It อิท





อิท It (1986) โดย Stephen King
สนพ.วรรณวิภา แปลโดย สุวิทย์ ขาวปลอด

"บางทีอาจจะไม่มีเพื่อนดีหรือเพื่อนเลว บางทีอาจจะมีแต่เพื่อนเฉยๆ เพื่อนผู้ยืนเคียงข้างคุณ เมื่อคุณได้รับบาดเจ็บและช่วยให้คุณรู้สึกไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป บางทีพวกเขามีค่าควรที่จะกลัวแทน หวังแทนและอยู่เพื่อกันและกัน บางทีอาจจะมีค่าควรแก่การตายแทนกันและกันด้วยถ้าจำเป็น ไม่มีเพื่อนที่ดี...ไม่มีเพื่อนที่เลว มีแต่คนที่คุณต้องการและอยากอยู่ด้วย คนที่สร้างบ้านของพวกเขาในหัวใจคุณ"

ปี 1985 
เกิดเหตุการ์คนหาย มีการฆาตกรรมหลายต่อหลายรายใน เมืองเดอร์รี่ แต่แปลกที่แทบไม่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ใดๆเลย 
ไมค์ แฮนลอน 1 ในสมาชิกชมรมคนขี้แพ้เมื่อครั้งเก่าก่อน สังเกตเห็นสัญญาณแห่งวัฏจักรของ "มัน" กำลังจะกลับมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง จึงเรียกสมาชิก "ชมรมคนขี้แพ้" กลับมารวมตัวกันตามสัญญาที่เคยให้ไว้แก่กัน 

ปี 1958 
เรื่องราวของสมาชิกของชมรมคนขี้แพ้ในการเผชิญหน้ากับความน่าสะพรึงกลัวของ"มัน"บังเกิดขึ้นกับทุกคน บางคนเห็น "มัน"ในรูปตัวตลกเพนนีไวส์ นก คนขี้เรื้อนขี้ทูด บ้างก็มนุษย์หมาป่า แตกต่างกันออกไป

บิล เดนโบร "บิ๊กบิล" คนแรก ที่ประสบเคราะห์กรรมกับ "มัน" ด้วยเรือกระดาษที่พับให้น้องชายไปเล่น เป็นผู้นำของกลุ่มชมรมคนขี้แพ้ ก่อนที่จะโตมาเป็นนักเขียนชื่อดัง 

เบเวอรี่ มาร์ช สาวสวยเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม เป็นที่หมายปองของเพื่อนๆในกลุ่ม มีความไม่ลงรอยกับพ่อ โตมาเป็นดีไซเนอร์ที่มีชีวิตครอบครัวสุดสะบักสะบอม 

เอ็ดดี้ คาส์พแบร็ก ผู้ที่ต้องพกยาแก้หอบหืดไว้พ่นตลอดเวลา แม่รักแม่หวงเป็นอย่างมาก ไม่ชอบให้มาคบกับเพื่อนๆในกลุ่มนี้ มีความจดจำทิศทางได้แม่นยำที่สุดในกลุ่ม โตมาเป็นเจ้าของรถลีมูซีนให้เช่า มีดาราดังๆเป็นลูกค้ามากมาย

เบน แฮมส์คอม "ไอ้กองฟาง" รูปร่างอ้วนตุ๊ต๊ะ มีหัวทางด้านการออกแบบและก่อสร้างตั้งแต่เด็ก ชอบเข้าห้องสมุดเป็นชีวิตจิตใจ โตมาเป็นสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ

ริชี่ ทอร์เซีย "ไอ้ปากหมา" ใส่แว่นตา ชอบเพลงร็อคแอนด์โรลและชอบเลียนเสียงต่างๆมากๆ โตมาเป็นดีเจคลื่นวิทยุ

แสตน ยูริส เด็กยิว ผู้มีความคิดเป็นแบบแผน ค่อนข้างเงียบ โตมาเป็นนักบัญชี

ไมค์ แฮนลอน เด็กผิวดำคนเดียวในกลุ่ม มีฝีเท้าในการวิ่งเร็วมากเพราะต้องคอยวิ่งหนีกลุ่มคู่อริตลอดเวลา โตมาเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดในเมืองเดอร์รี่และเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ย้ายออกไปจากเมืองนี้เลย ดูจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานน้อยที่สุดอีกด้วย

พวกเขาต้องกลับมาสะสางเรื่องราวของ "มัน" ที่ยังค้างคาอยู่พร้อมกับความทรงจำในเยาว์วัยก็ค่อยๆไหลย้อนกลับมาทีละนิดๆ เพื่อใช้ต่อสู้ กับ"มัน"อีกครั้งหนึ่ง

"มัน"...คืออะไรถึงอยู่ได้คงกระพัน วนเวียนเป็นวัฏจักร อยู่ในเมืองเดอร์รี่แห่งนี้ 

และเพียงแต่ว่า...คราวนี้พวกเขาไม่ได้กลับมารวมตัว พร้อมเพรียงกันทั้ง 7 คน!

สมกับเป็นนิยายสยองขวัญระดับมาสเตอร์พีซของ Stephen King จริงๆ ตัวอักษรเรียงตัวประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพได้ชัดเจน ผสมกับการแปลที่ได้อารมณ์มันสุดๆ ราวกับมันคือ หนังสือป๊อป-อัพ ที่เคลื่อนไหวได้ อยู่ตรงหน้าคนอ่าน ไปตลอดทั้งเรื่องเกือบ 1,300 หน้า ยิ่งใกล้ๆตอนจบเรื่อง ความรู้สึกที่ไม่อยากให้จบเลยก็วนเวียนเข้ามา ซึ่งไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานพอสมควรแล้วล่ะครับ (อ้อ...ลืมบอกไป มีฉากรุนแรงและหมิ่นเหม่บ้างนะ)

"มัน" เป็นหนังสือที่ต้องค่อยๆละเลียดไปเพราะไม่ได้เด่นที่พล็อตเรื่อง พล็อตเรื่องหลักก็คือ จะสู้กับ "มัน"ยังไง และ"มัน"คืออะไร แค่นั้นเอง (ไม่ใช่ Plot-Driven) แต่เรื่องราวของตัวละครที่มีสีสันเป็นตัวขับเนื้อเรื่องมากกว่า (Character-Driven) ช่วงแรกยิ่งชัดเจน เพราะ เหมือนไฟจะฉายสปอตไลท์ไปที่ตัวละครแต่ละตัวแนะนำให้เรารู้จักที่มาของแต่ละคนและการประสบพบเจอกับมันก่อนจะค่อยๆดำเนินเรื่องต่อไป แถม King ใช้การเล่าเรื่องปัจจุบันสลับไปมากับอดีตตลอดทั้งเริ่อง เรื่องราวจึงค่อยๆเป็นค่อยๆไป และมีอยู่ช่วงนึง ผมถึงกับทึ่งกับการใช้เทคนิคนี้ที่มันร้อยพันเกี่ยวอดีตและปัจจุบันได้ผสมกลมกลืนอย่างไร้ตะเข็บ คำต่อคำต่อกันและกัน...ได้สุดยอดมาก

แล้วที่มันสุดยอดยิ่งขึ้นไปอีก คือ "มัน"พาเราย้อนไปอดีตกับวัยเยาว์ของเด็กยุคนั้น ยุคที่ก่อนจะมีไอโฟน มือถือครองเมือง ถ้าใครจำได้ หลังเลิกเรัยนสมัยโน้น เด็กๆมักจะนัดกันไปเล่นข้างนอกบ้าน ผจญภัยในความคิดของเด็กๆ พร้อมกับคำเตือนของผู้ปกครองเรื่องคนแปลกหน้าหรือพวกที่ดูน่าจะเป็นอันตรายสำหรับเด็กๆ ซึ่ง King ก็สอดแทรกเข้ามาไว้ เป็นข้อเตือนใจกลายๆ (เฉกเช่น เรื่อง Christine ที่สอดแทรกเรื่องการหมกมุ่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งของวัยรุ่นที่พ่อแม่ไม่ใส่ใจ) ได้อารมณ์ถวิลหาหวนรำลึกอดีต (Nostalgia) มากๆ

และถึงแม้จะเป็นหนังสือสยองขวัญ แต่มันกลับตลบอบอวลด้วยมิตรภาพของผองเพื่อน จนกลบความน่ากลัวของ "มัน"ซะจนมิด เหมือนจะบอกพวกเรากลายๆว่า มิตรภาพของมวลมนุษย์นี่ล่ะ ที่จะชนะความน่ากลัวของปิศาจต่างๆที่อยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนๆก็ตาม...

"คุณไม่จำเป็นต้องมองกลับไปเพื่อดูเด็กๆเหล่านั้น ส่วนหนึ่งของจิตคุณจะเห็นพวกเขาตลอดไป-อยู่ร่วมกับพวกเขาตลอดไป-รักษาพวกเขาตลอดไป พวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนที่ดีที่สุดของคุณ แต่ครั้งหนึ่งพวกเขาคือ คุณนั่นแหละ"

ป.ล.มิเสียแรงที่ให้คุณอาสุวิทย์เซ็นชื่อในหนังสือให้ และเล่มนี้ก็ทำให้เชื่อได้ในระดับนึงแล้วว่าหนังสือของ King จะแปลให้ได้อารมณ์มันๆนี่ต้องคุณอาจริงๆ (แต่ต้องพิสูจน์ต่อไปเพราะยังไม่เคยอ่าน King ของแพรว ส่วนเล่มเก่าๆเท่าที่เคยอ่านสู้ไม่ได้เลยแฮะ) เสียอย่างเดียว คำผิดเยอะไปนิดไม่งั้นจะสมบูรณ์ขึ้นหิ้งกว่านี้ครับ

คะแนน 9.0/10



Create Date : 17 มีนาคม 2560
Last Update : 17 มีนาคม 2560 19:38:41 น.
Counter : 136 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 
  
เป็นเรื่องที่ชอบมากๆ ของคิงเลยครับ
อีกเรื่องที่รออ่าน อย่างใจจดจ่อ แต่ก็ผิดหวังไปเรียบร้อยแล้วคือ หอคอยทมิฬ ครับ
โดย: สามปอยหลวง วันที่: 23 มีนาคม 2560 เวลา:19:13:45 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

สมาชิกหมายเลข 755059
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



New Comments
มีนาคม 2560

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
17 มีนาคม 2560
All Blog