Group Blog
 
All blogs
 

ตระเวณกิน อิน ภูเก็ต Part 2


สำหรับวันที่สองในภูเก็ต ตอนแรกตั้งใจกับน้องไว้ตั้งแต่คืนก่อนว่าจะตื่นไปกินบุฟเฟต์อาหารเช้าในโรงแรม หรือไม่ก็ไปร้านติ่มซำกัน แต่ปรากฏว่ากว่าสองสาวจะงัวเงียขึ้นจากเตียงก็ปาไปเกือบสิบโมง แผนการณ์ที่คิดไว้ก็เลยเป็นอันล่มค่ะ 555


เนื่องจากเห็นว่าไหนๆ ก็สายแล้ว เลยอาบน้ำแต่งตัวแบบไม่รีบร้อนเพราะคงรวบกินมื้อกลางวันไปเลย ประมาณสิบเอ็ดโมงก็ได้ขับรถเข้าเมืองและไปที่ร้าน Pirrera Cafe (อ่านว่าพิเรร่า คาเฟ่) บนถนนดีบุก ใกล้ๆ กับซอยรมณีย์ในตัวเมืองที่เมื่อวานเดินเล่นไป จริงๆ ก็เล็งร้านนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อวานค่ะเพราะตกแต่งน่ารักดี


บรรยากาศบนชั้นสองของร้าน พี่ที่เป็นหุ้นส่วนร้านเขาบอกว่าที่นี่ดัดแปลงจากบ้านเก่าอายุมากกว่าร้อยปี และชั้นสองก็จัดไว้น่ารักเหมาะกับการถ่ายรูปมาก ก็เลยขึ้นไปถ่ายรูปเล่นกันซะเลย




สำหรับมื้อกลางวันนี้ น้องสาวสั่งข้าวหน้าไก่ ส่วนเราสั่งข้าวหน้าปลาแซลมอนย่าง + กิมจิ ส่วนในตู้เค้กก็มีเค้กน่ากินหลายอย่างค่ะ เห็นว่าเจ้าของร้านเรียนจบการทำอาหารจากกอดองเบลอด้วย (เราเคยทำงานตึกเดียวกับโรงเรียนกอดองเบลอเมื่อ 2-3 ปีก่อน เจอพวกดารามาเรียนทำอาหาร + ขนมบ่อยๆ) ส่วนที่ขึ้นป้ายว่าเบสต์เซลเลอร์ของที่นี่คือบัตเตอร์เค้กครีมชีส ลักษณะเป็นคัพเค้กสีเหลืองตรงซ้ายสุดในตู้นั่นละ เราซื้อมาลองชิ้นนึง ก็นุ่มเนียนอร่อยดี เนื้อจะค่อนข้างแน่นๆ เหมาะจะกินกับน้ำชาหรือกาแฟดำ ส่วนอย่างอื่นที่ทางร้านแนะนำก็มีเค้กมูสมะพร้าวกับทีรามิสุค่ะ เสียดายว่าตอนนั้นอิ่มข้าวเลยไม่ได้สั่ง T.T




พอจ่ายเงินเสร็จ เรากับน้องก็กะว่าจะไปไหว้หลวงพ่อแช่มที่วัดฉลองกันต่อ ทีนี้ระหว่างเดินกลับไปที่รถเราเกิดอยากกินกาแฟขึ้นมา แล้วจำได้ว่าระหว่างหาที่จอดก็ผ่านร้านนึงซึ่งเดินไปไม่ไกลมาก อยู่บนถนนเส้นเดียวกับ Pirrera แต่ต้องข้ามถนนผ่านสี่แยกขึ้นไป คือร้าน @ Phuket Town Cafe ลักษณะการตกแต่งจะออกแนวเรโทร + วินเทจ ด้านในเก๋ไก๋เชียว มีอาหารและเบเกอรี่ด้วยเหมือนกัน แต่เราสั่งมอคค่าเย็นแบบออกข้างนอกเพราะจะเอาไปกินในรถ ราคาถ้าจำไม่ผิดจะแก้วละ 50-60 บาท ซึ่งถือว่าโอเคค่ะ ที่ไม่ได้สั่งกาแฟเย็นที่ Pirrera เพราะของที่นั่นจะราคาพอๆ กับสตาร์บัคส์เลยน่ะ




ตอนเดินออกจากร้านกลับไปที่รถก็จ๊ะเอ๋กับร้านขายขนมพื้นเมืองแบบจีนๆ เป็นร้านขนาดเล็กแค่ห้องแถวเดียวค่ะ แต่ว่ามีขนมไหว้พระจันทร์หลากไส้ที่ทำสดๆ ด้วย เลยขอคุณป้าเก็บรูปตอนกำลังปั้นแป้งห่อไส้มาซะหน่อย เห็นแล้วแอบคันมืออยากเข้าไปขอทำเหมือนกัน แต่พอดีส่วนตัวไม่ได้โมเอ้กับขนมไหว้พระจันทร์เท่าไหร่ สุดท้ายก็เลยได้ขนมโก๋อ่อนมาเพราะอยากกิน




เอาล่ะ ได้เวลาเดินทางไปวัดไชยธารารามหรือวัดฉลองกันเสียที เนื่องจากตอนขับรถไปนั้นน้องเราดูจีพีเอสจากมือถือ ส่วนเราดูจากแผนที่กระดาษ เลยเกิดการตีกันเล็กน้อยเพราะถ้าไปจากตัวเมืองจะสามารถไปได้สองทาง คือถนนเจ้าฟ้าตะวันตกหรือเจ้าฟ้าตะวันออกก็ได้ สุดท้ายจำไม่ได้แล้วล่ะว่าเลือกเส้นทางไหน แต่สรุปว่าไปถึงวัดก็แล้วกันนะ ฮ่าๆๆ




ไปถึงก็เข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุในพระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ แต่ละชั้นจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ จัดประดับไว้ สามารถเดินขึ้นบันไดไปชมวิวได้ถึงชั้นสามค่ะ พอมองออกจากชั้นสามก็จะเจอพระอุโบสถพอดี ก็ได้เดินลงไปนมัสการหลวงพ่อแช่มกันต่อ น้องสาวเสี่ยงเซียมซีด้วย เห็นว่าได้ใบที่โชคกลางๆ ส่วนเราไม่ได้เสี่ยงค่ะ เป็นพวกชอบลุ้นกับชีวิตไปเรื่อยๆ มากกว่าจากการอ่านเซียมซีน่ะ วันนั้นมีคนมาจุดประทัดแก้บนกันหลายคนเหมือนกัน


จบภารกิจวัดฉลอง ก็ไปต่อกันที่พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี (พระใหญ่) บนยอดเขานาคเกิด ซึ่งจริงๆ ก็ขับรถผ่านตั้งแต่ตอนจะไปแหลมพรหมเทพเมื่อวานแล้ว วันนี้เลยได้มาชมใกล้ๆ เสียที ตอนที่ดูจากถนนด้านล่างก็ว่าใหญ่แล้ว แต่พอได้ไปยืนใต้ฐานก็ยิ่งรู้สึกถึงความมโหฬารเพราะองค์พระสูงตั้ง 45 เมตร และทั้งองค์ทำจากหินอ่อนขัดมันสีขาว (โครงข้างในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก) ตัวอุโบสถยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี ด้านล่างก็เลยมีโรงรับบริจาคสำหรับผู้อยากร่วมทำบุญ จากบริเวณฐานนี้จะเห็นอ่าวฉลองได้ด้วย มองจากไกลๆ เห็นเรือยอร์ชกับเรือหาปลาจอดกันเต็มเลย อ้อ อ่าวฉลองจะอยู่ฝั่งอ่าวไทยค่ะ




ด้านล่างนี้คือวิวอ่าวฉลอง แล้วก็โรงบริจาคที่ชั้นล่างขององค์พระใหญ่ และทางเดินขึ้นไปนมัสการองค์พระค่ะ




ได้นมัสการพระกันเต็มอิ่มแล้ว แดดก็เริ่มร่มเพราะบ่ายแก่แล้ว ทีนี้ก็ได้ฤกษ์เล่นน้ำเสียที เรากับน้องกะว่าจะเล่นน้ำทะเลกันก่อนแล้วค่อยกลับไปลงสระที่ที่พัก และเพราะเมื่อวานตอนขับรถผ่านหาดในหานก็รู้สึกว่าน้ำน่าเล่นดี คนก็ไม่ค่อยเยอะด้วย สรุปเลยได้เล่นน้ำทะเลกันที่นี่แหละ พอได้ลงไปย่ำเองแล้วก็ยิ่งประทับใจที่ทรายละเอียดมาก แล้วก็ไม่ค่อยมีคนไทยด้วย ครือว่า...ก็ไม่ได้แอนตี้คนไทยด้วยกันหรอกนะ แต่ส่วนใหญ่คนไทยมักไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แล้วก็จะเสียงดัง เรากับน้องอยากได้บรรยากาศสงบๆ ก็เลยชอบหาดนี้น่ะค่ะ




พอเล่นน้ำได้สักพักก็เห็นเมฆครึ้มมาแต่ไกล ความที่กลัวว่าฝนจะตกเพราะวางกระเป๋าสตางค์กับกล้องไว้บนโขดหิน ก็เลยกลับไปที่รถแล้วขับกลับหาดกะรนกัน แต่พอไปถึงตรงนั้นปรากฏว่าฟ้าดันเปิด ก็เลยได้เล่นน้ำต่ออีกหน่อย + ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเหนือหาดกะรนไว้ จริงๆ ทรายของหาดกะรนก็ละเอียดนะ แต่คงเพราะแร่ธาตุในทรายต่างกับหาดในหาน ทรายของที่นี่เลยจะออกสีเหลืองส้มชัดเจน บรรยากาศก็จะออกครอบครัวๆ เพราะคนมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เยอะกว่าด้วย




เล่นน้ำทะเลกันหอมปากหอมคอแล้วก็กลับไปเล่นน้ำสระของที่พักอีกที พอเมื่อยแล้วก็กลับขึ้นห้องไปอาบน้ำพักเหนื่อยกัน ระหว่างนี้ก็เริ่มหิวค่ะ จริงๆ เราก็ซื้อองุ่นไว้เป็นของว่างด้วยแต่มันไม่อยู่ท้องเท่าไหร่ เลยได้ฤกษ์เอาไข่กับนมในตู้เย็นมาทำไข่ตุ๋นไมโครเวฟกินเสียเลย ส่วนเครื่องปรุงรสทางที่พักไม่มีให้ แต่ว่าเราซื้อหอยลายปรุงรสไว้ก็เลยเอาโรยหน้าไข่ตุ๋นไป ก็ช่วยให้หายหิวไปได้เยอะระหว่างคิดกันว่าจะไปดินเนอร์ที่ไหน ซึ่งผลสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าจะไปร้านกันเองสาขา 2 ซึ่งอยู่ติดหาดฉลอง (จริงๆ ตัดสินใจเองคนเดียวหมดแหละเพราะหาข้อมูลเตรียมไว้แล้ว งานนี้น้องสาวได้แต่เออออเท่านั้นเพราะไม่มีทางเลือก ฮ่าๆๆ)




สำหรับร้านกันเองนี่จะค่อนข้างเป็นที่รู้จักทีเดียว ระยะทางจากหาดกะรนก็ไม่ไกลมาก เพราะขับย้อนลงไปทางหาดกะตะแล้วเลี้ยวเข้าเส้นที่ไปวงเวียนห้าแยกฉลอง ตรงวงเวียนจะเห็นป้ายบอกทางไปร้านกันเองสีแดงชัดแจ๋วมาก บรรยากาศของร้านก็ดีและกว้างขวาง แต่เสียดายที่เราดันไม่ได้ชาร์จแบตกล้องระหว่างอาบน้ำไว้ แบตเลยหมดก่อนที่อาหารจะมาเสิร์ฟ แอบเสียดายเพราะสั่งอาหารกระหน่ำแบบทิ้งท้ายมาก มีทั้งแกงปูที่ใส่เนื้อปูแกะเป็นก้อนๆ + หมี่ลวกที่ขึ้นชื่อ หอยนางรมสด (กินเมื่อคืนก่อนยังไม่สะใจ) หอยชักตีนลวก เบือทอด (เป็นสาหร่ายสดชุบแป้งทอดกับกุ้ง) แล้วก็น้ำพริกกุ้งเสียบ แต่น่าเสียดายที่ก่อนออกมาจากที่พักได้กินไข่ตุ๋นรองท้องกันไว้แล้ว มื้อนี้เลยเก็บกวาดไม่ค่อยเกลี้ยงเท่าคืนก่อน แง้~


หลังจบมื้อค่ำแล้ว ตอนแรกเราอยากไปเล่นมินิกอล์ฟที่ไดโนปาร์ค แต่เนื่องจากทั้งพี่ทั้งน้องอิ่ม + เพลียเกินไป สรุปเลยกลับห้องไปพักผ่อนกันและเตรียมเก็บกระเป๋าด้วย เพราะวันถัดไปต้องเช็คเอ๊าท์กันแล้ว กิจกรรมก็ตามเดิมค่ะ ดูทีวี โหลดรูป ฯลฯ ก่อนจะเข้านอนประมาณตีหนึ่งได้


เช้าวันที่สามนี่พวกเราตื่นกันเช้าหน่อย ตั้งแต่แปดโมงนิดๆ ซึ่งก็ถือว่าเช้ากว่าเมื่อวานที่ตื่นกันตั้งสิบโมง หลังอาบน้ำเก็บกระเป๋าแล้วก็เช็คเอ๊าท์จากที่พัก แล้วก็ไปแวะถ่ายรูปทะเลตอนสายๆ ที่แดดกำลังดีเป็นการอำลา นี่ก็ถ่ายมาจากหาดกะรนแถวหน้าที่พักเราเลยค่ะ แสงสวย คนน้อย น้ำก็น่าเล่น แต่ถ้าเล่นตอนนี้กลัวจะอดกินข้าวเพราะต้องขับรถกลับไปคืนร้านเช่าอีก 555+




สำหรับมื้อสายที่จะเป็นมื้อทิ้งท้ายสำหรับทริปภูเก็ต เราเลือกไปร้านภูเก็จโภชนาซึ่งขายติ่มซำกับอาหารพื้นเมืองเป็นที่หมายค่ะ เพราะอุตส่าห์มาเที่ยวภาคใต้ทั้งที ไม่ได้กินติ่มซำกับน้ำชาเป็นมื้อเช้าเดี๋ยวคนอื่นหาว่ามาไม่ถึง ร้านนี้จะอยู่ถนนวิรัชหงษ์หยก ใกล้ๆ กับสี่แยกห้างเซ็นทรัล บรรยากาศแบบบ้านจีนๆ น่ารักดี




ที่เห็นในรูปด้านล่างนั่นคือสั่งมาแล้วก็กินหมดทุกอย่างนะคะ แบบว่าไม่ได้กินอะไรมาข้ามคืนแล้วนิ อ้อ สำหรับเครื่องดื่มนี่สั่งกาแฟเย็นภูเก็จกันทั้งคู่ (ชื่อร้านนี้สะกดด้วย จ.จาน) สำหรับกาแฟจะติดหวานไปนิดนึง ไอ้เราก็ลืมบอกว่าเอาหวานน้อยด้วยแหละ แต่กินกับติ่มซำร้อนๆ จิ้มจิ๊กโฉ่วก็โอเคอยู่




เติมพลังเสร็จก็ได้ฤกษ์ขับรถกลับไปคืนร้านเช่าและบินกลับกรุงเทพฯ เสียที ระหว่างทางได้ผ่านร้านขายของฝากเมืองภูเก็ต ชื่อร้านกรทอง เรากับน้องก็เลยแวะซื้อของฝากที่บ้านกับออฟฟิศกันก่อน ก็เสียทรัพย์กันไปพอประมาณก่อนจะขับรถยิงยาวไปสนามบินละทีนี้




สำหรับขากลับนี่ไม่ได้ถ่ายรูปจากบนเครื่องมานะคะ เพราะว่าไปเช็คอินค่อนข้างช้า ก็เลยไม่ได้ที่นั่งติดหน้าต่าง แต่แอบแปลกใจหน่อยๆ ที่ขากลับเที่ยวนี้เครื่องดันเต็มทั้งที่เป็นบ่ายวันจันทร์ แต่ตอนขามาเมื่อวันเสาร์เครื่องกลับค่อนข้างโล่ง ส่วนหนึ่งคงเพราะใครๆ เขาออกนอกเมืองกันตั้งแต่วันที่ 11 หรือ 12 ไม่ใช่ 13 ส.ค. อย่างเราละมั้ง


ไหนๆ แล้วก็ขอทิ้งท้ายด้วยรูปเงาบนผืนทรายของสองพี่น้องหน้าหาดกะรนหน่อยแล้วกัน เป็นอีกทริปที่ประทับใจและรู้สึกคุ้มค่าเงินทุกบาทที่เสียไปเลยค่ะ ก็หวังว่าจะได้ไปเที่ยวทะเลที่ไม่เคยได้ไปอีกเร็วๆ นี้ แต่ที่แน่ๆ ทริปพม่าตอนปลายปีนอนมาเพราะว่าจ่ายค่าตั๋วไปแล้ว อันนั้นจะไปช่วงปลาย พ.ย. - ต้น ธ.ค. ไว้ได้ไปแล้วจะมาเล่าให้ฟังกันนะคะ





 

Create Date : 18 สิงหาคม 2554    
Last Update : 18 สิงหาคม 2554 9:44:21 น.
Counter : 1166 Pageviews.  

ตระเวณกิน อิน ภูเก็ต Part 1



ไม่ได้อัพเดทเรื่องเที่ยวๆ ซะนาน เนื่องจากปีนี้แทบไม่ได้ไปไหน มีต้นปีที่ไปเชียงคานกับหัวหินกับเพื่อนๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ค่ะ ทีนี้ประมาณสองเดือนก่อนได้เจอดีลน่าสนใจใน ensogo.com (ไม่ได้ค่าโฆษณานะจ๊ะ ^^") เป็นห้องพักราคาพิเศษที่ภูเก็ต เลยปิ๊งขึ้นมาว่าครั้งสุดท้ายที่ไปภูเก็ตก็สิบปีแล้ว อีกอย่างก็ไม่ค่อยได้เที่ยวใต้เลยถ้าเทียบกับอีสานหรือเหนือ ก็เลยจัดการซื้อดีลนั้นสำหรับสองคืนไว้ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะชวนใครไปหรือจะไปช่วงไหน แต่ยังไงก็จะไปให้ได้ ไม่งั้นได้เกิดอาการชักเพราะชีพจรไม่ลงเท้าแน่ๆ (ดูน่ากลัวยังไงพิกล)


หลังจากสำรวจวันลาที่พอจะใช้ได้ ก็เลยเลือกลาวันจันทร์ที่ 15 ส.ค. จะได้เดินทางไประหว่าง 13-15 ส.ค. ส่วนวันแม่ที่ 12 ก็ยังอยู่ในกรุงพาหม่ามี้ไปดินเนอร์ได้อยู่ พอสำรวจค่าเครื่องบินจากสายการบินต่างๆ เทียบกัน สุดท้ายก็ได้ของ Orient Air ซึ่งเทียบทั้งเวลาและราคาแล้วลงตัวที่สุด และหลังถามคนนั้นคนนี้ไปทั่ว ก็ได้ผู้ร่วมทางคือน้องสาวตัวเอง จริงๆ ก็กึ่งมัดมือชกด้วยเพราะช่วงนี้ต่างคนก็ต่างงานยุ่งจนไม่ค่อยได้ไปไหนด้วยกัน ส่วนหม่ามี้ติดงานระหว่างช่วงวันหยุดเลยไม่ได้ไปด้วย


เริ่มเดินทางกันวันที่ 13 ส.ค. ไฟลท์ออกก่อนเที่ยงนิดหน่อย ถึงภูเก็ตประมาณบ่ายโมง ข้างล่างนี้เป็นรูปท้องฟ้าหลังเครื่องขึ้นจากดอนเมืองได้ไม่เท่าไหร่ค่ะ เมฆดูร่วนๆ มาก ยังกับใครเย็บตุ๊กตาแล้วยัดนุ่นไม่เรียบร้อย เลยหล่นลงพื้นเป็นกระจุกๆ เลย ฮ่าๆๆ




โอเรียนท์แอร์ดีอย่างตรงที่แม้จะเป็นสายการบินโลว์คอสต์ แต่ก็มีของว่างเป็นกล่องมาเสิร์ฟให้ เพื่อนเราบางคนเคยบ่นว่าชอบมีปัญหากับสายการบินนี้ เดี๋ยวดีเลย์มั่งล่ะ แคนเซิลไฟลท์มั่งล่ะ แต่เท่าที่เราเคยใช้มายังไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะตอนบินไปเชียงใหม่หรือไปภูเก็ตครั้งที่ผ่านมา ก็คงอยู่ที่จังหวะของแต่ละคนแหละค่ะ ส่วนด้านล่างนี้คือน่านฟ้าภูเก็ตตอนเครื่องกำลังใกล้จะลงจอด ในที่สุดก็ได้เห็นทะเลแล้ว กรี๊ดๆๆๆ




พอรับกระเป๋าที่โหลดไว้เรียบร้อย ก็มีเจ้าหน้าที่ของบริษัท Airport Car Rent มารอรับเพื่อไปเอารถเก๋งวีออสที่เช่าไว้ อันนี้เราติดต่อมาจองล่วงหน้าไว้ก่อน เนื่องใครๆ ก็บอกว่าค่าเดินทางในภูเก็ตแพงมโหฬาร จะให้ดีก็เช่ารถขับเที่ยวเองดีกว่า ซึ่งน้องเราก็เป็นคนระบุตั้งแต่ตอนอีเมล์มาจองว่าจะเอาวีออสเพราะประหยัดน้ำมัน (หมายเหตุ จขบ. ไม่ชำนาญขับรถค่ะ แต่ดูแผนที่เก่งนะเอ้อ) ถ้าใครสนใจจะเช่ารถ เราแนะนำบริษัทนี้แหละ เพราะคุยง่าย แถมเวลาคืนรถก็สะดวกเพราะออฟฟิศอยู่ตรงข้ามสนามบินภูเก็ตเลย ดูรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ //airportcarrent.com/about-us.php#contact เรทค่าเช่าคิดวันละหนึ่งพันสำหรับวีออสหรือแจ๊ส แต่ของเรามาสามวันสองคืน เท่ากับมีเวลาใช้รถจริงๆ สองวัน ก็ได้ราคาเช่าสำหรับสองวันค่ะ


พอตรวจเช็คและรับรถเรียบร้อยก็ขอแผนที่แล้วเริ่มตะลุยกันเลย เนื่องจากที่ตั้งหลักๆ ของภูเก็ตจะเป็นรูปสามเหลี่ยม คือสนามบินอยู่เหนือสุด ตัวเมืองอยู่ค่อนมาด้านล่างทางฝั่งตะวันออก ส่วนหาดดังๆ อย่างป่าตอง กะรน กะตะ จะอยู่ทางตะวันตก เรากับน้องเลยกะว่างั้นตระเวณเที่ยวในเมืองก่อน แล้วค่อยขับวนตามถนนลงไปแหลมพรหมเทพ แล้วค่อยย้อนขึ้นไปเช็คอินที่พักที่กะรนก็แล้วกัน ซึ่งกว่าจะขับรถไปถึงตัวเมืองก็บ่ายสองครึ่งแล้ว หิวซ่กกันเลยค่ะ แต่เราหาข้อมูลเตรียมไว้แล้วว่าร้านไหนน่าไปกินบ้าง ก็เลยได้ฉลองมื้อแรกกันที่ร้านทุ่งคากาแฟบนเขารัง ซึ่งเป็นจุดที่มีอนุสาวรีย์ท่านคอซิมบี้อดีตผู้ตรวจการมณฑลทางใต้ แล้วก็เป็นสวนสุขภาพรวมทั้งชมวิวตัวเมืองได้ด้วย




มื้อแรก ประเดิมกันด้วยอาหารแบบใต้ๆ ประกอบด้วย สะตอผัดกุ้ง น้ำพริกกุ้งสด ไข่เจียวใบเหลียงและข้าวสวย เราสั่งกาแฟเย็นทุ่งคา ส่วนน้องสั่งเซล้องอูเล้ง เป็นชานมร้อนนั่นเอง กับข้าวอร่อยมาก + หิวกันมากด้วย เลยซัดกันเกลี้ยงในเวลาไม่กี่นาทีค่ะ ฮ่าๆ




กินเสร็จแล้วก็ออกมาชักรูปหน้าร้าน เป็นหลักฐานว่ามากินที่ร้านนี้จริงๆ นะเอ้อ อ้อ ระหว่างเรามาที่นี่อากาศจะแปรปรวนนิดหน่อย เดี๋ยวก็แดดเปรี้ยง เดี๋ยวก็ฝนตกค่ะ แต่ว่าไม่มีพายุใหญ่ๆ เข้า อากาศโดยรวมถือว่าเหมาะกับการเที่ยวทีเดียวแหละ




บริเวณสวนสุขภาพ สามารถชมวิวตัวเมืองภูเก็ตได้ แล้วก็มีอนุสาวรีย์ท่านคอซิมบี้ ต้นตระกูล ณ ระนอง ส่วนป้ายชวนเข้าห้องน้ำนั่นเป็นของร้านอาหารอีกร้านบนเขารังค่ะ ดูหน้าแล้วซี้ดได้อีก (ใน bullet อันล่างสุดบนป้ายเขียนว่า "น่าปลดปล่อยที่สุด" XD )




หลังอิ่มข้าวแล้วก็มีแรงเที่ยวต่อ ที่เคยอ่านรีวิวมา มีคนแนะนำให้ไปเดินดูตึกเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุเกสในตัวเมือง แถวถนนดีบุก ซอยรมณีย์ ก็เลยขับรถลงจากเขาไปดูกันเลย ภายในตัวเมืองช่วงนี้ถนนจะเป็นวันเวย์ค่ะ ก็ต้องมีขับอ้อมกันเล็กน้อย




อาคารเก่าสไตล์จีน+โปรตุเกสบางส่วนก็ทาสีใหม่จนหวานแหววทีเดียว ตอนที่เราไปมีคู่แต่งงานมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งกันด้วย แต่จะไปถ่ายรูปเขาก็กระไรเลยไม่ได้เก็บภาพมา แล้วก็อาจเป็นโชคดีของเราที่ช่วงหยุดวันแม่นี่ไม่ค่อยมีใครไปเที่ยวภูเก็ต เพราะสังเกตได้ว่านักท่องเที่ยวน้อยมาก ไปร้านไหนๆ ก็ไม่ต้องโทรจองก่อน แถมที่จอดรถก็หาง่าย แต่ข้อเสียคือร้านบางร้านที่เคยหารีวิวไว้เขาก็ไม่เปิด




หลังเดินวนถ่ายรูปชมเมืองกันพอสมควร ก็ขยับกันไปที่แหลมพรหมเทพต่อเพื่อให้ทันดูพระอาทิตย์ตกดิน ก็ขับรถตามเส้นทางหลักไปเรื่อยๆ ถ้าตามทางในแผนที่แล้วยังไงก็ไม่หลงค่ะ ด้านล่างนี้ก็มีนักท่องเที่ยวมารอดูพระอาทิตย์ตกดินกันพอสมควร แต่ไม่ได้เยอะมากเท่าที่คิดไว้ ต่างคนต่างหาที่นั่งชมวิวกันสบายๆ




ด้านล่างนี้เป็นเกาะที่ใกล้กับแหลมพรหมเทพ ขออภัยที่ไม่รู้ว่าคือเกาะอะไร แต่ถ่ายรูปออกมาแล้วเด่นเชียว




ส่วนเรือใบลำนี้เหมือนโผล่มาเป็น prop ประกอบฉากพระอาทิตย์ตกเลยค่ะ ไหนๆ เขานำเสนอมาก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย




ตอนแรกเรากับน้องกะจะรอดูจนพระอาทิตย์ตกทะเล แต่ไปๆ มาๆ เมฆดันลอยมาบังก่อน ก็เลยคิดว่างั้นกลับไปที่พักสักทีดีกว่า ขืนรอจนพระอาทิตย์ตกแล้วออกมาพร้อมคนอื่นๆ เดี๋ยวรถจะติดเพราะลานหน้าทางขึ้นเนินแหลมพรหมเทพเล็กกระจิ๊ดเดียว แต่มีรถมาจอดกันแน่นรวมทั้งรถทัวร์คันบะเริ่มด้วย


สำหรับที่พักของเราจะอยู่ที่หาดกะรนซึ่งเป็นหาดที่ยาวที่สุดของภูเก็ต จากแหลมพรหมเทพขับย้อนขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยถนนเลียบหาด ก็จะผ่านหาดในหานกับหาดกะตะก่อน มีหลงทางนิดหน่อยด้วยเพราะเลี้ยวผิด แต่หลังจากถามทางคนแถวนั้นแล้วไม่ได้ความเลยโทรหาที่พักเป็นระยะ สุดท้ายก็มาถึงจนได้ค่ะ Waterfront Suites by Centara




สารภาพว่าตอนเห็นดีลใน ensogo เห็นว่าราคาลดเยอะมากก็เลยซื้อเลย แล้วค่อยมารู้ทีหลังว่าที่นี่มันเป็น service condo ในเครือเซ็นทาราแต่ไม่ใช่โรงแรม (อันที่เป็นโรงแรมจะตั้งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่อันนี้จะใกล้หาดกว่า) ห้องที่เราได้พักเป็น 2-bedroom suite เพราะเขาอัพเกรดให้ แต่ที่นี่ไม่มีห้องอาหารจึงไม่รวมอาหารเช้า แต่อย่างที่บอกว่ามันเป็น service condo ในห้องพักก็เลยมีทั้งห้องนั่งเล่นและห้องครัวกว้างขวาง แล้วในตู้เย็นยังอุตส่าห์มีไข่ไก่ นม น้ำส้ม น้ำดื่ม แล้วก็ถาดผลไม้กับขนมปังแถวเป็น complimentary ให้ ส่วนพนักงานก็น่ารักและอัธยาศัยดี วิวจากห้องก็มองออกไปเห็นทะเลชัดแจ๋ว ดังนั้นก็เลยหยวนๆ ไปค่ะ ถึงยังไงทั้งวันก็อยู่นอกที่พักมากกว่าอยู่แล้ว


อีกสักมุมสำหรับห้องครัวกับห้องนั่งเล่น แต่ละลิ้นชักจะมีอุปกรณ์การครัวให้ครบ ทั้งหม้อ กระทะ ตะหลิว กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า เครื่องปิ้งขนมปัง ไมโครเวฟ จานชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ มีด เขียง กระทั่งครกกับสากยังมีเลยค่ะ เหมาะจะมากันเป็นครอบครัวหรือมาแบบหลายๆ วันจริงๆ o_O




หลังเช็คห้อง นั่งพักกันจนหายเหนื่อยก็เริ่มมาคิดว่าจะไปดินเนอร์ที่ไหนดี เพราะตั้งแต่มื้อกลางวันตกถึงท้องก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่ทีนี้ไอ้ที่เราปริ๊นท์รีวิวมาส่วนใหญ่จะเป็นร้านแนะนำในตัวเมือง ซึ่งกว่าจะขับรถกลับออกไปก็คงเสียเวลาเป็นชั่วโมง ก็เลยตกลงกันว่างั้นขับรถไปเรื่อยๆ ขึ้นไปทางป่าตอง พอเจอร้านไหนน่าสนใจก็เข้าร้านนั้นแล้วกัน และร้านที่เตะตาสุดจนตัดสินใจลงไปกินก็คือร้านเสวยค่ะ




ร้านเสวยนี่บรรยากาศใช้ได้เลย แถมรสชาติก็ไม่ผิดหวัง ด้านบริการก็ค่อนข้างเร็วแม้ว่าลูกค้าจะเต็มร้าน และไหนๆ ก็ได้มาทานซีฟู้ดที่ทะเลใต้แล้ว มื้อนี้สองสาวเลยจัดหนักค่ะ อีกสาเหตุที่เราชอบไปตระเวณกินกับน้องก็คือ เพราะต่อให้สั่งเยอะแค่ไหนก็จะช่วยกินจนกินไม่ไหว และไม่เกี่ยงงอนราคา (เนื่องจากคุณพี่สาวเป็นพวกชอบลองของ บางทีราคาเลยจะสูงไปนี้ด ) ซึ่งมื้อนี้ก็หมดไปหลายอัฐทีเดียว เพราะมีทั้งหอยนางรมสด หอยตลับผัดพริกเผา กุ้งลายเสือเผาสองตัว ล็อบสเตอร์อบเนย ค็อกเทลซีฟู้ด ส่วนเครื่องดื่มของน้องเป็น pink margarita ส่วนของเราเป็นไวน์แดง เสียดายที่ลืมถามว่าที่นี่เสิร์ฟไวน์แดงของอะไร เพราะรสนุ่มมากไม่ขมเลย พอดีช่วงนี้กำลังคลั่งไคล้ไวน์ค่ะ หุหุ




หลังกินมื้อค่ำเสร็จก็เดินเที่ยว walking street นิดหน่อย แต่เหมือนของที่นี่จะหนักไปทางผับบาร์แบบไฟแดงๆ มากกว่าถนนคนเดินที่คุ้นเคยที่เชียงใหม่ ส่วนร้านค้าที่พอจะมีอยู่บ้างก็ไม่ได้ขายอะไรที่แปลกจากแถวสีลมเลย (ก็ย่านนี้มันสำหรับนักท่องเที่ยวนี่เนาะ ^^") หลังอาหารเริ่มย่อยแล้วก็เลยตรงกลับห้องกันค่ะ ก็เปิดทีวีดูรายการฮาจะเกร็ง โหลดรูป อาบน้ำ ฯลฯ ไปตามเรื่อง นับได้ว่าเป็นวันแรกที่ใช้เวลากันคุ้มเลยทีเดียว เพราะพอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายเลย


ทริปตะลุยกินในวันแรกก็จบเพียงเท่านี้ค่ะ (จริงๆ ยังได้กินไม่เท่าที่ตั้งใจไว้เลยนะเนี่ย ฮา) แล้วจะรีบมาอัพทริปภูเก็ต Part 2 ให้เร็วๆ นี้นะคะ




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2554    
Last Update : 16 สิงหาคม 2554 10:39:45 น.
Counter : 1675 Pageviews.  

บาหลี สีสันที่ไม่มีวันลืม

ต่อจากทริปเอธิโอเปียเมื่อคราวก่อน สำหรับทริปบาหลีนี่ก็เขียนถึงช้าอีกแล้ว เพราะจริงๆ ไปมาตั้งแต่มีนาคม 2010 แต่เพราะปีที่แล้วยุ่งๆ เลยไม่ได้เอามาเขียนถึงซะที คราวนี้เลยได้เรื่องมาอัพบล็อกหลังปล่อยร้างมานาน


ตัวตั้งตัวตีของทริปครั้งนี้คือพี่หนึ่ง รุ่นพี่ที่สนิทกันสมัยยังทำงานบริษัทด้านท่องเที่ยวซึ่งเป็นออฟฟิศแรกที่เราได้ทำหลังเรียนจบก่อนจะย้ายออกมา พอดีพี่เขาไปเจอตั๋วราคาโปรโมชั่นของแอร์เอเชียตั้งแต่กลางปี 09 แต่จะใช้เดินทางได้ตอนต้นปี 10 พี่เขาก็เลยโทรมาถามเราว่าสนใจไหม ส่วนเราด้วยความที่ชอบเที่ยวอยู่แล้ว ก็เลยตอบตกลงทันทีแบบไม่ต้องคิด (กับเรื่องเที่ยวนี่ใจง่ายมาก) เท่ากับทริปนี้วางแผนล่วงหน้ากันราวครึ่งปี ตอนนั้นเราตั้งใจว่าเดี๋ยวพอใกล้ๆ จะเดินทางสักเดือนนึงค่อยขอลาหยุดกับนายก็ได้ แต่ต่อมาก็ปรากฏว่าไม่ต้องลางานแต่อย่างใด เพราะได้เฉดตัวเองออกจากการเป็นพนักงานที่นั่นเมื่อขึ้นปีใหม่ 2010 นั่นเอง 5555


ทริปนี้ไปกันสี่คน มีเรา พี่หนึ่งกับพี่เก๋ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่เดียวกันแต่ออกมาทำงานที่อื่นกันหมดแล้ว แล้วก็พี่เหมียวซึ่งเป็นเพื่อนของพี่หนึ่ง นอกจากเราแล้ว สามคนนี้ทำงานด้านการท่องเที่ยวหมดเลย ส่วนวันที่ไปคือ 17-19 มีนาคม 2010 ก็เป็นช่วงที่ไม่ใช่ไฮซีซันส์ นักท่องเที่ยวก็เลยไม่เยอะเท่าไหร่ค่ะ


วันแรกก็เริ่มจากออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย อ้อ ทริปนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 วัน 3 คืนค่ะ แต่พี่หนึ่งได้ติดต่อไกด์ท้องถิ่นทางบาหลีไว้ก่อนแล้ว ชื่อพี่แหม่ม เป็นสาวไทยที่แต่งงานกับเชฟโรงแรมแล้วย้ายตามงานของสามีไปอยู่ที่นั่น รู้สึกว่าพีเขาจะค่อนข้างเป็นที่รู้จักในห้อง Blue Planet เหมือนกัน

ปล. มือที่กำลังจับประคำในรูปนั่นไม่ใช่มือเรานะ




สำหรับที่พักของพวกเราในสองคืนแรกคือโรงแรมเตกัล ซารี (Tegal Sari) ในเมืองอุบุด (Ubud) ตัวที่พักมีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างสถาปัตยกรรมท้องถิ่นกับแบบตะวันตก ด้านหน้าบ้านพักเราเป็นทุ่งข้าวเขียวชอุ่มแล้วก็มีต้นไม้เยอะด้วย วิวสวยดี อากาศตอนเช้าๆ ก็สดชื่นค่ะ




สถานที่แรกที่ไปเที่ยวกันหลังเอากระเป๋าเก็บเข้าที่พัก และพบกับคุณลุงคนขับรถที่จะเป็นผู้คอยพาเราไปไหนต่อไหนตลอดทริปเรียบร้อยแล้ว ก็คือ GWK Cultural Park เห็นว่าเป็นสวนสำหรับสักการะพระวิษณุ รัฐบาลสมัยก่อนอยากทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่แย่ที่งบหมดเสียก่อน ทำให้ประติมากรรมครุฑและพระวิษณุยังทำได้แค่ครึ่งตัว ไม่งั้นถ้าทำเสร็จคงใหญ่โตโอฬารเหมือนรูปปั้นพระเยซูที่บราซิล (อันนี้เปรียบเทียบเอาเองนะ แต่นั่นก็ยังไม่เคยไป อยากไปดูเหมือนกัน)

ปล. ดูในรูปจากข้างล่างอาจไม่ชัด แต่สังเกตดีๆ จะเห็นคนเสื้อชมพูยืนอยู่ใต้คางครุฑค่ะ เทียบแล้วจะรู้ว่าเป็นประติมากรรมที่ใหญ่บึ้มมาก ส่วนพระวิษณุก็ใหญ่เหมือนกันเพราะตามโมเดลแล้วต้องขึ้นไปขี่บนครุฑอีกที




ต่อจากสวนพระวิษณุ ก็ไปต่อกันที่อูลูวาตู (Pura Luhur Uluwatu) ที่นี่จะเป็นวัดหลักประจำท้องทะเล อยู่บนเชิงผาสูง ด้านล่างมองลงไปเห็นมหาสมุทรอินเดียและลูกคลื่นที่ถ้าหากตกลงไปก็คงตายลูกเดียว แต่ว่าวิวสวยและได้เห็นความงามของธรรมชาติชัดมาก ที่สำคัญคือลิงเยอะอย่างกับเขาวัง ถึงกับมีป้ายให้ระวังข้าวของหรือเครื่องประดับ เราเห็นคุณป้าฝรั่งคนหนึ่งถูกลิงฉกแว่นกันแดดไปต่อหน้าต่อตา แถมไปตามเอาคืนก็ไม่ได้ด้วยล่ะ

ไอ้คนที่ดูเหมือนจะตัวสูงยืดยาวกว่าชาวบ้านนั่นเพราะมันขึ้นไปนั่งบนขอบกำแพงน่ะค่ะ ฮ่าๆๆ




ตกบ่ายแก่ๆ ก็ขึ้นรถไปทานาลอท (Pura Tanah Lot) ซึ่งมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างในถ้ำริมทะเล เวลาน้ำลดสามารถเดินเข้าไปชมข้างในได้ (หรือได้แค่ข้างหน้าก็จำไม่ได้แล้วสิ) ด้วยลักษณะรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์เลยทำให้เป็นที่รู้จักกันมาก วิวพระอาทิตย์ตกดินของที่นี่ถือเป็นไฟลต์บังคับสำหรับทุกคนที่มาเที่ยวเมือง Ubud เลยล่ะค่ะ




ตกกลางคืน กลับมากินข้าวเย็นกันที่ร้าน Dirty Duck เป็นร้านที่พี่หนึ่งบอกว่าได้รับการแนะนำมาว่าอาหารพื้นเมืองอร่อยมาก และเนื่องจากพวกเราก็ไม่รู้จะไปกินอะไรที่ไหนอยู่แล้ว ก็เลยไปตามที่ได้รับการแนะนำ และก็ไม่ผิดหวังเพราะอาหารอร่อยจริงๆ (แม้ในด้านรสชาติแล้ว อาหารอินโดนีเซียจะไม่จัดจ้านเท่าอาหารไทยก็ตาม) แถมแต่ละอย่างที่สั่งไปก็ได้มาในปริมาณใหญ่และเยอะมาก แทบเดินกลับที่พักกันไม่ไหวเลยทีเดียว

เห็นรูปแล้วก็อยากกลับไปกินอีกรอบนะเนี่ย เหอะๆๆ




เช้าวันต่อมา หลังจัดการมื้อเช้าแบบ ABF ที่มาเสิร์ฟให้ถึงห้องเรียบร้อย ก็ออกไปชมละครเต้นบารอง ลักษณะคล้ายๆ ลิเกบ้านเรา เนื้อเรื่องมาจากนิทานพื้นเมืองเกี่ยวกับการต่อสู้ของความดีและความชั่วโดยมีสัตว์ในเทพนิยายชื่อบารองกับรังคาเป็นตัวเด่น แต่เรื่องจะออกแนวตลกขำขัน ก่อนเข้าไปดูนั้นทางโรงละครเขาจะแจกใบปลิวพร้อมเรื่องย่อและแนะนำตัวละครอยู่แล้ว ดังนั้นก็เลยดูแล้วไม่งง ตัวบารองนั้นต้องใช้คนเชิดสองคนเป็นขาหน้าและหลัง แต่การเคลื่อนไหวพลิ้วและเป็นธรรมชาติมาก เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้งที่ออกมาเลย

คุณลุงที่แต่งตัวด้วยผ้าเจ็ดสีนั่นรู้สึกจะเป็นเทวดา หรืออะไรสักอย่างที่บทบาทสำคัญมาก ไม่รู้ต้องเมคอัพนานแค่ไหนกว่าจะออกมาได้ขนาดนี้นะเนี่ย




ต่อจากดูละครบารองแล้วก็นั่งรถต่อไปกินอาหารกลางวันแบบบุฟเฟต์ที่หมู่บ้านคิณตามณี (Kintamani) และชมวิวภูเขาไฟกับทะเลสาบบาตูร์ (Batur) เห็นว่าเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ตายซึ่งใหญ่ที่สุดในบาหลี และบางทีก็ยังส่งควันกำมะถันออกมาเป็นระยะ แต่ถ้าเกิดระเบิดขึ้นมา...คาดว่าก็คงวิบัติกันทั้งเกาะล่ะค่ะ




หลังจากชมวิวภูเขาไฟและวิวนาขั้นบันไดระหว่างทางที่ขับรถผ่าน ซึ่งเราก็หลับๆ ตื่นๆ ตลอดเพราะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวในทริปนี้มันไม่ได้ใกล้ๆ กันเลย ก็ไปชมปุระเบซากิห์ (Pura Besakih/ Mother Temple) เห็นว่าเป็นวัดที่ได้รับความเคารพมากเพราะเป็นมารดาแห่งปวงวิหาร นักท่องเที่ยวผู้หญิงก็ต้องนุ่งผ้าโสร่งทับกางเกงเข้าไปชมด้วยต่อให้ใส่กางเกงขายาวก็เถอะ ที่นี่พวกเราสี่คนได้เรียนวิธีสักการะเทพเจ้าแบบบาหลีด้วยค่ะ คือโดยวัฒนธรรมแล้วคนบาหลีจะมีความเชื่อด้านพิธีกรรมค่อนข้างแน่นแฟ้น ทุกเช้าทุกบ้านจะต้องมีกระทงที่ใส่กลีบดอกไม้ห้าสีมาทำพิธีไหว้เจ้าและวางไว้หน้าบ้านกัน ซึ่งดอกไม้แต่ละสีนี่มีความหมายด้วย และต้องหยิบขึ้นมาทำพิธีไหว้และแตะๆ ไปบนหน้าผากเวียนตามลำดับ แต่เราก็จำไม่ได้แล้วว่าต้องสีไหนไหว้อะไร แต่ที่แน่ๆ กระทงดอกไม้นี่คือสิ่งที่ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนในบาหลีก็ได้เห็นแน่นอน




รายการต่อไปที่ได้ไปเยี่ยมเยือนก็คือวัดเทมภัคสิริงค์ หรือที่คนบาหลีเรียกว่าวัด Pura Tirta Empul แต่ตั้งอยู่ใน Tampak Siring ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมือง Ubud และ Kintamani ที่นี่มีบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านชอบมาอาบและขอพรเพื่อให้โชคดี นอกจากคนในท้องที่แล้วก็เห็นมีนักท่องเที่ยวมาอาบด้วยเหมือนกัน แต่พวกเราสี่คนขอแค่ถ่ายรูปกับเอามือไปแตะๆ แบบว่าขี้เกียจเปลี่ยนชุดเพราะไม่ได้เอามา อีกอย่างก็ยังรู้สึกว่าขอกลับไปอาบที่โรงแรมดีกว่า แต่ที่จริงน้ำเขาก็ใสอยู่เพราะว่าผุดมาจากแหล่งธรรมชาติ




บรรยากาศการอาบน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องกลัวจะเบียดกันเพราะมีให้เลือกหลายท่อ หลังชมที่นี่เสร็จ พวกเราก็กลับไปหาอะไรทานที่ร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรม แล้วก็นั่งเล่น นอนเล่น กลิ้งเล่นกันในห้องนอนหลังจากออกไปเที่ยวกันมาทั้งวันนั่นละค่ะ




เช้าวันที่สาม หลังจากกินอาหารเช้าแล้วก็เช็คเอ๊าต์เพราะว่าคืนนี้จะย้ายไปนอนที่โรงแรมอีกแห่ง ชื่อ Tanaya Bed & Breakfast ซึ่งอยู่ใกล้หาดคูตา เพราะว่าที่นี่จะใกล้กับสนามบินมากกว่า เพราะวันที่สี่พวกเราต้องไปเช็คอินที่สนามบินตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า

พอออกจากที่พักก็เริ่มเที่ยวกันตามโปรแกรมที่เหลือต่อเลย ที่แรกคือวัดทามันอายุนหรือเรียกสั้นๆ ว่าเม็งวี (Taman Ayun/ Mengwi) เป็นวัดที่เคยเป็นวังเก่าและใช้ประกอบพิธีกรรมของกษัตริย์ราชวงศ์เม็งวีในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมเป็นแบบที่มีคูน้ำล้อมรอบ สื่อถึงแดนสุขาวดีแบบฮินดู




วันนั้นแดดเปรี้ยงได้ที่ พอชมวัดทามันอายุนกันพอใจแล้วก็เดินทางไปต่อที่ทะเลสาบบราตัน (Bratan Lake) ซึ่งที่นี่มีวิหารกลางน้ำที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่แห่งทะเลสาบ แล้วก็สะพานไม้ที่ทอดต่อออกไปในน้ำ เป็นอีกจุดหนึ่งที่คนที่ไปเที่ยวบาหลีแทบทุกคนต้องไปถ่ายรูปกลับมา และเห็นรูปได้ในนิตยสารหรือโฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวของบาหลี วันที่พวกเราไปนั่นมีคู่แต่งงานคู่นึงมาถ่ายรูป Pre-wedding กันในชุดแบบตะวันตกเต็มยศด้วย ก็น่ารักดีค่ะ




อาหารกลางวันวันนั้นไปทานกันที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง เป็นแบบบุฟเฟต์ที่ไม่ถึงกับมีอะไรน่าประทับใจแต่ก็ไม่ได้แย่ แล้วก็ไปเลือกซื้อของที่ระลึกกันที่ตลาดต่อ เนื่องจากพี่ๆ ทั้งสามได้รับการฝากฝังจากเพื่อนและญาติให้หาซื้อเสื้อและโสร่งแบบบาหลีให้ จึงมีภารกิจต้องตามล่าสินค้าพวกนั้นในราคาที่ถูกที่สุดให้ได้ ส่วนเราค่อนข้างสบายตัวเพราะไม่มีใครฝากซื้ออะไร เลยได้เดินเล่นดูของให้ตัวเองแบบสบายๆ กับหาซื้อขนมฝากที่บ้านมากกว่า

บ่ายๆ พวกเราก็เอากระเป๋าไปเช็คอินเข้าที่พักและออกไปนวดสปาแบบบาหลีกันหน่อย โปรแกรมที่พี่แหม่มซึ่งอยู่บาหลีมานานแนะนำคือทำครีมบาธ (Cream Bath) ประมาณว่าไปสระผม แต่พอสระเสร็จแล้ว ช่างนวดจะให้เราออกไปนั่งที่เก้าอี้หน้ากระจกทำผมแล้วนวดศีรษะ คอ ไหล่ แล้วก็แขนจนถึงปลายนิ้วให้ ต้องยอมรับว่าฝีมือนวดแบบบาหลีแท้ๆ นี่ดีจริงๆ นวดเพลินมากแล้วก็แรงกำลังดี ขนาดนั่งนวดแท้ๆ ยังเกือบหลับแน่ะ พอนวดกันเสร็จก็เลยทิปให้กันไปคนละนิดหน่อยนอกเหนือจากค่าบริการด้วย

สำหรับด้านล่างนี้คือวิวของหาดคูตาตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก เป็นหาดที่สวยงามและขึ้นชื่อมากสำหรับบาหลี แต่พวกเราไม่ได้ลงเล่นน้ำกันหรอกค่ะ แค่นั่งจิบเบียร์กับกับแกล้ม ชมวิวรับลมไปเรื่อยๆ ก็สุขแล้ว ส่วนคืนสุดท้ายนี่ก็ไม่ได้ทำอะไรกันมากมาย เนื่องจากคูตานี่มันจะคล้ายๆ พัทยาหรือภูเก็ต ถนนในเมืองตอนกลางคืนเลยรถติดมากแถมมีห้างร้านและนักท่องเที่ยวเต็มสองข้างทาง พวกเราก็เลยกินข้าวเย็นกันที่ห้างในเมือง แล้วก็กลับมาเล่นเน็ตกับดูทีวีที่โรงแรมให้หายเพลียเพราะรุ่งขึ้นต้องเช็คเอ๊าต์และเดินทางกลับกันแต่เช้า




ก่อนจากกันไป ขอประมวลภาพความประทับใจกับบรรยากาศแบบบาหลีหน่อย ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองที่ผู้คนมีน้ำใจ มีมนุษยสัมพันธ์ดี แล้วก็อากาศดีและธรรมชาติสวยมาก ของใช้ต่างๆ ก็ราคาไม่แพง (แต่ต้องรู้จักต่อราคาหน่อยถ้าเป็นนักท่องเที่ยว) นอกจากนั้นยังรักษาขนบประเพณีกันไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ถ้าหากใครมีโอกาสก็ไปเที่ยวบาหลีกันดูนะคะ






 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2554 14:42:13 น.
Counter : 2024 Pageviews.  

ระทึกใจใน...เอธิโอเปีย

ถ้าหากมีใครถามว่า ชาตินี้ประเทศไหนที่คุณอยากไปเที่ยวที่สุดก่อนตาย เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคงไม่มีใครตอบว่าประเทศในแอฟริกาแน่ โดยเฉพาะประเทศที่ติดอันดับประเทศยากจนข้นแค้นสุดๆ อย่างเอธิโอเปีย สารภาพว่าส่วนตัวเวลาดูหนังก็เคยสนใจอยู่บ้างค่ะว่าประเทศที่ล้าหลังสุดๆ มันเป็นยังไง แต่ไม่เคยนึกเคยฝันว่าวันหนึ่งจะได้ไปเหยียบประเทศนี้จริงๆ ที่สำคัญ...ไปเพราะงาน!! OH MY GOD!!!!


สำหรับทริปนี้ ความจริงไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2009 แต่ไม่รู้ทำไมไม่มีอะไรดลใจให้เขียนก่อนหน้านี้เหมือนกัน อาจเพราะปกติเป็นคนไปเที่ยวไหนก็ไปกับเพื่อน แต่ว่าทริปนี้ไปคนเดียว แล้วบังเอิ๊ญเพิ่งได้มีโอกาสเอารูปเก่าๆ มาดู เลยคิดว่าไหนๆ มันก็ไม่ใช่ประเทศที่ใครๆ เขาไปกันบ่อยๆ หรอกนะ เพราะงั้นเอามาเขียนถึงซะหน่อย เป็นการบันทึกว่าครั้งหนึ่งฉันก็ไปเหยียบประเทศนี้มาแล้วดีกว่า



ธงชาติเอธิโอเปีย สีจี๊ดได้อีก


ก่อนอื่นขอเท้าความซะหน่อยถึงที่มาของทริปนี้ คือช่วงปี 2009 นั่นเรายังทำงานประจำที่บริษัทด้าน PR consultant แห่งหนึ่ง บริษัทค่อนข้างเล็ก แต่เพราะ MD เป็นคนออสเตรเลีย ลูกค้าส่วนมากก็เลยเป็นบริษัทหรือองค์กรอินเตอร์ไปด้วย ทีนี้ช่วงนั้นมีลูกค้าที่เป็นสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติที่เพิ่งครบรอบห้าสิบปี และเนื่องจากเขามีนักศึกษามาเรียนจากทั่วโลก ก็เลยอยากทำแคมเปญแถลงข่าวและโปรโมทสถาบันในประเทศที่มีนักศึกษาหลักๆ สุดท้ายเลือกได้หกประเทศ ก็คือประเทศเอธิโอเปีย อินเดีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน เวียดนาม จีน โดยนอกจากศาสตราจารย์ที่เป็นตัวแทนของสถาบันจะไปแล้ว ทางฝั่งเราก็จะส่งตัวแทนไปด้วยเพื่อดีลกับทางโรงแรมและนักข่าวในประเทศที่ไปจัด โดย MD ของเราเป็นคนเลือกเองว่าใครไปประเทศไหน แล้วหวยที่ออกสำหรับเรา ในฐานะที่ภาษาอังกฤษแม่นกว่าคนอื่น + เป็นคนเดียวที่เคยใช้ชีวิตในต่างประเทศตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน นายเลยเลือกให้ไปประเทศที่น่าจะมีปัญหาให้ต้องดีลเยอะ และประเทศแรกที่ประเดิมเลยของแคมเปญนี้ก็คือ แอ่นแอ๊น...เอธิโอเปีย


สำหรับกระบวนการติดต่อกับสื่อและโรงแรมที่นั่น นอกจากเสิร์ชหาเอาแล้วก็ปรึกษากับลูกค้าด้วย สุดท้ายสถานที่จัดงานเลือกโรงแรม Sheraton Addis ซึ่งเป็นโรงแรมห้าดาวที่หรูและดีที่สุดในเมือง Addis Ababa (เมืองหลวงของเอธิโอเปีย) ส่วนที่พักของเราเป็นโรงแรมเปิดใหม่ขนาดย่อม อยู่ห่างสถานที่จัดงานออกมาหน่อย ชื่อโรงแรม Panorama ค่ะ สำหรับการเดินทางนี้ไม่เชิงมีแต่เราคนเดียว เพราะจากสถาบันลูกค้าก็จะมีศาสตราจารย์ที่มีตำแหน่งผู้ช่วย ผอ. ไปด้วยเพราะต้องเป็นคนไปแถลง แต่เขาจะกลับมาก่อนเราวันนึงเพราะติดบรรยาย ศาสตราจารย์ท่านนี้เป็นชาวอินเดียแต่มาอยู่เมืองไทยนานแล้ว และก็เคยมาเอธิโอเปียมาก่อนหลายครั้ง ดังนั้นเราจึงไม่หัวเดียวกระเทียมลีบเท่าไหร่


สำหรับเอธิโอเปียนี้เป็นประเทศที่เข้ายากประเทศหนึ่ง เพราะว่าต้องมีจดหมายรับรองจากทางการก่อนจะเดินทางเข้าไปได้ และวีซ่าจะเป็น Visa on Arrival คือไปถึงสนามบินที่โน่นค่อยยื่นจดหมายรับรองนี้ + กรอกแบบฟอร์ม + จ่ายค่าธรรมเนียมซึ่งถ้าจำไม่ผิดจะ 50 USD จากนั้นถึงจะเข้าประเทศได้ ก่อนเราจะไปนั้นได้อีเมล์บอกทางโรงแรม Panorama ไว้ก่อนแล้วว่าจะบินไปถึงวันไหนตอนกี่โมง เขาก็เลยเตรียมรถตู้มารอรับอยู่แล้วค่ะ ลืมบอก เราไปด้วยสายการบิน Ethiopian Airlines เกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้โดยสารคือชาวเอธิโอเปียเอง ดูเหมือนเขาจะเดินทางมาแถบประเทศบ้านเราเพื่อขนของกลับไปขายที่นั่น และไม่แน่ใจว่าสายการบินนี้เป็นสายการบินที่ให้ luggage allowance สูงสุดหรือเปล่า แต่ว่าต่อคนสามารถโหลดสัมภาระได้มากถึง 40 กก. แน่ะ


สำหรับรูปด้านล่าง ตรงมุมซ้ายบนนั่นเป็นรถตู้ของโรงแรม Panorama ซึ่งมารับเรากับศาสตราจารย์ที่สนามบิน ถึงจะบอกว่ารถตู้ แต่ขนาดจะเล็กแล้วก็สั้นกว่ารถตู้บ้านเราพอสมควร ส่วนที่เห็นเป็นตึกกรุกระจกแก้วนั่นคือตัวสนามบินค่ะ ดูเผินๆ ก็สวยดี ด้านในก็สะอาดพอใช้ ส่วนขนาดก็พอๆ กับอาคารผู้โดยสารขาออกของดอนเมืองมั้ง




หน้าทางเข้าโรงแรมมีป้ายบอกพร้อมเบอร์โทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่น ที่เห็นตึกแดงๆ นั่นคือโรงแรม Panorama นั่นเอง ตั้งอยู่ในย่านชุมชนอาศัย เป็นตึกใหม่ที่ดูแล้วเด้งออกมาจากพวกอาคารโดยรอบอย่างชัดเจนมาก




เนื่องจากมาถึงโรงแรม Panorama ที่พักตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า หลังจากแยกกับศาสตราจารย์เพื่อเอาข้าวของเก็บในห้องและล้างหน้าแปรงฟันให้สดชื่นแล้วก็ลงมาทานมื้อเช้าที่ห้องอาหาร เนื่องจากที่นี่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่ถึงปี สภาพภายในรวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ก็เลยค่อนข้างใหม่ ส่วนอาหารเช้าประเดิมมื้อแรกในเอธิโอเปียของเราก็คือ แอ่นแอ๊น ข้าวโอ๊ตต้ม ขนมปังปิ้ง ข้าวผัด (จริงๆ เหมือนข้าวคลุกกับน้ำมันมะกอกแล้วก็มะเขือเทศมากกว่า) กับแฮมเอธิโอเปีย ตัวแฮมนี่กินแล้วไม่ประทับใจเท่าไหร่ อาจเพราะเราชินกับแฮมที่ประเทศไทยที่เนื้อเนียนๆ แต่แฮมที่นี่จะเนื้อสากๆ แล้วก็ใช้เครื่องเทศที่ไม่คุ้นลิ้น เลยกินได้แค่คำสองคำเอง ปกติเราไม่ใช่คนกินยากนะ แต่ยอมรับว่ามาเจออาหารที่นี่แล้วโดนปราบเซียนไปหลายอย่าง




พอสายๆ ก็ให้รถตู้ของโรงแรมพาไปส่งที่ Sheraton Addis ซึ่งเช่าห้องฟังก์ชั่นไว้สำหรับจัดงานแถลงข่าวเพื่อจะได้สำรวจและเซ็ทอัพพวกดิสเพลย์ต่างๆ ล่วงหน้า (พวก X-Stand, Pop-up แล้วก็เช็คไฟล์ presentation กับคอมและเครื่องเสียง ทำนองนี้ละค่ะ) รูปส่วนใหญ่เอามาจากเว็บของโรงแรมเนื่องจากกล้องเราถ่ายออกมาแล้วด๋อยๆ นับได้ว่าที่นี่เป็นโรงแรมที่ใหญ่และหรูหราอลังการไม่แพ้เชอราตันเมืองไทย แต่พอพ้นขอบรั้วโรงแรมออกไปก็เป็นสลัมแล้ว คือถึงแม้ที่นี่จะเป็นประเทศที่ยังปกครองด้วยทหารและประชากรส่วนใหญ่ยากจน แต่คนที่รวยก็รวยเว่อร์ๆ ก็คล้ายๆ กับหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แหละนะ...




กว่าจะเสร็จสิ้นการเตรียมการกับทางโรงแรมสำหรับงานในวันต่อไป ก็กลับมาถึงที่พักประมาณบ่ายสามได้ โชคดีว่าที่โรงแรมมีไวไฟให้ใช้แม้จะไม่เร็วนัก พอแชทกับทางบริษัทเพื่ออัพเดทข่าวคราว แล้วก็นอนกลางวันไปหนึ่งตื่น ก็ได้ฤกษ์ออกไปเดินสำรวจด้านนอกรวมทั้งหาอะไรกิน ไหนๆ ก็ใช่ว่าจะได้มาประเทศแถบนี้บ่อย เลยพกกล้องถ่ายรูปออกไปด้วย อากาศตอนนั้นกำลังเย็นๆ ประมาณ 24 องศา ก็เดินไปถ่ายรูปไป ทุกคนแถบนั้นหันมามองเรากับกล้องอย่างตื่นตาตื่นใจมาก คงเพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาแถวนั้น รวมทั้งสงสัยว่ามันมีอะไรน่าถ่าย บางคนกล้าหน่อย (ผู้ชาย) ก็ร้องถามเราว่า "Chinese? Vietnamese?" เราก็ยิ้มให้แต่ไม่ตอบและเดินต่อ นึกในใจว่าหน้าอย่างฉันเนี่ยถ้าไปเดินสองประเทศนั้นก็โดนดูออกแต่แรกว่าเป็นต่างด้าวละค่าคู้น


รูปทัศนียภาพข้างถนน ทางเท้าที่เหมือนยังทำไม่เสร็จ แล้วก็บรรยากาศในร้านขายของชำกับร้านขายผลไม้ ถ้าไม่มีสองร้านนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าเราอดตายแน่ค่ะ เพราะย่านที่เราอยู่มันไม่ได้ใกล้ห้างสรรพสินค้า ตามร้านอาหารของเขาก็ดูไม่ค่อยน่าเข้าเพราะส่วนใหญ่เห็นแต่ผู้ชายในชุดกรรมกร (ลืมบอก ย่านที่โรงแรมเราตั้งอยู่เหมือนจะเป็นย่านชุมชนกรรมกร และคนส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ) ส่วนในโรงแรมเองก็จะมีแต่อาหารโรงแรมซึ่งจานขนาดใหญ่และไม่อร่อย เราก็เลยได้อาศัยซื้อน้ำแบบขวดใหญ่ๆ กับอาหารว่างประทังชีวิตจากสองร้านนี้แหละ ขนมปังของเขาออกแนวคล้ายๆ แป้งพิต้า แต่นิ่มเนียนกว่าและกลิ่นยีสต์ค่อนข้างแรง อร่อยดีเหมือนกัน ส่วนกล้วย อาจเพราะดินและพันธุ์ของกล้วยที่ใช้ปลูกที่นี่ เนื้อมันเลยจะแน่นๆ กว่ากล้วยเมืองไทย รสไม่ค่อยหวาน แต่รู้สึกว่าให้พลังงานสูง เพราะมีความเป็นแป้งสูงมากทั้งที่เป็นกล้วยสุกแล้ว




ประมวลภาพท้องถนน ผู้คน อาคาร รถยนต์ ร้านค้า ระหว่างที่เราเดินถ่ายรูปไปก็เป็นที่สนใจของคนรอบข้างตลอด คาดว่าเพราะย่านนี้แทบไม่มีนักท่องเที่ยวมาเหยียบทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลวง ตอนหลังจากกลับมาเมืองไทยแล้วเอารูปให้แม่ดูกับเล่าให้ฟัง แม่ตกใจมากแล้วถามว่าออกไปเดินทำไม แต่พอดีลูกสาวแม่เป็นพวกอยากรู้อยากเห็นน่ะค่ะ ฮ่าๆๆ




ร้านทำผมร้านนี้ใช้โปสเตอร์ของ Avril Lavigne เก๋มาก แล้วก็ร้านขายเครื่องใช้ในบ้านแบบแบกะดิน รวมทั้งสภาพทั่วไปของย่านตลาดชุมชน




(เพิ่งสังเกตว่ารูปแผงแบกะดินซ้ำกับรูปข้างบน ช่างมันเหอะ) มีร้านเช่าชุด ร้านหนังสือ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าจิปาถะตามที่เมืองทั่วไปควรมี เพียงแต่ส่วนมากจะเล็กๆ แล้วก็ดูเก่าๆ หน่อย




วันต่อมา หลังจัดการมื้อเช้าเสร็จก็ให้รถตู้โรงแรมพาเรากับศาสตราจารย์ไป Sheraton Addis แต่เช้า งานจริงๆ มีตอนบ่ายแต่ต้องไปซักซ้อมก่อน พอใกล้เวลางานก็มีพวกศิษย์เก่ากับนักข่าวชาวเอธิโอเปียทยอยมาฟังรวมประมาณ 30 กว่าคน ที่นั่งพูดอยู่ที่โต๊ะหน้าห้อง ทางซ้ายสุดคือศาสตราจารย์ที่บินมาจากกรุงเทพฯ ด้วยกัน ส่วนอีกคนที่นั่งถัดเข้ามาหน่อยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาและการเกษตรของเอธิโอเปีย ส่วนเรายืนอยู่ที่โพเดียม เนื่องจากงานนี้ นอกจากเป็นคนประสานงานกับสถานที่แล้ว หน้าที่อื่นก็คือ ติดต่อนักข่าว คอยรับลงทะเบียนก่อนเริ่มงาน เขียนสคริปต์ให้ท่าน รมต. เขียนสคริปต์พิธีกร และเป็นพิธีกรดำเนินรายการเองด้วยค่ะ คนเดียวใช้คุ้มกว่านี้ไม่มีแล้วละ




หลังจบงานซึ่งเป็นเวลาบ่ายแก่มากๆ หลังจากเราเคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ กับทางโรงแรมเสร็จและเก็บพวกดิสเพลย์เพื่อนำกลับที่พักก็เกือบเย็น มื้อค่ำก็กินที่ห้องอาหารของ Panorama นั่นละ โดยมื้อนี้ศาสตราจารย์เป็นคนเลี้ยง แต่กินเสร็จแกก็บินกลับคืนนั้นเลยเช่นกัน ส่วนตัวเราอยู่ต่ออีกวันเพราะเจ้านายเป็นคนบุ๊คตั๋วไว้ให้ โดยไฟลต์กลับคือตอนกลางคืนของวันถัดไป คราวนี้ก็เลยหัวเดียวกระเทียมลีบของจริง ถึงแม้ตั้งแต่วันแรกก็ไม่ใช่ว่าจะติดสอยห้อยตามศาสตราจารย์ไปไหนก็ตาม


พอถึงวันสุดท้าย เราตื่นลงมากินข้าวเช้าแล้วก็เอาโบรชัวร์แนวท่องเที่ยวในวันเดียวของเมือง Addis Ababa ขึ้นไปดูบนห้อง เพราะว่ากว่าจะถึงเวลาบินกลับก็สี่ทุ่ม เท่ากับเรามีเวลาทั้งวัน จะให้นอนดูข่าว CNN ในห้องอย่างเดียวก็เฉาๆ พิกล ส่วนย่านรอบๆ ที่พักก็ไม่มีอะไรให้ดูแล้ว เลยเดินลงไปถามเคาน์เตอร์ด้านล่างถึงรายละเอียดถ้าจะซื้อแพ็คเกจทัวร์พวกนี้ และได้ความว่าราคาค่อนข้างแพงทีเดียว คือถ้าคิดเป็นเงินดอลล์ก็เกือบ 200 USD ตอนแรกเลยเกือบถอดใจ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ต้อนรับชายคนหนึ่งที่เจอเราตั้งแต่วันแรกเขาได้ยินเราถามเพื่อนเขา พอเราเดินออกมาเขาเลยมาสะกิดแล้วบอกว่า ไอ้ที่ที่เราอยากไปเที่ยวนั่นน่ะ เขาพาไปได้ในราคาถูกกว่าจ้างไกด์ทั่วไปนะ เพียงแต่เราห้ามบอกคนอื่นในโรงแรมเพราะเขามีกฎว่าพนักงานห้ามออกไปกับแขก และเสนอเงื่อนไขให้เราจ่ายค่าเดินทางกับค่าเข้าสถานที่ต่างๆ ของเรากับเขา พอจบวันเขาจะพากลับมาส่งโรงแรมให้ทันเวลาที่ต้องไปสนามบิน และเราจะทิปเขาเท่าไหร่ก็แล้วแต่ โดยให้เราขึ้นมารอที่ห้องก่อนครึ่งชั่วโมงแล้วเขาจะโทรขึ้นมา (ประมาณว่าต้องรอให้ถึงเวลาออกกะก่อน) ตอนนั้นเราก็หน้ามึน + อารมณ์อยากไปเที่ยวสูง เลยตอบรับแล้วก็ขึ้นไปรอบนห้องตามที่ตกลง


พอขึ้นมาถึงบนห้อง นอนดูทีวีได้สักพัก สติสตังค์เริ่มกลับมา ก็เลยเพิ่งจะสำเหนียกได้ว่าตอบตกลงอะไรไปเนี่ยตู ถึงแม้ตาคนนี้จะเป็นพนักงานโรงแรมก็เหอะ แต่ถ้าเกิดเราโดนพาไปขายแถบชายแดนแทนที่จะไปเที่ยวล่ะ? หรือโดนพาไปขู่กรรโชกทรัพย์? หรือ? (จ๊าก ยิ่งนึกยิ่งเลวร้าย) ตอนนั้นเลยเริ่มสองจิตสองใจแล้วว่ายังจะไปกับเขาดีไหม แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ให้นามบัตรเรามานี่นา เท่ากับมีอะไรก็ยังไปแจ้งความกับตานี่ได้ (ยังอุตส่าห์มองโลกในแง่ดี) สุดท้ายเลยใช้วิธีเขียนเบอร์โทรกับชื่อของเขา รวมทั้งชื่อและอีเมล์ติดต่อบริษัทเราไว้บนกระดาษและวางไว้บนโต๊ะในห้อง ประมาณว่าถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ คนที่เข้ามาทำความสะอาดห้องเราคงช่วยเอาข้อมูลนี้ไปตามหาให้ ตอนนั้นก็คิดไปด๊าย


ทั้งนี้ เราไม่แนะนำให้คนอื่นที่ไปเที่ยวคนเดียวในประเทศที่ค่อนข้างกันดารทำตามเรานะ ไอ้ที่ออกไปไหนกับคนแปลกหน้าแบบนี้เนี่ย กรณีของเรายังโชคดีที่เขาพาไปเที่ยวจริงๆ แม้ว่าตอนก่อนพากลับโรงแรมจะทำเอาระทึกก็ตาม เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลังค่ะว่าระทึกแบบไหน เอาเป็นว่า พอถึงเวลาที่นัดไว้ เขาก็โทรขึ้นมาบนห้องให้เราเดินออกไปหน้าปากซอยโรงแรมเพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมงานของเขาเห็น จากนั้นก็พาไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ของเมืองหลวงโดยใช้วิธีขึ้นรถตู้สาธารณะบ้าง (เก่า + ไม่ติดแอร์ + เบียด + เหม็น + เล็ก) หรือแท็กซี่บ้างนี่แหละ (เก่า + ไม่ติดแอร์ + ไม่มีมิเตอร์)


สถานที่แรกที่ได้ไปเยือน เหมือนเป็นหนึ่งใน attractions บังคับ ก็คือ National Museum of Ethiopia หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาตินั่นเอง แต่ขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่ค่ะ ตัวตึกหลักมีสามหรือสี่ชั้นเท่านั้น ด้านในก็จะมีการจัดแสดงแผนที่ประเทศ ซากอารยธรรมที่ขุดค้นพบ รวมทั้งดิสเพลย์ที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ที่น่าสนใจที่สุดก็คงจะเป็นการจัดแสดงกะโหลกของลูซี่ในตู้กระจกซึ่งใช้แสงไฟที่ช่วยรักษาสภาพ กะโหลกนี้เชื่อกันว่าเป็นซากฟอสซิลของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ขุดค้นพบในโลก รวมทั้งเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ทุกคนในปัจจุบัน อายุราว 3-3.6 ล้านปี (ข้อมูลจาก Askipedia.com) ส่วนรูปบนผ้าใบที่แขวนไว้กลางพิพิธภัณฑ์คือภาพร่างของลูซี่ตอนยังมีชีวิตอยู่ ส่วนถ้าใครสงสัยว่าลูซี่นี่ชื่อผู้หญิงไม่ใช่เหรอ? ทำไมในรูปหน้าตาเหมือนผู้ชายเลย? ก็ต้องขอตอบว่า เค้าไม่รู้วววววว




ภาพหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พอดีวันที่ไปเป็นวัน National Flag Day ตามบ้าน สถานที่หรือท้ายรถก็เลยประดับธงสีสันสดใสประจำชาติกันไว้ด้วย (ธรรมเนียมนี้คุ้นๆ นะ) อ้อ เอธิโอเปียนี่เมื่อก่อนเคยถูกปกครองด้วยระบบกษัตริย์มาก่อน มีช่วงเวลาสั้นๆ ที่อิตาลีเข้ามายึดครองแต่ก็ไม่นาน เวลาถามคนเอธิโอเปียเขาก็จะค่อนข้างภูมิใจกับการเป็นประเทศที่รักษาเอกราชมาได้ตลอดเหมือนกัน (เอ๊ะ ไอ้วัฒนธรรมแบบนี้ก็คุ้นๆ อีกแล้ว?)




หลังออกจากพิพิธภัณฑ์ ไกด์ซึ่งรูปร่างประหนึ่งเป็นญาติไมเคิล จอร์แดนก็ให้แท็กซี่ขับพาไปรอบๆ เมือง ผ่านบ้านนายพลอะไรสักอย่างที่เป็นผู้นำประเทศด้วย แล้วก็ไปแวะนั่งกินกาแฟกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพราะเราบอกว่าอยากซื้อของที่ระลึกให้เพื่อนๆ ก่อนจะออกไปเที่ยวกันต่อ สถานที่ต่อไปก็คือโบสถ์ Bole medhane alem เป็นโบสถ์แคธอลิกที่ใหญ่ที่สุดของ Addis Ababa พอดีตอนที่ไปนั่นเขาปิดไม่ให้เข้าชม แต่เห็นว่าภาพฝาผนังด้านในสวยมาก มีคนไปสักการะเยอะตลอดวัน รอบๆ โบสถ์มีรถเข็นหรือแผงขายพวกไม้กางเขน สร้อยลูกประคำ เครื่องราง ภาพวาดพระแม่มารี เทียน เครื่องหอม ฯลฯ เยอะเหมือนกัน ทำให้นึกถึงแผงเช่าพระเครื่องแถวท่าพระจันทร์ได้ตะหงิดๆ




หลังจากเดินดูรอบโบสถ์ได้สักพักฟ้าก็เริ่มมืด ไกด์เราก็เลยพาไปกินมื้อเย็นแบบพื้นบ้านเอธิโอเปียนแท้ ที่ร้าน Yod Abyssinia นอกจากจะเสิร์ฟอาหารประจำชาติที่เรียกว่า Anjera และกาแฟเอธิโอเปียก็มีโชว์การแสดงท้องถิ่นด้วย ด้านล่างเป็นรูปการตกแต่งภายในร้าน แผ่นโปสเตอร์ตารางตัวอักษรในภาษาท้องถิ่น แล้วก็รูปอาหารประจำชาติ (Anjera อ่านว่า แอน-เจ-รา) สำหรับแอนเจรานี่จะทำจากแป้งหมักเป็นแผ่นบางๆ นึ่งแล้วเอามาแผ่บนถาด เวลาจะกินก็จะมีแกงต่างๆ วางโปะตรงกลางรวมทั้งไข่ต้มทั้งฟอง เวลากินมักนั่งล้อมวงกันกินหลายๆ คน โดยแต่ละคนก็บิแผ่นแป้งแล้วกวาดแกงตักเข้าปาก เนื่องจากตัวแป้งเป็นแป้งหมัก มันก็เลยจะเปรี้ยวหน่อยๆ แล้วก็หยุ่นๆ นิ่มๆ เหมือนฟองน้ำเลยค่ะ ส่วนแกงต่างๆ ก็รสชาติบอกไม่ถูก คือใส่เครื่องแกงเยอะ แต่ไม่เผ็ด แต่รสชาติไม่คุ้นลิ้น กินแล้วก็รู้สึกแปลกดี แต่ให้กินบ่อยๆ คงไม่เอา



พอดีไม่ได้ถ่ายรูปการเต้นรำที่เป็นการแสดงพื้นบ้านของที่ร้านมา แต่ไปเจอลิ้งค์ในยูทูบเลยเอามาให้ดู ส่วนมากการแสดงของเขาจะมีพื้นฐานจากการละเล่นเพื่อเลือกคู่ระหว่างชายหญิง ดนตรีจะออกเร้าใจแล้วก็เน้นเครื่องประกอบจังหวะ ตามลิ้งค์ที่เอามาแปะให้ดูเลย




หลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จก็เดินออกมาจากร้าน ตอนนั้นเหลือเวลาอีกสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาที่เราต้องไปเช็คอินที่สนามบิน คราวนี้คุณไกด์เริ่มทำเราระทึกแล้วค่ะ คือด้วยความที่ตลอดบ่ายเขาพาเราเที่ยว บางทีก็จะมาโอบไหล่เราตอนนั่งในรถตู้เพราะมันแคบ หรือตอนอยู่ในร้านอาหารเขาสาธิตวิธีม้วนแอนเจราให้ดูแล้วก็ป้อนให้เราครั้งนึง (ตอนนั้นคิดในใจ ฮ่วย! ตูไม่ได้ขอ!) คราวนี้ตอนเรียกแท็กซี่กลับโรงแรม เขาเลยเริ่มทำตาเยิ้มใส่ บอกว่าเขารู้สึกดีกับเรามากเลยนะ ไม่อยากให้กลับเลย ไม่อยากแต่งงานกับเขาเหรอ แล้วก็พยายามจะเข้ามากอด เรานี่ได้แต่ผลักเขาออกแล้วกัดฟันยิ้มให้ และปฏิเสธว่ามีสามีอยู่เมืองไทยแล้ว ทำงั้นไม่ได้หรอก (โกหกตาใสมาก เขาเชื่อหรือเปล่าก็ไม่รู้) แต่ว่า...มันไม่จบค่ะพี่น้อง! เขาก็พูดทำนองว่าถ้ายูไม่บอกสามียูก็ไม่รู้นี่ คืนนี้ไปที่ห้องเขาก่อนก็ได้แล้วค่อยกลับไปโรงแรม และลงท้ายด้วยประโยคเด็ดที่ทำเอาเราแทบกรี๊ด ก็คือ "I'll make you happy." ฟังแล้วได้แต่คิดในใจว่า "ตรูยังไม่อยาก one night stand กับคนแปลกหน้าว้อย!" และคิดว่าที่เขาเสนออย่างนี้เพราะนึกว่าเรามีเงินเยอะ ก็เลยได้แต่ยิ้มแล้วปฏิเสธแบบนิ่มๆ ท่าเดียว เพราะกลัวว่าถ้าขัดขืนด้วยการใช้ความรุนแรง คราวนี้พี่แกจะให้แท็กซี่ปล่อยเราไว้ตรงนั้น หรือแย่กว่าคือให้พาไปส่งที่ไหนไม่รู้แทนแล้วจับซ้อมแก้แค้น โอววว กว่าจะถึงโรงแรมได้นี่ นับเป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่อยากหลุดพ้นที่สุดในโลก พอลาจากกันได้นี่แทบจะกระโดดกลับขึ้นห้องเลยค่ะ


หลังจากพ้นภัยมาได้ (นี่เรียกหาเรื่องใส่ตัวใช่ไหม?) เราก็เก็บสัมภาระทั้งหมดให้เรียบร้อยอีกทีและโทรบอกเจ้าหน้าที่ข้างล่างให้เตรียมรถตู้ไปสนามบินให้ รวมทั้งให้มาช่วยขนกล่องดิสเพลย์ลงไปชั้นล่างด้วยเพราะหนักมาก พอได้เวลาก็ขนของทั้งหมดไปสนามบิน พลางคิดในใจว่าดีจังจะได้กลับบ้านเสียที และพบเรื่องระทึกอีกครั้งเมื่อจะเอาเงิน birr (อ่านว่า เบียร์) ของเอธิโอเปียไปแลก ว่ามันไม่สามารถแลกกลับเป็นดอลล่าร์หรือไม่ว่าหน่วยไหนๆ ได้! อารมณ์ประมาณว่าแกเอาเงินสกุลอื่นมาแลกเพื่อใช้ในประเทศฉันได้ แต่ห้ามแลกคืนเพื่อเอากลับไปใช้ที่บ้าน!! มายก๊อดดด เจอเรื่องให้ช้ำใจสองเรื่องติดกันเลยเทียว จริงๆ เราก็ไม่ได้แลกไว้เยอะหรอกนะ หลังจากที่ใช้เที่ยวไปเมื่อเย็นแล้วก็เหลือพอแลกได้ประมาณ 60 USD ซึ่งก็ยังแปลงเป็นไทยได้หลายบาท แต่ในเมื่อแลกไม่ได้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเอาแบ๊งค์เน่าๆ ของเขากลับใส่ซองมานั่นแหละ (แบ๊งค์เน่าจริงๆ เพราะทั้งเก่า + ยับ + เหม็น ไม่รู้ว่าครั้งล่าสุดที่มีการผลิตแบ๊งค์ใหม่นี่กี่ปีมาแล้ว)


แบ๊งค์และเหรียญของเอธิโอเปีย ของจริงเน่ากว่านี้มากนัก


สรุปว่ากลับมาจากเอธิโอเปียอย่างปลอดภัยค่ะ (แม้ว่าตอนที่บินกลับมานั้น ระหว่างกำลังหลับจะมีใครก็ไม่รู้มานั่งที่ว่างข้างๆ แต่พอตื่นมาตอนเช้าก็หายไปก็ตาม เดาว่าอาจเป็นผู้โดยสารสักคนที่เดินไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานั่งที่ผิดเพราะมันมืด) บางทีสาเหตุที่ไม่ได้เอามาเขียนถึงตั้งแต่กลับมาแรกๆ ก็เพราะโดนเรื่องทำช็อคไปเยอะอย่างที่เล่าไปนั่นแหละ ยอมรับว่าไม่ได้หาข้อมูลไว้เท่าไหร่ก่อนไปด้วยเพราะมัวยุ่งกับการเตรียมงาน + ไม่ได้ตั้งใจจะไป sight seeing อยู่แล้ว ถึงจะนับว่าได้เปิดหูเปิดตาดี แต่ถ้ามีใครถามว่าอยากไปอีกไหม ก็คงให้คำตอบได้ตั้งแต่ยังถามไม่จบ ก็หวังว่าคนอ่านจะเพลินกับการดูรูปและอ่านประสบการณ์ชวนระทึกของเราแล้วกันนะคะ เพราะน่าจะไม่มีใครเดินทางไปที่นี่ในเร็วๆ นี้หรอกมั้ง


*Edit เพิ่มเติม* พอดีเห็นบางคอมเม้นต์สนใจรายละเอียดของเอธิโอเปีย เราเลยค้นเจอเว็บบล็อกแห่งหนึ่งที่มีบทความเกี่ยวกับประเทศนี้หลายบทความอยู่ เขียนโดยอาจารย์ชาวไทยนี่แหละค่ะ ให้ความรู้น่าสนใจหลายอย่างเหมือนกัน คลิกลิ้งค์นี้เลย //glifr.com/th/337996/ET/blogs




 

Create Date : 13 เมษายน 2554    
Last Update : 14 เมษายน 2554 10:07:11 น.
Counter : 8124 Pageviews.  

เกาหลี ทริปนี้มีมึน Part 2

ติดตามการเริ่มต้นของทริปนี้ใน Part ที่ 1 ได้ที่นี่ค่ะ -> คลิก

หลังจากผ่านคืนแรกในเกาหลีกันไป เช้าวันที่สองก็เตรียมตัวออกจากที่พักกันประมาณเกือบๆ สิบโมงเช้า หาอะไรกินจากร้าน Paris Baquette เป็นแฟรนไชส์ที่เจอทุกซอกมุมตึกในโซล และถ้าใครเป็นคอกาแฟ ถ้ามาโซลนี่รับรองว่าสวรรค์ค่ะ เพราะร้านกาแฟเยอะมากกก มากจริงๆ ชนิดแทบจะบล็อคเว้นบล็อคเลยทีเดียว แล้วราคาต่อแก้วก็ไม่แพงมาก (ขึ้นอยู่กับร้านด้วย) อย่างถ้าซื้อแบบที่เป็นกดจากเครื่อง ถูกสุดก็แค่ 300 วอนหรือประมาณสิบบาท ถ้าซื้อในร้านก็ราคามีตั้งแต่ 1,500 - 5,500 วอน แล้วแต่เกรดของกาแฟค่ะ

เมื่อวานลืมพูดถึงเรื่องการใช้จ่ายเงินในเกาหลี นอกจากเงินสดแล้วเขามี cash card เรียกว่า T-Money คือใช้ซื้อของตามซุปเปอร์หรือร้านทั่วไปก็ได้ จ่ายค่ารถใต้ดินก็ได้ (เสียเที่ยวละประมาณ 1,000 วอนสำหรับเดินทางในตัวเมือง) ก็สะดวกดีค่ะ แต่ส่วนมากเราใช้ T-Money สำหรับขึ้นรถใต้ดินเท่านั้น อย่างอื่นๆ ก็จ่ายเป็นเงินสดนั่นแหละ รู้สึกว่ามันควบคุมการใช้จ่ายง่ายดี แต่บางทีอาจตาลายกับเลขศูนย์บนแบ๊งค์เขาบ้างเท่านั้นเอง เพราะแบ๊งค์ต่ำสุดคือพันวอน แล้วก็ไล่ไปถึงห้าพัน หนึ่งหมื่น ห้าหมื่น ส่วนพวกเหรียญทั้งหลายได้มาต้องรีบใช้ค่ะ เพราะเอากลับมาแลกที่เมืองไทยไม่ได้ แต่เราก็ได้กำจัดเหรียญทั้งหลายได้หมดด้วยการบริจาคให้ Unicef ตอนขาบินกลับค่ะ

สถานที่แรกที่จะไปเยือนในวันที่สอง ต้องนั่งรถไฟออกไปนอกตัวเมืองโซลค่อนข้างไกลเหมือนกัน เป็น theme park ชื่อ Petite France อยู่ที่เมือง Gapyeong จังหวัด Gyeonggi-do ประมาณว่าเขาทำหมู่บ้านเป็นทรงยุโรป แล้วก็ลิ้งค์กับธีมจากวรรณกรรมเด็กเรื่อง The Little Prince หรือเจ้าชายน้อยที่เขียนโดย อองตวน เดอ แซงเตก ซูเปรี ตามตึกต่างๆ ก็จะมีรูปภาพหรือรูปปั้นตัวละครจากในเรื่องปรากฏอยู่ ใครชอบถ่ายภาพก็ถ่ายกันสนุกล่ะค่ะ



ด้านในอาคาร และด้านนอก มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้แล้วก็การตกแต่งห้องแบบยุโรป (บางมุมเหมือน บางมุมไม่ค่อยเหมือน) มีเพื่อนที่เคยไป Palio บอกว่าคล้ายๆ กับตึกที่นี่เหมือนกัน ประมาณว่าทาสีส้มๆ ทำนองนั้น



หลังจากตระเวนถ่ายรูป + ทานมื้อกลางวันกันเสร็จ ก็โทรเรียกแท็กซี่ให้มารับที่ Petite France เพื่อไปท่าเรือเพื่อข้ามไปเกาะ Nami ซึ่งเป็นเกาะกลางทะเลสาบ เห็นว่าดังเพราะเป็นโลเคชันที่เคยใช้ถ่ายละครเกาหลีเรื่อง Winter Sonata และเห็นว่าเรื่อง กวนมึนโฮ ก็เคยมาถ่ายที่นี่ด้วย (ปล. เราไม่เคยดูทั้งสองเรื่อง ^^") แล้วก็ไม่รู้เพราะประเทศไทยเพิ่งมาถ่ายทำหนังที่นี่หรือยังไง แต่บนเรือข้ามเกาะซึ่งปักธงชาติของหลายๆ ชาติเอาไว้ เขาปักธงไทยไว้ด้านหน้าสุดคู่กับธงเกาหลีใต้เลยค่ะ เห็นแล้วแบบ...อืม จะภูมิใจก็ภูมิใจ แต่ก็รู้สึกประหลาดๆ ดี (หรือที่จริงมันอาจจะมีความหมายอะไรที่เป็นทางการกว่านี้ก็ได้นะ แต่ไม่รู้เลยคิดได้แค่นี้)



ด้านล่างนี่รูปจากแถวๆ ทางขึ้นเกาะค่ะ ส่วนหญิงสาวที่เปลือยกายริมน้ำอย่างไม่สะทกสะท้านกับลมหนาวคือ Namimaid สัญลักษณ์ของเกาะที่คอยต้อนรับผู้มาเยือน ส่วนร้านน้ำชานั่นเพื่อนก็บอกว่าเป็นโลเคชั่นในละครเหมือนกัน แล้วก็เพราะวันนั้นอากาศค่อนข้างเย็นมาก บนเกาะก็เลยมีการจุดไฟให้นักท่องเที่ยวมานั่งผิงไออุ่นกันได้ด้วย เด็กๆ ก็ไปหยิบฟืนมาเติมไฟกันสนุกทีเดียว



ทางเดินบนเกาะที่มีทิวต้นสนสูงใหญ่ขนาบข้าง ความจริงบนเกาะนามิมีโรงแรมแล้วก็สถานที่จัดกิจกรรมแบบลานวัฒนธรรมเหมือนกันนะคะ แต่พวกเราไปถึงกันตอนบ่ายแก่มากแล้ว เลยแค่เดินไปตามทางเดินเพื่อหาอนุสาวรีย์คู่รักจากในละครเท่านั้น แล้วก็มีแวะตามร้านขายของที่ระลึกนิดหน่อย ด้านล่างนี่ก็อนุสาวรีย์คู่รักที่ใครๆ มาถึงก็ต้องไปขอถ่ายรูปกันนั่นละ



ขาเดินกลับจากอนุสาวรีย์เพื่อไปขึ้นเรือกลับฝั่งนี่มืดแล้ว แต่โชคดีว่าข้างทางมีเสาไฟกับแสงจากร้านขายของที่ระลึกเป็นระยะเลยไม่น่ากลัว พอถึงฝั่งแล้วก็เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งสถานีรถไฟเพื่อกลับไปหาข้าวเย็นทานแถวๆ ที่พักในโซลค่ะ เนื่องจากย่านดงแฮที่พวกเราไปอยู่นั้นเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัย ทำให้มีเด็กๆ นักศึกษาเยอะ ร้านรวงต่างๆ รวมทั้งของกินก็เยอะ เรียกว่าถึงไปอยู่แถวนั้นสักครึ่งปีก็น่าจะยังกินข้าวไม่ครบทุกร้านเลยมั้ง

อาหารเย็นวันนี้ ไม่รู้เรียกว่าอะไรเลยขอเรียกเองง่ายๆ ว่า "กระทะร้อน" ก็แล้วกัน คือเป็นการเอาข้าว หมูหรือไก่ แล้วก็ผักและเครื่องเคียงต่างๆ มาผัดรวมในกระทะแล้วตักกินกันสดๆ น่ะค่ะ ที่เกาหลีจะคล้ายเมืองไทยอย่างตรงที่เขาไม่ค่อยเรื่องมากเรื่องการใช้ช้อนกลางหรือการแบ่งอาหารกันทาน ไม่เหมือนที่อเมริกาหรือญี่ปุ่นที่อาหารใครอาหารมัน ดังนั้นก็เลยแชร์กันทานได้ทุกอย่างอย่างสนุกสนาน (และอิ่มอืด) ปล. ไอ้ที่ยิ้มแต้ใส่ผ้ากันเปื้อนสีแดงนั่นเพื่อนเรานะคะ แต่แอบดูกลมกลืนประหนึ่งเป็นพนักงานในร้านได้เหมือนกัน ส่วนเราดูหน้าบวมๆ หน่อย คาดว่าคงเพราะแพ้ยาชนิดหนึ่งที่ทานระหว่างไปทริปนี้เพื่อความสะดวกในการเดินทางน่ะค่ะ ก็เลยหน้าบวม + ตาตี่ทุกวันเลย ฮ่าๆๆ แต่ไม่ได้มีอาการทางร่างกายอะไรนะ



จากนี้ขอรวบรัดทริปที่เหลือให้จบในโพสต์นี้ล่ะนะ (แหะๆ) วันที่สามก็ออกไปเที่ยวนอกเมืองอีกแล้วค่ะ คราวนี้เป็นป้อม Hwaseong เห็นว่าเป็นมรดกโลกด้วย แล้วก็เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์แดจังกึม ลานกว้างหน้าป้อม/พระราชวัง มีจิตรกรรมขนาดใหญ่บนพื้นซึ่งแสดงแผนที่ด้านใน ที่หน้าทางเข้าก็มีป้ายที่พูดถึงเรื่องแดจังกึมด้วย แต่ไอ้ภาพถ่ายติดบอร์ดคัทเอ๊าท์ขนาดเท่าตัวพระเอกกับนางเอกที่วางอยู่มุมหนึ่งของลานด้านในนี่เห็นแล้วขัดใจได้อีก เพราะเหมือนวางไว้สำหรับรอเอาไปเก็บยังไงไม่รู้ คำอธิบายว่าสองคนนี้เป็นใครก็ไม่มี ถ้าจะโปรโมทละครโดยลิ้งค์กับประวัติของที่นี่ก็น่าจะจัดดิสเพลย์ให้ดีๆ และทำป้ายอธิบายให้เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้ หรือไม่ก็เอาออกไปเลย ไม่งั้นถ้าพวกนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่เคยรู้จักซีรีส์นี้มาเห็นคัทเอ๊าต์นี่ไม่เข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าชายกับเจ้าหญิงของที่นี่ไปหรือไง เราคิดอย่างนี้นะ (ขอบ่นประสาคนเคยทำงานด้านพีอาร์ & อิเวนท์)

ปล. ยามสามคนที่ยืนเฝ้าประตูนั่นไม่ใช่ยามอาชีพนะคะ เพราะเพื่อนกิ๊ฟท์เข้าไปถามแล้วได้ความว่าเป็นนักศึกษา (ใส่แว่นมาเข้ากะอีกต่างหาก แถมยืนเขย่าขากันด้วยความหนาวตลอดเวลา โถ...) ส่วนรูปขวาที่เป็นผู้ชายในชุดโบราณนั่นเป็นหุ่นจำลองขันทีในห้องพัก ห้องเล็กกระจิ๊ดเดียว ไม่รู้ตอนนอนไม่เมื่อยแย่หรือไง



บริเวณด้านในของป้อม Hwaseong แบ่งซอยเป็นหลายส่วนอยู่เหมือนกัน และแน่นอนว่าต้องยกพื้นสูงเพื่อสุมไฟในหน้าหนาว



ภาพจากบนเนินเขาด้านหลังป้อม ประมาณว่าเป็นหอสังเกตุการณ์ บนเนินมีเมเปิลแดงเต็มเลย แต่ก็แค่หย่อมบนเนินนั้นแหละค่ะ ส่วนมากที่เจอเวลาไปเดินตามถนนจะเป็นสีอมเขียวอมเหลืองมากกว่า แล้วก็ความจริงมีอย่างหนึ่งที่เราอยากทำมากแต่โดนเบรกไว้ คืออยากไต่เขาด้านหลังป้อมขึ้นไปจนถึงศาลาบนยอดเขา อารมณ์ประมาณกำลังเดินอยู่วัดราชนัดดาแล้วอยากขึ้นไปภูเขาทองน่ะ ตอนนั้นถ้าเพื่อนๆ ยอมรอเราก็ยินดีไต่คนเดียวนะ (วิญญาณไฮเปอร์เริ่มกลับมาหลังถึงเกาหลีได้สามวัน) แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกล้มเพราะเหล่าเพื่อนผองเมื่อยขาและหิวข้าวกันมาก แถมต่อจากนั้นก็ต้องไปที่อื่นกันอีก สุดท้ายก็เลยต้องยอมบ๊ายบายป้อมแบบขัดใจเล็กน้อยที่ไม่ได้ไต่เขาค่ะ



รวมมิตรภาพใบไม้แดงให้ดูกันหน่อย ต้นไหนที่แดงก็แดงได้ใจซะจริง



ออกจากป้อมกันแล้วก็ไปหามื้อกลางวันทานที่ร้านอาหารจีน จากนั้นกลับเข้าเมืองเพื่อไป Seoul Tower แต่ขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากได้ข้อมูลสถานีที่ต้องลงไม่ตรงกัน โบว์ซึ่งวันนั้นไม่ได้มาด้วยแต่ก็เคยใช้ชีวิตที่เกาหลีช่วงสั้นๆ มาก่อนบอกว่าสถานีที่ใกล้ทางขึ้นเคเบิลคาร์ที่สุดคือ Hoehyoen (เนื่องจากทุกคนในกลุ่มเราออกเสียงชื่อสถานีนี้ไม่ถูก เลยเรียกมันว่า สถานีหอเฮี้ยน) แต่เนื่องจากทุกคนในกลุ่มรู้ดีอีกเช่นกันว่า โบว์เป็นคนที่เชื่อถือด้านการบอกเส้นทางไม่ได้ (ขออภัยที่ต้องขายเพื่อนกันตรงนี้ XD) ก็เลยโทรให้โบว์ถามโฮอีกครั้งเพื่อความชัวร์ ซึ่งโฮก็บอกให้ลงที่สถานีมยองดง (Myeongdong - ออกเสียงว่าเมียงดงก็ได้)

ทีนี้พอออกจากสถานีมยองดงแล้วดูแผนที่ทางไปเคเบิลคาร์กัน เซนส์ของเราบอกว่าถ้าเดินเลียบไปทางถนนใหญ่จะเจอเลี้ยวเดียวซึ่งน่าจะประหยัดเวลากว่าอีกทางที่ดูเหมือนจะลัดแต่ทางเลี้ยวเยอะเป็นบ้า ซึ่งตรงนี้ขออวดหน่อยว่าถึงเราจะไร้สกิลด้านการขับรถ แต่เซนส์ด้านทิศทางกับการอ่านแผนที่ของเราดีมาก (ถ้าแผนที่ไม่ชุ่ย) ซึ่งพอเราบอกก๊ฟท์ซึ่งเป็นหัวหน้าทัวร์ไปก็ได้รับการเห็นดีด้วย แต่จัสติน สามีชาวอเมริกันของยุ้ยดันไปถามใครสักคนแถวนั้นแล้วเขากลับชี้ไปทางที่เป็นทางลัด เพื่อความชัวร์กิ๊ฟท์เลยไปถามป้าที่นั่งขายของแถวนั้นและป้าก็ชี้ทางเดียวกัน สรุปพวกเราก็เลยเดินไปทางนั้น ทั้งที่ในใจเราก็ยังรู้สึกว่าทางที่เราเล็งไว้ก่อนน่าจะเดินน้อยกว่าอยู่ดี แต่เพื่อความสบายใจของทุกคน และที่สำคัญเราไม่ใช่หัวหน้าของทัวร์ครั้งนี้ เลยไม่ได้โต้แย้งแล้วก็เดินไปตามทางนั้นกับเพื่อนๆ แต่เดี๋ยวจะมีการค้นพบกันภายหลังค่ะว่าทฤษฏีของเราถูก แถมยังช่วยเซฟพลังงานของทุกคนได้มากกว่าด้วย หึหึหึ (แต่กว่าจะได้พิสูจน์ทฤษฎีของเราก็เหนื่อยขาลากกันไปแล้ว)

หลังจากเดินมาตามทางที่ได้รับการแนะนำสักพัก ก็พบว่ามันเป็นทางขึ้นเนินผ่าเข้าไปในชุมชนที่ชันมาก!! (ตอนนั้นแอบคิดในใจ เออเหวย...ตูอดไต่เขาที่ป้อมเพื่อมาไต่เนินที่นี่ -*-) ระหว่างทางผ่าน Namsan Guesthouse 1 & 2 ซึ่งคนไทยชอบมาพักเพราะภรรยาเจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งดูทางเข้าก็น่าพักหรอกค่ะ แต่ไม่แนะนำสำหรับคนที่ไม่นิยมการเดินไกลและขึ้นเนินชัน ของ Namsan 2 ยังไม่เท่าไหร่ แต่ Namsan 1 ชันมากๆ ดังนั้นถ้าอยากอยู่ใกล้ตลาดมยองดงกับนัมแดมุนจริงๆ แนะนำว่าลองหาที่อื่นเป็นออปชั่นไว้ก็จะดีนะ

หลังจากขึ้นเนินได้ราวสิบนาทีก็มาถึงทางขึ้นเคเบิลคาร์ ซึ่งก็ยังต้องไต่บันไดไปที่จุดซื้อตั๋วและขึ้นไปที่จุดออกรถอีกประมาณสามสี่ชั้น แต่ยังไม่หมดนะคะ เพราะว่าพอนั่งเคเบิลคาร์ไปแล้ว มันไม่ได้ถึงหน้าทางเข้า Seoul Tower พอดี แต่ยังต้องขึ้นบันไดต่ออีก! เพื่อนบางคนที่บ่นปวดขาตั้งแต่เดินขึ้นเนินเมื่อกี้เลยยิ่งบ่นกันเข้าไปใหญ่ แต่พอขึ้นไปถึงด้านบนก็กรี๊ดกร๊าดกันล่ะค่ะ เพราะได้เห็นวิว แล้วก็เห็นกำแพงที่มีคู่รักเอากุญแจเขียนชื่อไปคล้องกัน ก็มีบางคนที่ไปซื้อกุญแจแล้วเอาไปคล้องเหมือนกัน แต่พอดีของเราไม่รู้จะเขียนคล้องกับชื่อใครเลยช่วยเพื่อนถ่ายรูปเฉยๆ หลังจากนั้นบางคนจะขึ้นไปดูวิวจากบนยอด Seoul Tower กับ Teddy Bear Museum ซึ่งค่าเข้าอย่างละ 8,000 วอน แต่เราไม่ได้เข้าทั้งสองอัน เพราะว่าตัว Seoul Tower ก็อยู่บนเขาสูงอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ขึ้นไปถึงยอดก็มองเห็นวิวโดยทั่วกรุงโซลได้อยู่ดี ส่วนน้องหมีเท็ดดี้นี่ก็น่ารักเกินไปเลยขอผ่าน เดินดูวิวตรงรอบๆ ฐานกับแวะเข้าไปนั่งดื่มกาแฟแก้หนาวดีกว่า ก็นัดเจอกันครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นค่ะ

ด้านล่างนี้คือที่ขายตั๋วขึ้น Seoul Tower (ไม่ใช่เคเบิลคาร์นะ อันนี้สำหรับขึ้นลิฟต์สู่ทาวเวอร์ค่ะ) แล้วก็ Teddy Bear Museum รวมทั้งบรรดาพวงกุญแจที่คู่รักพากันมาคล้องไว้ ที่นี่เขาเอามาจัดเป็นทรงต้นคริสมาสต์น่ารักเชียว และลมที่พัดตรงบริเวณนี้ก็โค-ตะ-ระ หนาวมากเพราะที่จริงก็เป็นยอดเขา ขนาดไอ้กิ๊ฟท์ที่ชื่นชมอากาศหนาวหนักหนายังต้องรูดซิปแจ็คเกตแล้วบ่นกับเราว่า "แก ทำไมชั้นหนาวล่ะ ชั้นไม่ควรจะรู้สึกหนาวสิในเมื่อนี่มันบ้านเกิดชั้น" แน่นอนค่ะ ผลคือโดนเราค้อนตาแทบคว่ำให้ทีหนึ่ง (ไม่นับรวมช็อตตอนเพิ่งเดินออกจากสนามบินวันแรก -*-)



นี่คือวิวที่มองเห็นได้จากฐานของ Seoul Tower เห็นไหมว่าถึงไม่ขึ้นไปถึงยอดก็เห็นแสงไฟในเมืองได้เยอะขนาดนี้เชียวนา (จะโดนการท่องเที่ยวเกาหลีส่งจดหมายมาเตือนฐานทำให้รายได้เขาน้อยลงไหมหว่า) ส่วนที่เพื่อนเราเขียนอยู่นั่นคือกำแพงร้านกาแฟบริเวณฐาน Seoul Tower ค่ะ ไม่ได้มือบอนนะคะ เพราะใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้นไม่ว่าคนเกาหลีหรือต่างชาติ ด้านในร้านมีข้อความจากคู่รักหรือพวกกรุ๊ปทัวร์ที่ขึ้นไปเที่ยวเต็มเลย นอกจากกำแพงก็ยังเผื่อแผ่ไปถึงบนโต๊ะกับเสาด้วยเลยแหละ จะว่าคนเกาหลีมือบอนเหมือนคนไทยดีไหมเนี่ย?



รวมมิตรภาพ Seoul Tower ประมาณว่าตอนดึกเขามีฉายภาพเล่นแสงเสียงด้านบนค่ะ พอดีตอนนั้นเรากับเพื่อนๆนั่งเล่นกันอยู่ด้านข้างของทาวเวอร์ เลยถ่ายภาพได้แสงมาแบบครึ่งๆ กลางๆ งี้ล่ะ ขี้เกียจลุกไปถ่ายจากด้านหน้าน่ะ แหะๆ



พอเริ่มดึกขึ้นอีกนิดประมาณสองทุ่มครึ่ง พวกเราก็นั่งเคเบิลคาร์ซึ่งกิ๊ฟท์ซื้อตั๋วแบบ round trip ไว้ตั้งแต่ขามาแล้วเพื่อกลับไปข้างล่าง และตรงนี้แหละที่ทำให้เราได้รู้ว่าทฤษฎีการอ่านแผนที่ของเราถูก เพราะจากอาคารที่ขายตั๋วขึ้นเคเบิลคาร์ จะมีลิฟต์แก้วที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้ขึ้นลงจากถนนใหญ่มาที่นี่ได้ ซึ่งมันก็คือทางที่พวกเราน่าจะได้ใช้ถ้าหากเดินเลียบถนนใหญ่มาตามที่เราบอกกิ๊ฟท์ไปตอนแรกนั่นเอง แถมพอลงลิฟต์ไปแล้วอีกไม่กี่เมตรก็จะพบกับทางเข้าประตู Hoehyeon Underground Shopping Center ซึ่งหมายความว่าถ้าพวกเราเชื่อโบว์ตั้งแต่ต้นก็ไม่ต้องไปเดินไต่เนินตรงมยองดงกันแล้วนั่นเอง ไม่น่าเชื่อว่าเป็นครั้งแรกที่โบว์บอกสถานที่ถูก ก็เลยทำให้พวกเราเกิดคำถามกันว่าอีตาโฮหมั่นไส้อะไรพวกเราที่ชอบไปขัดเวลาจู๋จี๋กับโบว์หรือเปล่า ถึงได้บอกให้ไปลงทางที่อ้อมกว่าซะขนาดนั้น หรือว่าไอ้ลิฟต์ตรงนี้มันเพิ่งสร้างจนคนท้องถิ่นเองก็ไม่รู้ว่ามันมีอยู่กันหว่า? XD

พอลงมาถึงถนนใหญ่แล้ว พวกเราก็แค่เดินย้อนกลับไปทางทิศที่พวกเราน่าจะมาเพื่อไปเดินเล่น + ช้อปปิ้งที่มยองดงค่ะ ซึ่งย่านนี้ขึ้นชื่อว่าของเยอะและละลายทรัพย์นักท่องเที่ยวได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องจริงเพราะว่าของขายเยอะมาก โดยเฉพาะเครื่องสำอางและเสื้อผ้าวัยรุ่น แล้วทุกคนที่มาที่นี่ก็ช้อปกันแบบจริงจัง ไม่เหมือนที่ถนนทาเคชิตะที่โตเกียวหรือชินไซบาฉิที่โอซาก้า นั่นคนญี่ปุ่นเหมือนเดินกันไปมาให้มันดูแน่นๆ แต่ไม่ค่อยซื้ออะไร ก็อยู่ที่ตลาดนี้กันจนดึกโบว์ก็มาแจมเพราะว่าโฮนัดเจอเพื่อนแถวนั้นพอดี หลังจากทานข้าวเย็นด้วยกันแล้วก็เริ่มแยกย้ายกันเดินเพราะบางคนก็มีเป้าหมายอยู่แล้ว ความจริงเราก็มีลิสต์ของที่มีคนฝากซื้อ แต่แค่เดินสำรวจก่อนว่าร้านอยู่ไหน เพราะอีกวันถัดไปจะกลับมาที่นี่กันแบบเต็มๆ วันอยู่ดี

ตกดึกบางพวกแยกไปเดินตลาดทงแดมุนกันต่อเพราะที่นั่นเปิดถึงตีสอง แต่พอได้ยินว่ามันมีแต่พวกเครื่องแต่งกายกับเครื่องประดับ เราเลยขอกลับไปนั่งเล่นคอม + นอนพักที่ห้องดีกว่า พอดีไม่ใช่ขาช้อปและเริ่มปวดหลังเพราะแบกกระเป๋าสะพายหนัก (อืม สังขาร) ซึ่งคิดถูกค่ะที่กลับมาก่อน เพราะเช้าอีกวันเพื่อนๆ ที่ไปทงแดมุนกันมาบอกว่าเสียค่าแท็กซี่กลับมาที่พักแพงมากกกกก แถมยังเสียทรัพย์กันไปมโหฬารอีกต่างหาก

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง คือเครื่องสำอางที่นี่เขาไม่ค่อยใช้ดาราหรือป๊อปไอดอลผู้หญิงมาเป็นพรีเซนเตอร์แฮะ ดังนั้นตามหน้าร้านเครื่องสำอางก็เลยเจอแต่รูปไอดอลชายหราเลยค่ะ น้องนิชคุณก็เป็นพรีเซนเตอร์หลายอย่างเหมือนกัน ที่จำได้แม่นๆ ก็ไอศกรีม Baskin Robbins กับเครื่องสำอาง It's Skin น่าภูมิใจจริงๆ ที่ความสามารถและความหล่อเด็กไทยไปได้ดิบได้ดีที่เกาหลีโดยไม่ต้องพึ่งค่ายเพลงที่นี่ดันไป (เอ่อ...ไม่ได้ตั้งใจแดกดันใครนะ)



ด้านล่างนี่รวมภาพจากมยองดงตอนกลางวัน แล้วก็มื้อกลางวันของเราซึ่งเป็นคริสปี้ครีมที่โน่นค่ะ (หวานเลี่ยนสุดๆ) ตลาดที่มยองดงใหญ่และมีร้านขายเครื่องสำอางแบรนด์เดียวกันตั้งอยู่หลายร้าน ก็คือถ้าหากของที่ต้องการหมดที่สาขาหนึ่ง เดินไปอีกไม่กี่สิบเมตรก็เจอช้อปเดียวกันให้เข้าไปหาซื้อได้ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ของที่ต้องการ (เว้นสินค้าบางรุ่นที่ผลิตขายเฉพาะในไทย) ของเราพอซื้อของที่มีคนฝากในลิสต์ กับของฝากเพื่อนๆ ญาติๆ จำพวกแผ่นมาสค์หน้าหรือแฮนด์ครีมเสร็จ บวกกับสกินแคร์ให้ตัวเองเล็กน้อยก็ไปหาร้านกาแฟนั่งรอเพื่อนๆ แล้วค่ะ ที่นี่การแข่งขันของแต่ละช้อปดุเดือดมาก พนักงานขายจะออกมายืนแจกของฟรีประเภทกล่องสำลีหรือสินค้าแซมเปิลหน้าร้าน ซึ่งถ้าไปเผลอรับก็ต้องเดินเข้าร้านเขาด้วย ส่วนพนักงานด้านในก็ใช่ย่อยเช่นกัน เพราะเขาจะ target locked on คนที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน แล้วเดินประกบพร้อมกับแนะนำผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้นี่ล่ะ แบบว่าไอ้นั่นก็ "Very Good." ไอ้นี่ก็ "Number one in Korea, number one in Japan." เราก็ได้แต่ยิ้มแหะๆ สุดท้ายก็โบกมืออย่างเกรงใจและเดินออกมา ความจริงเราเป็นคนชอบศึกษาแพคเกจจิ้งสินค้านะ ถ้าให้เดินดูเงียบๆ ก็น่าจะใช้เวลาในแต่ละช้อปได้นานเหมือนกันแหละ เพราะชอบหยิบชิ้นนั้นชิ้นนี้มาอ่านส่วนผสมมั่ง ดูลักษณะกล่อง/ตลับ/ขวด ฯลฯ มั่ง (ดูทำไมไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้จะเอาไปออกแบบอะไรสักหน่อย) แต่พอโดนสาวๆ พนักงานร้านแนะนำสินค้ากันอย่างกระเหี้ยนกระหือรือขนาดนี้ อารมณ์อยากดูสินค้าหายเรียบ ขอไปหาที่นั่งเขียนบันทึกไป เล่นไวไฟในมือถือไประหว่างรอคนอื่นๆ ดีกว่า

รูปล่างมาจากตลาดนัมแดมุนซึ่งเดินต่อไปจากมยองดงได้เลยค่ะ ย่านนี้จะให้อีกอารมณ์ คนที่มาส่วนใหญ่เป็นพวกวัยกลางคนหรือครอบครัว เพราะมันขายของจิปาถะประหนึ่งโบ๊เบ๊หรือประตูน้ำ เสื้อผ้าก็เป็นเสื้อผ้าแบบไม่มีแบรนด์เลหลังขายถูกๆ สินค้าประเภทถุงหรือกระดาษห่อของขวัญแบบขายส่ง แล้วก็พวกของที่ระลึกแนว souvenirs อย่างที่ห้อยมือถือ สาหร่าย มาม่า ซอสพริกโคชูจัง แล้วก็สินค้าพวกป๊อปไอดอลราคาไม่แพง ซึ่งพอดีเราไม่มีใครสั่งซื้อของพวกนี้ ส่วนตัวเองก็ไม่รู้จักไอดอลคนไหน ก็เลยไม่ได้อุดหนุนอะไรมานอกจากที่ห้อยมือถือฝากเพื่อน ป.โท แล้วก็พวกของกินมาฝากที่บ้าน ที่เราชอบที่สุดก็ชาส้มที่ทำจากแยมส้มแล้วเอามาละลายน้ำร้อนค่ะ เหมือนไม่น่าจะเข้ากัน แต่ซดแล้วหวานๆ คล่องคอดี เขามีขายแบบเป็นกระปุกโหลใหญ่ๆ ด้วย แต่พอดีเราเอากระเป๋าใบเล็กไป แล้วกลัวแตก + หนัก ก็เลยซื้อแบบที่แพ็คเป็นซองมา ปกติของฝากให้ตัวเองที่เราชอบที่สุดเวลาไปเที่ยวต่างประเทศก็พวกเครื่องดื่มชงนี่แหละ จะชาหรือกาแฟก็ได้ ยิ่งรสแปลกๆ แพคเกจจิ้งสวยๆ นี่รีบคว้าเลย เพราะรู้สึกว่าเวลาชงดื่มตอนอยู่ที่บ้านมันทำให้ได้นึกถึงประสบการณ์ตอนไปเที่ยวประเทศพวกนั้นมา แต่ว่าจะไม่ค่อยสนใจสะสมพวกแม่เหล็กหรือของอะไรที่จับต้องได้เป็นชิ้นอันค่ะ เพราะเรารู้สึกว่ารกบ้าน ฮา



สำหรับวันสุดท้ายของทริปเรามีเวลาเที่ยวเล่นถึงแค่บ่ายสามค่ะ เพราะว่าต้องไปสนามบินให้ทันช่วงบ่ายเพื่อเช็คอินและบินกลับตอนหกโมง ขนาดว่าเพื่อนๆ หลายคนก็ช้อปของจากมยองดงกับทงแดมุนกันจนงอกกระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อยกันมาหลายใบแล้ว แต่เช้าวันสุดท้ายนี่เพื่อนกิ๊ฟท์ก็ยังพาไปช้อปปิดท้ายที่ Lotte World ซึ่งเป็นห้างเพื่อจะได้ซื้อขนมหรือของฝากเป็นครั้งสุดท้ายอีก แต่เนื่องจากเราไม่ค่อยเจออะไรตื่นตา (สารภาพว่าของที่ญี่ปุ่นตื่นตากว่า แม้จะแพงกว่า) ก็เลยได้แค่ชาแยมส้มเพิ่ม กับขนมจุ๊กจิ๊กมาฝากเพื่อนๆ อีกนิดหน่อย พอเสร็จจากที่นี่ตอนประมาณเที่ยงๆ แล้วบางคนก็ยังจะไปเก็บตกที่มยองดงกันอีกนะ แต่เราไม่มีอะไรที่อยากได้จากแถวนั้นแล้ว เลยแยกกลับมาแพ็คกระเป๋ากับเดินวนรอบๆ ย่านที่พักเป็นครั้งสุดท้าย ซื้ออาหารกลางวันง่ายๆ จากรถเข็นที่เป็นแป้งต๊อกทอดสอดไส้พิซซ่า แล้วก็ซื้อชีสเค้ก camembert จากร้าน Coffee Bean & Tea Leaf กลับมาฝากน้องสาวเพราะอร่อยมาก ได้ลองเมื่อวันก่อนแล้วนึกถึงน้องสาวทันทีเพราะชอบตระเวณกินเบเกอรี่ด้วยกัน และเป็นของฝากที่ทำเราลำบากสุดเพราะต้องคอยประคองกล่องตลอดเวลาแม้กระทั่งบนเครื่องบินเพราะกลัวเละ

สักราวบ่ายสามสมาชิกทุกคนก็กลับมาถึงที่พักค่ะ หลังสอบถามเรื่อง shuttle bus ไปสนามบินจากผู้ดูแลเกสต์เฮ้าส์แล้วก็ลากกระเป๋ากันลงไป เพราะป้ายจอดมันอยู่หน้าตึกเกสต์เฮ้าส์เราเลย รอกันประมาณสิบนาทีรถก็มา ค่าขึ้นคนละหนึ่งหมื่นวอนซึ่งทุกคนได้รับการเตือนให้กันเงินส่วนนี้ไว้ก่อนแล้ว นั่งกันประมาณเกือบๆ ชั่วโมงก็ถึงสนามบิน แต่ระหว่างทางก็ไม่ได้ชื่นชมวิวทิวทัศน์สร้างความทรงจำหรอก อารามว่านอนน้อยกันทุกคืน ถ้าได้นั่งเมื่อไหร่ก็เลยหลับเป็นตายกันประจำ XD

จบกันไปสำหรับทริปเกาหลีค่ะ ก็นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีเพราะไม่เคยนึกว่าจะได้ไปประเทศนี้ ว่าแต่เขียนทริปนี้แล้วเลยทำให้พาลนึกถึงทริปอื่นๆ ที่ไปมาแต่ไม่ได้อัพเสียที เดี๋ยวคงต้องขุดรูปมาเขียนถึงเสียหน่อยล่ะค่ะ เพราะมีทั้งบาหลี เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย อินเดีย (สามอันหลังนี้ไปเพราะงาน) ไว้ว่างๆ คงได้เอามาเขียนถึง แล้วไว้พบกันใหม่ในรีวิวทริปครั้งต่อไปค่า




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2553 0:05:29 น.
Counter : 1294 Pageviews.  

1  2  3  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.