Group Blog
 
All blogs
 

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 41


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 41


รถราวิ่งสวนกันขวักไขว่บนท้องถนนในช่วงเย็นย่ำของวันทำงาน กฤตภาสเองก็เป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยในชั่วโมงนี้เช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้หงุดหงิดเพราะไม่ได้รีบร้อนจะไปถึงจุดหมายสักเท่าไหร่

ชายหนุ่มใช้เวลาฝ่าการจราจรราวชั่วโมงเศษๆ ก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านชานเมือง เขาเลี้ยวเข้าไปแล้วก็ขับไปหยุดหน้ารั้วเหล็กบานใหญ่ที่คุ้นเคย หลังจากบีบแตรได้ครู่หนึ่งก็มีคนเปิดประตูให้ เขาจึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดตรงบริเวณที่ว่างด้วยความเคยชิน

ไม่ได้มาที่นี่เสียนาน...

กฤตภาสก้าวลงจากรถและพยักหน้าทักทายแม่บ้านที่มาเปิดประตูให้ จากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้านซึ่งคุณยายและแม่ของเขากำลังทานมื้อเย็นอยู่ที่ห้องอาหาร

"สวัสดีครับ"

ชายหนุ่มยกมือไหว้ทั้งสองก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ คุณจิตรียกมือขึ้นกอดเขาแล้วก็เอ่ยทักอย่างเอ็นดู

"ไม่เจอกันนานนะลูก กินข้าวมาหรือยังจ๊ะ? ยายจะได้ให้เขาตั้งโต๊ะให้เราด้วย"

"ก็ดีครับ นี่ผมตรงมาจากออฟฟิศก็เลยยังไม่ได้กินอะไร"

"งั้นนั่งเลยลูก แม่น้อม ตักข้าวให้ตากฤตหน่อยซิ"

ผู้สูงวัยหันไปบอกแม่บ้านซึ่งยืนรออยู่ด้านข้าง จากนั้นก็หันมาถามเรื่องการงานของหลานชายอย่างใส่ใจ ตรงกันข้ามกับสมาชิกร่วมโต๊ะอีกคนที่เอาแต่ทานข้าวโดยไม่เจรจาพาทีเลยสักคำ

"ยายมุก ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมตากฤตมาหาทั้งทีถึงไม่ทักทายลูกเลยล่ะ?"

ผู้สูงวัยเห็นแม่แท้ๆ ของหลานชายเงียบผิดปกติก็หันไปถาม ฝ่ายหม่อมหลวงมุกตาภารวบช้อนส้อมแล้วก็เหลือบตาขึ้น นัยน์ตาที่สบกับกฤตภาสซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะฉายแววเย็นชา

กฤตภาสมองตอบด้วยแววตาไร้อารมณ์ไม่ต่างกัน

หางคิ้วของหม่อมหลวงมุกตาภากระตุก ทว่าหญิงวัยกลางคนเพียงยกผ้าขึ้นเช็ดมุมปาก จากนั้นก็ถอยเก้าอี้แล้วลุกขึ้น

"หนูอิ่มแล้วค่ะคุณแม่ กฤต ถ้ากินข้าวเสร็จแล้วตามไปเจอแม่ที่ห้องหนังสือด้วย"

ผู้อาวุโสมุ่นคิ้วขณะมองตามหลังบุตรสาวที่เดินไปจากห้องทานข้าว จากนั้นก็หันกลับมาหากฤตภาสด้วยแววตาที่ทอประกายห่วงใย

"กฤตทะเลาะกับแม่อีกแล้วเหรอลูก?"

คุณจิตรีอาจไม่ค่อยได้ใช้เวลากับบุตรสาวและหลานชายนักนับตั้งแต่ทั้งสองย้ายไปอยู่อังกฤษ กระนั้นเมื่อสองแม่ลูกกลับมาเยี่ยมทีไรก็มักแสดงความไม่ลงรอยทางความคิดอยู่บ่อยครั้ง แม้จะตระหนักว่ากฤตภาสค่อนข้างก้าวร้าวในบางโอกาส แต่นั่นก็เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดจนเกินพอดีของบุตรสาวเธอเองทั้งสิ้น

"เปล่าครับ แม่เขาคงงอนที่กลับมาคราวนี้ผมไม่ค่อยมาหาล่ะมั้ง"

ตอนนี้ยังไม่ได้ทะเลาะ แต่อีกสักประเดี๋ยวก็ไม่แน่ กฤตภาสตัดสินใจเก็บประโยคนั้นไว้เพราะไม่ต้องการให้คุณยายเป็นกังวล หากจะเทียบกันแล้วแล้วเขายังรู้สึกผูกพันกับคุณยายมากกว่าผู้ให้กำเนิดด้วยซ้ำ เพราะคุณจิตรีไม่เคยมาเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตเขา นอกจากนั้นยังอ่อนโยนและใจเย็นราวสายน้ำ ดังนั้นแม้ว่าจะไม่เคยพบคุณตาเพราะฝ่ายนั้นเสียไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะจำความได้ กฤตภาสก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามารดาคงได้รับสืบทอดความเคร่งครัดและหัวแข็งมาจากหม่อมราชวงศ์เศกศิริอย่างแน่นอน

"เฮ้อ...พวกเรานี่เฉไฉเก่งทั้งคู่เลยนะ ยังไงก็แม่ลูกกัน มีอะไรก็ควรจะคุยกันดีๆ ว่าแต่หน้ากฤตไปโดนอะไรมาน่ะลูก?"

เนื่องจากสายตาค่อนข้างฝ้าฟาง ผู้สูงวัยจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าแก้มข้างหนึ่งของหลานชายเป็นรอยเขียวช้ำ กฤตภาสไม่อยากอธิบายให้ยืดยาวจึงยักไหล่

"ตอนปิดตู้วันก่อนไม่ทันระวัง ฝาตู้มันเลยเด้งมาโดนเข้าน่ะครับ"

"ตายจริง! เจ็บมากมั้ยลูก? ต้องหายาทาแล้วคราวหน้าคราวหลังก็ต้องระวังกว่านี้นะ เรายิ่งอยู่ตัวคนเดียว เกิดเป็นอะไรหนักหนาขึ้นมาล่ะแย่เลย จริงๆ น้า ยายบอกแล้วว่าให้มาอยู่กับยายก็ไม่เชื่อ"

เมื่อเห็นผู้สูงวัยเริ่มหว่านล้อมให้เขาย้ายมาอยู่ด้วยเหมือนทุกครั้ง กฤตภาสก็รีบขอตัวเพื่อไปหามารดาทันที ถึงแม้จะเคารพคุณยายแค่ไหนก็ตาม แต่หัวเด็ดตีนขาดเขาก็จะไม่ยอมสูญเสียอิสระจากการใช้ชีวิตตามลำพังเด็ดขาด

ชายหนุ่มเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างคุ้นเคยเพราะตอนเด็กๆ มักจะกลับมาอยู่ที่นี่เวลาปิดเทอม เขาตรงไปยังห้องหนังสือที่อยู่ด้านในสุด หลังจากเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามารดานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ

กฤตภาสปิดประตูแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมข้างผนัง หม่อมหลวงมุกตาภาจึงค่อยเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจอ่าน เพียงแค่พลิกดูฆ่าเวลาระหว่างรอก็เท่านั้น

"แม่อยากคุยกับผมเหรอครับ?"

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักพลางยกขาขึ้นวางไขว้กันบนที่วางขา สีหน้าไม่อนาทรร้อนใจจุดไฟโทสะในแววตาของผู้ให้กำเนิดซึ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายรู้สาเหตุที่เธอเรียกมาหา

"เรื่องที่งานเลี้ยงเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนนั่นคืออะไร?"

"เรื่องที่งานเลี้ยง? หมายถึงงานของสมาคมที่น้าวิเป็นกรรมการเหรอครับ?"

"นอกจากงานนั้นแล้วได้ไปงานอื่นรึเปล่าล่ะ?"

หม่อมหลวงมุกตาภายังคงถามด้วยเสียงราบเรียบ แต่กฤตภาสรู้ดีว่าน้ำเสียงของคนพูดยิ่งเย็นแค่ไหน แปลว่าในใจก็ยิ่งเดือดดาลด้วยความโกรธเท่านั้น

"ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ ผมไปร่วมงานเพราะไอ้เหวินมาชวน ไม่เห็นจะมีอะไรแปลก"

"มันคงไม่แปลกหรอกถ้าลูกไม่ได้ไปแสดงตัวเป็นวีรบุรุษอยู่กลางงาน เด็กนั่นคือคนเดียวกับที่เคยลงข่าวด้วยเมื่อไม่นานนี้ใช่ไหม? รู้มั้ยว่าเพื่อนแม่กี่คนที่มาถามเรื่องนี้?"

ยิ่งพูดสีหน้าของหม่อมหลวงมุกตาภาก็ยิ่งเคร่งเครียด กฤตภาสนึกเสียดายที่คุณยายไม่ชอบให้มีกลิ่นบุหรี่ในบ้าน ไม่อย่างนั้นเขาคงควักออกมาจุดสูบเพื่อยั่วโมโหมารดาไปแล้ว

"ใช่ครับ คนเดียวกันนั่นแหละ ไม่ต้องห่วง ผมสู่ขอกับพ่อแม่เขาอย่างเป็นทางการแล้ว"

"ว่าไงนะ!?"

หม่อมหลวงมุกตาภาเบิกตากว้างเหมือนเห็นผี ใบหน้าประหลาดใจสุดขีดนั้นดูแล้วชวนหัวเราะเต็มทน แต่กฤตภาสเพียงแต่ยิ้มมุมปากและยักไหล่

"อย่างที่ผมบอก ผมสู่ขอกับพ่อแม่เขาไปแล้ว ดังนั้นแม่ไม่ต้องลำบากหาสะใภ้ให้ผมแล้วล่ะครับ"

หญิงวัยกลางคนยังมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ ครู่ใหญ่กว่าเจ้าตัวจะค่อยเปล่งเสียงได้

"แล้วหนูมีน..."

"มีนกับผมแค่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง แต่เราไม่ได้คิดอะไรกันมากกว่าพี่ชายน้องสาวเลย"

แถมท่าทางน้องสาวคนนี้จะเข้าตาเพื่อนสนิทไปแล้วด้วย เพราะวันถัดจากงานเลี้ยงนั้นศุภวัฒน์ก็โทรมาถามเขาทันทีว่าแกล้งคบกับเกล็ดมณีจริงหรือเปล่า จะได้มั่นใจว่าไม่ได้ตีท้ายครัวเพื่อน

หม่อมหลวงมุกตาภาสูดหายใจถี่รัวอย่างระงับอารมณ์ เธอพยายามแล้วที่จะไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดเหมือนคนเสียสติ แต่สีหน้าท่าทางของบุตรชายช่างท้าทายความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดเต็มทน

"ที่ลูกไม่ยอมรับหนูมีน ที่พยายามต่อต้านทุกอย่างเพียงเพื่อเอาชนะแม่ใช่มั้ย? แล้วทำไมต้องเป็นเด็กคนนั้น!? กับแม่นางเอกละครก่อนหน้านี้ก็ยังดี ทำไมไม่รู้จักคบหาใครที่จะทำให้พ่อแม่ไม่อับอายเวลาแนะนำกับคนอื่นบ้าง! ถึงจะอยากประชดแม่ก็ไม่จำเป็นต้องไปคบเด็กผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าแบบนี้!!"

ชายหนุ่มหรี่ตาลง เขาใช้แววตาเย็นชาดั่งน้ำแข็งมองมารดาที่ลุกขึ้นยืนตะโกนใส่ แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายพบความผิดหวังในชีวิตคู่มาหลายครั้งจนไม่เชื่อในความรัก แต่เขาก็อดสมเพชไม่ได้ที่ผู้ให้กำเนิดยึดติดกับเรื่องหน้าตาทางสังคมจนไม่ทันคิดว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่มูลค่าที่คนรอบข้างตีกรอบให้

"อาจจะจริงที่ผมไม่มีวันยอมรับใครก็แล้วแต่ที่แม่พยายามจะยัดเยียดให้ แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ได้เลือกตี้เพื่อประชดใครแน่นอน ผมรักเด็กคนนั้น ถ้าไม่ใช่เขาผมก็ไม่สนใจ"

กฤตภาสลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตู เพราะต่อให้อธิบายอะไรต่อไปในเวลานี้ก็เปล่าประโยชน์ แต่แล้วมือที่กำลังจะหมุนลูกบิดก็ชะงัก

"ถือว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ ก็ดี...ถ้ายังไงก็จะคบเด็กคนนั้นให้ได้ล่ะก็ ต่อไปก็ไม่ต้องมาเรียกว่าเป็นแม่ลูกกันอีก!"

ร่างสูงใหญ่เพียงแค่หันกลับไปมองคนพูด แววตาของเขาไม่บ่งบอกว่าตระหนกตกใจหรือโมโห เพียงแค่ทอดสายตามองผู้ให้กำเนิดนิ่งๆ

เป็นความนิ่งที่กดดันให้แม้แต่คนที่กำลังเกรี้ยวกราดยังต้องอึดอัด

"ถ้าอยากทำอย่างนั้นก็ตามใจ แต่ผมคงเสียดายนะครับที่แม่จะตัดเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองทิ้งด้วยเหตุผลแค่นี้"

ใบหน้าที่ยังคงเค้าความสวยในวัยสาวของหม่อมหลวงมุกตาภาซีดเผือด กฤตภาสไม่เอ่ยอะไรอีกแล้วก็ก้าวออกจากห้อง เขาเดินลงบันไดไปชั้นล่างและพบว่าคุณจิตรียืนรออยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

"เดี๋ยวผมกลับก่อนนะครับคุณยาย วันหลังผมจะมาหาใหม่"

"กฤต...มีเรื่องอะไรกับแม่เขากันแน่น่ะลูก? เมื่อกี้ยายได้ยินเสียงตะโกน"

หญิงชรายกมือขึ้นลูบหน้าเขาอย่างห่วงใยโดยระวังไม่ให้โดนบริเวณที่ฟกช้ำ กฤตภาสจึงพยายามจะยิ้มปลอบ ขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้แม่ของเขายังไม่เห็นสนใจจะถามว่าหน้าโดนอะไรมา

"ไม่มีอะไรซีเรียสครับคุณยาย อาจต้องให้เวลาแม่เขาสักหน่อย พอผ่านไปสักพักก็คงทำใจได้เองล่ะครับ"

เพราะถ้าทำใจไม่ได้ก็คงช่วยไม่ได้... กฤตภาสคิดพลางก้มลงหอมแก้มคุณยายก่อนจะเดินออกจากบ้าน ฝ่ายคุณจิตรีได้แต่ยืนมองส่งหลานชายด้วยใจหนักอึ้ง เธอตระหนักดีว่าทั้งลูกและหลานต่างขิงก็ราข่าก็แรง จึงได้แต่ภาวนาว่าขอให้ปมใดๆ ก็ตามที่เป็นชนวนความขัดแย้งนั้นคลี่คลายได้ในสักวัน เพราะตลอดชีวิตของเธอต้องทนเห็นความขัดแย้งที่ทำให้คนในครอบครัวไม่มีความสุขมามากเกินพอแล้ว

กฤตภาสขับรถฝ่าการจราจรจนกระทั่งกลับมาถึงคอนโด หลังจากอาบน้ำแล้วก็เดินออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง ร่างสูงเหยียดแขนทั้งสองออกยันราวระเบียงขณะมองไปยังแสงไฟจากอาคารบ้านเรือน ความตึงเครียดที่สั่งสมทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว

ต่อไปก็ไม่ต้องมาเรียกว่าเป็นแม่ลูกกันอีก...งั้นหรือ

ชายหนุ่มยกมือเสยผมที่ตกลงมาปรกตา เขารู้ดีว่าตัวเองไม่เข้าข่ายลูกกตัญญูที่ควรได้ถ้วยรางวัลมาแต่ไหนแต่ไร และต่อให้ไม่ค่อยสนิทกับมารดาก็จริง การได้ยินคำพูดตัดรอนเหล่านี้ก็ยังทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่น้อย ส่วนตัวเขาเองอาจไม่ได้รู้สึกสูญเสียอะไรมากนักหากถูกตัดแม่ตัดลูกด้วยเหตุผลที่ใจแคบเช่นนี้ แต่ธีระเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก เขาจึงกังวลมากกว่าว่าเด็กนั่นจะไม่สบายใจหากได้รู้เรื่องนี้เข้า

จริงสิ...เกือบลืมโทรหาไปเลย...

เมื่อคิดถึงตรงนี้มุมปากของกฤตภาสก็หยักขึ้น เขาขยี้ก้นบุหรี่กับดินในกระถางต้นไม้ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาคนที่ต้องคุยกันทุกคืนนับตั้งแต่เจ้าตัวออกจากโรงพยาบาล


++------++


เสียงโทรศัพท์ดังลั่นปลุกธีระซึ่งผล็อยหลับอยู่บนเตียงให้สะดุ้งตื่น เด็กหนุ่มยื่นมือออกควานหาโทรศัพท์ที่หล่นอยู่บนพื้น เมื่อปรือตาขึ้นเห็นชื่อของคนที่โทรมาก็รีบกดรับสาย

"ครับคุณกฤต"

"นอนแล้วเหรอ? เสียงสะลึมสะลือเชียว"

"เมื่อกี้นอนอ่านการ์ตูนแล้วเผลอหลับไปน่ะครับ คุณกฤตเพิ่งเลิกงานเหรอ?"

ธีระถามพลางลุกขึ้นนั่งพิงหมอน ตั้งแต่เขาออกจากโรงพยาบาลแล้วกฤตภาสก็โทรมาหาทุกคืน แต่ปกติจะโทรมาประมาณสองทุ่มครึ่ง วันนี้กลับโทรมาตอนเกือบสี่ทุ่ม ตอนแรกเขานึกว่าเจ้าตัวคงติดงานหรือไปกินเลี้ยงจนไม่โทรมาแล้วเสียอีก

"พอดีเมื่อเย็นไปกินข้าวที่บ้านคุณยายน่ะ พอกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จถึงค่อยโทรมา แล้ววันนี้ได้ออกไปไหนบ้างหรือเปล่า?"

"เมื่อเช้าไปทำบุญที่วัดแล้วก็ไปช่วยพ่อกับแม่ซื้อของเข้าบ้านครับ แล้วตอนเย็นก็ไปกินข้าวที่บ้านพี่หมู ตอนนี้น้องฟลุ๊คเริ่มคลานได้แล้ว ผมเลยเล่นกับหลานอยู่นานเลย เพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อสองทุ่มนี่เอง"

ธีระพยายามกลั้นหาวพลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้กฤตภาสฟัง ทั้งที่เพิ่งจะปรับความเข้าใจจนกลับมาคุยกันดีๆ ได้ไม่กี่วันเท่านั้นเอง เขากลับรู้สึกเหมือนการโทรคุยกันก่อนนอนเป็นกิจวัตรที่ละเลยไม่ได้ไปเสียแล้ว

หากมาคิดทบทวนดูดีๆ วันที่เขาออกจากโรงพยาบาลนั้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ธีระมีความสุขที่สุด ถึงแม้จะเจ็บป่วย แต่มันก็ทำให้เขาได้ตระหนักว่าตนมีครอบครัวที่รักและเป็นห่วง เพื่อนใหม่และเก่าที่คอยให้กำลังใจ นอกจากนั้น...ยังได้สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมอบสิ่งนั้นให้อีกด้วย

ความจริงแล้ว...กระทั่งวันที่กลับมาถึงบ้านนั้นเขาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์ในห้องพักผู้ป่วยเมื่อตอนเช้าเป็นความจริง ถ้าไม่ใช่เพราะคืนนั้นกฤตภาสโทรมาหา เขาก็คงยังนึกว่าตัวเองฝันไปแน่ๆ

"...มั้ย?"

"หือ? คุณกฤตว่าไงนะครับ?"

ธีระเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอใจลอยทั้งที่ถือโทรศัพท์คาหู กระทั่งกฤตภาสถามว่าอะไรก็ไม่ทันฟังจนต้องขอให้ถามใหม่

"ฉันถามว่าพรุ่งนี้จะกลับมากรุงเทพฯ แล้วใช่มั้ย?"

"ใช่ครับ เพราะมะรืนนี้ก็เปิดเทอมแล้ว จะให้นั่งรถตู้จากสุพรรณไปเข้าเรียนตั้งแต่วันเปิดเทอมคงไม่ไหว"

"พ่อจะขับรถมาส่งเหรอ?"

"เปล่าครับ คงแค่ไปส่งขึ้นรถตู้ ช่วงนี้พ่อผมต้องขับรถส่งของบ่อยๆ แค่นี้ก็ลางานเถ้าแก่มาคอยอยู่กับผมตั้งหลายวันแล้ว"

ธีระไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนหรือว่าได้ยินเสียง 'ฮึ' จากปลายสายจริงๆ เขาพยายามกลั้นหาวอีกแต่เสียงก็ยังเล็ดลอดไปถึงคู่สนทนาจนได้

"งั้นก็ช่างเถอะ เดี๋ยวกลับถึงกรุงเทพฯ ก็โทรมาบอกด้วยแล้วกัน แล้วก็ไปนอนได้แล้ว เอาแต่หาวหวอดๆ ยังกับไม่อยากคุยอย่างนั้นแหละ"

"ไม่ใช่ซักหน่อย ก็คุณกฤตโทรมาดึกเอง แล้วเมื่อเช้าผมก็โดนปลุกแต่เช้าด้วยนี่นา"

เด็กหนุ่มรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน แล้วก็หัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายสาย อดจะนึกหมั่นไส้คู่สนทนาไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอยากเห็นหน้าขึ้นมาติดหมัดด้วย

ทั้งที่ดึกขนาดนี้แต่ก็ยังโทรมาหา...แปลว่าเขาคงไม่ได้หลงตัวเองหรอกนะ...

"คุณกฤต นี่คิดถึงผมมากเลยใช่มั้ยครับ?"

เขาไม่ทันคิดอะไรก็เอ่ยปากถามไปแล้ว คำถามอันไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้กฤตภาสเป็นฝ่ายอึ้ง เพราะปกติแล้วจะมีแต่เขาที่เป็นฝ่ายเย้าแหย่ พอถูกรุกก่อนบ้างจึงตั้งตัวไม่ทัน

เด็กคนนี้...

"ถ้าไม่คิดถึงจะโทรหาทำไม เธอเคยเห็นฉันโทรคุยกับใครนานๆ นอกจากเรื่องงานไหมล่ะ?"

คำตอบที่ได้ทำให้คนที่รอฟังยิ้มกว้าง ธีระเหลือบมองกระจกบนโต๊ะแล้วก็ได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยแต่กลับเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ยิ้มจนปวดแก้มแบบนี้มันผ่านมานานแค่ไหน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าใบหน้าที่สะท้อนในกระจกตอนนี้จะเกิดจากกฤตภาส

"คุณกฤต ช่วยบอกว่าคิดถึงผมชัดๆ อีกทีได้มั้ย?"

"ไม่เอาหรอก พูดบ่อยๆ เฝือจะตาย"

"อะไรกัน ทีคำว่ารักยังเคยพูดได้เลยนี่นา"

"ไอ้นั่นถ้าพูดบ่อยๆ ก็เฝือเหมือนกัน อีกอย่างพูดผ่านโทรศัพท์ไปก็เท่านั้นแหละ เธอชอบให้ฉันพูดคำเลี่ยนๆ พวกนั้นทั้งที่ไม่เห็นหน้ากันแบบนี้น่ะเหรอ"

"คุณกฤต! จำไว้เลยนะ ผมนอนดีกว่า ไม่อยากคุยด้วยแล้ว"

ธีระชักฉุนขึ้นมา แต่กลับกลายเป็นว่าปลายสายหัวเราะชอบใจ

"เป็นเด็กเป็นเล็กรีบนอนไวๆ แหละดีแล้ว พรุ่งนี้ถึงกรุงเทพฯ แล้วก็อย่าลืมโทรมาบอกนะ เข้าใจมั้ย"

"ครับๆ คุณพ่อ ฝันดีนะครับ บ๊ายบาย"

เฮ้อ...เพิ่งจะเริ่มคุยหวานๆ กันได้ไม่เท่าไหร่ก็โดนทำให้เสียมู้ดทุกที กับคุณกฤตนี่คงหวังจะให้ปากหวานไม่ไหวละมั้ง

แต่ว่า...ทำไมเขาถึงยังยิ้มเหมือนคนบ้าอยู่อีกล่ะ ต๊องจริงๆ เลยตี้เอ๊ย...ไปแปรงฟันนอนดีกว่า

เด็กหนุ่มคิดพลางลุกขึ้นไปเปิดประตูเพื่อจะไปห้องน้ำ แต่เมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่หลังประตูก็สะดุ้งโหยง

"เอ่อ...พ่อกับแม่มีอะไรกับตี้หรือเปล่า?"

ธีระถามเสียงตื่น เพราะปกติหลังสามทุ่มนั้นบ้านเขาก็เข้าห้องใครห้องมันแล้ว แต่นี่สี่ทุ่มกว่าแล้วพ่อกับแม่ยังมายืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร

อธิศหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนโดยไม่เอ่ยอะไร ทว่ารอยย่นบนหน้าผากบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน ฝ่ายธาริณีได้แต่ถอนหายใจก่อนจะจูงธีระกลับเข้าไปในห้อง

"พอดีพ่อกับแม่เพิ่งสวดมนต์ที่ห้องพระเสร็จแล้วกำลังจะไปนอน เห็นห้องตี้ยังไม่ปิดไฟก็เลยว่าจะมาบอกว่าให้นอนได้แล้ว แต่พอดีได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์เสียก่อน"

แม่ของเขานั่งลงบนเตียงแล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ ธีระเห็นแววตาของคนพูดก็หน้าแดง เพราะเท่ากับว่าที่เขาคุยกระเง้ากระงอดกับคุณกฤตเมื่อครู่...พ่อกับแม่ได้ยินทั้งหมด

"แม่...คือว่าตี้..."

"แม่ก็ไม่อยากพูดให้ตี้ไม่สบายใจหรอกนะ แต่พ่อเขาไม่ชอบคุณกฤตเอามากๆ ตี้ก็คงรู้ใช่ไหม?"

ธีระเงียบไป เขามองสีหน้าสงบเยือกเย็นของอีกฝ่ายแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่แค่พ่อหรอก แม่เขาก็ไม่ชอบกฤตภาสเหมือนกัน แต่ที่ไม่พูดก็เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจเขาเท่านั้นเอง

"สังคมของคุณกฤตต่างจากพวกเรามาก แถมเขาเองก็เป็นผู้ใหญ่กว่าตี้มากด้วย แล้วตี้เชื่อเหรอว่าเขาจะชอบตี้จริงๆ?"

หญิงวัยกลางคนไม่ถามว่าลูกชายชอบกฤตภาสจริงหรือเปล่า เพราะน้ำเสียงที่ได้ยินตอนคุยโทรศัพท์และสีหน้าตอนที่เปิดประตูออกมาก็บ่งบอกความในใจหมดแล้ว เพียงแต่เธอกลัวลูกจะถูกหลอกมากกว่า อายุยี่สิบเอ็ดอาจไม่ใช่เด็กแล้วก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังอ่อนเดียงสาต่อโลกและคนที่มากประสบการณ์กว่าอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจ้าเล่ห์อย่างกฤตภาสที่เคยหลอกเธอได้สำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งที่มาตามธีระกลับไปฝึกงาน

เด็กหนุ่มนั่งลงบนพื้นแล้วหนุนศีรษะลงบนตักมารดา เขาพยายามคิดเลือกคำพูดอย่างระมัดระวังเพราะรู้ว่าที่อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้นก็เพราะเป็นห่วง

"ตี้...เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่ชอบคุณกฤต ตอนแรกตี้ก็ไม่ชอบเขาเหมือนกัน คุณกฤตขี้แกล้งแถมเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้ เวลาพูดอะไรก็ไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น"

ธีระได้ยินเสียงสูดหายใจลึกจึงเงยหน้าขึ้น พอเห็นมารดามุ่นคิ้วถึงคิดได้ ตายล่ะ ทำไมเขาดันนึกได้แต่คุณสมบัติแย่ๆ ของคุณกฤตล่ะเนี่ย

"แต่คุณกฤตไม่ใช่คนเลว ถึงจะเจ้าเล่ห์ไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่คนโกหกหลอกลวง ตี้รู้ว่าพูดไปพ่อกับแม่อาจไม่เชื่อ แต่ตี้คิดว่า...เขาจริงใจตอนที่บอกว่าจะขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำให้ตี้มีความสุข"

เด็กหนุ่มเอ่ยไปก็รู้สึกร้อนที่ผิวหน้า เพราะนอกจากเขาจะกำลังปกป้องกฤตภาสแล้วก็ยังดูเหมือนหลงตัวเองด้วย แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้จริงๆ จากการที่คลุกคลีกับเจ้าตัวมานี่นา

ถึงจะชอบทำเหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่กฤตภาสไม่เคยหลอกลวงเขาด้านความรู้สึก ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่ารัก สำหรับเขามันจึงมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

ธาริณีมองลูกชายคนเดียวที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ผิวหน้าของเด็กหนุ่มแดงซ่านขณะที่นัยน์ตากลมโตหลุบต่ำราวกับกลัวจะโดนดุ ครั้งหนึ่งเธอเคยปลื้มใจเวลามีคนชมว่าลูกชายหน้าตาน่าเอ็นดู แต่คงเพราะหน้าตาแบบนี้กระมังที่ดึงดูดคนอย่างกฤตภาสเข้าหา และตอนนี้ก็ขโมยหัวใจของลูกไปจนสายเกินกว่าจะเรียกกลับเสียแล้ว

"ถ้าตี้พูดอย่างนั้น...แม่ก็คงพูดอะไรไม่ได้แล้ว"

ธาริณีเอ่ยก่อนจะลุกขึ้น ธีระใจหายจนต้องรีบเข้าไปรั้งแขนอีกฝ่ายไว้

"แม่..."

"ไม่เป็นไรหรอกตี้ แม่ไม่ได้จะห้าม ถ้าลูกเชื่อใจคุณกฤตแม่ก็คงทำได้แค่หวังว่าเขาจะรักษาคำพูด แต่พ่อเขาคงทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายๆ ยังไงก็เข้าใจพ่อเขาด้วยแล้วกันนะ"

หญิงวัยกลางคนบีบมือลูกชายเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากห้อง ธีระมองประตูที่ปิดลงก่อนจะนั่งแปะลงกับพื้น เขารู้ดีและเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ชอบกฤตภาส แต่ว่า ณ นาทีนี้ เขาถลำตัวมาไกลเกินกว่าจะตัดกฤตภาสออกจากชีวิตได้แล้ว

เมื่อครู่นี้เขาพูดว่ากฤตภาสเอาแต่ใจ แต่เขาเองก็ไม่ต่างกันเลย มันอาจเป็นความยึดติดแบบเด็กๆ แต่ความเป็นเด็กนี่แหละที่ทำให้เขาลืมยาก ทำให้ความทรงจำของเขายังแจ่มชัดว่าต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่ากฤตภาสจะยอมรับว่าเขาเป็นคนสำคัญ เขาหวงแหนความรักที่ได้มาอย่างยากเย็นนี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะทำให้พ่อกับแม่ไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่อาจยอมสูญเสียกฤตภาสได้จริงๆ



++---TBC--++



A/N: ในที่สุดก็เข็นตอนใหม่ออกมาได้รับปีใหม่พอดี ขอให้นักอ่านทุกคนมีความสุขมากๆ ตลอดทั้งปี 2558/2015 นี้เลยนะคะ




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2557    
Last Update : 1 มกราคม 2558 0:27:26 น.
Counter : 690 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 40


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 40


"พี่ปิ๊ก ตี้เก็บของเสร็จแล้วนะ"

ธีระเอ่ยขณะเดินเข้าไปหาปิยพลซึ่งนั่งดื่มเบียร์อยู่หลังบ้าน บริเวณนี้เป็นสนามหญ้าสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก มีโต๊ะกับเก้าอี้แบบง่ายๆ ตั้งไว้เผื่อเวลาที่เจ้าของบ้านอยากออกมานั่งพักผ่อน บนฟ้ามีพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่น สายลมบางเบาพัดเปลวเทียนที่จุดอยู่ในแก้วให้วูบไหวเป็นระยะแต่ก็ไม่ถึงกับดับมอด

"อืม พรุ่งนี้จะออกกันแต่เช้าเลยใช่มั้ย?"

"ครับ แต่อาจแวะเที่ยวรายทางไปเรื่อยๆ ก่อนถึงกรุงเทพฯ"

เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะมีกระติกน้ำแข็งใบเล็กกับน้ำอัดลมขวดใหญ่วางอยู่ด้วย เขาจึงหยิบมาเทใส่แก้วให้ตัวเอง

"เร็วจังนะ แป๊บๆ ตี้ก็มาอยู่กับพี่ได้ครบเดือนแล้วก็ต้องกลับไปเรียนแล้ว ต่อไปคงเหงาแย่"

"เดี๋ยวปิดเทอมคราวหน้าตี้ขึ้นมาหาอีกก็ได้ ไม่งั้นช่วงไหนพี่ปิ๊กปิดร้านก็ลงไปเยี่ยมก็ได้นี่นา"

ปิยพลหัวเราะเบาๆ ขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วลูบแก้วไปมาพลางหลุบตาลง

"ไอ้ขลุ่ยเล่าให้พี่ฟังแล้วล่ะว่าเมื่อวานมีคนทำมันอกหักยับเยิน"

"เอ่อ..."

ธีระได้แต่เปล่งเสียงในคออย่างกระอักกระอ่วน เมื่อค่ำวานนี้เขากับเพื่อนๆ ให้รถตู้มาส่งปิยพลกับคเชนทร์ที่บ้านหลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จก่อนจะพากันไปนอนที่รีสอร์ตนอกตัวเมือง ระหว่างที่เขาไม่อยู่นั้นคเชนทร์คงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำให้ฟังกระมัง

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พี่ไม่ได้จะว่าอะไรตี้ซักหน่อย แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ น่าสงสารขลุ่ยมันเหมือนกันนะ ตอนเล่าให้พี่ฟังนี่ทำหน้าเป็นหมาหงอยเชียว"

"ขลุ่ยเล่าอะไรให้พี่ปิ๊กฟังบ้าง?"

"ก็ไม่ได้เล่าละเอียดมาก แค่บอกว่าหลังไปเล่นน้ำกันแล้วมันก็สารภาพรักกับตี้ แต่ดูเหมือนตี้คงมีใครอยู่แล้วก็เลยปฏิเสธมัน พี่เองก็ไม่ได้ถามซอกแซกเพราะตี้ก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังนี่นา แต่ที่จู่ๆ ก็มาขออยู่กับพี่ก่อนเปิดเทอมคงเพราะเรื่องนี้สินะ"

ธีระเพียงแต่ย่นจมูก ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ท่าทางของเขาก็ยืนยันในตัวว่าอีกฝ่ายเดาถูก

"ชีวิตคนเรามันสั้นนะตี้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เข้ามาในช่วงไหนจะเป็นคนที่ทำให้เรามีความสุข พี่ดูออกนะว่าตั้งแต่ตี้มาอยู่กับพี่ก็ชอบใจลอยประจำ เพิ่งมีตอนที่ออกไปไหนมาไหนกับไอ้ขลุ่ยนี่ล่ะที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง"

"แต่ว่า..."

"แต่ว่ามันก็ยังไม่พอจะมาแทนคนที่ตี้พยายามจะลืมสินะ? หรือเพราะขลุ่ยมันยังเด็กไป?"

วันนี้พี่ปิ๊กเป็นอะไรไปนะ ธีระคิดขณะมองสบตาญาติผู้พี่ น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้ตำหนิหรือสั่งสอน ทว่าแววตาดูลุ่มลึกคล้ายมีความนัยที่ต่างจากยามปกติ

มันแปลกตรงที่ว่า...เขารู้สึกคล้ายแววตาของอีกฝ่ายไม่ได้กำลังมองเขา แต่เป็นใครอีกคนที่อยู่ไกลโพ้นจนเอื้อมคว้าไม่ได้อีกแล้วมากกว่า

"มันไม่ใช่เรื่องเด็กหรือแก่กว่าหรอกพี่ปิ๊ก ถ้าตี้ชอบเขาก็คือชอบ ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ถ้าหากตี้ไม่ได้รู้สึกอะไรกับขลุ่ยเลยก็ไม่ควรให้ความหวัง คนนิสัยดีอย่างขลุ่ยน่ะอีกไม่นานก็คงเจอคนที่เหมาะสมมากกว่าตี้แล้วล่ะ"

"พูดยังกับเราเหมาะกับคนนิสัยไม่ดีอย่างนั้นล่ะ"

ปิยพลเอ่ยกลั้วหัวเราะขณะมองธีระที่นั่งเม้มปาก ชายหนุ่มวางแก้วเบียร์ลงแล้วก็ลุกเดินเข้าไปในบ้าน ครู่หนึ่งจึงกลับออกมาพร้อมกับของบางสิ่งในมือ

"พี่มีของจะให้ ไหนยื่นข้อมือซ้ายมาสิ"

เด็กหนุ่มแปลกใจแต่ก็ยื่นข้อมือให้แต่โดยดี ญาติผู้พี่ผูกสร้อยข้อมือทำจากหนังบนข้อมือของเขา บนเส้นหนังนั้นมีลูกปัดกลมสีแดงเข้มร้อยเอาไว้ เขายกขึ้นมาดูใต้แสงเทียนก่อนจะเหลือบตาขึ้นถาม

"นี่หินอะไรเหรอพี่ปิ๊ก? ไม่ใช่พลาสติกใช่ไหม?"

"เฮ้ๆ นี่ทับทิมแท้เชียวนะ เคยมีคนให้พี่มาอีกทีเพราะเขาบอกว่ามันเป็นเครื่องรางที่จะช่วยให้สมหวังในสิ่งที่ต้องการ แต่พี่คิดว่ามันน่าจะเหมาะสำหรับตี้มากกว่า"

"หมายความว่าไง?"

ปิยพลเพียงแต่ยิ้ม จากนั้นก็ยกเบียร์ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

"ก็แค่ความเชื่องมงาย คิดซะว่าห้อยไว้เท่ๆ ก็แล้วกัน แต่ถ้ามันทำให้ตี้ได้สิ่งที่หวังไว้จริง อย่างน้อยก็แสดงว่าคนที่ให้มาเขาไม่ได้หลอกพี่"

น้ำเสียงของคนพูดแผ่วลงช่วงท้ายประโยค ภายใต้แสงเทียนริบหรี่นั้นธีระสังเกตเห็นว่าสองตาของอีกฝ่ายมีประกายของความเศร้าอันลึกซึ้งสะท้อนอยู่ จึงตัดสินใจไม่ถามและเพียงแต่กล่าวขอบคุณ

"ไว้ตี้มีความสุขเมื่อไหร่ อย่าลืมมาเล่าให้พี่ฟังบ้างล่ะ"

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายในค่ำคืนนั้น ก่อนที่แสงเทียนจะดับลงและพวกเขาต่างแยกย้ายกันไปนอน และวันถัดมาธีระก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมพวกเพื่อนๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง




ธีระปรือตาตื่นเมื่อได้ยินเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่าง เด็กหนุ่มเหลือบตาลงมองมือซ้ายของตนเองซึ่งวางพาดอยู่บนหน้าท้อง เขาระบายลมหายใจยาวเมื่อเห็นสร้อยข้อมือที่ได้จากปิยพลยังคงสวมอยู่บนนั้น สำหรับเขาแล้วความหมายของหินที่ร้อยอยู่บนสร้อยไม่เท่ากับว่ามันเป็นตัวแทนของบางสิ่งบางอย่างที่ญาติผู้พี่ส่งต่อมาให้ เมื่อนึกถึงบทสนทนาในคืนก่อนที่จะกลับมา เขาก็พอจะเดาได้ว่ามันสื่อถึงอะไร

'ความสุข' เหรอพี่ปิ๊ก ตี้ก็รออยู่เหมือนกันว่ามันจะมาหาตี้เมื่อไหร่...

อาจเพราะฤทธิ์ยาและการได้นอนเต็มอิ่มมาทั้งคืนจึงทำให้ธีระรู้สึกดีขึ้นมาก เขาเอียงหน้าไปด้านข้างและเห็นว่ากฤตภาสกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่บนโซฟาพลางไล่สายตาดูอะไรบางอย่างในไอแพด คงกำลังอ่านข่าวหรือเช็คราคาหุ้นกระมัง เพราะนั่นเป็นกิจวัตรที่เจ้าตัวทำเป็นประจำทุกวัน

เขาไม่ได้อยากจดจำรายละเอียดเหล่านี้เลยจริงๆ แต่ความเคยชินจากการอยู่ใกล้ชิดกันมาระยะหนึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะลืมได้ปุบปับหลังจากอยู่ห่างกันเพียงชั่วเดือน

"ตื่นแล้วเหรอ? ยังปวดท้องอยู่มั้ย?"

สายตาของเขาคงทำให้กฤตภาสรู้สึกตัวจึงเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเขาตื่นเต็มตาแล้วจึงวางกาแฟกับไอแพดลงแล้วเดินเข้ามาหา เด็กหนุ่มเอียงศีรษะหนีมือที่ทำท่าจะทาบลงมาแล้วก็เบนสายตาไปทางอื่น

"ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ขอบคุณ"

เขาไม่ได้ชายตากลับไปมองจึงไม่รู้ว่ากฤตภาสกำลังทำสีหน้าเช่นไร พลันประตูห้องก็เปิดออกก่อนที่นางพยาบาลร่างผอมสูงจะเดินเข้ามา

"เดี๋ยววัดไข้กับความดันนิดนึงนะคะ ยังปวดท้องอยู่มั้ยคะ?"

หญิงสาวถามพลางยื่นปรอทให้เขาอมและสวมปลอกแขนวัดความดันให้อย่างคล่องแคล่ว เด็กหนุ่มเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและส่ายหน้าช้าๆ ครู่หนึ่งเธอจึงพยักหน้าเมื่อวัดความดันเสร็จแล้ว

"อุณหภูมิกับความดันปกติดี เดี๋ยวสายๆ คุณหมอจะมาตรวจอีกทีนะคะ"

เธอเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างแล้วก็เดินกลับออกไป ธีระมองไปยังนาฬิกาและเห็นว่าเกือบจะแปดโมงแล้ว แสดงว่าเขาหลับไปหลายชั่วโมงทีเดียว

เขาเกือบจะสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีมือใหญ่วางลงบนหน้าผาก จากนั้นมือข้างนั้นก็เลื่อนลงไปอังที่ซอกคอ ถึงแม้นางพยาบาลจะบอกว่าเขาอุณหภูมิปกติดี แต่ธีระกลับรู้สึกว่ามือที่มาสัมผัสตัวนั้นร้อนจนแทบจะเสริมให้อุณหภูมิของเขาสูงขึ้นได้อีกสองถึงสามองศาเลยทีเดียว

"ไม่ไปทำงานหรือไงครับ?"

เด็กหนุ่มปัดมือที่อ้อยอิ่งอยู่บนตัวพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาเอียงหน้าหนีไปอีกทางเพื่อจะได้ไม่ต้องมองร่างสูงใหญ่ข้างเตียง ในใจตระหนักดีว่าตนติดหนี้น้ำใจที่กฤตภาสพามาส่งโรงพยาบาลแล้วยังอยู่เฝ้า แต่ถ้านึกถึงตอนที่เขาเคยไปช่วยดูแลเจ้าตัวตอนที่โดนยิงตั้งหลายวัน หนี้น้ำใจครั้งนี้ก็น่าจะหักลบเป็นศูนย์ได้แล้วกระมัง

เขาไม่ต้องการให้มีคนมาคอยอยู่เฝ้าสักนิด จะให้ดีก็รีบๆ หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วออกไปจากชีวิตเขาเลยเป็นดีที่สุด เพราะถึงอย่างไรคุณหมอก็คงจะให้เขากลับบ้านภายในวันนี้อยู่แล้ว

"ไม่ไปสักวันบริษัทฉันไม่เจ๊งหรอก"

ยังเป็นคำตอบที่ยโสโอหังสมกับคนพูดเช่นเดิม ธีระได้แต่คิดพร้อมกับความขุ่นเคืองที่พวยพุ่งขึ้น แต่ภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็น

"นั่นสิครับ ผมก็ลืมไปว่าทีมงานคุณเก่งจะตาย"

เด็กหนุ่มไม่ได้ยินเสียงตอบ เขาจึงหลับตาลงเพื่อตัดบทสนทนา คาดไม่ถึงว่ากฤตภาสกลับเดินอ้อมปลายเตียงมานั่งลงบนเก้าอี้ เมื่อธีระลืมตาขึ้นเห็นอีกฝ่ายก็ทำท่าจะหันหน้าหนีอีกครั้ง แต่เพราะมือใหญ่ยกขึ้นมาแนบแก้มเอาไว้ เขาจึงถูกบังคับให้ต้องมองเจ้าของมืออย่างช่วยไม่ได้

"ปล่อย"

"ไม่ปล่อย ก่อนหน้านี้ไปอยู่ที่ไหนมา?"

"ผมไม่จำเป็นต้องบอก แล้วคุณก็ไม่ได้อยากรู้จริงๆ หรอก"

"ทำไมถึงคิดว่าไม่อยากรู้? นี่ฉันไม่ได้กำลังถามอยู่หรือไง?"

กฤตภาสถามพลางมุ่นคิ้ว ฝ่ายธีระถลึงตาใส่ด้วยความโมโห ผู้ชายคนนี้ถือสิทธิ์อะไรที่จะมายุ่มย่ามกับชีวิตเขาไม่ยอมเลิกราแบบนี้!?

"เพราะผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณน่ะสิ! ดังนั้นผมจะไปไหนมาไหนมันก็เรื่องของผม!!"

ธีระระเบิดอารมณ์จนรู้สึกปวดแปลบในช่องท้องอีกครั้ง ในหัวร้อนจี๋เพราะความโกรธที่พุ่งขึ้นในชั่วเวลาสั้นๆ กระทั่งขอบตากับโพรงจมูกก็พลอยร้อนไปด้วย เขามองกฤตภาสผ่านไอน้ำที่เอ่อเคลือบดวงตาจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน

"ชีวิตผมไม่เคยมีอะไรดีเลยตั้งแต่ได้เจอคุณ! อยากได้อะไรก็ดีแต่บังคับ! คนอย่างคุณน่ะแค่หน้าผมยังไม่อยากจะมอง! ถ้าไม่อยากโดนเกลียดมากกว่านี้ก็ไปจากชีวิตผมซักที!! รีบๆ ออกไปเดี๋ยวนี้เลย!!!"

เด็กหนุ่มหอบหายใจแรงหลังปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจหลั่งไหลราวภูเขาไฟปะทุ เขามองใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจของกฤตภาส แต่เพราะฝ้าน้ำตาจึงไม่สังเกตเห็นร่องรอยของการสะกดอารมณ์ในแววตาของอีกฝ่าย

"ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่เคยเก็บหลักฐานช่วงที่เคยอยู่กับคุณไว้สักอย่าง จะไม่เรียกร้องค่าทำขวัญด้วย รับรองว่าหลังจากวันนี้คุณจะไม่มีทางเจอผมตามไปแบล็คเมลหรือก่อกวนคุณแน่ ดังนั้นขอร้องล่ะ...ไปจากชีวิตผมแล้วก็เลิกยุ่งกับผมเสียที..."

น้ำเสียงของธีระแหบพร่าเมื่อถึงท้ายประโยค เขารู้สึกคล้ายตัวเองกำลังจะขาดอากาศจนต้องสูดหายใจเข้าลึก เรี่ยวแรงที่หมดไปกับการระบายความอัดอั้นเมื่อครู่ทำให้เขาปิดเปลือกตาลงเพราะทนมองกฤตภาสต่อไปไม่ไหว

เขาเอ่ยสิ่งที่ติดค้างในใจออกไปหมดแล้ว ได้แต่หวังว่านั่นจะช่วยให้อีกฝ่ายยอมรับฟังความปรารถนานี้และตัดเยื่อใยใดๆ ก็ตามที่ยังหลงเหลือต่อตัวเขาให้สะบั้นเสียที เพราะถ้าหากไม่มีวันจะได้มาครอบครองทั้งใจ เขาก็ไม่ต้องการท่าทีห่วงหาอาวรณ์ที่ครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้เหมือนกัน

"ทำไมถึงได้เอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าฉันรักบ้างไม่ได้หรือไง หรือคิดว่าฉันมีเวลามากนักสำหรับมาไล่ตามคนที่ไม่มีความหมายอะไรเลยกับชีวิตแบบนี้?"

ธีระเบิกตาโพลงเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกถึงลมหายใจอันร้อนผ่าวที่รดอยู่บนหน้า เขามองแววตาสีนิลลึกล้ำที่มองสบตัวเองในระยะประชิดแล้วก็ได้แต่มุ่นคิ้ว ความหงุดหงิดที่แฝงด้วยความอ่อนใจในน้ำเสียงทุ้มต่ำเมื่อครู่ทำให้เขาสับสนจนคิดตามความหมายของคำพูดนั้นไม่ออกในทันที

เสียงครางแผ่วเบาหลุดผ่านลำคอเมื่อริมฝีปากแห้งแต่ก็อบอุ่นทาบทับลงบนริมฝีปาก ธีระกะพริบตาปริบ ปฏิกิริยาโต้ตอบแรกคือพยายามดันอีกฝ่ายออกห่าง แต่กำลังของคนไข้ที่เพิ่งฟื้นมีหรือจะสู้คนที่แข็งแรงเป็นปกติ และต่อให้เขาไม่ได้อ่อนแอเช่นในยามนี้ เขาก็ไม่เคยสู้แรงกฤตภาสได้อยู่ดี

ไม่เคยสู้ได้...แต่ทำไมจูบครั้งนี้ถึงต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกทะนุถนอมอยู่ด้วยเล่า

กฤตภาสไม่ได้จูบเขาอย่างหนักหน่วงเร่งเร้าเหมือนที่เคยชิน เพียงแต่แนบริมฝีปากลงมาคล้ายเวลาที่ผู้ใหญ่ปลอบเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง บางครั้งก็บนริมฝีปาก บางครั้งบนผิวแก้ม บางครั้งบนเปลือกตา ทุกสัมผัสที่แนบลงมามีฤทธิ์หลอมละลายปราการในใจของเขาให้กร่อนไปทีละชั้น ขณะเดียวกันก็ยิ่งเปิดทำนบน้ำตาให้ไหลมากกว่าเดิม

"ขอโทษ"

คำพูดสั้นๆ ที่เบาแต่หนักแน่นดังขึ้นระหว่างจุมพิตปลอบโยน ความหมายของมันแทรกซึมเข้าสู่หัวใจและสั่นคลอนความตั้งใจของธีระอย่างรุนแรง

ไม่ได้นะตี้ อย่าเชื่อ...คำว่ารักเมื่อกี้เราก็แค่หูฝาดไป คุณกฤตไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้นจริงๆ หรอก...

ทั้งที่เสียงในใจร้องเตือน ธีระกลับไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่มือซึ่งพยามดันอีกฝ่ายออกเปลี่ยนเป็นกำเสื้อแน่นเข้า ราวกับต่อให้รู้ว่านี่เป็นความใจดีจอมปลอมก็จะขอดูดซับมันจนกว่าจะถึงที่สุด

"ตี้! เป็นไงบ้างแก๊! อุ๊ยตายตาเถรหก!!"

เสียงอุทานอันคุ้นหูดึงสติของธีระคืนมา เด็กหนุ่มตัวแข็งทื่อขณะมองหน้าของกฤตภาสที่ถอยออกห่าง แต่อีกฝ่ายยังคงคร่อมสองแขนบนตัวเขาเอาไว้และเพียงแต่เบนสายตาไปทางหน้าห้อง

หลังบานประตูที่ถูกผลักเข้ามาด้านใน สุเมธ ศันสนีย์ สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์ พราวภิรมย์ กระทั่งหญิงวัยกลางคนที่เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นแม่ของศุภวัฒน์ล้วนยืนอยู่ตรงนั้น กระทั่งคุณหมอที่ตรวจเขาเมื่อคืนนี้ก็อยู่ด้วย สายตาทุกคู่ล้วนกำลังจับจ้องพวกเขาสองคนเป็นตาเดียว

กฤตภาสค่อยๆ ยืดตัวขึ้นก่อนจะหยิบกระดาษทิชชู่จากกล่องเหนือหัวเตียงมาซับน้ำตาให้ธีระ การกระทำนั้นอ่อนโยนอย่างยิ่งจนไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มจะทำได้ ธีระได้แต่มองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างฉงนและเห็นเพียงอาการขบกรามคล้ายกำลังอดทนอยู่เท่านั้น

"หมอมาตรวจคนไข้เหรอครับ?"

ในที่สุดกฤตภาสก็หันไปทางกลุ่มคนที่ยังยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าของชายหนุ่มสงบเยือกเย็นและคล้ายจะยกมุมปากบางเบา จรัสพลซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้จึงกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเดินมาที่เตียง เหล่าผู้มาเยี่ยมจึงทยอยเดินตามกันเข้ามาบ้าง

"ยังรู้สึกปวดท้องหรือคลื่นไส้อยู่บ้างไหมครับ?"

นายแพทย์หนุ่มถามคำถามคล้ายกับนางพยาบาลเมื่อเช้าขณะนำเครื่องช่วยฟังเสียงหัวใจมาแนบลงบนหน้าอกของธีระ หลังฟังอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าอย่างพอใจ

"น่าจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ เดี๋ยวพอกลับบ้านก็กินยาที่หมอให้ แล้วก็พยายามกินข้าวให้เป็นเวลา นอนเยอะๆ แล้วก็ไม่ต้องเครียด แค่นี้อาการก็คงไม่กำเริบแล้ว มีอะไรจะถามหมอมั้ยครับ?"

"ไม่มีครับ ขอบคุณครับคุณหมอ"

จรัสพลพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องตรวจ เหล่าผู้มาเยี่ยมที่รออยู่จึงค่อยกรูกันเข้าไปล้อมเตียง สุเมธเห็นท่าทางธีระอยากลุกนั่งจึงช่วยปรับเตียงให้ ส่วนกฤตภาสนั้นเดินไปนั่งที่โซฟาริมผนังตั้งแต่ที่นายแพทย์หนุ่มเริ่มตรวจคนไข้แล้ว

"พี่ตี้เป็นไงบ้าง เมื่อวานตอนล้มบนเวทีพราวตกใจหมดเลย รู้งี้รีบบอกสต๊าฟแต่แรกว่าพี่ตี้เดินไม่ไหวก็ดีหรอก"

พราวภิรมย์เอ่ยขึ้นขณะมองใบหน้าของเขา พอเห็นว่าไม่ซีดขาวเช่นเมื่อวานก็ค่อยเบาใจ

"สงสัยเพราะแกไม่ได้กินข้าวเย็นแล้วก็มัวแต่เครียดเรื่องเดินแบบน่ะสิ แกทำฉันห่วงมากเลยนะตี้ คราวหลังฉันบอกให้กินข้าวแกต้องกินนะ"

ศันสนีย์เอ่ยบ้างด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์ ธีระรู้ดีว่าเพื่อนกำลังงอนจึงพยายามยิ้มเพื่อให้หายโกรธ

"ขอโทษนะซัน คราวหลังไม่ดื้อแล้ว ขอโทษด้วยนะครับแม่ ทุกคนเลยวุ่นวายกันไปหมด"

"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะตี้ แม่เป็นห่วงตี้มากกว่า เห็นว่าเราไม่เป็นไรมากก็ดีแล้วล่ะ"

ผู้คนที่รุมล้อมรอบเตียงต่างผลัดกันถาม ผลัดกันแสดงความห่วงใย สีหน้าของธีระจึงค่อยดูสดใสขึ้น ฝ่ายกฤตภาสเพียงแต่นั่งมองจากโซฟาและจิบกาแฟที่เย็นชืดแล้วเงียบๆ

"ลูกกฤตเป็นไงบ้าง นี่อยู่เฝ้าน้องเขาทั้งคืนเลยเหรอลูก?"

"ครับหม่าม้า"

กฤตภาสหันมายิ้มบางๆ ให้หญิงสูงวัยข้างกาย ถึงแม้วิรดาจะไม่ใช่แม่ของเขาแต่ก็เห็นเขามาแต่อ้อนแต่ออก เขาจึงให้ความเคารพอีกฝ่ายไม่ต่างจากแม่ของตัวเอง

วิรดาเห็นชายหนุ่มเบนสายตากลับไปทางคนที่นั่งพิงหมอนพูดคุยกับเพื่อนๆ แล้วก็ถอนหายใจ เมื่อวานนี้เธอรีบถามลูกชายทันทีที่ฝ่ายนั้นกลับถึงบ้านว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกลางงานเลี้ยงนั้นเป็นมาอย่างไรแน่ เธอเอ็นดูกฤตภาสเหมือนเป็นลูกอีกคนจึงเป็นธรรมดาที่ต้องการเข้าใจสถานการณ์ แล้วยังไม่นับว่าเดี๋ยวพอมุกตาภาซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของกฤตภาสได้รู้เรื่องเข้าจะต้องมาถามเธออีกแน่นอน ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ก่อนย่อมดีที่สุด

ใจคนยากแท้หยั่งถึง เธอรู้จักกฤตภาสมาตั้งแต่เจ้าตัวยังไม่คลอด พอโตเป็นหนุ่มก็เห็นข่าวว่าคบคนนั้นคนนี้แต่ไม่ยืดจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เหตุการณ์เมื่อคืนนี้กลับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชายหนุ่มในแง่มุมที่ไม่เคยเห็น ไม่นับภาพที่ตำตาตอนก้าวเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยเมื่อครู่ จะให้สงบสติอารมณ์เหมือนยามปกติเกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้

มุกเอ๋ยมุก...ฉันล่ะกลัวใจเธอแทนตากฤตจริงๆ

หญิงสูงวัยตบมือลงบนหลังมือของเขาเบาๆ ดึงความสนใจของกฤตภาสให้หันกลับมาอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยเอ่ยด้วยเสียงที่พอจะได้ยินกันเพียงสองคน

"เหวินเล่าให้หม่าม้าฟังแล้วนะลูก หม่าม้าจะไม่บอกแม่ของเราหรอกนะ แต่ถ้าโดนเรียกไปคุยก็ไว้หน้าแม่เขาบ้างนะจ๊ะ"

กฤตภาสเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยและตบหลังมือผู้สูงวัยแทนการตอบรับ แต่กลับไม่รู้สึกกังวลใจกับแม่ของตัวเองเลยสักนิด ถูกล่ะว่าหากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นรวมถึงเหตุผลของเขาแล้วหม่อมหลวงมุกตาภาจะต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแน่นอน แต่เขารับมือกับความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นแม่จนชาชินเสียแล้ว ที่เขาเป็นกังวลตอนนี้กลับเป็นแรงกดดันจากคนอื่นมากกว่า

ถ้าหากดูตามเวลา พวกเขาก็น่าจะใกล้มาถึงในอีกไม่นานนี้

ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรมากกว่านั้น ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเข้ามาด้านใน ผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นหญิงชายวัยกลางคนที่ธีระคุ้นหน้าดี และนั่นทำให้เขาเลิกคิ้วสูงด้วยความคาดไม่ถึง

"พ่อ? แม่?"

"น้องตี้ ไม่เป็นไรใช่มั้ยลูก ไม่ได้ปวดท้องโรคกระเพาะมาตั้งหลายปีแล้วนี่นา"

ธาริณีเดินมายังข้างเตียงพลางลูบหลังไหล่ลูกชายด้วยความห่วงใย หลังจากทุกคนรู้ว่าผู้สูงวัยทั้งสองเป็นใครก็ไหว้ทักทาย ฝ่ายอธิศมองหน้าของทุกคนแล้วก็เอ่ยถามเสียงนิ่ง

"กฤตภาสคือคนไหน?"

"ผมเองครับ"

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินไปไหว้ชายวัยกลางคนที่เตี้ยกว่าเขาหนึ่งช่วงศีรษะ แต่ช่วงตัวที่ล่ำหนาบ่งบอกว่าในวัยหนุ่มคงกำยำไม่น้อย ผู้สูงวัยกวาดตามองเขาขึ้นลงก่อนจะกำมือแน่น

"แกเองรึ"

"ว้าย!"

"พ่อ!!"

ทุกคนร้องอย่างตกใจเมื่อได้ยินเสียง 'พล่อก!' พร้อมกับที่กำปั้นลุ่นๆ กระแทกเข้ากับหน้าของกฤตภาสโดยไม่มีใครห้ามทัน ร่างสูงกระเด็นลงไปบนพื้นตามแรงหมัดทันที วิรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาประคองกฤตภาสขึ้นนั่ง พอเห็นชายหนุ่มก้มลงไปบ้วนเลือดบนพื้น และเห็นแวบๆ ว่ามีฟันกรามซี่หนึ่งปนอยู่ในกองเลือดผสมน้ำลายด้วยก็มือไม้อ่อน เสียงที่ลอดผ่านริมฝีปากก็สั่นไปด้วย

"ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันดีๆ เถอะ"

"ไม่มีอะไรต้องพูด คุณถอยออกมาให้ห่างๆ มันเดี๋ยวนี้!"

"พ่อ! ไหนสัญญากันไว้ว่าจะใจเย็นก่อนไง!"

"แม่เห็นหน้ามันแล้วยังใจเย็นได้อยู่เหรอ!? หันไปดูลูกซิว่าตอนนี้เป็นยังไง!"

ธีระหน้าซีดเผือดขณะมองแม่ที่กำลังพยายามยื้อพ่อไว้จากด้านหลัง ความจริงอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว แต่ความตกตะลึงทำให้นึกคำพูดไม่ออกในทันที

"ไหน? โทรให้มาที่นี่เพราะบอกว่ามีเรื่องอยากคุยไม่ใช่เหรอ!? งั้นก็ลุกขึ้นมาคุยสิ ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริงก็อย่าเอาแต่ซุกชายกระโปรงคนอื่น!"

นัยน์ตาของกฤตภาสวาวโรจน์ขณะปาดเลือดที่ไหลหยดจากปลายจมูกและมุมปาก บรรยากาศอันตึงเครียดทำให้ทุกคนในห้องแทบไม่กล้าหายใจ แต่ชายหนุ่มก็เพียงแค่หยัดตัวขึ้นยืนและสบตาอีกฝ่ายนิ่ง

"ผมมีเรื่องอยากคุยจริงๆ แต่นี่เป็นเรื่องเฉพาะพวกเรา ผมอยากขอให้คนอื่นออกไปก่อน"

"ทำไม? กล้าทำไม่กล้ารับรึไง? ไม่ต้องให้ใครออกไปทั้งนั้นแหละ! ไหนๆ มาแล้วก็ให้อยู่ฟังกันให้หมด!!"

"พ่อ! อย่าลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวได้มั้ย! ขอโทษนะคะ ทุกคนช่วยออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะค่ะ"

เมื่อเห็นว่าสามีเริ่มทำตัวไม่มีเหตุผล ธาริณีจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ ถึงอย่างไรคนเหล่านี้ก็เป็นเพื่อนของลูก เธอไม่อยากให้พวกเขาติดภาพว่าพ่อของธีระป่าเถื่อนเหมือนไม่มีการศึกษา แต่แน่นอนว่าในเวลานี้คงอธิบายกับสามีไม่ได้

พวกของศันสนีย์มองหน้ากันไปมา และด้วยตระหนักว่าขืนอยู่ในห้องต่อไปก็มีแต่จะสร้างความลำบากใจจึงพากันทยอยเดินออกจากห้อง กฤตภาสจึงหันไปบอกคนที่ยืนด้านหลังบ้าง

"หม่าม้าก็ออกไปด้วยเถอะครับ"

"แต่ว่า..."

"ไม่เป็นไรหรอกครับ อะไรที่ผมผูกเองก็ต้องแก้เอง อย่าดึงใครเข้ามาเกี่ยวเลยครับ"

ชายหนุ่มบีบมืออีกฝ่ายพลางจ้องตานิ่ง วิรดาเข้าใจสิ่งที่กฤตภาสต้องการจะสื่อ จึงได้แต่พยักหน้าแล้วเดินออกไปยังหน้าประตู แต่ก่อนจะก้าวออกไปก็ยังหันมาเอ่ยกับคู่สามีภรรยาที่ยืนอยู่กลางห้อง

"อย่าใช้ความรุนแรงกันเลยนะคะ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน ขอร้องล่ะ"

ประตูห้องปิดลงแล้ว ภายในห้องมีเพียงเสียงหายใจหนักหน่วงของอธิศที่ดูเหมือนยังอยากเห็นเลือดจากกฤตภาสมากกว่านี้ กล้ามเนื้อทั่วร่างที่เกร็งขมวดบ่งบอกว่าพร้อมจะตรงเข้าทำร้ายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ทุกชั่วอึดใจ ขัดกันอย่างยิ่งกับท่าทางสงบนิ่งของกฤตภาสที่ยืนทิ้งแขนข้างลำตัวไว้เฉยๆ

ความเงียบอันน่าอึดอัดกำจายในอากาศจนธีระรู้สึกมวนท้องขึ้นมาอีก เขามองผู้ให้กำเนิดที่กำลังยืนจ้องตากฤตภาสแล้วก็ไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรจะคลี่คลายอย่างไรดี กลายเป็นแม่ของเขาที่ทำลายความเงียบขึ้นเป็นคนแรก

"คุณกฤต เมื่อคืนแม่ตกใจมากที่คุณโทรมา นึกว่าเราคงไม่ต้องเจอกันแล้วเสียอีก"

"ขอโทษด้วยครับที่โทรไปหากลางดึก แต่ผมเป็นห่วงตี้ แล้วผมก็อยากเจอคุณแม่กับคุณพ่อจริงๆ"

"ฉันมีลูกชายคนเดียว! แกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ!"

ธาริณีที่ยังดึงแขนสามีไว้หันไปปรามอีกฝ่ายด้วยสายตา เรื่องที่สามีเจ็บแค้นแทนลูกชายนั้นเธอย่อมเข้าใจและรู้สึกไม่ต่างกัน แต่ก็รู้ดีว่าการปล่อยให้ใช้กำลังมีแต่จะยิ่งเพิ่มปัญหา

ที่สำคัญ...ถึงแม้จะปรายตาไปมองเพียงแวบเดียว แต่สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ก็พอจะบอกได้ว่าลูกกำลังเป็นห่วงคนที่ยืนเลือดกบปากตรงหน้าแค่ไหนด้วย

"คุณกฤต บอกไว้ก่อนนะว่าพ่อของตี้เขาเคยเป็นนักมวยมาก่อน ทางที่ดีอย่ายั่วโมโหให้ตัวเองเจ็บตัวมากกว่านี้จะดีกว่า"

หญิงสูงวัยหันมาเอ่ยเตือนเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ กฤตภาสได้ฟังก็เลิกคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่โกหกเพราะแรงหมัดเมื่อครู่ทำเอาเขาหน้ามืดไปชั่วขณะ

หญิงสูงวัยเอ่ยต่อ "คุณจำที่เราเคยคุยกันหลังจากที่ตี้เลิกไปฝึกงานได้ใช่มั้ย?"

"ได้ครับ"

กฤตภาสพยักหน้าพลางยกมือขึ้นปาดเลือดกำเดาที่ยังซึมอยู่ใต้จมูก ธีระได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็เลิกคิ้ว แม่ของเขาเคยคุยกับคุณกฤตระหว่างที่เขาไปอยู่ที่น่าน? ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย?


"แม่ขอพูดอีกครั้งนะคุณกฤตภาส แม่อโหสิให้คุณ ถือว่าคุณคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตี้มาก่อน แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่มีเหตุให้ต้องข้องเกี่ยวกันแล้วก็ตัดบ่วงกรรมนี้เสียเถอะ ในเมื่อคุณเองก็มีพร้อมทุกอย่างในชีวิตอยู่แล้ว อย่าให้ตี้ต้องกลายเป็นส่วนเกินในชีวิตของคุณเลย แม่ไม่ได้เลี้ยงเขามาให้ถูกใครย่ำยีไม่ว่าจะทางร่างกายหรือว่าจิตใจ แค่นี้นะคะ"


ทุกคำพูดที่ได้ยินผ่านทางโทรศัพท์ตอนที่เขาโทรไปถามว่าธีระอยู่ไหนยังดังก้องในความทรงจำ ตอนนั้นเขามีแต่ความร้อนใจ อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มอยู่ที่ไหนโดยที่ไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมต้องทนไม่ได้ที่อีกฝ่ายจากไปถึงขนาดนั้น จนกระทั่งได้รับรู้ความต้องการที่แท้จริง ได้กลับมาพบธีระอีกครั้งและเห็นกับตาว่าได้สร้างรอยแผลในใจให้เด็กหนุ่มแค่ไหน กฤตภาสก็ตระหนักแล้วว่าเขาต้องทำทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายเลิกคิดว่าตัวเองเป็น 'ส่วนเกิน' ในชีวิตเขาให้ได้

หากคำว่าขอโทษเป็นหนึ่งในการจะก้าวไปสู่จุดนั้น เขาก็ไม่เกี่ยงงอนที่จะเอ่ย

"ผมขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ที่เคยทำไม่ดีไว้กับตี้ แต่นอกจากคำขอโทษแล้วผมอยากจะขอแก้ตัวด้วย ต่อจากนี้ผมจะไม่ยอมให้ตี้ไม่มีความสุขเพราะผมเด็ดขาด ดังนั้นผมขอโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ผมขอลูกชายของพ่อกับแม่ได้ไหมครับ"

ทั้งสามคนที่เหลือในห้องอึ้งไป ธีระเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อหู คุณกฤตพูดอะไรน่ะ นี่โดนพ่อของเขาต่อยจนเสียสติไปแล้วหรือไงกัน นี่คือผู้ชายคนที่เคยใช้ลูกไม้มาขู่บังคับให้เขาเป็นเซ็กส์เฟรนด์จริงๆ น่ะหรือ

พล่อก!

"พ่อ!!"

เสียงหมัดลุ่นๆ ที่ปะทะเข้ากลางลำตัวของกฤตภาสอีกครั้งจนชายหนุ่มตัวงอพับลงบนพื้นเรียกเสียงร้องจากทั้งธาริณีและธีระ แรงกระแทกอันหนักหน่วงทำให้กฤตภาสอาเจียนอาหารเช้าออกมา กระนั้นหลังจากตั้งตัวได้ ชายหนุ่มก็พยายามประคองตัวเองลุกขึ้นยืนอีก แม้ท่าทางจะโซเซแทบยืนไม่อยู่ แต่เขาก็ยังสบตากับชายวัยกลางคนที่จ้องมองเขาอย่างเกรี้ยวกราดโดยไม่หลบเลี่ยง

"ฉันไม่ให้ลูกฉัน! แกคิดว่าตัวเองดีเด่มาจากไหน!? ทำให้คนเขาอับอายแล้วก็มาแกล้งทำเป็นขอโทษ ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้ชายเหมือนกันแล้วต่อไปแกจะไม่ทำให้ลูกฉันเสียใจ! แล้วพวกแฟนที่เคยพากันออกข่าวนั่นจะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน?"

"แฟนพวกนั้นผมเลิกหมดแล้ว คนล่าสุดนั่นก็เป็นแค่ญาติห่างๆ กันแต่นักข่าวเอาไปสร้างกระแสกันเอง ผมรู้ว่าไม่มีหลักประกันให้วางใจเรื่องของผมกับตี้ แต่ผมมั่นใจว่าผมพิสูจน์ให้เห็นได้"

แน่นอนว่ากฤตภาสไม่คิดจะบอกว่าแม่ของเขาคิดจะจับคู่ให้เขากับเกล็ดมณี เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่มีวันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

น้ำเสียงของกฤตภาสแหบแห้ง กระนั้นเจ้าตัวก็ยังกัดฟันทนเพื่อไม่ให้ล้มลงไปอีก ธีระมองกองเลือดและอาเจียนบนพื้นแล้วก็รับรู้ได้ว่าใบหน้ากำลังเปียกชุ่มด้วยน้ำตา

กฤตภาสที่ยอมก้มหัวขอขมาคนอื่นถึงเพียงนี้ เขาไม่เคยเห็นและไม่อยากเห็นอีกแล้ว

"พ่อ...พอเถอะ"

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงพร่า ผู้สูงวัยทั้งสองดูจะเพิ่งตระหนักว่าลูกชายยังอยู่บนเตียง อธิศตวัดสายตามองกฤตภาสอย่างไม่หายโกรธก่อนจะเดินเข้าไปหาธีระ

"ตี้ ถ้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วก็กลับบ้าน เดี๋ยวพ่อกับแม่พากลับสุพรรณวันนี้เลย ยังไงก็มีเวลาอีกสองสามวันก่อนจะเปิดเทอม เดี๋ยวพ่อพากลับมาส่งเอง"

ธีระมุ่นคิ้วพลางหันไปมองผู้เป็นแม่ หญิงสูงวัยพยักหน้าราวจะบอกว่าให้ทำตามที่สามีบอกไปก่อน

"ก็ได้ครับ แต่ว่า...ตี้ขอคุยกับคุณกฤตก่อนได้ไหม"

"จะคุยกับมันทำไมอีก! คนพรรค์นี้อยู่ด้วยนานไปก็เป็นเสนียดจัญไรกับชีวิตเท่านั้น ไม่ต้องไปเกลือกกลั้วอีกเลยนั่นแหละดีที่สุด!"

กฤตภาสได้แต่พยายามสูดหายใจลึกอย่างข่มใจ นี่เป็นผลจากการกระทำที่ผ่านมาของเขาเอง จะโดนดูถูกด้วยถ้อยคำเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแค่ไหนก็ต้องทน

ตราบใดที่คนที่เขาห่วงความรู้สึกที่สุดไม่ได้คิดเช่นเดียวกัน เขาก็ไม่ได้หน้าบางจนถึงกับจะรับฟังคำสบประมาทเหล่านี้ไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยแยแสคำพูดของใครอยู่แล้วด้วย

"ถ้าพ่อไม่ให้ตี้คุย ตี้ก็ไม่กลับบ้าน"

เด็กหนุ่มเช็ดน้ำตาพลางเบ้ปาก เขารู้ดีว่าทั้งพ่อและแม่ต่างโอ๋เขาแค่ไหนเพราะเป็นลูกคนเดียว แม้จะรู้ว่าตอนนี้กำลังใช้ประโยชน์จากความใจอ่อนของทั้งคู่ แต่นี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะได้ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจมานานในที่สุด

"ตี้..."

"ได้ แต่แค่ห้านาทีเท่านั้นนะตี้ หมดเวลาแล้วพ่อกับแม่จะเข้ามาช่วยเก็บของกลับบ้าน"

ธาริณีรู้ดีว่าให้สามีพยายามดันทุรังก็เปลืองแรงเปล่า แม้ว่าส่วนตัวแล้วจะไม่ได้นึกอยากสนับสนุนการตัดสินใจของลูกเลยก็ตาม แต่ก็รู้ดีว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง...ผู้ให้กำเนิดอย่างพวกเขาก็ทำได้เพียงคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เท่านั้น

เด็กหนุ่มพยักหน้าขณะมองแม่ที่พยายามจะดึงแขนพ่อที่ท่าทางกระฟัดกระเฟียดออกไปจากห้อง กระทั่งประตูปิดสนิทลงแล้ว เขาจึงค่อยหันไปหากฤตภาสที่เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ชายหนุ่มฟุบหน้าลงบนฟูกขณะเอามือข้างหนึ่งกุมท้องเอาไว้

"คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า?"

ธีระถามอย่างเป็นห่วง แต่ละครั้งที่เสียงหมัดของพ่อกระทบกฤตภาสนั้นหัวใจของเขาก็คล้ายถูกโบยไปด้วย ตอนยังเล็กเขาเคยตามไปดูพ่อสอนเด็กที่ค่ายมวย รู้ดีอย่างยิ่งว่าพ่อของตัวเองหมัดหนักแค่ไหน กฤตภาสซึ่งโตมาแบบคุณชายจู่ๆ ก็โดนเข้าสองหมัดติดกันย่อมไม่มีทางทนรับได้โดยไม่เข็ดขยาด

"ก็นิดหน่อย ไม่คิดว่าจะโดนแบบนี้ก็เลยไม่ทันได้ตั้งตัว"

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าออกช้าๆ จนกระทั่งพอจะหายจุก เขาค่อยดันตัวนั่งตรงแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับธีระ เด็กหนุ่มรีบหันไปหยิบกล่องทิชชู่แล้วเอามาซับเลือดที่ยังเกรอะกรังบนหน้าอีกฝ่ายทันที

"ขอโทษแทนพ่อผมด้วย ปกติพ่อเป็นคนใจดีมาก"

"ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าที่โดนไปนั่นก็สมควรแล้ว ดีแค่ไหนแล้วที่พ่อเธอไม่พกปืนหรือมีดมาด้วย"

ธีระชะงักมือพลางเม้มปาก กฤตภาสเห็นดังนั้นจึงดึงมือของเด็กหนุ่มมากุมแน่น

"ฉันพูดเล่น อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ"

สัมผัสบนฝ่ามือช่วยปลอบประโลมให้จิตใจของธีระสงบลง เขาสบตากับกฤตภาสเงียบๆ ในอกระอุไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ผสมปนเปจนอธิบายไม่ถูก

คำพูดที่คุณกฤตบอกกับพ่อเมื่อกี้นี้...เขาเชื่อได้แค่ไหน

ธีระรู้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์คาดหวัง เพราะถ้าไม่หวังก็จะไม่ผิดหวัง แต่ท่าทีของกฤตภาสที่ยอมก้มหัวให้พ่อของเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน....มันทำให้ใจเขาอดจะโน้มเอียงไม่ได้ว่าหรือที่แท้แล้ว...เขายังไม่ถึงกับต้องปล่อยความหวังนี้ให้ลอยหายไปในอากาศเสียทีเดียว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็เท่ากับเขายังเป็นที่ต้องการอยู่บ้างใช่ไหม?

"คุณเคยคุยกับแม่หลังจากผมเลิกฝึกงานด้วยเหรอ?"

"ตอนนั้นฉันติดต่อเธอไม่ได้ โทรไปหาแม่เธอก็ไม่ยอมบอก แต่เขาก็ทิ้งคำพูดที่ช่วยให้ฉันได้คิดเรื่องของเธอหลายข้ออยู่"

กฤตภาสยกมือของธีระขึ้นแนบบนแก้มข้างที่เริ่มช้ำเพราะถูกฤทธิ์หมัด เมื่อฝ่ามือเย็นๆ แตะลงก็ราวจะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนบริเวณนั้นให้ทุเลาลงนิดหนึ่ง

"ตอนนั้นฉันบอกแม่เธอไปว่าเสียใจ เขาก็เลยบอกว่าฉันสมควรจะพูดคำนี้กับเธอมากกว่า แล้วเขาก็บอกด้วยว่าไม่ได้เลี้ยงลูกมาให้เป็นส่วนเกินของใคร ดังนั้นให้ฉันปล่อยเธอไปซะ พอมาคิดทบทวนดู ฉันก็รู้ว่าแม่เธอพูดถูก"

มือของธีระที่ถูกจับไว้ทำท่าจะกระตุกออก แต่กฤตภาสไม่ปล่อยมือและเพียงแต่สบตาอีกฝ่ายนิ่ง

"แม่เธอพูดถูกที่ว่าไม่ได้เลี้ยงเธอมาให้เป็นส่วนเกินของใคร ดังนั้นฉันก็เลยจะพิสูจน์ให้เห็น ว่าเธอไม่ใช่ส่วนเกินในชีวิตฉัน"

"...คุณก็แค่อยากเอาชนะแม่ผมเท่านั้นแหละ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องการผมจริงๆ หรอก"

น้ำเสียงของธีระสงบนิ่งจนกระทั่งตัวเองยังแปลกใจ นัยน์ตากลมโตแดงก่ำแต่ไร้หยาดน้ำตา ราวกับว่าวันนี้มันหลั่งไหลออกมาจนไม่เหลือจะหยดอีกแล้ว

"ไม่ใช่"

กฤตภาสสูดหายใจลึก เขาพยายามฝืนความเจ็บตรงช่องท้องแล้วลุกขึ้นโอบธีระไว้แนบอก เพราะมีแต่วิธีนี้ที่จะทำให้อีกฝ่ายตระหนักว่าเขาพร้อมจะปกป้องเจ้าตัวได้

มันไม่ใช่ความรู้สึกตื้นเขินเพียงความสนใจอยากหยอกเย้าเล่นเหมือนที่ผ่านมา และไม่ใช่ความอยากเอาชนะคำสบประมาท เขาต้องการธีระมาอยู่เคียงข้างจากใจจริง

"เราอาจได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่ฉันมั่นใจว่าเธอรู้จักฉันดีพอ เข้าใจฉันมากพอว่าฉันไม่มีทางฝืนทำเรื่องที่ขัดกับความต้องการของตัวเอง ถ้าหากฉันเป็นคนดีขนาดนั้น ฉันก็คงไม่เข้าไปยุ่งกับเธอตั้งแต่แรกแล้ว"

ธีระได้ยินเสียงหัวใจของกฤตภาสจากแผ่นอกที่แก้มของเขาแนบอยู่ เมื่อสูดหายใจเข้าก็ได้กลิ่นคาวเลือดเบาบางจากคราบที่เกาะอยู่บนเสื้อของอีกฝ่าย จึงได้แต่กำชายเสื้อของกฤตภาสแน่นเข้า

"กับเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่มีความจำเป็นต้องเอาชนะแม่เธอ แต่คำพูดของเขาทำให้ฉันฉุกคิดได้ว่าตัวเองคือคนที่บีบให้เธอตีตัวออกห่าง ฉันไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนก็ได้ในเมื่อเธอเคยพูดเองว่าขอให้ปล่อยเธอไป แต่ฉันไม่อยากปล่อย ยิ่งตอนนี้ก็ยิ่งมั่นใจ ฉันปล่อยเธอไปไม่ได้"

อ้อมแขนของกฤตภาสกระชับรอบตัวของธีระแน่นเข้า ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดบนขมับราวจะเป็นตัวแทนของความปรารถนาที่คุกรุ่นในอกของอีกฝ่าย ความรู้สึกเดียวกันนั้นพลุ่งพล่านอยู่ในอกของเขาเช่นกัน

จริงหรือ นี่ไม่ใช่คำพูดหลอกลวงเพื่อให้เขากลับไปสู่วังวนเดิมใช่ไหม?

น้ำตาร้อนผ่าวไหลพรากลงมาอีกครั้ง มันร้อนจนคล้ายกับจะลวกผิวแก้มของเขาให้เป็นรอยได้ กฤตภาสรับรู้ถึงอาการสั่นน้อยๆ ของร่างในอ้อมแขนจึงยกนิ้วขึ้นกรีดหยดน้ำเหล่านั้นออก

"ฉันจะไม่ขอให้เธอเชื่อคำพูดของฉัน แต่ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นเอง เธอก็รู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นคนที่ลงมือทำมากกว่าพูด"

"ผมรู้..."

"หมดเวลาแล้ว ตี้ กลับบ้าน!"

บานประตูเปิดออกพร้อมกับที่อธิศเดินเข้ามาในห้องโดยมีธาริณีเดินตามหลัง ธีระหันไปมองก่อนประตูจะปิดลงและเห็นว่าพวกเพื่อนๆ ยังคงยืนให้กำลังใจอยู่นอกห้อง มุมปากได้รูปจึงยกขึ้นน้อยๆ คล้ายจะบอกทุกคนว่าไม่ต้องเป็นห่วง

หลังจากที่นางพยาบาลเข้ามาช่วยถอดเข็มน้ำเกลือและธีระเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว พ่อกับแม่ก็พาเขาไปทำเรื่องจ่ายค่าห้องพัก ตลอดเวลานั้นกฤตภาสได้แต่ข่มความต้องการที่จะเสนอตัวออกค่าใช้จ่ายเพราะรู้ว่ารังแต่จะทำให้พ่อของธีระเหม็นขี้หน้ามากขึ้น กระนั้นเมื่อผู้สูงวัยทั้งสองพาเด็กหนุ่มไปที่รถโดยมีพวกเพื่อนๆ เดินตามไป เขาก็ยังตามไปส่งโดยไม่สนว่าบนใบหน้าและเสื้อผ้าตัวเองยังมีคราบเลือดติด

ทันทีที่ยอมรับความรู้สึกต่อหน้าเจ้าตัว กฤตภาสก็แทบทนเห็นธีระต้องจากไปอีกไม่ไหว ถึงแม้จะรู้ดีว่าพอเปิดเทอมเมื่อไหร่พวกเขาย่อมได้เจอกันอยู่แล้วก็ตาม

"กลับถึงบ้านแล้วก็พักผ่อนเยอะๆ นะตี้ แล้วเจอกันอีกทีวันเปิดเทอม"

พวกเพื่อนๆ เข้าไปกอดลาธีระและเอ่ยให้กำลังใจ ส่วนกฤตภาสเพียงแค่ยืนอยู่นอกวงและมองส่งเงียบๆ เขาได้ใช้เวลาตามลำพังกับเด็กหนุ่มและเอ่ยทุกสิ่งที่ต้องการออกไปหมดแล้ว หากทำอะไรอีกในยามนี้ก็มีแต่จะขวางหูขวางตาพ่อแม่ของอีกฝ่ายอย่างไร้ประโยชน์ ดังนั้นต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องทน

"ถ้างั้น...เดี๋ยวค่อยเจอกันนะ"

ธีระเอ่ยหลังจากขึ้นนั่งบนรถและเลื่อนบานกระจกลง แต่ถึงแม้จะดูเผินๆ เหมือนกำลังพูดกับทุกคน สายตาของเด็กหนุ่มกลับทอดไปยังกฤตภาสที่ยืนห่างออกไปทางด้านหลัง นัยน์ตากลมโตทอประกายขณะที่มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ไม่นานบานกระจกก็ถูกกดเลื่อนขึ้นและรถเก๋งสีน้ำเงินแล่นห่างออกไป

นั่นเป็นยิ้มแรกที่ธีระมอบให้เขาจากใจจริง

ทันทีที่ตระหนักถึงข้อนี้ ในอกของกฤตภาสก็อัดแน่นด้วยความฮึกเหิมอันพลุ่งพล่าน ความอิ่มเอมแล่นไปทั่วร่างด้วยความยินดีที่เขาคว้าหัวใจของธีระได้ทันก่อนที่เด็กหนุ่มจะทิ้งความหวังในตัวเขาโดยสิ้นเชิง

โชคดีที่เขาไม่ได้รู้ตัวสายเกินไป...

นาทีนี้กฤตภาสไม่ลังเลอีกแล้ว ต่อให้ครอบครัวของพวกเขาล้วนแต่ไม่เห็นด้วยก็ช่าง เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ธีระมาอยู่เคียงข้างอย่างแท้จริง



++---TBC--++


A/N: โทษฐานที่หายหน้าไปนาน คราวนี้เลยมาแบบยาวๆ ให้จุใจหายคิดถึงกันไปเลยค่ะ ^^

ปล. ไม่คิดว่าจะมีวันที่เขียนนิยายถึงตอนที่ 40 แล้วยังไม่จบ




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 8 ธันวาคม 2557 16:55:33 น.
Counter : 974 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 39


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 39



โรงพยาบาลในยามดึกมีคนมาใช้บริการบางตา หลังจากที่แพทย์ประจำวันตรวจอาการธีระแล้วก็ระบุว่ากระเพาะอักเสบเฉียบพลัน แต่เนื่องจากมีการอาเจียนและอ่อนเพลียจึงให้นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการหนึ่งคืน ซึ่งกฤตภาสก็เห็นดีด้วย เพราะเขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ธีระเจ็บไข้ไม่สบายอยู่แล้วหรือเปล่า ดังนั้นให้อยู่ในการดูแลของแพทย์ย่อมดีที่สุด

“ก็ตามนี้แหละครับหม่าม้า ถ้าหากเพื่อนๆ ของตี้อยากมาเยี่ยมก็บอกให้มาวันพรุ่งนี้แล้วกัน เพราะกว่าจะมาถึงก็คงหมดเวลาเข้าเยี่ยมพอดี ฝากบอกน้าสุด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง แล้วการประมูลเป็นไงบ้างครับ เหรอ... ดีแล้วๆ อ๋อ... อีกสักพักก็คงกลับแหละครับ ผมจอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมด้วย”

หลังจากศุภวัฒน์วางสายแล้วก็หันมาหากฤตภาสที่กำลังยืนกอดอกพิงผนัง ชายหนุ่มจึงเปิดปากถามทันที

“งานเลี้ยงเป็นไงบ้าง?”

“เห็นว่าพิธีกรช่วยแก้ปัญหาให้ แล้วก็จัดการประมูลไปตามกำหนดการเดิมแล้ว ส่วนพวกเพื่อนๆ ของตี้คงมาเยี่ยมกันวันพรุ่งนี้ คืนนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

ทั้งสองมองไปยังคนเจ็บซึ่งนอนอยู่บนเตียง ดูเหมือนธีระจะหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ตลอดทางที่ออกจากโรงแรมมายังโรงพยาบาลนั้นกฤตภาสประคองเด็กหนุ่มเอาไว้ตลอดเวลา สีหน้าท่าทางกระวนกระวายเหมือนคนเจ็บคือตัวเองเป็นสิ่งที่ศุภวัฒน์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

“คืนนี้กูจะอยู่เฝ้าตี้ที่นี่”

กฤตภาสเอ่ยพลางเดินเข้าไปลูบผมที่ปรกบนหน้าผากของธีระ แม้ว่าแสงไฟในห้องจะสลัวก็ไม่อาจปิดบังความอ่อนโยนในแววตาของคนพูดได้ นายแพทย์หนุ่มจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกูกลับก่อนก็แล้วกัน ยังต้องกลับไปเอารถที่โรงแรมอีก”

ศุภวัฒน์เอ่ยแล้วก็ทำสัญญาณมือให้กฤตภาสออกไปคุยกันนอกห้อง ชายหนุ่มมุ่นคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะก้มลงมองคนที่หลับตาอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะตื่นก็ยอมเดินตามเพื่อนออกไปแต่โดยดี

“มีอะไร?”

“ไอ้จอมบอกว่าเท่าที่สอบถามอาการของตี้แล้วน่าจะกระเพาะอักเสบเพราะความเครียด กูก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะ แต่กูคิดว่าเป็นไปได้สูงที่ตี้จะเครียดเพราะมึง”

จอมหรือจรัสพลคือนายแพทย์ที่อยู่เวรประจำโรงพยาบาลคืนนี้และยังเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนของศุภวัฒน์ กฤตภาสฟังแล้วก็นิ่งไป

“ก็อาจจะเป็นไปได้”

คำตอบที่ได้ทำให้ศุภวัฒน์ผงะ เพราะปกติแล้วกฤตภาสไม่ใช่คนที่จะยอมรับข้อกล่าวหาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ เขาจึงเพียงแค่ถอนหายใจ

“เอาเถอะ กูเองก็มีส่วนผิดเพราะเคยสัญญากับน้องตี้ไว้ว่าจะไม่บอกมึงเรื่องงานเลี้ยง สงสัยเขาคงจะโกรธกูเหมือนกัน ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ช่วยไม่ได้ ว่าแต่กูขออะไรสักอย่างได้ไหม?”

“หือ?”

คราวนี้เป็นทีกฤตภาสแสดงความสงสัยบ้าง ศุภวัฒน์กอดอกมองคนตรงหน้าชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“กฤต กูรู้จักมึงมามากกว่าสามสิบปี กูรู้ว่ามึงไม่เคยเห็นใครสำคัญกว่าตัวเองหรอก แต่อย่างน้อยเหตุการณ์วันนี้ก็ทำให้รู้ว่ามึงเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว กูจะไม่ถามหรอกนะว่าเรื่องของมึงกับตี้เป็นมายังไง แต่จากสายตาคนนอกแล้วกูบอกได้อย่างมั่นใจเลยว่าเด็กคนนั้นชอบมึง ส่วนมึงเองก็ไม่เคยยึดติดกับใครได้ขนาดนี้เหมือนกัน แต่ถ้ามึงยังไม่ยอมพูดหรือแสดงออกตรงๆ ก็ไม่มีใครเข้าใจมึงได้หรอก การที่ตี้พยายามหนีขนาดนั้นแปลว่าคงพยายามจะตัดใจจากมึงให้ได้ ดังนั้นมึงก็ต้องทำอะไรให้เด็ดขาด ถ้าหากเขาสำคัญก็ต้องบอกให้เขารู้ กูขอโทษถ้าหากว่าสาระแนมากไปหน่อย แต่ขนาดกูมองจากสายตาคนนอกยังรู้สึกเหนื่อยแทนเลย ดังนั้นมึงอยากจะให้เขาอยู่ข้างตัวหรือตัดออกจากชีวิตก็ทำให้มันชัดเจนสักทีเถอะ ที่กูอยากขอก็เท่านี้แหละ”

กฤตภาสฟังคำขอที่เหมือนกับเทศนาของเพื่อนแล้วก็เพียงแต่เงียบ นัยน์ตาสีนิลทอประกายครุ่นคิดโดยไม่เอ่ยอะไร ความเงียบระหว่างพวกเขาดำเนินไปได้ไม่นานก็มีเสียงเล็กใสดังขัดขึ้น

“พี่กฤต มีนเอากระเป๋ามาให้แล้วค่ะ”

ทั้งสองหันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน และเห็นเกล็ดมณีที่เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กในมือ มันเป็นกระเป๋าที่กฤตภาสมีติดรถไว้ตลอดเวลาเผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องไปค้างนอกบ้าน

“ขอบใจมากนะมีน ขอโทษด้วยที่ต้องให้ลำบาก”

ตอนที่ธีระทรุดลงไประหว่างงานเลี้ยงและกฤตภาสอุ้มเด็กหนุ่มออกมานั้น นอกจากศุภวัฒน์ที่อาสาตามมาช่วยขับรถให้แล้วก็มีเกล็ดมณีอีกคนที่ขอตามมาเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง และกฤตภาสก็ต้องรบกวนเธอจริงๆ ด้วยการขอให้ลงไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าในรถให้หลังจากที่ธีระยอมตกลงแอดมิทแล้ว

“แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ว่าแต่น้องตี้ไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ยคะ?”

“หมอให้ยาไปแล้ว เมื่อกี้ก่อนออกมาก็เห็นหลับสนิทดี น่าจะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”

“ดีจัง ตอนเห็นน้องเขาล้มบนเวทีนั่นมีนตกใจแทบแย่”

เธอไม่ได้เสริมว่าที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคือการได้เห็นกฤตภาสพุ่งขึ้นเวทีไปอุ้มเด็กหนุ่มลงมาท่ามกลางสายตาของคนทั้งงาน ไม่แคล้วเรื่องนี้จะต้องได้เข้าหูแม่ของเจ้าตัวในภายหลังแน่นอน เธออยากรู้นักว่าพี่กฤตของเธอจะอธิบายเรื่องนี้เวลาโดนคุณป้าถามว่าอย่างไร

“งั้นเดี๋ยวกูกลับแล้วนะกฤต มึงเองก็จะได้พักผ่อนด้วย”

“อืม ขอบใจมาก”

“อ๊ะ งั้นมีนกลับด้วยแล้วกันค่ะ ถ้าพี่กฤตมีอะไรอยากให้ช่วยเหลืออีกก็โทรบอกได้นะคะ”

กฤตภาสพยักหน้าแล้วก็ถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย เกล็ดมณีจึงหันมายิ้มให้ศุภวัฒน์

“ไปกันเถอะค่ะ พี่เหวินก็จะเรียกแท็กซี่เหมือนกันใช่มั้ยคะ?”

“ใช่ครับ เอ่อ...”

“คะ?”

เกล็ดมณีหันไปถามขณะทั้งคู่เดินไปยังลิฟท์ด้วยกัน ศุภวัฒน์จึงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน

“น้องมีน...ไม่หึงไอ้กฤตบ้างเหรอครับ?”

เขายอมรับว่าแปลกใจกับท่าทางของหญิงสาวไม่น้อย เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องที่งานเลี้ยงเธอก็กุลีกุจออาสาตามพวกเขามาที่โรงพยาบาล ถ้าจะบอกว่าเพราะไม่อยากให้กฤตภาสที่กำลังคบหากันต้องอยู่ห่างสายตาก็เข้าใจได้ แต่นี่ตลอดทางเธอต้องเห็นแน่นอนว่าเพื่อนเขาเอาแต่กอดธีระด้วยท่าทางร้อนใจ ต่อให้เป็นคนที่ความรู้สึกช้าแค่ไหนก็ต้องรู้ว่าเพื่อนของเขาคิดอย่างไรกับคนในอ้อมแขน

“ตายละ นี่พี่กฤตไม่บอกกระทั่งกับเพื่อนสนิทเลยเหรอคะเนี่ย? เฮ้อ...สงสัยมีนจะหาเรื่องใส่ตัวซะแล้วสิ”

“เอ๋?”

นายแพทย์หนุ่มยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก หญิงสาวยื่นนิ้วไปกดลิฟท์แล้วก็หันมาย่นจมูกให้เขา

“พี่กฤตกับมีนไม่ได้กำลังคบกันจริงๆ หรอกค่ะ ที่ทำไปก็เพื่อตบตาคุณป้า เอ่อ...คุณแม่ของพี่กฤตน่ะค่ะ เพราะว่าครอบครัวของพวกเรารู้จักกัน แล้วคุณป้าเกิดนึกคึกอยากจับคู่มีนกับพี่กฤตขึ้นมา พี่กฤตเลยบอกว่าระหว่างที่คุณป้ายังไม่กลับอังกฤษก็แกล้งทำเป็นคบกันให้คุณป้าเห็นไปก่อน พี่กฤตจะได้สบายหูหน่อย เพราะถึงอีกฝ่ายไม่ใช่มีน เดี๋ยวคุณป้าก็คงหาคนอื่นมาให้อยู่ดี”

คำตอบอันเหนือความคาดหมายทำให้ศุภวัฒน์เลิกคิ้วสูง แต่เมื่อคิดตามแล้วก็รู้ว่าไม่แปลกเลยที่กฤตภาสจะขอให้หญิงสาวทำเช่นนั้น เขารู้จักแม่ของกฤตภาสมาตั้งแต่เด็ก และรู้ดีว่าเพื่อนของเขาชอบแหกสารพัดกฎเกณฑ์ที่ผู้เป็นแม่ตั้งให้ นี่คงกลัวว่าพอลูกชายยิ่งโตก็จะยิ่งกู่ไม่กลับ ถึงได้พยายามเสาะหาสะใภ้ที่ตัวเองถูกใจมาให้กระมัง

“แล้วน้องมีนก็ให้ความร่วมมือกับมันง่ายๆ เหรอครับ ไม่กลัวน้ามุกเขาจะเอาจริงบ้างเหรอ?”

“มีนก็ถามไปแล้วว่าทำแบบนี้จะดีเหรอ พี่กฤตบอกว่าพอคุณป้ากลับอังกฤษแล้วมีนค่อยบอกว่าทนความเจ้าชู้ของพี่กฤตไม่ไหว หลังจากนั้นค่อยให้ใครมาอ้างว่าเป็นแฟนใหม่ของมีนก็ได้ มีนเห็นว่าเป็นข่าวกับพี่กฤตก็ดีอย่างตรงที่พวกหนุ่มๆ จะได้ไม่กล้าเข้ามายุ่ง แต่จากท่าทางของพี่กฤตตอนอยู่ที่งานเมื่อกี้ มีนคิดว่าคงตบตาใครไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”

เกล็ดมณีเล่าเคล้าเสียงหัวเราะขณะที่ทั้งสองลงลิฟท์ไปด้วยกัน ท่าทางไม่ยี่หระของหญิงสาวทำให้ศุภวัฒน์พบว่าเธอเป็นคนร่าเริงและติดดินกว่าที่เห็นแวบแรกมาก ความรู้สึกสนใจทำให้เขาโพล่งขึ้นมาขณะประตูลิฟท์เปิดออกที่ชั้นหนึ่ง

“น้องมีนครับ ตั้งแต่อยู่ที่งานพี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย นี่กะว่าพอกลับไปเอารถที่โรงแรมแล้วจะแวะหาร้านกินข้าวก่อนกลับบ้าน ถ้ายังไงน้องมีนไปกับพี่มั้ยครับ? เสร็จแล้วเดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งให้ก็ได้”

หญิงสาวกะพริบตาปริบ เธอมองผิวหน้าที่มีสีชมพูซ่านนิดหน่อยบนผิวแก้มของคนชวน จากนั้นก็หัวเราะเสียงใสแล้วพยักหน้า

“เอาสิคะ มีนก็กำลังหิวข้าวอยู่เหมือนกัน”


++------++


กฤตภาสเดินกลับเข้ามาในห้องที่เปิดไว้เพียงโคมไฟสีส้มบริเวณหัวเตียง เขาเดินเข้าไปวางกระเป๋าลงบนโซฟาแล้วก็รูดซิปเพื่อหยิบเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์สำหรับผลัดเปลี่ยน เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าคนบนเตียงที่นึกว่าหลับไปแล้วกำลังลืมตามองเขาอยู่

ชายหนุ่มวางเสื้อกับกางเกงลงที่เดิมทันที จากนั้นก็ก้าวยาวๆ เข้าไปหา

“นอนไม่หลับเหรอ? ยังปวดท้องอยู่อีกหรือเปล่า?”

น้ำเสียงห่วงใยและฝ่ามือที่วางบนศีรษะอย่างอ่อนโยนทำให้ธีระรู้สึกเหมือนยังอยู่ในความฝัน แต่เมื่อมองเห็นคราบบนเสื้อของกฤตภาสก็รู้ว่านี่คือความจริง เพราะถ้าเป็นความฝันก็คงไม่เห็นรายละเอียดทุกอย่างซ้อนทับกับความเป็นจริงได้ถึงเพียงนี้ เขาจำได้แม้กระทั่งรสขมในคอ ณ ช่วงเวลานั้นด้วยซ้ำ

“ขอโทษที่อ้วกใส่นะครับ ตอนนั้นผมทนไม่ไหวจริงๆ”


“ตี้! เป็นอะไร? คลื่นไส้เหรอ? อย่าเอามือปิดปากสิ ถ้ากลัวรถจะเปื้อนก็หันมานี่ ไม่ต้องฝืน ปล่อยออกมาเลย”


ถึงแม้ว่าตอนอยู่ในรถจะปวดท้องมากจนแทบไม่อยากรับรู้อะไร แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนรนในน้ำเสียงของคนพูดซึ่งกอดเขาไว้แน่น ชั่วแวบหนึ่งที่เหลือบเห็นแววตาห่วงหาอย่างลึกซึ้งของคนที่พยายามจะยื้อมือที่อุดปาก ธีระก็ได้แต่ขย้อนสิ่งที่กระเพาะบีบรัดขึ้นมาลงบนเสื้อของอีกฝ่าย แต่เนื่องจากเขาไม่ได้กินอะไรเลยเมื่อตอนเย็น สิ่งที่อาเจียนออกมาจึงมีแต่เศษอาหารจากมื้อกลางวันผสมน้ำย่อยรสเปรี้ยวฝาดที่ทำให้แสบตาจนน้ำตารื้น และคนที่โดนอ้วกใส่ก็เพียงแต่ใช้ปลายนิ้วช่วยเช็ดคราบน้ำตาบนแพขนตาให้ และแนบริมฝีปากลงบนกระหม่อมของเขาอย่างปลอบโยนเท่านั้น

นั่นคือการกระทำของกฤตภาสจริงๆ น่ะหรือ หรือว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจินตนาการจนเขาเชื่อเป็นตุเป็นตะไปเองกันแน่

“ไม่เป็นไร ก็แค่ทำเสื้อเลอะไปตัวนึง อีกอย่างนี่มันก็เสื้อของเธอเองนั่นแหละ”

“เสื้อของผม?”

ธีระมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เขาเคยมีเสื้อตัวใหญ่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กฤตภาสคงเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเขาจึงอธิบายอย่างใจเย็น

“เสื้อตัวนี้เป็นตัวที่ฉันให้เธอใส่กลับบ้านหลังจากคืนแรกที่มาค้างที่ห้องไง ตั้งแต่ตอนนั้นก็เท่ากับมันเป็นเสื้อของเธอแล้ว แต่เธอดันให้ใครก็ไม่รู้เอามาส่งคืนให้ บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่รับคืนของที่ให้คนอื่นไปแล้วหรอก เดี๋ยวพอซักเสร็จแล้วมันก็จะเป็นเสื้อของเธอเหมือนเดิม”

คำพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน แล้วยังสายตาที่มองมานั่นอีก เพราะแสงไฟในห้องนี้สลัวเกินไปงั้นหรือ เขาถึงได้รู้สึกว่าแววตาของกฤตภาสต่างไปจากทุกที

มันดูคล้ายกับว่า...กำลังเว้าวอนให้เขารับเสื้อตัวนี้คืนก็ไม่ปาน

“แต่ผมไม่อยากได้”

เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงหนักก่อนจะตะแคงตัวไปอีกทาง การขยับตัวกะทันหันทำให้เขาเจ็บในช่องท้องจนต้องกัดฟัน แต่อย่างน้อยความเจ็บปวดก็ทุเลาลงจากตอนอยู่ที่งานเลี้ยงมากแล้ว

พอพูดถึงงานเลี้ยง...ธีระก็ฉุกนึกขึ้นได้ว่าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ต้องไปขอโทษแม่ของศันสนีย์และทุกๆ คนที่เดือดร้อนเพราะความไม่เป็นมืออาชีพของเขา แต่ตอนที่ศุภวัฒน์คุยโทรศัพท์อยู่ในห้องเมื่อครู่นั้นเขาไม่ได้หลับ จึงได้ยินเต็มสองหูว่างานเลี้ยงดำเนินต่อไปด้วยดีหลังจากที่เขาออกมา อย่างน้อยมันก็ช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดในใจให้ลดทอนลงบ้าง

“แต่ฉันอยากให้ ไม่ใช่แค่เสื้อตัวนี้หรอกที่ฉันอยากให้เธอรับไว้ แต่ถ้าเธอไม่หันมาหา ฉันก็จะไม่บอกว่าอยากให้อะไร”

แล้วยังไงล่ะ...คิดว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ตัวเองอยากให้นั้นเขาอยากจะรับไว้นักหรือไง ธีระคิดโดยไม่หันกลับไปมอง ปล่อยให้คนที่อยากพูดแต่ไม่ได้รับโอกาสให้พูดได้อึดอัดซะบ้างก็สะใจดี

ท่าทางดื้อแพ่งของคนบนเตียงทำให้กฤตภาสยิ้ม มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยันหรือยิ้มแบบกระหยิ่มใจที่เขาเคยชิน แต่เป็นยิ้มเอ็นดูอย่างที่ไม่ได้มอบให้ใครมานานมากแล้ว อย่างน้อยท่าทีแข็งขืนของธีระก็บ่งบอกให้รู้ว่าเด็กหนุ่มไม่ได้อ่อนแอ ยังมีแรงต่อปากต่อคำกับเขาไหวอยู่

เข็มนาฬิกาแขวนผนังชี้บอกว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง แต่กฤตภาสไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดเวลาตั้งแต่เห็นธีระล้มบนเวทีจนกระทั่งพาเจ้าตัวมาโรงพยาบาลนั้นเขาเครียดจนประสาทตื่นตัวไปหมด มาตอนนี้ที่เห็นว่าอาการของอีกฝ่ายไม่น่ากังวลแล้วถึงค่อยวางใจ กระนั้นก็ยังรู้สึกเป็นห่วง อยากคอยเฝ้าดูให้มั่นใจว่าคนเจ็บจะไม่มีอาการกำเริบขึ้นมาอีกอยู่ดี

เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงได้ไม่ยอมหลับทั้งคืนตอนที่มาเฝ้าไข้ให้เขา

“แฟนคุณ...กลับไปแล้วเหรอ?”

เสียงของธีระที่ดังขึ้นหลังจากเงียบไปนานปลุกกฤตภาสจากภวังค์ เขามองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มราวกับอยากจะเห็นให้ทะลุไปถึงความคิด แต่ธีระก็ไม่ยอมพลิกตัวกลับมาและเพียงนอนรอคำตอบเงียบๆ

“เธอหมายถึงแฟนคนไหนล่ะ?”

คำตอบของกฤตภาสทำให้ธีระกำมือแน่นขึ้น พลันความเจ็บที่ท้องเหมือนจะเคลื่อนย้ายขึ้นมาบนอก เขาขบริมฝีปากขณะนึกค่อนแคะในใจ

ใช่สิ คนที่มีข่าวว่ากำลังคบกันอยู่อาจไม่ได้มีแค่ผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็ได้ แต่ในเมื่อคนที่เพิ่งกลับไปมีอยู่คนเดียว แล้วยังจะมาย้อนถามอีกทำไมว่าหมายถึงคนไหน

“คนที่ติดรถมาโรงพยาบาลด้วย แล้วตอนนี้ก็กลับไปแล้วนั่นไง ไม่ต้องแกล้งทำเฉไฉหรอก ผมเห็นข่าวในทีวีแล้ว”

ธีระพยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ไม่รู้ทำไมท้ายประโยคถึงได้สะบัดเหมือนฉุนเฉียวอยู่ดี ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิ์จะตัดพ้อเพราะตัวเองเลือกที่จะจากกฤตภาสมาเองแท้ๆ

คนด้านหลังเงียบไป ธีระเองก็พยายามไม่หันกลับไปมอง เขาไม่รู้ว่าตอนนี้กฤตภาสทำสีหน้าเช่นไรอยู่ แต่ไม่เห็นก็ดีแล้ว เพราะเขารู้ว่าถ้าได้สบตากัน ได้เห็นหน้ากันตรงๆ ความพยายามที่จะหักห้ามใจไม่ให้โหยหาอีกฝ่ายต้องพังครืนลงแน่นอน

เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นคนอ่อนไหวง่าย แต่ขอเพียงแค่เวลาอยู่ต่อหน้ากฤตภาสเท่านั้น เขาไม่ต้องการจะถูกมองว่าเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชจนเกินไป

เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างเมื่อจู่ๆ ร่างสูงใหญ่ก็โน้มตัวลงมากอดเขาจากด้านหลัง ปลายจมูกของอีกฝ่ายแนบอยู่บนขมับ เป่าลมหายใจอบอุ่นลงมาจนผิวบริเวณนั้นร้อนผ่าว กระทั่งใบหูที่ถูกริมฝีปากบางแนบชิดก็พานซึมซับอุณหภูมิจนร้อนตามไปด้วย

“หึงเหรอ?”

น้ำเสียงอันนุ่มนวลดังอยู่ข้างหูขณะที่มือใหญ่ลูบบนต้นแขนอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นที่โอบล้อมทำให้ธีระตัวสั่น น้ำเสียงที่กฤตภาสใช้ช่างแตกต่างจากเวลาที่เคยตั้งคำถามกับเขาในอดีตเหลือเกิน เพราะถ้าหากไม่ใช้น้ำเสียงเจือด้วยความโมโห ก็มักจะมีสำเนียงที่ยอกย้อนหรือกวนประสาทตลอดเวลา แทบจะไม่มีสักครั้งที่พวกเขาพูดคุยกันดีๆ ได้นานโดยไม่ทะเลาะกัน

ทว่าครั้งนี้...แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะบ่งบอกถึงความลำพองใจ แต่มันกลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนคล้ายกับน้ำเสียงที่คนรักกันจริงๆ จะใช้เพื่อหยอกเย้ากัน และมันทำให้เขา...รู้สึกไม่คุ้นเคยจนทำตัวไม่ถูก

...อย่าลืมนะตี้ คุณกฤตก็แค่ไม่อยากยอมแพ้ ที่พยายามจะดึงเรากลับมาก็คงเพราะรู้สึกเสียหน้าที่เราเป็นคนตัดความสัมพันธ์ก่อนเท่านั้นเอง

จู่ๆ เสียงเตือนจากซอกหนึ่งในจิตใต้สำนึกก็ฉุดรั้งความลิงโลดที่แล่นขึ้นชั่ววูบเอาไว้ สติที่หวนคืนมาทำให้ใจของธีระกลับสู่ความเยือกเย็นอีกครั้ง

“ผมไม่กล้าหรอกครับ อีกอย่างผมก็ไม่มีสิทธิ์ด้วย คุณไปถามคำถามนี้กับคนที่เขาจะพูดว่าหึงคุณได้เต็มปากเต็มคำเถอะ”

“แต่ฉันจะดีใจมากกว่าถ้าคนที่หึงคือเธอนะ”

เมื่อเอ่ยประโยคนั้นจบ คนพูดก็ประทับริมฝีปากลงบนกระหม่อมของเด็กหนุ่ม ธีระปิดตาแน่นและดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงจนถึงไหล่ ฝ่ายกฤตภาสเห็นเช่นนั้นก็ไม่เอ่ยอะไรเพิ่ม เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเกินจะทนรับอะไรไหวแล้วในค่ำคืนนี้ จึงเพียงแค่ขยี้ผมเของด็กหนุ่มเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปหยิบเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนแล้วเดินเข้าห้องน้ำตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

กระทั่งได้ยินเสียงปิดล็อคประตูและตามด้วยเสียงสายน้ำจากฝักบัว ธีระจึงได้ยอมลืมตาและปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา โพรงจมูกของเขาแสบร้อนเช่นเดียวกับขอบตาที่ร้อนผ่าว มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วเกร็งเป็นสีขาว

ทำไม...จะพูดแบบนั้นให้ได้อะไรขึ้นมา...ล้อเล่นกับหัวใจเขาอย่างนี้มันสนุกมากนักหรือไงกัน...

ธีระพยายามทำใจนับตั้งแต่วินาทีที่ตระหนักว่าตนกำลังติดบ่วงแห่งความหลงใหลที่ยากจะถ่ายถอน ยิ่งรู้ตัวว่ากำลังจมดิ่งลงไปในห้วงเสน่หา เขาก็ยิ่งพยายามตะเกียกตะกายจะถีบตัวให้พ้นเหมือนปลาที่ต้องการจะดิ้นให้หลุดออกจากแห ทว่ากฤตภาสกลับไม่ยอมปล่อยมือจากเขา ยิ่งรู้ว่าเขาพยายามหนีก็ยิ่งเข้ามาใกล้ ยิ่งมาทำให้เขาสับสนไม่เลิกราว่าต้องการอะไรจากการทำเช่นนี้กันแน่

หากต้องการเพียงความสนุก ความสะใจที่เอาชนะเขาได้ ก็ปล่อยมือจากเขาเสียทีเถิด เพราะเขาแพ้ในเกมนี้นับตั้งแต่รู้ตัวว่าสูญเสียหัวใจให้กฤตภาสไปแล้ว...

ภายในห้องพักผู้ป่วยเงียบสงัดเมื่อกฤตภาสเดินออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้พยายามส่งเสียงดังรบกวนการนอนของคนบนเตียง

ความจริงเขาอาบน้ำเสร็จได้พักใหญ่แล้ว แต่เพราะเดาได้จากท่าทีของธีระว่าอ่อนเพลียจากการพูดคุยกับเขาแค่ไหน และเขาไม่ต้องการจะเพิ่มความเครียดให้อาการแสบกระเพาะของคนเจ็บยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก จึงกะเวลาจนกระทั่งคิดว่าเด็กหนุ่มคงผล็อยหลับไปแล้วถึงค่อยออกมา

เขาเดินไปวางเสื้อผ้าชุดเก่าที่เปรอะเปื้อนอาเจียนบนโซฟา จากนั้นก็เลื่อนเก้าอี้มานั่งมองคนที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าอ่อนเยาว์ไม่แสดงออกว่ารับรู้การเคลื่อนไหวของเขา ท่าทางจะเหนื่อยจนหลับลึกเต็มที่

กฤตภาสเท้าคางบนแขนข้างหนึ่งขณะทอดสายตามองคนที่กำลังหลับใหล เขายกมืออีกข้างขึ้นลูบผมของธีระเบาๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มไม่ตื่นก็ก้มลงไปสูดกลิ่นหอมจากเรือนผมนิ่มเข้าจนเต็มปอด

เขาคิดถึงกลิ่นนี้...คิดถึงเด็กคนนี้เหลือเกิน...

ชายหนุ่มไล้ฝ่ามือไปตามผิวแก้ม ลำคอ กระทั่งถึงแผ่นหลังของคนบนเตียงไปมา ธีระขดตัวมากขึ้นนิดหนึ่งแต่ก็ไม่มีทีท่าจะตื่น ดูๆ ไปก็เหมือนลูกแมวที่กำลังพอใจกับการถูกลูบไล้ในยามที่ไม่รู้สึกตัว ท่าทางไร้การป้องกันเช่นนั้นดึงมุมปากของกฤตภาสให้ยกสูงขึ้น


“เราไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อความสุขในอนาคตแค่ไหน”

“สัญญาสิกฤต แกจะใช้ชีวิตข้างนอกนั่นแทนฉัน แกจะมีความสุขแทนฉัน”

“มึงอยากจะให้เขาอยู่ข้างตัวหรือตัดออกจากชีวิตก็ทำให้มันชัดเจนสักทีเถอะ”



คำแนะนำ ขอร้อง ตักเตือนจากเหล่าคนใกล้ชิดย้อนกลับมาหากฤตภาสอีกครั้งดั่งสายน้ำไหล ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนเชื่อฟังหรือจดจำคำพูดใครสักเท่าไหร่เพราะเติบโตมากับแม่ที่พยายามจะชี้นำความคิด ชายหนุ่มจึงชาชินกับการปล่อยให้คำพูดของคนอื่นเป็นเพียงลมปากที่เข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวา แต่น่าแปลกที่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่นาน เขากลับเก็บคำพูดทุกคำที่เกี่ยวกับตัวเขาและความสัมพันธ์ในอนาคตมาใส่ใจถึงขนาดนี้

และนั่นทำให้เขาได้ข้อสรุปกับตัวเองในที่สุด

ถ้าหากเขาไม่เชื่อในความรักเพราะเห็นตัวอย่างชีวิตคู่อันแหลกเหลวมาจากพ่อกับแม่ กฤตภาสก็คิดว่าเขาเชื่อมั่นในตัวเองได้ เชื่อมั่นในสัญชาตญาณที่ว่าธีระคือคนเดียวที่จะดับความร้อนรุ่มกระวนกระวายในใจได้ และเชื่อว่าตัวเองสามารถเป็นที่พึ่งพิงให้อีกฝ่ายตลอดไปได้เช่นกัน

ธีระรักเขา ต่อให้ศุภวัฒน์ไม่บอกเขาก็รู้ ความหวั่นไหวที่สะท้อนในดวงตากลมโตนับตั้งแต่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งคือหลักฐานอันชัดเจน กระทั่งท่าทีไม่ยอมรับตอนที่ถูกเขาถามว่าหึงล้วนตอกย้ำความมั่นใจนี้ เพียงแต่อีกฝ่ายยังหวาดหวั่น ไม่มั่นใจและไม่กล้าเชื่อว่าเขาจะรู้สึกอย่างเดียวกัน และกฤตภาสก็รู้ตัวดีว่าเขาเป็นคนที่ยากแก่การทำความเข้าใจจริงๆ ในเมื่อแต่ไหนแต่ไรเขายึดถือเรื่องการไม่เปิดเผยความในใจให้ใครระแคะระคายอยู่เสมอมา

แต่ตอนนี้อะไรบางอย่างในตัวเขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว และเขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจความเปลี่ยนแปลงนี้ ถึงแม้มันจะแปลกใหม่และไม่คุ้นเคย แต่กฤตภาสคิดว่าเขารับตัวเองที่เป็นเช่นนี้ได้ หากมันจะแลกมาซึ่งการได้ตัวเด็กหนุ่มกลับมาอยู่เคียงข้างเหมือนที่เคยเป็น

นัยน์ตาสีนิลหรี่ลงขณะเลื่อนข้อนิ้วไปถึงริมฝีปากสีชมพู เขาก้มลงแนบริมฝีปากตนเองกับริมฝีปากที่แห้งผากนั้น ราวกับว่าจะตอกย้ำการตัดสินใจของตัวเอง เช่นเดียวกับการฝากตราประทับลงบนคนที่เขาเลือกแล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะทำให้เป็นคนของเขาทั้งตัวและหัวใจให้ได้

ร่างสูงหยัดตัวขึ้นจากเก้าอี้ เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะมากดหาหมายเลขซึ่งไม่ได้โทรออกมานาน แม้จะรู้ดีว่าเวลานี้ดึกดื่นจนเสียมารยาทที่จะโทรไปหา แต่เขาก็ไม่ต้องการจะเสียเวลายื้อการตัดสินใจนี้ให้ยาวนานออกไปอีกแม้แต่นาทีเดียว

ปกติเขาอาจชินกับการทำให้คนอื่นสับสนต่อการแสดงท่าทีอันคลุมเครือ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่กฤตภาสต้องการทำทุกอย่างให้ชัดเจน มันอาจจะเป็นก้าวแรกที่เขายอมเบี่ยงเบนออกจากวิถีที่เคยทำมาตลอดชีวิต แต่ ณ จุดนี้แล้วเขาหาได้สนใจ แค่การที่เขายอมรับว่าตกหลุมรักใครสักคนก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตสามสิบสามปีแล้ว ดังนั้นถ้าจะก้าวล้ำไปอีกสักขั้นหนึ่งจะเป็นไรเล่า ไม่ใช่ว่าธีระทำให้เขาเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้หรอกหรือ

นัยน์ตาคมสีนิลหันไปมองคนที่กำลังหลับขณะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เขามองแผ่นอกที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจ แพขนตาที่ไหวระริก กระทั่งปลายนิ้วที่สั่นนิดๆ เหมือนเจ้าตัวกำลังละเมอ แล้วความรู้สึกหวงแหน อยากครอบครองก็ยิ่งเอ่อท้นจนแทบหายใจไม่ออก มันเป็นความอยากครอบครองที่ผสมปนเปไปกับความเห็นแก่ตัว อยากเห็นอีกฝ่ายมีความสุขและมีรอยยิ้มได้เพราะเขาเพียงคนเดียว

ถ้าหากสิ่งที่ธีระต้องการคือท่าทีที่ชัดเจน เขาก็จะทำให้ไม่ว่าเจ้าตัวจะยินดียอมรับหรือไม่ก็ตาม ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มไม่อยู่ได้ให้บทเรียนกับกฤตภาสแล้วว่าความว่างโหวงในใจสามารถทำให้คนอึดอัดทรมานได้แค่ไหน หากสิ่งที่เขากำลังคิดจะทำต่อจากนี้นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เขาก็เต็มใจจะกระโจนลงสู่ความผิดพลาดนี้ มากกว่าจะยอมทนเห็นเด็กหนุ่มเดินออกจากชีวิตเขาไปเป็นครั้งที่สอง



++---TBC---++



A/N: อากาศเริ่มหนาวแล้ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ จิบชาหรือโกโก้อุ่นๆ ไป อ่านนิยายลุ้นเอาใจช่วยน้องตี้ไปก็ฟินดีนะเออ ^_^




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2557 14:29:02 น.
Counter : 874 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 38


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 38

ท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีขมุกขมัวเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ยิ่งความสลัวแผ่คลุมผืนฟ้า แสงจากหลอดไฟภายในโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงก็ยิ่งส่องสว่าง ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่แขกเหรื่อก็ทยอยกันเดินทางมาก่อนเวลาพอสมควร เสียงพูดคุยทักทายดังจ้อกแจ้กไปทั่วบริเวณเพราะส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักกันอยู่แล้ว

พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนต่างยิ้มรับแขกอย่างกระตือรือร้น ด้านพนักงานบริการก็คอยเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มไม่ให้บกพร่อง เมื่อได้เห็นบรรยากาศอันคึกคักตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน สุพิชชาซึ่งเป็นแม่ของศันสนีย์และเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดการงานครั้งนี้ก็ยิ้มจนหน้าบาน หลังจากทักทายแขกเหรื่อบางส่วนแล้วก็ปลีกตัวไปดูความเรียบร้อยที่ห้องของเหล่านางแบบ

"เป็นไงบ้างจ๊ะหนุ่มๆ สาวๆ แต่งตัวกันเสร็จหรือยัง?"

สุพิชชาทักขึ้นหลังจากก้าวเข้ามาในห้องแต่งตัว ศันสนีย์ซึ่งแต่งหน้าทำผมพร้อมแล้วจึงเดินเข้าไปหาแล้วก็ยิ้มถาม

"เป็นไงบ้างคะแม่ คืนนี้หนูสวยมั้ย?"

"อืม สวยจ้ะ อยากให้ซันแต่งหน้าทำผมอย่างนี้บ่อยๆ จัง แม่จะได้มั่นใจหน่อยว่ามีลูกสาว"

"อ๊าย! แม่ก็!"

ศันสนีย์แกล้งทำเสียงขัดใจเพราะถูกกระเซ้าจนเพื่อนๆ หัวเราะ ธีระซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างนักก็ผสมโรงหัวเราะด้วยเช่นกัน เขาแต่งตัวเสร็จเป็นคนแรกๆ เพราะว่าเครื่องแต่งกายไม่ซับซ้อน เพียงแต่ต้องแต่งหน้าและเซ็ทผมนิดหน่อยเพื่อไม่ให้หมองเวลาขึ้นเวที

พวกเขามาถึงโรงแรมตั้งแต่ตอนบ่ายเพราะต้องซ้อมเดินแบบกับเวทีจริงให้ชิน หลังจากซ้อมเสร็จถึงค่อยทยอยเข้ามาแต่งตัวและทำผมที่ห้องนี้ ถึงแม้จะผ่านมาสามชั่วโมงแล้ว แต่บรรยากาศในห้องแต่งตัวก็ยังคงตื่นเต้นไม่แพ้ด้านนอก

"ถ้าหากว่าส่วนใหญ่แต่งตัวกันเสร็จแล้วก็ออกไปถ่ายรูปกับแขกหน่อยนะจ๊ะ จะได้โชว์เครื่องเพชรที่จะประมูลไปด้วยเลย ยังไงก็ระวังอย่าทำอะไรตกหายกันนะลูก"

สุพิชชาเอ่ยก่อนจะเดินกลับออกไปที่ด้านหน้างาน ศันสนีย์หันไปมองเพื่อนๆ แล้วจึงพยักหน้าเป็นเชิงว่าให้ออกไปพร้อมกัน แต่เมื่อเห็นธีระลุกขึ้นมาด้วยก็เลิกคิ้ว

"ไม่กินข้าวก่อนเหรอตี้? ตั้งแต่แกแต่งตัวเสร็จก็เอาแต่มานั่งดูพวกฉันแต่งหน้าทำผม ถ้าเริ่มงานเมื่อไหร่ก็จะไม่ได้กินอะไรอีกยาวเลยนะ"

"นั่นสิพี่ตี้ ครัวซองต์สักชิ้นก็ยังดีนะคะ พราวไปหยิบให้เอามั้ย?"

พราวภิรมย์ในชุดกระโปรงสีขาว ผมที่ยาวถึงสะโพกดัดเป็นลอนคลื่นบุ้ยคางไปทางถาดอาหารสำหรับทีมงานตรงมุมห้อง แต่ธีระเพียงแต่ส่ายหน้ายิ้มๆ

"ไม่ต้องหรอกครับน้องพราว เมื่อกลางวันพี่กินข้าวไปเยอะก็เลยยังอิ่มอยู่ เดี๋ยวไว้เสร็จงานแล้วค่อยกินทีเดียวดีกว่า"

เรื่องที่เขายังอิ่มข้าวกลางวันนั้นเป็นการพูดปดโดยแท้ แต่ธีระก็ไม่นึกอยากอาหารในเวลานี้เพราะรู้สึกตื่นเต้นจนกลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วน ศันสนีย์เอียงคอมองเพื่อนและเห็นว่าสีหน้าไม่อิดโรยจึงพยักหน้า

"เอางั้นก็ได้ ถ้างั้นออกไปถ่ายรูปกัน แต่ถ้าแกหิวก็แอบมากินอะไรก่อนนะ ยังมีเวลาอีกเกือบชั่วโมงกว่างานจะเริ่ม"

ธีระพยักหน้า เขาหันไปส่องกระจกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเข็มกลัดที่ทำจากเพชรและทับทิมบนเสื้อ รวมทั้งแหวนทับทิมเม็ดโตบนนิ้วกระชับดี จากนั้นจึงค่อยเดินตามเพื่อนๆ ออกไปที่ด้านหน้าโถงจัดงาน เนื่องจากการเดินแบบคราวนี้มีเครื่องประดับราคาแพงบนตัวจึงทำให้เขากังวลว่าจะทำอะไรหล่นหรือเสียหาย โชคยังดีที่เขาต้องดูแลเครื่องประดับเพียงแค่สองชิ้นเท่านั้น ในขณะที่ศันสนีย์ซึ่งต้องเดินแบบปิดท้ายนั้นสวมเครื่องประดับรวมทั้งหมดมูลค่าเฉียดยี่สิบล้าน

ว่าแต่ทำไมช่วงนี้เราถึงถูกโฉลกกับทับทิมนักนะ ก่อนกลับจากน่านพี่ปิ๊กก็ให้สร้อยข้อมือทำจากลูกปัดทับทิมเหมือนกัน ถ้าหากคืนนี้ไม่ลืมจะลองโทรถามว่ามีความหมายยังไงดูดีกว่า...

เด็กหนุ่มคิดพลาง เดินตามเพื่อนๆ ไปพลางจนมาถึงโถงด้านหน้าห้องจัดเลี้ยง บริเวณฉากหลังที่ทำไว้ให้แขกถ่ายรูปมีการแสดงร้องเพลงประสานเสียงจากนักเรียนของมูลนิธิที่ทางสมาคมเชิญมา เมื่อเด็กๆ ร้องเพลงจบก็ได้รับเสียงปรบมือจากบรรดาแขกเหรื่อที่ยืนชม จากนั้นทางสต๊าฟจึงพานักเรียนและคุณครูผู้ดูแลไปนั่งพักในห้องที่เตรียมไว้ แล้วจัดให้พวกนางแบบและนายแบบได้ออกไปโชว์ตัวเพื่อให้แขกร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแทน

เมื่อเหล่านางแบบและนายแบบไปยืนที่หน้าฉากก็ถูกช่างภาพและนักข่าวรุมถ่ายรูปทันที ธีระรู้สึกไม่ค่อยชินนักเพราะไม่เคยต้องออกงานในฐานะเป็นจุดสนใจมาก่อน ครั้นแล้วก็ให้นึกเสียดายที่บอกปัดความคิดของศันสนีย์ที่ว่าให้เขาใส่แว่นกันแดดเวลาเดินแบบ แต่หลังจากที่ได้ลองซ้อมกับเวทีจริงๆ เมื่อตอนบ่าย เขาก็มั่นใจว่าตัวเองคงได้ทำเรื่องขายหน้าแน่ถ้าหากใส่แว่นตาดำขึ้นไปบนเวทีจึงขอเปิดหน้าดีกว่า

ในหมู่นางแบบและนายแบบที่ถูกคัดตัวไว้สำหรับค่ำคืนนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศันสนีย์เด่นที่สุดเนื่องจากเป็นลูกครึ่งที่โครงหน้าหวานคมสะดุดตา นอกจากนี้ยังเคยเล่นโฆษณาประปรายจึงทำให้มีคนจำได้บ้าง ดังนั้นหลังจากถ่ายรูปหมู่กันไปไม่นาน หญิงสาวก็กลายเป็นคนที่บรรดาแขกเหรื่ออยากถ่ายรูปด้วยมากที่สุดไปโดยปริยาย

"พี่ซันเนี่ยสวยจริงๆ นะ ตัวก็สูงด้วย พราวอยากหุ่นแบบนั้นบ้างจัง"

พราวภิรมย์ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่วงนอกกับธีระเอ่ยพลางก้มลงมองตัวเอง เนื่องจากเธอเป็นคนค่อนข้างตัวเล็ก ถึงแม้จะสวมรองเท้าเสริมส้นแล้วก็ยังดูไม่ระหงอยู่นั่นเอง ธีระจึงได้แต่เอ่ยปลอบ

"แต่พี่กลับได้ยินซันชอบบ่นนะว่าหาเสื้อผ้าใส่ยาก รองเท้าน่ารักๆ ก็ไม่ค่อยจะมีไซส์ขาย หุ่นอย่างน้องพราวกำลังดีแล้วล่ะ"

อาจเพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่ ธีระจึงรู้สึกว่าพวกผู้หญิงที่ตัวเล็กนั้นดูน่าทะนุถนอมมากกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กระตุ้นเร้าเขาในเชิงชู้สาวก็ตาม

"ขอบคุณค่ะพี่ตี้ เฮ้อ! อยากให้งานเริ่มเร็วๆ จังเลย ว่าแต่คนเริ่มมากันเยอะแล้วนะ เดี๋ยวพราวไปเข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า พี่ตี้จะไปด้วยมั้ยคะ?"

"ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวพี่รอเพื่อนๆ อยู่ตรงนี้แหละ ไว้ค่อยเจอกันที่หลังเวทีเลยก็แล้วกัน"

"โอเคค่ะ งั้นพราวขอตัวก่อนนะ"

เด็กสาวเอ่ยจบก็เดินไปทางห้องน้ำซึ่งอยู่อีกฟากของห้องจัดงาน ธีระจึงเบนสายตากลับมายังด้านหน้าฉากถ่ายรูปที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง แล้วก็สะดุ้งจนตัวโยนเมื่อถูกมือใหญ่ตบลงบนบ่า

"เป็นไงบ้าง?"

น้ำเสียงคุ้นหูค่อยทำให้ธีระระบายลมหายใจยาวอย่างโล่งใจ เขาหันไปพนมมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าแล้วก็เอ่ยทัก

"สวัสดีครับหมอเหวิน"

"พอตี้แต่งตัวแบบนี้แล้วดูแปลกตาไปเลยแฮะ อืม...แต่ก็ดูดี"

ศุภวัฒน์กวาดตามองเขาขึ้นลงแล้วก็เอ่ยชมยิ้มๆ วันนี้นายแพทย์หนุ่มสวมชุดสูทสีดำเหมือนกับวันที่ไปร่วมงานเปิดตัวโน้ตบุ๊คที่กฤตภาสจัด แต่วันนี้ดูแตกต่างเพราะเสื้อตัวในเป็นเชิ้ตสีเทาอ่อนที่ไม่มีปกและไม่ผูกเนคไท

"ขอบคุณครับ คุณหมอเพิ่งมาเหรอครับ?"

"ก็รอให้เคลียร์งานที่คลินิกเสร็จก่อนน่ะ แล้วนี่พร้อมจะขึ้นเวทีมั้ย?"

"ก็คงพอได้แหละครับ เมื่อบ่ายก็ซ้อมเดินไปตั้งหลายรอบแล้ว"

สีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งมุ่ยของเด็กหนุ่มบอกให้รู้ว่าโดนคำถามแทงใจดำ ศุภวัฒน์จึงหัวเราะพลางกวาดตามองไปรอบด้านอย่างแนบเนียน แต่เมื่อไม่เห็นคนที่คาดหวังก็ได้แต่ลอบแยกเขี้ยวในใจ

อะไรกันล่ะเนี่ย...อุตส่าห์ชี้โพรงให้ตั้งขนาดนี้แล้ว อย่าบอกนะว่าไอ้กฤตไม่มา...

“คุณหมอได้ลงชื่อเข้างานหรือยังครับ? เห็นว่ามีของที่ระลึกแจกให้ด้วยนะ”

“ของที่ระลึกเหรอ ของพรรค์นั้นถ้าหลังจบงานแล้วเหลือแม่เขาก็คงเอามาให้เองแหละเพราะว่าเหลือทุกปี...เปลี่ยนใจล่ะ หมอว่าหมอไปลงชื่อเอาของที่ระลึกดีกว่า เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลังนะตี้”

จู่ๆ ศุภวัฒน์ที่หันมองไปทางอื่นก็หันมาบอกเขายิ้มๆ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ธีระที่กำลังงุนงงมองตามก่อนจะเบนสายตากลับมาด้านหน้าอีกครั้ง แต่แล้วเมื่อสายตาประสานกับคนที่เดินตรงเข้ามาหาอย่างแน่วนิ่ง ทั้งมือและเท้าของเด็กหนุ่มก็เย็นเฉียบในทันที สมองพลันว่างเปล่า กระทั่งเสียงพูดคุยของผู้คนรอบตัวก็กลายเป็นเพียงเสียงอู้อี้ราวกับถูกกั้นไว้อีกโลก

ทำไม...ถึงได้มาอยู่ที่นี่...

ตรงกันข้ามกับความว้าวุ่นใจที่แสดงออกอย่างชัดเจนของธีระ ใบหน้าของกฤตภาสกลับเรียบเฉย มีเพียงนัยน์ตาที่หากใครได้จ้องนานพอจึงจะสังเกตได้ถึงพายุอารมณ์ที่กำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายใน เขาตั้งใจจะรีบมางานเลี้ยงตั้งแต่ช่วงบ่ายแต่ติดปัญหาที่บริษัทจึงเพิ่งจะได้ปลีกตัวออกมา ตลอดเวลาที่บึ่งรถมายังโรงแรมก็ได้แต่กระวนกระวายว่าจะได้พบธีระจริงไหมมาตลอดทาง เขารู้ดีว่าศุภวัฒน์คงไม่โกหกตอนที่เอาบัตรเชิญเข้างานไปให้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สามารถสงบใจลงจนกว่าจะได้เห็นธีระกับตาจริงๆ

...เสียที่ไหนกัน

กฤตภาสเป็นคนทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ ถึงแม้ในการทำงานจะค่อนข้างพิถีพิถันกับการวางแผนก็ตาม แต่นั่นเป็นเพราะเขามีลูกน้องในสังกัดซึ่งแต่ละคนก็ล้วนต่างความคิดและนิสัยใจคอ เขาจึงเสี่ยงด้วยการตัดสินใจทุกอย่างตามสัญชาตญาณไม่ได้หากไม่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลให้รัดกุม แต่สำหรับเรื่องส่วนตัวแล้วเขาให้อิสระกับตัวเองเต็มที่ด้วยการไม่ยึดติดแบบแผนใดๆ หรือคิดอะไรล่วงหน้าทั้งสิ้น

และก็เพราะอย่างนี้ เขาจึงไม่ได้จินตนาการไว้ก่อนเลยว่าเมื่อได้เจอธีระเข้าจริงๆ แล้วจะเกิดความรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ายิ่งเห็นเด็กนั่นเบิกตาโตมองเขา ความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายแอบหนีไปก็ยี่งปรี่ขึ้นมาจนในหัวแทบจะระเบิด เช่นเดียวกับความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกในอกซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่วันที่ยอมรับว่าเด็กคนนี้มีอิทธิพลกับเขามากกว่าคนอื่นๆ

ธีระยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสมอตรึงไว้กับพื้น ทุกฝีก้าวที่พากฤตภาสใกล้เข้ามาทำให้เขายิ่งสังเกตรายละเอียดของอีกฝ่ายได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ค่ำคืนนี้ร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลโดยที่เสื้อตัวในเป็นคอวีสีขาว การแต่งกายโดยรวมดูลำลองกว่าแขกที่เดินอยู่ในงาน แต่ความแตกต่างนั้นยิ่งขับให้เจ้าตัวดูโดดเด่นท่ามกลางกระแสสีดำและสีเทา หรือว่าที่เลือกสวมชุดนี้มาจะเป็นเพราะจงใจ?

นัยน์ตาซึ่งมองเขาอย่างมุ่งมั่นเหมือนนายพรานมองเห็นเหยื่อที่ตามหาทำให้ใจของธีระยิ่งรัวแรง ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกฤตภาสถึงได้มางานเลี้ยงแบบนี้ทั้งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกสิ...ต่อให้มีเหตุผลอันสมควรที่จะต้องมางานนี้ก็ตามที เขาควรจะเอะใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่แสดงสีหน้าแปลกใจที่ได้เห็นเขา แถมยังตั้งใจก้าวเข้ามาหาราวกับนั่นคือจุดประสงค์หลักที่มางานนี้มากกว่า

ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็ถอนสายตาจากกฤตภาสแล้วหันไปทางที่ศุภวัฒน์เดินจากไปทันที นายแพทย์หนุ่มกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะลงทะเบียน เมื่อเห็นสายตาของเขาก็รีบยิ้มแล้วหันหนีเหมือนร้อนตัว เด็กหนุ่มจึงตระหนักทันทีว่าโดนคนที่ไว้ใจหักหลังเข้าให้แล้ว ใช่สิ...คนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างเขาจะไปสำคัญกว่าเพื่อนที่โตมาด้วยกันได้อย่างไร

กระแสความขุ่นเคืองพลุ่งขึ้นในอกของธีระ ทั้งที่เขาไม่คิดเลยว่าจะมีใครทำให้โกรธแบบนี้ได้อีกนอกจากกฤตภาส ความขุ่นเคืองนั้นช่วยฉุดรั้งสติของเขาคืนมา ทว่าเมื่อตั้งใจจะเดินหนีไปยังห้องแต่งตัว คนที่อยากอยู่ให้ห่างที่สุดให้วินาทีนี้กลับก้าวมาขวางอยู่ข้างหน้า

ระยะที่ประชิดกันอย่างไม่ให้ตั้งตัวนำพากลิ่นน้ำหอมอันคุ้นเคยให้ลอยมาแตะฆานประสาท ธีระอยากจะกลั้นหายใจแต่ก็ไม่ทัน กลิ่นนั้นดึงความทรงจำเก่าๆ ให้หวนคืนมาไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับตอกย้ำว่าเขาไม่เคยลืมช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกฤตภาสเลยสักชั่วอึดใจ

ทำไม...ถึงต้องมาอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ด้วย รอให้เขาลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้น ลืมความรู้สึกที่ไม่ควรจะมีในหัวใจไปก่อนไม่ได้หรือไง...


++------++


“ไม่ได้เจอกันนานนะ”

นั่นเป็นประโยคแรกที่กฤตภาสเอ่ยผ่านริมฝีปาก กระทั่งหลุดประโยคนั้นออกไปแล้วถึงค่อยรู้สึกตัวว่ามันไร้สาระแค่ไหน นัยน์ตาสีนิลจับจ้องธีระที่เม้มปากแน่นและไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา วินาทีนั้นเขานึกอยากจะอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นพาดไหล่แล้วพาออกไปหาที่คุยกันตามลำพังใจจะขาด

"ผมมีธุระ ขอตัวก่อนนะครับ"

ธีระเอ่ยโดยที่ยังหลุบตาลงต่ำ ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าหนีก็ถูกรั้งแขนข้างหนึ่งไว้

"ยังไปไม่ได้ เรามีเรื่องต้องคุยกัน"

"ผมว่าเราเคยคุยกันจบไปแล้วนะครับ ไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องคุยกันอีกแล้ว"

"แน่ใจเหรอ นี่เธอคิดว่าฉันลบรูปพวกนั้นหมดแล้วจริงๆ หรือไง? คิดอะไรไร้เดียงสาไปหน่อยล่ะมั้ง”

น้ำเสียงตัดรอนของธีระทำให้กฤตภาสโมโหจนเผลอพูดตรงข้ามกับความในใจ ใบหน้าของอีกฝ่ายที่ซีดเผือดลงทันทีขณะตวัดสายตาขึ้นมองเขาทำให้ในอกของชายหนุ่มปวดแปลบ บ้าเอ๊ย...เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนี้ แต่ทำไมเด็กนี่จะต้องพยายามหลบเขาเหมือนเป็นตัวน่าขยะแขยงที่แค่อยู่ใกล้ก็หายใจไม่ออกอย่างนั้นด้วย

"ตี้ ได้เวลาไปเตรียมตัวที่หลังเวทีกันแล้วนะแก อุ๊ยตายตาเถรหก!"

สุเมธผละจากการถ่ายรูปเพื่อมาตามธีระ แล้วก็ต้องทำตาโตแทบถลนเมื่อได้เห็นชัดๆ ว่าคนที่ยืนอยู่กับเพื่อนตัวเองคือใคร ธีระรีบอาศัยจังหวะนั้นบิดแขนตัวเองออกจากอุ้งมือของกฤตภาสทันที จากนั้นก็แทบจะวิ่งเข้าไปแอบอยู่หลังสุเมธที่ตัวใหญ่กว่ามาก เมื่อเห็นว่าตัวเองถูกใช้เป็นโล่ห์กำบังระหว่างเพื่อนสนิทกับผู้ชายที่ตัวใหญ่พอๆ กับเขาแต่กำลังทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าคน สุเมธก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก

"อ่า...เอ่อ..."

"ไปกันเถอะเมธ เดี๋ยวคนอื่นจะรอ"

เด็กหนุ่มจับมือเพื่อนแล้วก็รีบจูงไปทางห้องด้านหลังเวที ทิ้งให้กฤตภาสยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่กับที่คนเดียว นัยน์ตาสีนิลเพ่งมองมือของธีระที่กุมอยู่บนมือของสุเมธเขม็ง ฉับพลันก็รู้สึกอยากระบายอารมณ์ด้วยการทำลายข้าวของขึ้นมา

"ใจเย็นๆ ไว้ก่อนเว้ย มึงนี่นะ เล่นทำแบบนั้น ถ้ากูเป็นน้องตี้ก็คงไม่อยากคุยด้วยเหมือนกันแหละวะ"

ศุภวัฒน์เดินเข้ามาตบบ่าเพื่อนดังปุ เขาแอบขยับเข้ามาใกล้ทั้งคู่ตั้งแต่นาทีที่เห็นกฤตภาสจับแขนธีระแล้ว ถึงแม้จะรู้ดีว่าเพื่อนของเขาไม่ใช่คนไร้สมองถึงขั้นจะใช้กำลังหักหาญใคร แต่ไอ้ฝีปากที่เชือดเฉือนยิ่งกว่าคมมีดนั่นแหละที่น่าเป็นกังวลที่สุด

"มึงคิดว่ากูจะทำอะไรเขา?"

"จะไปรู้เหรอ? เมื่อกี้มึงตั้งใจจะทำอะไรหรือเปล่าล่ะ?"

นายแพทย์หนุ่มตอบพลางยักไหล่ ถึงแม้เมื่อครู่จะไม่ได้ยินว่ากฤตภาสพูดว่าอะไร แต่สีหน้าตกใจของธีระก่อนที่เพื่อนจะเข้ามาเรียกก็ทำให้เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้

กฤตภาสเพียงแต่เบนสายตากลับไปยังทิศทางที่ธีระเดินจากไปจนกระทั่งลับหายไปตรงหัวมุม มือขวาของเขากำแน่นเข้าเหมือนจะพยายามกุมไออุ่นที่ได้จากการสัมผัสอีกฝ่ายเอาไว้ ตั้งแต่ชั่วแวบแรกที่ได้สบตากันอีกครั้ง เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองคิดถึงเด็กคนนั้นมากแค่ไหน และนั่นก็ทำให้เขายิ่งขัดใจที่พบว่าธีระมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ทำไมกัน...หรือเด็กนั่นไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาบ้างเลยหรือไง...

"อ้าว? ลูกกฤต? ตายจริง มาด้วยเหรอลูก?"

"หม่าม้า สวัสดีครับ"

เมื่อได้ยินเสียงทักของวิรดาซึ่งเป็นแม่ของศุภวัฒน์ กฤตภาสก็เก็บแววตาอันลึกล้ำเอาไว้แล้วหันไปไหว้ทักทายอย่างคุ้นเคย ผู้สูงวัยเข้ามาสวมกอดแล้วก็ลูบหลังไหล่เขาด้วยความเอ็นดู

"ดีใจจริงที่ลูกกฤตมาด้วย ตอนแรกหม่าม้าก็ชวนแม่ของเราแล้วนะแต่เขาบอกว่าขี้เกียจออกจากบ้าน อีกประเดี๋ยวงานจะเริ่มแล้วล่ะ เข้าไปข้างในกันสิลูก พวกนางแบบที่จะมาเดินแฟชั่นโชว์คืนนี้สวยๆ กันทั้งนั้นเลย"

"ได้ครับหม่าม้า เดี๋ยวพวกผมจะเข้าไป"

ชายหนุ่มยิ้มให้หญิงสูงวัยที่ผละไปทักทายแขกคนอื่น ศุภวัฒน์หันมามองรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนริมฝีปากของเพื่อนแต่ไปไม่ถึงแววตาแล้วก็ส่ายหน้า

"เฮ้อ บางทีกูก็ไม่รู้จะอิจฉาหรือเห็นใจมึงดี"

"หมายความว่าไง?"

กฤตภาสมุ่นคิ้วขณะทั้งสองเดินเข้าไปในห้องจัดงานเลี้ยงด้วยกัน ศุภวัฒน์หันไปหยิบไวน์จากพนักงานเสิร์ฟมาสองแก้วโดยยื่นแก้วหนึ่งให้กฤตภาส จากนั้นก็ยกไวน์ของตัวเองขึ้นจิบก่อนจะขยายความ

"ก็มึงปั้นหน้าเก่งไงล่ะ เวลาอยู่ต่อหน้าคนที่มึงไม่ได้รู้สึกผูกพันด้วยล่ะก็จะแจกยิ้มให้ง่ายๆ ทุกที แต่กับคนที่มีความหมายจริงๆ ดันเอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่ ยิ่งท่าทีของมึงกำกวมแบบนี้ กูว่าที่น้องตี้จะพยายามหนีก็คงไม่แปลก"

แสงไฟในงานเริ่มสลัวลงเมื่อบรรดาแขกเหรื่อส่วนใหญ่ทยอยเข้ามาในห้องจัดงาน กฤตภาสฟังคำเตือนของศุภวัฒน์แล้วก็เพียงแต่ยกไวน์ขึ้นจิบเงียบๆ ทว่าในสมองกลับครุ่นคิด

เขาเป็นคนแบบนั้นหรือ? กฤตภาสรู้ตัวอยู่แล้วเรื่องที่เสแสร้งปั้นหน้าเก่งในเมื่อนั่นเป็นทักษะที่จำเป็นในการเข้าสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปกติแล้วเขาเป็นคนที่ชอบทำหน้าเหมือนโกรธเกลียดคนทั้งโลกเสียหน่อย เพิ่งจะมีระยะหลังนี่เองที่เขาเห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาง่ายไปหมด กระทั่งเรื่องที่เคยทำแล้วรื่นรมย์ก็ยังเปลี่ยนเป็นสะอิดสะเอียน ทั้งหมดนี้...ก็เพราะคนที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขาเพียงคนเดียว

เสียงดนตรีดังขึ้นพร้อมกับที่สปอตไลท์ฉายส่องไปบนเวทีอันเป็นสัญญาณว่าใกล้เริ่มงาน โดยรอบเวทีมีเก้าอี้จำนวนหนึ่งตั้งไว้สำหรับบรรดากรรมการสมาคมและแขกชั้นผู้ใหญ่ ส่วนกฤตภาสกับศุภวัฒน์ยืนเยื้องไปทางด้านหลัง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะส่วนสูงของทั้งคู่ทำให้ค่อนข้างจะได้เปรียบอยู่แล้ว

"พี่กฤต?"

เสียงเรียกจากด้านข้างดึงความสนใจจากกฤตภาสและศุภวัฒน์ให้หันไปมองพร้อมกัน แม้ว่าแสงตรงบริเวณที่พวกเขายืนอยู่จะสลัวแต่ก็ไม่ได้มืดสนิท กฤตภาสจึงเอ่ยทักเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

"มีน? มาได้ยังไงน่ะ?"

"ลูกพี่ลูกน้องของมีนเป็นหนึ่งในนางแบบของงานคืนนี้น่ะค่ะ เขาให้บัตรเชิญแล้วมีนอยู่ว่างๆ ก็เลยมา ไม่นึกว่าพี่กฤตก็จะมางานแบบนี้ด้วย ดูไม่ค่อยเข้ากันเลยแฮะ"

หญิงสาวเอ่ยแล้วก็หัวเราะคิก กฤตภาสจึงแนะนำเกล็ดมณีกับศุภวัฒน์ให้รู้จักกัน จากนั้นพวกเขาทั้งสามก็หันความสนใจไปทางเวทีเช่นเดิม

พิธีกรชายหญิงเดินขึ้นเวทีเพื่อกล่าวทักทายแขกที่มาร่วมงาน จากนั้นก็เชิญหัวหน้าสมาคมขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ตามด้วยการแสดงจากเด็กนักเรียนของมูลนิธิต่างๆ ที่ทางสมาคมจะบริจาคเงินหลังเสร็จสิ้นการประมูลให้ เมื่อการแสดงทั้งหมดจบลงก็ถึงเวลาของแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรซึ่งเป็นไฮไลท์ของค่ำคืนนี้

“เอาล่ะค่ะ ต่อไปจะเป็นการเดินแบบเพื่อประมูลเครื่องเพชรการกุศลที่ทุกท่านรอคอยนะคะ โดยเครื่องเพชรทุกชุดที่จัดแสดงในงานนี้มาจากบริษัทเดอร์บี้ เจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ และเราจะได้ชมการเดินแบบของนางแบบและนายแบบจนครบทุกชุดก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มทำการประมูลในตอนท้าย หากทุกท่านพร้อมแล้ว ขอเชิญรับชมแฟชั่นการกุศลชุดพิเศษได้เลยค่ะ”

เมื่อสิ้นเสียงประกาศ สปอตไลท์สีขาวที่ส่องไปยังพิธีกรทั้งสองก็หรี่ลง เปลี่ยนเป็นไฟหลากสีสันที่หมุนวนสลับกันบนเวทีพร้อมกับเสียงดนตรีที่เปลี่ยนไป สายตาทุกคู่ถูกดึงดูดไปยังกลางเวทีซึ่งเป็นจุดที่นางแบบและนายแบบคู่แรกจะเดินออกมาเป็นตาเดียว

ยิ่งความตื่นเต้นจากการรอคอยของคนด้านนอกพุ่งสูงมากขึ้นเท่าไหร่ ด้านหลังเวทีก็ยิ่งตื่นตัวไม่แพ้กัน ทีมผู้จัดงานช่วยกันเรียงแถวนางแบบและนายแบบแต่ละคู่ตามลำดับที่ได้ซักซ้อมกันไว้ เมื่อคู่แรกก้าวขึ้นไปบนเวทีโดยมีพิธีกรช่วยแนะนำ เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวมาถึงหลังเวทีที่พวกธีระยืนอยู่

เนื่องจากการเดินแบบครั้งนี้ต้องเน้นให้แขกที่เข้าชมงานได้เห็นเครื่องประดับชัดๆ ดังนั้นนางแบบและนายแบบจึงรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเดินช้าๆ และพยายามอวดเครื่องประดับให้ได้เห็นกันโดยทั่ว ดังนั้นสำหรับธีระกับพราวภิรมย์ซึ่งอยู่ค่อนข้างกลางๆ ของการแสดงจึงยังพอมีเวลาให้เตรียมใจอีกนิด พราวภิรมย์ดูตื่นเต้นเพราะเด็กสาวยิ้มแย้มขณะที่คล้องแขนของเด็กหนุ่มแน่น ส่วนธีระกลับรู้สึกว่ามือเย็นแต่มีเม็ดเหงื่อผุดบนหน้าผาก

“แอร์ไม่เย็นเหรอคะน้อง แปลกจัง”

หนึ่งในช่างแต่งหน้าหยิบทิชชู่ออกมาช่วยซับเหงื่อให้ธีระและเติมแป้งฝุ่นให้ เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าขอบคุณ ฝ่ายพราวภิรมย์หันมาสังเกตเขาแล้วก็เอ่ยทัก

“พี่ตี้ หน้าซีดๆ รึเปล่าคะ?”

“ไม่หรอกครับน้องพราว อาจเพราะเพิ่งเติมแป้งไปเมื่อกี้ก็เลยดูซีดล่ะมั้ง”

ธีระพยายามยิ้มเพื่อให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ สบายใจ มาถึงตอนนี้แล้วจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้ ถึงแม้ว่าการได้พบกับกฤตภาสเมื่อครู่จะส่งผลกับเขามากกว่าที่คิดก็ตาม

“คิวต่อไปเตรียมพร้อมด้วยนะครับ”

สต๊าฟที่คอยดูแลคิวเดินเข้ามาบอกพวกเขาขณะที่คู่ซึ่งอยู่ด้านหน้าเดินออกไป จากมุมที่ธีระยืนอยู่นั้นสามารถเห็นบรรดาแขกที่นั่งบนเก้าอี้รอบฝั่งซ้ายของเวทีได้เพราะแสงสปอตไลท์นั้นสว่างไปถึงบริเวณข้างเวทีด้วย แต่ถัดจากเก้าอี้ที่มีเพียงสามแถวไปแล้วจะเห็นแต่เงาตะคุ่มของแขกที่ยืนดูอยู่รอบนอกเท่านั้น

คุณกฤตอยู่ข้างนอกนั่น ที่ไหนสักแห่งในห้องจัดงาน...รอดูเราอยู่...

อาการปวดมวนในท้องหวนกลับมาอีกครั้ง ธีระนิ่วหน้าและขบฟันแน่น มือทั้งสองข้างกำเกร็งจนแม้แต่พราวภิรมย์ก็ขมวดคิ้วตาม เด็กสาวเหลือบเห็นว่าคู่ที่เดินก่อนหน้ากำลังจะกลับมาและพวกเธอก็ต้องเดินสวนออกไปแล้ว จึงหันมากระซิบกับธีระเสียงเบา

“พี่ตี้ไหวมั้ยคะ?”

“...ไหวครับ”

ธีระกระซิบตอบด้วยเสียงเบายิ่งกว่า แต่แค่จะเปล่งคำตอบออกมาให้ได้ก็ยังต้องใช้เรี่ยวแรงในการเค้นเสียงอย่างมาก พราวภิรมย์จึงตบมือลงบนหลังมือเขาเบาๆ

“ถ้างั้นแข็งใจอีกนิดนะคะ ของรอบแรกนี่แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ แล้วเดี๋ยวกลับมาพราวจะบอกสต๊าฟว่าขอให้พี่ตี้ไปพัก ส่วนเครื่องเพชรที่ต้องประมูลก็ฝากให้นายแบบคนอื่นใส่ขึ้นไปแทนก็แล้วกัน”

เด็กหนุ่มพยักหน้า เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามเสนอทางช่วยอย่างเต็มที่แล้ว อีกอย่างเวลาที่ออกไปเดินแบบจริงๆ ของแต่ละคู่ก็เพียงแค่นาทีเศษเท่านั้น เวลาเพียงเท่านี้เขาน่าจะทนไหว

“ไปได้เลยครับ”

สต๊าฟหันมาบอกพวกเขาเมื่อคู่ก่อนหน้าใกล้จะกลับมาถึงทางเข้า ธีระจึงสูดหายใจลึกแล้วยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม จากนั้นก็เดินควงคู่พราวภิรมย์ออกไปบนเวที

แสงสว่างจากสปอตไลท์และแฟลชจากกล้องถ่ายรูปทำให้เด็กหนุ่มตาแทบพร่า เขาได้ยินเสียงพิธีกรทั้งสองแนะนำคู่ของเขารวมถึงเครื่องประดับที่แต่ละคนสวมใส่ แต่กลับทำความเข้าใจไม่ได้เลยว่าทั้งสองคนพูดอะไรเพราะในหูอื้อไปหมด เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าต้องออกเดินถ้าไม่ใช่เพราะพราวภิรมย์ช่วยก้าวนำและกระทุ้งแขนเขาเบาๆ เพื่อให้รู้สึกตัว

ธีระหันไปยิ้มให้พราวภิรมย์อย่างขอบคุณ ขณะเดียวกันเด็กสาวก็หันมายิ้มตอบอย่างให้กำลังใจ ถึงแม้จะยังรู้สึกพะอืดพะอมเพราะอาการปวดท้อง แต่พอรู้ว่าคนที่เดินแบบด้วยกันกำลังพยายามช่วยเขาอยู่ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก

ไม่เป็นไรหรอกตี้ ดูสิ สุดปลายเวทีก็อีกแค่ไม่กี่ก้าวเอง แค่นี้เราต้องทนได้...

สายตาของกฤตภาสจับจ้องธีระนับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวขึ้นมายืนบนเวที เสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มสวมนั้นเข้ากับบุคลิกได้เป็นอย่างดีทั้งรูปแบบและสีสัน เครื่องประดับที่มีน้อยชิ้นแต่ก็โดดเด่นช่วยเพิ่มความสง่าให้กับชุดที่สวมจนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ไหนยังจะใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่มองอย่างไรก็สะดุดตา เมื่อใบหน้านั้นยิ้ม ต่อให้แสงสปอตไลท์มืดกว่านี้ก็คงยังสร้างความสดใสให้กับเวทีได้

ชายหนุ่มกำมือแน่นเมื่อตระหนักได้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้านั้นไม่ได้ส่งให้เฉพาะเขาแต่เป็นแขกทุกคน เมื่อธีระอยู่ใต้แสงไฟแล้วเด็กหนุ่มก็กลายเป็นจุดรวมความสนใจได้อย่างไม่ยากเย็นเลย เมื่อคิดว่าตอนนี้สายตาทุกคู่ล้วนแต่กำลังจ้องคนบนเวทีเป็นตาเดียว เขาก็รู้สึกเหมือนเลือดในกายเดือดพล่าน ในใจกระวนกระวายจนแทบอยากจะกระโดดขึ้นไปแสดงความเป็นเจ้าของเด็กคนนั้นต่อหน้าทุกคนให้รู้แล้วรู้รอด นานแค่ไหนแล้วที่เขาได้แต่คิดถึงเรือนร่างอบอุ่นที่เคยอยู่ในอ้อมกอด ริมฝีปากได้รูปสีชมพูอ่อนที่บทจะส่งเสียงครางก็ยั่วยวนจนใจกระตุก บทจะตีฝีปากยอกย้อนก็ทำให้เขาโมโหจนลมแทบจุกอกได้รอมร่อคนนี้

แต่เขาคิดไปเองหรือ...ทำไมยิ่งเด็กนั่นเดินออกมาหน้าเวทีมากเท่าไหร่ ริมฝีปากและใบหน้าก็ยิ่งดูซีดเซียวกว่าตอนที่เจอเขาเมื่อช่วงเย็นเข้าไปทุกที

“เฮ้ยกฤต มึงว่าน้องตี้หน้าซีดๆ หรือเปล่าวะ?”

ศุภวัฒน์เอียงคอเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อน เมื่อไม่ได้คำตอบก็หันไปมอง และได้เห็นว่าคนข้างๆ กำลังยืนเพ่งคนบนเวทีเขม็ง สีหน้าท่าทางถมึงทึงจนดูเหมือนถ้าใครไปโดนตัวเข้าตอนนี้อาจโดนหันมาบีบคอก็ได้ เขาจึงได้แต่กลืนน้ำลายแล้วหันกลับไปมองทางเวทีต่อ

ตามลำดับคิวที่ซ้อมกันไว้เมื่อตอนบ่าย เมื่อเดินไปหยุดตรงกลางเวทีแล้วจะต้องเลี้ยวไปทางด้านซ้าย จากนั้นก็เดินเลี้ยวไปทางขวาเพื่อให้แขกในงานได้ชื่นชมเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงค่อยเดินย้อนกลับเข้าไปทางด้านหลังเวทีเพื่อให้นางแบบและนายแบบคู่ถัดไปได้ออกมา

เนื่องจากถูกสปอตไลท์ส่องหน้าเต็มๆ เด็กหนุ่มจึงไม่ได้สนใจมองหน้าแขกในงานที่นั่งและยืนอยู่รอบเวทีมากนัก เขาคิดเพียงแค่ว่าต้องประคองตัวเองไว้จนกว่าจะกลับเข้าไปหลังเวทีให้ได้ แต่แล้วเมื่อกำลังจะพาพราวภิรมย์เดินเลี้ยวจากปีกเวทีด้านซ้ายไปอีกด้าน สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หลังเก้าอี้แถวสุดท้ายพอดี

คุณกฤต...

นัยน์ตาวาววามที่จ้องราวจะดูดกลืนเขาเข้าไปทำให้ธีระสะท้านเยือก หัวใจพลันเต้นรัวจนดังก้องกลบเสียงดนตรีที่ดังจากลำโพง ความตระหนกและสับสนพาดผ่านนัยน์ตากลมโตอย่างรวดเร็ว กระทั่งถูกมือเล็กที่คล้องแขนอยู่กระตุกเอาไว้ เขาจึงค่อยได้สติและพาพราวภิรมย์เดินเลี้ยวไปอีกฟากของเวทีก่อนที่จะเผลอแสดงสีหน้าน่าหัวเราะออกไป

น่าขำ...จะมองเขาด้วยสายตาอย่างนั้นทำไมกัน ไม่ใช่ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คือคู่ควงคนล่าสุดหรอกหรือ...

เนื่องจากจุดที่กฤตภาสยืนอยู่นั้นคือบริเวณสุดขอบที่แสงไฟบนเวทีจะส่องถึง เขาจึงเห็นได้เต็มตาว่าด้านขวาของเจ้าตัวมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่ไม่ห่าง ใบหน้าที่สะดุดตานั้นทำให้เขาเห็นเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือคนที่กำลังเป็นข่าวกับกฤตภาสในช่วงนี้

คนที่กฤตภาสสามารถพาไปแนะนำกับใครต่อใครได้มากกว่าเขา...

จู่ๆ ธีระก็รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน ไม่แน่ใจว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจว่าทำไมกฤตภาสจะต้องมาแสดงท่าทางเหมือนยังมีเยื่อใยกับเขาทั้งที่ตัวเองกลับควงคนใกล้ชิดมางานนี้ และยิ่งไม่เข้าใจตัวเองยิ่งกว่า...ว่าทำไมจนถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่สามารถจะหักห้ามใจจากคนใจร้าย นิสัยโลเลที่มีแต่จะตอกย้ำว่าเขาเกิดมาพร้อมกับความอับโชคได้อีก

คนที่ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันจะให้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดได้เป็นอันขาด...

“ว้าย! พี่ตี้!!”

“ตี้!!!”

เสียงร้องอย่างตกใจของพราวภิรมย์และเสียงตะโกนอันคุ้นหูลอยมากระทบโสตของธีระพร้อมกัน เขาก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่าขณะที่กำลังหมุนตัวเพื่อจะพาพราวภิรมย์เดินกลับไปหลังเวที จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าก็กลายเป็นความเลือนรางสีเทาเข้ม ขาทั้งสองอ่อนยวบไร้น้ำหนักจนเขาพุ่งตัวหน้าทิ่มไปด้านหน้า ความเจ็บแปลบที่พุ่งขึ้นจากช่องท้องราวกับมีใครเอามีดมาแทงทำให้เขากัดฟันแทบแหลกเพราะเกือบจะทนความเจ็บไม่ไหว

เสียงอื้ออึงหลายเสียงทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นดังอยู่รอบกาย เขาได้ยินเสียงคล้ายพิธีกรกำลังบอกให้แขกทุกคนใจเย็นๆ พลันเงาของผู้คนที่เข้ามารุมล้อมก็หายไปเมื่อใครคนหนึ่งช้อนตัวเขาขึ้นอุ้ม อากาศที่ถ่ายเทสะดวกทำให้หายใจง่ายขึ้นเล็กน้อย ทว่าความเจ็บบวกกับแสงสปอตไลท์ที่ส่องแยงตาก็ทำให้ฝืนปรือตาขึ้นได้เพียงนิดเดียว

ท่ามกลางความชุลมุนที่ไหลผ่านประสาทการรับรู้ซึ่งจวนเจียนจะหลุดลอย สิ่งเดียวที่มืออันอ่อนแรงพอจะยึดเหนี่ยวได้มีเพียงเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลของคนตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมอ่อนจางอันแสนคุ้นเคย และนัยน์ตาคมสีนิลวาวที่กำลังมองเขาอย่างร้อนรนขณะพาออกจากห้องจัดเลี้ยงเท่านั้นเอง


++---TBC---++



 




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2557 13:45:39 น.
Counter : 1105 Pageviews.  

เล่ห์ลวงใจ บทที่ 37


สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็ชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมรื่องแนว Boy's Loveดังนั้นหากไมชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ



++------++



เล่ห์ลวงใจ บทที่ 37


วันที่ธีระต้องไปลองชุดสำหรับเดินแบบนั้นเป็นช่วงต้นสัปดาห์ โชคดีว่าแม่ของศันสนีย์นัดทุกคนให้ไปพบกันที่ห้องเสื้อตอนสายจึงทำให้ไม่ต้องเจอการจราจรติดขัด ตอนที่เขาไปถึงนั้นก็พบว่ามีคนที่มาก่อนและเริ่มลองชุดกันไปบ้างแล้ว

"อ้าวตี้ มาแล้วเหรอ ทางนี้เลยทางนี้"

ศันสนีย์ที่กำลังช่วยเตรียมชุดให้นางแบบและนายแบบหันมาเห็นเขาก็รีบโบกมือเรียก หน้าตาของหญิงสาวยิ้มแย้มแจ่มใส ดูท่าทางคงมาถึงห้องเสื้อพร้อมกับผู้เป็นแม่และทีมงานตั้งแต่เช้า และคงจะลองชุดของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

"น้องพราว พี่ตี้มาแล้วจ้ะ นี่คนที่จะเดินแบบคู่กับพราวไง"

เมื่อธีระได้ยินเพื่อนแนะนำก็หันไปมองเด็กสาวที่กำลังลองชุดอยู่หน้ากระจก เธอตัวเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย ใบหน้าเรียวรีขาวผ่องเช่นเดียวกับผิวกาย ผมที่ยาวถึงสะโพกถูกถักเป็นเปียและปัดมาบนไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่มีเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักหันมามองเขาแล้วก็ยกมือไหว้

"สวัสดีค่ะ โห ไหนพี่ซันบอกว่าเป็นเพื่อนที่มหา'ลัย ทำไมหน้าเด็กยังกับรุ่นเดียวกับพราวแน่ะ"

"แหม ใครจะไปหน้าสูงวัยแบบอีเมธล่ะจ๊ะคุณน้อง รายนั้นน่ะหน้าเหมือนอาจารย์มาตั้งแต่ ม.ต้นแล้วล่ะมั้ง"

"น้อยๆ หน่อยหล่อน ฉันเป็นพวกหนังหน้าคงที่ต่างหาก ตอนเด็กหน้ายังไง ตอนนี้ก็ยังหน้าเหมือนเดิม"

สุเมธที่กำลังลองชุดอยู่อีกด้านหันมาเหน็บคืนบ้าง เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทุกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ธีระแปลกใจนิดหน่อยที่เด็กสาวดูร่าเริงและเป็นกันเองกว่าที่คิดไว้ เขามองร่างเล็กระหงในชุดกระโปรงสีขาวที่สั้นเหนือเข่า ตัวกระโปรงเป็นผ้าโปร่งฟูซ้อนกันคล้ายชุดบัลเล่ต์แล้วก็เอ่ยชม

"ชุดน้องพราวน่ารักจังครับ ตกลงวันงานจะใส่ชุดนี้เหรอ?"

"ใช่ค่ะ พี่ตี้รีบไปลองชุดเร็ว พราวอยากเห็นว่าพอยืนคู่กันแล้วจะเป็นยังไง"

เด็กสาวเร่งพลางหัวเราะคิกคัก ธีระจึงหันไปทางราวแขวนชุดที่มีชื่อของแต่ละคนติดเอาไว้ จากนั้นก็ถือไปยังห้องลองชุดซึ่งอยู่ด้านในสุด เนื่องจากห้องลองชุดมีจำนวนจำกัดในขณะที่มีนางแบบและนายแบบร่วมสี่สิบคน ทำให้กว่าเขาจะได้เข้าไปลองชุดบ้างก็ผ่านไปครู่ใหญ่

เมื่อธีระสวมชุดที่ถูกเตรียมไว้ให้แล้วก็เดินกลับมายังมุมที่เพื่อนๆ รออยู่ พอศันสนีย์และพราวภิรมย์เห็นเข้าก็ทำตาแวววาวอย่างชอบใจ

"อ๊าย!! น่ารักมากเลยตี้ ฉันนึกแล้วว่าชุดนี้ต้องเข้ากับแก!"

ศันสนีย์เอ่ยอย่างภูมิใจ ชุดที่เธอเลือกไว้ให้ธีระนั้นเป็นเสื้อสูทลำลองสีขาวตัวสั้นเข้ารูปที่แขนยาวเพียงข้อศอก ตัวเสื้อด้านในเป็นเชิ้ตไม่มีปกสีเทาเข้ม ส่วนกางเกงขนาดพอดีตัวเป็นสีฟ้าอ่อน เมื่อคาดเข็มขัดหนังและสวมรองเท้าสีน้ำตาลก็ทำให้ดูสดใสแต่กึ่งทางการพอสำหรับออกงาน

"ไหนๆ อืม...พราวว่าถ้าใส่แว่นกันแดดน่าจะยิ่งเท่นะ ลองใส่ของพราวดูก่อนก็ได้ อ๊า! เด่นขึ้นมาเลยจริงๆ ด้วย!"

"จริงด้วย! ดูลุคเพลย์บอยขึ้นมาเลย งั้นวันงานจริงใส่แว่นกันแดดด้วยนะตี้ เดี๋ยวฉันเอาเรย์แบนมาให้ยืม"

สองสาวต่างวัยช่วยกันจัดชุดให้เขาแล้วก็พากันกรี๊ดกร๊าด ทำเอาธีระกับสุเมธมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มแห้งๆ พลันเสียงกระดิ่งจากประตูร้านที่ถูกผลักเข้ามาก็ดึงดูดสายตาของเด็กหนุ่มให้หันไปมองโดยไม่ตั้งใจ ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นหญิงวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานแต่ก็หน้าตาใจดีคนหนึ่ง ส่วนชายหนุ่มที่เดินตามหลังก็ช่างคุ้นหน้าจนธีระต้องรีบหันหนีด้วยความตกใจ

หมอเหวิน!?

"อ้าวตายจริง คุณวิมาด้วยเหรอคะ เห็นว่าไม่สบายอยู่นี่นา"

"ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะคุณสุ ไหนๆ ก็ใกล้จะวันจัดงานแล้ว เลยอยากมาดูหน่อยว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ท่าทางกำลังวุ่นกันเลยนะคะนี่"

"ปีนี้นายแบบนางแบบเยอะน่ะค่ะ ว่าแต่คุณเหวินก็ตามมาดูแลคุณแม่ด้วยเหรอ มีลูกชายเป็นหมอนี่ดีจังนะคะ"

แม่ของศันสนีย์เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ทั้งสองอย่างสนิทสนม แต่นั่นกลับทำให้ธีระยิ่งเหงื่อตก แวบแรกที่เห็นศุภวัฒน์เมื่อครู่เขาก็สังหรณ์ใจไม่ดีแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าฝ่ายนั้นคงไม่ทันมองมาทางมุมนี้ของห้อง

ทำยังไงดี นี่หมอจะอยู่เฝ้าคุณแม่จนกว่าทุกคนจะลองชุดเสร็จหรือเปล่านะ ถ้าหากเราขอหลบเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วแอบออกไปทางประตูหลังจะดีไหม...

ธีระก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนวิตกเกินเหตุไปหรือเปล่า บางทีต่อให้ศุภวัฒน์เห็นเขาก็อาจไม่ได้หมายความว่าจะชักนำให้กฤตภาสกลับเข้ามาในชีวิตก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ไม่ต้องการจะเสี่ยง

"พี่ตี้คะ ไปถ่ายรูปตรงสวนหน้าร้านกันดีกว่า ป๊ากับม้าบอกว่าอยากเห็นคู่เดินแบบของพราว"

เด็กสาวคล้องแขนเขาพลางทำท่าจะพาเดินไปที่ประตูซึ่งศุภวัฒน์ยืนพิงผนังอยู่ไม่ห่าง นายแพทย์หนุ่มยกมือกอดอกพลางมองนางแบบนายแบบที่กำลังลองชุดหรือเดินไปเดินมาด้วยแววตาเฉื่อยเนือย ถึงแม้จะแสดงท่าทางว่าไม่สนใจใครมากนัก แต่ถ้าเขาเดินผ่านหน้าล่ะก็ต้องถูกจำได้แน่ ธีระจึงหันไปบอกพราวภิรมย์อย่างนุ่มนวล

"ถ่ายรูปกันตรงนี้ก็ได้นี่ครับน้องพราว มุมนี้ก็สว่างเหมือนกันนะ"

"แต่พราวว่าแบ็คกราวด์มันไม่สวยอ้ะ แถมคนก็เยอะจนดูวุ่นวายยังไงไม่รู้ พราวอยากไปถ่ายตรงสวนข้างหน้าที่มีซุ้มดอกไม้มากกว่า นะๆ พี่ซันกับพี่เมธก็ไปด้วยกันสิคะ"

เด็กสาวหันไปหาพวกเมื่อเห็นว่าธีระไม่เต็มใจ และก็ได้ผลเพราะทั้งคู่พยักหน้าและพากันเดินขนาบเขาไปทางประตูร้านด้วยความยินดี ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ธีระจึงได้แต่ใช้นิ้วกดแว่นกันแดดให้ติดหน้าเข้าไว้ และอาศัยหุ่นบึกบึนของสุเมธเป็นกำบังเพื่อที่ศุภวัฒน์จะได้ไม่ทันสังเกตเห็นเขา

"อุ๊ย! ฉันเพิ่งนึกได้ว่าชาร์จมือถือไว้ในห้องแต่งตัวตั้งแต่เมื่อเช้า เดี๋ยวขอกลับไปเอาแป๊บนึง พวกหล่อนรอฉันตรงนี้ก่อนนะ"

จู่ๆ สุเมธก็เอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขาเกือบจะเดินไปถึงประตูร้านอยู่แล้ว จากนั้นร่างล่ำสันก็หันหลังกลับเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าทำให้เพื่อนผิดแผน ธีระได้แต่เหลียวกลับไปมองคนที่ตั้งใจจะให้ช่วยเป็นโล่ห์บังตัวอย่างขัดใจ เมื่อหันหน้ากลับมาอีกครั้งก็ได้ประสานสายตากับศุภวัฒน์ที่กำลังเลิกคิ้วมองเขาเข้าอย่างจัง

แย่ล่ะสิ...หวังว่าหมอคงจำเราไม่ได้นะ...

ธีระรู้สึกว่าหนังศีรษะชาวาบ เขารีบเอานิ้วกดแว่นกันแดดไว้แล้วสาวฝีเท้าออกจากร้านให้เร็วขึ้น แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงสุเมธที่ร้องเรียกมาจากด้านหลัง

"ตี้! ซัน! บอกแล้วว่าให้รอก็รอกันหน่อยสิยะ!"

"ตี้? ตกลงว่าเป็นน้องตี้จริงๆ เหรอเนี่ย?"

ความคลางแคลงของศุภวัฒน์หายไปทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เขารีบคว้าแขนของธีระก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันก้าวเท้าจากไป เมื่อเขาจับไหล่ผอมให้หันมาหาก็ได้เห็นใบหน้าที่ขมวดคิ้วและเม้มปากแน่น ดังนั้นแม้จะยังสวมแว่นดำบดบังสายตาเอาไว้ แต่เขาก็มั่นใจว่าไม่ผิดตัวแน่แล้ว

"น้องตี้จริงๆ ด้วย มาทำอะไรอยู่ที่นี่น่ะ?"

"มีอะไรหรือเปล่าคะ?"

ศันสนีย์เห็นท่าทางของทั้งคู่ก็เอะใจจึงรีบเดินเข้ามาถาม เรียกความสนใจจากสุเมธและพราวภิรมย์ให้หันมามองตามเป็นตาเดียว ธีระเห็นดังนั้นก็กลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หากพวกเพื่อนๆ รู้ว่าศุภวัฒน์เป็นเพื่อนของกฤตภาส จึงหันไปยิ้มให้แล้วก็พยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด

"พอดีเจอคนรู้จักน่ะ เดี๋ยวทั้งสามคนออกไปถ่ายรูปเล่นกันก่อนก็แล้วกันนะ ขอเราคุยกับพี่เขาแป๊บนึงแล้วจะตามไป"

นัยน์ตาศันสนีย์เหลือบมองธีระสลับกับศุภวัฒน์อย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก แต่ก็เพียงแค่พยักหน้าก่อนจะเดินนำสุเมธกับพราวภิรมย์ออกจากร้าน เมื่อลับหลังเพื่อนๆ แล้วธีระถึงค่อยหันกลับมายิ้มบางๆ ให้คนที่จับแขนเขาไว้แน่น

"หมอเหวินครับ ผมไม่หนีไปไหนหรอกครับ ปล่อยแขนผมได้แล้วล่ะ"

"เอ้อ ขอโทษทีๆ หมอก็ลืมตัวไปหน่อย ถ้างั้นไปนั่งคุยกันตรงด้านโน้นดีกว่า ตรงนี้คนเดินผ่านไปมาเยอะ น่าจะคุยไม่สะดวก"

ธีระพยักหน้าแล้วก็เดินตามอีกฝ่ายไปนั่งหน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงินซึ่งไม่ค่อยมีคน พนักงานของร้านนำน้ำเย็นมาให้พวกเขาคนละแก้วก่อนจะเดินจากไป ศุภวัฒน์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ก่อนจะหันมายิ้มให้เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ

"ตี้ ไหนๆ หมอก็รู้แล้วว่าเราเป็นใคร งั้นช่วยถอดแว่นกันแดดออกทีเถอะ ไม่งั้นพอคุยกันแล้วมันทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้"

"อะ...ขอโทษครับ ผมลืมไป"

ธีระเอ่ยพลางถอดแว่นกันแดดออกเสียบบนกระเป๋าเสื้ออย่างปลงๆ ไม่นึกเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ที่แท้แม่ของศุภวัฒน์ก็เป็นหนึ่งในกรรมการสมาคมเหมือนกัน ถ้าหากรู้มาก่อนเขาจะไม่มีทางยอมตกลงมาร่วมเดินแบบเด็ดขาด

"ไม่ได้เจอกันเป็นเดือนแล้วมั้งนี่ สบายดีมั้ย? หลังจากเลิกฝึกงานแล้วไปอยู่ที่ไหนมาเหรอ?"

"ผมไปอยู่บ้านญาติมาน่ะครับ แต่นี่ใกล้จะเปิดเทอมแล้วก็เลยกลับมา"

"อ้อ...แล้วนี่มาทำอะไรที่นี่ล่ะ หรือว่าตี้ก็จะเดินแบบด้วย?"

เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบอย่างเสียไม่ได้ "ครับ พอดีว่าแม่ของเพื่อนเป็นกรรมการสมาคม เขาขอให้มาช่วยเป็นนายแบบให้หน่อย ผมก็เลยตอบตกลงไป"

และตอนนี้ก็เริ่มจะเสียใจขึ้นมาแล้วด้วย... ธีระก้มหน้าลงพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ สีหน้าท่าทางไม่สบายใจนั้นอยู่ในการสังเกตของศุภวัฒน์โดยตลอด เนื่องจากเขาไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างกฤตภาสกับธีระ จึงตัดสินใจไม่ทำให้อีกฝ่ายตกใจด้วยการเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อเพื่อนสนิทออกมา

ทั้งสองนั่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ธีระเหลือบมองผ่านผนังกระจกออกไปเห็นเพื่อนๆ กำลังถ่ายรูปกันอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้หน้าร้านอย่างสนุกสนาน พลันเขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นได้จึงรีบหันไปหาคนข้างตัว

"เอ่อ คุณหมอครับ"

"หืม?"

"เขา...คุณกฤต...จะไปงานเลี้ยงคราวนี้ด้วยรึเปล่าครับ?"

นั่นเป็นสิ่งที่เขาหวาดหวั่นที่สุด ธีระเคยคิดว่าสามารถปล่อยวางเรื่องของกฤตภาสได้แล้ว ตัดใจจากรักที่ไม่มีวันจะสมหวังได้แล้วระหว่างที่ใช้เวลาอยู่กับปิยพลที่น่าน แต่แล้วข่าวในโทรทัศน์เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ทำให้เขาตระหนักว่าตนล้วนทึกทักไปเอง และสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการคือการเผชิญหน้ากับกฤตภาสในเวลาที่แผลใจของเขายังไม่ปิดสนิท

ศุภวัฒน์มองสบนัยน์ตากลมโตแล้วก็หลุบตาลงขณะยกน้ำขึ้นจิบ เขาพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้จากที่กฤตภาสเคยเล่าให้ฟังว่าธีระขอให้ปล่อยเจ้าตัวไป แล้วยิ่งได้มาเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มในวันนี้ ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าถึงแม้กฤตภาสจะเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจแค่ไหน แต่ถ้าหากคิดจะตามสิ่งที่เคยทำหายไปคืนมา...อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว

แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขาจะกระโตกกระตากให้คนตรงหน้ารู้ไม่ได้เด็ดขาด

"อย่างไอ้คุณชายเนี่ยนะ? ตี้ก็เคยทำงานกับมันมาก่อนนี่ น่าจะรู้ว่ากฤตมันไม่ชอบออกงานถ้าไม่ใช่อิเว้นท์ที่ตัวเองจัด ต่อให้มีคนจ่ายค่าจ้างให้มันไปโชว์ตัวด้วยสิเอ้า ยิ่งงานเลี้ยงการกุศลแบบนี้มันยิ่งไม่สนเข้าไปใหญ่”

นายแพทย์หนุ่มรัวคำตอบอย่างคล่องปากเพราะทุกคำเป็นความจริง กฤตภาสไม่ชื่นชอบการไปร่วมงานเลี้ยงในลักษณะนี้มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่เขายังไม่ได้ออกปากเชิญเจ้าตัวให้มางานนี้ก็เท่านั้น และถ้าหากรู้ว่ามาแล้วจะได้เจอธีระล่ะก็...เขาอาจจะยืนยันเต็มปากเต็มคำแบบนี้ไม่ได้ก็เป็นได้

"เหรอครับ"

ธีระฟังแล้วก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ท่าทางที่แสดงออกอย่างไม่ระมัดระวังนั้นล้วนอยู่ในสายตาอันฉับไวของศุภวัฒน์ทั้งสิ้น เขามั่นใจว่าเด็กหนุ่มต้องยังมีความรู้สึกบางอย่างให้เพื่อนของเขาแน่นอนจึงลองหยั่งเชิง

"แต่ว่า...ถ้าหากรู้ว่าตี้ไปงานนี้ กฤตมันก็อาจจะยอมไปก็ได้นะ"

"ไม่ได้นะครับ! ผมหมายถึง...ไม่จำเป็นต้องเอาชื่อผมไปเชิญคุณกฤตหรอกครับ มันไม่มีประโยชน์"

"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ เห็นกฤตมันบอกว่าตี้เลิกฝึกงานไปเป็นเดือนแล้ว ไม่อยากเจอเจ้านายเก่าหน่อยเหรอ?"

คำปฏิเสธทันควันของธีระทำให้ศุภวัฒน์แปลกใจ เขาจึงตัดสินใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มกับเพื่อนของเขาเคยมีเรื่องบาดหมางกัน เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองแสดงได้ดีแค่ไหน แต่อาการนิ่วหน้ารวมทั้งแววตาของธีระบ่งบอกว่าไม่ค่อยเชื่อใจเขานัก

"คุณหมอ ผมไม่รู้หรอกนะว่าได้ยินอะไรมาบ้าง แต่ผมเชื่อว่าตอนนี้คุณกฤตคงลืมผมไปแล้วล่ะครับ ดังนั้นอย่าพยายามไปเตือนให้เขาจำได้จะดีกว่า"

"ทั้งๆ ที่ตี้ยังไม่ลืมมันเลยน่ะเหรอ?"

คำถามของศุภวัฒน์กรีดลึกถึงก้อนเนื้อในอกจนธีระกำแก้วน้ำแน่น หลังจากเลือกคำพูดอยู่ชั่วครู่ เขาก็เงยหน้ามองผู้สูงวัยกว่าด้วยนัยน์ตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว

"เมื่อไม่กี่วันก่อนผมได้เห็นข่าวของคุณกฤตกับแฟนใหม่แล้ว ดังนั้นมันไม่สำคัญหรอกว่าผมจะลืมหรือเปล่า ยังไงเสียปัจจุบันก็สำคัญกว่า ผมคิดว่าเป็นการดีที่สุดถ้าหากพวกเราทุกคนทำเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้คุณกฤตกำลังมีความสุข ผมเองก็กำลังกลับไปสู่ชีวิตที่คุ้นเคยเหมือนกัน ดังนั้นปล่อยให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้แหละดีที่สุดแล้วครับ"

น้ำเสียงอันหนักแน่นทำให้ศุภวัฒน์อยากถอนหายใจ ถึงแม้คนตรงหน้าจะดูนอบน้อมแค่ไหนแต่ก็หัวแข็งไม่ใช่เล่นเลย ขณะที่กำลังคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรดี ประตูร้านก็เปิดออกพร้อมกับที่เด็กสาวหน้าตาน่ารักก้าวเข้ามาทางพวกเขา

"พี่ตี้ รีบออกไปถ่ายรูปกันเถอะ แสงตอนนี้กำลังสวยเลย จะได้รีบกลับมาเปลี่ยนชุดแล้วออกไปกินข้าวเที่ยงกัน"

พราวภิรมย์ยื่นมือมากอดแขนธีระอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ เด็กหนุ่มมองใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังงอนนิดๆ แล้วก็รู้ว่าต้องเป็นศันสนีย์ที่ส่งอีกฝ่ายมาแน่ จึงหันไปยิ้มให้ศุภวัฒน์และยกมือขึ้นไหว้

"ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณหมอ ยังไงสำหรับเรื่องที่คุยกันเมื่อกี้ ผมรบกวนคุณหมอด้วยนะครับ"

"อืม ได้ งั้นไว้ค่อยเจอกันวันงานนะ"

ธีระเพียงแต่ยิ้มบางๆ ขณะปล่อยให้เด็กสาวลากแขนออกไป ศุภวัฒน์มองตามพลางทำตาครุ่นคิด เขาทบทวนคำพูดของเด็กหนุ่มเมื่อครู่แล้วก็ได้แต่นึกสงสัย

เชื่ออย่างนั้นจริงๆ เหรอตี้ว่ากฤตมันจะลืมทุกอย่างได้...ประเมินไอ้คุณชายต่ำเกินไปแล้ว...

อาจเป็นเพราะธีระไม่ได้รู้ความเป็นไปของกฤตภาสเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เจ้าตัวถึงได้กล้าพูดอย่างมั่นใจว่าฝ่ายนั้นลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่เขาที่เป็นเพื่อนสนิทมาตลอดสามสิบกว่าปีรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความจริง เพราะถึงเพื่อนของเขาจะดูเหมือนเป็นคนโลเลเวลาคบกับใคร แต่ลองว่าเจ้าตัวยึดติดกับอะไรขึ้นมาแล้วล่ะก็ ความสนใจทั้งหมดก็จะถูกทุ่มให้กับสิ่งนั้นจนไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง เพียงแต่ความหัวแข็งแต่เกิดทำให้ยากเหลือเกินที่จะง้างปากกฤตภาสให้ยอมเอ่ยในสิ่งที่ตรงกับใจ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ศุภวัฒน์ก็อดจะขำกับตัวเองไม่ได้ เพราะท่าทางของธีระที่แสดงออกชัดๆ ว่ายังหวั่นไหวกับเพื่อนของเขาแต่กลับบอกว่าไม่ต้องการจะพบหน้าอีกแล้ว...แสดงว่าสองคนนี้ก็ปากไม่ตรงกับใจในระดับพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้เลยทีเดียว

"นี่ตี้ เมื่อกี้ใครน่ะ?"

ศันสนีย์เอ่ยขึ้นเมื่อธีระออกมาข้างนอกแล้ว เธอแอบดึงเพื่อนมาถามหลังจากที่ปล่อยให้พราวภิรมย์ได้ถ่ายรูปคู่กับธีระจนพอใจ และตอนนี้เด็กสาวกำลังสนุกกับการถ่ายภาพเดี่ยวโดยให้สุเมธเป็นตากล้อง

"หมอเหวิน เป็นเพื่อนกับคุณกฤต เราเคยเจอเขาบ้างสองสามครั้งตอนยังฝึกงานน่ะ"

"หา! เพื่อนคุณกฤต!? อย่างนี้เขาจะไม่ไปบอกคุณกฤตเหรอว่าเจอแกแล้วน่ะ!?"

หญิงสาวส่งเสียงโวยวายอย่างตกใจ ถึงแม้จะไม่รู้เรื่องราวละเอียด แต่เธอก็พอจะรู้ว่าธีระไม่ต้องการจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์หรืออะไรก็ตามแต่ที่เคยมีกับกฤตภาส ดังนั้นสีหน้าท่าทางสงบนิ่งของเพื่อนจึงทำให้รู้สึกร้อนใจแทน

"ไม่หรอก เราขอร้องไปแล้วว่าไม่ให้บอก หรือถึงหมอเหวินจะไปบอกจริงๆ...คุณกฤตก็อาจไม่ได้สนใจก็ได้ เราก็แค่คนที่ช่วงหนึ่งเคยผ่านเข้าไปในชีวิตเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นสักหน่อย"

จะจริงหรือ...ศันสนีย์มองเพื่อนที่เดินยิ้มแย้มเข้าไปขอถ่ายรูปกับสุเมธและพราวภิรมย์บ้างแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว จริงอยู่ว่าธีระไม่เคยปริปากให้ฟังเลยว่าช่วงที่ฝึกงานสองเดือนนั้นได้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับกฤตภาส แต่พิจารณาจากรูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ที่เคยได้เห็น แถมยังท่าทีของเจ้าตัวเองเวลาพูดถึงคู่กรณี เธอก็มั่นใจว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่อง 'ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น' เหมือนที่เพื่อนเอ่ยออกมาแน่

ก็ตามใจเถอะนะตี้ ถึงยังไงนี่ก็เป็นการตัดสินใจของแกเอง ฉันก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่แกเลือกจะเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขก็แล้วกัน...


++------++



ข่าวซุบซิบของกฤตภาสและเกล็ดมณีที่ปรากฏทางโทรทัศน์และตามกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์ดูจะสร้างความพอใจให้หม่อมหลวงมุกตาภาอย่างมาก ช่วงสองสามวันที่ผ่านมากฤตภาสจึงได้สงบหูเพราะแม่ของเขาไม่ค่อยโทรมาจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องของหญิงสาวบ่อยๆ อีก

นับตั้งแต่ได้ไปกินข้าวและเดินซื้อของด้วยกันวันนั้น กฤตภาสจะคอยขับรถรับส่งเกล็ดมณีตลอดยกเว้นระหว่างเวลางาน แต่คืนนี้หญิงสาวมีนัดกับพวกเพื่อนๆ สมัยมัธยม กฤตภาสจึงมีเวลาว่างพอจะตอบรับคำชวนของศุภวัฒน์ให้ออกมาดื่มสังสรรค์ด้วยกันได้

"ไงมึง ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่วันที่ไข้ขึ้น ตอนนี้หายดีแล้วสิ?"

"ถ้าป่านนี้แล้วกูยังไม่หายป่วย มึงคงต้องเตรียมจองศาลาวัดให้กูแล้วล่ะ ไอ้หมอ"

กฤตภาสเอ่ยขณะที่ศุภวัฒน์หัวเราะเสียงดัง ตอนนี้ทั้งสองนั่งข้างกันอยู่หน้าโต๊ะยาวที่หันเข้าหาผนังกระจกของบาร์แห่งหนึ่ง ที่ตั้งของบาร์ซึ่งอยู่บนชั้นสี่สิบของโรงแรมช่วยให้สามารถดื่มด่ำกับทัศนียภาพมุมสูงของกรุงเทพฯ ได้กว้างไกลโดยไร้สิ่งกีดขวาง

"ช่วงนี้งานที่บริษัทเป็นไงมั่งวะ?"

"ก็มีลูกค้าติดต่อมาให้จัดอิเว้นท์อยู่เรื่อยๆ โชคดีว่าเดือนนี้ยังไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ แต่อีกสองสามเดือนถัดจากนี้ไปคงไม่ค่อยได้หายใจหายคอแล้ว"

กฤตภาสตอบขณะยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ นัยน์ตาสีนิลทอดมองแสงสียามค่ำของตัวเมืองขณะที่หมุนแก้วในมือเบาๆ เพื่อให้เครื่องดื่มสีอำพันได้เคล้าความเย็นจากก้อนน้ำแข็งจนทั่ว ครู่หนึ่งศุภวัฒน์ก็ถามอีกหลังจากยกแก้วเชมเปญของตัวเองขึ้นจิบบ้าง

"ได้ยินว่ามึงไปเยี่ยมเมฆมาเหรอ?"

"อืม"

"ทางนั้นเป็นไงบ้างล่ะ ถึงกูจะไม่ได้สนิทด้วยเพราะเคยเจอแค่ไม่กี่ครั้งก็เถอะ แต่เขายกโทษให้มึงรึยัง?"

"พวกกูคุยกันเข้าใจแล้ว ที่จริงเมฆไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลถ้าไม่ใช่เพราะโดนความรักบังตา ก่อนกูจะกลับมาเมฆยังบอกว่าขอให้มีความสุขแทนในส่วนที่เมฆกับเนตรมีไม่ได้แล้วด้วย"

กฤตภาสเอ่ยจบก็จิบวิสกี้อีกอึก เขาไม่ตะขิดตะขวงที่จะเล่าเรื่องของรุ่งภพให้ศุภวัฒน์ฟัง เพราะถึงแม้สองคนนี้จะไม่ได้สนิทกันเนื่องจากรู้จักเขาผ่านวงสังคมคนละวง กระนั้นก็ค่อนข้างจะรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายในระดับหนึ่ง

ศุภวัฒน์ฟังแล้วก็พยักหน้า นายแพทย์หนุ่มเหลือบมองเพื่อนที่กำลังนั่งมองวิวด้านนอกเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจวกเข้าประเด็นอย่างระมัดระวัง

"งั้นตอนนี้มึงก็เจอคนที่จะมีความสุขด้วยแล้วสินะ?"

กฤตภาสมุ่นคิ้วนิดหนึ่งขณะหันไปมองคนถาม และพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองเขาอย่างพิจารณา

"มึงหมายความว่ายังไง?"

"จะอะไรซะอีกนอกจากข่าวที่ได้เห็นช่วงสองสามวันนี้ มึงทำเอากูคิดว่าสำนวนได้ใหม่ลืมเก่านี่โคตรเหมาะกับมึงเลยว่ะ"

"ไอ้เหวิน มึงจะพูดอะไรก็พูดออกมาเลย อย่างน้อยถ้าจะโดนเทศนา กูก็อยากรู้ว่ากำลังโดนด่าเรื่องอะไร"

ชายหนุ่มกล่าวพลางชักสีหน้า วันนี้เขาอุตส่าห์ออกมาเจอเพื่อนเพราะอยากผ่อนคลายแท้ๆ น้ำเสียงที่สะท้อนอารมณ์อันขุ่นมัวทำให้ศุภวัฒน์ถอนหายใจ เขารู้ดีว่าเรื่องที่กำลังจะพูดนั้นละเอียดอ่อนมาก และหากว่ากฤตภาสไม่ได้รู้สึกอะไรกับธีระแล้ว สิ่งที่เขากำลังจะทำอาจเป็นการกวนน้ำให้ขุ่นก็เป็นได้

"กฤต ตอนที่มึงเลิกกับนิกกี้กูก็ไม่ค่อยแปลกใจหรอกนะเพราะรู้ว่ามึงไม่ได้ผูกพันกับเขาเลย แต่กับตี้นี่ไม่เหมือนกัน พอมีข่าวน้องมีนขึ้นมา กูเลยชักสงสัยว่าหรือที่จริงแล้วมึงไม่เคยเห็นใครสำคัญสำหรับมึงจริงๆ?”

"มึงรู้จักมีนได้ยังไง?"

ถึงแม้จะสะดุดใจในข้อสังเกตเกี่ยวกับธีระ กฤตภาสก็ยังแปลกใจที่ศุภวัฒน์เอ่ยชื่อของเกล็ดมณีได้ถูกต้องทั้งที่เขายังไม่เคยแนะนำให้รู้จักสักครั้ง

"จะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะ ตั้งแต่น้ามุกกลับมาเมืองไทยก็นัดเจอหม่าม้ากูอยู่บ่อยๆ เวลาเขาเม้าท์อะไรกันหม่าม้าก็มาเล่าให้ฟังทุกที แถมยังมีข่าวให้เห็นทั้งในทีวีกับหนังสือพิมพ์อีก กูก็รู้หรอกนะว่าน้ามุกเขาเชียร์คนนี้เต็มที่ แต่ว่า...กูก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามึงจะคล้อยตามง่ายขนาดนั้น”

คำอธิบายของศุภวัฒน์ช่วยให้กฤตภาสหายสงสัย ความไม่พอใจที่เพิ่งผุดขึ้นเมื่อครู่จึงค่อยเจือจางลง เขาหยิบมันฝรั่งทอดจากถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าใส่ปากแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แสดงอารมณ์

"ไหนๆ กูก็ถึงวัยที่ควรจะสร้างครอบครัวแล้วนี่ อีกอย่างแม่เขาอุตส่าห์คัดเลือกมาให้เองด้วย ในเมื่อไม่ต้องห่วงว่าจะเจอปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็น่าจะดีแล้วไม่ใช่รึไง?"

"หึ มึงนี่ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่เหมือนตัวมึงมากขึ้นทุกที"

"ตัวกู? เป็นยังไ?"

กฤตภาสยกวิสกี้ขึ้นจิบโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนา เขาเพียงแต่อยากรู้ว่าเพื่อนสนิทคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้

"ข้อแรก คนหัวแข็งอย่างมึงไม่มีทางยอมอยู่ในโอวาทของแม่แต่โดยดีแน่ ยิ่งเป็นคนที่แม่หามาให้มึงยิ่งน่าจะรู้สึกต่อต้าน แล้วที่สำคัญกูก็เห็นรูปน้องมีนแล้ว ถึงจะสวยแล้วก็มาจากตระกูลดีแค่ไหนก็ทำให้มึงหวั่นไหวไม่ได้หรอก เพราะว่ามึงมีคนที่รักอยู่แล้ว”

ข้อสังเกตของศุภวัฒน์ตรงเข้าแทงใจกฤตภาสอย่างจัง อาจเพราะพวกเขาคบหากันมาหลายปี รู้จักตัวตนและครอบครัวของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง กระทั่งเรื่องที่เขาตกลงกับเกล็ดมณีอย่างลับๆ ว่าจะแสร้งทำเป็นคบกันก็ยังถูกมองออกได้อย่างง่ายดาย

แต่เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถึงกับมองทะลุได้ว่าเขาปักใจกับใครบางคนอยู่ก่อน

"มึงเห็นว่ากูเคยไปรักใครตอนไหนด้วยเหรอ? หรือนักข่าวเขาพยายามจะแต่งนิยายให้อีก?"

ศุภวัฒน์กลอกตา ขณะเดียวกันก็ให้หมั่นไส้อาการแกล้งโง่ของเพื่อนอยู่ครามครัน

"ไม่มีนักข่าวที่ไหนแหกตากูได้ทั้งนั้นแหละ มึงคิดว่ากูดูไม่ออกจริงๆ เหรอว่ามึงคิดยังไงกับตี้ โอเค เด็กนั่นเป็นผู้ชาย แล้วตอนแรกมึงก็คงไม่ได้คิดอะไรกับเขามากไปกว่าแค่อยากลองของใหม่ แต่มึงเริ่มแปลกไปตั้งแต่ตอนที่โดนยิงนั่นล่ะ นิสัยอย่างมึงไม่ใช่ว่าจะยอมให้ใครก็ได้ไปคอยดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาแบบนั้นหรอกนะ ไหนยังจะตอนที่มึงไข้ขึ้นอีก พอกูไปเยี่ยมแล้วถามถึงตี้ มึงก็ใช้คำพูดสะบัดสะบิ้งเหมือนน้อยใจที่เขาทิ้งมึงไป แถมตอนที่น็อคจนต้องโทรเรียกรถพยาบาล มึงยังละเมอเรียกชื่อตี้ออกมาอีกต่างหาก ถ้ามึงจะทู่ซี้ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา งั้นมึงก็คงไม่ต้องสนใจหรอกมั้งว่ากูเพิ่งเจอกับตี้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน”

กฤตภาสหมุนตัวไปดึงคอเสื้อของศุภวัฒน์ก่อนจะพูดจบประโยค นัยน์ตาที่สุขุมมาตลอดทั้งคืนลุกวาวราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ภายใน กระทั่งน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังฟังคล้ายจะข่มขู่

"มึงไปเจอตี้ที่ไหน?"

"อยากรู้ด้วยเหรอ? ไหนเคยบอกว่าจะไม่หน้าด้านไปตามเขาไง?"

"ไอ้เหวิน!"

"เออๆ รู้แล้ว! มึงปล่อยคอเสื้อกูก่อน! กูจะหายใจไม่ออกแล้ว!!"

เสียงโวยวายของเพื่อนทำให้กฤตภาสยอมปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ ศุภวัฒน์ทำตาค้อนปะหลับปะเหลือกขณะยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันก็ให้รู้สึกรื่นรมย์กับความเป็นต่อที่นานๆ จะได้ลิ้มรสสักที เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เห็นไอ้คุณชายแสดงสีหน้าร้อนรนเหมือนหนูติดจั่น เขานี่แทบอยากงัดมือถือขึ้นมาถ่ายรูปส่งให้เพื่อนๆ ดูเป็นบุญตาซะด้วยซ้ำ

แต่ถ้าทำอย่างนั้น ไม่แคล้วคืนนี้เขาคงไม่ได้กลับบ้านในสภาพครบสามสิบสองแน่

"ไอ้เหวิน ตกลงว่ามึงจะพูดได้รึยัง?"

แววตาคล้ายจะยิ้มเยาะของเพื่อนทำให้อารมณ์ของกฤตภาสขุ่นมัวยิ่งขึ้น นี่ถ้าไม่ติดว่าอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาคงได้ใช้กำลังเข้าให้โทษฐานที่เล่นตัวมากนัก

"พอเป็นเรื่องของเด็กคนนั้นล่ะใจร้อนยังกับวัยรุ่นเชียวนะ เอ้านี่"

"อะไร?"

กฤตภาสรับซองสีฟ้าที่ศุภวัฒน์ยื่นให้พลางขมวดคิ้ว เขาหยิบการ์ดแข็งด้านในที่พิมพ์วันและสถานที่จัดงานเลี้ยงออกมาอ่านแล้วก็หรี่ตาลง

"มะรืนนี้หม่าม้าจะจัดงานเลี้ยงการกุศลให้สมาคมที่เป็นกรรมการอยู่ น้ามุกก็น่าจะได้รับการ์ดเชิญเหมือนกัน เขาไม่ได้บอกมึงหรอกเหรอ?"

กฤตภาสพลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านหลังบัตรแล้วก็ยักไหล่ "คงเคยบอกแต่กูไม่ทันได้สนใจ"

สมเป็นไอ้กฤตจริงๆ อะไรที่แม่พูดนี่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด...ศุภวัฒน์คิดแต่กลับเอ่ยว่า "ในงานจะมีแฟชั่นโชว์ด้วย กูก็ไม่รู้หรอกนะว่ามึงตั้งใจจะไปง้อตี้หรือเปล่า แต่ในเมื่อโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้าหากมึงไม่สนก็ตามใจ ถือซะว่ากูแค่มาช่วยประชาสัมพันธ์งานให้หม่าม้าก็แล้วกัน"

นัยน์ตาสีนิลทอประกายครุ่นคิด กฤตภาสยังคงเหลือบตาขึ้นมองศุภวัฒน์อย่างสงสัย "แล้วมึงรู้ได้ยังไงว่าตี้จะไปงานนี้ด้วย?"

"หึ พูดไปก็กลัวเพื่อนจะอิจฉา พอดีเมื่อวานซืนกูพาแม่ไปส่งที่ร้านเสื้อผ้าที่พวกนางแบบนายแบบกำลังลองชุดกัน เลยได้เห็นว่าตี้ก็อยู่ในทีมด้วยน่ะสิ"

"แล้วทำไมไม่โทรมาบอกกูตั้งแต่ตอนนั้น"

น้ำเสียงของกฤตภาสเริ่มมีร่องรอยไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีก แต่แทนที่ศุภวัฒน์จะร้อนตัว นายแพทย์หนุ่มเพียงแค่เลียนแบบเพื่อนด้วยการยักไหล่ "มึงอยากเจอตี้ แต่ตี้ไม่ได้อยากเจอมึงรึเปล่า? จะบอกให้ว่าน้องเขาดูตกใจมากเลยนะตอนที่เห็นกู แล้วยังถามด้วยว่ามึงจะไปงานนี้มั้ย พอกูบอกว่าคงจะไม่ เขาถึงค่อยทำท่าโล่งอกแล้วก็ขอว่าให้ช่วยปิดเรื่องที่เจอกันเป็นความลับ แถมยังบอกอีกว่าเห็นข่าวของมึงกับแฟนใหม่แล้ว ดังนั้นถ้าทำเหมือนมึงกับเขาไม่เคยรู้จักกันคงจะดีกว่า ได้ยินแบบนี้แล้วมึงคิดว่าตอนนั้นกูจะมีอารมณ์รีบโทรหามึงไหมล่ะ"

กฤตภาสหรี่ตามองเพื่อนที่แสร้งทำตาใสซื่อ แต่ก็รู้ดีว่าครั้งนี้ตนเป็นหนี้อีกฝ่ายเต็มๆ จึงเก็บซองใส่กระเป๋าแล้วก็ยกวิสกี้ขึ้นดื่มจนเกลี้ยง

"ขอบใจ ถ้าบังเอิญได้เจอเด็กนั่นอีกก็ไม่ต้องบอกว่ากูจะไปงานนี้ก็แล้วกัน"

"อ้าวเฮ้ย จะกลับแล้วเหรอวะ?"

"หรือมึงยังมีธุระอื่นกับกูอีกล่ะ?"

กฤตภาสหันมาถามอย่างหมั่นไส้ เพราะเขารู้ว่านอกจากเรื่องนี้แล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะถูกนัดออกมาดื่มเหล้าด้วยกัน ศุภวัฒน์จึงแสร้งทำหน้าน่าสงสารขณะชูแก้วแชมเปญที่ใกล้จะหมดให้ดู

"ไหนๆ ก็ถือว่าเพื่อนเอาข้อมูลที่มีค่ามาบอก แล้ววันนี้กูก็ไม่อยากรีบกลับบ้านด้วย ถ้าคุณชายจะเลี้ยงดอม เปริญอง (*Dom Perignon) เพื่อนสักขวดคงขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกมั้ง?"

"ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปงานนี้แล้วจะได้เจอตี้จริงๆ รึเปล่า มึงอยากกินอะไรก็เชิญสั่งมาจ่ายเองเถอะ"

กฤตภาสเอ่ยแล้วก็เดินออกจากบาร์ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อน เขาขับรถกลับคอนโดด้วยความรู้สึกหงุดหงิดดุจมีพายุพัดโหมในใจ เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงค่อยเดินออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง แววตาของชายหนุ่มมองผ่านเกลียวควันบุหรี่สีขาวที่ปลิวหายไปตามลมขณะคิดถึงบทสนทนาเมื่อหัวค่ำอีกครั้ง

เขาอยากเจอเด็กคนนั้น...แต่อีกฝ่ายไม่ได้อยากเจอเขาสินะ...

คำพูดของศุภวัฒน์ยังดังก้องอยู่ในหู สิ่งที่เพื่อนของเขาไม่รู้ก็คือกฤตภาสเคยพยายามสืบแล้วว่าธีระหายไปอยู่ที่ไหนหลังจากตัดรอนความสัมพันธ์กับเขา แต่หลังจากพยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเพราะเขาแทบไม่รู้จักคนรอบตัวของเด็กหนุ่ม จึงทำให้คิดได้ว่าถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ต้องกลับมาเรียนเมื่อเปิดเทอมอยู่ดี ดังนั้นก็รอจนถึงตอนนั้นค่อยไปหาก็ได้ เพราะถึงจะหลบหน้าได้ระหว่างนี้ก็ไม่มีทางจะหนีไปได้ตลอด

แต่การที่ได้รู้ว่าเพื่อนของเขาได้เจอธีระมาแล้ว แถมฝ่ายนั้นยังขอให้ถือเสียว่าพวกเขาไม่เคยรู้จักกันทำให้กฤตภาสโมโหจนแทบคลั่ง เด็กคนนั้นคิดว่าเขาเป็นคนความจำบกพร่องหรืออย่างไร ถึงคิดว่าพอบอกให้ลืมก็จะลืมได้ง่ายๆ เหมือนกดปุ่มลบทิ้งอย่างนั้น

นี่คงคิดว่าเขาเลิกสนใจตัวเองไปแล้วสิท่า แต่ถ้าหากเขาไม่แยแสแล้วจริงๆ มีหรือจะทำเรื่องไร้สติอย่างการออกไปยืนตากฝนจนไข้ขึ้น หรือเก็บเรื่องของเจ้าตัวมาฝันเป็นตุเป็นตะชนิดที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ ถ้าเขาไม่นึกสนใจธีระแม้แต่น้อย เขาจะรู้สึกร้อนรุ่มในอกถึงขนาดนี้จากการที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายกลับมากรุงเทพฯ แล้วหรอกหรือ

ทำไมเด็กนั่นถึงไม่คิดบ้างว่าตัวเองทำให้เขากระวนกระวายแค่ไหนระหว่างที่ไม่ได้เจอกัน... กฤตภาสถอนหายใจหนักหน่วงขณะยกมือขึ้นเสยผมแรงๆ นึกขัดใจที่ใครบางคนสามารถมีอิทธิพลปั่นป่วนความคิดและสมาธิได้ขนาดนี้ แต่ถึงจะพยายามรักษาความเยือกเย็นอย่างไร ในใจเขาก็รู้ดีว่าไม่สามารถตัดธีระออกจากชีวิตเหมือนที่เคยทำกับคนอื่นในอดีต

เด็กคนนั้นหลงเดินเข้ามาในหลุมพรางที่เขาขุดล่อเอาไว้เอง แต่กลับฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่ระแวง ปีนหนีออกไปพร้อมกับขโมยหัวใจของเขาไปด้วย ดังนั้นต่อให้ต้องทำเรื่องที่ไม่สมกับเป็นตัวเองแค่ไหน กฤตภาสก็จะไม่ยอมเสียโอกาสที่เคยทำหายไปเป็นอันขาด

ธีระทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จไปแล้ว ที่ผ่านมาเขาอาจจะยินดีเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์กับทุกคนที่เคยคบโดยไม่เสียเวลาคิดซ้ำสอง แต่เด็กหนุ่มเป็นคนแรกที่ทำให้เขาไม่ต้องการจะปล่อยมือ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...ยังเป็นคนแรกที่สอนให้กฤตภาสได้รู้ว่าอาการทุรนทุราย แสบร้อนในอกดุจถูกเปลวไฟแผดเผาเพราะรักที่เกือบจะสูญเสียนั้นมีอยู่จริง



++---TBC---++



A/N: *Dom Perignon หรือดอม เปริญอง คือแชมเปญที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดแชมเปญ ขวดหนึ่งขายกันในราคาหลายพันถึงหลักหมื่นบาท ตั้งชื่อตามพระในนิกายเบเนดิคต์ซึ่งมีชีวิตในศตวรรษที่ 17 ผู้ค้นพบการหมักไวน์ให้เป็นแชมเปญเป็นคนแรก




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2557    
Last Update : 31 ตุลาคม 2557 17:58:39 น.
Counter : 711 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.