่วไกลออกไป เขายังคงนั่งเงียบเป็นเบื้อใบ้แม้ว่าเวลาจะผ่านไปอีกพักใหญ่ กว่าจะรู้สึกตัวว่ากำลังทำตัวงี่เง่าขึ้นทุกที

“บ้าเอ๊ย”

ศรันย์ยกมือหนึ่งขึ้นขยี้ตา เขารู้สึกร้อนผ่าวทั่วกระบอกตาแต่ก็ไม่พบว่ามีน้ำตาไหล ซึ่งก็ดีแล้วที่ไม่มี ไม่อย่างนั้นเขาคงยิ่งสมเพชตัวเองมากขึ้นไปอีกว่าทำไมจะต้องเสียน้ำตาให้การทะเลาะกับคนที่ยังไม่รู้จักกันดีแบบนั้นด้วย อีกอย่างเขาก็แค่พูดเรื่องจริงที่หมอนั่นเข้ามายุ่งกับชีวิตเขาจนเกินพอดีเท่านั้นเอง เขาไม่ได้พูดอะไรผิดไปเลยสักคำ

สุดท้ายแกก็เหมาะจะอยู่คนเดียวจริงๆ นั่นแหละ ไอ้บ้าหนุ่ย...

ศรันย์คิดขณะริมฝีปากบิดเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูแล้วเปี่ยมสุขแม้แต่น้อย เขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์แย่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่หลังจากไม่มีพ่อกับแม่อยู่ด้วย เขาก็ยิ่งไม่รู้จะรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยวิธีไหนมากขึ้นไปอีก

"ตกลงคุณโกรธผม หรือโกรธใครมาถึงได้มาลงที่ผม?"

ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง แต่ปราบพงศ์กลับอ่านเขาออกได้อย่างง่ายดาย และคงเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เขาฉุนขาด ทั้งที่ถ้าหากมานั่งเรียบเรียงเหตุผลใหม่ให้ดีๆ แล้ว ถ้าจะโกรธที่หมอนั่นทำให้เขานอนไม่พอเมื่อคืนนี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่เขาถูกลูกค้าเบี้ยวนัด หมอนั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลยแท้ๆ

แต่เขาก็ยังจะโทษรวมว่าเป็นความผิดของปราบพงศ์คนเดียว

วูบหนึ่ง ความรู้สึกเยือกสะท้านเสียดผ่านหัวใจของศรันย์ กี่ปีแล้วนะที่เขาไม่ได้พบเจอกับความหวั่นไหวแบบนี้ และมันไม่ใช่ความรู้สึกที่ทำให้เขารู้สึกดีเลยสักนิด

ในที่สุดก็ทำให้โกรธจริงๆไปแล้วสินะ...แบบนี้อาจจะดีก็ได้...เรามันไม่เหมาะจะไปสนิทสนมกับใครเขาหรอก...

ชายหนุ่มยกมือขึ้นถูหน้าแรงๆ เพื่อปลุกใจตัวเอง ทว่ากลับไม่ได้รู้สึกโล่งอกโล่งใจขึ้นมาเลย ราวกับตะกอนในใจที่เพิ่งฟุ้งจากการทะเลาะเมื่อครู่หล่นลงไปนอนก้นรวมกัน กลายเป็นน้ำหนักที่ถ่วงดึงให้จิตใจหดหู่จนแทบลุกขึ้นไม่ไหว

ภาพเสี้ยวหน้าด้านข้างของหมอนั่นตอนเดินออกจากบ้านไป...ทำไมมันติดแน่นในหัวจนลบไม่ออกอย่างนี้นะ...

ศรันย์นั่งนิ่งขณะทอดสายตามองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า ความสับสนว้าวุ่นในใจทำให้หัวตื้อจนคิดอะไรไม่ออก เขาไม่รู้ว่าตัวเองนั่งนิ่งอยู่นานแค่ไหน กระทั่งรู้สึกมวนในท้องและได้ยินเสียงโครก...เบาๆ ถึงได้รู้ตัวว่ายังไม่มีอะไรตกถึงกระเพาะมาตั้งแต่เที่ยง

จริงสิ...ยังไม่ได้กินข้าวเลยนี่นา...แต่ว่า...คงต้องอาบน้ำก่อนล่ะมั้ง...ตัวเหนียวเหงื่อไปหมดซะขนาดนี้...

ชายหนุ่มคิดอย่างเชื่องช้าเพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่าคอเสื้อกับแผ่นหลังชื้นไปด้วยเหงื่อ คงเพราะว่าทิศทางของห้องชั้นล่างที่ค่อนข้างอับลมนี่เอง ทำให้แม้จะเปิดพัดลมเบอร์แรงที่สุดแล้วก็ยังไม่อาจบรรเทาความร้อนได้สักเท่าไหร่

น่าขำจริง ทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งบอกหมอนั่นไปว่าอย่าทำให้โซฟาเหม็นเหงื่อ แต่สุดท้ายตัวเองกลับเป็นคนทำให้โซฟาสกปรกเสียเอง...

ศรันย์ยิ้มขื่นๆ พลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกแล้วเขวี้ยงไปมุมหนึ่งของห้อง จากนั้นก็ยกมือขึ้นเสยผมที่ลงมาปรกหน้าผากขึ้นไป จู่ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวเองอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสมัยที่พ่อกับแม่ยังอยู่ด้วย เขาเคยเป็นคนเจ้าอารมณ์แล้วก็ไร้เหตุผลแบบนี้หรือเปล่านะ

"พ่อ...แม่...เมื่อกี้หนุ่ยทำผิดหรือเปล่าครับ"

ชายหนุ่มพึมพำประโยคนั้นเสียงเบา พลันก็รู้สึกแสบร้อนในโพรงจมูกจนต้องรีบสูดน้ำมูก เขาไม่น่ากลับไปที่หอศิลป์นั่นอีกจนเจอหมอนั่นเป็นครั้งที่สอง แล้วก็ปล่อยให้ได้เข้ามาใกล้ตัวแบบนั้นเลย ไม่งั้นก็คงไม่ต้องมารำคาญกับความเจ็บใจที่ไม่เคยคุ้นอยู่อย่างนี้

แต่แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ต่อให้สำเหนียกได้ว่าอยากขอโทษ...ตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว...เบอร์โทรหมอนั่นเราก็ไม่เคยขอไว้สักครั้ง...

กิ๊งงงงงงง.........ก่องงงงงง.............

ศรันย์สะดุ้งจากเสียงกริ่งที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด เขารีบใช้อุ้งมือปาดไอชื้นที่อยู่บนขอบตาแล้วเลิกม่านตรงหน้าต่างออกดู ทำให้เห็นร่างของคนที่ทำให้ความคิดว้าวุ่นกำลังยืนอยู่หน้ารั้ว ด้านหลังมีรถเวสป้าสีครีมคุ้นตาจอดอยู่ เป็นหลักฐานว่าเขาไม่ได้ตาฝาดหรือเห็นภาพหลอน

"ปิง?"

ชื่อนั้นหลุดผ่านริมฝีปากแผ่วเบา และก่อนที่จะรู้ตัว ศรันย์ก็ลุกขึ้นเปิดประตูแล้วเดินออกไปที่รั้วเรียบร้อยแล้ว

...ด้วยฝีเท้าที่เร็วเกินกว่าที่ตั้งใจ

ปราบพงศ์เลิกคิ้วเมื่อเห็นเจ้าของบ้านเดินออกมาหาทั้งที่ใส่เพียงกางเกงสแล็ก ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าจนเห็นผิวที่ค่อนข้างขาวอาบแสงจากโคมไฟบนรั้วเป็นสีทองเรื่อเรือง ทว่าหน้าตาดูแย่ยิ่งกว่าสีหน้าของเขาตอนที่เดินออกมาจากบ้านเมื่อกี้เสียอีก

เมื่อเห็นสายตาประหลาดใจของอีกฝ่ายที่มองมา ศรันย์ก็เอะใจแล้วชะงักฝีเท้า และทำให้นึกขึ้นได้ว่าตัวเองรีบเดินออกมาจนไม่ทันสวมเสื้อทับหรือแม้แต่ใส่รองเท้าแตะ แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะกลับไปทำทั้งสองอย่าง จึงทำได้เพียงยกมือหนึ่งขึ้นจับต้นแขนอีกข้างไว้แล้วหลุบตาลง

โดยไม่ได้รู้เลยว่าท่าทางแบบนั้นทำให้ตัวเองดูเปราะบางในสายตาอีกฝ่ายแค่ไหน

"...คุณกลับมาทำไม?"

หลังจากที่ต่างคนต่างเงียบไปครู่ใหญ่ ศรันย์ก็ถามขึ้นมาก่อน ทว่าน้ำเสียงนั้นฟังอ่อนแรงจนแม้แต่เขาเองยังแปร่งหู กระนั้นก็ยังคงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองคนที่มาหา ปราบพงศ์จึงสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะยกมือหนึ่งขึ้นจับลูกกรงรั้วไว้หลวมๆ

"ผมลืมกระเป๋าไว้ก็เลยจะมาเอา แต่คุณจะหยิบให้หรือให้ผมเข้าไปหยิบเองก็แล้วแต่คุณ"

ชายหนุ่มเผลอพูดเสียงแข็งกว่าที่ตั้งใจ และเขาก็รู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกเมื่อศรันย์เหลือบตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาเหมือนคนที่เพิ่งถูกทำร้ายจิตใจอย่างแรง แต่แวบเดียวร่างนั้นก็หันหลังให้ เขาจึงไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่นั้นตนตาฝาดเพราะความสลัวของบริเวณนั้นหรือไม่

"...อ้อ...ผมไม่รู้หรอกว่าคุณวางกระเป๋าไว้ตรงไหน เข้ามาเอาเองก็แล้วกัน"

ศรันย์พูดแล้วก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ปราบพงศ์จึงขมวดคิ้วแล้วเลื่อนประตูรั้วก่อนจะตามเข้าไป เขาอยากถามว่าศรันย์เป็นอะไรถึงได้ท่าทางเปลี่ยนจากตอนก่อนเขาออกไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็ได้แต่เงียบ เพราะไม่รู้ว่าถามไปแล้วจะทำให้อารมณ์ของอีกฝ่ายปะทุขึ้นมาอีกหรือเปล่า

เมื่อครู่ก่อนที่เดินออกไปจากบ้านนั้นเขาโมโหจริงๆ แต่พอขับรถห่างออกมาก็คิดได้ว่าเขาก็มีส่วนผิดที่มารบกวนเมื่อคืนก่อน ทำให้ศรันย์ได้นอนไม่พอจนถึงกับต้องกลับมานอนกลางวัน แล้วไหนยังจะเรื่องที่เขาปกปิดความจริงว่าตนมีกุญแจบ้านอีกชุด ดังนั้นต่อให้ไม่มาที่นี่เขาก็มีที่ให้นอนอย่างสบายๆ พอตระหนักได้ว่าตัวเองก็สมควรถูกต่อว่าแล้วจริงๆ เขาเลยขับรถวนกลับมาเพราะอยากรู้ว่าศรันย์ยังโกรธอยู่หรือเปล่า

ไม่นึกว่าจะได้เห็นอีกฝ่ายในสภาพเสียศูนย์กว่าที่คิด...

ปราบพงศ์เดินตามเข้ามาในบ้านแล้วก็งับประตูปิดเพื่อกันยุงเข้า เขาเหลือบมองอย่างแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นศรันย์ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา แต่ว่าไม่ได้หันมาทางเขา ปราบพงศ์เลยไม่รู้จะชวนคุยอย่างไร ทั้งที่ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาเอาของเลยแท้ๆ แต่ถ้าหากพูดออกไปโต้งๆ ถึงเหตุผลที่กลับมาก็คงอิหลักอิเหลื่อพิกล

ชายหนุ่มได้แต่ยืนหันรีหันขวาง แต่พอเห็นเจ้าของบ้านยังเอาแต่นั่งหันไปทางอื่นโดยที่ดูจะไม่รู้สึกตัวว่านั่นยิ่งทำให้เขาสังเกตร่างกายท่อนบนซึ่งไร้เสื้อปกปิดได้ง่ายขึ้น ปราบพงศ์ก็ชักเริ่มเป็นห่วงขึ้นมา

เป็นอะไรไป...หรือว่าเพราะทะเลาะกับเราเมื่อกี้หรือเปล่านะ...

ปราบพงศ์ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่แล้วเมื่อชำเลืองมองจุดที่วางกระเป๋าไว้แล้วพบว่ามีเสื้อเชิ้ตคลุมอยู่ และถ้าเขาจำไม่ผิดก็คือเสื้อที่ศรันย์ใส่ไปทำงานวันนี้ ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วแล้วหันกลับไปมองคนที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาด้วยแววตาที่ยากจะตีความหมาย

นับตั้งแต่ให้ปราบพงศ์เดินตามเข้ามาในบ้าน ศรันย์ก็ไม่ได้สนใจอีกเลยว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร อยากจะหยิบของแล้วก้าวออกไปจากบ้าน...จากชีวิตเขาเลยก็ช่าง ถึงแม้จะไม่แน่ใจนักว่าตัวเองอยากให้อะไรบางอย่างที่เขาก็อธิบายไม่ได้ รู้แต่เพียงว่ามันกำลังประทับตราในใจอย่างช้าๆ ...ต้องหายวับไปในนาทีนี้หรือเปล่า...ศรันย์ก็เชื่อว่าการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมาเจ็บปวดหรือรำคาญใจอีกในภายหลังเป็นทางออกที่ดีที่สุด ก็เลยตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่หันไปมองปราบพงศ์อีกเลยตลอดคืนนี้ อะไรก็ตามที่ดูเหมือนกำลังเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่มันจะได้จบๆ ไป เขาจะได้กลับไปมีชีวิตปกติสุขเหมือนก่อนที่จะเจอหมอนั่นเสียที

ชายหนุ่มจมจ่อมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง กระทั่งไม่รู้สึกตัวว่าคนที่เมื่อครู่ยืนอยู่อีกฟากของห้องได้เดินมาหยุดตรงหน้าแล้ว จนกระทั่งเหมือนเห็นอะไรไหวๆ ทางหางตานั่นแหละ เขาถึงค่อยได้สติแล้วเบือนหน้ากลับมาอย่างช้าๆ และพบว่าอีกฝ่ายยื่นมือข้างหนึ่งหงายมาตรงหน้า ภาพที่เห็นทำให้เขากะพริบตาซ้ำแล้วมองมือนั้นอีกทีราวกับไม่แน่ใจ

"ไปกินข้าวกันเถอะ"

เสียงที่ดังจากด้านบนเรียกศรันย์ให้เงยหน้าขึ้นมอง แววตาของปราบพงศ์นิ่งจนเขาอ่านไม่ออก แต่ที่แน่ๆ ใบหน้านั้นไม่มีรอยยิ้มให้เหมือนทุกที รอยบุ๋มลักยิ้มบนแก้มซ้ายก็ราบเรียบ ไม่ต่างจากสีหน้าอีกฝ่ายตอนนี้เลยด้วย

เมื่อกี้เขาหูเฝื่อนไปหรือเปล่า มาชวนให้ไปกินข้าวด้วยกันงั้นเหรอ ทั้งๆ ที่เขาทำตัวน่ารังเกียจใส่ขนาดนั้นเนี่ยนะ แล้วยังอยากจะมาสนใจความเป็นไปของเขาอยู่อีกหรือไง...

"ผม..."

ศรันย์อึกอัก เป็นครั้งแรกที่สับสนจนไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี ทั้งที่ตั้งแต่เรียนจบและเริ่มทำงานเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเจอลูกค้าแบบไหนเขาก็รับมือได้ แต่ว่ากับคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าและยื่นมือออกมาให้คนนี้...เขากลับทำตัวไม่ถูกสักนิด

"ไปกินข้าวกับผม เห็นคุณตอนนี้แล้วผมปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก"

คำพูดประโยคนั้นทำให้ไหล่ของศรันย์หดเกร็งเล็กน้อย ถ้าหากตอนนี้สภาพอารมณ์ของเขาปกติ ก็คงจะปัดมือที่ถูกยื่นมาตรงหน้าแล้วพูดอะไรแรงๆ กลับสักสองสามประโยคก่อนจะเดินหนี แต่ตอนนี้เขากลับทำแบบนั้นไม่ออก

นัยน์ตาแน่วแน่ที่มองมาราวกับมีแรงดึงดูดให้ศรันย์ยกมือขึ้นวางทาบลงบนมือที่หงายรออย่างช้าๆ ทันทีที่มือสัมผัสกัน ปราบพงศ์ก็กุมมือของศรันย์ไว้แน่นแล้วฉุดให้ลุกขึ้น แต่เขาไม่นึกว่าแรงเพียงแค่นั้นจะทำให้อีกฝ่ายถึงกับตัวปลิวเข้ามาในอ้อมแขน เพราะเขาแค่ดึงเท่านั้น ไม่ได้กระชากแรงๆ เลยสักหน่อย

ผิวเนียนแน่นและเปลือยเปล่าทำให้ปราบพงศ์รับรู้ถึงอุณหภูมิของคนในอ้อมแขน เช่นเดียวกับกลิ่นกายอ่อนๆ ซึ่งไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม ชายหนุ่มหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่ง แต่ก็พยายามควบคุมตัวเองแล้วยกมือข้างที่ไม่ได้จับกันไว้ขึ้นทาบบนไหล่อีกฝ่ายเบาๆ

เพราะกลัวถ้าจับหนักไป...คนที่กำลังดูเหมือนเปราะบางเหลือเกินในนาทีนี้จะเจ็บ...

"ออกไปข้างนอกไหวมั้ย? หรือจะให้ผมไปซื้อข้าวมาให้ดีกว่า?"

ปราบพงศ์ถามอย่างเป็นห่วง ศรันย์เลยส่ายหน้า แต่ยังไม่ผงกศีรษะขึ้นมาจากไหล่ที่พิงอยู่

"...ผมนึกว่าคุณคงไม่กลับมาแล้ว"

เสียงนั้นแผ่วจนปราบพงศ์เกือบจะไม่ได้ยิน เขาชั่งใจชั่วครู่ก่อนจะเลื่อนมือที่วางบนไหล่ไปทาบบนแผ่นหลังของคนในอ้อมแขน จากนั้นก็ลูบขึ้นลงช้าๆ อย่างปลอบโยน สัมผัสนั้นทำให้ศรันย์ระบายลมหายใจยาวออกมา โดยไม่ได้รู้ตัวว่าลมหายใจอุ่นๆ ที่กำลังเป่ารดบนคออีกฝ่ายจะก่อให้เกิดความรู้สึกเช่นไร

"ถ้าหากคุณบอกว่าไม่ให้กลับมาอีก ผมก็จะไม่กลับมา"

ปราบพงศ์เอ่ยเสียงเรียบ มือที่ลูบบนแผ่นหลังของศรันย์หยุดการเคลื่อนไหวและเพียงแต่ทาบไว้เฉยๆ ศรันย์จึงค่อยผงกศีรษะขึ้นและขืนตัวออกเพื่อมองตาเขา ก่อนจะหลุบตาลงแล้วพูดเสียงเบา

"...เมื่อกี้ผมขอโทษ คุณพูดถูก ผมโมโหเรื่องคนอื่นก็เลยเอาอารมณ์มาลงที่คุณ แต่คุณก็ผิดเหมือนกันที่ทำให้ผมนอนไม่พอเมื่อคืนก่อน"

ท้ายประโยคคนพูดเหลือบตาขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ริมฝีปากเม้มแน่นและยื่นขึ้นนิดๆ เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าถึงอย่างไรเขาก็มีความผิดเหมือนกัน ใบหน้าของปราบพงศ์ที่ราบเรียบมาตลอดจึงค่อยปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

ทำไมถึงได้เป็นคนที่รับมือยากแบบนี้นะ...

"เข้าใจแล้ว เรื่องนั้นผมก็ผิด ถ้างั้นมื้อนี้ผมขอเลี้ยงคุณเป็นการขอโทษก็แล้วกันนะ"

ฝ่ามือข้างที่วางอยู่บนแผ่นหลังของศรันย์ลงน้ำหนักเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง ร่างกายท่อนบนของทั้งคู่จึงขยับเข้าใกล้ชิดกันอีกครั้ง แต่ดูเหมือนคราวนี้ศรันย์จะรู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองอยู่ในสภาพล่อแหลมแค่ไหน แล้วยังสายตาของปราบพงศ์ที่เอาแต่จ้องริมฝีปากเขาอีก ชายหนุ่มเลยพยายามขืนตัวเองออกห่าง

"...เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้างั้นขอผมไปเปลี่ยนเสื้อก่อน คุณนั่งรอก่อนก็ได้ ผมแต่งตัวไม่นานหรอก"

ท่าทีของศรันย์ที่ยอมอ่อนลงถึงแม้จะเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ปราบพงศ์พยักหน้าและยอมปล่อยมือด้วยความเสียดาย เขาหลีกทางให้อีกฝ่ายได้เดินขึ้นไปชั้นบน แต่ขณะที่ขึ้นไปถึงชานพักบันได ศรันย์ก็นึกอะไรขึ้นได้และหันกลับมาถามปราบพงศ์ที่นั่งลงบนโซฟาเรียบร้อยแล้ว

"เมื่อกี้ที่คุณบอกว่าจะมาเอาของ แล้วคืนนี้คุณตั้งใจจะไปนอนที่ไหน?"

"ก็ถ้าไม่บ้านเพื่อนคนไหนสักคนก็คงจะโรงแรมถูกๆ พอดีผมก็ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะกลับมาวันไหน"

ปราบพงศ์ตอบไม่เต็มเสียงนัก เพราะความจริงแล้วเขาตั้งใจว่าจะมาเอาของกลับไปนอนที่บ้าน ในเมื่อถึงอย่างไรตนก็มีกุญแจสำรองอยู่แล้ว แต่ถ้าหากบอกไปตรงๆ มีหวังคราวนี้คงโดนโกรธหนักกว่าเดิมที่คืนก่อนโกหกว่าเข้าบ้านไม่ได้แหงๆ

ศรันย์มองคนที่ไม่ยอมสบตาด้วยตอนที่ตอบคำถาม แล้วก็เข้าใจผิดไปว่าเพราะปราบพงศ์ยังงอนเขาอยู่ ชายหนุ่มจึงเม้มปากนิดหนึ่งอย่างชั่งใจก่อนจะเอ่ยเรียก

"ปิง..."

เจ้าของชื่อหันขวับกลับมาทันที ถ้าหากเขาได้ยินชื่อตัวเองจากปากคนอื่นก็คงไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่เพราะตอนนี้คนเรียกคือศรันย์ นั่นจึงมีเหตุผลมากพอจะทำให้เขาทั้งยินดีและประหลาดใจที่ได้ยินชื่อตัวเองจากปากอีกฝ่ายจนอธิบายความรู้สึกไม่ได้

"ถ้าคืนนี้คุณยังไม่มีที่นอนก็นอนที่นี่ไปก่อนก็ได้ แล้วถ้าหากข้างล่างมันร้อนจนทนไม่ไหวจริงๆ ...ผมจะปูฟูกให้นอนบนห้องผม เพราะห้องนั้นมีแอร์ เอาไว้ดูอีกทีคืนนี้แล้วกัน"

ชายหนุ่มเอ่ยจบแล้วก็รีบเดินขึ้นห้องไป ทิ้งให้ปราบพงศ์นั่งตาโตเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้อง ชายหนุ่มต้องหยิกหลังมือจนกระทั่งรู้สึกเจ็บนั่นแหละ ถึงได้แน่ใจว่าเมื่อครู่ตัวเองได้ยินสิ่งที่ศรันย์เอ่ยออกมาจริงๆ

แย่ล่ะสิ เล่นพูดน่ารักๆ ใส่แบบนี้ แล้วถ้าคืนนี้ได้นอนห้องเดียวกันเขาจะหลับลงเหรอเนี่ย...

ปราบพงศ์ได้ยินเสียงประตูห้องด้านบนเปิดและปิด เขาจึงยกมือข้างที่เมื่อครู่ได้สัมผัสแผ่นหลังของศรันย์ขึ้นกุมหลวมๆ แล้วยกขึ้นจรดจมูก กลิ่นกายอ่อนบางของอีกฝ่ายซึ่งหลงเหลืออยู่เจือจางชวนให้นึกถึงความเนียนลื่นของผิวที่อยู่ในอ้อมแขน แล้วยังท่าทางเปราะบางที่เขาเชื่อว่าคือเนื้อแท้ของอีกฝ่ายที่ถูกเผยให้เห็นเป็นเวลาสั้นๆ อีก แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาตัดสินใจอะไรบางอย่างอย่างมุ่งมั่น

ดูเหมือนว่า...ศรันย์จะทำให้เขาไม่อยากปล่อยมือจากเจ้าตัวไปอีกแล้ว...



++---TBC---++



A/N: เพิ่งนึกได้ว่าลงตอนที่ 6 ในแฟนเพจไปสองอาทิตย์แล้ว เพิ่งจะนึกได้ว่ายังไม่ได้ลงที่บล็อกก็ตอนที่กำลังปั่นตอนที่ 7 นี่แล ยังไงตอนนี้ลงทันกันแล้วนะคะ ต่อไปเวลาอัพตอนใหม่ที่เฟสบุ๊คก็คงมาอัพที่บล็อกไปพร้อมๆ กันด้วยเลยค่ะ




 

Create Date : 29 มิถุนายน 2555    
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 23:10:42 น.
Counter : 744 Pageviews.  

1  2  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.