Group Blog
 
All blogs
 
เล่ห์ลวงใจ บทที่ 4

แนะนำ
สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ


++------++


บทที่ 4


เสียงเลื่อนบานประตูในเวลาเช้ามืดปลุกให้หญิงสาวบนเตียงรู้สึกตัวตื่น เรือนร่างประเปรียวลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียขณะเหลือบมองที่ว่างข้างตัว เมื่อมองผ่านประตูกระจกออกไปเห็นชายหนุ่มที่สวมกางเกงเพียงตัวเดียวกำลังยืนสูบบุหรี่ เธอจึงคว้าเสื้อคลุมขึ้นสวมทับร่างกายอันเปลือยเปล่าแล้วเดินตามออกไปที่ระเบียง

"กฤตคะ ทำไมตื่นเช้าจัง นี่ยังเพิ่งตีห้าเองนะ"

อรณิชถามเสียงงัวเงียขณะเข้าไปกอดเอวสอบจากด้านหลัง ผมยาวตรงซึ่งได้รับการดูแลอย่างดีคลอเคลียอยู่บนแผ่นหลังกว้างใกล้กับรอยสักบนหัวไหล่หนา แต่กฤตภาสอัดควันเข้าปอดอึกใหญ่อย่างไม่รีบร้อนจะตอบ

"พอดีนอนต่อไม่ค่อยหลับ ผมเลยลุกมารอดูพระอาทิตย์ขึ้น"

"อูย คงอีกเกือบชั่วโมงโน่นแหละค่ะกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น หรือว่าเช้านี้มีงานด่วนที่บริษัทเหรอคะ?"

ชายหนุ่มส่ายหน้าพลางเคาะเถ้าบุหรี่ลงบนกระถางต้นไม้ "ไม่มี ผมคงเริ่มแก่แล้วมั้งถึงตื่นเช้า"

"สามสิบสามนี่แก่ที่ไหนกันล่ะคะ ไม่เอาละ ขืนคุยกันต่อเดี๋ยวนิกกี้ตาสว่างแน่ กลับไปนอนบนเตียงอุ่นๆ จนกว่าจะถึงเวลาออกไปทำงานดีกว่า"

"ตามสบาย"

กฤตภาสตอบพลางยกบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้ง นัยน์ตาคมกริบแต่เย็นชาเอาแต่ทอดมองไปยังขอบฟ้าที่ขมุกขมัว หญิงสาวมองท่าทางไม่ยี่หระของเขาอย่างไม่ค่อยพอใจ แต่ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบผู้หญิงช่างเซ้าซี้ จึงได้แต่เลื่อนประตูแล้วกลับเข้าไปในห้อง เพราะเธอก็ยังเพลียเกินกว่าจะรอดูพระอาทิตย์ขึ้นกับเขาจริงๆ

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวเมื่อได้อยู่คนเดียวอีกครั้ง เขาเหลือบมองท้องถนนที่อยู่ถัดจากคอนโดมิเนียมของหญิงสาว และพบว่าเริ่มมีรถราสัญจรไปมาแล้ว

ไอ้ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านนี่มันมาจากไหนกัน...

ชายหนุ่มถามตัวเองขณะทอดสายตาลงไปยังพ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มเข็นรถเข็นออกมาเตรียมขายของ สายลมอ่อนๆ ยามเช้ามืดพัดผมบนหน้าผากเขาให้ปลิวขึ้นเล็กน้อย แต่กฤตภาสกลับไม่รู้สึกหนาวทั้งที่สวมกางเกงขายาวเพียงตัวเดียว

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วตั้งแต่เด็กคนนั้นแอบหนีไปจากห้อง ซึ่งจุดประสงค์ที่เขาจงใจวางเสื้อผ้าและของมีค่าของอีกฝ่ายไว้ในที่ที่เห็นชัดก็เพื่อเปิดโอกาสให้กลับบ้านทันทีที่รู้สึกตัว และด้วยนิสัยเกลียดการถูกผูกมัดหรือเรียกร้อง เขายิ่งควรจะดีใจที่เด็กนั่นไม่มาเซ้าซี้ตีโพยตีพายว่าเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งถ้าหากเด็กนั่นรู้ว่าเขาเป็นใครก็อาจจะไม่ยอมจากไปเงียบๆ ก็ได้

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า...เขาลืมเด็กคนนั้นไม่ลงสักที...ซึ่งก็คงเป็นเพราะชื่อที่หลุดออกจากปากก่อนจะหมดสตินั่นแหละ

กฤตภาสตอบตัวเองไม่ได้ว่านั่นเป็นความรู้สึกเสียหน้าหรือว่าโกรธ เพราะถ้าเด็กนั่นมีคนที่คบด้วยอยู่แล้วจริงๆ แฟนประสาอะไรกันถึงปล่อยให้คนรักมาเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่ปล่อยปละละเลยจนโดนวางยาเอาได้ ชายหนุ่มคิดวกไปวนมาแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด เพราะสุดท้ายก็ไม่เข้าใจว่าความหงุดหงิดนั้นมาจากการที่เด็กคนนั้นเรียกชื่อคนอื่นระหว่างที่กำลังมีอะไรกับเขา หรือหงุดหงิดตัวเองที่เอาแต่คิดเรื่องเด็กคนนั้นไม่เลิก

ถูกล่ะว่าคืนนั้นเขาฉวยโอกาสเพราะเด็กนั่นถูกวางยา แถมนั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่กฤตภาสมีความสัมพันธ์แบบไม่มีพันธะหรือ 'วัน ไนท์ แสตนด์' เขาผ่านผู้หญิงมาพอสมควรทั้งแบบที่นอนคืนเดียวก็จบกัน หรือแบบที่ถูกใจและเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นเพื่อนที่คุยกันบนเตียงได้ แต่เขาจะออกตัวชัดเจนเสมอว่าไม่หวังจะสานความสัมพันธ์เพื่อลงหลักปักฐาน ซึ่งหลายคนแล้วที่ผ่านมาก็ต้องปลีกตัวออกไปจากชีวิตเขา เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต่างต้องการข้ามผ่านเส้นที่เขาขีดกั้นความสัมพันธ์ไว้กันทุกคน และเพราะเขาถือหลักไม่นอนกับผู้หญิงที่มีคู่ครองแล้วเพราะไม่อยากมีเรื่องยุ่งยาก พวกสาวๆ จึงมักเข้าใจผิดว่าเขามีอุดมคติสูงส่ง และพากันคิดไปเองว่าน่าจะสามารถหยุดเขาไว้ที่พวกเธอคนใดคนหนึ่งได้อยู่เสมอมา

แต่กับผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว...เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเข้าข่ายหรือเปล่าในเมื่อเขาเพิ่งจะกอดผู้ชายเป็นครั้งแรกก็เมื่ออาทิตย์ก่อน

ชายหนุ่มเอี้ยวคอกลับไปมองหญิงสาวบนเตียง อรณิชเป็นนักแสดงที่จัดได้ว่ามีชื่อเสียงพอสมควรเพราะเคยเล่นละครเป็นนางเอกหลายเรื่อง แต่เมื่อวงการบันเทิงต้องการดาวดวงใหม่มาประดับอยู่ตลอดเวลาในขณะที่เธออายุเฉียดเลขสามเข้าไปทุกที จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ต้องพยายามขวนขวายหาโอกาสสำหรับวันที่วงการไม่เหลียวแลอีกต่อไป และกฤตภาสรู้ตัวว่าเขาเป็นหนึ่งในโอกาสที่หญิงสาวเล็งไว้ เพราะชาติตระกูลทางฝั่งบิดาที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทธุรกิจการบันเทิงที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้นต่อให้เธอไม่ได้ทำงานในวงการจนแก่ หากได้แต่งงานกับเขาก็ย่อมสามารถใช้ตำแหน่งลูกสะใภ้ของเสี่ยในการหาลู่ทางไม่ให้ตนหายไปจากวงการได้อย่างแน่นอน

กฤตภาสรู้ทันความคิดของหญิงสาว อย่างน้อยพวกเขาก็นับว่าเป็นเพื่อนที่ 'คุยกันบนเตียง' มาหลายเดือน และแม้รสนิยมในหลายด้านจะไปกันได้ กฤตภาสก็ไม่เคยนึกพิศวาสอยากจะสร้างครอบครัวกับเธอเลยสักครั้ง สำหรับเขาแล้วภาพฝังใจของครอบครัวก็คือการที่พ่อและแม่แยกกันอยู่คนละประเทศโดยที่ตนต้องเดินทางไปๆ มาๆ และคอยทำความรู้จักกับคนรักใหม่ของทั้งสองที่เปลี่ยนหน้าไม่หยุดหย่อน เขาเอียนชีวิตเช่นนั้นเต็มทนถึงได้แยกออกมาอยู่คนเดียวทันทีที่สบโอกาส

เมื่อคิดถึงเรื่องของหญิงสาว ความคิดของเขาก็ไพล่นึกไปถึงเมื่อคืน อาจเพราะความหงุดหงิดที่สั่งสมทำให้เขาระบายออกกับร่างกายเธอค่อนข้างหนักหน่วงไปสักนิด แต่อรณิชก็ไม่เคยบ่นหรือปฏิเสธ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยนอนด้วย แต่ละคนล้วนเชื่อว่าหากโอนอ่อนตามที่เขาต้องการคงจะไม่ถูกสลัดทิ้งง่ายๆ วิธีคิดอันตื้นเขินนั้นทำให้เขาไม่ลังเลที่จะเดินจากพวกเธอไปหาคนใหม่ที่เรียกร้องน้อยกว่า ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาเพราะเขาไม่เคยคิดจะทำความรู้จักกับผู้หญิงดีๆ เพื่อดูใจและสร้างครอบครัวอยู่แล้ว ผู้หญิงพวกนั้นก็ให้ไปหาผู้ชายดีๆ ในฝันกันต่อไปก็แล้วกัน เขาไม่พร้อมจะเป็นสุภาพบุรุษแบบอย่างที่เข้าตามตรอกออกตามประตูให้พวกเธอได้บูชาหรอก

สงสัย...ที่เขายังนึกตะขิดตะขวงใจไม่เลิก คงเพราะปฏิกิริยาของฝ่ายนั้นกระมัง...

ความคิดของกฤตภาสหวนกลับไปยังเด็กหนุ่มอีกครั้ง ถูกล่ะว่าสาเหตุที่ฝ่ายนั้นไม่ต่อต้านเขามากนักตอนที่โดนจูบอาจเป็นเพราะโดนยาเข้าไป แต่การตอบสนองหลังจากนั้นก็บอกให้รู้ว่าเด็กนั่นคงไม่ได้เพิ่งเคยมีอะไรกับผู้ชายเป็นครั้งแรก เพียงแต่ก็ไม่ได้ถึงกับลีลาจัดจ้านจนชวนคิดว่ากร้านโลก แต่นั่นเป็นครั้งแรกจริงๆ ตั้งแต่เขานอนกับใครมาที่เห็นอีกฝ่ายร้องไห้ระหว่างมีอะไรกัน แถมที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือดันเรียกชื่อคนอื่นทั้งที่เขาเพิ่งช่วยให้บรรลุทางอารมณ์เสียอีก

เหมือนกับว่า...อยากให้ไอ้บ้านั่นมาช่วยพาออกไปจากอ้อมอกเขาอย่างนั้นแหละ...

ชายหนุ่มมองบุหรี่ในมือที่เผาไหม้ไปเกือบถึงก้นกรอง จากนั้นก็ขยี้ก้นบุหรี่ที่ยังเหลือลงบนดินในกระถางต้นไม้ ดูเหมือนหลังจากพยายามหาคำตอบให้ตัวเองมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็ได้ตระหนักขณะมองแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าพร้อมกับเสียงนกร้องในยามเช้า ว่าสาเหตุของความหงุดหงิดของเขา...ที่แท้เป็นเพราะเด็กคนนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองทำร้ายเด็กไม่มีทางสู้นี่เอง...



++------++



เมื่อถึงเวลาเจ็ดโมงเช้า ธีระก็แต่งตัวออกจากห้องด้วยอารมณ์ปลอดโปร่ง วันนี้เป็นวันแรกที่เขาจะได้ไปฝึกงานในบริษัทด้านการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรืออิเว้นท์ออแกไนเซอร์ เนื่องจากเขาเองก็กำลังเรียนนิเทศศาสตร์และกำลังจะขึ้นปีสี่ อาจารย์จึงแนะนำให้ฝึกงานช่วงปิดเทอมโดยช่วยฝากฝังผ่านศิษย์เก่าอีกคน ซึ่งเมื่อตอนที่ไปสัมภาษณ์ก่อนปิดเทอมนั้นเขาก็ค่อนข้างชอบบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพนักงานซึ่งวัยไม่ห่างจากเขามากนัก เพราะน่าจะเข้ากันได้ง่ายและทำงานได้อย่างสนุก

แต่สาเหตุหลักที่เขาอารมณ์ดีไม่ใช่เพราะการจะได้พบปะผู้คนใหม่ๆ แต่เป็นเพราะเพิ่งได้รับผลตรวจเลือดเมื่อวานนี้ว่าสุขภาพของเขาปกติและปราศจากการติดเชื้อใดๆ หลังจากที่เป็นกังวลมาทั้งสัปดาห์ ถึงแม้หมอจะแนะนำว่าให้ไปตรวจซ้ำอีกเป็นระยะเพื่อความแน่ใจ กระนั้นในตอนนี้เขาก็สบายใจขึ้นมากที่ได้ทำอะไรดีๆ ให้ตัวเองบ้าง

เนื่องจากอพาร์ทเม้นท์ของธีระอยู่ย่านชานเมืองซึ่งใกล้มหาวิทยาลัย เขาจึงต้องนั่งรถตู้ไปต่อรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางไปยังบริษัทที่อยู่ใจกลางเมือง โชคดีที่เขาเผื่อเวลาเดินทางไว้พอสมควรจึงไปถึงก่อนเก้าโมงเช้า เมื่อเขามาถึงแล้วอรรณพซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็เข้ามาทักทายทันที

"หวัดดีตี้ ตามมาทางนี้เลย เดี๋ยวพี่พาไปชี้ให้ดูว่าจะนั่งทำงานตรงไหน"

หนุ่มรุ่นพี่เดินนำเขาขึ้นบันไดภายในอาคารซึ่งกว้างขวางพอสมควร ป้ายชื่อบริษัทพร้อมโลโก้ขนาดใหญ่ว่า "Illumination Events Management" ถูกติดไว้หลังเคาน์เตอร์ต้อนรับ ตัวอาคารโดยรอบกรุกระจกโดยที่ล็อบบี้ด้านหน้ามีเพดานสูงโล่งถึงชั้นสอง การตกแต่งทั้งหมดเน้นโทนสีขาวดำ แต่ก็มีบางส่วนใช้สีสดใสเช่นผ้าม่านหรือวอลเปเปอร์เน้นลวดลาย นอกจากนั้นเมื่อมองออกไปจากหน้าต่างก็จะเห็นสวนหย่อมขนาดเล็กที่จัดแต่งไว้อย่างดี ทำให้ดูน่าสนใจและไม่ทึบทึม เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ แล้วก็เอ่ยชม

"ที่นี่บรรยากาศน่าทำงานดีนะครับพี่อาร์ท ผมชอบตั้งแต่ตอนมาสัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อนแล้ว"

"อื้อ มีรุ่นพี่ที่เข้ามาก่อนเคยเล่าให้ฟังว่าคุณกฤตเป็นคนออกแบบทุกอย่างเองหมดเลย เขาอยากให้พนักงานทุกคนตื่นตัวกับการทำงานด้านครีเอทีฟ ขนาดเครื่องทำกาแฟก็สั่งซื้อแบบอย่างดีมาให้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปซื้อข้างนอก ช่วงไหนที่งานไม่ยุ่งมากก็จะพาพนักงานไปศึกษางานของคู่แข่งแล้วเอากลับมาคุยหาข้อดีข้อเสีย ขนาดพี่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานยังชื่นชมเลยว่าเขาเป็นคนแอ็คทีฟมาก"

ธีระพยักหน้ารับรู้ เขาได้ยินชื่อของกฤตภาสซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ตอนที่มาสัมภาษณ์งาน และยังได้ยินมาว่าปกติแล้วเจ้าตัวจะเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานใหม่ทุกคนด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากเดือนที่แล้วติดธุระ ประกอบกับเห็นว่าเขาเป็นเพียงนักศึกษาที่มาขอฝึกงานช่วงปิดเทอม จึงยกให้หัวหน้าฝ่ายบุคคลดูแลและตัดสินใจเองไปเลย

เด็กหนุ่มเดินตามรุ่นพี่ขึ้นไปจนถึงชั้นสามซึ่งพนักงานส่วนใหญ่นั่งทำงานกัน โดยมีการจัดโต๊ะให้นั่งกันเป็นคู่ๆ และไม่มีพาร์ติชั่นกั้น อรรณพพาเขาไปเจอหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่เป็นคนรับเขาเข้ามา จากนั้นก็พาไปแนะนำตัวกับพนักงานคนอื่นๆ แล้วจึงค่อยพาไปนั่งที่โต๊ะว่างซึ่งอยู่ติดหน้าต่าง

“ของตี้โชคดีนะ มาตอนคนอื่นเขาจับคู่นั่งกันไปหมดแล้วเลยได้นั่งคนเดียว แต่ถ้าสงสัยอะไรก็ลุกมาถามพี่หรือคนอื่นๆ ก็ได้”

“ขอบคุณครับพี่อาร์ท ถ้างั้นจะให้ผมทำอะไรก่อนครับ?”

“เอ...ความจริงพวกเรากำลังจะจัดอิเว้นท์ให้ลูกค้าวันศุกร์หน้า แต่ว่าก็คุยคอนเซ็ปต์อะไรเสร็จไปหมดแล้วล่ะ ตอนนี้เหลือแต่คอยตามงานจากซัพพลายเออร์ เดี๋ยวพี่เอาบรีฟงานมาให้อ่านก็แล้วกันจะได้ศึกษาว่ารูปแบบจะเป็นยังไง”

อรรณพหายไปครู่หนึ่งก็หยิบแฟ้มเอกสารซึ่งบรรจุรายละเอียดงานที่กำลังจะจัดมาให้ธีระ จากนั้นก็สอนเขาว่าจะใช้อีเมล์ของบริษัทและค้นหาเอกสารต่างๆ อย่างไรก่อนจะผละไปทำงานของตัวเอง

ธีระนั่งอ่านแฟ้มเอกสารได้ราวสิบนาทีก็ได้ยินเสียงพนักงานคนอื่นๆ ส่งเสียงทักทาย “สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับคุณกฤต” เป็นทอดๆ เมื่อหันไปก็ทันเห็นเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังเดินเปิดประตูเข้าไปยังห้องด้านในสุด เนื่องจากเขานั่งริมหน้าต่างซึ่งไกลเกินกว่าจะส่งเสียงทักทายเพราะอีกฝ่ายก็คงไม่ได้ยินอยู่ดี จึงหันกลับมาอ่านแฟ้มในมือแทนจนกระทั่งอรรณพเดินมาหาอีกครั้ง

“ตี้ เดี๋ยวพี่จะพาไปแนะนำตัวกับคุณกฤตนะ เขาจะได้รู้จักไว้เผื่อจะเรียกให้ไปช่วยงาน”

“อ๋อ ครับ”

เด็กหนุ่มลุกตามพลางเหลือบตาลงสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง ตอนที่มาสัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อนนั้นเขาได้รับการแนะนำไว้แล้วว่าสามารถแต่งชุดลำลองกึ่งทางการมาฝึกงานได้ ถ้าชอบก็ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ก็ได้ตราบใดที่ดูแล้วไม่ ‘กุ๊ย’ จนเกินไป ตอนนั้นเขายังทำหน้าตื่นๆ ตอนได้ยินคำนี้ แต่พี่ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลหัวเราะและบอกเขาว่านี่เป็นคำที่คุณกฤตพูดเองตอนที่ระบุกฎการแต่งกายกับพนักงานทุกคน

เท่าที่ดูแล้วคนอื่นๆ ก็แต่งตัวกันค่อนข้างสบายๆ มีกระทั่งคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นปล่อยชายและเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ส่วนพวกผู้หญิงก็แต่งตัวแฟชั่นที่เน้นความคล่องตัวกัน วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตแบบพอดีตัวที่พับแขนขึ้นเหนือข้อศอก สอดชายเข้าในกางเกงสีน้ำตาลทรงเข้ารูปกับรองเท้าผ้าใบหนังหุ้มข้อ เป็นแบบสมัยนิยมของวัยรุ่นทั่วไป ก็น่าจะดูแล้วไม่ ‘กุ๊ย’ ในสายตาคุณกฤตกระมัง...

อรรณพพาเขาเดินไปเคาะประตูห้องซึ่งมีตัวอักษรแปะว่า ‘MD’ เมื่อได้ยินเสียงด้านในตอบรับว่า “เชิญ” ก็เปิดประตูเข้าไป

“คุณกฤตครับ นี่น้องตี้ที่จะมาฝึกงานช่วงปิดเทอมนะครับ เพิ่งมาเริ่มงานวันนี้วันแรก”

“อืม...”

ธีระเดินตามอรรณพเข้าไปในห้องก่อนจะปิดประตูตามหลัง ‘คุณกฤต’ ดูเหมือนกำลังหาแฟ้มอะไรง่วนอยู่บนชั้นข้างโต๊ะจึงยังไม่หันมา พอได้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่เป็นถึงกรรมการผู้จัดการ ธีระก็แปลกใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายหนุ่มกว่าที่คิดมาก ความจริงเขาได้ฟังมาคร่าวๆ แล้วว่ากฤตภาสเปิดบริษัทนี้มาเจ็ดปีแล้วตั้งแต่อายุแค่ 26 แต่พอเห็นการแต่งกายที่เป็นเพียงเสื้อยืดแขนสามส่วนกับกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงก็ทำให้ภาพของผู้บริหารที่เขาเคยคิดไว้บิดเบือนไปพอสมควร วูบหนึ่งเขานึกถึงณรงค์เพราะอีกฝ่ายก็ชอบแต่งตัวคล้ายๆ แบบนี้เวลาไปทำงานเหมือนกัน

เลิกคิดถึงพี่รงค์สักทีน่ะตี้...อุตส่าห์ตั้งใจแล้วนี่ว่าจะมองพี่รงค์เป็นแค่พี่ชายเท่านั้น...

ดูเหมือนกฤตภาสจะหาแฟ้มที่ต้องการเจอแล้วจึงดึงออกมาจากชั้น จากนั้นก็หันกลับมาวางแฟ้มนั้นลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มเหลือบมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่หน้าประตูแวบหนึ่งเหมือนไม่ใส่ใจมากนัก แต่แล้วนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นก็ตวัดขึ้นมองหน้าธีระอีกครั้งแล้วมุ่นคิ้ว

“สวัสดีครับคุณกฤต”

ธีระพนมมือไหว้และยิ้มอย่างสุภาพให้ เขาไม่แน่ใจว่าตาฝาดเองหรือเปล่าที่เห็นประกายในแววตาของกฤตภาสเหมือนจะฉายความไม่พอใจวูบหนึ่ง แต่แล้วเจ้าตัวก็เพียงนั่งลงและกวาดตาไปทางจอคอมพิวเตอร์ เมื่อนัยน์ตาสีนิลเหลือบมองมาทางเขาอีกครั้ง ประกายของความไม่พอใจเมื่อครู่ก็อันตรธานไปหมดแล้ว

“อาร์ท สั่งงานอะไรให้เขาทำหรือยัง?”

“ยังครับ ตอนนี้ให้ดูบรีฟของอิเว้นท์ที่เรากำลังจะจัดให้ลูกค้า เดี๋ยวต่อไปอาจสอนให้ช่วยตามงานกับซัพพลายเออร์ครับ”

“โอเค ถ้างั้นฉันขอคุยกับเขาแป๊บนึง”

อรรณพหันมาตบไหล่รุ่นน้องก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ธีระไม่ได้คิดอะไรมากเพราะคิดว่ากฤตภาสคงอยากทำความรู้จักพนักงานใหม่จึงเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ ผู้อาวุโสกว่าตั้งศอกทั้งสองขึ้นประสานมือไว้ตรงหน้าขณะจ้องเขาเงียบๆ ชั่วครู่ อาจกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในความเป็นจริง แต่ก็ทำเอาเด็กหนุ่มเกร็งไปเล็กน้อย

ทำไมจ้องกันอย่างนั้นล่ะ...เขาว่าเขาก็ไม่ได้แต่งตัว ‘กุ๊ย’ นี่นา

“ปกติฉันจะสัมภาษณ์พนักงานใหม่ด้วยตัวเองทุกคนก่อนรับเข้ามา เพิ่งมีเธอคนแรกที่ไม่ใช่เพราะเดือนก่อนฉันติดธุระ”

“...ครับ”

ธีระไม่รู้ว่าบทสนทนานี้จะไปทางไหนจึงเพียงแค่ตอบรับไปก่อน คู่สนทนาเปลี่ยนเป็นเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วก็หยิบปากกามาหมุนเล่นบนนิ้ว ดึงให้สายตาของเด็กหนุ่มมองตามอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็ต้องดึงสายตากลับมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคำถาม

“เห็นว่ามาฝึกงานแค่ช่วงปิดเทอม ถ้างั้นจะอยู่นานแค่ไหน?”

“ก็คงราวๆ สามเดือนได้ครับ เพราะหลังจากนั้นจะเปิดเทอมปีสี่แล้ว”

กฤตภาสฟังแล้วก็มุ่นคิ้วนิดหนึ่ง “กำลังจะขึ้นปีสี่? ถ้างั้นตอนนี้อายุเท่าไหร่?”

“เพิ่งจะยี่สิบเอ็ดเมื่อเดือนที่แล้วครับ”

เกิดความเงียบในห้องอีกครั้ง แววตาของกฤตภาสเหลือบมองปากกาที่ตนยังคงหมุนเล่นราวกำลังใช้ความคิดโดยที่ธีระก็สุดจะเดาว่าเป็นเรื่องอะไร ครู่หนึ่งเจ้าตัวก็วางปากกาด้ามนั้นลงแล้วลุกขึ้นยืน พานให้เด็กหนุ่มต้องลุกตามไปด้วย

"ช่วงปิดเทอมนี่งานอิเว้นท์ค่อนข้างชุกดังนั้นอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย ถึงจะเป็นนักศึกษาฝึกงานก็ต้องหัดทำทุกอย่างให้เหมือนพนักงานปกติให้ได้ไวๆ ถ้าสงสัยอะไรก็ถามพวกรุ่นพี่ก็แล้วกัน ยินดีต้อนรับสู่ Illumination Events"

ร่างสูงใหญ่เอ่ยแล้วก็ยื่นมือขวาออกมา ธีระเหลือบมองมือนั้นแล้วก็เหลือบกลับขึ้นสบตากับคู่สนทนา เมื่อเขายื่นมือออกไปหา ฝ่ามือใหญ่ก็กุมกระชับมือของเขาด้วยสัมผัสที่มั่นคงซึ่งออกจะอ้อยอิ่งกว่าที่การเชคแฮนด์ควรจะเป็นอยู่หลายวินาที

หรือไม่เขาก็คงคิดมากเกินไปเองอีกแล้ว...

"เอ่อ..."

"หืม?"

"ไม่มีอะไรครับ ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"

เด็กหนุ่มเอ่ยขณะค่อยๆ ดึงฝ่ามือออกจากสัมผัสอุ่นจัด เขาแค่อยากถามว่าทำไมบริษัทถึงชื่อนี้ แต่คิดอีกที เดี๋ยวเขาไปถามจากพี่อาร์ทหรือพี่คนอื่นเอาดีกว่า...

"เชิญ"

กฤตภาสผายมือไปทางประตูก่อนจะนั่งลงและหยิบเอกสารมาอ่าน ธีระเห็นดังนั้นจึงค้อมศีรษะให้ก่อนจะเดินออกไป เมื่อคล้อยหลังเด็กหนุ่ม คนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะก็วางเอกสารลงแล้วมองไปทางประตูห้องอย่างครุ่นคิด

เด็กนั่นจำเขาไม่ได้จริงๆ...

เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเขาเป็นคนพาธีระกลับไปที่ห้องหลังหมดสติ แถมยังช่วยเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ก่อนจะอุ้มไปนอน ดังนั้นเมื่อได้เห็นหน้าเมื่อครู่จึงจำได้ตั้งแต่แวบแรก เขาจำได้แม้กระทั่งว่าอีกฝ่ายมีไฝเม็ดเล็กๆ และรอยแผลเป็นบนข้อมือขวา แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่เอะใจเลยแม้ว่าเขาจะหยั่งเชิงด้วยการเชิญให้มานั่งคุยกันในระยะใกล้ แววตาใสบริสุทธิ์ยามสบตากับเขาเป็นแววตาที่ให้ความเคารพแกมตื่นตัวประสาคนที่ไม่คุ้นเคยกันอย่างแท้จริง ซ้ำเวลาตอบคำถามก็เป็นธรรมชาติ หาได้แฝงจริตที่บ่งบอกว่าต้องการยั่วยวนเขาแม้แต่กระผีกริ้น

วูบแรกที่ได้พบหน้ากันเมื่อครู่ กฤตภาสพบว่าความหงุดหงิดซึ่งสั่งสมมาทั้งสัปดาห์หายไปอย่างน่าประหลาดใจ ก่อนจะรู้สึกไม่พอใจเมื่อตระหนักว่าอีกฝ่ายจำเขาไม่ได้เลย ใบหน้าที่ยิ้มแย้มให้อย่างสุภาพซึ่งขัดกับความเร่าร้อนเมื่อค่ำคืนนั้นของสัปดาห์ก่อน...ราวกับเด็กไร้เดียงสาที่ไม่เคยแปดเปื้อนด้วยราคีใดๆ ทำให้เขานึกอยากได้ยินเสียงสะอื้นหวานหูและสัมผัสผิวกายกรุ่นกลิ่นเหงื่ออีกครั้ง

ทั้งที่เช้าวันนั้นเขาเปิดโอกาสให้ได้เป็นอิสระจากเขาแล้วแท้ๆ...

ชายหนุ่มรู้สึกราวกับสัญชาตญาณนักล่าถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหล บางทีอาจเป็นเพราะเขานอนกับอรณิชมานานจนเริ่มชินชา เมื่อถูกเด็กหนุ่มปลุกความสนใจจึงทำให้อะดรีนาลีนหลั่งไปทั้งร่าง ความตื่นตัวนั้นทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นจนมุมปากหยักขึ้นน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว

ธีระ...ตี้...งั้นรึ...

เขาก็ไม่รู้หรอกว่าสวรรค์เล่นตลกอะไรจึงพาเด็กคนนี้กลับมาหาเขาอีกครั้ง แต่หากเจ้าตัวจำได้เมื่อไหร่ว่าเขาคือคนที่ตัวเองได้เริงสวาทด้วยในมุมมืดของทางหนีไฟเมื่อสัปดาห์ก่อน แถมต่อจากนี้ยังจะต้องทำงานด้วยกันทุกวันตลอดสามเดือน ใบหน้ายิ้มแย้มนั้นจะเปลี่ยนไปทำสีหน้าแบบไหนกันนะ...


++---TBC---++






Create Date : 12 กันยายน 2556
Last Update : 12 กันยายน 2556 23:11:40 น. 9 comments
Counter : 1265 Pageviews.

 
โอ้ยโย๋. มีเค้าลางเงาอสรูใกล้เข้ามาแล้ว เร่ิมเข้มข้นแล้วซิคะคุณรินทร์. เบามือหน่อยนะคะ อาตี้ยังใสอยู่


โดย: JIRA IP: 182.52.224.141 วันที่: 12 กันยายน 2556 เวลา:23:56:56 น.  

 
คุณ JIRA ไม่รู้เหมือนกันว่าตากฤตแกคิดอะไรอยู่นี่สิคะ เดาใจยากชะมัด


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 13 กันยายน 2556 เวลา:9:54:56 น.  

 
โอยน้องตี้ หนีเสือปะทะสิงหโตเจ้าป่าเนาะ ดูถ้าคุณกฤตจะติดใจน้องตี้เอาเข้ามากๆ คึคึ รู้สึกเสียท่าใช่ม๊าที่น้องไม่ได้มีท่าทีเล่นด้วย หรือว่าจะจำตัวเองได้


โดย: mameaw IP: 114.109.126.30 วันที่: 13 กันยายน 2556 เวลา:18:41:14 น.  

 
ตีตี้ จ๋าสงสัยว่าหนูคงเจอศึกหนักแน่ๆ
สู้ๆนะลูก


โดย: unoony IP: 125.24.1.237 วันที่: 16 กันยายน 2556 เวลา:0:22:37 น.  

 
คุณ mameaw ตาพระเอกคนนี้แกเป็นพวกไม่ยอมเสียเซลฟ์ฟรีซะด้วยสิคะ เอิ้กๆ


**********


คุณ unoony เดี๋ยวรับฝากกำลังใจไปให้น้องตี้ให้นะคะ ^^


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 16 กันยายน 2556 เวลา:14:31:10 น.  

 
เอาแล้วไง น้องตี้จะกลายเป็นเหยื่อแบบไหนน้อ


โดย: จุ๋ม IP: 49.230.133.229 วันที่: 13 ตุลาคม 2556 เวลา:23:44:05 น.  

 
ที่แน่ๆ ต้องเป็นเหยื่อที่น่าเอาใจช่วยมากๆ >

โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 14 ตุลาคม 2556 เวลา:20:01:00 น.  

 


จะรื้อ จะฟื้น ความทรงจำอะไร ก็เบาๆ เพลาๆ หน่อยน่ะ สงสารน้องตี้บ้าง


โดย: ภัทร IP: 110.169.249.230 วันที่: 29 ตุลาคม 2556 เวลา:12:36:01 น.  

 
เอาแล้ว...... แววเสียวหลังมาไวๆแล้วโว้ย... เด็กน้อยกำลังจะถูกหมาป่าชีเปลือยจ้องงาบอีกแว้ว....


โดย: aew IP: 192.99.14.34 วันที่: 3 มีนาคม 2558 เวลา:17:50:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.